ว่าด้วยผลงานทั้งชีวิต น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ มีอัลบั้มกับ พรู (PRU) เพียง 2 อัลบั้ม

ถือว่าน้อย-น้อยมาก-น้อยมากๆ สำหรับศิลปินคนหนึ่งที่มีแพสชันในดนตรีอย่างแรงกล้าเช่นเขา แต่โชคดีที่มัน ‘น้อยแต่มาก’

“น้อยคิดว่ามันดีที่คนยังจำพรูได้ พรูไม่ได้เป็น One-hit Wonder มันเป็น One-album Wonder ส่วนมากคนจดจำอัลบั้มแรกได้ อัลบั้มชุดนั้นทำให้น้อยเกิด ทำให้น้อยได้ไปแสดงภาพยนตร์ และสร้างฐานแฟนแพลงขึ้นมา”

นักร้องวัย 47 ที่ภายนอกดูหนุ่มกว่าตัวเลขอายุบอกผมอย่างนั้น ระหว่างที่เรานั่งคุยกันในบ้านของเขาย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่จัดงาน ‘LIFE AFTER PRU’ NOi’s Private Party งานที่ชวนแฟนเพลงเก่ามาฟังอัลบั้มใหม่แบบสุดเอ็กส์คลูซีฟ หลังจากที่เขาห่างหายจากการออกอัลบั้มไป 12 ปี นับจากอัลบั้มสุดท้ายของวงพรู

ที่มุมหนึ่งของบ้านเก่าบูรณะใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณที่เขาสะสม มีตู้ซึ่งบรรจุความทรงจำของเขาในวันวานเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทปคาสเซตต์อัลบั้มแรก จดหมายจากแฟนเพลงเมื่อวันวาน นิตยสารที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งตู้นี้เขาจัดด้วยตัวเองเพื่อให้แฟนเพลงได้รื้อฟื้นในงานวันนั้น

เวลา 12 ปี เพียงพออย่างเหลือเฟือที่จะทำให้ใครบางคนหรือบางสิ่งถูกลืม-แต่ไม่ใช่กับตัวเขาและเพลงที่เขาเคยร้อง

คลิปวิดีโอที่ บอย โกสิยพงษ์ สอนศิลปินวัย 47 เล่นเฟซบุ๊กครั้งแรกมียอดคนชม ณ ตอนนี้เกิน 2 ล้านวิวไปแล้ว และเพจของเขาที่ชื่อ ‘NOi Pru’ มียอดคนไลก์เกินแสนภายในระยะเวลาไม่นาน บางทีนี่อาจเป็นหลักฐานว่าเขายังไม่ถูกลืม และมีใครหลายคนคิดถึงเขา

ชีวิตหลังหายจากการทำอัลบั้มไป 12 ปี และหลังมีเฟซบุ๊ก 4 เดือนของ น้อย วงพรู เป็นอย่างไร คือสิ่งที่เรานั่งคุยกันในบ่ายวันนั้น

ซึ่งน้อยก็ยังคงเป็นน้อย ที่ยังคงเป็นคนพูดน้อย-แต่มาก

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

การมีเฟซบุ๊กเปลี่ยนชีวิตคุณไปบ้างมั้ย

เปลี่ยน เราเคยแอบภูมิใจตัวเองที่เรายังไม่มีสมาร์ทโฟน บางคนเคยรู้สึกว่าเราเท่ที่เราไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีเฟซบุ๊ก เขาบอกว่า ว้าว ไม่เหมือนใครดี คูลมาก Old School มาก แล้วตอนที่เขารู้ว่าเราเริ่มมีสมาร์ทโฟนเขาก็ผิดหวัง (หัวเราะ) หรือน้อยเองก็เคยนึกว่าเราคูล เห็นคนอื่นมัวแต่มองโทรศัพท์อะไรก็ไม่รู้ ตอนนี้เราก็กลายเป็นหนึ่งในหลายๆ คนแล้ว น้อยดูบ่อยเหมือนกันนะครับ

แล้วพอมีเฟซบุ๊กน้อยก็เริ่มทำแฟนเพจ ที่ต้องทำเพราะว่าสังคมมันบังคับให้เราต้องทำ อย่างการทำอัลบั้มมันมีด้านที่เป็นธุรกิจและก็มีด้านที่ต้องคอนเนกต์กับแฟนเพลงใหม่ด้วย ด้านธุรกิจคือถ้าเรามีอัลบั้มเราก็ต้องหาสปอนเซอร์เพื่อที่จะทำเอ็มวี ทำกิจกรรม แล้วสปอนเซอร์เขาก็ระบุไว้ในสัญญาเลยว่า คุณต้องมีเฟซบุ๊ก ต้องมีอินสตาแกรม ไม่อย่างนั้นเขาไม่สปอนเซอร์ เราก็เลยต้องมี เพื่อที่จะมีเงินมาทำมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้อัลบั้มเราคอนเนกต์กับหลายๆ คนได้

