ว่าด้วยผลงานทั้งชีวิต น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ มีอัลบั้มกับ พรู (PRU) เพียง 2 อัลบั้ม

ถือว่าน้อย-น้อยมาก-น้อยมากๆ สำหรับศิลปินคนหนึ่งที่มีแพสชันในดนตรีอย่างแรงกล้าเช่นเขา แต่โชคดีที่มัน ‘น้อยแต่มาก’

“น้อยคิดว่ามันดีที่คนยังจำพรูได้ พรูไม่ได้เป็น One-hit Wonder มันเป็น One-album Wonder ส่วนมากคนจดจำอัลบั้มแรกได้ อัลบั้มชุดนั้นทำให้น้อยเกิด ทำให้น้อยได้ไปแสดงภาพยนตร์ และสร้างฐานแฟนแพลงขึ้นมา”

นักร้องวัย 47 ที่ภายนอกดูหนุ่มกว่าตัวเลขอายุบอกผมอย่างนั้น ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในบ้านของเขาย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่จัดงาน ‘LIFE AFTER PRU’ NOi’s Private Party งานที่ชวนแฟนเพลงเก่ามาฟังอัลบั้มใหม่แบบสุดเอ็กส์คลูซีฟ หลังจากที่เขาห่างหายจากการออกอัลบั้มไป 12 ปี นับจากอัลบั้มสุดท้ายของวงพรู

ที่มุมหนึ่งของบ้านเก่าบูรณะใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณที่เขาสะสม มีตู้ซึ่งบรรจุความทรงจำของเขาในวันวานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทปคาสเซตต์อัลบั้มแรก จดหมายจากแฟนเพลงเมื่อวันวาน นิตยสารที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งตู้นี้เขาจัดด้วยตัวเองเพื่อให้แฟนเพลงได้รื้อฟื้นในงานวันนั้น

เวลา 12 ปี เพียงพออย่างเหลือเฟือที่จะทำให้ใครบางคนหรือบางสิ่งถูกลืม-แต่ไม่ใช่กับตัวเขาและเพลงที่เขาเคยร้อง

คลิปวิดีโอที่ บอย โกสิยพงษ์ สอนศิลปินวัย 47 เล่นเฟซบุ๊กครั้งแรกมียอดคนชม ณ ตอนนี้เกิน 2 ล้านวิวไปแล้ว และเพจของเขาที่ชื่อ ‘NOi Pru’ มียอดคนไลก์เกินแสนภายในระยะเวลาไม่นาน บางทีนี่อาจเป็นหลักฐานว่าเขายังไม่ถูกลืม และมีใครหลายคนคิดถึงเขา

ชีวิตหลังหายจากการทำอัลบั้มไป 12 ปี และหลังมีเฟซบุ๊ก 4 เดือนของ น้อย วงพรู เป็นอย่างไร คือสิ่งที่เรานั่งคุยกันในบ่ายวันนั้น

ซึ่งน้อยก็ยังคงเป็นน้อย ที่ยังคงเป็นคนพูดน้อย-แต่มาก

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

การมีเฟซบุ๊กเปลี่ยนชีวิตคุณไปบ้างมั้ย

เปลี่ยน เราเคยแอบภูมิใจตัวเองที่เรายังไม่มีสมาร์ทโฟน บางคนเคยรู้สึกว่าเราเท่ที่เราไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีเฟซบุ๊ก เขาบอกว่า ว้าว ไม่เหมือนใครดี คูลมาก Old School มาก แล้วตอนที่เขารู้ว่าเราเริ่มมีสมาร์ทโฟนเขาก็ผิดหวัง (หัวเราะ) หรือน้อยเองก็เคยนึกว่าเราคูล เห็นคนอื่นมัวแต่มองโทรศัพท์อะไรก็ไม่รู้ ตอนนี้เราก็กลายเป็นหนึ่งในหลายๆ คนแล้ว น้อยดูบ่อยเหมือนกันนะครับ

แล้วพอมีเฟซบุ๊กน้อยก็เริ่มทำแฟนเพจ ที่ต้องทำเพราะว่าสังคมมันบังคับให้เราต้องทำ อย่างการทำอัลบั้มมันมีด้านที่เป็นธุรกิจและก็มีด้านที่ต้องคอนเนกต์กับแฟนเพลงใหม่ด้วย ด้านธุรกิจคือถ้าเรามีอัลบั้มเราก็ต้องหาสปอนเซอร์เพื่อที่จะทำเอ็มวี ทำกิจกรรม แล้วสปอนเซอร์เขาก็ระบุไว้ในสัญญาเลยว่า คุณต้องมีเฟซบุ๊ก ต้องมีอินสตาแกรม ไม่อย่างนั้นเขาไม่สปอนเซอร์ เราก็เลยต้องมี เพื่อที่จะมีเงินมาทำมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้อัลบั้มเราคอนเนกต์กับหลายๆ คนได้

