ว่าด้วยผลงานทั้งชีวิต น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ มีอัลบั้มกับ พรู (PRU) เพียง 2 อัลบั้ม

ถือว่าน้อย-น้อยมาก-น้อยมากๆ สำหรับศิลปินคนหนึ่งที่มีแพสชันในดนตรีอย่างแรงกล้าเช่นเขา แต่โชคดีที่มัน ‘น้อยแต่มาก’

“น้อยคิดว่ามันดีที่คนยังจำพรูได้ พรูไม่ได้เป็น One-hit Wonder มันเป็น One-album Wonder ส่วนมากคนจดจำอัลบั้มแรกได้ อัลบั้มชุดนั้นทำให้น้อยเกิด ทำให้น้อยได้ไปแสดงภาพยนตร์ และสร้างฐานแฟนแพลงขึ้นมา”

นักร้องวัย 47 ที่ภายนอกดูหนุ่มกว่าตัวเลขอายุบอกผมอย่างนั้น ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในบ้านของเขาย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่จัดงาน ‘LIFE AFTER PRU’ NOi’s Private Party งานที่ชวนแฟนเพลงเก่ามาฟังอัลบั้มใหม่แบบสุดเอ็กส์คลูซีฟ หลังจากที่เขาห่างหายจากการออกอัลบั้มไป 12 ปี นับจากอัลบั้มสุดท้ายของวงพรู

ที่มุมหนึ่งของบ้านเก่าบูรณะใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณที่เขาสะสม มีตู้ซึ่งบรรจุความทรงจำของเขาในวันวานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทปคาสเซตต์อัลบั้มแรก จดหมายจากแฟนเพลงเมื่อวันวาน นิตยสารที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งตู้นี้เขาจัดด้วยตัวเองเพื่อให้แฟนเพลงได้รื้อฟื้นในงานวันนั้น

เวลา 12 ปี เพียงพออย่างเหลือเฟือที่จะทำให้ใครบางคนหรือบางสิ่งถูกลืม-แต่ไม่ใช่กับตัวเขาและเพลงที่เขาเคยร้อง

คลิปวิดีโอที่ บอย โกสิยพงษ์ สอนศิลปินวัย 47 เล่นเฟซบุ๊กครั้งแรกมียอดคนชม ณ ตอนนี้เกิน 2 ล้านวิวไปแล้ว และเพจของเขาที่ชื่อ ‘NOi Pru’ มียอดคนไลก์เกินแสนภายในระยะเวลาไม่นาน บางทีนี่อาจเป็นหลักฐานว่าเขายังไม่ถูกลืม และมีใครหลายคนคิดถึงเขา

ชีวิตหลังหายจากการทำอัลบั้มไป 12 ปี และหลังมีเฟซบุ๊ก 4 เดือนของ น้อย วงพรู เป็นอย่างไร คือสิ่งที่เรานั่งคุยกันในบ่ายวันนั้น

ซึ่งน้อยก็ยังคงเป็นน้อย ที่ยังคงเป็นคนพูดน้อย-แต่มาก

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

การมีเฟซบุ๊กเปลี่ยนชีวิตคุณไปบ้างมั้ย

เปลี่ยน เราเคยแอบภูมิใจตัวเองที่เรายังไม่มีสมาร์ทโฟน บางคนเคยรู้สึกว่าเราเท่ที่เราไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีเฟซบุ๊ก เขาบอกว่า ว้าว ไม่เหมือนใครดี คูลมาก Old School มาก แล้วตอนที่เขารู้ว่าเราเริ่มมีสมาร์ทโฟนเขาก็ผิดหวัง (หัวเราะ) หรือน้อยเองก็เคยนึกว่าเราคูล เห็นคนอื่นมัวแต่มองโทรศัพท์อะไรก็ไม่รู้ ตอนนี้เราก็กลายเป็นหนึ่งในหลายๆ คนแล้ว น้อยดูบ่อยเหมือนกันนะครับ

แล้วพอมีเฟซบุ๊กน้อยก็เริ่มทำแฟนเพจ ที่ต้องทำเพราะว่าสังคมมันบังคับให้เราต้องทำ อย่างการทำอัลบั้มมันมีด้านที่เป็นธุรกิจและก็มีด้านที่ต้องคอนเนกต์กับแฟนเพลงใหม่ด้วย ด้านธุรกิจคือถ้าเรามีอัลบั้มเราก็ต้องหาสปอนเซอร์เพื่อที่จะทำเอ็มวี ทำกิจกรรม แล้วสปอนเซอร์เขาก็ระบุไว้ในสัญญาเลยว่า คุณต้องมีเฟซบุ๊ก ต้องมีอินสตาแกรม ไม่อย่างนั้นเขาไม่สปอนเซอร์ เราก็เลยต้องมี เพื่อที่จะมีเงินมาทำมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้อัลบั้มเราคอนเนกต์กับหลายๆ คนได้

คุณดูเป็นศิลปินที่ประณีประณอมกับการตลาดกว่าที่คิด

ใช่ แต่น้อยทำเพื่อ 2 อย่าง น้อยทำเพื่อแฟนเพลงและเพื่อเพลง

โอเค บางคนอาจจะติสท์มากจนไม่แคร์ ฉันจะทำเพลงที่ฉันจะทำ ไม่แคร์ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่น้อยไม่คิดแบบนั้น น้อยเชื่อว่าเวลาทำเพลงน้อยอยากให้เพลงเราสื่อสารกับคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้อยเคยทำเพลงที่น้อยชอบส่วนตัวมาก่อนคืออัลบั้มชุดที่ 2 ของพรู ซึ่งมันไม่ได้เวิร์กเท่าไหร่ น้อยก็เรียนรู้ความรู้สึกนั้นมาแล้ว เลยตั้งใจทำเพลงให้คอนเนกต์กับแฟนเพลง ซึ่งตอนนี้น้อยยังไม่ได้โพสต์อะไรมากมาย แต่เท่าที่สังเกต เวลาน้อยโพสต์อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวแฟนเพลงจะชอบ ไลก์ก็เพิ่มขึ้น คอมเมนต์ก็เพิ่มขึ้น

คุณตื่นเต้นกับยอดไลก์หรือจำนวนคอมเมนต์ไหม

ตอนแรกไม่นะครับ (หัวเราะ) พอหลังๆ ก็รู้สึกดีเวลามีไลก์เยอะ หรือบางทีก็ตกใจ โพสต์แค่นี้ไปถึง 1.5 ล้านคนเลยเหรอ มันก็เป็นโลกที่เราต้องระวัง

ยอดไลก์เยอะ คนเห็นเยอะก็ดีอยู่แล้ว มีอะไรต้องระวัง

น้อยไม่ได้อยากเป็นศิลปิน หรือนักแสดง หรือนักร้องที่โด่งดังโดยที่ไม่มีผลงาน แต่น้อยเข้าใจนะ บางทีความโด่งดังก็ทำให้บางคนเขาทำมาหากินกันได้ การที่มีโพสต์แล้วคนติดตามเยอะ เขาก็ได้สปอนเซอร์ ได้เป็นพรีเซนเตอร์ น้อยเข้าใจเรื่องธุรกิจว่าทุกคนต้องมีชีวิต ต้องทำมาหากิน แต่ว่าน้อยไม่อยากเลี้ยงเฟซบุ๊กไปจนมีคนตามสามล้านคนแต่ไม่เห็นผลงานอะไรเลย ตอนที่ทำเพจก็เลยรู้สึกแปลกๆ ตอนที่น้อยบอกกลับมาแล้ว แต่ความจริงยังไม่มีผลงานอะไรออกมาเลย นั่นเป็นผลเสียของการที่เราติดเฟซบุ๊กมากเกินไป คุณจะเป็น Somebody คุณต้องมีผลงาน