คุณดูเป็นศิลปินที่ประณีประณอมกับการตลาดกว่าที่คิด

ใช่ แต่น้อยทำเพื่อ 2 อย่าง น้อยทำเพื่อแฟนเพลงและเพื่อเพลง

โอเค บางคนอาจจะติสท์มากจนไม่แคร์ ฉันจะทำเพลงที่ฉันจะทำ ไม่แคร์ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่น้อยไม่คิดแบบนั้น น้อยเชื่อว่าเวลาทำเพลงน้อยอยากให้เพลงเราสื่อสารกับคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้อยเคยทำเพลงที่น้อยชอบส่วนตัวมาก่อนคืออัลบั้มชุดที่ 2 ของพรู ซึ่งมันไม่ได้เวิร์กเท่าไหร่ น้อยก็เรียนรู้ความรู้สึกนั้นมาแล้ว เลยตั้งใจทำเพลงให้คอนเนกต์กับแฟนเพลง ซึ่งตอนนี้น้อยยังไม่ได้โพสต์อะไรมากมาย แต่เท่าที่สังเกต เวลาน้อยโพสต์อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวแฟนเพลงจะชอบ ไลก์ก็เพิ่มขึ้น คอมเมนต์ก็เพิ่มขึ้น

คุณตื่นเต้นกับยอดไลก์หรือจำนวนคอมเมนต์ไหม

ตอนแรกไม่นะครับ (หัวเราะ) พอหลังๆ ก็รู้สึกดีเวลามีไลก์เยอะ หรือบางทีก็ตกใจ โพสต์แค่นี้ไปถึง 1.5 ล้านคนเลยเหรอ มันก็เป็นโลกที่เราต้องระวัง

ยอดไลก์เยอะ คนเห็นเยอะก็ดีอยู่แล้ว มีอะไรต้องระวัง

น้อยไม่ได้อยากเป็นศิลปิน หรือนักแสดง หรือนักร้องที่โด่งดังโดยที่ไม่มีผลงาน แต่น้อยเข้าใจนะ บางทีความโด่งดังก็ทำให้บางคนเขาทำมาหากินกันได้ การที่มีโพสต์แล้วคนติดตามเยอะ เขาก็ได้สปอนเซอร์ ได้เป็นพรีเซนเตอร์ น้อยเข้าใจเรื่องธุรกิจว่าทุกคนต้องมีชีวิต ต้องทำมาหากิน แต่ว่าน้อยไม่อยากเลี้ยงเฟซบุ๊กไปจนมีคนตามสามล้านคนแต่ไม่เห็นผลงานอะไรเลย ตอนที่ทำเพจก็เลยรู้สึกแปลกๆ ตอนที่น้อยบอกกลับมาแล้ว แต่ความจริงยังไม่มีผลงานอะไรออกมาเลย นั่นเป็นผลเสียของการที่เราติดเฟซบุ๊กมากเกินไป คุณจะเป็น Somebody คุณต้องมีผลงาน

คุณเชื่อในงาน

ใช่ น้อยพูดอย่างนั้นเสมอ น้อยเชื่อในผลงาน น้อยแนะนำน้องทุกคนว่า คุณต้องเน้นในผลงานคุณนะ ถ้าเกิดมันดีคุณจะอยู่ได้นาน สิ่งสำคัญคือ คนจะจดจำผลงานคุณ ไม่ใช่ตัวคุณ

ยกตัวอย่างที่น้อยเพิ่งไปเล่นคอนเสิร์ตในเรือนจำตอนถ่ายเอ็มวีเพลง แด่ศาลที่เคารพ น้อยก็ถามคนในนั้นว่ารู้จักน้อยมั้ย เขาก็รู้จักนิดๆ หน่อยๆ แล้วน้อยก็ถามว่ารู้จัก ‘จ๊อด ฮาวดี้’ ในเรื่อง อันธพาล ซึ่งเป็นบทที่น้อยเคยเล่นมั้ย เขาก็ยกมือกันใหญ่เลย คือเขาจำคาแรกเตอร์นั้นได้ และเวลาที่เขาอายุมากขึ้น เขาคงจำน้อยไม่ได้หรอก แต่เขาอาจจะยังจำคาแรกเตอร์นั้นได้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

