“เหมือนฤดูกาล”

ระหว่างสนทนา วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา พูดคำนี้ออกมาเมื่อผมชวนคุยถึงชีวิตของเขา

จากคนทำรายการโทรทัศน์ วันนี้เขาหันมาเน้นทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์เป็นหลัก วันนี้มีคนติดตามเพจเฟซบุ๊กของเขากว่า 6 ล้าน

จากวันที่ทะเยอทะยานอยากขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต วันนี้เขาไม่ได้คิดเช่นนั้นอีกแล้ว

จากคนที่เคยโหมงานจนร่างกายพัง เขาหันมาออกกำลังจนวันหนึ่งได้ขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health และลุกขึ้นมาจัดงานเทศกาลกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างงาน FIT FEST ซึ่งกำลังจะเวียนมาจัดอีกหนในวันที่ 22 – 23 กันยายน นี้

วู้ดดี้ในวันนี้ช่างต่างจากวู้ดดี้ที่เป็นภาพจำของใครหลายคน ซึ่งคงเป็นอย่างที่เขาว่า หลายสิ่งหลายอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปเหมือนฤดูกาล

เรานัดพบกันที่ออฟฟิศย่านสุขุมวิทของเขาในเย็นวันหนึ่ง หลังจากที่เขาประชุมต่อเนื่องตั้งแต่เช้าและมีนัดประชุมอีกครั้งหลังการสนทนาของเราเสร็จสิ้น ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป งานยังคงเป็นคล้ายลมหายใจของเขา

แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยออกตัวว่าตัวเองเกิดมาเพื่อถาม ไม่ได้เกิดมาเพื่อตอบ แต่เมื่อได้พูดคุยกัน ผมพบว่าบางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

เกือบ 10 ปีที่แล้วคุณเคยบอกว่างานคือทุกสิ่ง ทุกวันนี้ยังคิดแบบนั้นไหม

งานก็ยังคือทุกสิ่ง เพราะงานมันเป็นชีวิตเราแล้ว ผมไม่เคยมองว่านี่คืองาน ผมมองว่านี่คือการใช้ชีวิต สำหรับผม ถ้างานไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ ถือว่าเราก็ยังใช้ชีวิตลำบากอยู่ แต่วันไหนที่เราแยกแยะไม่ออกว่ากำลังเล่นหรือว่าทำงานอยู่ ตอนนั้นชีวิตผมเพอร์เฟกต์ วันที่ตื่นมาแล้วคิดว่ากูเล่นอยู่หรือว่ากูทำงานอยู่ มันดูไม่ออก มันเบลอ อันนั้นแหละเป็นดัชนีชี้วัดว่าชีวิตกำลังมีความสุข

คำถามที่ว่า การทำงานยังเป็นที่สุดอยู่มั้ย คำตอบคือ ชีวิตของผมทุกวันนี้เอางานผสมเข้าไปแล้ว แต่ว่าเวลาโปรเจกต์เยอะก็ทำให้ผมมึน วันนี้คนนั้นอยากจะนัดเจอ คนโน้นอยากจะต่อยอดโปรเจกต์ อยากทำนั่น ทำนี่ บางทีเดี๋ยวนี้ผมจะต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย เรามาลองทำอะไรที่เราไม่เคยทำดีกว่า

ทำอะไร

พูดคำว่า No ไม่ ไม่ทำครับ ไม่ไปครับ ล่าสุดมีคนติดต่อมาให้ผมไปปรากฏตัวในงานอีเวนต์ ผมตอบปฏิเสธเขาไป ซึ่งค่าตัวนี่ดาวน์รถได้เลยนะ แค่เวลา 1 ชั่วโมงเอง แต่ใจมันไม่ได้รู้สึกอยากจะไปอยู่ตรงนั้น

รู้สึกสูญเสียอะไรไปมั้ยเมื่อปฏิเสธ

คือผมรู้สึกแค่ว่าถ้าไปถึงก็แค่โพสต์อินสตาแกรมว่ามาแล้วนะ แล้วก็เช็กอิน ซึ่งถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็คงอยากออกไป เงินน่ะพวกเราก็อยากได้ มันก็ดีออก เอาไปฝากไว้ในธนาคาร แต่ใจมันไม่ได้อยากไป

เรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ที่ใจเราต้องการ ผมไม่ต้องถูกบังคับให้ทำอะไร สมัยก่อนตื่นมาแล้วผมต้องขายครีมให้กับทุกคน ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจว่าชีวิตผมต้องเป็นอย่างนั้น ผมเข้าใจว่าผมต้องขายครีม ผมขายอะไรก็ได้ วู้ดดี้เกิดมาขาย แล้ววันหนึ่งผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ แล้วกูจะขายอย่างนี้ไปตลอดมั้ย ไม่นะ ผมจะเลือกขายแต่สิ่งที่ผมเชื่อดีกว่า เหมือนคนเรามันมีโควต้า

