“เหมือนฤดูกาล”

ระหว่างสนทนา วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา พูดคำนี้ออกมาเมื่อผมชวนคุยถึงชีวิตของเขา

จากคนทำรายการโทรทัศน์ วันนี้เขาหันมาเน้นทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์เป็นหลัก วันนี้มีคนติดตามเพจเฟซบุ๊กของเขากว่า 6 ล้าน

จากวันที่ทะเยอทะยานอยากขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต วันนี้เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นอีกแล้ว

จากคนที่เคยโหมงานจนร่างกายพัง เขาหันมาออกกำลังจนวันหนึ่งได้ขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health และลุกขึ้นมาจัดงานเทศกาลกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างงาน FIT FEST ซึ่งกำลังจะเวียนมาจัดอีกหนในวันที่ 22 – 23 กันยายน นี้

วู้ดดี้ในวันนี้ช่างต่างจากวู้ดดี้ที่เป็นภาพจำของใครหลายคน ซึ่งคงเป็นอย่างที่เขาว่า หลายสิ่งหลายอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปเหมือนฤดูกาล

เรานัดพบกันที่ออฟฟิศย่านสุขุมวิทของเขาในเย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เขาประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เช้าและมีนัดประชุมอีกครั้งหลังการสนทนาของเราเสร็จสิ้น ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป งานยังคงเป็นคล้ายลมหายใจของเขา

แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยออกตัวว่าตัวเองเกิดมาเพื่อถาม ไม่ได้เกิดมาเพื่อตอบ แต่เมื่อได้พูดคุยกัน ผมพบว่าบางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

เกือบ 10 ปีที่แล้วคุณเคยบอกว่างานคือทุกสิ่ง ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นไหม

งานก็ยังคือทุกสิ่ง เพราะงานมันเป็นชีวิตเราแล้ว ผมไม่เคยมองว่านี่คืองาน ผมมองว่านี่คือการใช้ชีวิต สำหรับผม ถ้างานไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ถือว่าเราก็ยังใช้ชีวิตลำบากอยู่ แต่วันไหนที่เราแยกแยะไม่ออกว่ากำลังเล่นหรือว่าทำงานอยู่ ตอนนั้นชีวิตผมเพอร์เฟกต์ วันที่ตื่นมาแล้วคิดว่ากูเล่นอยู่หรือว่ากูทำงานอยู่ มันดูไม่ออก มันเบลอ อันนั้นแหละเป็นดัชนีชี้วัดว่าชีวิตกำลังมีความสุข

คำถามที่ว่า การทำงานยังเป็นที่สุดอยู่มั้ย คำตอบคือ ชีวิตของผมทุกวันนี้เอางานผสมเข้าไปแล้ว แต่ว่าเวลาโปรเจกต์เยอะก็ทำให้ผมมึน วันนี้คนนั้นอยากจะนัดเจอ คนโน้นอยากจะต่อยอดโปรเจกต์ อยากทำนั่น ทำนี่ บางทีเดี๋ยวนี้ผมจะต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย เรามาลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำดีกว่า

ทำอะไร

พูดคำว่า No ไม่ ไม่ทำครับ ไม่ไปครับ ล่าสุดมีคนติดต่อมาให้ผมไปปรากฏตัวในงานอีเวนต์ ผมตอบปฏิเสธเขาไป ซึ่งค่าตัวนี่ดาวน์รถได้เลยนะ แค่เวลา 1 ชั่วโมงเอง แต่ใจมันไม่ได้รู้สึกอยากจะไปอยู่ตรงนั้น

รู้สึกสูญเสียอะไรไปมั้ยเมื่อปฏิเสธ

คือผมรู้สึกแค่ว่าถ้าไปถึงก็แค่โพสต์อินสตาแกรมว่ามาแล้วนะ แล้วก็เช็กอิน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็คงอยากออกไป เงินน่ะพวกเราก็อยากได้ มันก็ดีออก เอาไปฝากไว้ในธนาคาร แต่ใจมันไม่ได้อยากไป

เรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่ใจเราต้องการ ผมไม่ต้องถูกบังคับให้ทำอะไร สมัยก่อนตื่นมาแล้วผมต้องขายครีมให้กับทุกคน ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจว่าชีวิตผมต้องเป็นอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าผมต้องขายครีม ผมขายอะไรก็ได้ วู้ดดี้เกิดมาขาย แล้ววันหนึ่งผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วกูจะขายอย่างนี้ไปตลอดมั้ย ไม่นะ ผมจะเลือกขายแต่สิ่งที่ผมเชื่อดีกว่า เหมือนคนเรามันมีโควต้า