คุณดูเป็นศิลปินที่ประณีประณอมกับการตลาดกว่าที่คิด

ใช่ แต่น้อยทำเพื่อ 2 อย่าง น้อยทำเพื่อแฟนเพลงและเพื่อเพลง

โอเค บางคนอาจจะติสท์มากจนไม่แคร์ ฉันจะทำเพลงที่ฉันจะทำ ไม่แคร์ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่น้อยไม่คิดแบบนั้น น้อยเชื่อว่าเวลาทำเพลงน้อยอยากให้เพลงเราสื่อสารกับคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้อยเคยทำเพลงที่น้อยชอบส่วนตัวมาก่อนคืออัลบั้มชุดที่ 2 ของพรู ซึ่งมันไม่ได้เวิร์กเท่าไหร่ น้อยก็เรียนรู้ความรู้สึกนั้นมาแล้ว เลยตั้งใจทำเพลงให้คอนเนกต์กับแฟนเพลง ซึ่งตอนนี้น้อยยังไม่ได้โพสต์อะไรมากมาย แต่เท่าที่สังเกต เวลาน้อยโพสต์อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวแฟนเพลงจะชอบ ไลก์ก็เพิ่มขึ้น คอมเมนต์ก็เพิ่มขึ้น

คุณตื่นเต้นกับยอดไลก์หรือจำนวนคอมเมนต์ไหม

ตอนแรกไม่นะครับ (หัวเราะ) พอหลังๆ ก็รู้สึกดีเวลามีไลก์เยอะ หรือบางทีก็ตกใจ โพสต์แค่นี้ไปถึง 1.5 ล้านคนเลยเหรอ มันก็เป็นโลกที่เราต้องระวัง

ยอดไลก์เยอะ คนเห็นเยอะก็ดีอยู่แล้ว มีอะไรต้องระวัง

น้อยไม่ได้อยากเป็นศิลปิน หรือนักแสดง หรือนักร้องที่โด่งดังโดยที่ไม่มีผลงาน แต่น้อยเข้าใจนะ บางทีความโด่งดังก็ทำให้บางคนเขาทำมาหากินกันได้ การที่มีโพสต์แล้วคนติดตามเยอะ เขาก็ได้สปอนเซอร์ ได้เป็นพรีเซนเตอร์ น้อยเข้าใจเรื่องธุรกิจว่าทุกคนต้องมีชีวิต ต้องทำมาหากิน แต่ว่าน้อยไม่อยากเลี้ยงเฟซบุ๊กไปจนมีคนตามสามล้านคนแต่ไม่เห็นผลงานอะไรเลย ตอนที่ทำเพจก็เลยรู้สึกแปลกๆ ตอนที่น้อยบอกกลับมาแล้ว แต่ความจริงยังไม่มีผลงานอะไรออกมาเลย นั่นเป็นผลเสียของการที่เราติดเฟซบุ๊กมากเกินไป คุณจะเป็น Somebody คุณต้องมีผลงาน

คุณเชื่อในงาน

ใช่ น้อยพูดอย่างนั้นเสมอ น้อยเชื่อในผลงาน น้อยแนะนำน้องทุกคนว่า คุณต้องเน้นในผลงานคุณนะ ถ้าเกิดมันดีคุณจะอยู่ได้นาน สิ่งสำคัญคือ คนจะจดจำผลงานคุณ ไม่ใช่ตัวคุณ

ยกตัวอย่างที่น้อยเพิ่งไปเล่นคอนเสิร์ตในเรือนจำตอนถ่ายเอ็มวีเพลง แด่ศาลที่เคารพ น้อยก็ถามคนในนั้นว่ารู้จักน้อยมั้ย เขาก็รู้จักนิดๆ หน่อยๆ แล้วน้อยก็ถามว่ารู้จัก ‘จ๊อด ฮาวดี้’ ในเรื่อง อันธพาล ซึ่งเป็นบทที่น้อยเคยเล่นมั้ย เขาก็ยกมือกันใหญ่เลย คือเขาจำคาแรกเตอร์นั้นได้ และเวลาที่เขาอายุมากขึ้น เขาคงจำน้อยไม่ได้หรอก แต่เขาอาจจะยังจำคาแรกเตอร์นั้นได้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

การที่งานถูกจดจำเป็นเรื่องสำคัญ

ใช่ สำคัญ น้อยอายุเท่าไหร่แล้ว อีก 30 ปี 35 ปี น้อยก็จะตายแล้ว ชีวิตน้อยไม่ได้เหลืออีกมากมายนะ แต่ว่าถ้าเกิดผลงานอย่างบางบทในภาพยนตร์ที่น้อยแสดงมันดี มันก็เป็นความทรงจำของเขา น้อยอาจจะยังหนุ่มตลอดกาลหรือว่ายังดูเท่สำหรับเขา หรือว่าเพลงที่มันดี มันก็จะอยู่ไปอีกนาน ผลงานเลยสำคัญมาก