อะไรทำให้คุณเลือกได้ที่จะปฏิเสธ

ผมว่าเงินนะ คุณต้องมีเงินในระดับหนึ่ง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ที่พูดแบบนี้ได้เพราะมีเงิน

คุณต้องมีเงินสิ หมายถึงว่าคุณต้องมีทรัพย์สิน ต้องมีเงิน และต้องมีความพอใจกับชีวิตคุณ ผมน่ะมีความพอใจกับชีวิตผม ผมมีความพอใจกับสิ่งที่ผมมีและสิ่งที่ผมไม่มี

แล้วเดี๋ยววันหนึ่งพอคุณถึงอายุถึงจุดหนึ่งมันจะรู้ได้เองว่า อ๋อ ฉันเลือกได้แล้ว การเลือกได้มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เลือกได้ว่าจะเอาหรือไม่เอา เลือกได้ว่าคุณจะอารมณ์ดีหรืออารมณ์เสีย ผมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ถ้าคุณสามารถเลือกได้ คุณก็สบายแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันต้องมีพื้นฐานของสุขภาพที่ดี ถ้าคุณสุขภาพไม่ดีมันไม่มีวันคิดอย่างนี้ได้หรอก ฐานสำคัญที่สุด เหมือนตึกเหมือนอาคาร ถ้าไม่มีฐานที่ดีมันก็ทรุด แล้วฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นชีวิตของพวกเราก็คือร่างกาย ร่างพังเมื่อไหร่ก็คือตาย เพราะฉะนั้น สุขภาพสำคัญ

ในชีวิตมีเหตุการณ์ไหนมั้ยที่ทำให้ตระหนักว่าสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต

ผมขอเล่าสิ่งที่ผมนึกถึงเมื่อฟังคำถามของคุณ ผมนึกถึงการจากไปของพิธีกรคนหนึ่ง ชื่อ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร ผมรู้ว่าเขาเป็นคนเป๊ะมาก เขาไม่มีวันเสียชีวิตแน่นอน เขาเก่งเหลือเกิน แล้ววันหนึ่งเขาก็จากไปด้วยโรคมะเร็ง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย เราอาจจะเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า ผมคิดนานแล้วนะ เพราะว่าผมทำงานหนักเกินไป ขนาดทุกวันนี้เวลาผมทำงานเยอะ ผมก็จะนึกถึงหน้าของเขาตลอดเวลา

ในฐานะคนที่เชื่อในงานมาก เวลาเห็นคนทำงานหนักจนล้มป่วยหรือเป็นมะเร็ง รู้สึกยังไง

ผมว่าเขาก็ไม่ผิดนะ เพราะเขาก็แค่ไม่รู้ เขาแค่เข้าใจว่าการทำงานหนักเป็นเรื่องดี แต่จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าสาเหตุที่เป็นมะเร็งมันเป็นเพราะอะไร เพราะคิดเยอะหรือเปล่า บางทีการทำงานเยอะมันไม่ใช่เรื่องผิด บางทีการนอนน้อยก็ไม่ได้ผิด แต่บางทีมันอาจจะมาจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัว มะเร็งอาจจะมาจากการที่คุณคิด คิด คิด คิด คิด จนมันสะสมเป็นพลังงานลบก็ได้

คือคุณไม่ได้มองว่าต้องทำงานน้อยลง

ทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นคนที่จู้จี้นะ แล้วยังเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียด แต่ผมพยายามจะปรับตัวเอง คือมันจะมีนักปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติงาน และเจ้าของธุรกิจ ผมชอบทำตัวเป็นนักปฏิบัติงาน เป็นศิลปิน ชอบลงไปทำเอง จัดการเอง ใส่ใจในรายละเอียดมาก แล้วก็มาบ่นทีหลังว่าทำไมกูเหนื่อยอย่างนี้ ก็มึงทำเองน่ะ

ผมว่าเราต้องทำงานให้ฉลาดขึ้น ถ้าวันนี้ให้ไปตรงนั้น (ชี้ไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์) แล้วให้ผมไปตัดต่อ แล้วก็ลงเสียงเอง ผมว่าบ้าแล้ว ผมพร้อมตายเลยแน่นอน ที่ผ่านมาเราแค่ไม่รู้ วันนี้เราก็ต้องรู้ แล้วสิ่งที่เรารู้วันนี้ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับอีก 10 ปีก็ได้ ตอนผมอายุ 50 ผมก็อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดบางอย่าง

