“เหมือนฤดูกาล”

ระหว่างสนทนา วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา พูดคำนี้ออกมาเมื่อผมชวนคุยถึงชีวิตของเขา

จากคนทำรายการโทรทัศน์ วันนี้เขาหันมาเน้นทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์เป็นหลัก วันนี้มีคนติดตามเพจเฟซบุ๊กของเขากว่า 6 ล้าน

จากวันที่ทะเยอทะยานอยากขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต วันนี้เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นอีกแล้ว

จากคนที่เคยโหมงานจนร่างกายพัง เขาหันมาออกกำลังจนวันหนึ่งได้ขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health และลุกขึ้นมาจัดงานเทศกาลกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างงาน FIT FEST ซึ่งกำลังจะเวียนมาจัดอีกหนในวันที่ 22 – 23 กันยายน นี้

วู้ดดี้ในวันนี้ช่างต่างจากวู้ดดี้ที่เป็นภาพจำของใครหลายคน ซึ่งคงเป็นอย่างที่เขาว่า หลายสิ่งหลายอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปเหมือนฤดูกาล

เรานัดพบกันที่ออฟฟิศย่านสุขุมวิทของเขาในเย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เขาประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เช้าและมีนัดประชุมอีกครั้งหลังการสนทนาของเราเสร็จสิ้น ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป งานยังคงเป็นคล้ายลมหายใจของเขา

แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยออกตัวว่าตัวเองเกิดมาเพื่อถาม ไม่ได้เกิดมาเพื่อตอบ แต่เมื่อได้พูดคุยกัน ผมพบว่าบางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

เกือบ 10 ปีที่แล้วคุณเคยบอกว่างานคือทุกสิ่ง ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นไหม

งานก็ยังคือทุกสิ่ง เพราะงานมันเป็นชีวิตเราแล้ว ผมไม่เคยมองว่านี่คืองาน ผมมองว่านี่คือการใช้ชีวิต สำหรับผม ถ้างานไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ถือว่าเราก็ยังใช้ชีวิตลำบากอยู่ แต่วันไหนที่เราแยกแยะไม่ออกว่ากำลังเล่นหรือว่าทำงานอยู่ ตอนนั้นชีวิตผมเพอร์เฟกต์ วันที่ตื่นมาแล้วคิดว่ากูเล่นอยู่หรือว่ากูทำงานอยู่ มันดูไม่ออก มันเบลอ อันนั้นแหละเป็นดัชนีชี้วัดว่าชีวิตกำลังมีความสุข

คำถามที่ว่า การทำงานยังเป็นที่สุดอยู่มั้ย คำตอบคือ ชีวิตของผมทุกวันนี้เอางานผสมเข้าไปแล้ว แต่ว่าเวลาโปรเจกต์เยอะก็ทำให้ผมมึน วันนี้คนนั้นอยากจะนัดเจอ คนโน้นอยากจะต่อยอดโปรเจกต์ อยากทำนั่น ทำนี่ บางทีเดี๋ยวนี้ผมจะต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย เรามาลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำดีกว่า

ทำอะไร

พูดคำว่า No ไม่ ไม่ทำครับ ไม่ไปครับ ล่าสุดมีคนติดต่อมาให้ผมไปปรากฏตัวในงานอีเวนต์ ผมตอบปฏิเสธเขาไป ซึ่งค่าตัวนี่ดาวน์รถได้เลยนะ แค่เวลา 1 ชั่วโมงเอง แต่ใจมันไม่ได้รู้สึกอยากจะไปอยู่ตรงนั้น

รู้สึกสูญเสียอะไรไปมั้ยเมื่อปฏิเสธ

คือผมรู้สึกแค่ว่าถ้าไปถึงก็แค่โพสต์อินสตาแกรมว่ามาแล้วนะ แล้วก็เช็กอิน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็คงอยากออกไป เงินน่ะพวกเราก็อยากได้ มันก็ดีออก เอาไปฝากไว้ในธนาคาร แต่ใจมันไม่ได้อยากไป

เรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่ใจเราต้องการ ผมไม่ต้องถูกบังคับให้ทำอะไร สมัยก่อนตื่นมาแล้วผมต้องขายครีมให้กับทุกคน ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจว่าชีวิตผมต้องเป็นอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าผมต้องขายครีม ผมขายอะไรก็ได้ วู้ดดี้เกิดมาขาย แล้ววันหนึ่งผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วกูจะขายอย่างนี้ไปตลอดมั้ย ไม่นะ ผมจะเลือกขายแต่สิ่งที่ผมเชื่อดีกว่า เหมือนคนเรามันมีโควต้า

อะไรทำให้คุณเลือกได้ที่จะปฏิเสธ

ผมว่าเงินนะ คุณต้องมีเงินในระดับหนึ่ง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ที่พูดแบบนี้ได้เพราะมีเงิน

คุณต้องมีเงินสิ หมายถึงว่าคุณต้องมีทรัพย์สิน ต้องมีเงิน และต้องมีความพอใจกับชีวิตคุณ ผมน่ะมีความพอใจกับชีวิตผม ผมมีความพอใจกับสิ่งที่ผมมีและสิ่งที่ผมไม่มี

แล้วเดี๋ยววันหนึ่งพอคุณถึงอายุถึงจุดหนึ่งมันจะรู้ได้เองว่า อ๋อ ฉันเลือกได้แล้ว การเลือกได้มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เลือกได้ว่าจะเอาหรือไม่เอา เลือกได้ว่าคุณจะอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย ผมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าคุณสามารถเลือกได้ คุณก็สบายแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันต้องมีพื้นฐานของสุขภาพที่ดี ถ้าคุณสุขภาพไม่ดีมันไม่มีวันคิดอย่างนี้ได้หรอก ฐานสำคัญที่สุด เหมือนตึกเหมือนอาคาร ถ้าไม่มีฐานที่ดีมันก็ทรุด แล้วฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นชีวิตของพวกเราก็คือร่างกาย ร่างพังเมื่อไหร่ก็คือตาย เพราะฉะนั้น สุขภาพสำคัญ

ในชีวิตมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ทำให้ตระหนักว่าสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต

ผมขอเล่าสิ่งที่ผมนึกถึงเมื่อฟังคำถามของคุณ ผมนึกถึงการจากไปของพิธีกรคนหนึ่ง ชื่อ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร ผมรู้ว่าเขาเป็นคนเป๊ะมาก เขาไม่มีวันเสียชีวิตแน่นอน เขาเก่งเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเขาก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย เราอาจจะเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า ผมคิดนานแล้วนะ เพราะว่าผมทำงานหนักเกินไป ขนาดทุกวันนี้เวลาผมทำงานเยอะ ผมก็จะนึกถึงหน้าของเขาตลอดเวลา

ในฐานะคนที่เชื่อในงานมาก เวลาเห็นคนทำงานหนักจนล้มป่วยหรือเป็นมะเร็ง รู้สึกยังไง

ผมว่าเขาก็ไม่ผิดนะ เพราะเขาก็แค่ไม่รู้ เขาแค่เข้าใจว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าสาเหตุที่เป็นมะเร็งมันเป็นเพราะอะไร เพราะคิดเยอะหรือเปล่า บางทีการทำงานเยอะมันไม่ใช่เรื่องผิด บางทีการนอนน้อยก็ไม่ได้ผิด แต่บางทีมันอาจจะมาจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัว มะเร็งอาจจะมาจากการที่คุณคิด คิด คิด คิด คิด จนมันสะสมเป็นพลังงานลบก็ได้

คือคุณไม่ได้มองว่าต้องทำงานน้อยลง

ทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นคนที่จู้จี้นะ แล้วยังเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด แต่ผมพยายามจะปรับตัวเอง คือมันจะมีนักปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติงาน และเจ้าของธุรกิจ ผมชอบทำตัวเป็นนักปฏิบัติงาน เป็นศิลปิน ชอบลงไปทำเอง จัดการเอง ใส่ใจในรายละเอียดมาก แล้วก็มาบ่นทีหลังว่าทำไมกูเหนื่อยอย่างนี้ ก็มึงทำเองน่ะ

ผมว่าเราต้องทำงานให้ฉลาดขึ้น ถ้าวันนี้ให้ไปตรงนั้น (ชี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์) แล้วให้ผมไปตัดต่อ แล้วก็ลงเสียงเอง ผมว่าบ้าแล้ว ผมพร้อมตายเลยแน่นอน ที่ผ่านมาเราแค่ไม่รู้ วันนี้เราก็ต้องรู้ แล้วสิ่งที่เรารู้วันนี้ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับอีก 10 ปีก็ได้ ตอนผมอายุ 50 ผมก็อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดบางอย่าง

คุณเป็นคนใช้ร่างกายคุ้มมั้ยถ้าให้ย้อนมอง

ตอนนั้นร่างคงบอกว่า ช่วยกูเหอะ พอแล้ว พักบ้าง ผมใช้ร่างสุดมาก หนึ่ง ผมนอนน้อยมาก สอง กินของแย่ๆ สาม อบายมุข สี่ คิดลบ ทั้งหมดนี้ก็จะนำพาไปสู่ร่างที่ไม่โอเค แต่ตอนนั้นเรานึกว่าเราโอเค เพราะว่าเราอายุประมาณ 20 – 30 ผมคิดว่าเดี๋ยวมันก็ไปต่อได้ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร จนกระทั่งรู้สึกว่า เอ๊ะ เราบอกว่าเดี๋ยวเราจะลดน้ำหนัก แต่ทำไมเราไม่เคยทำได้ ก็เลยตัดสินใจวันนั้นว่าเราจะลดอย่างจริงจังแล้ว

ตอนอายุ 20 กว่าๆ ผมเคยล้วงคอ อ้วก พอกินเยอะก็ล้วงคอ จนร่างมันพัง วันหนึ่งเลยตัดสินใจให้ร่างเราได้มีโอกาสฟื้นคืนชีพ หนึ่ง ระวังเรื่องการกิน ร่างกายก็ผอมลงมา หลังจากนั้นก็คิดว่าต่อว่ายังไงดี ก็เลยเริ่มเข้ายิม เข้ายิมเสร็จก็อยากจะให้มันสุดกว่านี้ ก็ตั้งเป้าว่าอยากขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health ในเวลาเดียวกันก็ถามว่าสามารถทำเป็นรายการได้ด้วยมั้ย ก็เลยทำรายการทีวี เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา แล้วพอทำตรงนั้นสำเร็จ ก็เกิดกระแสว่าวู้ดดี้ทำได้ยังไง คนก็เข้ามาถามกันเยอะจนเรารู้สึกตกใจ เราไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเราจะทำให้คนเข้ามาหาเราและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

นี่เป็นเหตุผลที่วันหนึ่งคนทำรายการทีวีอย่างคุณลุกขึ้นมาทำเทศกาลออกกำลังกายที่ชื่อ FIT FEST

ตอนแรกเราเข้าใจว่าเราเกิดมาคุยอย่างเดียว ชื่อรายการเราคือ วู้ดดี้เกิดมาคุย เราก็เลยคิดว่าเราแค่เกิดมาคุย แต่พอเราแปลงร่างปุ๊บ เฮ้ย ร่างเราน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลายคน ความรู้สึกของเราคืออยากให้คนเห็นว่าถ้าเราตั้งเป้าคุณทำได้ คุณจะเห็นว่าคุณสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลย หลังจากนั้นผมก็อยากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับคนที่แปลงร่างมากขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน นี่คือที่มาของการที่เสพติดคอนเทนต์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือฟิตเนส ปีที่ผ่านมาก็เลยตัดสินใจสร้างงานชื่อ FIT FEST

ว่าง่ายๆ มันก็คือเทศกาลออกกำลังกาย เป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย ถามว่ามาทำอะไร ก็มาออกกำลังกาย มารับพลัง ออกกำลังกายกับคนหมู่มาก เราก็โน้มน้าวยิมต่างๆ ให้มาเปิดคลาสฟรี ให้คนมาเปิดบูท ให้มีการแข่งขัน จนครั้งแรกเมื่อธันวาคมปีที่แล้วมีคนมาเป็นหมื่น ปีนี้เราก็จัดอีกครั้ง ตั้งเป้าเหมือนเดิม ให้มันเป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย

พูดถึงการลดน้ำหนัก ทำไมเราต้องสนใจเรื่องอ้วนหรือผอม มันเป็นเพียงเปลือกนอกหรือเปล่า