อะไรทำให้คุณเลือกได้ที่จะปฏิเสธ

ผมว่าเงินนะ คุณต้องมีเงินในระดับหนึ่ง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ที่พูดแบบนี้ได้เพราะมีเงิน

คุณต้องมีเงินสิ หมายถึงว่าคุณต้องมีทรัพย์สิน ต้องมีเงิน และต้องมีความพอใจกับชีวิตคุณ ผมน่ะมีความพอใจกับชีวิตผม ผมมีความพอใจกับสิ่งที่ผมมีและสิ่งที่ผมไม่มี

แล้วเดี๋ยววันหนึ่งพอคุณถึงอายุถึงจุดหนึ่งมันจะรู้ได้เองว่า อ๋อ ฉันเลือกได้แล้ว การเลือกได้มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เลือกได้ว่าจะเอาหรือไม่เอา เลือกได้ว่าคุณจะอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย ผมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าคุณสามารถเลือกได้ คุณก็สบายแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันต้องมีพื้นฐานของสุขภาพที่ดี ถ้าคุณสุขภาพไม่ดีมันไม่มีวันคิดอย่างนี้ได้หรอก ฐานสำคัญที่สุด เหมือนตึกเหมือนอาคาร ถ้าไม่มีฐานที่ดีมันก็ทรุด แล้วฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นชีวิตของพวกเราก็คือร่างกาย ร่างพังเมื่อไหร่ก็คือตาย เพราะฉะนั้น สุขภาพสำคัญ

ในชีวิตมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ทำให้ตระหนักว่าสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต

ผมขอเล่าสิ่งที่ผมนึกถึงเมื่อฟังคำถามของคุณ ผมนึกถึงการจากไปของพิธีกรคนหนึ่ง ชื่อ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร ผมรู้ว่าเขาเป็นคนเป๊ะมาก เขาไม่มีวันเสียชีวิตแน่นอน เขาเก่งเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเขาก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย เราอาจจะเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า ผมคิดนานแล้วนะ เพราะว่าผมทำงานหนักเกินไป ขนาดทุกวันนี้เวลาผมทำงานเยอะ ผมก็จะนึกถึงหน้าของเขาตลอดเวลา

ในฐานะคนที่เชื่อในงานมาก เวลาเห็นคนทำงานหนักจนล้มป่วยหรือเป็นมะเร็ง รู้สึกยังไง

ผมว่าเขาก็ไม่ผิดนะ เพราะเขาก็แค่ไม่รู้ เขาแค่เข้าใจว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าสาเหตุที่เป็นมะเร็งมันเป็นเพราะอะไร เพราะคิดเยอะหรือเปล่า บางทีการทำงานเยอะมันไม่ใช่เรื่องผิด บางทีการนอนน้อยก็ไม่ได้ผิด แต่บางทีมันอาจจะมาจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัว มะเร็งอาจจะมาจากการที่คุณคิด คิด คิด คิด คิด จนมันสะสมเป็นพลังงานลบก็ได้

คือคุณไม่ได้มองว่าต้องทำงานน้อยลง

ทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นคนที่จู้จี้นะ แล้วยังเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด แต่ผมพยายามจะปรับตัวเอง คือมันจะมีนักปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติงาน และเจ้าของธุรกิจ ผมชอบทำตัวเป็นนักปฏิบัติงาน เป็นศิลปิน ชอบลงไปทำเอง จัดการเอง ใส่ใจในรายละเอียดมาก แล้วก็มาบ่นทีหลังว่าทำไมกูเหนื่อยอย่างนี้ ก็มึงทำเองน่ะ

ผมว่าเราต้องทำงานให้ฉลาดขึ้น ถ้าวันนี้ให้ไปตรงนั้น (ชี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์) แล้วให้ผมไปตัดต่อ แล้วก็ลงเสียงเอง ผมว่าบ้าแล้ว ผมพร้อมตายเลยแน่นอน ที่ผ่านมาเราแค่ไม่รู้ วันนี้เราก็ต้องรู้ แล้วสิ่งที่เรารู้วันนี้ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับอีก 10 ปีก็ได้ ตอนผมอายุ 50 ผมก็อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดบางอย่าง