คุณเป็นคนใช้ร่างกายคุ้มมั้ยถ้าให้ย้อนมอง

ตอนนั้นร่างคงบอกว่า ช่วยกูเหอะ พอแล้ว พักบ้าง ผมใช้ร่างสุดมาก หนึ่ง ผมนอนน้อยมาก สอง กินของแย่ๆ สาม อบายมุข สี่ คิดลบ ทั้งหมดนี้ก็จะนำพาไปสู่ร่างที่ไม่โอเค แต่ตอนนั้นเรานึกว่าเราโอเค เพราะว่าเราอายุประมาณ 20 – 30 ผมคิดว่าเดี๋ยวมันก็ไปต่อได้ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาอะไร จนกระทั่งรู้สึกว่า เอ๊ะ เราบอกว่าเดี๋ยวเราจะลดน้ำหนัก แต่ทำไมเราไม่เคยทำได้ ก็เลยตัดสินใจวันนั้นว่าเราจะลดอย่างจริงจังแล้ว

ตอนอายุ 20 กว่าๆ ผมเคยล้วงคอ อ้วก พอกินเยอะก็ล้วงคอ จนร่างมันพัง วันหนึ่งเลยตัดสินใจให้ร่างเราได้มีโอกาสฟื้นคืนชีพ หนึ่ง ระวังเรื่องการกิน ร่างกายก็ผอมลงมา หลังจากนั้นก็คิดว่าต่อว่ายังไงดี ก็เลยเริ่มเข้ายิม เข้ายิมเสร็จก็อยากจะให้มันสุดกว่านี้ ก็ตั้งเป้าว่าอยากขึ้นปกนิตยสาร Men’s Health ในเวลาเดียวกันก็ถามว่าสามารถทำเป็นรายการได้ด้วยมั้ย ก็เลยทำรายการทีวี เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา แล้วพอทำตรงนั้นสำเร็จ ก็เกิดกระแสว่าวู้ดดี้ทำได้ยังไง คนก็เข้ามาถามกันเยอะจนเรารู้สึกตกใจ เราไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเราจะทำให้คนเข้ามาหาเราและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

นี่เป็นเหตุผลที่วันหนึ่งคนทำรายการทีวีอย่างคุณลุกขึ้นมาทำเทศกาลออกกำลังกายที่ชื่อ FIT FEST

ตอนแรกเราเข้าใจว่าเราเกิดมาคุยอย่างเดียว ชื่อรายการเราคือ วู้ดดี้เกิดมาคุย เราก็เลยคิดว่าเราแค่เกิดมาคุย แต่พอเราแปลงร่างปุ๊บ เฮ้ย ร่างเราน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลายคน ความรู้สึกของเราคืออยากให้คนเห็นว่าถ้าเราตั้งเป้าคุณทำได้ คุณจะเห็นว่าคุณสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลย หลังจากนั้นผมก็อยากทำคอนเทนต์เกี่ยวกับคนที่แปลงร่างมากขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคน นี่คือที่มาของการที่เสพติดคอนเทนต์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือฟิตเนส ปีที่ผ่านมาก็เลยตัดสินใจสร้างงานชื่อ FIT FEST

ว่าง่ายๆ มันก็คือเทศกาลออกกำลังกาย เป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย ถามว่ามาทำอะไร ก็มาออกกำลังกาย มารับพลัง ออกกำลังกายกับคนหมู่มาก เราก็โน้มน้าวยิมต่างๆ ให้มาเปิดคลาสฟรี ให้คนมาเปิดบูท ให้มีการแข่งขัน จนครั้งแรกเมื่อธันวาคมปีที่แล้วมีคนมาเป็นหมื่น ปีนี้เราก็จัดอีกครั้ง ตั้งเป้าเหมือนเดิม ให้มันเป็นสวนสนุกแห่งการออกกำลังกาย

พูดถึงการลดน้ำหนัก ทำไมเราต้องสนใจเรื่องอ้วนหรือผอม มันเป็นเพียงเปลือกนอกหรือเปล่า

ถ้าเปลือกนอกมันพัง ข้างในมันก็จะพังตาม แต่หลายคนไม่ได้มองตรงนั้น เปลือกนอกสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ถ้าจิตของคุณคมชัดมาก แต่เปลือกนอกคุณเป็นมะเร็ง เปลือกนอกคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยไขมัน มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอเวลาระเบิด คนอื่นอาจจะบอกว่าข้างในสำคัญยิ่งกว่า แต่ผมบอกว่า ไม่นะ ร่างสำคัญยิ่งกว่า เมื่อร่างมันดี ข้างในมันก็จะดีตาม ผมเชื่ออย่างนั้น การที่ผมมีสุขภาพที่ดี มันทำให้ผมมีพลังในการใช้ชีวิต อย่างน้อยคือมันทำให้ผมมีไอเดียที่จะต่อยอดโครงการมากมาย

