ธุรกิจ : คณะสิงโตมังกรหยก

ประเภทธุรกิจ : บริการ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2494

อายุ : 70 ปี

ผู้ก่อตั้ง : อากงซินจั๊ง แซ่อุน

ทายาทรุ่นสอง : คุณพ่อสุเทพ เกรียงไกรรัตน์

ทายาทรุ่นสาม : กัญญารัตน์ เกรียงไกรรัตน์

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

ตุ้งแช่ ๆ ตุ้งแช่ ๆๆ … ตุ้งแช่ ๆ ตุ้งแช่ ๆๆ

เสียงจังหวะไม้กลองกระทบสลับฉาบ ควันธูปลาง ๆ ผลไม้น้อยใหญ่ผลเด้งสีสดวางเรียง บรรยากาศเฉลิมฉลองละแวกศาลเจ้า เหล่านี้คงเป็นภาพจำของคณะเชิดสิงโตที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หนึ่งในประเพณีการเต้นรำของจีนนี้มักจัดขึ้นในโอกาสสำคัญเท่านั้น

แต่ไม่ใช่กับ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตระดับตำนานเก่าแก่ประจำอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ชื่อของที่นี่เป็นที่เลื่องลือและสืบทอดมาตั้งแต่สมัย อากงซินจั๊ง แซ่อุน มาที่ อาเตี่ยสุเทพ เกรียงไกรรัตน์ จนถึงทายาทรุ่นสามอย่าง เกี๊ยว-กัญญารัตน์ เกรียงไกรรัตน์ หลานสาวของอากงและลูกสาวของอาเตี่ยที่ตัดสินใจมารับช่วงต่อ พร้อมก้าวออกจากกรอบเดิม และสร้างภาพจำใหม่ให้คณะเชิดสิงโตที่ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าศาลเจ้าอีกต่อไป เธอทำให้เกิดภาพของสิงโตในคอนเสิร์ต สิงโตในสถานบันเทิง สิงโตในห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงงานเปิดตัวแบรนด์นาฬิการะดับโลกอย่าง Patek Philippe ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การเชิดสิงโต

เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบันมากขึ้น 

ภาพจำของคณะเชิดสิงโต ส่วนมากจะเป็นงานของผู้ชาย ด้วยเป็นงานที่ต้องใช้พละกำลังและต้องแบกน้ำหนักของหัวสิงโต แต่ทายาทรุ่นสามผู้หญิงคนเดียวของตระกูลกลับลบภาพนั้น แล้วแทนที่ด้วยภาพผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นกระบอก และเป็นผู้หญิงคนแรกที่บริหารคณะสิงโตภายใต้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบโชว์ กลุ่มลูกค้า รูปแบบการนำเสนองาน และเอกลักษณ์ของสิงโตคณะมังกรหยก แสดงให้เห็นว่าทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าใครก็ทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนาได้ ขอแค่ตั้งใจและมีใจรัก 

ระหว่างทางของเธอจึงเต็มไปด้วยความท้าท้ายและบททดสอบมากมาย เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองให้ได้มาซึ่งการยอมรับในผลงาน และส่งต่อตำนานของคณะมังกรหยกให้ยังมีลมหายใจต่อไป

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

ลมหายใจของมังกรหยก 

ตำนานของมังกรหยกมีลมหายใจมากว่า 70 – 80 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นอากง ชาวจีนผู้หอบหิ้วเสื่อผืนหมอนใบ อพยพมาลงหลักที่ตลาดสามพราน ปักฐานริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน อากงเป็นนักเชิดสิงโตเก่า ด้วยความเพียรจึงอุตสาหะก่อตั้งคณะเชิดสิงโตขึ้น ชื่ออ่านออกเสียงตามตำราจีนว่า หลง-ยู่ หรือที่เรียกกันว่า ‘มังกรหยก’

