The Cloud x THE WISDOM

ผมเห็นต้นไม้ใหญ่เรียงรายให้ร่มเงาอยู่ในสนามเด็กเล่น ระหว่างนั่งรอ ครูอ้อน-บุบผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ครูใหญ่และผู้ก่อตั้ง โรงเรียนทอสี

ที่ผ่านมา ผมรู้จักโรงเรียนแห่งนี้ผ่านชื่อเสียงและคำบอกเล่า หาได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

ใครหลายคนรู้จัก โรงเรียนทอสี ในฐานะโรงเรียนทางเลือก เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและนำหลักการของพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน โดยโรงเรียนนี้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2534 เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล ก่อนที่ภายหลังจะเปิดชั้นเรียนระดับประถมศึกษาใน พ.ศ. 2542

หลังจากผมได้พบเจอและนั่งคุยกับครูอ้อน กับโปรเจกต์ FORWARD YOUR WISDOM ในโอกาสครบรอบ 10 ปี บริการ THE WISDOM ของธนาคารกสิกรไทย ผมพบว่าสิ่งที่ โรงเรียนทอสี คิดและทำ ทำให้เห็นถึงคุณค่าของวิชาชีวิต แทนที่จะมุ่งเน้นการสอนวิชาการแบบโรงเรียนที่เราคุ้นเคย

ครูอ้อนบอกว่า โรงเรียนแห่งนี้เน้นสอนวิชาชีวิต ชีวิตคือความสัมพันธ์ ทุกสิ่งต่างมีพลังต่อกันและกัน ทั้งกับมนุษย์ด้วยกันเอง ธรรมชาติ เทคโนโลยี ทุกนาทีตั้งแต่เหยียบเข้าโรงเรียนคือช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้
แทนที่จะสอนแต่วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โรงเรียนทอสียังมีวิชาอื่นๆ ที่ออกแบบการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กรู้จักพึ่งพาตัวเองและคิดถึงผู้อื่น ครูใหญ่โรงเรียนแห่งนี้บอกว่ามีวิชาหนึ่งชื่อ ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’

แค่ฟังชื่อก็อยากย้อนเวลากลับไปเรียนใหม่

แม้ใครหลายคนจะนิยามว่าโรงเรียนทอสีเป็นโรงเรียนทางเลือก แต่ครูอ้อนยืนยันว่านี่คือโรงเรียนทางหลัก เพราะวิชาชีวิตคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เหล่าเด็กน้อยมีรากคือใจที่แข็งแรง สมบูรณ์ เมื่อรากแข็งแรง การเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก

เหมือนต้นไม้ใหญ่ในสนามเด็กเล่น

ครูบุบผาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนทอสีที่สอนให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต

ส่วนตัวครูมีความเชื่ออะไรเกี่ยวกับโรงเรียนบ้างไหม

ตอนแรกที่ทำโรงเรียนเพียงแค่มีความสุขกับเด็ก เพราะว่าเคยเป็นครูพาร์ตไทม์สอนหนังสือเด็กอนุบาล ประถม และมหาวิทยาลัย สอง เราก็นั่งนึก สมัยที่เราเรียนหนังสือ เรารู้สึกว่าเราเรียนด้วยความยากลำบาก เพราะเราเป็นคนไม่ชอบท่องจำ แต่เราเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เราลงมือปฏิบัติเรารู้สึกว่าเราเรียนรู้ได้ดี แต่ถ้าให้มานั่งท่องจำเรารู้สึกว่าสอบเสร็จแล้วก็จบแค่นั้น ความรู้แทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย ครูอ้อนรู้สึกว่าการศึกษาไทยมีปัญหา พอตอนที่เปิดโรงเรียนครูอ้อนเลยเปิดแนวเตรียมความพร้อม ไม่เปิดแนววิชาการ

พอคิดว่าจะเปิดโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม ทำให้วิธีการสอนต่างไปไหม

ตอนเริ่มต้นทำโรงเรียนอนุบาลสิบปีแรก เราทำโรงเรียนเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เป็น Active Learning เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ สมัยนั้นมีสอนทำอาหาร มีเกม มีสื่อการสอนให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำ ไม่ใช่นั่งฟังครูอย่างเดียว แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ขาดหายไป จิ๊กซอว์มันยังไม่ครบ หลังจากนั้นครูอ้อนเริ่มปฏิบัติธรรม แต่ก็ยังไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรม เรื่องของพุทธศาสนา เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่งเรามีความคิดอยากจะทำโรงเรียนประถม