คุณเป็นคนใช้ร่างกายคุ้มมั้ยถ้าให้ย้อนมอง

ตอนนั้นร่างคงบอกว่า ช่วยกูเหอะ พอแล้ว พักบ้าง ผมใช้ร่างสุดมาก หนึ่ง ผมนอนน้อยมาก สอง กินของแย่ๆ สาม อบายมุข สี่ คิดลบ ทั้งหมดนี้ก็จะนำพาไปสู่ร่างที่ไม่โอเค แต่ตอนนั้นเรานึกว่าเราโอเค เพราะว่าเราอายุประมาณ 20 – 30 ผมคิดว่าเดี๋ยวมันก็ไปต่อได้ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร จนกระทั่งรู้สึกว่า เอ๊ะ เราบอกว่าเดี๋ยวเราจะลดน้ำหนัก แต่ทำไมเราไม่เคยทำได้ ก็เลยตัดสินใจวันนั้นว่าเราจะลดอย่างจริงจังแล้ว

ตอนอายุ 20 กว่าๆ ผมเคยล้วงคอ อ้วก พอกินเยอะก็ล้วงคอ จนร่างมันพัง วันหนึ่งเลยตัดสินใจให้ร่างเราได้มีโอกาสฟื้นคืนชีพ หนึ่ง ระวังเรื่องการกิน ร่างกายก็ผอมลงมา หลังจากนั้นก็คิดว่าต่อว่ายังไงดี ก็เลยเริ่มเข้ายิม เข้ายิมเสร็จก็อยากจะให้มันสุดกว่านี้ ก็ตั้งเป้าว่าอยากขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health ในเวลาเดียวกันก็ถามว่าสามารถทำเป็นรายการได้ด้วยมั้ย ก็เลยทำรายการทีวี เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา แล้วพอทำตรงนั้นสำเร็จ ก็เกิดกระแสว่าวู้ดดี้ทำได้ยังไง คนก็เข้ามาถามกันเยอะจนเรารู้สึกตกใจ เราไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเราจะทำให้คนเข้ามาหาเราและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

นี่เป็นเหตุผลที่วันหนึ่งคนทำรายการทีวีอย่างคุณลุกขึ้นมาทำเทศกาลออกกำลังกายที่ชื่อ FIT FEST

ตอนแรกเราเข้าใจว่าเราเกิดมาคุยอย่างเดียว ชื่อรายการเราคือ วู้ดดี้เกิดมาคุย เราก็เลยคิดว่าเราแค่เกิดมาคุย แต่พอเราแปลงร่างปุ๊บ เฮ้ย ร่างเราน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลายคน ความรู้สึกของเราคืออยากให้คนเห็นว่าถ้าเราตั้งเป้าคุณทำได้ คุณจะเห็นว่าคุณสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลย หลังจากนั้นผมก็อยากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับคนที่แปลงร่างมากขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน นี่คือที่มาของการที่เสพติดคอนเทนต์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือฟิตเนส ปีที่ผ่านมาก็เลยตัดสินใจสร้างงานชื่อ FIT FEST

ว่าง่ายๆ มันก็คือเทศกาลออกกำลังกาย เป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย ถามว่ามาทำอะไร ก็มาออกกำลังกาย มารับพลัง ออกกำลังกายกับคนหมู่มาก เราก็โน้มน้าวยิมต่างๆ ให้มาเปิดคลาสฟรี ให้คนมาเปิดบูท ให้มีการแข่งขัน จนครั้งแรกเมื่อธันวาคมปีที่แล้วมีคนมาเป็นหมื่น ปีนี้เราก็จัดอีกครั้ง ตั้งเป้าเหมือนเดิม ให้มันเป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย

พูดถึงการลดน้ำหนัก ทำไมเราต้องสนใจเรื่องอ้วนหรือผอม มันเป็นเพียงเปลือกนอกหรือเปล่า

ถ้าเปลือกนอกมันพัง ข้างในมันก็จะพังตาม แต่หลายคนไม่ได้มองตรงนั้น เปลือกนอกสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าจิตของคุณคมชัดมาก แต่เปลือกนอกคุณเป็นมะเร็ง เปลือกนอกคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยไขมัน มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาระเบิด คนอื่นอาจจะบอกว่าข้างในสำคัญยิ่งกว่า แต่ผมบอกว่า ไม่นะ ร่างสำคัญยิ่งกว่า เมื่อร่างมันดี ข้างในมันก็จะดีตาม ผมเชื่ออย่างนั้น การที่ผมมีสุขภาพที่ดี มันทำให้ผมมีพลังในการใช้ชีวิต อย่างน้อยคือมันทำให้ผมมีไอเดียที่จะต่อยอดโครงการมากมาย