การที่งานถูกจดจำเป็นเรื่องสำคัญ

ใช่ สำคัญ น้อยอายุเท่าไหร่แล้ว อีก 30 ปี 35 ปี น้อยก็จะตายแล้ว ชีวิตน้อยไม่ได้เหลืออีกมากมายนะ แต่ว่าถ้าเกิดผลงานอย่างบางบทในภาพยนตร์ที่น้อยแสดงมันดี มันก็เป็นความทรงจำของเขา น้อยอาจจะยังหนุ่มตลอดกาลหรือว่ายังดูเท่สำหรับเขา หรือว่าเพลงที่มันดี มันก็จะอยู่ไปอีกนาน ผลงานเลยสำคัญมาก

เชื่อว่าผลงานสำคัญ แล้วทำไมไม่มีผลงานเพลงมานานถึง 12 ปี

มี 2 เหตุผล น้อยหันไปช่วยธุรกิจที่บ้าน ไปทำโรงแรม แล้วก็มีลูก 2 คน

ช่วงนั้นน้อยหายไปสร้างโรงแรมชื่อ The Siam เพราะว่าน้อยรู้สึกผิดมากที่ไม่ได้ช่วยธุรกิจครอบครัว ซึ่งน้อยมาถึงวันนี้ได้น้อยโชคดีเพราะที่บ้านสนับสนุน ก็เลยรู้สึกว่าถึงเวลาที่น้อยจะมีส่วนร่วมกับธุรกิจครอบครัว แล้วก็สร้างอะไรที่สามารถภาคภูมิใจในตัวเองได้ และให้ครอบครัวภูมิใจในตัวเราด้วย ก็เลยไปสร้างโรงแรมชื่อ The Siam อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไปโฟกัสตรงนั้น ใจไปทางนั้น

ช่วงที่หยุดไปไม่ใช่ว่าแพสชันในด้านดนตรีลดลงใช่มั้ย

ทุกอย่างในชีวิตมันเกี่ยวกับจังหวะ ไทม์มิ่ง แพสชันมันไม่ได้ลดลง แต่ถ้าเกิดคนเราสามารถมีหลายแพสชันได้ก็ดี ไม่ต้องพึ่งกับสิ่งใดสิ่งเดียวหรือร้องเพลงอย่างเดียว ชีวิตเราต้องหลากหลาย เวลาที่อะไรไม่เวิร์กจะได้มีอย่างอื่นที่เราหันไปหาได้ ไม่ใช่ไปพึ่งชีวิตกับใครคนเดียวหรืองานอย่างเดียว

ตอนที่ทำโรงแรมน้อยก็ดูว่าน้อยเก่งด้านไหนบ้าง เรื่องธุรกิจเรื่องเงินน้อยไม่ได้เก่งเลย บัญชีน้อยก็ทำไม่ค่อยได้ แต่ว่าเรื่องดีไซน์ เรื่องการสร้างอารมณ์ในการตกแต่งน้อยทำได้ เรามีพรสวรรค์ในการตกแต่ง เลือกของ

การสร้างโรงแรมความรับผิดชอบมันสูง การลงทุนมันมากกว่าทำหนังด้วยซ้ำ มันเป็นการสร้างตึกมโหฬารที่จะอยู่ตลอดกาล กระบวนการมันใช้เวลานานมาก จากที่มีคอนเซปต์ในหัว แค่หาสถาปนิกที่ใช่ก็ใช้เวลา 2 – 3 ปีแล้ว ก่อสร้างอีก 3 ปี ทั้งหมดก็เกือบ 6 ปี พอโรงแรมเปิดก็ใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงตัว แล้วเราไม่ได้เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงหรือเป็น Chain ที่คนรู้จักทันที มันเป็นแค่โรงแรมของครอบครัว ซึ่งไม่ต่างจากการที่เราเป็นศิลปินอินดี้ การที่อยู่ดีๆ จะมาดังเท่ากับศิลปินค่ายใหญ่มันยาก เพราะเขามีสื่อเยอะมาก กว่าเราจะสร้างตัวเองมันก็ใช้เวลา เพราะราคาห้องพักเราก็ไม่ได้ถูกด้วย ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เขาจะรู้สึกว่า ‘โรงแรมนี้ฉันยินดีจ่ายเพื่อจะมาพักกับคุณ’ แต่ช่วงที่ไปช่วยที่บ้านก็ทำเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยนะครับ

แสดงว่า 12 ปีที่หายไปคิดแค่จะหยุด ไม่ได้คิดว่าจะเลิก

น้อยไม่เคยพูดว่าเลิกอยู่แล้ว น้อยรู้ว่าจะมีอัลบั้ม รู้ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่ามันจะใช้เวลา 12 ปี (หัวเราะ) น้อยอาจจะชะลอนานไปหน่อย แต่เรารู้ว่าเรายังมีเพลงในสมองในหัวใจที่อยากให้คนฟัง และเราก็รู้ว่าเรายังมีแฟนเบสอยู่ ซึ่งน้อยก็ตกใจนะเวลาเจอแฟนเพลง อย่างในงาน LIFE AFTER PRU น้อยก็เริ่มรู้ว่าพวกเราเริ่มแก่กันแล้ว

ปกติเวลาแฟนเพลงเขียนจดหมายมาหา น้อยจะมองภาพว่าเขายังอายุ 20 แล้วน้อยก็ยังตอบเหมือนกำลังตอบวัยรุ่น ไม่รู้ทำไม น้อยไม่เคยมองว่าเขาอายุ 30 กว่าหรือจะ 40 กันแล้ว เหมือนกับเราหยุดเวลาไว้ เพราะเราผูกพันกันในช่วงนั้น แล้วเวลาเห็นตัวจริงเขาน้อยจะตกใจ บางคนเป็นคุณแม่แล้วเหรอ น้อยเขียนจดหมายตอบคุณแม่อยู่เหรอ

สำหรับคุณ 12 ปีเป็นเวลาที่นานมั้ย

(คิดนาน) คงนานสินะ ภายนอกเราก็มีอายุมากขึ้น แต่ไม่ได้รู้สึกนานตอนที่ใช้ชีวิต เพราะว่าเราก็ทำเพลงมาเรื่อยๆ เพียงแค่ว่ามันไม่มีคนเห็นเท่านั้น เราก็เข้าออกสตูดิโอทำเพลงมาประมาณ 7 ปี ซึ่งมันก็นานไปจริงๆ น้อยก็รู้สึกว่ามันเสียเวลา น้อยไม่ได้มีเวลากับวงการนี้มากเท่าไหร่ไงครับ น้อยเริ่มตอนอายุ 31 ซึ่งก็สายมากแล้ว เพราะว่าพวก นภ พรชำนิ หรือพวก ป๊อด โมเดิร์นด็อก เขาก็เริ่มกันตั้งแต่อายุ 20 กันหมด แต่น้อยเริ่มตอนอายุประมาณ 31 แล้วก็หายไปอีก 12 ปี ตอนนี้น้อยอายุ 47

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

เสียดายเวลา 12 ปีที่หายไปมั้ย เพราะถ้าทำต่อเนื่อง ตอนนี้ชีวิตคงมีผลงานมากกว่านี้

บางทีก็เสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเสียงเพลงเท่าที่ควร เริ่มตอนสายแล้วก็หายไปอีก ผลงานน้อยก็ยังมีแค่ 2 อัลบั้ม

มันก็เสียดายช่วงเวลาที่เป็นช่วงพีกของเรา โดยเฉพาะการเป็นศิลปินในเมืองไทยที่คนฟังอาจจะชอบศิลปินเด็กๆ อยากให้ศิลปินเฟรชๆ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือนักร้อง ซึ่งช่วงอายุ 20 น้อยก็หายไปเลย มาทำอีกตอนอายุ 30 – 35 แค่นั้นเอง จริงๆ ในด้านเพลงก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดว่าเสียใจอะไร เพราะเราก็ไปทำโรงแรม ซึ่งเราก็ภูมิใจเหมือนกัน และเราก็เป็นคุณพ่อ ไปสร้างครอบครัว

แล้วสุดท้ายมันก็กลับไปที่ผลงาน ถ้าเกิด 12 เพลงใหม่มันดีพอ มันก็จะอยู่ได้นาน น้อยคิดว่ามันดีที่คนยังจำพรูได้ พรูมันไม่ได้เป็น One-hit Wonder มันเป็น One-album Wonder เพราะอัลบั้มชุดสองมันไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ ส่วนมากคนจะจำอัลบั้มแรก ชุดนั้นทำให้น้อยเกิด ทำให้น้อยได้ไปเล่นหนัง และสร้างฐานแฟนเพลงขึ้นมา

แล้วซิงเกิลแรกของอัลบั้มใหม่อย่าง แด่ศาลที่เคารพ ทำไมถึงเลือกไปถ่ายมิวสิกวิดีโอในเรือนจำ