เชื่อว่าผลงานสำคัญ แล้วทำไมไม่มีผลงานเพลงมานานถึง 12 ปี

มี 2 เหตุผล น้อยหันไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ไปทำโรงแรม แล้วก็มีลูก 2 คน

ช่วงนั้นน้อยหายไปสร้างโรงแรมชื่อ The Siam เพราะว่าน้อยรู้สึกผิดมากที่ไม่ได้ช่วยธุรกิจครอบครัว ซึ่งน้อยมาถึงวันนี้ได้น้อยโชคดีเพราะที่บ้านสนับสนุน ก็เลยรู้สึกว่าถึงเวลาที่น้อยจะมีส่วนร่วมกับธุรกิจครอบครัว แล้วก็สร้างอะไรที่สามารถภาคภูมิใจในตัวเองได้ และให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเราด้วย ก็เลยไปสร้างโรงแรมชื่อ The Siam อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไปโฟกัสตรงนั้น ใจไปทางนั้น

ช่วงที่หยุดไปไม่ใช่ว่าแพสชันในด้านดนตรีลดลงใช่มั้ย

ทุกอย่างในชีวิตมันเกี่ยวกับจังหวะ ไทม์มิ่ง แพสชันมันไม่ได้ลดลง แต่ถ้าเกิดคนเราสามารถมีหลายแพสชันได้ก็ดี ไม่ต้องพึ่งกับสิ่งใดสิ่งเดียวหรือร้องเพลงอย่างเดียว ชีวิตเราต้องหลากหลาย เวลาที่อะไรไม่เวิร์กจะได้มีอย่างอื่นที่เราหันไปหาได้ ไม่ใช่ไปพึ่งชีวิตกับใครคนเดียวหรืองานอย่างเดียว

ตอนที่ทำโรงแรมน้อยก็ดูว่าน้อยเก่งด้านไหนบ้าง เรื่องธุรกิจเรื่องเงินน้อยไม่ได้เก่งเลย บัญชีน้อยก็ทำไม่ค่อยได้ แต่ว่าเรื่องดีไซน์ เรื่องการสร้างอารมณ์ในการตกแต่งน้อยทำได้ เรามีพรสวรรค์ในการตกแต่ง เลือกของ

การสร้างโรงแรมความรับผิดชอบมันสูง การลงทุนมันมากกว่าทำหนังด้วยซ้ำ มันเป็นการสร้างตึกมโหฬารที่จะอยู่ตลอดกาล กระบวนการมันใช้เวลานานมาก จากที่มีคอนเซปต์ในหัว แค่หาสถาปนิกที่ใช่ก็ใช้เวลา 2 – 3 ปีแล้ว ก่อสร้างอีก 3 ปี ทั้งหมดก็เกือบ 6 ปี พอโรงแรมเปิดก็ใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงตัว แล้วเราไม่ได้เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงหรือเป็น Chain ที่คนรู้จักทันที มันเป็นแค่โรงแรมของครอบครัว ซึ่งไม่ต่างจากการที่เราเป็นศิลปินอินดี้ การที่อยู่ดีๆ จะมาดังเท่ากับศิลปินค่ายใหญ่มันยาก เพราะเขามีสื่อเยอะมาก กว่าเราจะสร้างตัวเองมันก็ใช้เวลา เพราะราคาห้องพักเราก็ไม่ได้ถูกด้วย ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เขาจะรู้สึกว่า ‘โรงแรมนี้ฉันยินดีจ่ายเพื่อจะมาพักกับคุณ’ แต่ช่วงที่ไปช่วยที่บ้านก็ทำเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยนะครับ

แสดงว่า 12 ปีที่หายไปคิดแค่จะหยุด ไม่ได้คิดว่าจะเลิก

น้อยไม่เคยพูดว่าเลิกอยู่แล้ว น้อยรู้ว่าจะมีอัลบั้ม รู้ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลา 12 ปี (หัวเราะ) น้อยอาจจะชะลอนานไปหน่อย แต่เรารู้ว่าเรายังมีเพลงในสมองในหัวใจที่อยากให้คนฟัง และเราก็รู้ว่าเรายังมีแฟนเบสอยู่ ซึ่งน้อยก็ตกใจนะเวลาเจอแฟนเพลง อย่างในงาน LIFE AFTER PRU น้อยก็เริ่มรู้ว่าพวกเราเริ่มแก่กันแล้ว