คุณคิดดูสิตอนที่ผมกำลังพัง ผมจัดแค่รายการเดียว แต่ตอนผมแปลงร่าง ผมเปิดรายการสดตอนเช้า 5 วัน ผมสร้างเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival ผมทำอะไรมากมาย รายการขยับขยาย ซึ่งที่วันนี้ผมสามารถทำนั่นทำนี่ได้เพราะร่างกาย แต่เราก็รู้ว่าเวลาพูดอย่างนี้คนก็จะถามว่าจริงเหรอ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่นี่คือข้อเท็จจริงของชีวิตผม

คุณทำอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการหันมาทำคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ทุกวันนี้คุณคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกออนไลน์ดีหรือยัง

ไม่ครับ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

มันยากกว่าโลกทีวีที่คุณเคยอยู่ยังไง

ทีวีผมก็ไม่เข้าใจ ผมไม่เข้าใจอะไรแล้ว ไม่เข้าใจเลย แล้วผมมีความสุขมาก วันที่ผมคิดว่าผมเข้าใจ โคตรเหนื่อยเลย ผมเข้าใจว่าทีวีต้องเป็นอย่างนี้ แล้วพอมันไม่เป็นอย่างที่ผมคิดผมก็ทุกข์ใจ หรือทุกวันนี้ถ้าบอกว่าโลกออนไลน์ต้องเป็นอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ ผมก็ทุกข์ใจ ผมก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ต้องเข้าใจมันแล้ว แล้วก็เอนจอยไปกับมัน มันจะเปลี่ยนไปทางไหน จะพัดไปทางไหน ก็ลอยไปกับมัน เราไม่ต้องไปครองมันไง ผมแค่อยู่กับมันให้ได้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

สำคัญกว่าความเข้าใจ

ผมว่าเข้าใจเมื่อไหร่เราตายทันที เพราะผมเคยอยากจะเข้าใจมันนะ อยากรู้หมดเลย เรตติ้งจะไปยังไง ไลฟ์จะเป็นยังไง ทำไมคนดูหายไป ก็เริ่มโทษนั่นโทษนี่ โทษอัลกอริทึมเฟซบุ๊กเปลี่ยน เฮ้ย แล้วมึงเคยดูรายการตัวเองมั้ย หรือว่ามึงทำรายการห่วยลง คุณต้องดูตัวเองด้วยสิ ไม่ใช่ไปโทษอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่เคยส่องกระจกโทษตัวเอง

ผมชอบให้ทีมงานเราส่องกระจกตลอด หรือเพราะว่าเราทำไม่โดนนะ ดีเสียอีก ท้าทายมากยิ่งขึ้น ทำงานหนักขึ้น สนุกจะตาย ชิลล์มานานแล้ว แล้วถ้าเกิดว่าคนไม่ดู ก็ไปหาช่องทางอื่นสิ ทำไมต้องจบแค่เฟซบุ๊กกับอินสตาแกรม หรือเราคิดว่าเราจะตายกับแค่สองอย่างนี้ ทุกวันนี้ผมก็เลยเอนจอยทุกอย่าง ผมว่ายุคสมัยนี้คุณต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด ปรับตัวให้ได้ การทำสื่อในโลกออนไลน์ของผมก็ปรับตัวไปเรื่อยๆ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเข้าใจ เพราะเดี๋ยวเข้าใจแล้วมันก็เปลี่ยนน่ะ แค่รู้ก็พอ เพราะกติกามันเปลี่ยนทุกวัน

คุณไม่มีสูตรสำเร็จ

อ้าว คุณดูอินสตาแกรมสิ มันสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ภาพสวยๆ แล้วทุกวันนี้มันใช่เหรอ มันก็ไม่ใช่แล้วตั้งแต่อั้ม พัชราภา โพสต์ภาพหัวเข่าโนหรือเป็นแผลที่หัวเข่าแล้วคนกดไลก์เป็นแสน วันนั้นภาพก็ไม่ต้องสวยแล้วไง ถึงบอกว่าสิ่งที่คุณเห็นมันใช่หรือเปล่า ถ้าไม่ยึดติดเราเป็นอะไรก็ได้ ตอนอยู่ทีวีมันเป็นคอมฟอร์ตโซนนะ เราทำตามแผน แต่พอมาออนไลน์มันก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราวิ่งตลอดเวลา

ทุกวันนี้คุณรู้สึกยังไงตอนที่สิ่งที่เคยสำเร็จไม่สำเร็จแบบเดิม

ช่วงที่ทีวีเรตติ้งมันตกเราก็ใจหาย แต่พอช่วงหลังๆ เรารู้ว่าเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา รู้ว่าทุกอย่างมันไม่จีรังยั่งยืน เหมือนฤดูกาลที่เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แหละ