ตอนแรกคุยกับทางบอย (บอย โกสิยพงษ์) แล้วก็คิดเสมอเลยว่าเพลง แด่ศาลที่เคารพ มันเกี่ยวกับนักโทษ เราคิดอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าต้องไปถ่ายในเรือนจำแล้ว แล้วบอยเขาก็รู้จักกับนักโทษคนหนึ่งที่ออกมาแล้ว เราก็เลยเข้าไปถ่ายแล้วก็คุยกับนักโทษที่ได้เจอ ซึ่งพวกนักโทษที่เราสัมภาษณ์คือนักโทษที่สุดท้ายได้ออกมาแล้วนะครับ อาจจะ 3 ปี หรือ 20 ปี เพราะว่าในกฎหมายเขาห้ามให้ถ่ายนักโทษปัจจุบัน

การได้ไปคลุกคลีกับนักโทษทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างไหม

เวลาคุยกับเขามันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง บางคนอยู่ในคุกมา 20 ปี ออกมาคนก็ไม่ยอมรับ จะไปสมัครงานก็ไม่ได้ หลายคนไม่ไหวก็กลับไปค้ายาต่อ หลายคนก็กลับไปในเรือนจำอีกครั้ง เพราะเขาออกไปแล้วไม่ได้โอกาส แต่ว่าสิ่งที่น้อยอยากพูดในเพลงนี้ไม่ใช่เฉพาะคนที่เป็นนักโทษนะ แต่น้อยคิดถึงคนทั่วไปด้วย น้อยก็เคยพลาดมาก่อน และอยากขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหลายๆ ครั้งคนก็ไม่ให้โอกาสเรา

อีกอย่างที่น้อยรู้สึกคือเราโชคดีมากแค่ไหน ชีวิตเรามัน Nothing หลายสิ่งหลายอย่างที่น้อยรู้สึกว่ารู้แล้วแต่ความจริงเราไม่รู้อะไรเลย มันเป็นเกียรติที่เราได้เข้าไปแสดงสดให้พวกเขาดู

เรื่องเนื้อหาอัลบั้มนี้น้อยไม่ได้เขียนเกี่ยวกับตัวเองเท่าไหร่ แต่น้อยจะร้องในมุมมองของตัวละครในเพลงแต่ละเพลง ซึ่งส่วนมากไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตน้อย เพราะว่าเพลงที่น้อยเขียนจะเป็นเพลงให้กำลังใจ เพลงที่อยาก Inspire คน ซึ่งสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจได้มันมักจะมาจากคนที่ล้ม ที่เฟล ที่ไม่ไหวจริงๆ แล้วสุดท้ายเขาซ่อมแซมชีวิตได้ มีคนยอมรับเขา เขาเจอแสงสว่างแล้ว แต่คนอย่างน้อยเกิดมาโชคดี ไม่ได้เคยล้ม ไม่ได้เคยต่อสู้ดิ้นรน น้อยไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชีวิตน้อยเลยไม่ได้มี Inspiration เท่าไหร่ Inspiration มันมาจากคนที่เหนื่อยจริงๆ กับชีวิต คนที่ไม่ไหวจริงๆ คนที่ทำตึก คนที่ทำงานก่อสร้าง หรือคนที่เรือนจำที่น้อยเพิ่งไปเจอ นั่นคือชีวิตจริง I don’t live in the real world.

ทำไมคุณถึงบอกว่า บางเพลงถ้าเกิดไม่โตขึ้นก็เขียนไม่ได้

ไม่ใช่แค่เขียน แต่รวมถึงร้องด้วยนะครับ อย่างเช่น Live and Learn ศิลปินรุ่นน้อยยังร้องไม่ได้ น้อยยังเด็กไป มันต้องเป็นคุณแม่ ต้องเป็นคนที่ผ่านชีวิตมาแล้ว ต้องเป็นคนที่ฟังเสียงแล้วรู้เลยว่าคนนี้ใช้ชีวิตมานาน มันจะทำให้เพลงลึกขึ้น มีวิญญาณขึ้น ทำให้มีสเน่ห์มากขึ้นหรือแม้แต่บางเพลงในอัลบั้มใหม่ของน้อย ถ้าเกิดน้อยร้องเมื่อ 15 ปี หรือ 17 ปีที่แล้ว มันก็ยังไม่ลึกเท่าตอนนี้

อย่างเวลาน้อยฟังตัวเองร้อง ยังรอคอยเธอเสมอ น้อยยังคิดเลยว่าใครวะ มันมีความไร้เดียงสาของเราในตอนนั้น น้อยดูไปถึงเนื้อหาด้วย พอเราโต มุมมองความรักเราไม่เหมือนแต่ก่อน จะให้เขียนเพลงกุ๊กกิ๊กมันก็ไม่ใช่เราแล้ว เราเริ่มเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างมากขึ้น

