ธุรกิจ : คณะสิงโตมังกรหยก

ประเภทธุรกิจ : บริการ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2494

อายุ : 70 ปี

ผู้ก่อตั้ง : อากงซินจั๊ง แซ่อุน

ทายาทรุ่นสอง : คุณพ่อสุเทพ เกรียงไกรรัตน์

ทายาทรุ่นสาม : กัญญารัตน์ เกรียงไกรรัตน์

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

ตุ้งแช่ ๆ ตุ้งแช่ ๆๆ … ตุ้งแช่ ๆ ตุ้งแช่ ๆๆ

เสียงจังหวะไม้กลองกระทบสลับฉาบ ควันธูปลาง ๆ ผลไม้น้อยใหญ่ผลเด้งสีสดวางเรียง บรรยากาศเฉลิมฉลองละแวกศาลเจ้า เหล่านี้คงเป็นภาพจำของคณะเชิดสิงโตที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หนึ่งในประเพณีการเต้นรำของจีนนี้มักจัดขึ้นในโอกาสสำคัญเท่านั้น

แต่ไม่ใช่กับ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตระดับตำนานเก่าแก่ประจำอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ชื่อของที่นี่เป็นที่เลื่องลือและสืบทอดมาตั้งแต่สมัย อากงซินจั๊ง แซ่อุน มาที่ อาเตี่ยสุเทพ เกรียงไกรรัตน์ จนถึงทายาทรุ่นสามอย่าง เกี๊ยว-กัญญารัตน์ เกรียงไกรรัตน์ หลานสาวของอากงและลูกสาวของอาเตี่ยที่ตัดสินใจมารับช่วงต่อ พร้อมก้าวออกจากกรอบเดิม และสร้างภาพจำใหม่ให้คณะเชิดสิงโตที่ไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าศาลเจ้าอีกต่อไป เธอทำให้เกิดภาพของสิงโตในคอนเสิร์ต สิงโตในสถานบันเทิง สิงโตในห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงงานเปิดตัวแบรนด์นาฬิการะดับโลกอย่าง Patek Philippe ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การเชิดสิงโต

เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบันมากขึ้น 

ภาพจำของคณะเชิดสิงโต ส่วนมากจะเป็นงานของผู้ชาย ด้วยเป็นงานที่ต้องใช้พละกำลังและต้องแบกน้ำหนักของหัวสิงโต แต่ทายาทรุ่นสามผู้หญิงคนเดียวของตระกูลกลับลบภาพนั้น แล้วแทนที่ด้วยภาพผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าคณะ เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นกระบอก และเป็นผู้หญิงคนแรกที่บริหารคณะสิงโตภายใต้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบโชว์ กลุ่มลูกค้า รูปแบบการนำเสนองาน และเอกลักษณ์ของสิงโตคณะมังกรหยก แสดงให้เห็นว่าทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าใครก็ทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนาได้ ขอแค่ตั้งใจและมีใจรัก 

ระหว่างทางของเธอจึงเต็มไปด้วยความท้าท้ายและบททดสอบมากมาย เป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองให้ได้มาซึ่งการยอมรับในผลงาน และส่งต่อตำนานของคณะมังกรหยกให้ยังมีลมหายใจต่อไป

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

ลมหายใจของมังกรหยก 

ตำนานของมังกรหยกมีลมหายใจมากว่า 70 – 80 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นอากง ชาวจีนผู้หอบหิ้วเสื่อผืนหมอนใบ อพยพมาลงหลักที่ตลาดสามพราน ปักฐานริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน อากงเป็นนักเชิดสิงโตเก่า ด้วยความเพียรจึงอุตสาหะก่อตั้งคณะเชิดสิงโตขึ้น ชื่ออ่านออกเสียงตามตำราจีนว่า หลง-ยู่ หรือที่เรียกกันว่า ‘มังกรหยก’

ภาพถ่ายเก่า ๆ ที่คงอยู่ เล่าถึงความรุ่งเรืองของยุคนั้นได้เป็นอย่างดี เสาต่อขึ้นไปสูงเสียดฟ้า มีการนำสิงโตออกโชว์หลาย ๆ หัวอย่างทรงพลัง งานจัดยิ่งใหญ่อลังการและคนดูล้นหลามจนล้นเฟรม เป็นอันรู้กันดีในสมัยนั้นว่าถ้าตรุษจีนเมื่อไหร่ ต้องเรียกใช้บริการมังกรหยก

หลังจากอากงวางมือ ก็ได้ส่งไม้ต่อให้กับทายาทรุ่นสองอย่างรุ่นอาเตี่ย ในยุคนั้นมังกรหยกก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน เกี๊ยวจำความได้ว่าไม่มีอาทิตย์ไหนที่เตี่ยว่าง เพราะมีงานจับจองไม่เว้นสัปดาห์ เหนือใต้ออกตก มังกรหยกรุ่นอาเตี่ยได้ไปสร้างตำนานไว้หมดแล้ว ส่วนมากเป็นงานใหญ่ตามจังหวัดต่าง ๆ และมีมาเรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย

คณะสิงโตมังกรหยกได้เชิดดังกังวานสู่ทายาทรุ่นสามอย่างเกี๊ยว หญิงสาวที่เติบโตมาพร้อมกับเสียงกลอง หัวสิงโต และการออกงานมงคลทุกครั้ง ประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เกี๊ยวคลุกคลีกับคณะเชิดสิงโตตั้งแต่ยังเด็ก เธอตามเตี่ยไปมีส่วนร่วมเล็ก ๆ ในโชว์ด้วยทุกครั้ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มและความสดใสของเด็กหญิงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แลกมากับซองอั่งเปาเป็นรางวัลติดตัวกลับมามาทุกครั้ง สิ่งนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกดีและผูกพันกับคณะเชิดสิงโตอย่างแนบแน่น จนสานต่อมาถึงทุกวันนี้

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

หงส์เชิดมังกร

หลังจากเกี๊ยวเรียนจบคณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและออกแบบแฟชั่น ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เธอได้ทำงานตำแหน่ง Visual Merchandiser ให้แบรนด์ดังต่าง ๆ อยู่พักใหญ่ ใช้ชีวิตเดินทางตามความฝันจนมาถึงจุดหนึ่ง จุดที่รู้สึกอยากกลับบ้าน อยากมาอยู่กับแม่ เมื่อได้กลับบ้าน ภาพบรรยากาศการเชิดสิงโตในความทรงจำจึงฉายชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