คุณเชื่อในงาน

ใช่ น้อยพูดอย่างนั้นเสมอ น้อยเชื่อในผลงาน น้อยแนะนำน้องทุกคนว่า คุณต้องเน้นในผลงานคุณนะ ถ้าเกิดมันดีคุณจะอยู่ได้นาน สิ่งสำคัญคือ คนจะจดจำผลงานคุณ ไม่ใช่ตัวคุณ

ยกตัวอย่างที่น้อยเพิ่งไปเล่นคอนเสิร์ตในเรือนจำตอนถ่ายเอ็มวีเพลง แด่ศาลที่เคารพ น้อยก็ถามคนในนั้นว่ารู้จักน้อยมั้ย เขาก็รู้จักนิดๆ หน่อยๆ แล้วน้อยก็ถามว่ารู้จัก ‘จ๊อด ฮาวดี้’ ในเรื่อง อันธพาล ซึ่งเป็นบทที่น้อยเคยเล่นมั้ย เขาก็ยกมือกันใหญ่เลย คือเขาจำคาแรกเตอร์นั้นได้ และเวลาที่เขาอายุมากขึ้น เขาคงจำน้อยไม่ได้หรอก แต่เขาอาจจะยังจำคาแรกเตอร์นั้นได้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

การที่งานถูกจดจำเป็นเรื่องสำคัญ

ใช่ สำคัญ น้อยอายุเท่าไหร่แล้ว อีก 30 ปี 35 ปี น้อยก็จะตายแล้ว ชีวิตน้อยไม่ได้เหลืออีกมากมายนะ แต่ว่าถ้าเกิดผลงานอย่างบางบทในภาพยนตร์ที่น้อยแสดงมันดี มันก็เป็นความทรงจำของเขา น้อยอาจจะยังหนุ่มตลอดกาลหรือว่ายังดูเท่สำหรับเขา หรือว่าเพลงที่มันดี มันก็จะอยู่ไปอีกนาน ผลงานเลยสำคัญมาก

เชื่อว่าผลงานสำคัญ แล้วทำไมไม่มีผลงานเพลงมานานถึง 12 ปี

มี 2 เหตุผล น้อยหันไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ไปทำโรงแรม แล้วก็มีลูก 2 คน

ช่วงนั้นน้อยหายไปสร้างโรงแรมชื่อ The Siam เพราะว่าน้อยรู้สึกผิดมากที่ไม่ได้ช่วยธุรกิจครอบครัว ซึ่งน้อยมาถึงวันนี้ได้น้อยโชคดีเพราะที่บ้านสนับสนุน ก็เลยรู้สึกว่าถึงเวลาที่น้อยจะมีส่วนร่วมกับธุรกิจครอบครัว แล้วก็สร้างอะไรที่สามารถภาคภูมิใจในตัวเองได้ และให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเราด้วย ก็เลยไปสร้างโรงแรมชื่อ The Siam อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไปโฟกัสตรงนั้น ใจไปทางนั้น

ช่วงที่หยุดไปไม่ใช่ว่าแพสชันในด้านดนตรีลดลงใช่มั้ย

ทุกอย่างในชีวิตมันเกี่ยวกับจังหวะ ไทม์มิ่ง แพสชันมันไม่ได้ลดลง แต่ถ้าเกิดคนเราสามารถมีหลายแพสชันได้ก็ดี ไม่ต้องพึ่งกับสิ่งใดสิ่งเดียวหรือร้องเพลงอย่างเดียว ชีวิตเราต้องหลากหลาย เวลาที่อะไรไม่เวิร์กจะได้มีอย่างอื่นที่เราหันไปหาได้ ไม่ใช่ไปพึ่งชีวิตกับใครคนเดียวหรืองานอย่างเดียว

ตอนที่ทำโรงแรมน้อยก็ดูว่าน้อยเก่งด้านไหนบ้าง เรื่องธุรกิจเรื่องเงินน้อยไม่ได้เก่งเลย บัญชีน้อยก็ทำไม่ค่อยได้ แต่ว่าเรื่องดีไซน์ เรื่องการสร้างอารมณ์ในการตกแต่งน้อยทำได้ เรามีพรสวรรค์ในการตกแต่ง เลือกของ

การสร้างโรงแรมความรับผิดชอบมันสูง การลงทุนมันมากกว่าทำหนังด้วยซ้ำ มันเป็นการสร้างตึกมโหฬารที่จะอยู่ตลอดกาล กระบวนการมันใช้เวลานานมาก จากที่มีคอนเซปต์ในหัว แค่หาสถาปนิกที่ใช่ก็ใช้เวลา 2 – 3 ปีแล้ว ก่อสร้างอีก 3 ปี ทั้งหมดก็เกือบ 6 ปี พอโรงแรมเปิดก็ใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงตัว แล้วเราไม่ได้เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงหรือเป็น Chain ที่คนรู้จักทันที มันเป็นแค่โรงแรมของครอบครัว ซึ่งไม่ต่างจากการที่เราเป็นศิลปินอินดี้ การที่อยู่ดีๆ จะมาดังเท่ากับศิลปินค่ายใหญ่มันยาก เพราะเขามีสื่อเยอะมาก กว่าเราจะสร้างตัวเองมันก็ใช้เวลา เพราะราคาห้องพักเราก็ไม่ได้ถูกด้วย ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เขาจะรู้สึกว่า ‘โรงแรมนี้ฉันยินดีจ่ายเพื่อจะมาพักกับคุณ’ แต่ช่วงที่ไปช่วยที่บ้านก็ทำเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยนะครับ

แสดงว่า 12 ปีที่หายไปคิดแค่จะหยุด ไม่ได้คิดว่าจะเลิก

น้อยไม่เคยพูดว่าเลิกอยู่แล้ว น้อยรู้ว่าจะมีอัลบั้ม รู้ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลา 12 ปี (หัวเราะ) น้อยอาจจะชะลอนานไปหน่อย แต่เรารู้ว่าเรายังมีเพลงในสมองในหัวใจที่อยากให้คนฟัง และเราก็รู้ว่าเรายังมีแฟนเบสอยู่ ซึ่งน้อยก็ตกใจนะเวลาเจอแฟนเพลง อย่างในงาน LIFE AFTER PRU น้อยก็เริ่มรู้ว่าพวกเราเริ่มแก่กันแล้ว

ปกติเวลาแฟนเพลงเขียนจดหมายมาหา น้อยจะมองภาพว่าเขายังอายุ 20 แล้วน้อยก็ยังตอบเหมือนกำลังตอบวัยรุ่น ไม่รู้ทำไม น้อยไม่เคยมองว่าเขาอายุ 30 กว่าหรือจะ 40 กันแล้ว เหมือนกับเราหยุดเวลาไว้ เพราะเราผูกพันกันในช่วงนั้น แล้วเวลาเห็นตัวจริงเขาน้อยจะตกใจ บางคนเป็นคุณแม่แล้วเหรอ น้อยเขียนจดหมายตอบคุณแม่อยู่เหรอ

สำหรับคุณ 12 ปีเป็นเวลาที่นานมั้ย

(คิดนาน) คงนานสินะ ภายนอกเราก็มีอายุมากขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกนานตอนที่ใช้ชีวิต เพราะว่าเราก็ทำเพลงมาเรื่อยๆ เพียงแค่ว่ามันไม่มีคนเห็นเท่านั้น เราก็เข้าออกสตูดิโอทำเพลงมาประมาณ 7 ปี ซึ่งมันก็นานไปจริงๆ น้อยก็รู้สึกว่ามันเสียเวลา น้อยไม่ได้มีเวลากับวงการนี้มากเท่าไหร่ไงครับ น้อยเริ่มตอนอายุ 31 ซึ่งก็สายมากแล้ว เพราะว่าพวก นภ พรชำนิ หรือพวก ป๊อด โมเดิร์นด็อก เขาก็เริ่มกันตั้งแต่อายุ 20 กันหมด แต่น้อยเริ่มตอนอายุประมาณ 31 แล้วก็หายไปอีก 12 ปี ตอนนี้น้อยอายุ 47