ถ้าเปลือกนอกมันพัง ข้างในมันก็จะพังตาม แต่หลายคนไม่ได้มองตรงนั้น เปลือกนอกสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าจิตของคุณคมชัดมาก แต่เปลือกนอกคุณเป็นมะเร็ง เปลือกนอกคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยไขมัน มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาระเบิด คนอื่นอาจจะบอกว่าข้างในสำคัญยิ่งกว่า แต่ผมบอกว่า ไม่นะ ร่างสำคัญยิ่งกว่า เมื่อร่างมันดี ข้างในมันก็จะดีตาม ผมเชื่ออย่างนั้น การที่ผมมีสุขภาพที่ดี มันทำให้ผมมีพลังในการใช้ชีวิต อย่างน้อยคือมันทำให้ผมมีไอเดียที่จะต่อยอดโครงการมากมาย

คุณคิดดูสิตอนที่ผมกำลังพัง ผมจัดแค่รายการเดียว แต่ตอนผมแปลงร่าง ผมเปิดรายการสดตอนเช้า 5 วัน ผมสร้างเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival ผมทำอะไรมากมาย รายการขยับขยาย ซึ่งที่วันนี้ผมสามารถทำนั่นทำนี่ได้เพราะร่างกาย แต่เราก็รู้ว่าเวลาพูดอย่างนี้คนก็จะถามว่าจริงเหรอ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่นี่คือข้อเท็จจริงของชีวิตผม

คุณทำอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการหันมาทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ทุกวันนี้คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกออนไลน์ดีหรือยัง

ไม่ครับ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

มันยากกว่าโลกทีวีที่คุณเคยอยู่ยังไง

ทีวีผมก็ไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจอะไรแล้ว ไม่เข้าใจเลย แล้วผมมีความสุขมาก วันที่ผมคิดว่าผมเข้าใจ โคตรเหนื่อยเลย ผมเข้าใจว่าทีวีต้องเป็นอย่างนี้ แล้วพอมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิดผมก็ทุกข์ใจ หรือทุกวันนี้ถ้าบอกว่าโลกออนไลน์ต้องเป็นอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ ผมก็ทุกข์ใจ ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ต้องเข้าใจมันแล้ว แล้วก็เอนจอยไปกับมัน มันจะเปลี่ยนไปทางไหน จะพัดไปทางไหน ก็ลอยไปกับมัน เราไม่ต้องไปครองมันไง ผมแค่อยู่กับมันให้ได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

สำคัญกว่าความเข้าใจ

ผมว่าเข้าใจเมื่อไหร่เราตายทันที เพราะผมเคยอยากจะเข้าใจมันนะ อยากรู้หมดเลย เรตติ้งจะไปยังไง ไลฟ์จะเป็นยังไง ทำไมคนดูหายไป ก็เริ่มโทษนั่นโทษนี่ โทษอัลกอริทึมเฟซบุ๊กเปลี่ยน เฮ้ย แล้วมึงเคยดูรายการตัวเองมั้ย หรือว่ามึงทำรายการห่วยลง คุณต้องดูตัวเองด้วยสิ ไม่ใช่ไปโทษอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่เคยส่องกระจกโทษตัวเอง

ผมชอบให้ทีมงานเราส่องกระจกตลอด หรือเพราะว่าเราทำไม่โดนนะ ดีเสียอีก ท้าทายมากยิ่งขึ้น ทำงานหนักขึ้น สนุกจะตาย ชิลล์มานานแล้ว แล้วถ้าเกิดว่าคนไม่ดู ก็ไปหาช่องทางอื่นสิ ทำไมต้องจบแค่เฟซบุ๊กกับอินสตาแกรม หรือเราคิดว่าเราจะตายกับแค่สองอย่างนี้ ทุกวันนี้ผมก็เลยเอนจอยทุกอย่าง ผมว่ายุคสมัยนี้คุณต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด ปรับตัวให้ได้ การทำสื่อในโลกออนไลน์ของผมก็ปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าใจ เพราะเดี๋ยวเข้าใจแล้วมันก็เปลี่ยนน่ะ แค่รู้ก็พอ เพราะกติกามันเปลี่ยนทุกวัน

คุณไม่มีสูตรสำเร็จ

อ้าว คุณดูอินสตาแกรมสิ มันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ภาพสวยๆ แล้วทุกวันนี้มันใช่เหรอ มันก็ไม่ใช่แล้วตั้งแต่อั้ม พัชราภา โพสต์ภาพหัวเข่าโนหรือเป็นแผลที่หัวเข่าแล้วคนกดไลก์เป็นแสน วันนั้นภาพก็ไม่ต้องสวยแล้วไง ถึงบอกว่าสิ่งที่คุณเห็นมันใช่หรือเปล่า ถ้าไม่ยึดติดเราเป็นอะไรก็ได้ ตอนอยู่ทีวีมันเป็นคอมฟอร์ตโซนนะ เราทำตามแผน แต่พอมาออนไลน์มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราวิ่งตลอดเวลา

ทุกวันนี้คุณรู้สึกยังไงตอนที่สิ่งที่เคยสำเร็จไม่สำเร็จแบบเดิม

ช่วงที่ทีวีเรตติ้งมันตกเราก็ใจหาย แต่พอช่วงหลังๆ เรารู้ว่าเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา รู้ว่าทุกอย่างมันไม่จีรังยั่งยืน เหมือนฤดูกาลที่เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แหละ

ผมจำได้อย่างสุดซึ้งเลย ตอนที่บวชเป็นพระ เราธุดงค์จากเชียงรายไปที่ลาวด้วยเท้าเปล่า เดินๆ อยู่เจอโคลน สกปรกฉิบหายเลย เหยียบลงไปเลอะมาก แต่ทำไมมันนุ่มเหลือเกิน แล้วพอย่างก้าวออกจากโคลนปุ๊บ เหยียบลงไปในกรวด เงาสะท้อนจากพระอาทิตย์มันดูระยิบระยับสวยงามเหมือนเพชรนิลจินดา แต่โคตรเจ็บเลย มีแผลเลือดซิบๆ เสร็จแล้วก็เจอไม้ เจอเสี้ยน เจอหญ้า เจอแต่ละอย่างนานๆ เราก็รู้สึกว่า โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว แต่แป๊บเดียวมันก็ผ่านไป แล้วเจออย่างอื่นที่นิ่มสบาย แล้วจากไอ้ความนิ่มสบายในท้องนา เดินไปแป๊บหนึ่งก็จะเจอซีเมนต์บนไฮเวย์ที่ร้อนฉิบหายเลย ตอนนั้นผมก็ร้องไห้เลย ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เองเหรอวะ มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ เราก็สบายแล้ว

ที่คุณถามว่า รู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลง ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นนะ แล้วเดี๋ยววันหนึ่งเฟซบุ๊กก็หาย แล้วเดี๋ยวออฟฟิศนี้ก็ไม่มี แล้วเดี๋ยวเราก็ตาย แต่ระหว่างทางเราจะเอนจอยกับมันมั้ยล่ะ เราอยู่กับมันได้มั้ย เราจะมีความสุขกับมันมั้ย ผมว่าถ้าเรายึดติดกับสิ่งที่เปลี่ยนไป เราจะเครียดมากนะ คุณมีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียว เอนจอย เพราะถ้าคุณเอนจอยกับมันเดี๋ยวคุณจะเห็นทางออก แต่ถ้าคุณมัวแต่นั่งบ่นกันอยู่ คุณก็จะไม่ได้มีโอกาสเห็นทางออก

เท่าที่ฟัง เหมือนคุณไม่ค่อยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

มีนักสัมภาษณ์คนหนึ่งถามผมว่า รู้สึกกับ Episode ไหนของรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย มากที่สุด ผมฟังคำถามแล้วก็เงียบไป เพราะผมจำไม่ได้ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยากจำ ผมรู้สึกว่ามันโบราณมาก ผมรู้สึกว่ารายการมันโคตรเก่าเลย กูไม่ได้อยากนึกถึงรายการนั้นน่ะ เข้าใจมั้ย

คุณไม่ได้ภูมิใจกับมัน

ไม่ ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตผมที่กำลังจะเยี่ยมยอดมาก มันทำไม่ได้ไงถ้าจะให้ผมมาพูดว่า Episode นี้ก็ดี Episode นี้เลิศมาก โอ้โห ชีวิตเราจะอยู่แต่ในอดีตอย่างเดียวเลย

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

คุณมองไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจข้างหลัง

ผมมองวันนี้อย่างเดียว สมัยก่อนผมจะนั่งคิดว่า เดี๋ยวเราจะได้เรตติ้งสูงมาก วันที่ดีที่สุดของกูจะต้องเป็นวันที่กูมีเรตติ้งอันดับหนึ่งของช่อง หรือว่าเป็นคนที่ดังที่สุดในประเทศ ผมเคยคิดว่าอยากเป็นพิธีกรที่ดังที่สุดในประเทศ เพราะเราถูกสอนมาไงว่าทำอะไรแล้วต้องสุด นี่ไง กูก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนี้ วันนั้นกูจะต้องเยี่ยมยอด จะต้องรวยมาก จะต้องมีความสุขมาก แล้วพอวันนั้นมาถึงปุ๊บ อ้าว แค่นี้เหรอ แล้วยังไงต่อ มีความสุขอยู่ประมาณ 5 นาที แล้วก็ อ้าว ฉิบหายแล้ว นี่เหรอ นาทีที่ดีที่สุดของชีวิต

วันที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดอย่างที่ว่า ความรู้สึกคุณเป็นยังไง

มันโคตรเครียดเลย มันไม่ได้มีความสุขเลย อยู่ตรงจุดนั้นมีแต่คนอยากจะเขียนข่าวลบ มีแต่คนอยากจะเสี้ยม มีแต่คนอยากจะโกง มีแต่ปัญหาเข้ามา ทุกวันนี้เราก็แค่เห็นว่า อ๋อ เราพยายามทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นมา แต่ถามว่าคิดถึงอดีตมั้ย มันไม่คิดแล้วไง เพราะมันจบไปแล้ว

ผมจะใช้มุกนี้ตลอด ถามว่าเวลาที่สำคัญที่สุดคือตอนไหน สำหรับผมนะ คือวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 17 นาฬิกา 8 นาที ซึ่งก็คือตอนนี้ แล้วคนที่สำคัญที่สุดก็คือคุณ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ เท่านั้นเอง เพราะว่ามันคือเรื่องจริง ที่เหลือมันไม่จริงแล้วไง แม่ผมก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่ได้เอาแม่มานั่งด้วย ผมก็ไม่ได้เอาความกังวลของอดีตมานั่งด้วย ผมอยู่กับคุณ ผมว่าคนเราถ้ารู้สึกทุกข์ร้อนเมื่อไหร่ ให้ดูนาฬิกาและวันที่เลย เราอยู่ตรงนี้ แล้วตรงนี้ดีเสมอ ไม่มีใครตาย แต่กว่าจะมาอยู่ตรงจุดนี้ คิดได้แบบนี้ ผมงงมานานมาก เพราะเราเปรียบเทียบกับอดีต และเราก็เปรียบเทียบกับอนาคตที่ยังไม่มา แล้วเราก็ร้อนเลย ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ครับ ตื่นมาเมื่อเช้าก็ยัง เอ๊ะ ทำไมวันนี้กูเป็นอย่างนี้ อ๋อ กูเปรียบเทียบกับเมื่อวาน แต่เราก็ต้องจับให้ได้ ที่พูดนี่ผมไม่ได้บรรลุอะไรนะ บางทีผมกลับไปบ้านก็มีความทุกข์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราจะต้องรู้วิธีจัดการมันให้ได้

วันที่อยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้วต้องลงจากตรงนั้น คุณเป็นทุกข์ไหม

พอผมถึงจุดที่คิดว่าสูงสุด ผมค้นพบว่ามันไม่มีจุดที่สูงสุดและต่ำสุดของชีวิต ผมว่ามันเป็นภาพลวงตามาโดยตลอด ผมจะบอกทุกคนว่า ชีวิตคุณไม่มีจุดสูงสุดและต่ำสุด มีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้และตอนนี้ เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณจะเทียบกับอะไรแล้ว ในเมื่ออนาคตกับอดีตมันไม่มีจริงแล้วก็จบ มันคือปัจจุบัน แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่านี่คือสูงสุด แล้วถ้าเกิดตอน 50 ผมได้ออสการ์ในฐานะนักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมล่ะ ก็ไม่มีใครรู้

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณบอกว่านั่นคือจุดสูงสุด คุณก็จะค้นพบว่า อ้าว กูไปต่อได้นี่ ความเศร้าที่สุดคือพอถึงจุดนั้น จุดที่คุณบอกว่าคือจุดสูงสุด แล้วยังไงต่อ จุดสูงสุดคือเจ้าของรายการ แล้วยังไงต่อ อยากเป็นรายการทอล์กโชว์อันดับหนึ่ง อ้าว แล้วยังไงต่อ มันไปต่อเรื่อยๆ