ภาพถ่ายเก่า ๆ ที่คงอยู่ เล่าถึงความรุ่งเรืองของยุคนั้นได้เป็นอย่างดี เสาต่อขึ้นไปสูงเสียดฟ้า มีการนำสิงโตออกโชว์หลาย ๆ หัวอย่างทรงพลัง งานจัดยิ่งใหญ่อลังการและคนดูล้นหลามจนล้นเฟรม เป็นอันรู้กันดีในสมัยนั้นว่าถ้าตรุษจีนเมื่อไหร่ ต้องเรียกใช้บริการมังกรหยก

หลังจากอากงวางมือ ก็ได้ส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นสองอย่างรุ่นอาเตี่ย ในยุคนั้นมังกรหยกก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน เกี๊ยวจำความได้ว่าไม่มีอาทิตย์ไหนที่เตี่ยว่าง เพราะมีงานจับจองไม่เว้นสัปดาห์ เหนือใต้ออกตก มังกรหยกรุ่นอาเตี่ยได้ไปสร้างตำนานไว้หมดแล้ว ส่วนมากเป็นงานใหญ่ตามจังหวัดต่าง ๆ และมีมาเรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย

คณะสิงโตมังกรหยกได้เชิดดังกังวานสู่ทายาทรุ่นสามอย่างเกี๊ยว หญิงสาวที่เติบโตมาพร้อมกับเสียงกลอง หัวสิงโต และการออกงานมงคลทุกครั้ง ประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เกี๊ยวคลุกคลีกับคณะเชิดสิงโตตั้งแต่ยังเด็ก เธอตามเตี่ยไปมีส่วนร่วมเล็ก ๆ ในโชว์ด้วยทุกครั้ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มและความสดใสของเด็กหญิงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แลกมากับซองอั่งเปาเป็นรางวัลติดตัวกลับมามาทุกครั้ง สิ่งนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกดีและผูกพันกับคณะเชิดสิงโตอย่างแนบแน่น จนสานต่อมาถึงทุกวันนี้

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

หงส์เชิดมังกร

หลังจากเกี๊ยวเรียนจบคณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เธอได้ทำงานตำแหน่ง Visual Merchandiser ให้แบรนด์ดังต่าง ๆ อยู่พักใหญ่ ใช้ชีวิตเดินทางตามความฝันจนมาถึงจุดหนึ่ง จุดที่รู้สึกอยากกลับบ้าน อยากมาอยู่กับแม่ เมื่อได้กลับบ้าน ภาพบรรยากาศการเชิดสิงโตในความทรงจำจึงฉายชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

เธอเข้ามาปรับปรุงคณะสิงโต 3 เรื่องใหญ่ ๆ

แรกสุด เกี๊ยวคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ คือต้องก้าวให้เท่าทันยุคสมัย สิงโตมังกรหยกมีความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ เธอยังคงสานต่อพิธีดั้งเดิม พร้อมนำความมงคลนี้มาขยายกรอบให้กว้างขึ้น ปรับลุคของคณะ พัฒนาทั้งคน สิ่งของ และแนวคิดให้เข้ากับกระแสสังคม อย่างในสังคมปัจจุบัน กระแสโซเชียลมีอิทธิพลกับผู้คนเป็นอย่างมาก เกี๊ยวจึงจับจุดนี้มาพลิกให้เข้ากับคณะสิงโตของเธอ 

“ตอนนั้นเกี๊ยวทำโชว์สิงโตโซเชียล ช่วงนั้นคนชอบก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ เกี๊ยวก็เลยครีเอตโดยการให้แป๊ะซิ้มมาเป็นตัวแทนคนแบบเรา ก้มหน้าเล่นไอโฟนอันใหญ่ ๆ สื่อถึงมือถือ สิงโตก็ไปเขี่ย ๆ เรียกก็ไม่สนใจ ปกติแป๊ะซิ้มต้องเล่นคู่กันกับสิงโต พาสิงโตเดินไปตรงนั้นตรงนี้ แต่อันนี้แตกต่าง”