คุณคิดดูสิตอนที่ผมกำลังพัง ผมจัดแค่รายการเดียว แต่ตอนผมแปลงร่าง ผมเปิดรายการสดตอนเช้า 5 วัน ผมสร้างเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival ผมทำอะไรมากมาย รายการขยับขยาย ซึ่งที่วันนี้ผมสามารถทำนั่นทำนี่ได้เพราะร่างกาย แต่เราก็รู้ว่าเวลาพูดอย่างนี้คนก็จะถามว่าจริงเหรอ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่นี่คือข้อเท็จจริงของชีวิตผม

คุณทำอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการหันมาทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ทุกวันนี้คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกออนไลน์ดีหรือยัง

ไม่ครับ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

มันยากกว่าโลกทีวีที่คุณเคยอยู่ยังไง

ทีวีผมก็ไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจอะไรแล้ว ไม่เข้าใจเลย แล้วผมมีความสุขมาก วันที่ผมคิดว่าผมเข้าใจ โคตรเหนื่อยเลย ผมเข้าใจว่าทีวีต้องเป็นอย่างนี้ แล้วพอมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิดผมก็ทุกข์ใจ หรือทุกวันนี้ถ้าบอกว่าโลกออนไลน์ต้องเป็นอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ ผมก็ทุกข์ใจ ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ต้องเข้าใจมันแล้ว แล้วก็เอนจอยไปกับมัน มันจะเปลี่ยนไปทางไหน จะพัดไปทางไหน ก็ลอยไปกับมัน เราไม่ต้องไปครองมันไง ผมแค่อยู่กับมันให้ได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

สำคัญกว่าความเข้าใจ

ผมว่าเข้าใจเมื่อไหร่เราตายทันที เพราะผมเคยอยากจะเข้าใจมันนะ อยากรู้หมดเลย เรตติ้งจะไปยังไง ไลฟ์จะเป็นยังไง ทำไมคนดูหายไป ก็เริ่มโทษนั่นโทษนี่ โทษอัลกอริทึมเฟซบุ๊กเปลี่ยน เฮ้ย แล้วมึงเคยดูรายการตัวเองมั้ย หรือว่ามึงทำรายการห่วยลง คุณต้องดูตัวเองด้วยสิ ไม่ใช่ไปโทษอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่เคยส่องกระจกโทษตัวเอง

ผมชอบให้ทีมงานเราส่องกระจกตลอด หรือเพราะว่าเราทำไม่โดนนะ ดีเสียอีก ท้าทายมากยิ่งขึ้น ทำงานหนักขึ้น สนุกจะตาย ชิลล์มานานแล้ว แล้วถ้าเกิดว่าคนไม่ดู ก็ไปหาช่องทางอื่นสิ ทำไมต้องจบแค่เฟซบุ๊กกับอินสตาแกรม หรือเราคิดว่าเราจะตายกับแค่สองอย่างนี้ ทุกวันนี้ผมก็เลยเอนจอยทุกอย่าง ผมว่ายุคสมัยนี้คุณต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด ปรับตัวให้ได้ การทำสื่อในโลกออนไลน์ของผมก็ปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าใจ เพราะเดี๋ยวเข้าใจแล้วมันก็เปลี่ยนน่ะ แค่รู้ก็พอ เพราะกติกามันเปลี่ยนทุกวัน

คุณไม่มีสูตรสำเร็จ

อ้าว คุณดูอินสตาแกรมสิ มันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ภาพสวยๆ แล้วทุกวันนี้มันใช่เหรอ มันก็ไม่ใช่แล้วตั้งแต่อั้ม พัชราภา โพสต์ภาพหัวเข่าโนหรือเป็นแผลที่หัวเข่าแล้วคนกดไลก์เป็นแสน วันนั้นภาพก็ไม่ต้องสวยแล้วไง ถึงบอกว่าสิ่งที่คุณเห็นมันใช่หรือเปล่า ถ้าไม่ยึดติดเราเป็นอะไรก็ได้ ตอนอยู่ทีวีมันเป็นคอมฟอร์ตโซนนะ เราทำตามแผน แต่พอมาออนไลน์มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราวิ่งตลอดเวลา

ทุกวันนี้คุณรู้สึกยังไงตอนที่สิ่งที่เคยสำเร็จไม่สำเร็จแบบเดิม

ช่วงที่ทีวีเรตติ้งมันตกเราก็ใจหาย แต่พอช่วงหลังๆ เรารู้ว่าเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา รู้ว่าทุกอย่างมันไม่จีรังยั่งยืน เหมือนฤดูกาลที่เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แหละ