วันที่ประชุมตอนจะทำโรงเรียนประถม เราก็เชิญคนที่สนใจการศึกษามาหลายท่าน หลังฟังทุกคนเสร็จเรียบร้อย พระอาจารย์ชยสาโรก็เล่าให้ฟังว่า ในพุทธศาสนามีระบบการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด คือหลักไตรสิกขา คือการพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ท่านแจกแจงให้ดูว่ามันเป็นยังไง มีวิธีการและการวัดผลอย่างไร แล้วท่านก็พูดประโยคหนึ่งว่า ‘ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต’ ซึ่งมันโดนใจเรามาก ทำให้มุมมองการทำการศึกษาเปลี่ยนไปทันที

ที่ผ่านมาเราทำการศึกษาเฉพาะในห้องเรียน เราไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาวิชาเอาตารางสอนเป็นตัวตั้ง เด็กไทยจะเก่งได้ยังไง ในชีวิตเรามียี่สิบสี่ชั่วโมง หมดไปแล้วกับการนอนแปดชั่วโมง อีกแปดชั่วโมงอยู่บ้าน อีกแปดชั่วโมงอยู่โรงเรียน และเวลาที่เราเรียนในห้องเรียนคือแค่ห้าชั่วโมง เราเลยเปลี่ยนใหม่ทันที นับตั้งแต่ก้าวที่เด็กเข้ามาในโรงเรียนคือการเรียนรู้ นี่คือในส่วนที่โรงเรียนต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น ตารางชีวิตของเด็กจึงเปลี่ยน

พอวิธีคิดเปลี่ยนวิธีปฏิบัติก็เปลี่ยน

ใช่ เราหันกลับมาดูที่ตารางชีวิตและวิถีชีวิต ทำอย่างไรจะให้เด็กสามารถเรียนรู้ที่จะเป็นที่พึ่งของตนเองได้ เมื่อก่อนเราไม่ได้สนใจ พ่อแม่จะอุ้มลูกเข้ามา จะถอดรองเท้าให้ลูก ก็ทำได้ ตอนหลังเราบอกพ่อแม่ว่า เราจะต้องฝึกเด็กให้เป็นที่พึ่งของตัวเอง เพราะปรัชญาโรงเรียนเราคือแบบนั้น ‘สร้างที่พึ่งแห่งตน เร่งฝึกฝนตนเป็นบัณฑิต’ เราพยายามให้เขาได้ทำอะไรด้วยตนเองตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาโรงเรียน ตามระดับความสามารถของเขา พ่อแม่และครูต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น

โรงเรียนทอสี
โรงเรียนทอสี

การที่เด็กทำเองต่างจากการที่พ่อแม่ทำให้ยังไง

เมื่อเด็กทำอะไรได้ด้วยตัวเองเขาจะภูมิใจ ในพุทธศาสนามีพละ 5 ตัวตั้งต้นคือ ศรัทธา โดยปกติเด็กเขาจะมีศรัทธาในตัวผู้สอน ศรัทธาในพ่อแม่ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้เขาศรัทธาในตัวเอง

หากในเวลาที่เขาจะต้องทำอะไรแล้วเขามีคนเข้ามาช่วยตลอดเวลา ก็ไม่มีโอกาสได้สร้างศรัทธาในตัวเอง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง เขาต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา เขารู้อย่างเดียวว่าเขากดปุ่มใครได้บ้าง แต่นั่นคือการทำลายศรัทธาและความเชื่อมั่นในตัวเอง

ความศรัทธาในตัวเองสำคัญด้วยหรือกับเด็กชั้นอนุบาล เด็กชั้นประถม

ความศรัทธามันจะทำให้เกิดพลังในการเพียรพยายาม พละ 5 คือพลังห้าประการ ประกอบด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