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

เสียดายเวลา 12 ปีที่หายไปมั้ย เพราะถ้าทำต่อเนื่อง ตอนนี้ชีวิตคงมีผลงานมากกว่านี้

บางทีก็เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเสียงเพลงเท่าที่ควร เริ่มตอนสายแล้วก็หายไปอีก ผลงานน้อยก็ยังมีแค่ 2 อัลบั้ม

มันก็เสียดายช่วงเวลาที่เป็นช่วงพีกของเรา โดยเฉพาะการเป็นศิลปินในเมืองไทยที่คนฟังอาจจะชอบศิลปินเด็กๆ อยากให้ศิลปินเฟรชๆ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือนักร้อง ซึ่งช่วงอายุ 20 น้อยก็หายไปเลย มาทำอีกตอนอายุ 30 – 35 แค่นั้นเอง จริงๆ ในด้านเพลงก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดว่าเสียใจอะไร เพราะเราก็ไปทำโรงแรม ซึ่งเราก็ภูมิใจเหมือนกัน และเราก็เป็นคุณพ่อ ไปสร้างครอบครัว

แล้วสุดท้ายมันก็กลับไปที่ผลงาน ถ้าเกิด 12 เพลงใหม่มันดีพอ มันก็จะอยู่ได้นาน น้อยคิดว่ามันดีที่คนยังจำพรูได้ พรูมันไม่ได้เป็น One-hit Wonder มันเป็น One-album Wonder เพราะอัลบั้มชุดสองมันไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ส่วนมากคนจะจำอัลบั้มแรก ชุดนั้นทำให้น้อยเกิด ทำให้น้อยได้ไปเล่นหนัง และสร้างฐานแฟนเพลงขึ้นมา

แล้วซิงเกิลแรกของอัลบั้มใหม่อย่าง แด่ศาลที่เคารพ ทำไมถึงเลือกไปถ่ายมิวสิกวิดีโอในเรือนจำ

ตอนแรกคุยกับทางบอย (บอย โกสิยพงษ์) แล้วก็คิดเสมอเลยว่าเพลง แด่ศาลที่เคารพ มันเกี่ยวกับนักโทษ เราคิดอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าต้องไปถ่ายในเรือนจำแล้ว แล้วบอยเขาก็รู้จักกับนักโทษคนหนึ่งที่ออกมาแล้ว เราก็เลยเข้าไปถ่ายแล้วก็คุยกับนักโทษที่ได้เจอ ซึ่งพวกนักโทษที่เราสัมภาษณ์คือนักโทษที่สุดท้ายได้ออกมาแล้วนะครับ อาจจะ 3 ปี หรือ 20 ปี เพราะว่าในกฎหมายเขาห้ามให้ถ่ายนักโทษปัจจุบัน

การได้ไปคลุกคลีกับนักโทษทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างไหม

เวลาคุยกับเขามันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง บางคนอยู่ในคุกมา 20 ปี ออกมาคนก็ไม่ยอมรับ จะไปสมัครงานก็ไม่ได้ หลายคนไม่ไหวก็กลับไปค้ายาต่อ หลายคนก็กลับไปในเรือนจำอีกครั้ง เพราะเขาออกไปแล้วไม่ได้โอกาส แต่ว่าสิ่งที่น้อยอยากพูดในเพลงนี้ไม่ใช่เฉพาะคนที่เป็นนักโทษนะ แต่น้อยคิดถึงคนทั่วไปด้วย น้อยก็เคยพลาดมาก่อน และอยากขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลายๆ ครั้งคนก็ไม่ให้โอกาสเรา

อีกอย่างที่น้อยรู้สึกคือเราโชคดีมากแค่ไหน ชีวิตเรามัน Nothing หลายสิ่งหลายอย่างที่น้อยรู้สึกว่ารู้แล้วแต่ความจริงเราไม่รู้อะไรเลย มันเป็นเกียรติที่เราได้เข้าไปแสดงสดให้พวกเขาดู

เรื่องเนื้อหาอัลบั้มนี้น้อยไม่ได้เขียนเกี่ยวกับตัวเองเท่าไหร่ แต่น้อยจะร้องในมุมมองของตัวละครในเพลงแต่ละเพลง ซึ่งส่วนมากไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตน้อย เพราะว่าเพลงที่น้อยเขียนจะเป็นเพลงให้กำลังใจ เพลงที่อยาก Inspire คน ซึ่งสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจได้มันมักจะมาจากคนที่ล้ม ที่เฟล ที่ไม่ไหวจริงๆ แล้วสุดท้ายเขาซ่อมแซมชีวิตได้ มีคนยอมรับเขา เขาเจอแสงสว่างแล้ว แต่คนอย่างน้อยเกิดมาโชคดี ไม่ได้เคยล้ม ไม่ได้เคยต่อสู้ดิ้นรน น้อยไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชีวิตน้อยเลยไม่ได้มี Inspiration เท่าไหร่ Inspiration มันมาจากคนที่เหนื่อยจริงๆ กับชีวิต คนที่ไม่ไหวจริงๆ คนที่ทำตึก คนที่ทำงานก่อสร้าง หรือคนที่เรือนจำที่น้อยเพิ่งไปเจอ นั่นคือชีวิตจริง I don’t live in the real world.

ทำไมคุณถึงบอกว่า บางเพลงถ้าเกิดไม่โตขึ้นก็เขียนไม่ได้

ไม่ใช่แค่เขียน แต่รวมถึงร้องด้วยนะครับ อย่างเช่น Live and Learn ศิลปินรุ่นน้อยยังร้องไม่ได้ น้อยยังเด็กไป มันต้องเป็นคุณแม่ ต้องเป็นคนที่ผ่านชีวิตมาแล้ว ต้องเป็นคนที่ฟังเสียงแล้วรู้เลยว่าคนนี้ใช้ชีวิตมานาน มันจะทำให้เพลงลึกขึ้น มีวิญญาณขึ้น ทำให้มีสเน่ห์มากขึ้นหรือแม้แต่บางเพลงในอัลบั้มใหม่ของน้อย ถ้าเกิดน้อยร้องเมื่อ 15 ปี หรือ 17 ปีที่แล้ว มันก็ยังไม่ลึกเท่าตอนนี้

อย่างเวลาน้อยฟังตัวเองร้อง ยังรอคอยเธอเสมอ น้อยยังคิดเลยว่าใครวะ มันมีความไร้เดียงสาของเราในตอนนั้น น้อยดูไปถึงเนื้อหาด้วย พอเราโต มุมมองความรักเราไม่เหมือนแต่ก่อน จะให้เขียนเพลงกุ๊กกิ๊กมันก็ไม่ใช่เราแล้ว เราเริ่มเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น

ที่ว่าเข้าใจมากขึ้น เข้าใจอะไร

ภาพพจน์น้อยก็ยังเป็นผู้ชายโรแมนติก ครอบครัวสวยงาม ซึ่งครอบครัวก็สวยงาม แต่มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น้อยกับภรรยาต้องเข้าใจกันและกัน ต้องต่อสู้ กว่าจะพัฒนาขั้นรักเราไปลึกกว่านี้ ไปถึงขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่ง