ผมจำได้อย่างสุดซึ้งเลย ตอนที่บวชเป็นพระ เราธุดงค์จากเชียงรายไปที่ลาวด้วยเท้าเปล่า เดินๆ อยู่เจอโคลน สกปรกฉิบหายเลย เหยียบลงไปเลอะมาก แต่ทำไมมันนุ่มเหลือเกิน แล้วพอย่างก้าวออกจากโคลนปุ๊บ เหยียบลงไปในกรวด เงาสะท้อนจากพระอาทิตย์มันดูระยิบระยับสวยงามเหมือนเพชรนิลจินดา แต่โคตรเจ็บเลย มีแผลเลือดซิบๆ เสร็จแล้วก็เจอไม้ เจอเสี้ยน เจอหญ้า เจอแต่ละอย่างนานๆ เราก็รู้สึกว่า โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว แต่แป๊บเดียวมันก็ผ่านไป แล้วเจออย่างอื่นที่นิ่มสบาย แล้วจากไอ้ความนิ่มสบายในท้องนา เดินไปแป๊บหนึ่งก็จะเจอซีเมนต์บนไฮเวย์ที่ร้อนฉิบหายเลย ตอนนั้นผมก็ร้องไห้เลย ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เองเหรอวะ มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ เราก็สบายแล้ว

ที่คุณถามว่า รู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลง ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นนะ แล้วเดี๋ยววันหนึ่งเฟซบุ๊กก็หาย แล้วเดี๋ยวออฟฟิศนี้ก็ไม่มี แล้วเดี๋ยวเราก็ตาย แต่ระหว่างทางเราจะเอนจอยกับมันมั้ยล่ะ เราอยู่กับมันได้มั้ย เราจะมีความสุขกับมันมั้ย ผมว่าถ้าเรายึดติดกับสิ่งที่เปลี่ยนไป เราจะเครียดมากนะ คุณมีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียว เอนจอย เพราะถ้าคุณเอนจอยกับมันเดี๋ยวคุณจะเห็นทางออก แต่ถ้าคุณมัวแต่นั่งบ่นกันอยู่ คุณก็จะไม่ได้มีโอกาสเห็นทางออก

เท่าที่ฟัง เหมือนคุณไม่ค่อยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

มีนักสัมภาษณ์คนหนึ่งถามผมว่า รู้สึกกับ Episode ไหนของรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย มากที่สุด ผมฟังคำถามแล้วก็เงียบไป เพราะผมจำไม่ได้ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยากจำ ผมรู้สึกว่ามันโบราณมาก ผมรู้สึกว่ารายการมันโคตรเก่าเลย กูไม่ได้อยากนึกถึงรายการนั้นน่ะ เข้าใจมั้ย

คุณไม่ได้ภูมิใจกับมัน

ไม่ ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตผมที่กำลังจะเยี่ยมยอดมาก มันทำไม่ได้ไงถ้าจะให้ผมมาพูดว่า Episode นี้ก็ดี Episode นี้เลิศมาก โอ้โห ชีวิตเราจะอยู่แต่ในอดีตอย่างเดียวเลย

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

คุณมองไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจข้างหลัง

ผมมองวันนี้อย่างเดียว สมัยก่อนผมจะนั่งคิดว่า เดี๋ยวเราจะได้เรตติ้งสูงมาก วันที่ดีที่สุดของกูจะต้องเป็นวันที่กูมีเรตติ้งอันดับหนึ่งของช่อง หรือว่าเป็นคนที่ดังที่สุดในประเทศ ผมเคยคิดว่าอยากเป็นพิธีกรที่ดังที่สุดในประเทศ เพราะเราถูกสอนมาไงว่าทำอะไรแล้วต้องสุด นี่ไง กูก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนี้ วันนั้นกูจะต้องเยี่ยมยอด จะต้องรวยมาก จะต้องมีความสุขมาก แล้วพอวันนั้นมาถึงปุ๊บ อ้าว แค่นี้เหรอ แล้วยังไงต่อ มีความสุขอยู่ประมาณ 5 นาที แล้วก็ อ้าว ฉิบหายแล้ว นี่เหรอ นาทีที่ดีที่สุดของชีวิต

วันที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดอย่างที่ว่า ความรู้สึกคุณเป็นยังไง

มันโคตรเครียดเลย มันไม่ได้มีความสุขเลย อยู่ตรงจุดนั้นมีแต่คนอยากจะเขียนข่าวลบ มีแต่คนอยากจะเสี้ยม มีแต่คนอยากจะโกง มีแต่ปัญหาเข้ามา ทุกวันนี้เราก็แค่เห็นว่า อ๋อ เราพยายามทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นมา แต่ถามว่าคิดถึงอดีตมั้ย มันไม่คิดแล้วไง เพราะมันจบไปแล้ว