ปกติเวลาแฟนเพลงเขียนจดหมายมาหา น้อยจะมองภาพว่าเขายังอายุ 20 แล้วน้อยก็ยังตอบเหมือนกำลังตอบวัยรุ่น ไม่รู้ทำไม น้อยไม่เคยมองว่าเขาอายุ 30 กว่าหรือจะ 40 กันแล้ว เหมือนกับเราหยุดเวลาไว้ เพราะเราผูกพันกันในช่วงนั้น แล้วเวลาเห็นตัวจริงเขาน้อยจะตกใจ บางคนเป็นคุณแม่แล้วเหรอ น้อยเขียนจดหมายตอบคุณแม่อยู่เหรอ

สำหรับคุณ 12 ปีเป็นเวลาที่นานมั้ย

(คิดนาน) คงนานสินะ ภายนอกเราก็มีอายุมากขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกนานตอนที่ใช้ชีวิต เพราะว่าเราก็ทำเพลงมาเรื่อยๆ เพียงแค่ว่ามันไม่มีคนเห็นเท่านั้น เราก็เข้าออกสตูดิโอทำเพลงมาประมาณ 7 ปี ซึ่งมันก็นานไปจริงๆ น้อยก็รู้สึกว่ามันเสียเวลา น้อยไม่ได้มีเวลากับวงการนี้มากเท่าไหร่ไงครับ น้อยเริ่มตอนอายุ 31 ซึ่งก็สายมากแล้ว เพราะว่าพวก นภ พรชำนิ หรือพวก ป๊อด โมเดิร์นด็อก เขาก็เริ่มกันตั้งแต่อายุ 20 กันหมด แต่น้อยเริ่มตอนอายุประมาณ 31 แล้วก็หายไปอีก 12 ปี ตอนนี้น้อยอายุ 47

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

เสียดายเวลา 12 ปีที่หายไปมั้ย เพราะถ้าทำต่อเนื่อง ตอนนี้ชีวิตคงมีผลงานมากกว่านี้

บางทีก็เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเสียงเพลงเท่าที่ควร เริ่มตอนสายแล้วก็หายไปอีก ผลงานน้อยก็ยังมีแค่ 2 อัลบั้ม

มันก็เสียดายช่วงเวลาที่เป็นช่วงพีกของเรา โดยเฉพาะการเป็นศิลปินในเมืองไทยที่คนฟังอาจจะชอบศิลปินเด็กๆ อยากให้ศิลปินเฟรชๆ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือนักร้อง ซึ่งช่วงอายุ 20 น้อยก็หายไปเลย มาทำอีกตอนอายุ 30 – 35 แค่นั้นเอง จริงๆ ในด้านเพลงก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดว่าเสียใจอะไร เพราะเราก็ไปทำโรงแรม ซึ่งเราก็ภูมิใจเหมือนกัน และเราก็เป็นคุณพ่อ ไปสร้างครอบครัว

แล้วสุดท้ายมันก็กลับไปที่ผลงาน ถ้าเกิด 12 เพลงใหม่มันดีพอ มันก็จะอยู่ได้นาน น้อยคิดว่ามันดีที่คนยังจำพรูได้ พรูมันไม่ได้เป็น One-hit Wonder มันเป็น One-album Wonder เพราะอัลบั้มชุดสองมันไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ส่วนมากคนจะจำอัลบั้มแรก ชุดนั้นทำให้น้อยเกิด ทำให้น้อยได้ไปเล่นหนัง และสร้างฐานแฟนเพลงขึ้นมา

แล้วซิงเกิลแรกของอัลบั้มใหม่อย่าง แด่ศาลที่เคารพ ทำไมถึงเลือกไปถ่ายมิวสิกวิดีโอในเรือนจำ

ตอนแรกคุยกับทางบอย (บอย โกสิยพงษ์) แล้วก็คิดเสมอเลยว่าเพลง แด่ศาลที่เคารพ มันเกี่ยวกับนักโทษ เราคิดอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าต้องไปถ่ายในเรือนจำแล้ว แล้วบอยเขาก็รู้จักกับนักโทษคนหนึ่งที่ออกมาแล้ว เราก็เลยเข้าไปถ่ายแล้วก็คุยกับนักโทษที่ได้เจอ ซึ่งพวกนักโทษที่เราสัมภาษณ์คือนักโทษที่สุดท้ายได้ออกมาแล้วนะครับ อาจจะ 3 ปี หรือ 20 ปี เพราะว่าในกฎหมายเขาห้ามให้ถ่ายนักโทษปัจจุบัน

การได้ไปคลุกคลีกับนักโทษทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างไหม

เวลาคุยกับเขามันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง บางคนอยู่ในคุกมา 20 ปี ออกมาคนก็ไม่ยอมรับ จะไปสมัครงานก็ไม่ได้ หลายคนไม่ไหวก็กลับไปค้ายาต่อ หลายคนก็กลับไปในเรือนจำอีกครั้ง เพราะเขาออกไปแล้วไม่ได้โอกาส แต่ว่าสิ่งที่น้อยอยากพูดในเพลงนี้ไม่ใช่เฉพาะคนที่เป็นนักโทษนะ แต่น้อยคิดถึงคนทั่วไปด้วย น้อยก็เคยพลาดมาก่อน และอยากขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลายๆ ครั้งคนก็ไม่ให้โอกาสเรา