เด็กไทยเรียนเก่งนะ แต่ไม่ค่อยมีศรัทธาในตัวเอง ไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เรียนก็เก่ง แต่พอเวลาไปอยู่ที่อื่นทำไมไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก เพราะเขาไม่มีศรัทธาในตัวเอง เขาเก่งเฉพาะวิชาการเท่านั้นเฉพาะเวลาสอบ แต่พอเขาต้องแสดงความคิดความสามารถเขาทำไม่ได้ เขาไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะชีวิตเขาไม่เคยได้รับโจทย์ที่หลากหลาย เขาได้รับโจทย์เฉพาะในตำรา ยิ่งเขาได้บทเรียนในการแก้ปัญหาจากการเผชิญสิ่งต่างๆ มันจะยิ่งทำให้เขามีความสามารถในการมองสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ได้ดียิ่งขึ้น ถ้าผู้ใหญ่ทุกคนคอยแก้ปัญหาในชีวิตให้เขาหมด เขาก็จะเก่งเฉพาะแก้ปัญหาในโจทย์ที่ครูให้บนกระดาน ในแบบฝึกหัดเท่านั้น แต่ที่โรงเรียนทอสีเราให้โจทย์ชีวิตมากมายให้ช่วยกันระดมคิด

โจทย์ในชีวิตที่เด็กโรงเรียนทอสีได้รับเป็นอย่างไร ครูพอจะยกตัวอย่างได้ไหม

พอท่านอาจารย์พูดว่า “ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต“ ครูอ้อนถึงปิ๊งทันทีเลยว่า บทเรียนในชีวิตของเด็กมันไม่ต้องจำกัดเฉพาะในห้องเรียน

บทเรียนชีวิตนี้จะต้องเริ่มตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาในโรงเรียน เขาต้องถือข้าวของเข้ามาด้วยตัวเอง ทั้งแบกเป้และถุงนอน ต้องสวัสดีทักทายคุณครู เมื่อถึงห้องเรียน เขาต้องแยกของต่างๆ เข้าในตะกร้า รินนมถั่วเหลืองอย่างไรไม่ให้หก การกะปริมาณที่ตัวเองจะตัก การใส่ผ้าปูที่นอนปลอกหมอน การจัดวางที่นอนอย่างไรในพื้นที่จำกัดและอีกมากมายจนกระทั่งเขากลับบ้าน ที่โรงเรียนเราเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ดูแลตัวเอง ช่วยเหลือกันและกันตลอดเวลา

ส่วนที่บ้านนั้น พ่อแม่หลายบ้านยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าให้ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว งานส่วนอื่นๆ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่และแม่บ้าน เด็กจึงทำงานชีวิตไม่เป็นแม้กระทั่งการจับไม้กวาด การจับมีด มันดูเก้งก้างไปหมด ท้ังๆ ที่มันเป็นเรื่องง่ายที่สร้างความมั่นใจให้กับเด็กได้ นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทำร้ายลูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ครูมองว่าการจับไม้กวาดไม่เป็นเป็นเรื่องใหญ่

มันเป็นเพียงแค่หนึ่งตัวอย่างเล็กๆ ในชีวิตที่สามารถสร้างความภูมิใจให้กับตัวเองได้ทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละวัน ไม่ใช่ต้องรอผลสอบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่แน่ใจได้ว่าผลสอบจะออกมาดี

โรงเรียนทอสี
โรงเรียนทอสี
โรงเรียนทอสี

แล้วถ้าเขาเก่งมากๆ ในห้องเรียน

ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เขาต้องเก่งชีวิตด้วย ไม่ใช่เก่งแบบความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทุกข์ง่าย สุขยาก การศึกษาพุทธปัญญาเราต้องพัฒนาเรื่องจิตใจและเรื่องปัญญา ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียนวิชาอะไร วิทยาศาสตร์ ไทย เลข เรียนแล้วต้องนำมาพัฒนาชีวิตได้ เรียนเรื่องโภชนาการต้องกินเป็นอยู่เป็น คือต้องไม่เป็นโทษเป็นภัยต่อร่างกาย เรียนเลขแล้วต้องรู้จักอดออม รู้จักประมาณตน ไม่สุรุ่ยสุร่าย เรียนภาษาแล้วต้องสื่อสารให้เกิดสันติภาพ ไม่สร้างความแตกแยก เราต้องไม่แยกส่วนวิชาการออกจากชีวิต เราต้องทำให้มันเป็นเนื้อเดียวกัน เรียนแล้วต้องพัฒนาชีวิตทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ไม่ใช่เรียนแค่รู้ แต่ต้องเป็นเพื่อการพัฒนาชีวิตให้งดงามขึ้น