ผมจำได้อย่างสุดซึ้งเลย ตอนที่บวชเป็นพระ เราธุดงค์จากเชียงรายไปที่ลาวด้วยเท้าเปล่า เดินๆ อยู่เจอโคลน สกปรกฉิบหายเลย เหยียบลงไปเลอะมาก แต่ทำไมมันนุ่มเหลือเกิน แล้วพอย่างก้าวออกจากโคลนปุ๊บ เหยียบลงไปในกรวด เงาสะท้อนจากพระอาทิตย์มันดูระยิบระยับสวยงามเหมือนเพชรนิลจินดา แต่โคตรเจ็บเลย มีแผลเลือดซิบๆ เสร็จแล้วก็เจอไม้ เจอเสี้ยน เจอหญ้า เจอแต่ละอย่างนานๆ เราก็รู้สึกว่า โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว แต่แป๊บเดียวมันก็ผ่านไป แล้วเจออย่างอื่นที่นิ่มสบาย แล้วจากไอ้ความนิ่มสบายในท้องนา เดินไปแป๊บหนึ่งก็จะเจอซีเมนต์บนไฮเวย์ที่ร้อนฉิบหายเลย ตอนนั้นผมก็ร้องไห้เลย ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เองเหรอวะ มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ เราก็สบายแล้ว

ที่คุณถามว่า รู้สึกยังไงกับการเปลี่ยนแปลง ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นนะ แล้วเดี๋ยววันหนึ่งเฟซบุ๊กก็หาย แล้วเดี๋ยวออฟฟิศนี้ก็ไม่มี แล้วเดี๋ยวเราก็ตาย แต่ระหว่างทางเราจะเอนจอยกับมันมั้ยล่ะ เราอยู่กับมันได้มั้ย เราจะมีความสุขกับมันมั้ย ผมว่าถ้าเรายึดติดกับสิ่งที่เปลี่ยนไป เราจะเครียดมากนะ คุณมีหน้าที่แค่วิ่งอย่างเดียว เอนจอย เพราะถ้าคุณเอนจอยกับมันเดี๋ยวคุณจะเห็นทางออก แต่ถ้าคุณมัวแต่นั่งบ่นกันอยู่ คุณก็จะไม่ได้มีโอกาสเห็นทางออก

เท่าที่ฟัง เหมือนคุณไม่ค่อยยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

มีนักสัมภาษณ์คนหนึ่งถามผมว่า รู้สึกกับ Episode ไหนของรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย มากที่สุด ผมฟังคำถามแล้วก็เงียบไป เพราะผมจำไม่ได้ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อยากจำ ผมรู้สึกว่ามันโบราณมาก ผมรู้สึกว่ารายการมันโคตรเก่าเลย กูไม่ได้อยากนึกถึงรายการนั้นน่ะ เข้าใจมั้ย

คุณไม่ได้ภูมิใจกับมัน

ไม่ ผมแค่รู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตผมที่กำลังจะเยี่ยมยอดมาก มันทำไม่ได้ไงถ้าจะให้ผมมาพูดว่า Episode นี้ก็ดี Episode นี้เลิศมาก โอ้โห ชีวิตเราจะอยู่แต่ในอดีตอย่างเดียวเลย

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

คุณมองไปข้างหน้า ไม่ได้สนใจข้างหลัง

ผมมองวันนี้อย่างเดียว สมัยก่อนผมจะนั่งคิดว่า เดี๋ยวเราจะได้เรตติ้งสูงมาก วันที่ดีที่สุดของกูจะต้องเป็นวันที่กูมีเรตติ้งอันดับหนึ่งของช่อง หรือว่าเป็นคนที่ดังที่สุดในประเทศ ผมเคยคิดว่าอยากเป็นพิธีกรที่ดังที่สุดในประเทศ เพราะเราถูกสอนมาไงว่าทำอะไรแล้วต้องสุด นี่ไง กูก็ต้องเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนี้ วันนั้นกูจะต้องเยี่ยมยอด จะต้องรวยมาก จะต้องมีความสุขมาก แล้วพอวันนั้นมาถึงปุ๊บ อ้าว แค่นี้เหรอ แล้วยังไงต่อ มีความสุขอยู่ประมาณ 5 นาที แล้วก็ อ้าว ฉิบหายแล้ว นี่เหรอ นาทีที่ดีที่สุดของชีวิต

วันที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดอย่างที่ว่า ความรู้สึกคุณเป็นยังไง

มันโคตรเครียดเลย มันไม่ได้มีความสุขเลย อยู่ตรงจุดนั้นมีแต่คนอยากจะเขียนข่าวลบ มีแต่คนอยากจะเสี้ยม มีแต่คนอยากจะโกง มีแต่ปัญหาเข้ามา ทุกวันนี้เราก็แค่เห็นว่า อ๋อ เราพยายามทะเยอทะยานที่จะก้าวขึ้นมา แต่ถามว่าคิดถึงอดีตมั้ย มันไม่คิดแล้วไง เพราะมันจบไปแล้ว