เป้าหมายกับการใส่นิยามว่ามันคือจุดสูงสุดนั้นต่างกัน ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้กำกับแล้วได้รับออสการ์ ไม่ผิด แต่ถ้าคุณบอกว่านั่นคือจุดสุดสูงของชีวิตเมื่อไหร่บรรลัยทันที แล้วถ้าเกิดว่ามันไม่เกิดขึ้นล่ะ แล้วเกิดคุณไม่ได้ออสการ์แต่คุณทำอะไรบางอย่างสำเร็จล่ะ ฉิบหายแล้ว แล้วสรุปอันไหนคือจุดสูงสุดของชีวิตล่ะ เมื่อคุณให้นิยามกับอะไรก็ตามที่ยังไม่เกิดขึ้นว่านั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตปุ๊บ ความทุกข์มาทันที เพราะคุณจะโหยหาสิ่งสิ่งนั้น แล้วอะไรก็ตามที่มันเข้ามาในชีวิตคุณจะไม่คิดว่ามันดีเลย

ถามว่าจุดสูงสุดของชีวิตคุณคืออะไร แล้วจุดสูงสุดของชีวิตคุณถ้ามีแม่มาเกี่ยวข้องคืออะไร แล้วสมมติสองอย่างนี้มันแยกกัน อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วอันไหนคือจุดที่สูงที่สุดของชีวิตคุณ งานหรือแม่ คือมันมีปัจจัยเยอะมากที่จะเป็นจุดสูงสุดของชีวิตคุณ แต่เรามักมองในแง่ของเงิน ชื่อเสียง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ทุกวันนี้ยังมีจุดสูงสุดที่อยากไปให้ถึงอีกไหม

มันไม่มีแล้ว เพราะเรารู้ว่ามันทุกข์ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนคือจุดสูงสุดล่ะ เกิดจุดสูงสุดของผมเป็นตอนผมตายเพราะว่างานศพผมมันอลังการมากล่ะ (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณอายุ 41 แล้ว เจอ Midlife Crisis เหมือนคนอื่นบ้างไหม

ตลอดเวลา ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมเห็นในหนัง Sex and the City ตัวละครคุยกันตอนอายุ 40 เราก็สงสัยทำไมจะต้องมี Midlife Crisis วะ ชีวิตก็เอนจอยไปสิ จะมีปัญหาอะไร คือเราไม่รู้ว่า Midlife Crisis คืออะไร แล้ววันหนึ่งก็ อ๋อ วันที่อยู่ๆ นั่งๆ แล้วห่ามันลง รู้สึกว่าอะไรก็แย่ไปหมดเลย รู้สึกว่าชีวิตกูไม่ดีพอ ชีวิตกูพัง ผมเป็นมาแล้ว

คนอย่างวู้ดดี้เคยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอด้วยเหรอ

ใช่ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ รู้สึกว่าบริษัทเราไม่ดีพอ เพราะผมเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยที่ผมไม่ตั้งใจ ผมว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญนะ เราอ่านสเตตัสคนอื่น เห็นบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราไม่ได้อิจฉาเขานะ เรายินดีกับเขา แต่เราก็แอบคิดว่าเมื่อไหร่เราจะเข้าบ้าง คือคุณเปรียบเทียบตลอดเวลา คุณดูอินสตาแกรมเห็นเพื่อนไปเที่ยว เราก็ไม่ได้อิจฉาเขานะ เราก็ยินดีกับเขา แต่เราเปรียบเทียบไงว่าตอนนี้งานเรายังไม่เสร็จว่ะ เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวบ้าง ดังนั้น คุณเข้าใจหรือยังว่าโซเชียลมีเดียคืออะไร โซเชียลมีเดียคือ Comparative Media คือสื่อแห่งการเปรียบเทียบ คุณอาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบ แต่คุณเห็นอะไรแล้วคุณก็สะท้อนมองตัวเองว่าคุณไม่ดีพอ

ผมก็พยายามทำความเข้าใจคำว่า Midlife Crisis ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เพราะโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เราอาจจะเจออะไรบางอย่างซึ่งเราอาจจะหาคำตอบไม่ได้ เอาง่ายๆ ก็คือเหมือนกับเจอทางตัน

แล้วคุณผ่านช่วง Midlife Crisis มาได้ยังไง

ผมว่าผมไม่ได้ผ่าน ผมแค่เห็น แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก มันไม่มีคำว่าผ่านไง ในหนังเขาบอกว่ามันผ่าน แต่ถามคนที่อยู่วัยกลางคนสิ เขารู้ว่าเดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็แค่ดู จัดการมันให้ได้ แล้วก็ไปต่อ แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก แล้วก็ไปต่อ

Midlife Crisis ก็คือวิกฤตวัยกลางคน ซึ่งวิกฤตของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผมเจออาจจะใช่วิกฤตหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่าถ้าเราคิดว่าเราอายุ 7 ขวบ มันก็หายเลยนะ กูไม่มีออฟฟิศก็ได้ กูเริ่มใหม่ได้เสมอ ทำไมเราชอบคิดว่าเราไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ผมปิดที่นี่ได้ แล้วผมไปนอนข้างถนนได้เลย

เริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ช้าไปใช่ไหม

ไม่รู้สิ ผมว่าเจ๋งนะ ถ้าอายุ 40 แล้วเรามาเริ่มต้นใหม่ ถ้าคนอายุ 40 เปิดร้านใหม่ เจ๋งจะตาย แต่บางคนยึดติดไง สร้างมาแล้ว แต่ถ้าเป็นผม ผมจะโค่นทิ้งให้หมด Unlearn เรียนรู้ใหม่

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ในชีวิตเคยทิ้งอะไรไปบ้างเพื่อเริ่มต้นใหม่แต่ละครั้ง

เพื่อน ธุรกิจ สิ่งของ ส้วม

ส้วม?

ส้วมที่ซื้อมาคอมันเล็ก ใครอึนิดเดียวก็ตัน แต่ผมก็ยังทิ้งไว้อยู่ แขกมาบ้านก็บอกว่าส้วมตัน เป็นปีเลยนะ

แล้ววันหนึ่งผมซื้อใหม่ ตอนนี้ไม่ตันแล้ว ผมว่ามันต้องเริ่มจากที่บ้านเราก่อน ดูซิว่าอะไรที่มันติดขัด บางคนเดินเข้าไปในบ้านเหยียบเสี้ยนเดิมๆ เลาะมันทิ้ง คุณต้องจัดการบ้านคุณก่อน นี่คือปรัชญาของผมนะ เวลาไม่รู้จะทำอะไร กลับไปบ้านแล้วก็ดูบ้าน แล้วถ้าเกิดคิดไม่ออกก็นอน

ในชีวิตคุณเวลาคิดจะทำอะไรให้สำเร็จสิ่งนั้นสำเร็จเสมอไหม

ไม่ครับ (ตอบทันที) ล้มเหลวสัก 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ไม่ได้โชว์ หลังๆ ผมอาจจะต้องโชว์เยอะขึ้นแล้ว ผมยังคิดเล่นๆ เลยนะว่าเดี๋ยวผมจะเริ่มไลฟ์ความพังพินาศของผม คนจะได้เห็นว่ามันก็เป็นมนุษย์ปกติ (หัวเราะ) มีตั้งหลายธุรกิจที่ผมเปิดแล้วก็เจ๊ง มีหลายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ปิดไป มีโรคในตัวที่แก้ไม่หาย กล่องเสียงที่ไม่สามารถร้องเพลงได้ เยอะแยะมากมาย ถ้าคุณมองว่าเป็นปัญหานะ

แล้วคุณมอง 80 เปอร์เซ็นต์นั้นยังไง

เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด

ไม่ได้ปลอบใจตัวเองใช่ไหม

ตอนแรกเหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่พอมานั่งดูๆ แล้วมันใช้ได้นี่หว่า คือว่าถ้าเกิดมันไม่เกิดปัญหากล่องเสียง ผมก็อาจจะตะเบ็งไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งผมอาจจะไม่มีเสียง แล้วถ้าเกิดว่าวันนั้นผมไม่ได้เรียนรู้จากการให้เพื่อนเอาเงินไปผลาญสิบกว่าล้าน โดยที่ผมไว้ใจ ผมก็จะไม่ได้บทเรียนวันนี้ในการกรองคนที่จะเอาเงินเราไปทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นบทเรียน ทุกเหตุการณ์ที่คุณรู้สึกว่าเป็นลบมันเป็นบทเรียนนำพามาสู่อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

มีอะไรที่เพิ่งเรียนรู้ในวัยนี้บ้างไหม

การนอนสำคัญที่สุด ใครที่นอนเต็ม 8 ชั่วโมงต่อวันคนนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง คนนั้นมีบุญมากที่สุด

คุณในวันนี้เปลี่ยนไปจากตัวคุณในวัย 20 – 30 อย่างไรบ้าง

ตอนนั้นมันเด็กกว่า คล่องกว่า กล้า บ้า ทุกวันนี้ก็กล้าและบ้านะ แต่วันนั้นอาจจะมึนๆ แล้วก็คิดว่าเราตายยาก คิดว่าเราแข็งแรงมาก แต่ผมว่ามนุษย์ก็เป็นแบบนี้หมดนะ ไม่มีใครหรอกที่บอกว่าอายุ 20 กับ 40 เป็นคนเดียวกัน

ถ้าให้ย้อนมองคุณชอบตัวเองในวัยนี้ไหม

ผมชอบตัวเองทุกวัยเลย คนเราต้องรักตัวเองในทุกช่วงอายุ แต่ถามว่าถ้าต้องเลือกเป็นแบบไหน คุณก็เปรียบเทียบเอา แต่ผมชอบทุกช่วงอายุ เพราะผมว่ามันมีสีสันของมัน ทุกอย่างมันกำหนดมาแล้ว

เด็กบางคนดื้อมาก ผมก็จะบอกว่าปล่อยไปเหอะ เดี๋ยวมันก็ได้เรียนรู้เอง มันต้องใช้ชีวิตไง ถ้าผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดชีวิตคงงง ชีวิตต้องได้เรียนรู้ไง ชีวิตที่รู้ทุกอย่างมันน่าเบื่อ ชีวิตมันต้องไม่รู้ มันถึงจะน่าใช้ชีวิตต่อ

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

“เหมือนฤดูกาล”

ระหว่างสนทนา วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา พูดคำนี้ออกมาเมื่อผมชวนคุยถึงชีวิตของเขา

จากคนทำรายการโทรทัศน์ วันนี้เขาหันมาเน้นทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์เป็นหลัก วันนี้มีคนติดตามเพจเฟซบุ๊กของเขากว่า 6 ล้าน

จากวันที่ทะเยอทะยานอยากขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต วันนี้เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นอีกแล้ว

จากคนที่เคยโหมงานจนร่างกายพัง เขาหันมาออกกำลังจนวันหนึ่งได้ขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health และลุกขึ้นมาจัดงานเทศกาลกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างงาน FIT FEST ซึ่งกำลังจะเวียนมาจัดอีกหนในวันที่ 22 – 23 กันยายน นี้

วู้ดดี้ในวันนี้ช่างต่างจากวู้ดดี้ที่เป็นภาพจำของใครหลายคน ซึ่งคงเป็นอย่างที่เขาว่า หลายสิ่งหลายอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปเหมือนฤดูกาล

เรานัดพบกันที่ออฟฟิศย่านสุขุมวิทของเขาในเย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เขาประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เช้าและมีนัดประชุมอีกครั้งหลังการสนทนาของเราเสร็จสิ้น ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป งานยังคงเป็นคล้ายลมหายใจของเขา

แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยออกตัวว่าตัวเองเกิดมาเพื่อถาม ไม่ได้เกิดมาเพื่อตอบ แต่เมื่อได้พูดคุยกัน ผมพบว่าบางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

เกือบ 10 ปีที่แล้วคุณเคยบอกว่างานคือทุกสิ่ง ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นไหม

งานก็ยังคือทุกสิ่ง เพราะงานมันเป็นชีวิตเราแล้ว ผมไม่เคยมองว่านี่คืองาน ผมมองว่านี่คือการใช้ชีวิต สำหรับผม ถ้างานไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ถือว่าเราก็ยังใช้ชีวิตลำบากอยู่ แต่วันไหนที่เราแยกแยะไม่ออกว่ากำลังเล่นหรือว่าทำงานอยู่ ตอนนั้นชีวิตผมเพอร์เฟกต์ วันที่ตื่นมาแล้วคิดว่ากูเล่นอยู่หรือว่ากูทำงานอยู่ มันดูไม่ออก มันเบลอ อันนั้นแหละเป็นดัชนีชี้วัดว่าชีวิตกำลังมีความสุข