เราค่อยเรียนรู้ชีวิตตอนโตไม่ได้เหรอ ทำไมต้องรู้จักชีวิตตั้งแต่เด็ก

ไม้แก่ดัดยากไม้อ่อนดัดง่าย หากเราไม่รีบชิงสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามกันตั้งแต่เล็กๆ พฤติกรรมที่ไม่ดีงามก็จะมาแทนที่ เขาจะมีคำถามมากมาย ทำไมต้องล้างจาน ทำไมต้องกินข้าวให้หมด ทำไมต้องนั่งพับเพียบ ทำไมต้องสวัสดี ต้องกราบ เราจึงต้องรีบชิงสร้างพฤติกรรมคุ้นเคยที่ดีงามก่อนที่จะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีงาม ซึ่งไม่ต้องฝึกและไม่ต้องฝืนเลย เพราะธรรมชาติของคนจะไหลตามกิเลส

เราจะต้องฝึกเด็กให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้ไม่ถูกใจ และไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้ถูกใจ การฝึกให้เด็กเป็นที่พึ่งตัวเองตั้งแต่เล็กๆ เพราะเขาทำหลายอย่างได้ด้วยตนเอง แต่ผู้ใหญ่ห่วงและเอ็นดูพร้อมจะโอบอุ้มตลอดเวลา ไม่ยอมให้เผชิญความทุกข์ยากใดๆ เพราะคิดว่าเขายังเล็กเกินไป ไว้ค่อยให้เขาโตเขาค่อยช่วยตัวเอง เมื่อนั้นก็สายเสียแล้ว เพราะเขาจะปฏิเสธที่จะเป็นที่พึ่งพาของตัวเองเพราะชินกับการโอบอุ้มแบบนี้เสียแล้ว

ที่ครูบอกว่าให้เด็กทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำให้ครูของโรงเรียนทอสีสบายกว่าครูโรงเรียนอื่นไหม

การให้เด็กพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองนั้นไม่เป็นเรื่องง่ายเลย การที่เราสั่งเขามันง่าย เด็กก็จะทำตามในตอนแรก แต่ภายหลังเขาจะเกิดคำถามว่าทำไมต้องทำ ในเมื่อเราเป็นโรงเรียนพุทธปัญญา เราต้องทำให้เขามีปัญญา ต้องทำให้เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ ครูต้องคิดว่าจะพูดหรือทำอย่างไรให้เด็กทานข้าวให้หมด ไม่ใช่สั่งว่าลูกต้องทานให้หมด แต่เราต้องพาให้เขาเห็นว่ากว่าจะได้ข้าวมานั้นมันยากเย็นอย่างไร หรือถ้าเขาทำน้ำหกจะพูดอย่างไรให้เขาลุกไปหยิบผ้ามาเช็ดโดยไม่ต้องสั่ง ครูต้องมีสติที่จะไม่สั่ง ไม่ทำให้ ครูต้องหยุดและคิด ตั้งคำถามชวนคิด บ่อยเข้าเขาก็จะทำเป็นอัตโนมัติ ครูทอสีจึงต้องพัฒนาสติและทักษะการคิดอย่างมากที่จะไม่ทำตามความเคยชินเดิมๆ

ปกติคุณครูโรงเรียนทอสีตีเด็กไหมครับ ผมโตมากับการโดนตี

เราไม่อนุญาตให้ครูตี

ครูบุบผาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนทอสีที่สอนให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต
ครูบุบผาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนทอสีที่สอนให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต

ไม่เชื่อในการตี

ไม่เชื่อในการตี พ่อแม่อาจจะตีได้นะ แต่สำหรับครูมันมีคำว่า ‘บารมีของความเป็นครู’ ที่ทำให้เด็กเกรงใจ แล้วมันอยู่ที่ตัวเราด้วย ถ้าเราปฏิบัติต่อเด็กด้วยเมตตา จริงใจ ไม่ลำเอียงเพราะรักหรือชัง ครูอ้อนเชื่อว่าเราพูดอะไรเขาก็พร้อมจะรับฟัง

แล้วในแง่วิชาการ โรงเรียนทอสีเหมือนกับโรงเรียนอื่นไหม มีวิชาต่างๆ เหมือนกันไหม

เหมือนในแง่ที่เราอิงหลักสูตรกระทรวงที่เป็นบทเรียนวิชาการ แต่ที่ไม่เหมือนคือบทเรียนวิชาชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบทเรียนในวิถีชีวิต เช่น การดูแลข้าวของ สถานที่ คนในชุมชน การสวดมนต์เจริญสติในแต่ละวัน และบทเรียนชีวิตที่เราเรียกว่า ‘วิชาเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ ซึ่งเราต้องคิดว่าในแต่ละชั้นเราควรจะปลูกฝังอะไรให้กับเขา