ผมจะใช้มุกนี้ตลอด ถามว่าเวลาที่สำคัญที่สุดคือตอนไหน สำหรับผมนะ คือวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 17 นาฬิกา 8 นาที ซึ่งก็คือตอนนี้ แล้วคนที่สำคัญที่สุดก็คือคุณ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ เท่านั้นเอง เพราะว่ามันคือเรื่องจริง ที่เหลือมันไม่จริงแล้วไง แม่ผมก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่ได้เอาแม่มานั่งด้วย ผมก็ไม่ได้เอาความกังวลของอดีตมานั่งด้วย ผมอยู่กับคุณ ผมว่าคนเราถ้ารู้สึกทุกข์ร้อนเมื่อไหร่ ให้ดูนาฬิกาและวันที่เลย เราอยู่ตรงนี้ แล้วตรงนี้ดีเสมอ ไม่มีใครตาย แต่กว่าจะมาอยู่ตรงจุดนี้ คิดได้แบบนี้ ผมงงมานานมาก เพราะเราเปรียบเทียบกับอดีต และเราก็เปรียบเทียบกับอนาคตที่ยังไม่มา แล้วเราก็ร้อนเลย ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ครับ ตื่นมาเมื่อเช้าก็ยัง เอ๊ะ ทำไมวันนี้กูเป็นอย่างนี้ อ๋อ กูเปรียบเทียบกับเมื่อวาน แต่เราก็ต้องจับให้ได้ ที่พูดนี่ผมไม่ได้บรรลุอะไรนะ บางทีผมกลับไปบ้านก็มีความทุกข์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราจะต้องรู้วิธีจัดการมันให้ได้

วันที่อยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้วต้องลงจากตรงนั้น คุณเป็นทุกข์ไหม

พอผมถึงจุดที่คิดว่าสูงสุด ผมค้นพบว่ามันไม่มีจุดที่สูงสุดและต่ำสุดของชีวิต ผมว่ามันเป็นภาพลวงตามาโดยตลอด ผมจะบอกทุกคนว่า ชีวิตคุณไม่มีจุดสูงสุดและต่ำสุด มีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้และตอนนี้ เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณจะเทียบกับอะไรแล้ว ในเมื่ออนาคตกับอดีตมันไม่มีจริงแล้วก็จบ มันคือปัจจุบัน แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่านี่คือสูงสุด แล้วถ้าเกิดตอน 50 ผมได้ออสการ์ในฐานะนักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมล่ะ ก็ไม่มีใครรู้

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณบอกว่านั่นคือจุดสูงสุด คุณก็จะค้นพบว่า อ้าว กูไปต่อได้นี่ ความเศร้าที่สุดคือพอถึงจุดนั้น จุดที่คุณบอกว่าคือจุดสูงสุด แล้วยังไงต่อ จุดสูงสุดคือเจ้าของรายการ แล้วยังไงต่อ อยากเป็นรายการทอล์กโชว์อันดับหนึ่ง อ้าว แล้วยังไงต่อ มันไปต่อเรื่อยๆ

เป้าหมายกับการใส่นิยามว่ามันคือจุดสูงสุดนั้นต่างกัน ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้กำกับแล้วได้รับออสการ์ ไม่ผิด แต่ถ้าคุณบอกว่านั่นคือจุดสุดสูงของชีวิตเมื่อไหร่บรรลัยทันที แล้วถ้าเกิดว่ามันไม่เกิดขึ้นล่ะ แล้วเกิดคุณไม่ได้ออสการ์แต่คุณทำอะไรบางอย่างสำเร็จล่ะ ฉิบหายแล้ว แล้วสรุปอันไหนคือจุดสูงสุดของชีวิตล่ะ เมื่อคุณให้นิยามกับอะไรก็ตามที่ยังไม่เกิดขึ้นว่านั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตปุ๊บ ความทุกข์มาทันที เพราะคุณจะโหยหาสิ่งสิ่งนั้น แล้วอะไรก็ตามที่มันเข้ามาในชีวิตคุณจะไม่คิดว่ามันดีเลย

ถามว่าจุดสูงสุดของชีวิตคุณคืออะไร แล้วจุดสูงสุดของชีวิตคุณถ้ามีแม่มาเกี่ยวข้องคืออะไร แล้วสมมติสองอย่างนี้มันแยกกัน อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วอันไหนคือจุดที่สูงที่สุดของชีวิตคุณ งานหรือแม่ คือมันมีปัจจัยเยอะมากที่จะเป็นจุดสูงสุดของชีวิตคุณ แต่เรามักมองในแง่ของเงิน ชื่อเสียง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ทุกวันนี้ยังมีจุดสูงสุดที่อยากไปให้ถึงอีกไหม