ความรักมันยากกว่าที่น้อยคิดนะครับ มันไม่ใช่ Romeo and Juliet แน่ๆ ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ มันไม่ใช่ฉันจะรักหรืออยากจะจูบเธอจนกว่าฉันจะตาย ที่ว่านี่น้อยหมายความในแง่มุมโรแมนติกนะ ซึ่งตอนแต่งงานน้อยก็เคยคิดอย่างนั้น แต่ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ความโรแมนซ์มันหายไปอยู่แล้ว แล้วการที่เรามีลูก เราก็เอาความรักไปให้กับลูก พ่อแม่ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกมันลึกกว่าความรักระหว่างสามีกับภรรยา ส่วนมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

กับลูกตั้งแต่เขาอายุหนึ่งเดือนจนเขาอายุ 20 เรายังอยากกอดเขา เรายังอยากจับมือเขา จนกว่าเขาจะไม่ยอมให้เราหอมแก้ม จูบ แต่ว่ากับแฟน เท่าที่น้อยทราบมันจะลดลง มันจะไม่ใช่เหมือนตอนวัยรุ่นที่อยากนอนกอดทุกวันแล้ว มันเปลี่ยนแปลง แล้วมันก็อาจจะมีบางช่วงที่อาจจะหายไปด้วยซ้ำก็ได้ แต่มันต้องกลับมาเข้าหา ต้องใช้พลังงาน มันต้องใช้ความตั้งใจกว่าที่จะให้ความรักมันกลับมาเหมือนเดิมหรือให้มันเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง

เป็นเรื่องน่าเศร้ามั้ยที่ความรักซึ่งเคยหวานชื่นแล้ววันหนึ่งกลับจืดจางลง

มันก็น่าเศร้า แต่เราต้องเข้าใจมากกว่า มันไม่ใช่ว่าเรารักเขาน้อยลง แต่ว่ารักมันพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่ง จริงๆ เรารักเขามากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่มันเป็นในอีกรูปทรงหนึ่ง มันคือการนับถือ เมื่อไหร่ที่คุณเลิกนับถือคนที่คุณรัก คุณควรแยกทางกันนะครับ นอกเหนือจากว่ามีลูก อยู่ด้วยกันเพื่อลูกอันนั้นเกิดขึ้นบ่อย ผมเข้าใจ แต่ถ้าเกิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีลูก แล้วไม่ได้นับถือกันแล้วก็ควรแยกทางกัน ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะ ผมว่าการเลิกกันเป็นการเริ่มต้นใหม่ ผมดีใจกับคนที่คุยกันแล้วเลิกกันดีกว่า ถ้าเกิดไม่ได้ทำร้ายจิตใจลูกอะไรนะครับ ยิ่งถ้าเกิดว่าไม่มีลูกนี่ก็สบายเลย เพราะการหย่ามันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งการเริ่มต้นใหม่เป็นสิ่งที่หายากมาก เกิดขึ้นยากมาก

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

ย้อนกลับไปในงาน LIFE AFTER PRU มีมุมหนึ่งที่คุณเอาสิ่งของเก่าๆ ทั้งเทปอัลบั้มแรก จดหมายจากแฟนเพลง บทสัมภาษณ์ในนิตยสาร มาจัดแสดง ตอนที่เห็นสิ่งของเหล่านี้คุณเห็นภาพเก่าๆ บ้างไหม

เห็นเยอะเลยครับ มันก็ทำให้นึกถึงอดีต บางภาพก็รู้สึกว่าเด็กเหลือเกิน แม้ว่าตอนที่น้อยเข้ามาเริ่มร้องเพลงน้อยอายุมากแล้วนะ แต่ก็ยังรู้สึกเป็นเด็กอยู่ เวลาดูภาพก็คิดถึงวงบ้างเหมือนกัน และคิดว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อีกอย่างที่น้อยเก็บสะสม หลายครั้งน้อยทำเพราะเผื่อว่าวันหนึ่งลูกน้อยก็จะได้เห็นว่าพ่อเคยทำอะไรมาก่อน

สิ่งเหล่านี้สำคัญยังไง ทำไมต้องเก็บไว้ให้ลูกดู

มันก็ไม่ต่างจากเวลาน้อยเห็นพวกภาพเก่าๆ ของคุณแม่ เราจะมองพ่อแม่เราอีกมุมมองหนึ่ง เหมือนเขาเป็นคนละคน เวลาเห็นภาพขาวดำแม่ร้องเพลงกับพ่อที่อเมริกา มันเหมือนกับแม่เป็นคนละคน ไม่ว่าจะเป็นความสดใส หรือตอนที่เผชิญหน้ากับชีวิตใหม่ๆ แม้ทุกวันนี้แม่อาจจะไม่ได้เปลี่ยนนิสัยอะไรมากมายก็ตาม

กับลูกของน้อย น้อยก็รู้ว่า วันหนึ่งเวลาเขาเห็นภาพพวกนี้เขาก็จะรู้สึกอย่างนั้น เขาก็จะมองภาพแล้วรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ ตอนนั้นเขาอาจจะชินกับภาพที่เราแก่แล้ว แต่เวลาเขาเห็นภาพช่วงที่เราอายุเท่ากับเขาในตอนนั้น เขาก็จะเริ่มเชื่อมโยงกับเรา ได้เห็นเราในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการบันเทิงหรือคนทั่วไป เราก็อยากจะให้คนเห็นเรามองเราในอีกภาพหนึ่ง ในอีกมุมมองหนึ่ง

ของทุกอย่างที่เห็นคุณเก็บไว้เองทั้งหมดเลยหรือ

ใช่ น้อยเป็นนักสะสมอยู่แล้ว เพราะน้อย respect memory เคารพว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผ่านมามันเป็นชีวิตเรา โดยเฉพาะสมัยนี้ที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลหมดแล้ว อย่างเช่นพวกภาพถ่ายต่างๆ แต่สิ่งที่เราเก็บไว้เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีน้อยเก็บไว้ทั้งหมด แม้แต่ภาพเหตุการณ์กับเสก (เสกสรรค์ ศุขพิมาย) พวกข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ลงว่าเรา น้อยก็เก็บไว้

สิ่งที่ไม่ดีเก็บไปทำไม

มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งเวลาเราพลาดหรือว่าทำอะไรที่เรารู้สึกไม่ดี สิ่งที่ดีที่สำคัญก็คือสิ่งเราเรียนรู้จากมัน เราก็พยายามซ่อมแซมมันให้ดีที่สุด

แล้วเวลากลับไปดูเรื่องที่ผิดที่พลาดในอดีตรู้สึกยังไง

บางทีก็รู้สึกถึงความโง่ของตัวเอง ความทุเรศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชกต่อย หรือการแสดงบนเวทีที่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ น้อยก็รู้สึกทุเรศเหมือนกัน แต่มันไม่เจ็บปวดเท่าช่วงแรกอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นชีวิตน่ะครับ มันก็มีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งความเจ็บปวดมันก็เป็นสิ่งที่เราคอนเนกต์ได้ง่ายกว่าความสุข และเป็นสิ่งที่มันลึก มันจำได้

ส่วนมากสิ่งเศร้าๆ ที่เกิดขึ้นมันจะอยู่กับเราค่อนข้างนานทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น น้อยก็ไม่เคยบ่นเรื่องชีวิตอะไร เพราะน้อยรู้ว่าน้อยเป็นคนโชคดี โดยรวมน้อยมีความสุข ความทรงจำก็มีความสุข แต่ว่าในการที่เราเป็นคนคิดมาก เวลาสิ่งไม่ดีมันเกิดขึ้น มันก็จะฝังอยู่กับเราสักพัก