สอนอะไร

สอนทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรม ทั้งสองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้ ทางโลกคือวิชาการต่างๆ ส่วนทางธรรมคือบทเรียนชีวิต เราอยากจะปลูกฝังสิ่งดีงามอะไรในแต่ละวัย เช่น ชั้น ป.1 เราอยากให้เขาเป็นที่พึ่งของตัวเอง เราก็ตั้งชื่อบทเรียนว่า ‘ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ เด็กจะได้ฝึกการดูแลตนเองให้เป็นผู้ที่พร้อมเป็นนักเรียนมืออาชีพ หรือของ ป.6 บทเรียนมีชื่อว่า ‘แกะสลักชีวิต’ เพราะต้องการให้ฝึกแกะสิ่งที่ไม่ดีงามอะไรออกไป เช่นเดียวกับมีเกลันเจโล ที่เขาแกะสลักม้าได้สวยงาม เพราะเขาแกะส่วนที่ไม่เป็นม้าออกไป

แล้วสอนยังไง

สอนด้วยการพาทำ พาดู และพาคิด เช่น บทเรียนที่ 2 มีชื่อว่า ‘หนี้ศักดิ์สิทธิ์’ เช่น เราตั้งคำถามว่าเด็กๆ คิดว่าหนี้ศักดิ์สิทธิ์หมายถึงอะไร และทำไมต้องเรียนเรื่องนี้ ทุกอย่างที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ข้าวของ ฯลฯ เราได้มาอย่างไร เราต้องอาศัยใครบ้างกว่าจะโตมาได้ทุกวันนี้ เราตอบแทนบุญคุณท่านได้อย่างไร ครูสอนเขาให้บริการพ่อแม่ด้วยการนวด ล้างเท้า กราบเท้าพ่อแม่ เพื่อที่เขาจะได้กลับไปทำให้พ่อแม่ชื่นใจ เราปลุกพลังงานที่ทุกคนมีอยู่ให้เติบโต การสอนแบบนี้ได้ทั้งวิชาการ วิชาชีวิต ได้พัฒนาชีวิต สร้างประโยชน์และความสุขให้แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นการสอนแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน

ครูบุบผาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนทอสีที่สอนให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต
ครูบุบผาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนทอสีที่สอนให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต

แล้วที่พระอาจารย์ชยสาโรเคยบอกว่า “เราต้องจัดการศึกษาให้เด็กปกป้องความฉลาดไม่ให้ความโง่ครอบงำจิตได้” อยากรู้ว่าความฉลาดในนิยามของครูคืออะไร

ความฉลาดเมื่อก่อนครูอ้อนคิดว่าเป็นเรื่องทางวิชาการ เป็นความฉลาดทางโลก แต่มันมีความฉลาดอีกประเภทคือฉลาดทางธรรม ที่จะทำให้รู้และเข้าใจชีวิตและปฏิบัติต่อมันได้อย่างถูกต้อง เช่น ฉลาดที่จะสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ในโลกวัตถุ ไม่กลายเป็นทาสของมัน ฉลาดที่จะสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน สื่อสารเป็น สร้างสัมพันธภาพมากกว่าทำลายมิตรภาพ ฉลาดที่จะดูแลอารมณ์และฉลาดคิดไม่เข้าข้างตัวเอง แต่มองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง

ความฉลาดที่แท้จริงนั้นต้องทั้งเก่งและดี ถ้าเก่งแต่ไม่ดีไม่ถือว่าฉลาดจริงในความหมายทางพุทธ เพราะถ้าเก่งและเอารัดเอาเปรียบ คดโกง อาจดูฉลาดในระยะแรก แต่ในระยะยาวเขาต้องหนีผลกรรมไม่พ้น อย่างนี้ไม่ถือว่าฉลาดจริง

สุดท้ายครูเชื่อไหมว่าการปลูกฝังเด็กแบบโรงเรียนทอสีจะสามารถเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเราได้