เธอเข้ามาปรับปรุงคณะสิงโต 3 เรื่องใหญ่ ๆ

แรกสุด เกี๊ยวคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ คือต้องก้าวให้เท่าทันยุคสมัย สิงโตมังกรหยกมีความศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ เธอยังคงสานต่อพิธีดั้งเดิม พร้อมนำความมงคลนี้มาขยายกรอบให้กว้างขึ้น ปรับลุคของคณะ พัฒนาทั้งคน สิ่งของ และแนวคิดให้เข้ากับกระแสสังคม อย่างในสังคมปัจจุบัน กระแสโซเชียลมีอิทธิพลกับผู้คนเป็นอย่างมาก เกี๊ยวจึงจับจุดนี้มาพลิกให้เข้ากับคณะสิงโตของเธอ 

“ตอนนั้นเกี๊ยวทำโชว์สิงโตโซเชียล ช่วงนั้นคนชอบก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ เกี๊ยวก็เลยครีเอตโดยการให้แป๊ะซิ้มมาเป็นตัวแทนคนแบบเรา ก้มหน้าเล่นไอโฟนอันใหญ่ ๆ สื่อถึงมือถือ สิงโตก็ไปเขี่ย ๆ เรียกก็ไม่สนใจ ปกติแป๊ะซิ้มต้องเล่นคู่กันกับสิงโต พาสิงโตเดินไปตรงนั้นตรงนี้ แต่อันนี้แตกต่าง”

ถัดมา เกี๊ยวใช้ทักษะและความรักในศาสตร์การออกแบบมาปรับให้เข้ากับสิงโต โดยการออกแบบหัว หาง และตัดเย็บชุดเอง ปรับให้น่ารักและมีสตอรี่หลากหลายขึ้น เอกลักษณ์เหล่านี้ถ้าเห็นแล้วรู้เลยว่านี่คือมังกรหยก ชุดและหางสิงโตตัดเย็บพิเศษจากผ้าไหมจีน ประดับด้วยคริสตัลแวววาวหลากสี หัวสิงโตมีหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า 

ถ้าอยากได้ความน่ารักเป็นซิกเนเจอร์ คือ สิงโตน้องเป็ดฟ้า สิงโตขาวเงิน ถ้าเน้นความมั่งคั่งร่ำรวย นำโชคลาภมาให้ เสริมสิริมงคล สมปรารถนา หรือให้มีเงินทองเต็มบ้านและความเจริญรุ่งเรือง เชิดสิงโตเจ็ดสีจักรพรรดินีเขาหงส์ แต่ถ้าอยากได้ความดุดัน น่าเกรงขาม แฝงด้วยความหมายมงคล ซื่อสัตย์ คุณธรรม ขับไล่สิ่งไม่ดี เสริมอำนาจวาสนา ความเป็นมงคลให้แก่สถานที่นั้น ๆ และผู้พบเห็น ก็ต้องหัวสิงโตเทพเจ้ากวนอูปางออกศึกธงมังกร นอกจากนี้ยังมี สิงโตแดงเขานก สิงโตทองแดงเพลิง สิงโตทองจักรพรรดิเขามังกร และหัวสิงโตใหม่ ๆ ตามวาระโอกาส ติดตามได้ที่เพจ มังกรหยก สามพราน

อีกหนึ่งข้อ เมื่อก่อนสิงโตมังกรเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึง ไม่ใช่เรื่องสำหรับทุกคน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเพณีตรุษจีนที่หนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียว แต่ในตอนนี้เธอพยายามทำให้สิงโตกลายมาเป็นหนึ่งในการแสดง มาเอนเตอร์เทนผู้ชม มาเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ให้ใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น 

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

“นี่คือประเด็นหลักของเราเลย เราต้องทำให้คนอยากเข้าใกล้สิงโต ไม่ต้องกลัว และมีส่วนร่วมในแต่ละโชว์ด้วย”

สิงโตในแบบของเกี๊ยวจึงไม่ได้อยู่ตามงานของศาลเจ้าอย่างเดียวอีกต่อไป เธอพาสิงโตรวมเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งการพาสิงโตเข้าห้างสรรพสินค้า พาสิงโตเข้าสถานบันเทิงยามค่ำคืน พาสิงโตไปคอนเสิร์ตในคอนเซ็ปต์ ‘สิงโตนำโยก’ ไปเต้นกับศิลปินที่เทศกาลดนตรีบิ๊กเมาเท่น เขาใหญ่ 

งานเหล่านี้เป็นงานที่หาไม่ได้ในสมัยก่อน กลุ่มลูกค้าของทายาทมังกรหยกรุ่นสามเปิดกว้างขึ้นมาก จากกลุ่มธรรมดาที่เป็นคนจีนจัดงานตามศาลเจ้า เริ่มขยายวงกว้างไปเป็นการแสดง โดยมีลูกค้าเป็นบริษัทออแกไนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่อยากได้การแสดงสิงโตไปเป็นส่วนหนึ่งในอีเวนต์ของตัวเอง

ด้วยความที่กลุ่มลูกค้าเปลี่ยน วิธีการทำงานก็เปลี่ยนตามด้วยเช่นกัน แต่ละโชว์จะมีเวลาจำกัด ต้องรันตามตารางและเวลา ต้องเป็นไปตามบรีฟของลูกค้า จากเดิมที่สิงโตเล่นตามใจ เยื้องกายได้ไม่จำกัด ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับทุกคนในทีมและวงการ

กว่าจะได้มาซึ่งงานที่หลากหลาย รูปแบบการขายงานเองก็เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยน 

“เริ่มจากลูกค้าติดต่อมา ตกลงราคากันและเราจะเสนอขายเป็นแพ็กเกจ มีหัวสิงโตแบบน่ารักฟรุ้งฟริ้ง แบบดุดันน่าเกรงขาม หรือแบบแกลมวิบวับ” เกี๊ยวจัดทำแพ็กเกจที่หลากหลาย เพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้า โดยพิจารณาจากรูปแบบและบรรยากาศงาน 

นอกจากนี้ เธอยังเข้าใจและใส่ใจลูกค้า ในทุก ๆ งานจึงไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความเป็นมังกรหยก แต่ต้องเป็นการสนับสนุนกันและกันระหว่างลูกค้ากับคณะเชิดสิงโต 

ยกตัวอย่างเช่น งานเปิดตัวรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีวัดมังกร หนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงของคณะมังกรหยกนี้ เธอได้ใจลูกค้าไปเต็ม ๆ เพราะเธอยินดีที่จะสั่งตัดเสื้อใหม่ทั้งหมด สกรีนโลโก้แบรนด์ลูกค้าให้ทุกคนในทีมใส่ รายละเอียดเล็ก ๆ ที่บางคนอาจมองข้ามนี้ คือกลยุทธ์เหล็กของมังกรหยกรุ่นสาม ซึ่งสร้างความประทับใจให้ลูกค้า นำไปสู่การต่อยอดงาน เกิดการบอกต่อให้คณะมังกรหยกเติบโตไปได้เรื่อย ๆ 

ไม่เพียงเท่านี้ เพราะมังกรหยกยังรับงานอีกมากทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ งานรับปริญญา หรืองานวันเกิด กลายเป็นการแสดงที่สร้างสีสันให้กับงานต่าง ๆ