ผมจะใช้มุกนี้ตลอด ถามว่าเวลาที่สำคัญที่สุดคือตอนไหน สำหรับผมนะ คือวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม เวลา 17 นาฬิกา 8 นาที ซึ่งก็คือตอนนี้ แล้วคนที่สำคัญที่สุดก็คือคุณ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ เท่านั้นเอง เพราะว่ามันคือเรื่องจริง ที่เหลือมันไม่จริงแล้วไง แม่ผมก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้หรือเปล่า ผมก็ไม่ได้เอาแม่มานั่งด้วย ผมก็ไม่ได้เอาความกังวลของอดีตมานั่งด้วย ผมอยู่กับคุณ ผมว่าคนเราถ้ารู้สึกทุกข์ร้อนเมื่อไหร่ ให้ดูนาฬิกาและวันที่เลย เราอยู่ตรงนี้ แล้วตรงนี้ดีเสมอ ไม่มีใครตาย แต่กว่าจะมาอยู่ตรงจุดนี้ คิดได้แบบนี้ ผมงงมานานมาก เพราะเราเปรียบเทียบกับอดีต และเราก็เปรียบเทียบกับอนาคตที่ยังไม่มา แล้วเราก็ร้อนเลย ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ครับ ตื่นมาเมื่อเช้าก็ยัง เอ๊ะ ทำไมวันนี้กูเป็นอย่างนี้ อ๋อ กูเปรียบเทียบกับเมื่อวาน แต่เราก็ต้องจับให้ได้ ที่พูดนี่ผมไม่ได้บรรลุอะไรนะ บางทีผมกลับไปบ้านก็มีความทุกข์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราจะต้องรู้วิธีจัดการมันให้ได้

วันที่อยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้วต้องลงจากตรงนั้น คุณเป็นทุกข์ไหม

พอผมถึงจุดที่คิดว่าสูงสุด ผมค้นพบว่ามันไม่มีจุดที่สูงสุดและต่ำสุดของชีวิต ผมว่ามันเป็นภาพลวงตามาโดยตลอด ผมจะบอกทุกคนว่า ชีวิตคุณไม่มีจุดสูงสุดและต่ำสุด มีแต่คำว่าเดี๋ยวนี้และตอนนี้ เพราะคุณไม่รู้ว่าคุณจะเทียบกับอะไรแล้ว ในเมื่ออนาคตกับอดีตมันไม่มีจริงแล้วก็จบ มันคือปัจจุบัน แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่านี่คือสูงสุด แล้วถ้าเกิดตอน 50 ผมได้ออสการ์ในฐานะนักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมล่ะ ก็ไม่มีใครรู้

การมีเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณบอกว่านั่นคือจุดสูงสุด คุณก็จะค้นพบว่า อ้าว กูไปต่อได้นี่ ความเศร้าที่สุดคือพอถึงจุดนั้น จุดที่คุณบอกว่าคือจุดสูงสุด แล้วยังไงต่อ จุดสูงสุดคือเจ้าของรายการ แล้วยังไงต่อ อยากเป็นรายการทอล์กโชว์อันดับหนึ่ง อ้าว แล้วยังไงต่อ มันไปต่อเรื่อยๆ

เป้าหมายกับการใส่นิยามว่ามันคือจุดสูงสุดนั้นต่างกัน ถ้าคุณอยากจะเป็นผู้กำกับแล้วได้รับออสการ์ ไม่ผิด แต่ถ้าคุณบอกว่านั่นคือจุดสุดสูงของชีวิตเมื่อไหร่บรรลัยทันที แล้วถ้าเกิดว่ามันไม่เกิดขึ้นล่ะ แล้วเกิดคุณไม่ได้ออสการ์แต่คุณทำอะไรบางอย่างสำเร็จล่ะ ฉิบหายแล้ว แล้วสรุปอันไหนคือจุดสูงสุดของชีวิตล่ะ เมื่อคุณให้นิยามกับอะไรก็ตามที่ยังไม่เกิดขึ้นว่านั่นคือจุดสูงสุดของชีวิตปุ๊บ ความทุกข์มาทันที เพราะคุณจะโหยหาสิ่งสิ่งนั้น แล้วอะไรก็ตามที่มันเข้ามาในชีวิตคุณจะไม่คิดว่ามันดีเลย

ถามว่าจุดสูงสุดของชีวิตคุณคืออะไร แล้วจุดสูงสุดของชีวิตคุณถ้ามีแม่มาเกี่ยวข้องคืออะไร แล้วสมมติสองอย่างนี้มันแยกกัน อะไรสำคัญกว่ากัน แล้วอันไหนคือจุดที่สูงที่สุดของชีวิตคุณ งานหรือแม่ คือมันมีปัจจัยเยอะมากที่จะเป็นจุดสูงสุดของชีวิตคุณ แต่เรามักมองในแง่ของเงิน ชื่อเสียง