มันต้องเปลี่ยนแปลงได้ โดยเริ่มจากหน่วยเล็กที่สุด คือครอบครัว และเราก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีงามในหลายครอบครัวในทอสี เพราะถ้าแต่ละครอบครัวมีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ไม่ไหลไปตามกระแส และพยายามพัฒนากาย วาจา ใจ ตนเองได้ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูต้องกลับมาดูว่าทำอย่างไรเราจะเป็นพ่อแม่มืออาชีพหรือครูมืออาชีพได้ มีสิ่งใดที่เราต้องแก้ไขปรับปรุง มีสิ่งดีงามใดที่เราต้องรักษาไว้ ถึงแม้ทอสีจะเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ในสังคม แต่เราทุกคนมีหน้าที่ต่อประเทศชาติ การทำการศึกษาที่ถูกต้องที่พัฒนาคนให้เป็มนุษย์ผู้มีใจสูง คือตัวตั้งต้นที่จะช่วยกันแก้ปัญหาสังคมและโลกใบนี้ เราจึงพยายามทำการศึกษาวิถีพุทธปัญญาให้เป็นต้นแบบและพร้อมที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียน ความสำเร็จของโรงเรียนทอสีคืออะไร

การพิสูจน์ด้วยตนเองว่าหลักการของพระพุทธเจ้าที่เรานำสู่การปฏิบัตินั้นทำได้จริง ไม่ล้าสมัย และผลลัพธ์ที่ออกมานั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญคือ ครู ครูทอสีไม่ใช่เพียงแค่สอนหนังสือหรือทำแต่งาน แต่ครูทอสีมีอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการกล้าที่จะให้เสียงสะท้อนแก่กันและกัน ทั้งที่อาจจะถูกใจและไม่ถูกใจอย่างเป็นกัลยาณมิตร เป็นสิ่งที่ช่วยฝึกให้เราเติบโตทั้งกายและใจ

นอกจากนี้ สิ่งที่ปรากฏคือ ผู้ปกครองกลับมามองตัวเองมากขึ้น ไม่ไปเพ่งโทษที่ลูก เป็นนักจับถูกมากขึ้น เห็นการพัฒนาตนเองของผู้ปกครองที่พร้อมรับฟังและเป็นผู้เรียนรู้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในยุคนี้ ส่วนนักเรียนเราก็เห็นความเป็นผู้คิดเป็นมากขึ้น เวลาจะทำอะไร เขาจะมองได้กว้างและลึกขึ้น ไม่ได้มองเฉพาะตัวเองอย่างเดียว

แล้วความสุขของคนเป็นครูคืออะไร

ในการทำการศึกษาพุทธปัญญาเราจะกลายเป็นคนที่สุขง่ายขึ้น เราไม่ต้องรอให้ผลสอบออกมาก่อนว่านักเรียนทุกคนผ่าน เราจึงจะภูมิใจ เห็นอะไรดีงามแม้เพียงเล็กน้อยในวิถีชีวิตก็สามารถทำให้เราชื่นใจได้อยู่ตลอดเวลา แค่การที่เห็นเด็กอนุบาลเดินถือถุงผ้าเข้ามาพยายามเป็นที่พึ่งตนเอง ไหว้สวยงาม ช่วยครูถือกระเป๋า ล้างจานข้าวให้ครู อดทนใจสู้สิ่งยาก การรู้จักขอบคุณ มีน้ำใจ ขอโทษเป็น ให้อภัยกัน พยายามฝึกฝนสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และอีกมากมายที่สามารถทำให้เราคุณครูทั้งหลายเป็นสุขและภูมิใจในตัวเด็กๆ และในการเป็นครู

ถ้าให้ย้อนมอง คิดว่าชีวิตนี้คิดถูกไหมที่เลือกเป็นครู

คิดถูก คิดถูกมาก ชาติหน้าถ้าเราได้เกิดมาเป็นคนอีก เราก็อยากจะเป็นครูอีก เวลาใดที่เราเหนื่อยล้าเราก็จะเดินไปบอกเด็กๆ ว่าครูหมดแรง ช่วยเติมพลังให้ครูหน่อย แล้วเราก็กอดกัน ไม่คิดว่ามีอาชีพใดจะมีความสุขใจได้เช่นนี้

ครูบุบผาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนทอสีที่สอนให้เด็กเรียนรู้ทั้งวิชาการและวิชาชีวิต

‘FORWARD YOUR WISDOM’

ชีวิตที่มีคุณค่า มีนิยามมากไปกว่าความสำเร็จของตนเอง

นั่นคือ THE WISDOM ที่มิอาจประเมินค่าได้

ในทัศนะของ 10 บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

และยังเป็นผู้จุดประกายพลังแห่งการสรรค์สร้าง ถ่ายทอด แบ่งปัน

ส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งแนวคิด ความรู้ และประสบการณ์ มอบให้ผู้คนมากมาย

ติดตามเรื่องราวของทั้ง 10 บุคคลได้ที่นี่

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load