“อย่างวันเกิด สิงโตเป็นสิ่งมงคลอยู่แล้ว อาจจะให้แป๊ะซิ้มถือเค้กหรือช่อดอกไม้ไป หรือลูกค้าอยากไปเซอร์ไพรส์ถือเค้กเองแล้วมีสิงโตเดินตามก็ได้ เราขายไอเดียรูปแบบต่าง ๆ ไป ส่งสิงโตน้องเป็ดฟ้าหรือขาวเงินที่น่ารัก ถ้างานกลางคืนเราจะเลือกหัวที่มีกากเพชรคริสตัลมากเป็นพิเศษ มีปล่อยป้าย Happy Birthday มี Paper Shoot สวยงาม เพื่อให้รูปของลูกค้าออกมาสวย และงานวันนั้นออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

นี่แหละมังกรหยก

‘ถึงจนทรัพย์ จงยืนหยัดคุณธรรม’

“เตี่ยสอนอยู่เสมอเรื่องคุณธรรม บอกว่าคุณธรรมคือ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อลูกน้อง ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า”

‘ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง’ ในงานที่ทำอยู่ ต้องทุ่มเทและตั้งใจทุกวินาทีในการทำงาน ฝึกซ้อมจนเชี่ยวชาญ ให้งานที่ออกมาสมบูรณ์แบบหรือผิดพลาดน้อยที่สุด

‘ซื่อสัตย์ต่อลูกน้อง’ มังกรหยกให้ความสำคัญเรื่องทีมงานมาจากรุ่นสู่รุ่น อาเตี่ยปลูกฝังเกี๊ยวอยู่เสมอว่า ต้องดูแลพวกเขาอย่างดีที่สุด เราเหนื่อยเขาก็เหนื่อย ถ้าเราอิ่มเขาก็ต้องอิ่มด้วย เธอจึงไม่เคยละเลยลูกน้อง หน้างานบริหารด้วยระเบียบเพื่อโชว์ที่ดีที่สุด พอจบงานเธอบริหารต่อด้วยใจ เตรียมอาหารให้ทีมอย่างทั่วถึง ใครขาดเหลืออะไรก็ช่วยจัดหาให้ ทุกคนในทีมมังกรหยกจึงเปี่ยมไปด้วยสปิริตเต็มที่และมีความรักในงานที่ทำ

‘ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า’ เกี๊ยวเชื่อว่าคุณธรรมความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าจะทำให้คณะเชิดสิงโตแห่งนี้อยู่ไปได้อีกนานแสนนาน เพราะเมื่อเขาประทับใจ เขาจะบอกต่อ สำคัญคือความจริงใจ เข้าใจ และใส่ใจ เกี๊ยวตรงไปตรงมากับลูกค้าเสมอ บอกลูกค้าอย่างจริงใจตามขอบเขตของงาน ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เธอใส่ใจทุกรายละเอียดของงาน โชว์ต้องเนี้ยบ การวางตำแหน่งต้องไม่พลาด การออกแบบเครื่องหัว ชุด และหาง ต้องใหม่และเข้ากับงาน และที่สำคัญคือความตรงต่อเวลา มังกรหยกไม่เคยไปสาย กลับกัน เธอยินดีไปเตรียมตัวก่อนโชว์เริ่มล่วงหน้า 2 – 3 ชั่วโมง สิ่งนี้ซื้อใจลูกค้าได้จนไม่คิดเปลี่ยนใจไปไหน ทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ และทำให้มีกลุ่มลูกค้าหลากหลายวงการมากขึ้น

เกี๊ยวยังคงยึดคำสอนของเตี่ยในการทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ และนำคำสอนนั้นมาปรับให้เข้ากับสิงโตสไตล์ #เกี๊ยวมังกรหยก หนึ่งในโชว์ที่สร้างชื่อและทำให้เธอภาคภูมิใจที่สุดคือ ‘หงส์เหนือมังกร’ ซึ่งมังกรหยกเป็นแห่งแรกในไทยที่เล่นหงส์ และเธอคือผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นกระบอก สร้างตำนานใหม่ให้วงการเชิดสิงโต 

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม
ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

มังกรที่ไม่เคยหยุดเชิด

ทุกเส้นทางของความสำเร็จ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงแรกที่เริ่มเปลี่ยนรูปแบบโชว์ การทำให้ทีมรวมถึงคนทั่วไปเข้าใจเป็นเรื่องยากมาก เพราะภาพเดิมของการเชิดสิงโตคือตามงานไหว้เจ้า วันตรุษจีน หรือพิธีมงคลเท่านั้น การจะนำสิงโตมาเต้นเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง บ้างก็ว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ บ้างก็ว่า ‘ไม่เหมาะสม’ และที่สำคัญ ยังไม่เคยมีใครทำ

“เพราะไม่เคยทำถึงต้องทำ และเราคิดแล้วว่ามันไม่เสียหาย เราไม่ได้ทำให้สิงโตมังกรเสื่อมเสีย ไม่ได้ลบหลู่ใด ๆ การทำให้รูปลักษณ์น่ารักขึ้นก็ทำให้เข้าถึงคนง่าย ลูกค้าบางคนมีลูกเล็กเขาก็มาเต้น มาสนุก มาใกล้ชิดกับเรามากขึ้น เราอาจจะคิดแปลกจากคนอื่นเพราะไม่มีใครเคยทำ ไม่เคยทำก็ทำสิ สิ่งไหนทำแล้วไม่เสียหาย ก็ควรจะลองดู”

ในวันที่เกี๊ยวตัดสินใจจะนำสิงโตมาเต้น มีเพียงแม่และน้องชายที่เชื่อมั่นและสนับสนุน ความใหม่นี้สร้างความไม่เข้าใจให้กับคนในทีม ด้วยความเป็นผู้หญิง ข้อจำกัดหลายอย่างจึงขัดเธอไว้ ทำให้เธอไม่เคยเชิด ไม่เคยตีกลอง ไม่เคยขึ้นกระบอกมาก่อน นั่นหมายความว่าทายาทรุ่นสามคนนี้ต้องเริ่มเรียนรู้ฝึกฝนนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด เกี๊ยวจึงต้องใช้เวลานั้นพิสูจน์ตัวเอง เลือกเพลงเอง แกะท่าเต้นเอง ฝึกซ้อมเองร่วมกับแนวร่วมขนาดย่อมของเด็กรุ่นใหม่ 

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

“ถึงเราอยู่ในคณะสิงโตแต่เด็ก แต่เราไม่ได้เป็นคนเชิดหัว ไม่ได้เป็นคนตีกลอง เพราะเรามีทีมที่ทำให้ แต่พอวันหนึ่งที่มาทำเอง เราต้องมาเรียนรู้ใหม่อีกทีทั้งที่อายุก็เริ่มมากขึ้น แต่คิดว่าอายุเท่าไหร่ก็หยุดการเรียนรู้ไม่ได้”