ถัดมา เกี๊ยวใช้ทักษะและความรักในศาสตร์การออกแบบมาปรับให้เข้ากับสิงโต โดยการออกแบบหัว หาง และตัดเย็บชุดเอง ปรับให้น่ารักและมีสตอรี่หลากหลายขึ้น เอกลักษณ์เหล่านี้ถ้าเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือมังกรหยก ชุดและหางสิงโตตัดเย็บพิเศษจากผ้าไหมจีน ประดับด้วยคริสตัลแวววาวหลากสี หัวสิงโตมีหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า 

ถ้าอยากได้ความน่ารักเป็นซิกเนเจอร์ คือ สิงโตน้องเป็ดฟ้า สิงโตขาวเงิน ถ้าเน้นความมั่งคั่งร่ำรวย นำโชคลาภมาให้ เสริมสิริมงคล สมปรารถนา หรือให้มีเงินทองเต็มบ้านและความเจริญรุ่งเรือง เชิดสิงโตเจ็ดสีจักรพรรดินีเขาหงส์ แต่ถ้าอยากได้ความดุดัน น่าเกรงขาม แฝงด้วยความหมายมงคล ซื่อสัตย์ คุณธรรม ขับไล่สิ่งไม่ดี เสริมอำนาจวาสนา ความเป็นมงคลให้แก่สถานที่นั้น ๆ และผู้พบเห็น ก็ต้องหัวสิงโตเทพเจ้ากวนอูปางออกศึกธงมังกร นอกจากนี้ยังมี สิงโตแดงเขานก สิงโตทองแดงเพลิง สิงโตทองจักรพรรดิเขามังกร และหัวสิงโตใหม่ ๆ ตามวาระโอกาส ติดตามได้ที่เพจ มังกรหยก สามพราน

อีกหนึ่งข้อ เมื่อก่อนสิงโตมังกรเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึง ไม่ใช่เรื่องสำหรับทุกคน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเพณีตรุษจีนที่หนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียว แต่ในตอนนี้เธอพยายามทำให้สิงโตกลายมาเป็นหนึ่งในการแสดง มาเอนเตอร์เทนผู้ชม มาเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ให้ใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น 

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

“นี่คือประเด็นหลักของเราเลย เราต้องทำให้คนอยากเข้าใกล้สิงโต ไม่ต้องกลัว และมีส่วนร่วมในแต่ละโชว์ด้วย”

สิงโตในแบบของเกี๊ยวจึงไม่ได้อยู่ตามงานของศาลเจ้าอย่างเดียวอีกต่อไป เธอพาสิงโตรวมเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งการพาสิงโตเข้าห้างสรรพสินค้า พาสิงโตเข้าสถานบันเทิงยามค่ำคืน พาสิงโตไปคอนเสิร์ตในคอนเซ็ปต์ ‘สิงโตนำโยก’ ไปเต้นกับศิลปินที่เทศกาลดนตรีบิ๊กเมาเท่น เขาใหญ่ 

งานเหล่านี้เป็นงานที่หาไม่ได้ในสมัยก่อน กลุ่มลูกค้าของทายาทมังกรหยกรุ่นสามเปิดกว้างขึ้นมาก จากกลุ่มธรรมดาที่เป็นคนจีนจัดงานตามศาลเจ้า เริ่มขยายวงกว้างไปเป็นการแสดง โดยมีลูกค้าเป็นบริษัทออแกไนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่อยากได้การแสดงสิงโตไปเป็นส่วนหนึ่งในอีเวนต์ของตัวเอง

ด้วยความที่กลุ่มลูกค้าเปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยนตามด้วยเช่นกัน แต่ละโชว์จะมีเวลาจำกัด ต้องรันตามตารางและเวลา ต้องเป็นไปตามบรีฟของลูกค้า จากเดิมที่สิงโตเล่นตามใจ เยื้องกายได้ไม่จำกัด ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับทุกคนในทีมและวงการ

กว่าจะได้มาซึ่งงานที่หลากหลาย รูปแบบการขายงานเองก็เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยน 

“เริ่มจากลูกค้าติดต่อมา ตกลงราคากันและเราจะเสนอขายเป็นแพ็กเกจ มีหัวสิงโตแบบน่ารักฟรุ้งฟริ้ง แบบดุดันน่าเกรงขาม หรือแบบแกลมวิบวับ” เกี๊ยวจัดทำแพ็กเกจที่หลากหลาย เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้า โดยพิจารณาจากรูปแบบและบรรยากาศงาน 

นอกจากนี้ เธอยังเข้าใจและใส่ใจลูกค้า ในทุก ๆ งานจึงไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความเป็นมังกรหยก แต่ต้องเป็นการสนับสนุนกันและกันระหว่างลูกค้ากับคณะเชิดสิงโต 

ยกตัวอย่างเช่น งานเปิดตัวรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีวัดมังกร หนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของคณะมังกรหยกนี้ เธอได้ใจลูกค้าไปเต็ม ๆ เพราะเธอยินดีที่จะสั่งตัดเสื้อใหม่ทั้งหมด สกรีนโลโก้แบรนด์ลูกค้าให้ทุกคนในทีมใส่ รายละเอียดเล็ก ๆ ที่บางคนอาจมองข้ามนี้ คือกลยุทธ์เหล็กของมังกรหยกรุ่นสาม ซึ่งสร้างความประทับใจให้ลูกค้า นำไปสู่การต่อยอดงาน เกิดการบอกต่อให้คณะมังกรหยกเติบโตไปได้เรื่อย ๆ 

ไม่เพียงเท่านี้ เพราะมังกรหยกยังรับงานอีกมากทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ งานรับปริญญา หรืองานวันเกิด กลายเป็นการแสดงที่สร้างสีสันให้กับงานต่าง ๆ

“อย่างวันเกิด สิงโตเป็นสิ่งมงคลอยู่แล้ว อาจจะให้แป๊ะซิ้มถือเค้กหรือช่อดอกไม้ไป หรือลูกค้าอยากไปเซอร์ไพรส์ถือเค้กเองแล้วมีสิงโตเดินตามก็ได้ เราขายไอเดียรูปแบบต่าง ๆ ไป ส่งสิงโตน้องเป็ดฟ้าหรือขาวเงินที่น่ารัก ถ้างานกลางคืนเราจะเลือกหัวที่มีกากเพชรคริสตัลมากเป็นพิเศษ มีปล่อยป้าย Happy Birthday มี Paper Shoot สวยงาม เพื่อให้รูปของลูกค้าออกมาสวย และงานวันนั้นออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

นี่แหละมังกรหยก

‘ถึงจนทรัพย์ จงยืนหยัดคุณธรรม’

“เตี่ยสอนอยู่เสมอเรื่องคุณธรรม บอกว่าคุณธรรมคือ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อลูกน้อง ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า”

‘ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง’ ในงานที่ทำอยู่ ต้องทุ่มเทและตั้งใจทุกวินาทีในการทำงาน ฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ให้งานที่ออกมาสมบูรณ์แบบหรือผิดพลาดน้อยที่สุด

‘ซื่อสัตย์ต่อลูกน้อง’ มังกรหยกให้ความสำคัญเรื่องทีมงานมาจากรุ่นสู่รุ่น อาเตี่ยปลูกฝังเกี๊ยวอยู่เสมอว่า ต้องดูแลพวกเขาอย่างดีที่สุด เราเหนื่อยเขาก็เหนื่อย ถ้าเราอิ่มเขาก็ต้องอิ่มด้วย เธอจึงไม่เคยละเลยลูกน้อง หน้างานบริหารด้วยระเบียบเพื่อโชว์ที่ดีที่สุด พอจบงานเธอบริหารต่อด้วยใจ เตรียมอาหารให้ทีมอย่างทั่วถึง ใครขาดเหลืออะไรก็ช่วยจัดหาให้ ทุกคนในทีมมังกรหยกจึงเปี่ยมไปด้วยสปิริตเต็มที่และมีความรักในงานที่ทำ