คำถามที่ว่า การทำงานยังเป็นที่สุดอยู่มั้ย คำตอบคือ ชีวิตของผมทุกวันนี้เอางานผสมเข้าไปแล้ว แต่ว่าเวลาโปรเจกต์เยอะก็ทำให้ผมมึน วันนี้คนนั้นอยากจะนัดเจอ คนโน้นอยากจะต่อยอดโปรเจกต์ อยากทำนั่น ทำนี่ บางทีเดี๋ยวนี้ผมจะต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย เรามาลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำดีกว่า

ทำอะไร

พูดคำว่า No ไม่ ไม่ทำครับ ไม่ไปครับ ล่าสุดมีคนติดต่อมาให้ผมไปปรากฏตัวในงานอีเวนต์ ผมตอบปฏิเสธเขาไป ซึ่งค่าตัวนี่ดาวน์รถได้เลยนะ แค่เวลา 1 ชั่วโมงเอง แต่ใจมันไม่ได้รู้สึกอยากจะไปอยู่ตรงนั้น

รู้สึกสูญเสียอะไรไปมั้ยเมื่อปฏิเสธ

คือผมรู้สึกแค่ว่าถ้าไปถึงก็แค่โพสต์อินสตาแกรมว่ามาแล้วนะ แล้วก็เช็กอิน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็คงอยากออกไป เงินน่ะพวกเราก็อยากได้ มันก็ดีออก เอาไปฝากไว้ในธนาคาร แต่ใจมันไม่ได้อยากไป

เรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่ใจเราต้องการ ผมไม่ต้องถูกบังคับให้ทำอะไร สมัยก่อนตื่นมาแล้วผมต้องขายครีมให้กับทุกคน ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจว่าชีวิตผมต้องเป็นอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าผมต้องขายครีม ผมขายอะไรก็ได้ วู้ดดี้เกิดมาขาย แล้ววันหนึ่งผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วกูจะขายอย่างนี้ไปตลอดมั้ย ไม่นะ ผมจะเลือกขายแต่สิ่งที่ผมเชื่อดีกว่า เหมือนคนเรามันมีโควต้า

อะไรทำให้คุณเลือกได้ที่จะปฏิเสธ

ผมว่าเงินนะ คุณต้องมีเงินในระดับหนึ่ง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ที่พูดแบบนี้ได้เพราะมีเงิน

คุณต้องมีเงินสิ หมายถึงว่าคุณต้องมีทรัพย์สิน ต้องมีเงิน และต้องมีความพอใจกับชีวิตคุณ ผมน่ะมีความพอใจกับชีวิตผม ผมมีความพอใจกับสิ่งที่ผมมีและสิ่งที่ผมไม่มี

แล้วเดี๋ยววันหนึ่งพอคุณถึงอายุถึงจุดหนึ่งมันจะรู้ได้เองว่า อ๋อ ฉันเลือกได้แล้ว การเลือกได้มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เลือกได้ว่าจะเอาหรือไม่เอา เลือกได้ว่าคุณจะอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย ผมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าคุณสามารถเลือกได้ คุณก็สบายแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันต้องมีพื้นฐานของสุขภาพที่ดี ถ้าคุณสุขภาพไม่ดีมันไม่มีวันคิดอย่างนี้ได้หรอก ฐานสำคัญที่สุด เหมือนตึกเหมือนอาคาร ถ้าไม่มีฐานที่ดีมันก็ทรุด แล้วฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นชีวิตของพวกเราก็คือร่างกาย ร่างพังเมื่อไหร่ก็คือตาย เพราะฉะนั้น สุขภาพสำคัญ

ในชีวิตมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ทำให้ตระหนักว่าสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต

ผมขอเล่าสิ่งที่ผมนึกถึงเมื่อฟังคำถามของคุณ ผมนึกถึงการจากไปของพิธีกรคนหนึ่ง ชื่อ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร ผมรู้ว่าเขาเป็นคนเป๊ะมาก เขาไม่มีวันเสียชีวิตแน่นอน เขาเก่งเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเขาก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย เราอาจจะเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า ผมคิดนานแล้วนะ เพราะว่าผมทำงานหนักเกินไป ขนาดทุกวันนี้เวลาผมทำงานเยอะ ผมก็จะนึกถึงหน้าของเขาตลอดเวลา

ในฐานะคนที่เชื่อในงานมาก เวลาเห็นคนทำงานหนักจนล้มป่วยหรือเป็นมะเร็ง รู้สึกยังไง

ผมว่าเขาก็ไม่ผิดนะ เพราะเขาก็แค่ไม่รู้ เขาแค่เข้าใจว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าสาเหตุที่เป็นมะเร็งมันเป็นเพราะอะไร เพราะคิดเยอะหรือเปล่า บางทีการทำงานเยอะมันไม่ใช่เรื่องผิด บางทีการนอนน้อยก็ไม่ได้ผิด แต่บางทีมันอาจจะมาจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัว มะเร็งอาจจะมาจากการที่คุณคิด คิด คิด คิด คิด จนมันสะสมเป็นพลังงานลบก็ได้

คือคุณไม่ได้มองว่าต้องทำงานน้อยลง

ทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นคนที่จู้จี้นะ แล้วยังเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด แต่ผมพยายามจะปรับตัวเอง คือมันจะมีนักปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติงาน และเจ้าของธุรกิจ ผมชอบทำตัวเป็นนักปฏิบัติงาน เป็นศิลปิน ชอบลงไปทำเอง จัดการเอง ใส่ใจในรายละเอียดมาก แล้วก็มาบ่นทีหลังว่าทำไมกูเหนื่อยอย่างนี้ ก็มึงทำเองน่ะ

ผมว่าเราต้องทำงานให้ฉลาดขึ้น ถ้าวันนี้ให้ไปตรงนั้น (ชี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์) แล้วให้ผมไปตัดต่อ แล้วก็ลงเสียงเอง ผมว่าบ้าแล้ว ผมพร้อมตายเลยแน่นอน ที่ผ่านมาเราแค่ไม่รู้ วันนี้เราก็ต้องรู้ แล้วสิ่งที่เรารู้วันนี้ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับอีก 10 ปีก็ได้ ตอนผมอายุ 50 ผมก็อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดบางอย่าง

คุณเป็นคนใช้ร่างกายคุ้มมั้ยถ้าให้ย้อนมอง

ตอนนั้นร่างคงบอกว่า ช่วยกูเหอะ พอแล้ว พักบ้าง ผมใช้ร่างสุดมาก หนึ่ง ผมนอนน้อยมาก สอง กินของแย่ๆ สาม อบายมุข สี่ คิดลบ ทั้งหมดนี้ก็จะนำพาไปสู่ร่างที่ไม่โอเค แต่ตอนนั้นเรานึกว่าเราโอเค เพราะว่าเราอายุประมาณ 20 – 30 ผมคิดว่าเดี๋ยวมันก็ไปต่อได้ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร จนกระทั่งรู้สึกว่า เอ๊ะ เราบอกว่าเดี๋ยวเราจะลดน้ำหนัก แต่ทำไมเราไม่เคยทำได้ ก็เลยตัดสินใจวันนั้นว่าเราจะลดอย่างจริงจังแล้ว

ตอนอายุ 20 กว่าๆ ผมเคยล้วงคอ อ้วก พอกินเยอะก็ล้วงคอ จนร่างมันพัง วันหนึ่งเลยตัดสินใจให้ร่างเราได้มีโอกาสฟื้นคืนชีพ หนึ่ง ระวังเรื่องการกิน ร่างกายก็ผอมลงมา หลังจากนั้นก็คิดว่าต่อว่ายังไงดี ก็เลยเริ่มเข้ายิม เข้ายิมเสร็จก็อยากจะให้มันสุดกว่านี้ ก็ตั้งเป้าว่าอยากขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health ในเวลาเดียวกันก็ถามว่าสามารถทำเป็นรายการได้ด้วยมั้ย ก็เลยทำรายการทีวี เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา แล้วพอทำตรงนั้นสำเร็จ ก็เกิดกระแสว่าวู้ดดี้ทำได้ยังไง คนก็เข้ามาถามกันเยอะจนเรารู้สึกตกใจ เราไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเราจะทำให้คนเข้ามาหาเราและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

นี่เป็นเหตุผลที่วันหนึ่งคนทำรายการทีวีอย่างคุณลุกขึ้นมาทำเทศกาลออกกำลังกายที่ชื่อ FIT FEST

ตอนแรกเราเข้าใจว่าเราเกิดมาคุยอย่างเดียว ชื่อรายการเราคือ วู้ดดี้เกิดมาคุย เราก็เลยคิดว่าเราแค่เกิดมาคุย แต่พอเราแปลงร่างปุ๊บ เฮ้ย ร่างเราน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลายคน ความรู้สึกของเราคืออยากให้คนเห็นว่าถ้าเราตั้งเป้าคุณทำได้ คุณจะเห็นว่าคุณสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลย หลังจากนั้นผมก็อยากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับคนที่แปลงร่างมากขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน นี่คือที่มาของการที่เสพติดคอนเทนต์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือฟิตเนส ปีที่ผ่านมาก็เลยตัดสินใจสร้างงานชื่อ FIT FEST

ว่าง่ายๆ มันก็คือเทศกาลออกกำลังกาย เป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย ถามว่ามาทำอะไร ก็มาออกกำลังกาย มารับพลัง ออกกำลังกายกับคนหมู่มาก เราก็โน้มน้าวยิมต่างๆ ให้มาเปิดคลาสฟรี ให้คนมาเปิดบูท ให้มีการแข่งขัน จนครั้งแรกเมื่อธันวาคมปีที่แล้วมีคนมาเป็นหมื่น ปีนี้เราก็จัดอีกครั้ง ตั้งเป้าเหมือนเดิม ให้มันเป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย

พูดถึงการลดน้ำหนัก ทำไมเราต้องสนใจเรื่องอ้วนหรือผอม มันเป็นเพียงเปลือกนอกหรือเปล่า

ถ้าเปลือกนอกมันพัง ข้างในมันก็จะพังตาม แต่หลายคนไม่ได้มองตรงนั้น เปลือกนอกสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าจิตของคุณคมชัดมาก แต่เปลือกนอกคุณเป็นมะเร็ง เปลือกนอกคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยไขมัน มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาระเบิด คนอื่นอาจจะบอกว่าข้างในสำคัญยิ่งกว่า แต่ผมบอกว่า ไม่นะ ร่างสำคัญยิ่งกว่า เมื่อร่างมันดี ข้างในมันก็จะดีตาม ผมเชื่ออย่างนั้น การที่ผมมีสุขภาพที่ดี มันทำให้ผมมีพลังในการใช้ชีวิต อย่างน้อยคือมันทำให้ผมมีไอเดียที่จะต่อยอดโครงการมากมาย

คุณคิดดูสิตอนที่ผมกำลังพัง ผมจัดแค่รายการเดียว แต่ตอนผมแปลงร่าง ผมเปิดรายการสดตอนเช้า 5 วัน ผมสร้างเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival ผมทำอะไรมากมาย รายการขยับขยาย ซึ่งที่วันนี้ผมสามารถทำนั่นทำนี่ได้เพราะร่างกาย แต่เราก็รู้ว่าเวลาพูดอย่างนี้คนก็จะถามว่าจริงเหรอ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่นี่คือข้อเท็จจริงของชีวิตผม

คุณทำอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการหันมาทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ทุกวันนี้คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกออนไลน์ดีหรือยัง

ไม่ครับ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

มันยากกว่าโลกทีวีที่คุณเคยอยู่ยังไง

ทีวีผมก็ไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจอะไรแล้ว ไม่เข้าใจเลย แล้วผมมีความสุขมาก วันที่ผมคิดว่าผมเข้าใจ โคตรเหนื่อยเลย ผมเข้าใจว่าทีวีต้องเป็นอย่างนี้ แล้วพอมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิดผมก็ทุกข์ใจ หรือทุกวันนี้ถ้าบอกว่าโลกออนไลน์ต้องเป็นอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ ผมก็ทุกข์ใจ ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ต้องเข้าใจมันแล้ว แล้วก็เอนจอยไปกับมัน มันจะเปลี่ยนไปทางไหน จะพัดไปทางไหน ก็ลอยไปกับมัน เราไม่ต้องไปครองมันไง ผมแค่อยู่กับมันให้ได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