ภาพความสำเร็จเป็นภาพที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เธอเชื่อในการกระทำของตัวเอง สุดท้ายความพยายามทั้งหมดนั้น ก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ผ่านทุกโชว์ของมังกรหยก เป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็น เป็นที่ฮือฮาสำหรับผู้ชม และเป็นความเชื่อที่ทำให้ทีมงานยอมรับ 

มังกรคือชีวิต

“คำชมของลูกค้า รอยยิ้มของคนดู และเสียงปรบมือ คือกำลังใจ”

3 สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้เกี๊ยวไม่เคยหยุดและพร้อมจะเดินหน้าต่อ แม้เจอวิกฤตหนักก็ไม่ยอมแพ้ เธอยอมรับว่าในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา รู้สึกท้อบ้างจนเกือบจะถอดใจ แต่มีแรงฮึดกลับมาได้โดยการสร้างพลังงานดี ๆ ให้ตัวเองและทีม ใช้เวลาว่างในยามวิกฤตฝึกซ้อมและเตรียมโชว์ใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมรับทุกโชว์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่โอกาสมาถึง 

คณะมังกรหยกเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเกี๊ยว เธอได้รับพลังงานดี ๆ ทุกครั้งที่ได้ออกไปเชิด ไปเต้น ไปเป็นส่วนหนึ่งกับสิงโต และเธอเชื่อว่ามังกรหยกไม่มีทางตาย ถ้าตราบใดที่คนเราไม่หยุดอยู่กับที่ มีความคิดเปิดกว้าง และพร้อมก้าวทันความเป็นไปของสังคม 

เกี๊ยวไม่เคยหยุดคิดโชว์ใหม่ ๆ ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ความตั้งใจที่อยากให้สิงโตใกล้ชิดคน ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคน เธอทำได้แล้วและจะทำต่อไปเรื่อย ๆ โดยมีภาพฝันว่าในวันหนึ่ง เธออยากทำ ‘มังกรหยก แกลเลอรี่’ เป็นแกลเลอรี่สิงโตที่ทุกคนสามารถมาศึกษาศิลปะของการเชิดสิงโต เรื่องราวของหัวสิงโตแต่ละหัว อาจจะเป็นร้านกาแฟที่มานั่งกินดื่ม เป็นสมาคมที่ยังไม่มีในไทย เรารอคอยวันนั้น และเชื่อเหลือเกินว่า ทายาทรุ่นสามคนนี้จะส่งต่อความรุ่งเรืองของคณะมังกรหยก และประเพณีการเชิดสิงโตไปได้อีกหลายต่อหลายรุ่นอย่างแน่นอน 

ภาพความสำเร็จเปลี่ยนไปมากมาย หากถามว่าทายาทคนนี้อยากเปลี่ยนอะไร หรือเปลี่ยนใจจากมังกรหยกไหม เธอตอบเราพร้อมกับตอบตัวเองอย่างหนักแน่นและมั่นคงว่า

“ไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอนค่ะ มังกรหยกเป็นเหมือนคำนิยามความเป็นเรา เป็นชีวิตของเกี๊ยวไปแล้ว”

ลมหายใจใหม่ของ ‘มังกรหยก สามพราน’ คณะเชิดสิงโตอายุกว่า 70 ปี โดยทายาทหญิงรุ่นสาม

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

คือปณิธานข้อเดียวของสถาปนิกและนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Plan Architects หนึ่งในบริษัทออกแบบเก่าแก่ของประเทศ เจ้าของดีไซน์อาคารอย่าง Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok, Kensington Learning Space และหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ คือหนึ่งในผู้ริเริ่มทั้งเจ็ด ตึกแรกที่พวกเขาออกแบบคือตึกออฟฟิศของตัวเองริมถนนสาทร โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยครึ่งหนึ่งทำ Green Space ซึ่งขัดจากอาคารอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

พวกเขาตั้งใจให้ตึกนี้เป็นแบบอย่าง 

หลังจากทำบริษัทได้ 2 ปีก็กลับมานั่งคุยกันว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ต้องเริ่มต้นที่เด็ก

พื้นที่ด้านข้างจึงปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนอนุบาล ซึ่งต่อยอดมาเป็นโรงเรียนรุ่งอรุณในปัจจุบัน

เมื่อทำโรงเรียนแล้วก็เห็นว่าต้องมีสื่อการสอนที่เหมาะสม เหล่านักออกแบบไฟแรงเลยลุกขึ้นลงมือทำเองด้วยการขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์รักลูกกรุ๊ป ต่อเนื่องมาเป็น ‘PlanToys’ แบรนด์ที่เป็นมากกว่าของเล่น แต่ตั้งใจออกแบบประสบการณ์ ‘การเล่น’ เพื่อตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบ Play-based 

และนี่คือเรื่องราวแบรนด์ของเล่นที่ทำเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ผู้คนยังไม่รู้จักนิยามของคำว่า Sustainability ด้วยซ้ำ

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ของเล่นไม้ที่ปลอดภัยกับเด็ก

ย้อนกลับไปที่ปณิธานแรก ของเล่นพวกเขาต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับบริษัทออกแบบ

ของเล่นไม้ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หาได้ง่ายในประเทศ และปลอดภัยกับเด็ก

ไม้ชนิดแรกที่เลือกคือไม้ลัง เนื่องจากในสมัยนั้นมีการนำเข้าเครื่องจักรหีบห่อในกล่องไม้พาเลตจำนวนมาก แต่ทำไปทำมาอุปทานในตลาดไม่เท่าทันอุปสงค์ เหล่านักออกแบบจึงต้องหาทางเลือกใหม่

พื้นเพของผู้ก่อตั้งเป็นคนตรัง เลยเห็นศักยภาพของไม้ยางพาราที่มีมากในภาคใต้ ซึ่งมักนำไปแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่พวกเขายึดมั่นด้วยใจจริง

Made in Trang แต่ส่งออกทั่วโลก

จากบริษัทออกแบบ โรงเรียนอนุบาล โรงพิมพ์ สู่แบรนด์ของเล่น ชาวแปลนขยายธุรกิจเหล่านี้ภายใน 2 – 3 ปี ถ้าอยู่ในยุคนี้คงเปรียบได้กับสตาร์ทอัพ

ธุรกิจของเราจำเป็นต้องสเกลอัป จึงตั้งใจแต่แรกว่าของเล่นที่ทำจะเน้นตลาดส่งออก” ออฟ-โกสินทร์ วิระพรสวรรค์ หลานชายคุณวิฑูรย์และทายาทรุ่นสองเล่าย้อนไปถึงตอนนั้น