ที่ว่าเข้าใจมากขึ้น เข้าใจอะไร

ภาพพจน์น้อยก็ยังเป็นผู้ชายโรแมนติก ครอบครัวสวยงาม ซึ่งครอบครัวก็สวยงาม แต่มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่น้อยกับภรรยาต้องเข้าใจกันและกัน ต้องต่อสู้ กว่าจะพัฒนาขั้นรักเราไปลึกกว่านี้ ไปถึงขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่ง

ความรักมันยากกว่าที่น้อยคิดนะครับ มันไม่ใช่ Romeo and Juliet แน่ๆ ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ มันไม่ใช่ฉันจะรักหรืออยากจะจูบเธอจนกว่าฉันจะตาย ที่ว่านี่น้อยหมายความในแง่มุมโรแมนติกนะ ซึ่งตอนแต่งงานน้อยก็เคยคิดอย่างนั้น แต่ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ความโรแมนซ์มันหายไปอยู่แล้ว แล้วการที่เรามีลูก เราก็เอาความรักไปให้กับลูก พ่อแม่ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่าความรักระหว่างพ่อแม่กับลูกมันลึกกว่าความรักระหว่างสามีกับภรรยา ส่วนมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

กับลูกตั้งแต่เขาอายุหนึ่งเดือนจนเขาอายุ 20 เรายังอยากกอดเขา เรายังอยากจับมือเขา จนกว่าเขาจะไม่ยอมให้เราหอมแก้ม จูบ แต่ว่ากับแฟน เท่าที่น้อยทราบมันจะลดลง มันจะไม่ใช่เหมือนตอนวัยรุ่นที่อยากนอนกอดทุกวันแล้ว มันเปลี่ยนแปลง แล้วมันก็อาจจะมีบางช่วงที่อาจจะหายไปด้วยซ้ำก็ได้ แต่มันต้องกลับมาเข้าหา ต้องใช้พลังงาน มันต้องใช้ความตั้งใจกว่าที่จะให้ความรักมันกลับมาเหมือนเดิมหรือให้มันเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง

เป็นเรื่องน่าเศร้ามั้ยที่ความรักซึ่งเคยหวานชื่นแล้ววันหนึ่งกลับจืดจางลง

มันก็น่าเศร้า แต่เราต้องเข้าใจมากกว่า มันไม่ใช่ว่าเรารักเขาน้อยลง แต่ว่ารักมันพัฒนาไปในอีกรูปแบบหนึ่ง จริงๆ เรารักเขามากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่มันเป็นในอีกรูปทรงหนึ่ง มันคือการนับถือ เมื่อไหร่ที่คุณเลิกนับถือคนที่คุณรัก คุณควรแยกทางกันนะครับ นอกเหนือจากว่ามีลูก อยู่ด้วยกันเพื่อลูกอันนั้นเกิดขึ้นบ่อย ผมเข้าใจ แต่ถ้าเกิดว่าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีลูก แล้วไม่ได้นับถือกันแล้วก็ควรแยกทางกัน ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวนะ ผมว่าการเลิกกันเป็นการเริ่มต้นใหม่ ผมดีใจกับคนที่คุยกันแล้วเลิกกันดีกว่า ถ้าเกิดไม่ได้ทำร้ายจิตใจลูกอะไรนะครับ ยิ่งถ้าเกิดว่าไม่มีลูกนี่ก็สบายเลย เพราะการหย่ามันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งการเริ่มต้นใหม่เป็นสิ่งที่หายากมาก เกิดขึ้นยากมาก

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

ย้อนกลับไปในงาน LIFE AFTER PRU มีมุมหนึ่งที่คุณเอาสิ่งของเก่าๆ ทั้งเทปอัลบั้มแรก จดหมายจากแฟนเพลง บทสัมภาษณ์ในนิตยสาร มาจัดแสดง ตอนที่เห็นสิ่งของเหล่านี้คุณเห็นภาพเก่าๆ บ้างไหม

เห็นเยอะเลยครับ มันก็ทำให้นึกถึงอดีต บางภาพก็รู้สึกว่าเด็กเหลือเกิน แม้ว่าตอนที่น้อยเข้ามาเริ่มร้องเพลงน้อยอายุมากแล้วนะ แต่ก็ยังรู้สึกเป็นเด็กอยู่ เวลาดูภาพก็คิดถึงวงบ้างเหมือนกัน และคิดว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไปเยอะ อีกอย่างที่น้อยเก็บสะสม หลายครั้งน้อยทำเพราะเผื่อว่าวันหนึ่งลูกน้อยก็จะได้เห็นว่าพ่อเคยทำอะไรมาก่อน