สมมติน้อยขับรถไปกับแฟนแล้วน้อยทำหน้าหงุดหงิด เขาก็จะถามว่า ‘ยูกำลังคิดเรื่องสมัยไหนอีกล่ะ’ คือเรื่องมันเกิดมาตั้งนานแล้วแต่มันยังทำให้น้อยเครียด ซึ่งน้อยควรที่จะลืมมันไปดีกว่า แต่ว่าน้อยเป็นคนที่เวลาพลาดเมื่อไหร่ น้อยจะลืมลำบาก ใช้เวลานานมากกว่าจะลืม ไม่ได้อยากจะพูดว่าเราเป็นคนที่ชอบความเจ็บปวด บ้าๆ ติสท์ๆ หรือเป็นมาโซคิสต์ แต่ว่าน้อยก็เป็นอย่างนี้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

ในงานวันนั้นคุณบอกว่า ‘น้อยพูดกับภรรยาว่าถ้าอัลบั้มใหม่ไม่เวิร์ก น้อยจะเศร้าไปสามสี่เดือน’ มันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโจ๊ก

เรื่องจริง เพราะเราไม่ได้อัลบั้มทำมา 12 ปี เราก็พยายามมาก เข้าออกสตูดิโอ 7 เดือน แล้วมันก็เป็นเพลงที่มาจากตัวน้อยคนเดียว เพลงอื่นก่อนหน้าอาจจะพูดได้ว่ามาจากพวกเราวงพรูทั้ง 4 คน แต่อัลบั้มนี้น้อยไม่ใช่แค่ร้องหรือเขียน แต่ดนตรีทุกเม็ดน้อยทำเองเกือบหมด มันเลยส่วนตัวมาก แต่น้อยก็ต้องระวัง จะไปหวังอะไรมากเกินไปไม่ได้ ศิลปินอายุ 40 ขึ้นจะมีเพลงฮิตเพลงใหม่ยาก

เพลงฮิตจำเป็นกับคุณ

แน่นอนฮะ น้อยไม่อยากพูดแทนศิลปินคนอื่น แต่สำหรับน้อย ถ้าเกิดทำอัลบั้มใหม่เราก็อยากได้เพลงฮิตสิ คือเราก็สนุกกับการร้องเพลงเก่าๆ ของเรานะครับ แต่ศิลปินก็คงเบื่อกับการร้องเพลงเดิมๆ นี่น้อยต้องร้อง ทุกสิ่ง อีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นธรรมชาติ เราก็ต้องขอบคุณเพลงพวกนี้ เพราะมันทำให้เราเกิด แต่เราก็อยากจะเล่นเพลงใหม่ๆ นำเสนอเพลงใหม่ๆ เหมือนกับเรามีลูกคนใหม่ เราก็อยากให้เขาชอบลูกคนใหม่เราด้วย

คุณใช้คำว่าเพลงเหมือนลูกคนใหม่ วันนั้นในงานคุณก็บอกว่า ‘เพลงเหมือนลูกเรา’ คุณรักเพลงขนาดนั้นเลยเหรอ

ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ มันไม่ได้เท่ากับลูกหรอก แต่มันเหมือนเวลาที่คนเขาเปรียบหนังเป็นเหมือนลูกของผู้กำกับ เวลาหนังไม่เวิร์ก การเป็นนักแสดงน้อยไม่ได้เจ็บปวดเท่าผู้กำกับ ผู้กำกับบางคนเวลาหนังเฟลเขาไม่อยากกำกับอีกแล้ว ซึ่งทำอัลบั้มก็เหมือนกับทำหนัง

น้อยจะพูดเสมอว่า หนังมันยากกว่าเพลงเยอะ โอเค เพลงของน้อยอาจจะใช้เวลาทำนาน แต่ว่าเพลงฮิตหรือว่าเพลงดีๆ แป๊บเดียวมันเขียนได้ กระบวนการมันง่าย ส่วนมากนักเขียนเพลงทุกคนจะบอกว่า เพลงฮิตมันมาเร็วมากในหัว ทำนองแป๊บเดียวมา ภายใน 5 นาที 10 นาที แล้วเข้าห้องอัดวัน 2 วันก็ทำได้แล้ว แล้วแค่เพลงฮิตเพลงเดียวคุณสามารถทัวร์ผับได้ คุณทำเงินได้เยอะเลยถ้าเกิดมีเพลงฮิตเพลงเดียว แต่ว่าหนังกว่าคุณจะใช้เวลา Pre-production กว่าจะหานายทุนได้ กว่าจะ Post-production หรือตัดต่ออีก แล้วส่วนมากหนังไทยเข้าโรงพฤหัส วันอาทิตย์ก็จบแล้ว ส่วนมากก็ไม่เวิร์กถ้าเกิดไม่ใช่หนัง GDH แล้วผู้กำกับจะรู้สึกเจ็บปวดมาก เขาก็ต้องฝึกวิธีที่จะยอมรับมัน ต้องลุกขึ้นแล้วก็ทำหนังต่อไป หนังมันก็เหมือนลูกของผู้กำกับ เพลงมันก็เป็นลูกของนักดนตรี คนทำเพลง ถ้ามันไม่เวิร์กน้อยก็เจ็บปวดเหมือนกัน มันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 – 4 เดือนด้วยซ้ำ

บางคนบอกว่าทำเพลงที่ตัวเองชอบก็พอแล้ว ไม่ต้องไปคาดหวังให้มันสำเร็จหรอก คุณไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันใช่มั้ย (หัวเราะ) แต่ Live and Learn เป็นเพลงอมตะ แซวไม่ได้ (หัวเราะ)

น้อยก็เคยแซวแม่นะว่า ประโยคนี้มันกำลังบอกว่าเราห้ามฝันว่ะ แต่เราต้องฝันสิ ต้องทำให้ถึงสิ น้อยก็แซวแม่ แซวบอย บอยเขาก็รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธด้วยว่า เราต้องพอใจในสิ่งที่มี น้อยว่าที่คนสามารถคอนเนกต์กับเพลงนี้ได้เพราะมันเกี่ยวกับความฝันที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ ซึ่งส่วนมากชีวิตเราความฝันไม่ได้เป็นจริง มีน้อยคนที่ฝันแล้วจะไปถึงเป้าหมาย

ซิงเกิลที่สองของอัลบั้มและเป็นเพลงที่น้อยชอบมากชื่อ Empty มสเสจจะคล้ายๆ เพลง Live and Learn เนื้อหาเพลงจะเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็พยายามเดินในเส้นทางที่คนสอนมาว่าคุณต้องเดินเส้นทางของตัวเอง อย่าไปเหมือนใคร แม้ว่าสุดท้ายฝันจะไม่ได้เป็นจริง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องภูมิใจที่เขาเดินในเส้นทางนั้น อย่างน้อยเขาต้องแฮปปี้ที่เขาเคยมีฝัน

เพลงนี้จะมีเนื้อหาที่สรุปว่าเราต้องยอมรับว่ามันคือชีวิต การเฟลก็คือชีวิต แม้แต่คนอย่างน้อยที่อาจจะประสบความสำเร็จบ้าง แต่น้อยก็เฟลบางอย่างด้วย เรื่องเฟลมันเป็นสิ่งที่คนคอนเนกต์ได้มากกว่าฝัน แต่ว่าชีวิตคุณก็ต้องพยายามค้นหาความฝันด้วย แล้วคุณก็ต้องพยายามเดินตามเส้นทางของคุณ ไม่ใช่ตามรอยอื่นของใคร นั่นคือสิ่งที่สำคัญ แล้วสุดท้ายคุณก็ควรภูมิใจในจุดนี้ แม้ฝันมันอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

‘พลอย’ หญิงสาวร่างกายซูบผอมแต่แววตาประกายไปด้วยความตื้นตันพูดกับเรา ขณะมองไปที่สามีที่กำลังถ่ายรูปคู่กับคอลเลกชันศิลปะอยู่ที่ระเบียง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