สำคัญกว่าความเข้าใจ

ผมว่าเข้าใจเมื่อไหร่เราตายทันที เพราะผมเคยอยากจะเข้าใจมันนะ อยากรู้หมดเลย เรตติ้งจะไปยังไง ไลฟ์จะเป็นยังไง ทำไมคนดูหายไป ก็เริ่มโทษนั่นโทษนี่ โทษอัลกอริทึมเฟซบุ๊กเปลี่ยน เฮ้ย แล้วมึงเคยดูรายการตัวเองมั้ย หรือว่ามึงทำรายการห่วยลง คุณต้องดูตัวเองด้วยสิ ไม่ใช่ไปโทษอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่เคยส่องกระจกโทษตัวเอง

ผมชอบให้ทีมงานเราส่องกระจกตลอด หรือเพราะว่าเราทำไม่โดนนะ ดีเสียอีก ท้าทายมากยิ่งขึ้น ทำงานหนักขึ้น สนุกจะตาย ชิลล์มานานแล้ว แล้วถ้าเกิดว่าคนไม่ดู ก็ไปหาช่องทางอื่นสิ ทำไมต้องจบแค่เฟซบุ๊กกับอินสตาแกรม หรือเราคิดว่าเราจะตายกับแค่สองอย่างนี้ ทุกวันนี้ผมก็เลยเอนจอยทุกอย่าง ผมว่ายุคสมัยนี้คุณต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด ปรับตัวให้ได้ การทำสื่อในโลกออนไลน์ของผมก็ปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าใจ เพราะเดี๋ยวเข้าใจแล้วมันก็เปลี่ยนน่ะ แค่รู้ก็พอ เพราะกติกามันเปลี่ยนทุกวัน

คุณไม่มีสูตรสำเร็จ

อ้าว คุณดูอินสตาแกรมสิ มันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ภาพสวยๆ แล้วทุกวันนี้มันใช่เหรอ มันก็ไม่ใช่แล้วตั้งแต่อั้ม พัชราภา โพสต์ภาพหัวเข่าโนหรือเป็นแผลที่หัวเข่าแล้วคนกดไลก์เป็นแสน วันนั้นภาพก็ไม่ต้องสวยแล้วไง ถึงบอกว่าสิ่งที่คุณเห็นมันใช่หรือเปล่า ถ้าไม่ยึดติดเราเป็นอะไรก็ได้ ตอนอยู่ทีวีมันเป็นคอมฟอร์ตโซนนะ เราทำตามแผน แต่พอมาออนไลน์มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราวิ่งตลอดเวลา

ทุกวันนี้คุณรู้สึกยังไงตอนที่สิ่งที่เคยสำเร็จไม่สำเร็จแบบเดิม

ช่วงที่ทีวีเรตติ้งมันตกเราก็ใจหาย แต่พอช่วงหลังๆ เรารู้ว่าเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา รู้ว่าทุกอย่างมันไม่จีรังยั่งยืน เหมือนฤดูกาลที่เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แหละ

ผมจำได้อย่างสุดซึ้งเลย ตอนที่บวชเป็นพระ เราธุดงค์จากเชียงรายไปที่ลาวด้วยเท้าเปล่า เดินๆ อยู่เจอโคลน สกปรกฉิบหายเลย เหยียบลงไปเลอะมาก แต่ทำไมมันนุ่มเหลือเกิน แล้วพอย่างก้าวออกจากโคลนปุ๊บ เหยียบลงไปในกรวด เงาสะท้อนจากพระอาทิตย์มันดูระยิบระยับสวยงามเหมือนเพชรนิลจินดา แต่โคตรเจ็บเลย มีแผลเลือดซิบๆ เสร็จแล้วก็เจอไม้ เจอเสี้ยน เจอหญ้า เจอแต่ละอย่างนานๆ เราก็รู้สึกว่า โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว แต่แป๊บเดียวมันก็ผ่านไป แล้วเจออย่างอื่นที่นิ่มสบาย แล้วจากไอ้ความนิ่มสบายในท้องนา เดินไปแป๊บหนึ่งก็จะเจอซีเมนต์บนไฮเวย์ที่ร้อนฉิบหายเลย ตอนนั้นผมก็ร้องไห้เลย ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เองเหรอวะ มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ เราก็สบายแล้ว

ที่คุณถามว่า รู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลง ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นนะ แล้วเดี๋ยววันหนึ่งเฟซบุ๊กก็หาย แล้วเดี๋ยวออฟฟิศนี้ก็ไม่มี แล้วเดี๋ยวเราก็ตาย แต่ระหว่างทางเราจะเอนจอยกับมันมั้ยล่ะ เราอยู่กับมันได้มั้ย เราจะมีความสุขกับมันมั้ย ผมว่าถ้าเรายึดติดกับสิ่งที่เปลี่ยนไป เราจะเครียดมากนะ คุณมีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียว เอนจอย เพราะถ้าคุณเอนจอยกับมันเดี๋ยวคุณจะเห็นทางออก แต่ถ้าคุณมัวแต่นั่งบ่นกันอยู่ คุณก็จะไม่ได้มีโอกาสเห็นทางออก

เท่าที่ฟัง เหมือนคุณไม่ค่อยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

มีนักสัมภาษณ์คนหนึ่งถามผมว่า รู้สึกกับ Episode ไหนของรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย มากที่สุด ผมฟังคำถามแล้วก็เงียบไป เพราะผมจำไม่ได้ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยากจำ ผมรู้สึกว่ามันโบราณมาก ผมรู้สึกว่ารายการมันโคตรเก่าเลย กูไม่ได้อยากนึกถึงรายการนั้นน่ะ เข้าใจมั้ย

คุณไม่ได้ภูมิใจกับมัน

ไม่ ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตผมที่กำลังจะเยี่ยมยอดมาก มันทำไม่ได้ไงถ้าจะให้ผมมาพูดว่า Episode นี้ก็ดี Episode นี้เลิศมาก โอ้โห ชีวิตเราจะอยู่แต่ในอดีตอย่างเดียวเลย

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

คุณมองไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจข้างหลัง

ผมมองวันนี้อย่างเดียว สมัยก่อนผมจะนั่งคิดว่า เดี๋ยวเราจะได้เรตติ้งสูงมาก วันที่ดีที่สุดของกูจะต้องเป็นวันที่กูมีเรตติ้งอันดับหนึ่งของช่อง หรือว่าเป็นคนที่ดังที่สุดในประเทศ ผมเคยคิดว่าอยากเป็นพิธีกรที่ดังที่สุดในประเทศ เพราะเราถูกสอนมาไงว่าทำอะไรแล้วต้องสุด นี่ไง กูก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนี้ วันนั้นกูจะต้องเยี่ยมยอด จะต้องรวยมาก จะต้องมีความสุขมาก แล้วพอวันนั้นมาถึงปุ๊บ อ้าว แค่นี้เหรอ แล้วยังไงต่อ มีความสุขอยู่ประมาณ 5 นาที แล้วก็ อ้าว ฉิบหายแล้ว นี่เหรอ นาทีที่ดีที่สุดของชีวิต

วันที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดอย่างที่ว่า ความรู้สึกคุณเป็นยังไง

มันโคตรเครียดเลย มันไม่ได้มีความสุขเลย อยู่ตรงจุดนั้นมีแต่คนอยากจะเขียนข่าวลบ มีแต่คนอยากจะเสี้ยม มีแต่คนอยากจะโกง มีแต่ปัญหาเข้ามา ทุกวันนี้เราก็แค่เห็นว่า อ๋อ เราพยายามทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นมา แต่ถามว่าคิดถึงอดีตมั้ย มันไม่คิดแล้วไง เพราะมันจบไปแล้ว

ผมจะใช้มุกนี้ตลอด ถามว่าเวลาที่สำคัญที่สุดคือตอนไหน สำหรับผมนะ คือวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 17 นาฬิกา 8 นาที ซึ่งก็คือตอนนี้ แล้วคนที่สำคัญที่สุดก็คือคุณ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ เท่านั้นเอง เพราะว่ามันคือเรื่องจริง ที่เหลือมันไม่จริงแล้วไง แม่ผมก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่ได้เอาแม่มานั่งด้วย ผมก็ไม่ได้เอาความกังวลของอดีตมานั่งด้วย ผมอยู่กับคุณ ผมว่าคนเราถ้ารู้สึกทุกข์ร้อนเมื่อไหร่ ให้ดูนาฬิกาและวันที่เลย เราอยู่ตรงนี้ แล้วตรงนี้ดีเสมอ ไม่มีใครตาย แต่กว่าจะมาอยู่ตรงจุดนี้ คิดได้แบบนี้ ผมงงมานานมาก เพราะเราเปรียบเทียบกับอดีต และเราก็เปรียบเทียบกับอนาคตที่ยังไม่มา แล้วเราก็ร้อนเลย ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ครับ ตื่นมาเมื่อเช้าก็ยัง เอ๊ะ ทำไมวันนี้กูเป็นอย่างนี้ อ๋อ กูเปรียบเทียบกับเมื่อวาน แต่เราก็ต้องจับให้ได้ ที่พูดนี่ผมไม่ได้บรรลุอะไรนะ บางทีผมกลับไปบ้านก็มีความทุกข์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราจะต้องรู้วิธีจัดการมันให้ได้

วันที่อยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้วต้องลงจากตรงนั้น คุณเป็นทุกข์ไหม

พอผมถึงจุดที่คิดว่าสูงสุด ผมค้นพบว่ามันไม่มีจุดที่สูงสุดและต่ำสุดของชีวิต ผมว่ามันเป็นภาพลวงตามาโดยตลอด ผมจะบอกทุกคนว่า ชีวิตคุณไม่มีจุดสูงสุดและต่ำสุด มีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้และตอนนี้ เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณจะเทียบกับอะไรแล้ว ในเมื่ออนาคตกับอดีตมันไม่มีจริงแล้วก็จบ มันคือปัจจุบัน แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่านี่คือสูงสุด แล้วถ้าเกิดตอน 50 ผมได้ออสการ์ในฐานะนักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมล่ะ ก็ไม่มีใครรู้

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณบอกว่านั่นคือจุดสูงสุด คุณก็จะค้นพบว่า อ้าว กูไปต่อได้นี่ ความเศร้าที่สุดคือพอถึงจุดนั้น จุดที่คุณบอกว่าคือจุดสูงสุด แล้วยังไงต่อ จุดสูงสุดคือเจ้าของรายการ แล้วยังไงต่อ อยากเป็นรายการทอล์กโชว์อันดับหนึ่ง อ้าว แล้วยังไงต่อ มันไปต่อเรื่อยๆ

เป้าหมายกับการใส่นิยามว่ามันคือจุดสูงสุดนั้นต่างกัน ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้กำกับแล้วได้รับออสการ์ ไม่ผิด แต่ถ้าคุณบอกว่านั่นคือจุดสุดสูงของชีวิตเมื่อไหร่บรรลัยทันที แล้วถ้าเกิดว่ามันไม่เกิดขึ้นล่ะ แล้วเกิดคุณไม่ได้ออสการ์แต่คุณทำอะไรบางอย่างสำเร็จล่ะ ฉิบหายแล้ว แล้วสรุปอันไหนคือจุดสูงสุดของชีวิตล่ะ เมื่อคุณให้นิยามกับอะไรก็ตามที่ยังไม่เกิดขึ้นว่านั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตปุ๊บ ความทุกข์มาทันที เพราะคุณจะโหยหาสิ่งสิ่งนั้น แล้วอะไรก็ตามที่มันเข้ามาในชีวิตคุณจะไม่คิดว่ามันดีเลย

ถามว่าจุดสูงสุดของชีวิตคุณคืออะไร แล้วจุดสูงสุดของชีวิตคุณถ้ามีแม่มาเกี่ยวข้องคืออะไร แล้วสมมติสองอย่างนี้มันแยกกัน อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วอันไหนคือจุดที่สูงที่สุดของชีวิตคุณ งานหรือแม่ คือมันมีปัจจัยเยอะมากที่จะเป็นจุดสูงสุดของชีวิตคุณ แต่เรามักมองในแง่ของเงิน ชื่อเสียง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ทุกวันนี้ยังมีจุดสูงสุดที่อยากไปให้ถึงอีกไหม

มันไม่มีแล้ว เพราะเรารู้ว่ามันทุกข์ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนคือจุดสูงสุดล่ะ เกิดจุดสูงสุดของผมเป็นตอนผมตายเพราะว่างานศพผมมันอลังการมากล่ะ (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณอายุ 41 แล้ว เจอ Midlife Crisis เหมือนคนอื่นบ้างไหม