ยอดขาย 98% ของ PlanToys คือส่งออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ส่วนอีกราว ๆ 2% เป็นยอดขายในประเทศ ซึ่งส่วนแบ่งทรงตัวเท่านี้มาตลอดเพราะตั้งใจมุ่งตลาดพรีเมียม

“ราคาของเล่นเราไม่ถูก ลูกค้าที่ซื้อคือคนที่เข้าใจความปลอดภัยของของเล่น วัสดุที่ใช้ปลอดภัยหรือเปล่า สีที่ใช้มีโลหะหนักหรือเปล่า”

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า PlanToys เป็นแบรนด์ต่างชาติ แม้แต่เพื่อนของออฟยังเคยซื้อกลับมาจากเมืองนอก ถึงเห็นว่ากล่องตีตรา Made in Thailand

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

บุกเบิกเรื่องความยั่งยืน

40 ปีก่อน คำว่า ยั่งยืน แทบจะไม่เคยปรากฏในหน้าสื่อ ไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารแบรนดิ้งของสินค้าต่าง ๆ นี่ไม่ใช่จุดขายเหมือนวันนี้

จุดเด่นของเล่นที่แบรนด์แปลนเล่าขานออกไป ณ วันนั้นจึงเป็นเรื่องความเรียบง่าย (Simplicity) อย่างรูปทรงเรขาคณิต สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ช่วยเรื่องพัฒนาการเด็กได้จริง

ความปลอดภัย (Safety) การผลิตที่ไม่ใช่สารเคมี ไม่ใช้วัสดุหรือสีอันตราย และดีไซน์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและการใช้งานของเด็ก

สรุปง่าย ๆ คือเน้นการสื่อสารประโยชน์ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยมีสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เป็นความตั้งใจเป็นเรื่องรอง 

ออกสู่ตลาดโลกครั้งแรก

1983 คือปีที่ของเล่นจากเมืองตรังไปออกงานแฟร์ครั้งแรก

ครั้งนั้นเป็นงานแฟร์หน้าหนาวในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี แม้จะทำงานมาหลายปี แต่นี่เป็นการมาต่างประเทศครั้งแรกของคุณวิฑูรย์ 

“หนาวแบบต้องใส่หนังสือพิมพ์ไว้ในเสื้อผ้าอีกชั้น” ออฟว่าตามคำบอกเล่าของคุณลุง “ใส่รองเท้าไปเหยียบหิมะ เปียก กลับมาเอามาผึ่งตากบนฮีตเตอร์ ปรากฏรองเท้างอ” 

ไม่ได้เป็นมือใหม่แค่การใช้ชีวิตในต่างแดน แต่ในฐานะผู้ประกอบการก็ใหม่เอี่ยมไม่แพ้กัน

พวกเขาร่วมมือกับกรมการค้าระหว่างประเทศ เดินทางไปออกงานแฟร์โดยไม่มีเอาสินค้าติดตัวไปสักชิ้น มีแค่กล่องพร้อมเรื่องราวและแพสชันเต็มกระเป๋า

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ลุงวิฑูรย์ยังใช้วิธีนำเสนอผลงานตามโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ บางร้านชื่นชอบคอนเซ็ปต์ บางร้านก็ไม่ ยิ่งในตลาดยุโรปต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่วนมากเขาทำของเล่นจากไม้สน ไม้ยางคืออะไรเขาไม่รู้จัก ผ่านไปหลายปีจนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ประกอบการของเล่นน้อยใหญ่ ตลอดจนบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีภารกิจหาของเล่นให้ลูก ๆ

ทำธุรกิจด้วยกันต้องมีแนวคิดเดียวกัน

ถ้าให้นึกชื่อแบรนด์ของเล่นไทยเร็ว ๆ เราอาจรู้จักไม่กี่ชื่อ แต่ครั้งหนึ่งอุตสาหกรรมของเล่นในบ้านเราเคยรุ่งเรือง เพราะเป็นฐานการผลิต OEM ให้แบรนด์ต่างชาติ

เช่นเดียวกับโรงงาน OEM ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ ล้มหายตายจากในวันที่จีนเปิดประเทศ โรงงานของเล่นส่วนใหญ่ต้องปิดตัวเพราะลูกค้าย้ายฐานการผลิต และแบรนดิ้งตัวเองก็ไม่แข็งแรงพอให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

PlanToys โชคดีที่ผู้บริหารรุ่นบุกเบิกให้ความสำคัญเรื่องนี้ ทันทีที่จีนเปิดรับชาวต่างชาติก็หันมาวางกลยุทธ์การทำธุรกิจเสียใหม่ โดยแบ่งสัดส่วนผลิตแบรนด์ตัวเองกับ OEM และเลือกผลิตให้เฉพาะลูกค้าที่เข้าใจแนวคิดและกระบวนการของธุรกิจจริง ๆ

แม้แต่ Distributor ที่อยากทำธุรกิจด้วยกันก็ต้องรู้จักแบรนด์อย่างถ่องแท้ โดยมีกฎเหล็กหนึ่งข้อ คือ ‘ต้องเดินทางมาดูโรงงานก่อน ถึงจะยอมขายของให้’

“เราพยายามสร้างความเข้าใจให้ลูกค้า” ทายาทรุ่นสองกล่าวเสียงหนักแน่น “ไม่อย่างนั้นคนจะไม่เข้าใจว่าทำไมของเราถึงราคาสูง เราไม่อยากให้เขาทำธุรกิจกับเราปีสองปีก็จากกันไป เขาเลยต้องมาเห็นว่าวิธีการทำงานเราเป็นยังไง ที่ราคาสูงหน่อยเพราะหนึ่ง สอง สาม สี่ พอเขาเข้าใจ การทำธุรกิจด้วยกันก็ยั่งยืน”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่กลายเป็นจุดขาย

แบรนด์ของเล่นในตลาดโลกมีทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป ของเล่นแบบหนึ่งที่ฮอตฮิตสุด ๆ เมื่อ 30 ปีก่อนคือ บ้านตุ๊กตา (Doll House) 

บ้านตุ๊กตาก็มีหลายแบบ แต่แบบหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของเด็กผู้หญิงคือ แบบวิกตอเรียน

บ้านวิกตอเรียนสไตล์ยุโรปหลังใหญ่ มีห้องหับนับสิบ แต่ละห้องมีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ อีกหลายชิ้น เวลาขายก็ขายทั้งหลังบรรจุในกล่องใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่ติดขัดอะไรเพราะทำในยุโรป ส่งในยุโรป แต่พอแบรนด์จากจังหวัดตรังจะทำบ้าง มันเป็นข้อจำกัด

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดคือการขนส่ง หากใช้วิธีแบบเดียวกับแบรนด์ต่างชาติ ตัวเลขต้นทุนค่าขนส่งคงสูงทะลุ ส่งผลกับราคาขายที่อาจแพงกว่าราคาตลาด ชาวแปลนทอยส์จึงต้องกลับมาคิดหาทางออกใหม่