มันไม่มีแล้ว เพราะเรารู้ว่ามันทุกข์ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนคือจุดสูงสุดล่ะ เกิดจุดสูงสุดของผมเป็นตอนผมตายเพราะว่างานศพผมมันอลังการมากล่ะ (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณอายุ 41 แล้ว เจอ Midlife Crisis เหมือนคนอื่นบ้างไหม

ตลอดเวลา ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมเห็นในหนัง Sex and the City ตัวละครคุยกันตอนอายุ 40 เราก็สงสัยทำไมจะต้องมี Midlife Crisis วะ ชีวิตก็เอนจอยไปสิ จะมีปัญหาอะไร คือเราไม่รู้ว่า Midlife Crisis คืออะไร แล้ววันหนึ่งก็ อ๋อ วันที่อยู่ๆ นั่งๆ แล้วห่ามันลง รู้สึกว่าอะไรก็แย่ไปหมดเลย รู้สึกว่าชีวิตกูไม่ดีพอ ชีวิตกูพัง ผมเป็นมาแล้ว

คนอย่างวู้ดดี้เคยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอด้วยเหรอ

ใช่ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ รู้สึกว่าบริษัทเราไม่ดีพอ เพราะผมเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยที่ผมไม่ตั้งใจ ผมว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญนะ เราอ่านสเตตัสคนอื่น เห็นบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราไม่ได้อิจฉาเขานะ เรายินดีกับเขา แต่เราก็แอบคิดว่าเมื่อไหร่เราจะเข้าบ้าง คือคุณเปรียบเทียบตลอดเวลา คุณดูอินสตาแกรมเห็นเพื่อนไปเที่ยว เราก็ไม่ได้อิจฉาเขานะ เราก็ยินดีกับเขา แต่เราเปรียบเทียบไงว่าตอนนี้งานเรายังไม่เสร็จว่ะ เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวบ้าง ดังนั้น คุณเข้าใจหรือยังว่าโซเชียลมีเดียคืออะไร โซเชียลมีเดียคือ Comparative Media คือสื่อแห่งการเปรียบเทียบ คุณอาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบ แต่คุณเห็นอะไรแล้วคุณก็สะท้อนมองตัวเองว่าคุณไม่ดีพอ

ผมก็พยายามทำความเข้าใจคำว่า Midlife Crisis ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เพราะโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เราอาจจะเจออะไรบางอย่างซึ่งเราอาจจะหาคำตอบไม่ได้ เอาง่ายๆ ก็คือเหมือนกับเจอทางตัน

แล้วคุณผ่านช่วง Midlife Crisis มาได้ยังไง

ผมว่าผมไม่ได้ผ่าน ผมแค่เห็น แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก มันไม่มีคำว่าผ่านไง ในหนังเขาบอกว่ามันผ่าน แต่ถามคนที่อยู่วัยกลางคนสิ เขารู้ว่าเดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็แค่ดู จัดการมันให้ได้ แล้วก็ไปต่อ แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก แล้วก็ไปต่อ

Midlife Crisis ก็คือวิกฤตวัยกลางคน ซึ่งวิกฤตของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผมเจออาจจะใช่วิกฤตหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่าถ้าเราคิดว่าเราอายุ 7 ขวบ มันก็หายเลยนะ กูไม่มีออฟฟิศก็ได้ กูเริ่มใหม่ได้เสมอ ทำไมเราชอบคิดว่าเราไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ผมปิดที่นี่ได้ แล้วผมไปนอนข้างถนนได้เลย

เริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ช้าไปใช่ไหม

ไม่รู้สิ ผมว่าเจ๋งนะ ถ้าอายุ 40 แล้วเรามาเริ่มต้นใหม่ ถ้าคนอายุ 40 เปิดร้านใหม่ เจ๋งจะตาย แต่บางคนยึดติดไง สร้างมาแล้ว แต่ถ้าเป็นผม ผมจะโค่นทิ้งให้หมด Unlearn เรียนรู้ใหม่

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ในชีวิตเคยทิ้งอะไรไปบ้างเพื่อเริ่มต้นใหม่แต่ละครั้ง

เพื่อน ธุรกิจ สิ่งของ ส้วม

ส้วม?