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ทุกวันนี้ยังมีจุดสูงสุดที่อยากไปให้ถึงอีกไหม

มันไม่มีแล้ว เพราะเรารู้ว่ามันทุกข์ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนคือจุดสูงสุดล่ะ เกิดจุดสูงสุดของผมเป็นตอนผมตายเพราะว่างานศพผมมันอลังการมากล่ะ (หัวเราะ)

ตอนนี้คุณอายุ 41 แล้ว เจอ Midlife Crisis เหมือนคนอื่นบ้างไหม

ตลอดเวลา ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมเห็นในหนัง Sex and the City ตัวละครคุยกันตอนอายุ 40 เราก็สงสัยทำไมจะต้องมี Midlife Crisis วะ ชีวิตก็เอนจอยไปสิ จะมีปัญหาอะไร คือเราไม่รู้ว่า Midlife Crisis คืออะไร แล้ววันหนึ่งก็ อ๋อ วันที่อยู่ๆ นั่งๆ แล้วห่ามันลง รู้สึกว่าอะไรก็แย่ไปหมดเลย รู้สึกว่าชีวิตกูไม่ดีพอ ชีวิตกูพัง ผมเป็นมาแล้ว

คนอย่างวู้ดดี้เคยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอด้วยเหรอ

ใช่ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ รู้สึกว่าบริษัทเราไม่ดีพอ เพราะผมเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยที่ผมไม่ตั้งใจ ผมว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญนะ เราอ่านสเตตัสคนอื่น เห็นบริษัทนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราไม่ได้อิจฉาเขานะ เรายินดีกับเขา แต่เราก็แอบคิดว่าเมื่อไหร่เราจะเข้าบ้าง คือคุณเปรียบเทียบตลอดเวลา คุณดูอินสตาแกรมเห็นเพื่อนไปเที่ยว เราก็ไม่ได้อิจฉาเขานะ เราก็ยินดีกับเขา แต่เราเปรียบเทียบไงว่าตอนนี้งานเรายังไม่เสร็จว่ะ เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวบ้าง ดังนั้น คุณเข้าใจหรือยังว่าโซเชียลมีเดียคืออะไร โซเชียลมีเดียคือ Comparative Media คือสื่อแห่งการเปรียบเทียบ คุณอาจจะไม่ได้ตั้งใจที่จะเปรียบเทียบ แต่คุณเห็นอะไรแล้วคุณก็สะท้อนมองตัวเองว่าคุณไม่ดีพอ

ผมก็พยายามทำความเข้าใจคำว่า Midlife Crisis ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เพราะโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เราอาจจะเจออะไรบางอย่างซึ่งเราอาจจะหาคำตอบไม่ได้ เอาง่ายๆ ก็คือเหมือนกับเจอทางตัน

แล้วคุณผ่านช่วง Midlife Crisis มาได้ยังไง

ผมว่าผมไม่ได้ผ่าน ผมแค่เห็น แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก มันไม่มีคำว่าผ่านไง ในหนังเขาบอกว่ามันผ่าน แต่ถามคนที่อยู่วัยกลางคนสิ เขารู้ว่าเดี๋ยวมันก็มาอีก เราก็แค่ดู จัดการมันให้ได้ แล้วก็ไปต่อ แล้วเดี๋ยวมันก็มาอีก แล้วก็ไปต่อ

Midlife Crisis ก็คือวิกฤตวัยกลางคน ซึ่งวิกฤตของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผมเจออาจจะใช่วิกฤตหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมคิดว่าถ้าเราคิดว่าเราอายุ 7 ขวบ มันก็หายเลยนะ กูไม่มีออฟฟิศก็ได้ กูเริ่มใหม่ได้เสมอ ทำไมเราชอบคิดว่าเราไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ผมปิดที่นี่ได้ แล้วผมไปนอนข้างถนนได้เลย

เริ่มต้นใหม่ในวัยนี้ไม่ช้าไปใช่ไหม

ไม่รู้สิ ผมว่าเจ๋งนะ ถ้าอายุ 40 แล้วเรามาเริ่มต้นใหม่ ถ้าคนอายุ 40 เปิดร้านใหม่ เจ๋งจะตาย แต่บางคนยึดติดไง สร้างมาแล้ว แต่ถ้าเป็นผม ผมจะโค่นทิ้งให้หมด Unlearn เรียนรู้ใหม่

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

ในชีวิตเคยทิ้งอะไรไปบ้างเพื่อเริ่มต้นใหม่แต่ละครั้ง

เพื่อน ธุรกิจ สิ่งของ ส้วม

ส้วม?