“เรากลับมาคุยกันว่า ทำไมต้องทำบ้านหลังใหญ่ เพราะส่งไปไม่ได้แน่ ๆ วิธีแก้คือทำบ้านแบบที่อยากทำนี่แหละ แต่ทำให้เป็น Knock-down”

บ้าน Knock-down คือทางรอดของพวกเขา ตอบโจทย์โลจิสติกส์แน่นอนเพราะกล่องเล็กลง แต่กลายเป็นว่าไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวันนั้น

“ผู้บริโภคเขายังรู้สึกว่าได้กล่องใหญ่คุ้มกว่า ไม่เหมือนวันนี้ที่การขนส่งเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างขนส่งในเกาหลีใต้ เขาบอกเลยว่าปริมาณของสินค้าต้องมีสัดส่วนเหมาะสมเมื่อเทียบกับขนาดกล่อง ให้พอดีกัน จะได้ไม่เปลืองแพ็กเกจจิ้ง”

ใช้น็อตแค่ 10 ตัว ข้างหน้า 5 ตัว ข้างหลัง 5 ตัว ไขควงขันให้แน่นก็ได้บ้านในฝัน แต่ลูกค้ายังไม่เข้าใจ

‘ทำไมต้องมาต่ออีก’

‘ทำไมต้องต่อเอง ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีบ้านสำเร็จรูปขาย’

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

Distributor ก็ไม่เข้าใจจึงไม่มีใครยอมสั่ง แต่นักธุรกิจไทยไม่ยอมแพ้ ยืนยันให้ลองสั่งไปขายดู กลายเป็นว่าปีนั้น บ้านตุ๊กตาคือสินค้าที่ขายดีที่สุด

“มาปีที่ 2 เรานำของเล่นชิ้นนี้ไปงานแฟร์แล้วขึ้นราคาทุกวันเพื่อลองตลาด”

เช้าราคาหนึ่ง บ่ายราคาหนึ่ง ราคาเปิดอยู่ที่ประมาณ 10 ยูโร ราคาสุดท้ายอยู่ที่ราว ๆ 20 และปัจจุบันราคาขายของบ้านตุ๊กตาหลังนี้คือ 100 กว่าเหรียญฯ

ทำความรู้จักลูกค้าโดยไม่ผ่านคนกลาง

 20 ปีของ PlanToys คือบทบาทของนักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้ส่งออก พวกเขาไม่เคยติดต่อกับร้านของเล่นหรือแม้กระทั่งลูกค้า 

ออฟบอกว่าเขาพึ่งลมหายใจของ Distributor มาตลอด ถ้าให้หันขวาก็หันขวา หันซ้ายก็หันซ้าย โดยแทบไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการหรือเปล่า

PlanToys จึงลงทุนในการออกแบบสินค้า ส่งนักออกแบบไปงานแฟร์ต่างประเทศ บางครั้งก็ให้ลองไปใช้ชีวิตต่างแดนเป็นเดือนเพื่อหาแรงบันดาลใจ ดูบรรยากาศบ้านเมือง เที่ยวร้านค้า แล้วกลับมาดีไซน์ของเล่นให้ตอบโจทย์ตลาดจริง ๆ

พวกเขาเริ่มจากลงทุนในบริษัท Distributor ที่ญี่ปุ่น เมื่อมีประสบการณ์มากพอจึงตั้งบริษัทลูกที่อเมริกาในปี 2006 เช่าบ้านเป็นออฟฟิศใกล้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ส่งของให้อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ทั้งหมด ลบข้อจำกัดที่แต่ก่อนต้องสั่งทั้งตู้คอนเทนเนอร์ พอมีศูนย์กลางอยู่ตรงนี้ ประเทศเล็ก ๆ ก็สั่งในจำนวนน้อยลงได้ 

“Globalization ทำให้คนเข้าถึงสินค้าเรามากขึ้น เราในฐานะผู้ผลิตก็ได้รู้จักร้านค้ามากขึ้น รู้จักผู้บริโภคมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ออกแบบอย่างเดียว”

เมื่อก่อนจะผลิตของเล่นสักชิ้นก็เน้นสีเขียว เหลือง แดง เพราะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก แต่พอศึกษาตลาดก็เห็นว่าแต่ละปีจะมีเทรนด์สี ปีนี้เน้นสีพาสเทล ปีนี้เป็นสีเข้มก่ำ PlanToys จึงมีคอลเลกชันเฉดสีอื่น ๆ ซึ่งขายดีมาก แล้วก็ไม่ได้ไปแย่งกลุ่มที่ซื้อรุ่นปกติอยู่แล้ว กลับไปช่วยสร้างตลาดใหม่ ๆ ขึ้น

“พ่อแม่ยุคใหม่เขามีรสนิยมแตกต่าง สมมติเขาออกแบบห้องลูกเป็นสีพาสเทล ก็อยากได้ของเล่นโทนสีเดียวกัน Pain Point แบบนี้เราไม่ได้รู้ผ่าน Distributor ที่เป็นคนกลาง แต่ต้องไปคุยกับลูกค้าจริง ๆ”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ร้านแรกของ PlanToys

หลังเปิดออฟฟิศที่อเมริกาได้ไม่นานก็เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศขึ้นสูง กิจการเล็ก ๆ อยู่ไม่ไหวก็ปล่อยเซ้งร้าน

ธุรกิจของเล่นไทยจับพลัดจับผลูได้เซ้งร้านลูกค้าในปาโลอัลโต เปิดเป็น PlanToys Shop ใจกลางเมือง โดยไม่เคยมีประสบการณ์ขายปลีก ออฟบอกว่าไม่คาดหวังด้านยอดขาย แต่มองมันเป็น Learning Center เป็นพื้นที่ที่ชาวแปลนจะได้ทำความรู้จักลูกค้าของตัวเอง

เขาเล่าต่อไปถึงของเล่น 2 ชิ้นที่ทำให้เกิดนโยบายใหม่ของบริษัท 

“เรามีรถบัส 2 คัน หน้าตาคล้าย ๆ กัน คันหนึ่งเป็น School Bus สีเหลือง อีกคันเป็นบัสธรรมดาสีขาว ปกติรถบัสโรงเรียนขายดีกว่า แต่มีอยู่ 2 เดือนที่ยอดขายตกฮวบ อยู่ ๆ บัสสีขาวก็กลับมาขายดี เลยไปย้อนหาเหตุผล 

“พบว่าเดือนนั้นลูกค้าเอาบัสสีขาวที่ซื้อไปมาคืน พนักงานก็เลยเอาตัวรับคืนมาตั้งโชว์เป็นเดโม่ เด็กเข้ามาร้านได้เห็นก็อยากได้ ร้องขอให้พ่อแม่ซื้อ เราเลยลองเก็บเดโม่เข้าหลังร้าน ยอดขายบัสสีขาวก็ตกลง รถโรงเรียนก็กลับมาขายดีเหมือนเดิม”