ส้วมที่ซื้อมาคอมันเล็ก ใครอึนิดเดียวก็ตัน แต่ผมก็ยังทิ้งไว้อยู่ แขกมาบ้านก็บอกว่าส้วมตัน เป็นปีเลยนะ

แล้ววันหนึ่งผมซื้อใหม่ ตอนนี้ไม่ตันแล้ว ผมว่ามันต้องเริ่มจากที่บ้านเราก่อน ดูซิว่าอะไรที่มันติดขัด บางคนเดินเข้าไปในบ้านเหยียบเสี้ยนเดิมๆ เลาะมันทิ้ง คุณต้องจัดการบ้านคุณก่อน นี่คือปรัชญาของผมนะ เวลาไม่รู้จะทำอะไร กลับไปบ้านแล้วก็ดูบ้าน แล้วถ้าเกิดคิดไม่ออกก็นอน

ในชีวิตคุณเวลาคิดจะทำอะไรให้สำเร็จสิ่งนั้นสำเร็จเสมอไหม

ไม่ครับ (ตอบทันที) ล้มเหลวสัก 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ไม่ได้โชว์ หลังๆ ผมอาจจะต้องโชว์เยอะขึ้นแล้ว ผมยังคิดเล่นๆ เลยนะว่าเดี๋ยวผมจะเริ่มไลฟ์ความพังพินาศของผม คนจะได้เห็นว่ามันก็เป็นมนุษย์ปกติ (หัวเราะ) มีตั้งหลายธุรกิจที่ผมเปิดแล้วก็เจ๊ง มีหลายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ปิดไป มีโรคในตัวที่แก้ไม่หาย กล่องเสียงที่ไม่สามารถร้องเพลงได้ เยอะแยะมากมาย ถ้าคุณมองว่าเป็นปัญหานะ

แล้วคุณมอง 80 เปอร์เซ็นต์นั้นยังไง

เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด

ไม่ได้ปลอบใจตัวเองใช่ไหม

ตอนแรกเหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่พอมานั่งดูๆ แล้วมันใช้ได้นี่หว่า คือว่าถ้าเกิดมันไม่เกิดปัญหากล่องเสียง ผมก็อาจจะตะเบ็งไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งผมอาจจะไม่มีเสียง แล้วถ้าเกิดว่าวันนั้นผมไม่ได้เรียนรู้จากการให้เพื่อนเอาเงินไปผลาญสิบกว่าล้าน โดยที่ผมไว้ใจ ผมก็จะไม่ได้บทเรียนวันนี้ในการกรองคนที่จะเอาเงินเราไปทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นบทเรียน ทุกเหตุการณ์ที่คุณรู้สึกว่าเป็นลบมันเป็นบทเรียนนำพามาสู่อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

มีอะไรที่เพิ่งเรียนรู้ในวัยนี้บ้างไหม

การนอนสำคัญที่สุด ใครที่นอนเต็ม 8 ชั่วโมงต่อวันคนนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง คนนั้นมีบุญมากที่สุด

คุณในวันนี้เปลี่ยนไปจากตัวคุณในวัย 20 – 30 อย่างไรบ้าง

ตอนนั้นมันเด็กกว่า คล่องกว่า กล้า บ้า ทุกวันนี้ก็กล้าและบ้านะ แต่วันนั้นอาจจะมึนๆ แล้วก็คิดว่าเราตายยาก คิดว่าเราแข็งแรงมาก แต่ผมว่ามนุษย์ก็เป็นแบบนี้หมดนะ ไม่มีใครหรอกที่บอกว่าอายุ 20 กับ 40 เป็นคนเดียวกัน

ถ้าให้ย้อนมองคุณชอบตัวเองในวัยนี้ไหม

ผมชอบตัวเองทุกวัยเลย คนเราต้องรักตัวเองในทุกช่วงอายุ แต่ถามว่าถ้าต้องเลือกเป็นแบบไหน คุณก็เปรียบเทียบเอา แต่ผมชอบทุกช่วงอายุ เพราะผมว่ามันมีสีสันของมัน ทุกอย่างมันกำหนดมาแล้ว

เด็กบางคนดื้อมาก ผมก็จะบอกว่าปล่อยไปเหอะ เดี๋ยวมันก็ได้เรียนรู้เอง มันต้องใช้ชีวิตไง ถ้าผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดชีวิตคงงง ชีวิตต้องได้เรียนรู้ไง ชีวิตที่รู้ทุกอย่างมันน่าเบื่อ ชีวิตมันต้องไม่รู้ มันถึงจะน่าใช้ชีวิตต่อ

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load