อีกอย่างที่น้อยรู้สึกคือเราโชคดีมากแค่ไหน ชีวิตเรามัน Nothing หลายสิ่งหลายอย่างที่น้อยรู้สึกว่ารู้แล้วแต่ความจริงเราไม่รู้อะไรเลย มันเป็นเกียรติที่เราได้เข้าไปแสดงสดให้พวกเขาดู

เรื่องเนื้อหาอัลบั้มนี้น้อยไม่ได้เขียนเกี่ยวกับตัวเองเท่าไหร่ แต่น้อยจะร้องในมุมมองของตัวละครในเพลงแต่ละเพลง ซึ่งส่วนมากไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตน้อย เพราะว่าเพลงที่น้อยเขียนจะเป็นเพลงให้กำลังใจ เพลงที่อยาก Inspire คน ซึ่งสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจได้มันมักจะมาจากคนที่ล้ม ที่เฟล ที่ไม่ไหวจริงๆ แล้วสุดท้ายเขาซ่อมแซมชีวิตได้ มีคนยอมรับเขา เขาเจอแสงสว่างแล้ว แต่คนอย่างน้อยเกิดมาโชคดี ไม่ได้เคยล้ม ไม่ได้เคยต่อสู้ดิ้นรน น้อยไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชีวิตน้อยเลยไม่ได้มี Inspiration เท่าไหร่ Inspiration มันมาจากคนที่เหนื่อยจริงๆ กับชีวิต คนที่ไม่ไหวจริงๆ คนที่ทำตึก คนที่ทำงานก่อสร้าง หรือคนที่เรือนจำที่น้อยเพิ่งไปเจอ นั่นคือชีวิตจริง I don’t live in the real world.

ทำไมคุณถึงบอกว่า บางเพลงถ้าเกิดไม่โตขึ้นก็เขียนไม่ได้

ไม่ใช่แค่เขียน แต่รวมถึงร้องด้วยนะครับ อย่างเช่น Live and Learn ศิลปินรุ่นน้อยยังร้องไม่ได้ น้อยยังเด็กไป มันต้องเป็นคุณแม่ ต้องเป็นคนที่ผ่านชีวิตมาแล้ว ต้องเป็นคนที่ฟังเสียงแล้วรู้เลยว่าคนนี้ใช้ชีวิตมานาน มันจะทำให้เพลงลึกขึ้น มีวิญญาณขึ้น ทำให้มีสเน่ห์มากขึ้นหรือแม้แต่บางเพลงในอัลบั้มใหม่ของน้อย ถ้าเกิดน้อยร้องเมื่อ 15 ปี หรือ 17 ปีที่แล้ว มันก็ยังไม่ลึกเท่าตอนนี้

อย่างเวลาน้อยฟังตัวเองร้อง ยังรอคอยเธอเสมอ น้อยยังคิดเลยว่าใครวะ มันมีความไร้เดียงสาของเราในตอนนั้น น้อยดูไปถึงเนื้อหาด้วย พอเราโต มุมมองความรักเราไม่เหมือนแต่ก่อน จะให้เขียนเพลงกุ๊กกิ๊กมันก็ไม่ใช่เราแล้ว เราเริ่มเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น

ที่ว่าเข้าใจมากขึ้น เข้าใจอะไร

ภาพพจน์น้อยก็ยังเป็นผู้ชายโรแมนติก ครอบครัวสวยงาม ซึ่งครอบครัวก็สวยงาม แต่มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น้อยกับภรรยาต้องเข้าใจกันและกัน ต้องต่อสู้ กว่าจะพัฒนาขั้นรักเราไปลึกกว่านี้ ไปถึงขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่ง

ความรักมันยากกว่าที่น้อยคิดนะครับ มันไม่ใช่ Romeo and Juliet แน่ๆ ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ มันไม่ใช่ฉันจะรักหรืออยากจะจูบเธอจนกว่าฉันจะตาย ที่ว่านี่น้อยหมายความในแง่มุมโรแมนติกนะ ซึ่งตอนแต่งงานน้อยก็เคยคิดอย่างนั้น แต่ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ความโรแมนซ์มันหายไปอยู่แล้ว แล้วการที่เรามีลูก เราก็เอาความรักไปให้กับลูก พ่อแม่ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกมันลึกกว่าความรักระหว่างสามีกับภรรยา ส่วนมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