PlanToys Shop จึงปฏิรูปใหม่เป็น Experience Shop มีสินค้าจริงให้เด็ก ๆ เข้ามาลองจับ ลองเล่นว่าชอบหรือไม่ชอบแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

และตั้งใจให้เป็นแบบเดียวกันในทุกร้านที่มีจำหน่าย จึงมีนโยบาย Free Sample เอื้อประโยชน์ให้กิจการคู่ค้าและลูกค้า โดยทุก ๆ 5% ของยอดซื้อ บริษัทจะให้เขาเลือกเดโม่ไปวางให้ลูกค้าลองเล่น เพราะของเล่นนอกกล่อง ยังไงก็ดีกว่าในกล่อง

ร้านค้าขายดี ธุรกิจก็อยู่ได้ เป็นการทำธุรกิจแบบเข้าใจเขา เข้าใจเรา พึ่งพาอาศัยและโตไปด้วยกัน

หมดยุคร้านค้าแบบเก่า เข้าสู่โลกออนไลน์

กิจการค้าปลีกสมัยนั้นมีเอกลักษณ์มาก ๆ ส่วนใหญ่มักขายของชนิดเดียว เช่น ร้านขายเตียงก็ขายแค่เตียง ร้านขายรถเข็นเด็กก็ขายแค่รถเข็นเด็ก ร้านขายของเล่นก็ขายแค่ของเล่น

หลังจากวิกฤตครั้งนั้น PlanToys Shop ก็สู้ค่าเช่าไม่ไหวจึงต้องปิดตัวลง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตลาดออนไลน์เริ่มเข้ามาในช่วงปี 2020 ร้านค้าปลีกจำนวนมากต้องปรับตัว 

จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกาที่มีเกือบ 5,000 เจ้า ลดเหลือแค่ 2,000 กว่า ๆ 

จากรูปแบบร้านที่ขายของอย่างเดียวจากหลาย ๆ แบรนด์ ก็เปลี่ยนเป็น One-stop Service ที่มีขายทุกอย่าง โดยผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เป็นเหมือน Selected Store ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

“ร้านของเล่นมักจะมีของเยอะไปหมด แต่ร้านรูปแบบใหม่นี้เน้นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้เล่นตลาดแมสอยู่แล้ว ถ้าไปร้านอย่าง Toys“R”Us, Walmart หรือ Target จะไม่เจอของเล่นเรา”

ออฟว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่แบรนด์เขาอยู่ในทั้งตลาด Mass และ Specialty ผู้บริโภคจะเลิกสนับสนุนไปโดยอัตโนมัติ ด้วยสเกลที่เล็กกว่าทำให้ไม่สามารถต่อรองราคา ลด แลก แจก แถม สู้กับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในตลาดแมส ถึงสู้ได้ สุดท้ายตลาด Specialty ก็จะไม่สนใจ เพราะขาดกลิ่นอายความพิเศษและความเฉพาะตัวไปแล้ว

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

จุดเปลี่ยน 2 ครั้งใหญ่ที่พลิกแนวคิดธุรกิจไปตลอดกาล

“วงจรของธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 10 ปี” PlanToys เองมีจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ 2 ครั้ง 

ครั้งแรกในปี 2000 ตอนที่ผู้บริหารยุคบุกเบิกค่อย ๆ วางมือ แล้วจ้าง Professional คนนอกเข้ามาบริหาร เป้าหมายของทีมบริหารใหม่นี้คือการเติบโต 2 เท่าภายใน 3 ปี

“เราสร้างความแตกต่าง (Differentiation) มาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์หรือนวัตกรรมต่าง ๆ สิ่งที่เราอยากลองตอนนั้นคือการลดต้นทุน”

แนวทางคือขายให้เยอะขึ้น ในราคาที่ถูกลง แต่กลายเป็นว่ายอดขายไม่โตอย่างที่คิด กำไรที่ได้ก็น้อยลง กระทบถึงดีไซน์ที่ต่างไปจากความตั้งใจแรก ชาวแปลนจึงตกลงกันว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นดูแลธุรกิจอายุนับสิบปี 

“เราจัดระเบียบใหม่ทั้งเรื่องคน การดำเนินงาน เช่น มีพนักงานร้องเรียนเรื่องฝุ่นในโรงงานที่เกิดจากการเลื่อยไม้ เราก็ทำระบบดูดฝุ่น ถ้าไปโรงงานจะเห็นเลยว่าเครื่องจักรแต่ละตัวมีท่อดูดฝุ่น แม้จะกินค่าไฟกว่า 40% ของโรงงาน แต่สุขภาพพนักงานสำคัญมาก เราอยากให้พนักงานแฮปปี้ ฝุ่นที่ดูดมาก็ต่อยอดไปทำธูปได้

“เราอาจไม่ใช่ Innovator แต่เราคือนักแก้ปัญหา ขี้เลื่อยที่เหลือจากการผลิตก็เอามาอัดเป็นไม้แผ่นแล้วผลิตของเล่นต่อได้”

ขี้เลื่อยที่ว่านำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ในปี 2012 ที่ออฟให้นิยาม ณ วันนั้นว่าจะเป็น New S-curve ของธุรกิจ

หลังเจอทางออกในการจัดการขี้เลื่อยในโรงงาน อัดเป็นไม้เพื่อใช้เป็นวัสดุในการผลิต พวกเขาใช้ความกล้าบ้าบิ่นตัดสินใจเลิกผลิตสินค้าไม้ยางพาราปกติ แล้วทำคอลเลกชันใหม่จากขี้เลื่อยเท่านั้น

สตอรี่ดี รักสิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ ราคาขายถูกลง ทำไมจะไม่เวิร์ก 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

“เราภูมิใจมากกับคอลเลกชันนั้น มั่นใจว่าสำเร็จ จากแคตตาล็อกเล่มหนา ปีนั้นเหลือบางนิดเดียว ตอนแรกจะไม่พิมพ์ด้วยนะ แต่ลูกค้าขอ ราคาที่ลูกค้าเคยบอกว่าแพง พอเปลี่ยนมาใช้ขี้เลื่อยราคาก็ลดลงได้

“ปรากฏยอดขายตกฮวบ ตอนนั้นผมอยู่อเมริกาก็ตะหงิด ๆ ใจ เราอยู่หน้าตลาด ไม่มั่นใจเลย เลยขอเมืองไทยขาย 2 แบบควบคู่กันไปเพราะยังมีสต็อกเหลืออยู่ มีสต็อกแยก 2 เล่ม สุดท้ายพบว่าเราตายตรงคนกลางที่สั่งของเราไปขาย เจ้าของร้านของเล่นตอนนั้นมักเป็นเจนเนอเรชันเก่า ๆ ที่ไม่คุ้นเคยคอนเซ็ปต์ Zero Waste พอลองหยิบจับของเล่นจากขี้เลื่อย พื้นผิวมันต่างไปจากเดิม ความรู้สึกไม่ใช่ของเล่นที่เขาคุ้นเคยก็เลยไม่สั่งซื้อ