ส้วมที่ซื้อมาคอมันเล็ก ใครอึนิดเดียวก็ตัน แต่ผมก็ยังทิ้งไว้อยู่ แขกมาบ้านก็บอกว่าส้วมตัน เป็นปีเลยนะ

แล้ววันหนึ่งผมซื้อใหม่ ตอนนี้ไม่ตันแล้ว ผมว่ามันต้องเริ่มจากที่บ้านเราก่อน ดูซิว่าอะไรที่มันติดขัด บางคนเดินเข้าไปในบ้านเหยียบเสี้ยนเดิมๆ เลาะมันทิ้ง คุณต้องจัดการบ้านคุณก่อน นี่คือปรัชญาของผมนะ เวลาไม่รู้จะทำอะไร กลับไปบ้านแล้วก็ดูบ้าน แล้วถ้าเกิดคิดไม่ออกก็นอน

ในชีวิตคุณเวลาคิดจะทำอะไรให้สำเร็จสิ่งนั้นสำเร็จเสมอไหม

ไม่ครับ (ตอบทันที) ล้มเหลวสัก 80 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็ไม่ได้โชว์ หลังๆ ผมอาจจะต้องโชว์เยอะขึ้นแล้ว ผมยังคิดเล่นๆ เลยนะว่าเดี๋ยวผมจะเริ่มไลฟ์ความพังพินาศของผม คนจะได้เห็นว่ามันก็เป็นมนุษย์ปกติ (หัวเราะ) มีตั้งหลายธุรกิจที่ผมเปิดแล้วก็เจ๊ง มีหลายความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ปิดไป มีโรคในตัวที่แก้ไม่หาย กล่องเสียงที่ไม่สามารถร้องเพลงได้ เยอะแยะมากมาย ถ้าคุณมองว่าเป็นปัญหานะ

แล้วคุณมอง 80 เปอร์เซ็นต์นั้นยังไง

เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด เป็นบทเรียนที่เยี่ยมยอดที่สุด

ไม่ได้ปลอบใจตัวเองใช่ไหม

ตอนแรกเหมือนจะปลอบใจตัวเอง แต่พอมานั่งดูๆ แล้วมันใช้ได้นี่หว่า คือว่าถ้าเกิดมันไม่เกิดปัญหากล่องเสียง ผมก็อาจจะตะเบ็งไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งผมอาจจะไม่มีเสียง แล้วถ้าเกิดว่าวันนั้นผมไม่ได้เรียนรู้จากการให้เพื่อนเอาเงินไปผลาญสิบกว่าล้าน โดยที่ผมไว้ใจ ผมก็จะไม่ได้บทเรียนวันนี้ในการกรองคนที่จะเอาเงินเราไปทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นบทเรียน ทุกเหตุการณ์ที่คุณรู้สึกว่าเป็นลบมันเป็นบทเรียนนำพามาสู่อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

มีอะไรที่เพิ่งเรียนรู้ในวัยนี้บ้างไหม

การนอนสำคัญที่สุด ใครที่นอนเต็ม 8 ชั่วโมงต่อวันคนนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง คนนั้นมีบุญมากที่สุด

คุณในวันนี้เปลี่ยนไปจากตัวคุณในวัย 20 – 30 อย่างไรบ้าง

ตอนนั้นมันเด็กกว่า คล่องกว่า กล้า บ้า ทุกวันนี้ก็กล้าและบ้านะ แต่วันนั้นอาจจะมึนๆ แล้วก็คิดว่าเราตายยาก คิดว่าเราแข็งแรงมาก แต่ผมว่ามนุษย์ก็เป็นแบบนี้หมดนะ ไม่มีใครหรอกที่บอกว่าอายุ 20 กับ 40 เป็นคนเดียวกัน

ถ้าให้ย้อนมองคุณชอบตัวเองในวัยนี้ไหม

ผมชอบตัวเองทุกวัยเลย คนเราต้องรักตัวเองในทุกช่วงอายุ แต่ถามว่าถ้าต้องเลือกเป็นแบบไหน คุณก็เปรียบเทียบเอา แต่ผมชอบทุกช่วงอายุ เพราะผมว่ามันมีสีสันของมัน ทุกอย่างมันกำหนดมาแล้ว

เด็กบางคนดื้อมาก ผมก็จะบอกว่าปล่อยไปเหอะ เดี๋ยวมันก็ได้เรียนรู้เอง มันต้องใช้ชีวิตไง ถ้าผมเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดชีวิตคงงง ชีวิตต้องได้เรียนรู้ไง ชีวิตที่รู้ทุกอย่างมันน่าเบื่อ ชีวิตมันต้องไม่รู้ มันถึงจะน่าใช้ชีวิตต่อ

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา,วู้ดดี้, woody, woody talk, woody world

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load