กับลูกตั้งแต่เขาอายุหนึ่งเดือนจนเขาอายุ 20 เรายังอยากกอดเขา เรายังอยากจับมือเขา จนกว่าเขาจะไม่ยอมให้เราหอมแก้ม จูบ แต่ว่ากับแฟน เท่าที่น้อยทราบมันจะลดลง มันจะไม่ใช่เหมือนตอนวัยรุ่นที่อยากนอนกอดทุกวันแล้ว มันเปลี่ยนแปลง แล้วมันก็อาจจะมีบางช่วงที่อาจจะหายไปด้วยซ้ำก็ได้ แต่มันต้องกลับมาเข้าหา ต้องใช้พลังงาน มันต้องใช้ความตั้งใจกว่าที่จะให้ความรักมันกลับมาเหมือนเดิมหรือให้มันเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง

เป็นเรื่องน่าเศร้ามั้ยที่ความรักซึ่งเคยหวานชื่นแล้ววันหนึ่งกลับจืดจางลง

มันก็น่าเศร้า แต่เราต้องเข้าใจมากกว่า มันไม่ใช่ว่าเรารักเขาน้อยลง แต่ว่ารักมันพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่ง จริงๆ เรารักเขามากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่มันเป็นในอีกรูปทรงหนึ่ง มันคือการนับถือ เมื่อไหร่ที่คุณเลิกนับถือคนที่คุณรัก คุณควรแยกทางกันนะครับ นอกเหนือจากว่ามีลูก อยู่ด้วยกันเพื่อลูกอันนั้นเกิดขึ้นบ่อย ผมเข้าใจ แต่ถ้าเกิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีลูก แล้วไม่ได้นับถือกันแล้วก็ควรแยกทางกัน ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะ ผมว่าการเลิกกันเป็นการเริ่มต้นใหม่ ผมดีใจกับคนที่คุยกันแล้วเลิกกันดีกว่า ถ้าเกิดไม่ได้ทำร้ายจิตใจลูกอะไรนะครับ ยิ่งถ้าเกิดว่าไม่มีลูกนี่ก็สบายเลย เพราะการหย่ามันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งการเริ่มต้นใหม่เป็นสิ่งที่หายากมาก เกิดขึ้นยากมาก

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

ย้อนกลับไปในงาน LIFE AFTER PRU มีมุมหนึ่งที่คุณเอาสิ่งของเก่าๆ ทั้งเทปอัลบั้มแรก จดหมายจากแฟนเพลง บทสัมภาษณ์ในนิตยสาร มาจัดแสดง ตอนที่เห็นสิ่งของเหล่านี้คุณเห็นภาพเก่าๆ บ้างไหม

เห็นเยอะเลยครับ มันก็ทำให้นึกถึงอดีต บางภาพก็รู้สึกว่าเด็กเหลือเกิน แม้ว่าตอนที่น้อยเข้ามาเริ่มร้องเพลงน้อยอายุมากแล้วนะ แต่ก็ยังรู้สึกเป็นเด็กอยู่ เวลาดูภาพก็คิดถึงวงบ้างเหมือนกัน และคิดว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อีกอย่างที่น้อยเก็บสะสม หลายครั้งน้อยทำเพราะเผื่อว่าวันหนึ่งลูกน้อยก็จะได้เห็นว่าพ่อเคยทำอะไรมาก่อน

สิ่งเหล่านี้สำคัญยังไง ทำไมต้องเก็บไว้ให้ลูกดู

มันก็ไม่ต่างจากเวลาน้อยเห็นพวกภาพเก่าๆ ของคุณแม่ เราจะมองพ่อแม่เราอีกมุมมองหนึ่ง เหมือนเขาเป็นคนละคน เวลาเห็นภาพขาวดำแม่ร้องเพลงกับพ่อที่อเมริกา มันเหมือนกับแม่เป็นคนละคน ไม่ว่าจะเป็นความสดใส หรือตอนที่เผชิญหน้ากับชีวิตใหม่ๆ แม้ทุกวันนี้แม่อาจจะไม่ได้เปลี่ยนนิสัยอะไรมากมายก็ตาม

กับลูกของน้อย น้อยก็รู้ว่า วันหนึ่งเวลาเขาเห็นภาพพวกนี้เขาก็จะรู้สึกอย่างนั้น เขาก็จะมองภาพแล้วรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ ตอนนั้นเขาอาจจะชินกับภาพที่เราแก่แล้ว แต่เวลาเขาเห็นภาพช่วงที่เราอายุเท่ากับเขาในตอนนั้น เขาก็จะเริ่มเชื่อมโยงกับเรา ได้เห็นเราในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการบันเทิงหรือคนทั่วไป เราก็อยากจะให้คนเห็นเรามองเราในอีกภาพหนึ่ง ในอีกมุมมองหนึ่ง