“จนผมได้คุยกับลูกค้ารายหนึ่งในนิวยอร์ก เขามีอายุแล้วนะ ผมบอกให้เขาลองไปขายดูได้ไหม คุณไม่รู้หรอกว่าลูกค้าจะชอบหรือเปล่า ลองดูก่อน แล้วส่งไปให้ 24 ตัว ตั้งคู่กับของเล่นไม้ยางรุ่นปกติ ดีไซน์เดียวกัน แต่ราคาถูกกว่า 5 เหรียญฯ”

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ เจ้าของร้านคนนั้นโทรศัพท์กลับมาว่าขายของเล่นจากขี้เลื่อยหมดแล้ว คนซื้อเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ที่สนใจงานดีไซน์และเข้าใจคอนเซ็ปต์ Zero Waste พร้อมยอมรับว่าเขาไม่เชื่อว่ามันจะขายได้ เพราะตัวเองโตมากับของเล่นไม้ เลยไม่ได้มองว่าการเอาขี้เลื่อยมาอัดเป็นแผ่นก็เป็นไม้เหมือนกัน

PlanToys กลับมาวางกลยุทธ์ใหม่ ไม่ชูโรงคอลเลกชันจากขี้เลื่อย แต่ใช้ลักษณะเฉพาะของมันเป็นจุดขาย โดยนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนประกอบของเล่นต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น ลูกบอลอาจจะใช้ไม้ทั้งอัน แต่ถ้าเป็นอีกชนิดควรเป็นลูกผสม ใช้วัสดุหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Play Space ของทายาทรุ่นสอง

ออฟกลับเมืองไทยพร้อมครอบครัวในปี 2015 ครั้งหนึ่งมีนักข่าวสัมภาษณ์เขา ชื่นชมแนวคิดการออกแบบของเล่นและการเล่น แล้วทิ้งคำถามว่า ทำไมเด็กไทยไม่ได้เล่นของเล่นคนไทย

คำพูดนั้นติดอยู่ในใจออฟ 

ในด้านการขาย ตลาดในประเทศเล็กกว่าต่างประเทศด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 2 ข้อ คือ หนึ่ง ค่านิยมด้านการศึกษาของเด็กยังมุ่งเน้นที่วิชาการมากกว่าพัฒนาการและประสบการณ์ สอง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าของการเล่น 

เมื่อยอดขายไม่สามารถขยับได้รวดเร็ว ตึกหนึ่งของออฟฟิศจึงปรับเปลี่ยนเป็น Play Space พื้นที่ให้เด็กได้มาสนุก ใช้เวลาคุณภาพ ทำหน้าที่มากกว่าแบรนด์ของเล่น แต่เป็นประสบการณ์การเล่นที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัท

“ความรู้สึกของการซื้อสินค้ากับซื้อบริการของคนไทยไม่เหมือนกัน เราให้คุณค่ากับบริการมากกว่า เช่น ส่งลูกไปกวดวิชา เรียนบัลเล่ต์ ปั้นดินน้ำมัน คิดค่าบริการเป็นชั่วโมง เรายอมจ่าย ไม่รู้สึกว่าแพง แต่ถ้าต้องซื้อของเล่น 1 ชิ้น กลับรู้สึกไม่คุ้มค่า

“เราเลยรื้อคอนเซ็ปต์ของการเล่นใหม่ ให้มันเป็นประสบการณ์มากขึ้น ในมุมของธุรกิจถ้าเป็นธุรกิจทำของเล่น อยากโตก็ต้องขยายโรงงาน ลงทุนเพิ่ม ใช้เงินมหาศาล แต่เราโฟกัสที่ ‘การเล่น’ ซึ่งต่อยอดไปได้หลายทาง”

Play Space เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จาก PlanToys ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงมีกิจกรรม Play Group ตามวาระ มีค่ายเยาวชน พาเด็ก ๆ ไปศึกษาป่าดิบชื้นที่จังหวัดตรัง ขึ้นเขา แล้วจบที่การเยี่ยมชมโรงงาน

เปิดได้เพียง 2 – 3 เดือนก็เจอกับวิกฤตโควิด-19 พวกเขาเริ่มจากแจกของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ฟรี ให้เด็กกลับไปเล่นที่บ้าน แต่ถ้าแจกอย่างเดียวคงไม่ยั่งยืน จึงพัฒนาต่อเป็นให้เช่า คิดค่าเช่า 10 – 15% ของราคาขาย ระยะเวลาเช่า 1 เดือน ซึ่งคนที่มาเช่าก็ไม่ใช่ลูกค้าประจำ แต่เป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ๆ โดยอนาคตจะมีแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารจัดการที่ดีขึ้น

มากไปกว่านั้น ที่จังหวัดตรังยังมี Forest of Play สนามเด็กเล่นที่เปิดสาธารณะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กในจังหวัด พร้อมสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติผ่านการเล่น กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนตัวจิ๋ว รวมถึงสถานที่ทัศนศึกษายอดนิยมของโรงเรียนด้วย

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

เล่นให้ได้เรื่อง

PlanToys ตั้งใจเป็นโรงงานที่มี Carbon Neutrality (การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับกลับคืน) รวมถึงนำไร่ยางพาราของบริษัทและพนักงานเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต 

เป้าหมายต่อไปคือการออกแบบ End-of-life Cycle ของโปรดักต์ให้เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ส่วนผลิตภัณฑ์ แม้กระแสค่านิยมการมีบุตรจะลดลงทุกปี แต่คนทำของเล่นไม่มองว่าเป็นอุปสรรค เพราะผู้คนหันมาตัดสินใจมีลูกเมื่อพร้อม ในทางกลับกัน PlanToys ก็หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อย่างการทำของเล่นคนสูงวัยเพื่อต้อนรับ Aging Society 

“เราออกแบบของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มา 6 ชิ้น กำลังจะเริ่มขายปีหน้า โดยเริ่มจาก Nursing Home”

นิยาม ‘การเล่น’ ของ PlanToys ต่อยอดเป็นประสบการณ์การเล่นใหม่ จากของเล่นเพื่อพัฒนาการเด็ก เป็นเครื่องมือลับสมองผู้สูงวัยให้ตื่นตัว และกิจกรรมที่ให้คนทุกเจนเนอเรชันในครอบครัวมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งปณิธานที่มีมาตั้งแต่วันที่หนึ่ง

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ความตั้งใจของผู้ก่อตั้งทั้งเจ็ดยังเด่นชัดในของเล่นทุกชิ้น

เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load