‘ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า’ เกี๊ยวเชื่อว่าคุณธรรมความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าจะทำให้คณะเชิดสิงโตแห่งนี้อยู่ไปได้อีกนานแสนนาน เพราะเมื่อเขาประทับใจ เขาจะบอกต่อ สำคัญคือความจริงใจ เข้าใจ และใส่ใจ เกี๊ยวตรงไปตรงมากับลูกค้าเสมอ บอกลูกค้าอย่างจริงใจตามขอบเขตของงาน ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เธอใส่ใจทุกรายละเอียดของงาน โชว์ต้องเนี้ยบ การวางตำแหน่งต้องไม่พลาด การออกแบบเครื่องหัว ชุด และหาง ต้องใหม่และเข้ากับงาน และที่สำคัญคือความตรงต่อเวลา มังกรหยกไม่เคยไปสาย กลับกัน เธอยินดีไปเตรียมตัวก่อนโชว์เริ่มล่วงหน้า 2 – 3 ชั่วโมง สิ่งนี้ซื้อใจลูกค้าได้จนไม่คิดเปลี่ยนใจไปไหน ทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ และทำให้มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายวงการมากขึ้น

เกี๊ยวยังคงยึดคำสอนของเตี่ยในการทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ และนำคำสอนนั้นมาปรับให้เข้ากับสิงโตสไตล์ #เกี๊ยวมังกรหยก หนึ่งในโชว์ที่สร้างชื่อและทำให้เธอภาคภูมิใจที่สุดคือ ‘หงส์เหนือมังกร’ ซึ่งมังกรหยกเป็นแห่งแรกในไทยที่เล่นหงส์ และเธอคือผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นกระบอก สร้างตำนานใหม่ให้วงการเชิดสิงโต 

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม
ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

มังกรที่ไม่เคยหยุดเชิด

ทุกเส้นทางของความสำเร็จ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงแรกที่เริ่มเปลี่ยนรูปแบบโชว์ การทำให้ทีมรวมถึงคนทั่วไปเข้าใจเป็นเรื่องยากมาก เพราะภาพเดิมของการเชิดสิงโตคือตามงานไหว้เจ้า วันตรุษจีน หรือพิธีมงคลเท่านั้น การจะนำสิงโตมาเต้นเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง บ้างก็ว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ บ้างก็ว่า ‘ไม่เหมาะสม’ และที่สำคัญ ยังไม่เคยมีใครทำ

“เพราะไม่เคยทำถึงต้องทำ และเราคิดแล้วว่ามันไม่เสียหาย เราไม่ได้ทำให้สิงโตมังกรเสื่อมเสีย ไม่ได้ลบหลู่ใด ๆ การทำให้รูปลักษณ์น่ารักขึ้นก็ทำให้เข้าถึงคนง่าย ลูกค้าบางคนมีลูกเล็กเขาก็มาเต้น มาสนุก มาใกล้ชิดกับเรามากขึ้น เราอาจจะคิดแปลกจากคนอื่นเพราะไม่มีใครเคยทำ ไม่เคยทำก็ทำสิ สิ่งไหนทำแล้วไม่เสียหาย ก็ควรจะลองดู”

ในวันที่เกี๊ยวตัดสินใจจะนำสิงโตมาเต้น มีเพียงแม่และน้องชายที่เชื่อมั่นและสนับสนุน ความใหม่นี้สร้างความไม่เข้าใจให้กับคนในทีม ด้วยความเป็นผู้หญิง ข้อจำกัดหลายอย่างจึงขัดเธอไว้ ทำให้เธอไม่เคยเชิด ไม่เคยตีกลอง ไม่เคยขึ้นกระบอกมาก่อน นั่นหมายความว่าทายาทรุ่นสามคนนี้ต้องเริ่มเรียนรู้ฝึกฝนนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด เกี๊ยวจึงต้องใช้เวลานั้นพิสูจน์ตัวเอง เลือกเพลงเอง แกะท่าเต้นเอง ฝึกซ้อมเองร่วมกับแนวร่วมขนาดย่อมของเด็กรุ่นใหม่ 