ตลอดเวลา ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมเห็นในหนัง Sex and the City ตัวละครคุยกันตอนอายุ 40 เราก็สงสัยทำไมจะต้องมี Midlife Crisis วะ ชีวิตก็เอนจอยไปสิ จะมีปัญหาอะไร คือเราไม่รู้ว่า Midlife Crisis คืออะไร แล้ววันหนึ่งก็ อ๋อ วันที่อยู่ๆ นั่งๆ แล้วห่ามันลง รู้สึกว่าอะไรก็แย่ไปหมดเลย รู้สึกว่าชีวิตกูไม่ดีพอ ชีวิตกูพัง ผมเป็นมาแล้ว

คนอย่างวู้ดดี้เคยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอด้วยเหรอ

ใช่ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ รู้สึกว่าบริษัทเราไม่ดีพอ เพราะผมเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยที่ผมไม่ตั้งใจ ผมว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญนะ เราอ่านสเตตัสคนอื่น เห็นบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราไม่ได้อิจฉาเขานะ เรายินดีกับเขา แต่เราก็แอบคิดว่าเมื่อไหร่เราจะเข้าบ้าง คือคุณเปรียบเทียบตลอดเวลา คุณดูอินสตาแกรมเห็นเพื่อนไปเที่ยว เราก็ไม่ได้อิจฉาเขานะ เราก็ยินดีกับเขา แต่เราเปรียบเทียบไงว่าตอนนี้งานเรายังไม่เสร็จว่ะ เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวบ้าง ดังนั้น คุณเข้าใจหรือยังว่าโซเชียลมีเดียคืออะไร โซเชียลมีเดียคือ Comparative Media คือสื่อแห่งการเปรียบเทียบ คุณอาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบ แต่คุณเห็นอะไรแล้วคุณก็สะท้อนมองตัวเองว่าคุณไม่ดีพอ

ผมก็พยายามทำความเข้าใจคำว่า Midlife Crisis ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เพราะโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เราอาจจะเจออะไรบางอย่างซึ่งเราอาจจะหาคำตอบไม่ได้ เอาง่ายๆ ก็คือเหมือนกับเจอทางตัน

แล้วคุณผ่านช่วง Midlife Crisis มาได้ยังไง

ผมว่าผมไม่ได้ผ่าน ผมแค่เห็น แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก มันไม่มีคำว่าผ่านไง ในหนังเขาบอกว่ามันผ่าน แต่ถามคนที่อยู่วัยกลางคนสิ เขารู้ว่าเดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็แค่ดู จัดการมันให้ได้ แล้วก็ไปต่อ แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก แล้วก็ไปต่อ

Midlife Crisis ก็คือวิกฤตวัยกลางคน ซึ่งวิกฤตของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผมเจออาจจะใช่วิกฤตหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่าถ้าเราคิดว่าเราอายุ 7 ขวบ มันก็หายเลยนะ กูไม่มีออฟฟิศก็ได้ กูเริ่มใหม่ได้เสมอ ทำไมเราชอบคิดว่าเราไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ผมปิดที่นี่ได้ แล้วผมไปนอนข้างถนนได้เลย

เริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ช้าไปใช่ไหม

ไม่รู้สิ ผมว่าเจ๋งนะ ถ้าอายุ 40 แล้วเรามาเริ่มต้นใหม่ ถ้าคนอายุ 40 เปิดร้านใหม่ เจ๋งจะตาย แต่บางคนยึดติดไง สร้างมาแล้ว แต่ถ้าเป็นผม ผมจะโค่นทิ้งให้หมด Unlearn เรียนรู้ใหม่

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ในชีวิตเคยทิ้งอะไรไปบ้างเพื่อเริ่มต้นใหม่แต่ละครั้ง

เพื่อน ธุรกิจ สิ่งของ ส้วม

ส้วม?

ส้วมที่ซื้อมาคอมันเล็ก ใครอึนิดเดียวก็ตัน แต่ผมก็ยังทิ้งไว้อยู่ แขกมาบ้านก็บอกว่าส้วมตัน เป็นปีเลยนะ

แล้ววันหนึ่งผมซื้อใหม่ ตอนนี้ไม่ตันแล้ว ผมว่ามันต้องเริ่มจากที่บ้านเราก่อน ดูซิว่าอะไรที่มันติดขัด บางคนเดินเข้าไปในบ้านเหยียบเสี้ยนเดิมๆ เลาะมันทิ้ง คุณต้องจัดการบ้านคุณก่อน นี่คือปรัชญาของผมนะ เวลาไม่รู้จะทำอะไร กลับไปบ้านแล้วก็ดูบ้าน แล้วถ้าเกิดคิดไม่ออกก็นอน

ในชีวิตคุณเวลาคิดจะทำอะไรให้สำเร็จสิ่งนั้นสำเร็จเสมอไหม

ไม่ครับ (ตอบทันที) ล้มเหลวสัก 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ไม่ได้โชว์ หลังๆ ผมอาจจะต้องโชว์เยอะขึ้นแล้ว ผมยังคิดเล่นๆ เลยนะว่าเดี๋ยวผมจะเริ่มไลฟ์ความพังพินาศของผม คนจะได้เห็นว่ามันก็เป็นมนุษย์ปกติ (หัวเราะ) มีตั้งหลายธุรกิจที่ผมเปิดแล้วก็เจ๊ง มีหลายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ปิดไป มีโรคในตัวที่แก้ไม่หาย กล่องเสียงที่ไม่สามารถร้องเพลงได้ เยอะแยะมากมาย ถ้าคุณมองว่าเป็นปัญหานะ

แล้วคุณมอง 80 เปอร์เซ็นต์นั้นยังไง

เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด

ไม่ได้ปลอบใจตัวเองใช่ไหม

ตอนแรกเหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่พอมานั่งดูๆ แล้วมันใช้ได้นี่หว่า คือว่าถ้าเกิดมันไม่เกิดปัญหากล่องเสียง ผมก็อาจจะตะเบ็งไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งผมอาจจะไม่มีเสียง แล้วถ้าเกิดว่าวันนั้นผมไม่ได้เรียนรู้จากการให้เพื่อนเอาเงินไปผลาญสิบกว่าล้าน โดยที่ผมไว้ใจ ผมก็จะไม่ได้บทเรียนวันนี้ในการกรองคนที่จะเอาเงินเราไปทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นบทเรียน ทุกเหตุการณ์ที่คุณรู้สึกว่าเป็นลบมันเป็นบทเรียนนำพามาสู่อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

มีอะไรที่เพิ่งเรียนรู้ในวัยนี้บ้างไหม

การนอนสำคัญที่สุด ใครที่นอนเต็ม 8 ชั่วโมงต่อวันคนนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง คนนั้นมีบุญมากที่สุด

คุณในวันนี้เปลี่ยนไปจากตัวคุณในวัย 20 – 30 อย่างไรบ้าง

ตอนนั้นมันเด็กกว่า คล่องกว่า กล้า บ้า ทุกวันนี้ก็กล้าและบ้านะ แต่วันนั้นอาจจะมึนๆ แล้วก็คิดว่าเราตายยาก คิดว่าเราแข็งแรงมาก แต่ผมว่ามนุษย์ก็เป็นแบบนี้หมดนะ ไม่มีใครหรอกที่บอกว่าอายุ 20 กับ 40 เป็นคนเดียวกัน

ถ้าให้ย้อนมองคุณชอบตัวเองในวัยนี้ไหม

ผมชอบตัวเองทุกวัยเลย คนเราต้องรักตัวเองในทุกช่วงอายุ แต่ถามว่าถ้าต้องเลือกเป็นแบบไหน คุณก็เปรียบเทียบเอา แต่ผมชอบทุกช่วงอายุ เพราะผมว่ามันมีสีสันของมัน ทุกอย่างมันกำหนดมาแล้ว

เด็กบางคนดื้อมาก ผมก็จะบอกว่าปล่อยไปเหอะ เดี๋ยวมันก็ได้เรียนรู้เอง มันต้องใช้ชีวิตไง ถ้าผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดชีวิตคงงง ชีวิตต้องได้เรียนรู้ไง ชีวิตที่รู้ทุกอย่างมันน่าเบื่อ ชีวิตมันต้องไม่รู้ มันถึงจะน่าใช้ชีวิตต่อ

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

“I’ll be the last one standing

Two hands in the air, I’m a champion”
คำร้องท่อนแรกแทร็ก The Champion ของ แคร์รี อันเดอร์วูด (Carrie Underwood) ที่ได้ยินเมื่อไหร่ ก็ชวนนึกถึง แชมป์-ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

เขามีชื่อเล่นว่า ‘แชมป์’ ตรงตามเนื้อเพลง, เป็นผู้รักษาประตูไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประวัติศาสตร์ จากการคว้า 25 โทรฟี่ในระดับสโมสรร่วมกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และปัจจุบัน ศิวรักษ์ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ‘กัปตันทีมชาติไทย’ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

เราประหลาดใจไม่น้อย พอรู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดปีที่ 37 ของตัวเอง เพราะปกตินักเตะอาชีพเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป มักอยู่ช่วงใกล้ปลดระวาง เนื่องจากสภาพร่างกายโรยราตอบสนองได้ไม่เหมือนวัยหนุ่มสาว ความสามารถก็ตกลงมาจากเดิม 

ในขณะที่นักฟุตบอลรุ่นราวคราวเดียวกับ แชมป์ ศิวรักษ์ รีไทร์เกือบหมดแล้ว เขากลับยืนหยัดอยู่เป็นคนสุดท้าย และรักษามาตรฐานการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

นั่นคือความน่าทึ่งของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากมุมมองแฟนบอลที่ติดตามดูเขามานานนับสิบปี กระทั่งบทสนทนาในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ได้เปลี่ยนความเข้าใจเราที่มีต่อตัวเขาอย่างสิ้นเชิง 

น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็น ‘แชมป์’ คนที่ใครก็ต่างอิจฉาในความสำเร็จมากมาย ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เริ่มต้นเล่นตำแหน่งนี้ จากสถานะนายประตูสำรองมือ 4 มือ 5 ที่ลืมโอกาสลงเฝ้าไปได้เลย 

‘แชมป์’ ผลักดันตัวเองจากโกลปลายแถวที่มักถูกมองข้าม ก้าวมาสู่ผู้รักษาประตูแนวหน้า และผู้นำในสนามของทีมชาติไทยได้อย่างไร 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี
6

“ผมเริ่มต้นเล่นฟุตบอลตอนอายุหกขวบ เล่นมาหมดทุกตำแหน่งยกเว้นประตู ส่วนใหญ่จะยืนเป็นกองหน้า เคยได้รางวัลดาวซัลโวด้วยนะ” เสียงจากปลายสายบอกกับเราถึงจุดเริ่มต้น

“พออายุประมาณสิบสามปี คุณพ่อ (ประสิทธิ์ เทศสูงเนิน) จับผมมาฝึกตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งผมไม่ถนัดเลย ฝืนธรรมชาติตัวเองมาก ตอนนั้นไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมตัดสินใจแบบนี้ แต่คิดว่าท่านคงมีเหตุผลของท่าน เพราะท่านเคยเล่นตำแหน่งนี้มาก่อนด้วย ท่านคงสอนผมได้ ผมก็เชื่อฟัง ทำตามที่พ่อบอก ไม่ได้งอแงอะไร”

ลองจินตนาการถึง เด็กชาย ม.1 ที่เล่นเป็นตัวเอาต์ฟิลด์มาเกินครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งกลับถูกคุณพ่อตัวเอง ผู้มีอาชีพเป็นคุณครูและโค้ชฟุตบอลทีมเยาวชนระดับจังหวัด บังคับให้เปลี่ยนมาสวมถุงมือ ยืนจังก้าอยู่หน้าปากประตู 

นี่คือบททดสอบอันยากลำบากด่านแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ แม้มีส่วนสูงที่เหมาะสม และในอดีตคุณพ่อประสิทธิ์ เทศสูงเนิน เคยปลุกปั้น จอห์น-น.อ.กัมปนาท อั้งสูงเนิน จนก้าวไปติดทีมชาติไทยมาแล้ว

“ผมพูดได้เลยว่าที่ตัวเองปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อมองเห็นอนาคต และวางแผนให้ผมเล่นตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เด็ก” ศิวรักษ์ย้อนความหลัง 

“ท่านรู้ว่าในอีกยี่สิบปีข้างหน้า ฟุตบอลไทยจะเป็นอาชีพเต็มตัว ให้ค่าตอบแทนสูง ต่อยอดสร้างเกียรติยศชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลได้ รวมถึงในอนาคต ฟุตบอลสมัยใหม่ต้องการผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีด้วย