น้ำตาของพลอยรื้นขึ้นและหันมายิ้ม เมื่อรู้ว่าการสัมภาษณ์ในวันนี้กำลังจะจบลง หลังจากได้ขุดความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ซึ่งเรารู้ว่าสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน พลอยไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเดินทางมาเพื่อพบกับสามีของเธอ ต้นตอของแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนหนังสืออย่างเราลุกขึ้นมาอาสาเขียนเรื่องนี้ หลังจากพบชื่อของเขาเป็นหนึ่งในศิลปินจาก Bangkok Illustration Fair (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่รายปีที่รวบรวมศิลปินมาจัดแสดงผลงาน และเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราต้องลุกไปเสิร์ชกูเกิลว่า ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก คือใครกันแน่ 

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

เขาคือเจ้าของผลงานสาวอ้วนไม่มีคอกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใส มีร่องรอยความน่ารักปนหยอกล้อให้เห็นแล้วอมยิ้ม แต่ว่าเบื้องหลังที่เขาได้เล่าในงาน BKKIF คือการป่วยโรคไทรอยด์และหัวใจรั่วของพลอยที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง จนออกมาเป็นงานศิลปะที่ตรงกันข้ามกับเรื่องจริงเพื่อเยียวยาตนเองกับครอบครัว ที่สำคัญคือมันได้ผล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมายถึงขนาดมีคนตีตั๋วเดินทางมาเพื่อขอจับมือเขาแน่น ๆ และกล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง

ขณะที่เรากำลังทบทวนข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวที่หาได้) คุณชัชวาลย์ก็ได้เชิญเราเข้าไปนั่งพูดคุยในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยบอร์ดเกม ฟิกเกอร์โมเดล หนังสือการ์ตูน มีแบกกราวน์เป็นเพลง City Pop เปิดคลอไปตลอดการสัมภาษณ์ โดยเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘ชัด’ และเล่าว่าภรรยากำลังออกไปรับลูกทั้งสองคนจากโรงเรียน 

จากข้อมูลเพียงน้อยนิดในอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้ถึงแก่นแท้มากนัก เราจึงขอเริ่มจากการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเสียหน่อย ระหว่างรอเจ้าหญิงของเรื่องนี้กลับมา

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

นี่มันเด็กชัดๆ

ชัดโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพี่น้องนับสิบคน แต่เขาจะสนิทกับพี่ชายที่ชอบศิลปะเหมือนกัน และมักจะแข่งกันวาดรูปเหมือนจากการ์ตูนเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล หรือ เซนต์เซย์ย่า ส่วนตอนอยู่โรงเรียนก็จะวาดรูปในสมุด หาเงินได้หลายสิบบาทจากการออกแบบเกมตารางง่าย ๆ และขายการ์ดให้เพื่อน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เด็กประถมจินตนาการสูงคนหนึ่งตั้งขึ้นมาเอง

แต่ครั้งแรกที่ชัดรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ ก็คือตอนที่เล่นเกมแล้วไปเจอกับ Slime แสนน่ารัก (เขาชี้ให้ดูฟิกเกอร์ Slime ยิ้มแฉ่งที่อยู่บนชั้นวาง)

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

“ผมเล่นเกม Dragon Quest ของ อาจารย์อากิระ โทริยามะ แล้วเขาวาดมอนสเตอร์น่ารักมาก ผมเป็นคนชอบอะไรน่ารัก ตอนเด็กก็คิดเลยว่าอยากออกแบบมอนสเตอร์ อยากเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าหนทางที่จะไปสู่อาชีพนี้คืออะไร

“ตอนมีคนมาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ยังตอบไม่ได้ ไม่เคยมีใครปลูกฝังเราว่าควรจะเป็นอะไร ผมว่าศิลปะมันสนุก แต่เวลาเราเรียนเราก็ไม่ค่อยได้อินกับมัน สมัยนั้นก็สงสัยว่าทำไมคลาสเรียนศิลปะถึงได้น้อยจัง ตั้งแต่เรียนมาจนจบ ม.6 คิดว่ามีไม่เกิน 5 คลาสเลยมั้ง มันน้อยมากจนไม่ได้มีเวลาให้เราอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่เราอยากวาด จนมีอาจารย์มาบอกว่า ชอบวาดการ์ตูนก็ไปเรียนศิลปะสิ แค่นี้ก็เลยไปเรียนศิลปะ ง่าย ๆ เลย”

ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่เห็นภาพอนาคต แต่รู้ว่าชอบศิลปะ ชัดจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วัน ๆ อยู่กับน้ำมันสน สีน้ำมัน สีอะคริลิก และ Drawing แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็เกิดคำถามจากคุณพ่อ ว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำอะไรกิน ซึ่งเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน

“ในสมัยนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก มันยังไม่มี Collector แล้วก็ยังไม่มีคอมมูนิตี้งานศิลปะให้คนได้มาพบเจอกัน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้น ๆ เขาก็เริ่มสะสมกันแล้วใช่ไหม สมัยผมมันไม่มีแบบนั้น วัน ๆ ผมก็แบกกระดาน แบกสีไปนั่งเพนต์ ปั้น ปั้น แล้วก็ปั้น ตัวเลอะเทอะ แล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย”

การเจรจากับคุณพ่อจบลงที่มาเจอคนละครึ่งทาง ชัดย้ายมาเรียนต่อที่สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะว่านอกจากศิลปะแล้ว ยังได้เรียน Business ด้วย กระบวนการคิดแบบเด็ก ๆ ของเขาจึงจบลงเพียงแค่นั้น ต่อไปนี้คือหนทางของจริงที่ศิลปินทุกคนต้องตามล่าหาทางออกว่าจะสร้างเม็ดเงินจากมันได้อย่างไร 

“สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มมาเลยคือ Design for Communication และเป็น Designed for Business ในเส้นทางนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าจะมีคนจ้างผมเพราะอะไร”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์
ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ภาพที่ไม่ชัด

ชัดสามารถวาดงานสไตล์ใดก็ได้จากการดูตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และมีพลังเหลือล้น (เขาเรียกตัวเองในสมัยนั้นว่า ‘อีโมจังวะ’) เพราะทุกงานที่ทำต้องมาจากดินสอจริง สีจริง กระดาษจริง และต้องใส่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบบ้าพลังลงไป

“เรียกได้ว่าตอนนั้นอีโมมาก ๆ จะค่อนข้างแอนตี้พวก Digital Painting เลย งานมันต้องใช้ดินสอ มันต้องใช้มือสิวะ คิดแบบนั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตามหาตัวเอง ผลงานเลยมีหลายสไตล์มาก คือให้ทำแนวไหนผมทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”

ชัดเปิดผลงานที่วาดด้วยดินสอให้เราดู รายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเพ่งมองถึงจะเห็นทำให้เราทึ่ง นอกจากสงสัยว่าเหลาดินสอหมดไปกี่แท่ง ยังสงสัยว่างานเหล่านี้จะเล่าอะไร ชัดบอกว่าตัวเขาตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าศิลปะจะสะท้อนอะไร แต่ถ้าวันนี้มองย้อนกลับไปก็จะพบว่างานมันสะท้อนตัวตน ความคิด บุคลิก ของตัวศิลปินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนมาก อย่างเช่นการวาดทุกอย่าง การใช้สีได้ทุกเฉด บอกได้ว่าเขาในวัย 20 ต้นๆ ยังเห็นตัวตนไม่ชัดเจนนัก 

อย่างไรก็ตาม ฝีมือโดดเด่นชนิดหาตัวจับยาก ทำให้ผลงานทีสิสคาแรกเตอร์ดีไซน์ของเขา ซึ่งเป็นชุดแรกในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปเตะตาจนอาจารย์ชักชวนไปทำงานด้วย รวมถึงแตะหัวใจของพลอยซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ตอนเรียน กระทั่งจดทะเบียนสมรสและอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่วันนั้น