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

“ถึงเราอยู่ในคณะสิงโตแต่เด็ก แต่เราไม่ได้เป็นคนเชิดหัว ไม่ได้เป็นคนตีกลอง เพราะเรามีทีมที่ทำให้ แต่พอวันหนึ่งที่มาทำเอง เราต้องมาเรียนรู้ใหม่อีกทีทั้งที่อายุก็เริ่มมากขึ้น แต่คิดว่าอายุเท่าไหร่ก็หยุดการเรียนรู้ไม่ได้”

ภาพความสำเร็จเป็นภาพที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เธอเชื่อในการกระทำของตัวเอง สุดท้ายความพยายามทั้งหมดนั้น ก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ผ่านทุกโชว์ของมังกรหยก เป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น เป็นที่ฮือฮาสำหรับผู้ชม และเป็นความเชื่อที่ทำให้ทีมงานยอมรับ 

มังกรคือชีวิต

“คำชมของลูกค้า รอยยิ้มของคนดู และเสียงปรบมือ คือกำลังใจ”

3 สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้เกี๊ยวไม่เคยหยุดและพร้อมจะเดินหน้าต่อ แม้เจอวิกฤตหนักก็ไม่ยอมแพ้ เธอยอมรับว่าในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา รู้สึกท้อบ้างจนเกือบจะถอดใจ แต่มีแรงฮึดกลับมาได้โดยการสร้างพลังงานดี ๆ ให้ตัวเองและทีม ใช้เวลาว่างในยามวิกฤตฝึกซ้อมและเตรียมโชว์ใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมรับทุกโชว์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่โอกาสมาถึง 

คณะมังกรหยกเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเกี๊ยว เธอได้รับพลังงานดี ๆ ทุกครั้งที่ได้ออกไปเชิด ไปเต้น ไปเป็นส่วนหนึ่งกับสิงโต และเธอเชื่อว่ามังกรหยกไม่มีทางตาย ถ้าตราบใดที่คนเราไม่หยุดอยู่กับที่ มีความคิดเปิดกว้าง และพร้อมก้าวทันความเป็นไปของสังคม 

เกี๊ยวไม่เคยหยุดคิดโชว์ใหม่ ๆ ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ความตั้งใจที่อยากให้สิงโตใกล้ชิดคน ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคน เธอทำได้แล้วและจะทำต่อไปเรื่อย ๆ โดยมีภาพฝันว่าในวันหนึ่ง เธออยากทำ ‘มังกรหยก แกลเลอรี่’ เป็นแกลเลอรี่สิงโตที่ทุกคนสามารถมาศึกษาศิลปะของการเชิดสิงโต เรื่องราวของหัวสิงโตแต่ละหัว อาจจะเป็นร้านกาแฟที่มานั่งกินดื่ม เป็นสมาคมที่ยังไม่มีในไทย เรารอคอยวันนั้น และเชื่อเหลือเกินว่า ทายาทรุ่นสามคนนี้จะส่งต่อความรุ่งเรืองของคณะมังกรหยก และประเพณีการเชิดสิงโตไปได้อีกหลายต่อหลายรุ่นอย่างแน่นอน 

ภาพความสำเร็จเปลี่ยนไปมากมาย หากถามว่าทายาทคนนี้อยากเปลี่ยนอะไร หรือเปลี่ยนใจจากมังกรหยกไหม เธอตอบเราพร้อมกับตอบตัวเองอย่างหนักแน่นและมั่นคงว่า

“ไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอนค่ะ มังกรหยกเป็นเหมือนคำนิยามความเป็นเรา เป็นชีวิตของเกี๊ยวไปแล้ว”

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load