ของทุกอย่างที่เห็นคุณเก็บไว้เองทั้งหมดเลยหรือ

ใช่ น้อยเป็นนักสะสมอยู่แล้ว เพราะน้อย respect memory เคารพว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผ่านมามันเป็นชีวิตเรา โดยเฉพาะสมัยนี้ที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลหมดแล้ว อย่างเช่นพวกภาพถ่ายต่างๆ แต่สิ่งที่เราเก็บไว้เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีน้อยเก็บไว้ทั้งหมด แม้แต่ภาพเหตุการณ์กับเสก (เสกสรรค์ ศุขพิมาย) พวกข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ลงว่าเรา น้อยก็เก็บไว้

สิ่งที่ไม่ดีเก็บไปทำไม

มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งเวลาเราพลาดหรือว่าทำอะไรที่เรารู้สึกไม่ดี สิ่งที่ดีที่สำคัญก็คือสิ่งเราเรียนรู้จากมัน เราก็พยายามซ่อมแซมมันให้ดีที่สุด

แล้วเวลากลับไปดูเรื่องที่ผิดที่พลาดในอดีตรู้สึกยังไง

บางทีก็รู้สึกถึงความโง่ของตัวเอง ความทุเรศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชกต่อย หรือการแสดงบนเวทีที่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ น้อยก็รู้สึกทุเรศเหมือนกัน แต่มันไม่เจ็บปวดเท่าช่วงแรกอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นชีวิตน่ะครับ มันก็มีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งความเจ็บปวดมันก็เป็นสิ่งที่เราคอนเนกต์ได้ง่ายกว่าความสุข และเป็นสิ่งที่มันลึก มันจำได้

ส่วนมากสิ่งเศร้าๆ ที่เกิดขึ้นมันจะอยู่กับเราค่อนข้างนานทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น น้อยก็ไม่เคยบ่นเรื่องชีวิตอะไร เพราะน้อยรู้ว่าน้อยเป็นคนโชคดี โดยรวมน้อยมีความสุข ความทรงจำก็มีความสุข แต่ว่าในการที่เราเป็นคนคิดมาก เวลาสิ่งไม่ดีมันเกิดขึ้น มันก็จะฝังอยู่กับเราสักพัก

สมมติน้อยขับรถไปกับแฟนแล้วน้อยทำหน้าหงุดหงิด เขาก็จะถามว่า ‘ยูกำลังคิดเรื่องสมัยไหนอีกล่ะ’ คือเรื่องมันเกิดมาตั้งนานแล้วแต่มันยังทำให้น้อยเครียด ซึ่งน้อยควรที่จะลืมมันไปดีกว่า แต่ว่าน้อยเป็นคนที่เวลาพลาดเมื่อไหร่ น้อยจะลืมลำบาก ใช้เวลานานมากกว่าจะลืม ไม่ได้อยากจะพูดว่าเราเป็นคนที่ชอบความเจ็บปวด บ้าๆ ติสท์ๆ หรือเป็นมาโซคิสต์ แต่ว่าน้อยก็เป็นอย่างนี้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

ในงานวันนั้นคุณบอกว่า ‘น้อยพูดกับภรรยาว่าถ้าอัลบั้มใหม่ไม่เวิร์ก น้อยจะเศร้าไปสามสี่เดือน’ มันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโจ๊ก

เรื่องจริง เพราะเราไม่ได้อัลบั้มทำมา 12 ปี เราก็พยายามมาก เข้าออกสตูดิโอ 7 เดือน แล้วมันก็เป็นเพลงที่มาจากตัวน้อยคนเดียว เพลงอื่นก่อนหน้าอาจจะพูดได้ว่ามาจากพวกเราวงพรูทั้ง 4 คน แต่อัลบั้มนี้น้อยไม่ใช่แค่ร้องหรือเขียน แต่ดนตรีทุกเม็ดน้อยทำเองเกือบหมด มันเลยส่วนตัวมาก แต่น้อยก็ต้องระวัง จะไปหวังอะไรมากเกินไปไม่ได้ ศิลปินอายุ 40 ขึ้นจะมีเพลงฮิตเพลงใหม่ยาก

เพลงฮิตจำเป็นกับคุณ

แน่นอนฮะ น้อยไม่อยากพูดแทนศิลปินคนอื่น แต่สำหรับน้อย ถ้าเกิดทำอัลบั้มใหม่เราก็อยากได้เพลงฮิตสิ คือเราก็สนุกกับการร้องเพลงเก่าๆ ของเรานะครับ แต่ศิลปินก็คงเบื่อกับการร้องเพลงเดิมๆ นี่น้อยต้องร้อง ทุกสิ่ง อีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นธรรมชาติ เราก็ต้องขอบคุณเพลงพวกนี้ เพราะมันทำให้เราเกิด แต่เราก็อยากจะเล่นเพลงใหม่ๆ นำเสนอเพลงใหม่ๆ เหมือนกับเรามีลูกคนใหม่ เราก็อยากให้เขาชอบลูกคนใหม่เราด้วย