“พ่อจึงให้ผมเริ่มต้นเล่นตำแหน่งอื่นก่อน เพื่อฝึกการใช้เท้าไปในตัว และอีกอย่างเพื่อให้ผมเข้าใจธรรมชาติของผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง อย่างผมเคยยืนกองหลังมาก่อน พอถูกจับไปยืนประตู ผมก็สั่งการเพื่อนได้ หรือเวลาเจอกับกองหน้าฝ่ายตรงข้าม ผมรู้ว่าธรรมชาติตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร นั่นคือข้อได้เปรียบของผม”

แล้วข้อเสียเปรียบสำหรับคนที่เล่นตำแหน่งอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาฝึกเป็นผู้รักษาประตูตอนอายุ 13 ปีล่ะ 

“ผมสู้เด็กคนอื่นไม่ได้เลย ต่างกันราวฟ้ากับดิน อยู่โรงเรียนก็เป็นตัวสำรองไม่ได้ลง ติดทีมฟุตบอลนักเรียนจังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นมือสี่ มือห้า เพราะผมเริ่มต้นช้า ถึงแม้จะใช้เท้าดี แต่รับบอลไม่อยู่มือ เบสิกเราแย่มาก ไม่เหมือนคนที่ฝึกตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก”

ศิวรักษ์ไม่เคยมีส่วนร่วมกับฟุตบอลรายการใหญ่ระดับประเทศเหมือนผู้เล่นทีมชาติไทยส่วนใหญ่ ที่สร้างชื่อมาจากบอลนักเรียน อาทิ กรมพละศึกษา, แชมป์กีฬา 7 สี ฯลฯ แค่เบียดลงสนามเป็นตัวจริงของทีมจังหวัด สำหรับเขาก็ถือว่ายากมากแล้ว 

4 ปีแรกที่เขาเริ่มฝึกเป็นโกล แชมป์ทำได้แค่ซ้อมกับทีมอย่างมีระเบียบวินัย พยายามตั้งใจทำทุกอย่างที่โค้ชสอน แม้สุดท้ายจบลงที่ม้านั่งสำรอง เฝ้ามองเพื่อนๆ ลงสนามในวันแข่งขัน และมันคงน่าเบื่อไม่น้อยสำหรับคนหนุ่มวัย 17 

ตอนนั้นคุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือเปล่าว่า บางทีคุณอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ 

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน นายประตูสำรองผู้ล้มเหลวซ้ำๆ สู่กัปตันทีมชาติไทยตอนอายุ 37 ปี

“ผมพยายามมาถึงขนาดนี้แล้ว หันหลังกลับไปคงไม่ได้ ทุกวันผมคิดแค่ว่า ออกไปซ้อมบอลเพื่อพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องทีมชาติหรอก เอาแค่เก่งพอที่จะเล่นให้ทีมจังหวัด หรือในอนาคต ความฝันสูงสุดเลยคือ อยากต่อยอดไปเล่นไทยลีกสักครั้งก็คงดี”

สมัยวัยรุ่น แชมป์ ศิวรักษ์ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์กีฬารายวันและรายสัปดาห์มาก แทบไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม คอลัมน์ที่เจ้าตัวชอบมากคือ บทความแนะนำนักฟุตบอลดาวรุ่งอายุน้อย แม้คนเหล่านั้นจะมีอายุอานามใกล้เคียงกับเขาเอง แต่เจ้าตัวก็รู้สึกชื่นชมในความเก่งของเด็กรุ่นเดียวกันอยู่ดี 

วันหนึ่งที่ดูแสนธรรมดา สายตาของนักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เหลือบไปเห็นกรอบเล็กๆ ในหนังสือพิมพ์กีฬาที่เขาซื้อมา ใจความบอกว่า ทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี เตรียมเปิดคัดตัวเยาวชน เพื่อรวมทีมไปแข่งศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมาเลเซีย 

“ผมไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนในชีวิต แต่อยากไปคัดตัวมาก ผมหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้พ่อดู ขอให้พ่อพาไปคัดหน่อย พ่อจึงพาผมนั่งรถบัสจากโคราชไปส่งที่กรุงเทพฯ จากนั้นพาไปฝากกับเพื่อนพ่อ ซึ่งทำงานออฟฟิศอยู่ในห้องใต้สนามศุภชลาศัย

“ด้วยความที่การคัดตัวใช้เวลาหลายวัน ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมากมาย ไม่รู้จักใครในกรุงเทพฯ จึงขออาศัยนอนใต้โต๊ะทำงานของเพื่อนพ่อทุกวัน พอตอนเช้าได้เวลามีคนเข้ามาทำงาน ผมก็ตื่นออกไปข้างนอก หานอนตามใต้ต้นไม้ บนอัฒจันทร์บ้าง เพื่อรอเวลาช่วงเย็นที่เขาเรียกซ้อม”

5

ท่ามกลางเด็กนับร้อยชีวิตที่แบกความฝันมาคัดตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เล่าว่าเขารับรู้ได้ทันทีเลยว่า ฝีมือตัวเองคงไม่อาจสู้กับผู้รักษาประตูคนอื่นได้ เขาจึงเสนอตัวเป็น ‘ลูกหาบ’ คอยช่วยงานเหล่าสตาฟโค้ชที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ทั้งยืนกลางแดดเก็บลูกบอล ยกน้ำ วิ่งไปซื้อของ ตลอดจนช่วยเก็บอุปกรณ์

คุณทำแบบนั้นทำไม 

“ก็คงอารมณ์เด็กบ้านนอกเข้ากรุงครั้งแรกที่อยากติดทีมชาติไทย ตอนนั้นฝีมือผมอยู่ปลายแถวมาก โกลคนอื่นที่มาคัดเขาเบสิกดีทั้งนั้น

“ผมพยายามทำให้โค้ชเห็นว่า ผมมาที่นี่ด้วยความตั้งใจจริง วันแรกที่มาคัดตัว ผมอาสาขอโค้ชช่วยเก็บบอล เขาเรียกใช้ให้ทำอะไร ผมทำหมด จน อาจารย์ปรีชาพัฒน์ ประยุทธ์เรืองกิจ (หนึ่งในทีมสตาฟโค้ช) ท่านคงสงสารผม ทุกวันหลังการคัดตัวเสร็จสิ้น ท่านจะเรียกผมมาติวพิเศษคนเดียว”

คงเป็นเพราะความขยัน ตั้งใจ ที่เขาแสดงออกมากกว่าใคร จึงทำให้ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกติดทีมนักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี ในฐานะผู้รักษาประตูสแตนด์บาย มือ 4 ทั้งที่ความจริงสตาฟโค้ชไม่จำเป็นต้องเรียกเขาไปร่วมทีมก็ได้ เพราะถึงเอาไปก็ส่งชื่อลงแข่งขันไม่ได้อยู่ดี (ลงทะเบียนผู้รักษาประตูได้แค่ 3 คน)

“โค้ชคงเมตตา เห็นผมขยัน จึงอยากให้ผมได้ไปลองหาประสบการณ์ร่วมกันกับทีม แม้ผมจะไม่มีชื่อในรายการนั้นเลย แต่การติดทีมนักเรียนไทยครั้งแรก มันจุดประกายให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง เพื่อสักวันหนึ่งจะได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย

“ปีนั้นผมกลับไปซ้อมหนักกว่าเดิมอีก ตั้งใจว่าเดี๋ยวพออายุสิบแปดปีจะมาคัดตัว (ทีมนักเรียนไทย) อีก หนึ่งปีผ่านไป ผมอายุสิบแปดปี ตัดสินใจกลับมาคัดอีกครั้ง คราวนี้ได้ติดทีมนักเรียนไทย เป็นหนึ่งในสามผู้รักษาประตู” 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ครั้งนี้คุณได้ลงสนามเป็นตัวจริงไหม 

“เปล่า ผมก็ยังเป็นตัวสำรองอยู่ดี ไม่ได้เล่นเลย” เขาตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

บทเรียนจากการไม่ได้ลงสนามตัวจริงถึง 2 ทัวร์นาเมนต์ ทำให้ศิวรักษ์มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเองชัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน เขาจึงกลับบ้านเกิดไป เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของผู้รักษาประตูเพียงอย่างเดียว

“ผมคิดว่าการยืนตำแหน่ง การใช้เท้า จังหวะเซฟลูกยาก ผมทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ที่เราไม่ถูกเลือก เป็นเพราะพื้นฐานเราสู้คนอื่นไม่ได้ ปีนั้นผมซ้อมแต่เบสิกอย่างเดียว อยู่บ้านก็ทุ่มบอลใส่กำแพง เซ็ตละสองสามร้อยครั้ง ฝึกคนเดียวด้วยตัวเอง ทำท่าเดิมซ้ำๆ จนกว่าจะรับเข้าซองไม่หลุดมือ

“ผมทำแบบนี้ทุกวัน ทำมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นครั้ง พอลองเอาไปใช้สนามซ้อม เราเล่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะพื้นฐานเราแน่นขึ้น ปัจจุบันผมอายุสามสิบเจ็ดปีแล้ว ก็ยังซ้อมปาบอลใส่ผนังอยู่คนเดียว ไม่เชื่อก็ลองถามคนรู้จักผมได้เลย”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
4

“It’s all about who wants it the most”

ไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนในโลกปรารถนาเป็นตัวสำรองตลอดไป เพราะความโหดร้ายของตำแหน่งนี้คือ ถ้าไม่เป็นตัวจริง โอกาสลงสนามในเกมนั้นแทบเป็นศูนย์เลย ต่างจากผู้เล่นตำแหน่งอื่นที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตลอดเวลา 

แม้ในวัย 19 ปี ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะคุ้นชินกับเก้าอี้สำรองมากกว่ายืนเฝ้าพื้นที่หน้าปากประตู มักถูกมองข้ามมากกว่าได้รับเลือก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ 

อาจารย์วิสูตร วิชายา ติดต่อมาทางพ่อ ถามว่าอยากให้ผมไปอยู่กับทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพไหม เขากำลังมองหาประตูมือสามมือสี่ที่เป็นเยาวชน มาเป็นลูกหม้อ เพราะโค้ชเห็นผมมีดีกรีเคยติดทีมนักเรียนไทยชุดสิบแปดปี”

เหมือนเสียงสวรรค์ที่เขารอคอย ศิวรักษ์ไม่ลังเลที่จะออกจากบ้านเกิดมาอยู่เมืองกรุงเพียงลำพัง แลกกับเงินเดือน 6,000 บาท

ธนาคารกรุงเทพในไทยลีกยุคนั้นจัดเป็นสโมสรทุนหนา มีขุมกำลังผู้เล่นชั้นดีเต็มทีม เฉพาะแค่ตำแหน่งผู้รักษาประตู มีทั้ง สมเกียรติ ปัสสาจันทร์ และ วัชรพงษ์ กล้าหาญ สองโกลฝีมือระดับแถวหน้าของเมืองไทยซึ่งขับเคี่ยวแย่งชิงมือหนึ่ง

ขณะที่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เป็นเพียงเด็กหนุ่มวัย 19 ปี ได้ซ้อมกับร่วมกับรุ่นพี่ภายในทีมชุดใหญ่ แต่คงไม่กล้าไปฝากความหวังหรือคิดว่าเขาจะเบียดสมเกียรติกับวัชรพงษ์ ให้ไปนั่งสำรองดูเขาลงเฝ้าเสาได้หรอก

“พวกพี่ๆ (สมเกียรติ ปัสสาจันทร์, วัชรพงษ์ กล้าหาญ) เขาเก่งมากจริงๆ” ศิวรักษ์เอ่ยปากถึงสองอดีตรุ่นพี่ในทีมบัวหลวง 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมพยายามก๊อปทุกอย่างที่พี่เกียรติและพี่อ้วน (วัชรพงษ์) ทำตอนอยู่ในสนามซ้อม อยากรู้อะไรผมถามหมด ไม่เคยอาย เช่น ผมถามพี่เกียรติว่า ทำไมพี่ถึงลุกเร็ว แกบอกให้ผมลองล้มแบบทำท่าหงายหลังกับคว่ำหลังลุก อ๋อ ผมถึงได้เข้าใจว่าทำไมแกถึงเซฟท่านี้ เพราะนับตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยหงายหลังรับบอลอีกเลย

“ผมถามพี่อ้วนว่า ทำไมถึงออกไปรับลูกเปิดด้านข้างได้ดีจัง ทั้งที่แกตัวเล็กกว่าผมมาก พี่อ้วนก็สอนว่า เราต้องไปถึงจุดที่บอลจะตกก่อน เพื่อชิงความได้เปรียบ ไม่ใช่รอบอลมาใกล้ถึงแล้วค่อยกระโดดไป บางทีมันไม่ทัน ซึ่งก็จริงอย่างที่แกสอน”