พลอยกลับมาถึงพอดีพร้อมกับพยานรักตัวจ้อยอีก 2 คน ที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว เสียงเด็ก ๆ ตะโกนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพบว่ามีแขกมาที่บ้าน ชัดต้องหยุดการพูดคุยกับเราไปสักพักเพื่อช่วยพลอยปรามลูก ๆ เป็นภาพน่าเอ็นดูจนอดถามไปไม่ได้ว่า “แต่งงานกันมากี่ปีแล้วคะ”

“เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้วนะคุณ” ชัดตะโกนถามพลอยที่อยู่ในครัว “20 แล้วไหม”

“ไม่ถึง!” พลอยชะโงกหน้ามาตอบ “แต่ถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันก็ 20 ปีมาแล้วแหละ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

หลังเรียนจบ ชัดเข้าไปทำงานในบริษัทตามคำชวน โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นทำงานเกี่ยวกับ Production ภาพเคลื่อนไหว เด็กนิเทศศิลป์ผู้บ้าคลั่งคนนี้เลยวางดินสอแล้วมาจับเม้าส์หัดทำ After Effect กับ Final Cut Pro แบบงง ๆ เหมือนคนหลงทางเข้าไป

“ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นจนกลายเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นเลิกวาดรูปไปเลย แทบไม่ได้แตะ วัน ๆ เอาแต่ทำหนังส่งประกวด คุยกับลูกค้า วนอยู่แบบนี้ ไม่รู้หลงไปได้ยังไง”

“หลงไปนานแค่ไหนคะ”

“15 ปี”

โอเค นั่นดูเป็นการหลงทางที่ค่อนข้างไกล (แถมลึกด้วยแหละ) 

ภาพในตอนนั้นคงยังไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเขากลับมาเป็นศิลปินได้ยังไง ซึ่งเรากำลังจะเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ต่อด้านล่าง

ความชัดเจน

เราพบว่าผู้ชายคนนี้เลิกวาดรูปมาแล้ว 15 ปี เคยทำงานมาแล้ว 4 ที่ เคยเป็นผู้กำกับ เป็น Art Director และปัจจุบันเป็น Producer กับ Creative ทำหนังและโฆษณามาแล้วมากมาย ประสบการณ์ทั้งหมดยืนยันว่า เขาเป็นตัวเจ๋งของวงการนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นดูห่างไกลจากการเป็นศิลปินมากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก

แต่ทุกอย่างที่กำลังไหลไปตามเวลา กลับสะดุดลงในตอนเขาทำงานช่วงปีที่ 7

เมื่อลูกคนแรกลืมตาดูโลก

“สิ่งแรกที่ผมทำตอนผมมีลูกคือ ลาออกจากบริษัท”

นั่นฟังดูบ้าบิ่นมากพอสมควร ในขณะที่หลายคนตั้งเป้าถึงความมั่นคงในชีวิตและเงินทองเมื่อกำลังจะมีลูก แต่เขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการลาออก ชัดเห็นอะไรที่ ‘ชัดเจน’ กว่านั้น เมื่อการเป็นพ่อคนทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะต้องสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ และเขาดีพอจะสอนหรือยัง

“ผมเป็นคนที่ทำเพื่อบริษัทมาก จนบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องในความคิดของผม ผมทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบนัก พอมีลูก ความคิดแรกก็คือ เราอยากบอกลูกได้เต็มปากว่า ลูกสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ลูกเชื่อ แล้วถ้าหากว่าผมยังทำไม่ได้ ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าชีวิตเป็นของลูกนะ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ชัดมองเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการ Production ทั้งราคาค่าแรงที่ต่ำลงสวนทางกับประสบการณ์ และวงการที่เสื่อมถอย เขาจึงไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป เขาลาออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีนโยบายค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล อะไรที่ไม่เมกเซ้นหรือทำร้ายคนทำงานก็จะไม่ทำเลย ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปเป็นโหล จาก 30 เจ้า เหลือเพียง 2 เจ้า

เป็นก้าวเดินที่ขมขื่นแต่ไม่ฝืนใจ ชัดมีความสุขกับการได้เลือกเส้นทางใหม่ได้ไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์โควิด จนทำให้งาน Production ทุกอย่างหยุดชะงัก ออกกองไม่ได้ งานหายวับไปกับตา และเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ

“ทำไมไม่วาดรูปล่ะ” นั่นคือคำถามของพลอย 

ชัดตอบไปว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่อมันห่างหายมานานมากแล้ว ถ้าหากกลับไปเป็นศิลปินก็ยังไม่รู้จะขายให้ใคร วาดจะให้ใครดู และอีกอย่างเขาคิดว่าสไตล์ของเขาไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว แต่ภรรยาก็ยังยืนยันที่จะให้เขาวาดรูป พร้อมกับเผยความในใจที่ไม่เคยบอกตั้งแต่แรกว่า

“รู้ไหม ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอวาดรูปเก่งมาก เธอเป็นคนที่เท่และมีพรสวรรค์มากเลยนะ”

เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ดวงไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาคงไม่รู้ว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะการกลับมาจับปากกาในครั้งนี้ 

ชัดได้มีเวลาตกตะกอนสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตและทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ จนเริ่มมีผู้ติดตามผลงานมากขึ้น เขาได้เข้าร่วม BKKIF ในปี 2021 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะเสียงเชียร์จากภรรยาที่คอยให้กำลังใจ

จนกระทั่งวันที่พลอยล้มลง

ต้นปี 2022 พลอยเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย มือสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ และน้ำหนักของเธอก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเธอไม่ได้ไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือไม่มีคนดูแลลูก ๆ จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เธอเข้า ICU พร้อมกับหัวใจที่เต้นถึง 150 ครั้งต่อนาที จนคุณหมอบอกว่า รู้ไหมว่าคุณอาจตายได้เลยนะ

พลอยตรวจพบโรคเกรฟ (Graves’ Disease) ชื่อเรียกภาษาไทยคือ คอพอกตาโปนหรือไทรอยด์เป็นพิษ และเจอโรค WPW Syndrome (Wolff-Parkinson-White Syndrome) เมื่อเธอเป็นพร้อมกันทั้ง 2 โรค ก็ส่งผลให้มีรูรั่วในหัวใจเพิ่มขึ้นมากถึง 4 – 5 รูจากอาการน้ำท่วมปอด อาการนั้นรุนแรงจนเธอยืนไม่ได้ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปิดขวดน้ำ และที่แย่ที่สุดคือเธออุ้มลูกไม่ได้

นอกจากสุขภายกายแล้ว สุขภาพจิตของพลอยก็ย่ำแย่ตามไปด้วย เธอเริ่มรู้สึกเป็นตัวถ่วงและอยากให้สามีออกไปทำงาน หาแรงบันดาลใจวาดรูป แทนที่จะต้องมาตัวติดอยู่กับเธอ ชัดรู้ดีกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ และคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไป จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ประโยคที่พลอยเคยพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า เธอก็วาดทุกอย่าง ยกเว้นฉัน

ศิลปินหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าหากผมวาดคุณ คุณก็ไม่ต้องไล่ผมไปหาแรงบันดาลใจวาดรูป เอาล่ะ งาน BKKIF ปีนี้ผมจะวาดคุณนี่แหละ คุณจะเป็น Reference ที่ผมจะได้เจอทุกวัน มองทุกวัน คุยทุกวัน เพราะผมมีแต่คุณนี่ไง มันชัดเจนแล้ว”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ

คืนหนึ่ง ชัดเรียกพลอยเข้าไปดูอะไรบ้างอย่าง

“นี่ฉันอ้วนขนาดนี้เลยหรอ!”

พลอยอุทานกับรูปหญิงสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดแขนขาใหญ่ ๆ และไม่มีคอ กำลังอาบน้ำใต้ฝักบัวในชุดแดงสีสดใส 

“มันก็ต้องอ้วนแบบนี้แหละ! จะได้หมายความว่าคุณหายป่วยแล้วไง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผลงาน Collection : Chubby Era ถือกำเนิดขึ้น มันเป็นวันธรรมดา ๆ หลังกลับมาจากกิจกรรมว่ายน้ำเล่นของครอบครัว ชัดลงมือวาดรูปภรรยาของเขา และหลังจากนั้น Chubby Era ก็ถ่ายถอดเรื่องราวของสาวอ้วนไร้คอ กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างน่ารักและมีความสุขออกมาเรื่อย ๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะของพลอยได้ในทุกครั้งที่เขาเปิดภาพให้เธอดู 

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัดใช้ Space ในผลงานมากขึ้นเริ่ม มีตำแหน่งจัดวางที่ชัดเจนมากขึ้น มีที่ให้สีได้เฉิดฉายมากขึ้นใน Collection เขาค้นพบความเรียบง่ายเหล่านี้จากตอนมีลูก ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันโคตรจะธรรมดา 

“งานของผมโดนนำเสนอออกมาในแบบที่เรียบมาก ๆ มีคนมาดูแล้วบอกว่า งานของคุณเหมือนงานของคนที่โตแล้ว เมื่อก่อนที่งานผมดีเทลเยอะมาก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตมีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ เอาง่าย ๆ ถ้าลูกร้องไห้อยากอ่านหนังสือ ผมก็ต้องไปอ่านหนังสือ จะมามัวนั่งผสมสีอะคริลิกทิ้งไว้ แล้วกลับมาผสมไม่ได้สีเดิมก็ไม่ได้ไง ยิ่งพอมาเป็นคอลเลกชันนี้ ผมยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

สาเหตุที่ Chubby era ต้องอ้วน ก็เพราะเขาหวังว่าภรรยาจะกลับมากินอิ่ม นอนหลับ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งหมายความว่ายารักษาจะได้ผล และการที่ไม่มีคอ นั่นหมายถึงอยากให้โรคไทรอยด์นี้หายไป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวธรรมดา นั่นคือความปรารถนาสูงสุดที่เขาอยากเห็น

ทั่งคู่ได้นั่งพูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น พลอยเป็นคนเลือกสี ชัดเป็นคนวาด พลอยเป็นต้นเรื่อง ชัดเป็นคนเล่า น้ำหนักของเธอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา และหัวเราะบ่อยขึ้น ศิลปะได้เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน 

“ผมอยากให้ภรรยาแฮปปี้ แข็งแรง และมีความสุข มันสำคัญมากเพราะเราต้องคอยเลี้ยงอารมณ์เขา ต้องคอยอยู่กับเขาตลอดเวลา เรื่องทรวดทรงผอม ๆ สวย ๆ พอมาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเลย ผมเป็นสามีที่อยากให้ภรรยาของตัวเองอ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเขาจะกลับมาแข็งแรง
“บางรูปเขาก็ถามว่า นี่ฉันต้องขาใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ ผมก็บอกว่าให้มันอ้วนแบบนี้เลย กระโดดลงไปในน้ำ น้ำหมดบ่อเลย วาดเขาเป็นโมนาลิซ่าบ้าง วีนัสบ้าง ผมตั้งใจบอกเขาว่า คุณเป็น Reference ของผมเลยนะ สิ่งสำคัญคือคุณต้องอยู่นะ ถ้าหากว่าไม่มีคุณอยู่ ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

หลังจากผลงานชุดนี้ได้ไปแสดงที่ BKKIF 2022 เรื่องราวของทั่งคู่ก็ถูกเล่าออกไป และคงไม่ใช่แค่เราที่อยากมาพบพวกเขาและดูผลงานชุดนี้ด้วยตาตัวเองชัด ๆ คนอีกมากมายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

“ในงานวันสุดท้าย มีคนมายืนจับมือ ตัวแข็งมองหน้าผม บอกว่าขอบคุณมากพี่! ผมก็ตกใจ เขาเล่าว่า น้องผมเป็นผู้ป่วยติดเตียงและได้อ่านเรื่องของพี่ เขาบอกว่าเขาไหวแล้ว ขอบคุณมากนะพี่ ผมตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อบอกแค่นี้ 

“มันมีความหมายกับผมมาก คนดูงานของเราแล้วต้องได้อะไรกลับไป แค่นี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ผมคิดเสมอว่าศิลปินทำงานให้ตายยังไงมันก็เสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือมีคนมาดู ขอบคุณที่ทำให้งานของผมสมบูรณ์ ทำให้ผมกลับมารู้สึกเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่าเราสร้างงานไปแล้วมันให้อะไรกับผู้คน ทำให้ผมกลับมาศรัทธาต่อศิลปะ

“ตอนนี้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว บอกลูกได้แล้วว่าปะป๊าเป็นศิลปิน ลูกอยากเป็นอะไรก็เป็นได้นะ อยากทำอะไรแบบที่เชื่อก็ทำนะ มันไม่เป็นไรหรอก”

ชัดกล่าวพร้อมกับมองลูก ๆ ทั้งสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ห่าง 

และเราเชื่อว่า เขาสามารถทำอย่างนั้นอย่างที่พูดมาจริง ๆ

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

เรากับพลอยยืนมองชัชวาลย์ถ่ายรูปกับตากล้องอยู่ที่ระเบียงหลังการสัมภาษณ์อันยาวนานจบลง เราถามความรู้สึกถึงเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้

“มันทำให้เรามีกำลังใจอยากกลับมาแข็งแรง จากตอนนั้นที่ยืนแทบไม่ได้เลย กลับมีแรงฮึดให้ครอบครัว เราเห็นเขาวาดรูปกำลังไปด้วยดี เลยอยากกลับมาแข็งแรงตามรูปที่เขาวาด 

“เรารู้มาตลอดว่าเขาชอบวาดรูป ทุกครั้งที่เห็นเขาวาดเราจะมีความสุข เพราะเขาจะสุขภาพจิตดีแตกต่างจากงานตอนทำงาน การวาดรูปทำให้เห็นรอยยิ้มเขาเยอะมากกว่า เราดีใจมากที่เห็นเขากลับมาวาดอีกครั้ง”

แววตาของเธอดูทั้งภูมิใจและอ่อนไหวในเวลาเดียวกันขณะมองไปที่สามี เธอบอกว่าเธอจะร้องไห้ง่ายกว่าปกติสักหน่อยเพราะโรคไทรอยด์ ซึ่งเราเข้าใจว่าถึงจะไม่ได้ป่วย แต่ถ้าได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เราเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

เราถามว่าแล้วจริง ๆ พลอยรู้สึกยังไงกับ Chubby Era เธอเงียบไปชั่วครู่

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ว่าทำไมถึงไม่มีคอ ทำไมถึงอ้วน จนมารู้ในงาน BKKIF นี่แหละ ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

เราเห็นหยาดน้ำตาเล็ก ๆ ที่หางตาของเธอ

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

สุดท้ายแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของศิลปะบำบัดผู้ป่วย 

ไม่ใช่เรื่องราวของศิลปินที่หลงทางไปเป็นผู้กำกับ

แต่เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ 

ที่มีเราและนักอ่านทั้งหลายเป็นพยาน

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : chatotsad

Writer

วรัมพร ศิริสวัสดิ์

Creative Video ที่จบภาพยนตร์ แต่อยากเขียนหนังสือ เป็นมือใหม่หัดวาด เก่งศาสตร์ฝันกลางวันและมีดวงจันทร์เป็นรอยสักกับนามปากกา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load