คุณใช้คำว่าเพลงเหมือนลูกคนใหม่ วันนั้นในงานคุณก็บอกว่า ‘เพลงเหมือนลูกเรา’ คุณรักเพลงขนาดนั้นเลยเหรอ

ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ มันไม่ได้เท่ากับลูกหรอก แต่มันเหมือนเวลาที่คนเขาเปรียบหนังเป็นเหมือนลูกของผู้กำกับ เวลาหนังไม่เวิร์ก การเป็นนักแสดงน้อยไม่ได้เจ็บปวดเท่าผู้กำกับ ผู้กำกับบางคนเวลาหนังเฟลเขาไม่อยากกำกับอีกแล้ว ซึ่งทำอัลบั้มก็เหมือนกับทำหนัง

น้อยจะพูดเสมอว่า หนังมันยากกว่าเพลงเยอะ โอเค เพลงของน้อยอาจจะใช้เวลาทำนาน แต่ว่าเพลงฮิตหรือว่าเพลงดีๆ แป๊บเดียวมันเขียนได้ กระบวนการมันง่าย ส่วนมากนักเขียนเพลงทุกคนจะบอกว่า เพลงฮิตมันมาเร็วมากในหัว ทำนองแป๊บเดียวมา ภายใน 5 นาที 10 นาที แล้วเข้าห้องอัดวัน 2 วันก็ทำได้แล้ว แล้วแค่เพลงฮิตเพลงเดียวคุณสามารถทัวร์ผับได้ คุณทำเงินได้เยอะเลยถ้าเกิดมีเพลงฮิตเพลงเดียว แต่ว่าหนังกว่าคุณจะใช้เวลา Pre-production กว่าจะหานายทุนได้ กว่าจะ Post-production หรือตัดต่ออีก แล้วส่วนมากหนังไทยเข้าโรงพฤหัส วันอาทิตย์ก็จบแล้ว ส่วนมากก็ไม่เวิร์กถ้าเกิดไม่ใช่หนัง GDH แล้วผู้กำกับจะรู้สึกเจ็บปวดมาก เขาก็ต้องฝึกวิธีที่จะยอมรับมัน ต้องลุกขึ้นแล้วก็ทำหนังต่อไป หนังมันก็เหมือนลูกของผู้กำกับ เพลงมันก็เป็นลูกของนักดนตรี คนทำเพลง ถ้ามันไม่เวิร์กน้อยก็เจ็บปวดเหมือนกัน มันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 – 4 เดือนด้วยซ้ำ

บางคนบอกว่าทำเพลงที่ตัวเองชอบก็พอแล้ว ไม่ต้องไปคาดหวังให้มันสำเร็จหรอก คุณไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันใช่มั้ย (หัวเราะ) แต่ Live and Learn เป็นเพลงอมตะ แซวไม่ได้ (หัวเราะ)

น้อยก็เคยแซวแม่นะว่า ประโยคนี้มันกำลังบอกว่าเราห้ามฝันว่ะ แต่เราต้องฝันสิ ต้องทำให้ถึงสิ น้อยก็แซวแม่ แซวบอย บอยเขาก็รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธด้วยว่า เราต้องพอใจในสิ่งที่มี น้อยว่าที่คนสามารถคอนเนกต์กับเพลงนี้ได้เพราะมันเกี่ยวกับความฝันที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ ซึ่งส่วนมากชีวิตเราความฝันไม่ได้เป็นจริง มีน้อยคนที่ฝันแล้วจะไปถึงเป้าหมาย

ซิงเกิลที่สองของอัลบั้มและเป็นเพลงที่น้อยชอบมากชื่อ Empty มสเสจจะคล้ายๆ เพลง Live and Learn เนื้อหาเพลงจะเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็พยายามเดินในเส้นทางที่คนสอนมาว่าคุณต้องเดินเส้นทางของตัวเอง อย่าไปเหมือนใคร แม้ว่าสุดท้ายฝันจะไม่ได้เป็นจริง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องภูมิใจที่เขาเดินในเส้นทางนั้น อย่างน้อยเขาต้องแฮปปี้ที่เขาเคยมีฝัน

เพลงนี้จะมีเนื้อหาที่สรุปว่าเราต้องยอมรับว่ามันคือชีวิต การเฟลก็คือชีวิต แม้แต่คนอย่างน้อยที่อาจจะประสบความสำเร็จบ้าง แต่น้อยก็เฟลบางอย่างด้วย เรื่องเฟลมันเป็นสิ่งที่คนคอนเนกต์ได้มากกว่าฝัน แต่ว่าชีวิตคุณก็ต้องพยายามค้นหาความฝันด้วย แล้วคุณก็ต้องพยายามเดินตามเส้นทางของคุณ ไม่ใช่ตามรอยอื่นของใคร นั่นคือสิ่งที่สำคัญ แล้วสุดท้ายคุณก็ควรภูมิใจในจุดนี้ แม้ฝันมันอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load