สัมผัสแรกในฟุตบอลอาชีพนัดแรกของ แชมป์ ศิวรักษ์ มาเร็วกว่าที่เขาคิด เนื่องจากสโมสรธนาคารกรุงเทพ เปิดฤดูกาล 2003 ด้วยผลงานสะดุดแพ้หลายเกม วิสูตร วิชายา จึงตัดสินใจทดลองส่งมือโกลคนหนุ่มที่รอ ‘โอกาส’ พิสูจน์ตัวเองมาทั้งชีวิต

เหมือนฉากของพระเอกในซีรีส์เกาหลีไม่มีผิด เกมนัดดังกล่าว ศิวรักษ์ใช้ทั้งมือและเท้าช่วยเซฟ มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ 1 – 0 พร้อมกับถูกเลือกให้เป็นแมน ออฟ เดอะแมตช์ หลังจากนั้น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สามารถยึดตำแหน่งมือหนึ่งสโมสรธนาคารกรุงเทพมาต่อเนื่อง 4 ซีซั่น ก่อนย้ายไปอยู่ทีมที่ใหญ่กว่าอย่างบีอีซี เทโรศาสน ใน ค.ศ. 2008 

สิ่งที่เราสนใจคือ คุณให้กำลังใจหรือบอกกับตัวเองอย่างไรในวันที่มีสถานะเป็นแค่ตัวสำรอง ผมชวนเขาย้อนความหลัง 

“อย่างแรกคือ เราต้องยอมรับความจริงว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ แสดงว่าประตูตัวจริงเขาต้องมีอะไรที่ดีกว่าเรา เราก็ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม พัฒนาตัวเองต่อไป แต่อันดับแรกต้องกล้ายอมรับความจริงให้ได้ก่อนว่าเรายังดีไม่พอ

“ถ้าเรามัวแต่ปิดกั้น คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว เราก็จะอยู่กับที่ อย่าลืมว่าฟุตบอลมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาชีพผู้รักษาประตูไม่มีหรอกครับ ไม่โดนยิง ยังไงก็ต้องเสียประตูอยู่แล้ว

“ฉะนั้น เราต้องเต็มที่กับการฝึกซ้อมทุกมื้อ เผื่อเวลาโดนคู่แข่งยิงเข้า เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจว่า กูทำเต็มที่ยังวะ อ๋อ ลูกนี้ เราเสียประตูเพราะเซฟไม่ได้จริงๆ งั้นไม่เป็นไร เอาใหม่”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
3

เชื่อหรือไม่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก่อนจะได้โทรฟี่ 25 แชมป์ (ไทยลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, โตโยต้า ลีกคัพ 5 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 3 สมัย, แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ 2 สมัย, ฟุตบอลพระราชทานถ้วย ก. 4 สมัย) ครั้งหนึ่ง เขาเคยมือเปล่าไร้ความสำเร็จในระดับสโมสร ทั้งตอนที่ค้าแข้งกับสโมสรธนาคารกรุงเทพและบีอีซี เทโรศาสน จนอายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 27 ปี

“ตั้งแต่เริ่มต้นเล่นกับธนาคารกรุงเทพ ผมคิดมาเสมอว่าทำอย่างไรถึงช่วยให้ทีมเป็นแชมป์ แต่หน้าที่ของผมทำได้เพียงช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยสุด อย่างน้อยถ้าเราไม่โดนยิง ทีมก็มีโอกาสได้หนึ่งแต้มเป็นอย่างต่ำ ผมจึงฝึกฝนตัวเองอย่างหนักในทุกปี

“ผมไม่เคยลงสนามด้วยเป้าหมายว่า ปีนี้ฉันอยากช่วยให้ทีมติดท็อปทรี สมมติฤดูกาลหนึ่งมีสามสิบนัด ผมบอกกับตัวเองก่อนลงสนามทุกนัด ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลว่าต้องได้แชมป์นะ ต้องเป็นจ่าฝูงให้ได้ พอไม่ได้ตามที่หวังไว้ ก็มีผิดหวังเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า ณ ตอนนั้น เรายังดีไม่พอ ปีหน้าต้องทำให้ดีกว่าเดิม”

ในฤดูกาล 2010 สโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ทีมหน้าใหม่ตัดสินใจดึงตัว แชมป์ ศิวรักษ์ ไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อไล่ล่าถ้วยรางวัล เขาตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะสโมสรแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงกระหายอยากประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับตัวเขาที่โหยหา รอคอยมันมานานแสนนาน 

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังไทยไงล่ะ! 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
2

“ชีวิตผมมันธรรมดามากเลยนะ” 

เขาเกริ่นถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง แม้ปัจจุบันจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างมาก ในฐานะกัปตันทีมชาติไทย

“ผมตื่นเช้าออกกำลังกาย เข้ายิม ซ้อมคนเดียว ครอบครัวจะได้เห็นผมอีกทีก็ตอนเกือบเที่ยง เพราะผมออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ ทำแบบนี้ตลอด ตกเย็นไปซ้อมฟุตบอล ช่วงว่างระหว่างนั้นก็มีดูแลธุรกิจบ้าง หากเว้นว่างจากการทำงาน ผมก็อยู่บ้านกับลูก ภรรยา ไม่ได้มีชีวิตหวือหวาอะไร”

หากศิวรักษ์บอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือความธรรมดา คงเป็นความธรรมดาที่แสนพิเศษ ไม่อย่างนั้นเราคงเห็นนักฟุตบอลอายุ 37 ปี ยืนระยะอยู่ในเกมระดับสูงเต็มไปหมด 

ยิ่งคุณประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ พอถึงช่วงวัยหนึ่งก็อาจรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว หมดความกระหาย ไม่แปลกเลยหากใครหลายคนจะบอกลาอาชีพนักฟุตบอล ตอนอายุเท่ากันหรือน้อยกว่า ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน 

คุณมีวิธีรักษามาตรฐานการเล่น สภาพร่างกาย และระดับของแรงจูงใจได้อย่างไร ในเมื่อผ่านการคว้าแชมป์ทุกรายการภายในประเทศ 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมยังพัฒนาตัวเองไปได้อีกไง ผมไม่เชื่อว่าคนเราแก่เกินจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่าง เอ็ดวิน ฟาน เดอซาร์ (Edwin van der Sar-อดีตผู้รักษาประตูสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่สอง ตอนอายุ 38 ปี) เขาก็ยังรักษาฟอร์มพีกจนถึงอายุสามสิบเก้าสี่สิบปี ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี เราสามารถยืนระยะการเล่นกีฬาไปถึงอายุสี่สิบปีได้แน่นอน

“ผมเข้มงวดตั้งแต่อาหาร เพราะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยส่งผมไปฝึกฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นั่นทำให้ผมเห็นว่านักฟุตบอลระดับโลกเขาดูแลตัวเองอย่างไร พอเดินทางกลับไป ผมก็ศึกษาหาข้อมูลงานวิจัย เพื่อหาคำตอบว่านักกีฬาวัยอย่างผม ควรกินอะไรถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด ผมจริงจังถึงขั้นนั้นเลยนะ

“ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ปรับอาหารการกิน ผมไม่กินของมัน ของทอด แม้แต่ไข่ผมก็ไม่กินแบบทอดน้ำมัน กินแบบไข่ต้มแทน ผมรับประทานผัก ผลไม้ เป็นหลัก เสริมด้วยธัญพืชและถั่ว ส่วนแป้งและขนม ผมกินน้อยมาก ขนาดกาแฟผมยังไม่ใส่น้ำตาลเลย ผมกินแบบนี้มาหลายปีแล้ว ผลลัพธ์คือไขมันในร่างกายผมน้อยกว่าเกณฑ์ทั่วไป ซ้อมฟุตบอลได้นานขึ้น ระบบขับถ่าย ระบบเผาผลาญ ในร่างกายทำงานได้ดี

“มันสำคัญมากต่อตัวผม เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ผมยิ่งซ้อมหนักขึ้นกว่าเดิม จากเคยซ้อมเช้า-เย็น มื้อละหนึ่ง ชั่วโมง ก็เพิ่มเวลาเป็นมื้อละหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาที แต่ผมยังไหวอยู่ เพราะเลือกกินแต่ของมีประโยชน์ และให้พลังงานเพียงพอ

“ดังนั้น ทุกคนเก่งขึ้นได้ ไม่เกี่ยวหรอกคุณอายุเท่าไหร่ สมมติคุณอายุสี่สิบ ห้าสิบปี ถ้าคุณไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์มาก่อนในชีวิต แต่พยายามหัดทุกวัน ยังไงวันหนึ่งก็ต้องขี่ได้อยู่แล้ว เหมือนกันเลย นักฟุตบอลยิ่งซ้อมเยอะยิ่งเก่ง เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เอาจริงเอาจังกับมันมากพอ แค่นั้นเอง”

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม
1

“I’ve been waiting my whole life

To see my name in lights”

ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 20 ปี แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีสถานะเป็นเพียงแค่ตัวสำรองอดทน ที่อาจได้รับโอกาสเป็นครั้งคราว แต่ไม่ใช่มือ 1 ตัวจริง

แม้เขาจะประสบความสำเร็จกับสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้รางวัลเกียรติยศส่วนตัวมากมายแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ถูกเลือกเป็นคนแรกของทัพช้างศึกอยู่ดี 

อายุของแชมป์ในตอนนั้นกำลังเข้าสู่วัย 35 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติดูไปได้ยากเหลือเกินที่จะเบียดแย่งชิงมือหนึ่งมาได้

ผมถามเขาว่าทำไมคุณถึงยังไม่ถอดใจเลิกเล่นทีมชาติไทย เพราะ 14 – 15 ปีที่ผ่านมา คุณเหมือนเหนื่อยฟรี เป็นได้แค่เพียงมือ 2 – 3 ของทีม 

 ชีวิตของนายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

“ผมบริสุทธิ์ใจอยากช่วยชาติ ไม่ว่าสถานะใดก็ตาม ทุกครั้งที่มีชื่อ ผมถือว่านี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ของตัวผม เพราะคนเรามีโอกาสได้ติดธงแค่ช่วงชีวิตที่เล่นฟุตบอลเท่านั้น

“ทุกครั้งที่มีประกาศรายชื่อทีมชาติไทย ผมยังลุ้นและตื่นเต้นเสมอ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ ผมคิดว่ายิ่งเรามีประตูเก่งๆ ติดมามากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมชาติ ผมคิดถึงผลการแข่งขันเป็นหลัก ใครจะลงเป็นประตูตัวจริงก็ได้ ไม่เป็นไร เราส่งกำลังใจให้เขาข้างสนาม ขอให้ทำหน้าที่ให้ดี เพื่อให้ทีมชาติไทยชนะ

“ส่วนตัวผม ถ้าตอนนี้ยังไม่ได้รับโอกาส ก็คงต้องกลับไปฝึกซ้อมให้มากกว่าเดิมในวันข้างหน้า บางทีการที่ผมไม่ได้เป็นมือหนึ่งทีมชาติมานานหลายปี ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อสักวันจะได้มีโอกาสนั้น ผมภูมิใจเสมอเวลาสวมเสื้อทีมชาติไทย”

ความพยายามของ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนทัพช้างศึกคนปัจจุบัน อากิระ นิชิโนะ (Akira Nishino) ตัดสินใจเลือกผู้รักษาประตูจอมเก๋า ทำหน้าที่เป็น ‘กัปตันทีมชาติไทย’

คงไม่ต้องบรรยายว่าเขาภาคภูมิใจกับบทบาทนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รอโอกาสมาทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับเกียรติให้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม 

“มันคงเป็นผลของความพยายามที่ผมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ยอมอดทนซ้อมเยอะแบบไม่กลัวเหนื่อย ผมมั่นใจแม้กระทั่งปัจจุบัน ผมก็ยังคงซ้อมหนักอยู่ และน่าจะเป็นผู้รักษาประตูที่ซ้อมพิเศษมากกว่าใครๆ”

ชีวิตของ ‘ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน’ นายประตูสำรองที่ปาบอลใส่ผนังเป็นหมื่นๆ ครั้ง กว่าจะได้สวมปลอกแขน เดินนำนักเตะทีมชาติไทยลงสู่สนาม

ติดตามข่าวเคลื่อนไหวของฟุตบอลทีมชาติไทย ได้ทาง Facebook : ช้างศึก

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

Photographer

ศุภกิตติ์ วิเศษอนุพงศ์

ช่างภาพประจำทีมชาติไทยชุดใหญ่ ที่ได้รับโอกาสติดตามทีมมาตั้งแต่ปี 2016

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load