สิ่งเหล่านี้สำคัญยังไง ทำไมต้องเก็บไว้ให้ลูกดู

มันก็ไม่ต่างจากเวลาน้อยเห็นพวกภาพเก่าๆ ของคุณแม่ เราจะมองพ่อแม่เราอีกมุมมองหนึ่ง เหมือนเขาเป็นคนละคน เวลาเห็นภาพขาวดำแม่ร้องเพลงกับพ่อที่อเมริกา มันเหมือนกับแม่เป็นคนละคน ไม่ว่าจะเป็นความสดใส หรือตอนที่เผชิญหน้ากับชีวิตใหม่ๆ แม้ทุกวันนี้แม่อาจจะไม่ได้เปลี่ยนนิสัยอะไรมากมายก็ตาม

กับลูกของน้อย น้อยก็รู้ว่า วันหนึ่งเวลาเขาเห็นภาพพวกนี้เขาก็จะรู้สึกอย่างนั้น เขาก็จะมองภาพแล้วรู้สึกเชื่อมโยงกับเราได้ ตอนนั้นเขาอาจจะชินกับภาพที่เราแก่แล้ว แต่เวลาเขาเห็นภาพช่วงที่เราอายุเท่ากับเขาในตอนนั้น เขาก็จะเริ่มเชื่อมโยงกับเรา ได้เห็นเราในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการบันเทิงหรือคนทั่วไป เราก็อยากจะให้คนเห็นเรามองเราในอีกภาพหนึ่ง ในอีกมุมมองหนึ่ง

ของทุกอย่างที่เห็นคุณเก็บไว้เองทั้งหมดเลยหรือ

ใช่ น้อยเป็นนักสะสมอยู่แล้ว เพราะน้อย respect memory เคารพว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราผ่านมามันเป็นชีวิตเรา โดยเฉพาะสมัยนี้ที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลหมดแล้ว อย่างเช่นพวกภาพถ่ายต่างๆ แต่สิ่งที่เราเก็บไว้เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีน้อยเก็บไว้ทั้งหมด แม้แต่ภาพเหตุการณ์กับเสก (เสกสรรค์ ศุขพิมาย) พวกข่าวในหนังสือพิมพ์ที่ลงว่าเรา น้อยก็เก็บไว้

สิ่งที่ไม่ดีเก็บไปทำไม

มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งเวลาเราพลาดหรือว่าทำอะไรที่เรารู้สึกไม่ดี สิ่งที่ดีที่สำคัญก็คือสิ่งเราเรียนรู้จากมัน เราก็พยายามซ่อมแซมมันให้ดีที่สุด

แล้วเวลากลับไปดูเรื่องที่ผิดที่พลาดในอดีตรู้สึกยังไง

บางทีก็รู้สึกถึงความโง่ของตัวเอง ความทุเรศของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชกต่อย หรือการแสดงบนเวทีที่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ น้อยก็รู้สึกทุเรศเหมือนกัน แต่มันไม่เจ็บปวดเท่าช่วงแรกอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นชีวิตน่ะครับ มันก็มีความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งความเจ็บปวดมันก็เป็นสิ่งที่เราคอนเนกต์ได้ง่ายกว่าความสุข และเป็นสิ่งที่มันลึก มันจำได้

ส่วนมากสิ่งเศร้าๆ ที่เกิดขึ้นมันจะอยู่กับเราค่อนข้างนานทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น น้อยก็ไม่เคยบ่นเรื่องชีวิตอะไร เพราะน้อยรู้ว่าน้อยเป็นคนโชคดี โดยรวมน้อยมีความสุข ความทรงจำก็มีความสุข แต่ว่าในการที่เราเป็นคนคิดมาก เวลาสิ่งไม่ดีมันเกิดขึ้น มันก็จะฝังอยู่กับเราสักพัก

สมมติน้อยขับรถไปกับแฟนแล้วน้อยทำหน้าหงุดหงิด เขาก็จะถามว่า ‘ยูกำลังคิดเรื่องสมัยไหนอีกล่ะ’ คือเรื่องมันเกิดมาตั้งนานแล้วแต่มันยังทำให้น้อยเครียด ซึ่งน้อยควรที่จะลืมมันไปดีกว่า แต่ว่าน้อยเป็นคนที่เวลาพลาดเมื่อไหร่ น้อยจะลืมลำบาก ใช้เวลานานมากกว่าจะลืม ไม่ได้อยากจะพูดว่าเราเป็นคนที่ชอบความเจ็บปวด บ้าๆ ติสท์ๆ หรือเป็นมาโซคิสต์ แต่ว่าน้อยก็เป็นอย่างนี้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู

ในงานวันนั้นคุณบอกว่า ‘น้อยพูดกับภรรยาว่าถ้าอัลบั้มใหม่ไม่เวิร์ก น้อยจะเศร้าไปสามสี่เดือน’ มันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโจ๊ก

เรื่องจริง เพราะเราไม่ได้อัลบั้มทำมา 12 ปี เราก็พยายามมาก เข้าออกสตูดิโอ 7 เดือน แล้วมันก็เป็นเพลงที่มาจากตัวน้อยคนเดียว เพลงอื่นก่อนหน้าอาจจะพูดได้ว่ามาจากพวกเราวงพรูทั้ง 4 คน แต่อัลบั้มนี้น้อยไม่ใช่แค่ร้องหรือเขียน แต่ดนตรีทุกเม็ดน้อยทำเองเกือบหมด มันเลยส่วนตัวมาก แต่น้อยก็ต้องระวัง จะไปหวังอะไรมากเกินไปไม่ได้ ศิลปินอายุ 40 ขึ้นจะมีเพลงฮิตเพลงใหม่ยาก

เพลงฮิตจำเป็นกับคุณ

แน่นอนฮะ น้อยไม่อยากพูดแทนศิลปินคนอื่น แต่สำหรับน้อย ถ้าเกิดทำอัลบั้มใหม่เราก็อยากได้เพลงฮิตสิ คือเราก็สนุกกับการร้องเพลงเก่าๆ ของเรานะครับ แต่ศิลปินก็คงเบื่อกับการร้องเพลงเดิมๆ นี่น้อยต้องร้อง ทุกสิ่ง อีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) แต่มันก็เป็นธรรมชาติ เราก็ต้องขอบคุณเพลงพวกนี้ เพราะมันทำให้เราเกิด แต่เราก็อยากจะเล่นเพลงใหม่ๆ นำเสนอเพลงใหม่ๆ เหมือนกับเรามีลูกคนใหม่ เราก็อยากให้เขาชอบลูกคนใหม่เราด้วย

คุณใช้คำว่าเพลงเหมือนลูกคนใหม่ วันนั้นในงานคุณก็บอกว่า ‘เพลงเหมือนลูกเรา’ คุณรักเพลงขนาดนั้นเลยเหรอ

ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ มันไม่ได้เท่ากับลูกหรอก แต่มันเหมือนเวลาที่คนเขาเปรียบหนังเป็นเหมือนลูกของผู้กำกับ เวลาหนังไม่เวิร์ก การเป็นนักแสดงน้อยไม่ได้เจ็บปวดเท่าผู้กำกับ ผู้กำกับบางคนเวลาหนังเฟลเขาไม่อยากกำกับอีกแล้ว ซึ่งทำอัลบั้มก็เหมือนกับทำหนัง

น้อยจะพูดเสมอว่า หนังมันยากกว่าเพลงเยอะ โอเค เพลงของน้อยอาจจะใช้เวลาทำนาน แต่ว่าเพลงฮิตหรือว่าเพลงดีๆ แป๊บเดียวมันเขียนได้ กระบวนการมันง่าย ส่วนมากนักเขียนเพลงทุกคนจะบอกว่า เพลงฮิตมันมาเร็วมากในหัว ทำนองแป๊บเดียวมา ภายใน 5 นาที 10 นาที แล้วเข้าห้องอัดวัน 2 วันก็ทำได้แล้ว แล้วแค่เพลงฮิตเพลงเดียวคุณสามารถทัวร์ผับได้ คุณทำเงินได้เยอะเลยถ้าเกิดมีเพลงฮิตเพลงเดียว แต่ว่าหนังกว่าคุณจะใช้เวลา Pre-production กว่าจะหานายทุนได้ กว่าจะ Post-production หรือตัดต่ออีก แล้วส่วนมากหนังไทยเข้าโรงพฤหัส วันอาทิตย์ก็จบแล้ว ส่วนมากก็ไม่เวิร์กถ้าเกิดไม่ใช่หนัง GDH แล้วผู้กำกับจะรู้สึกเจ็บปวดมาก เขาก็ต้องฝึกวิธีที่จะยอมรับมัน ต้องลุกขึ้นแล้วก็ทำหนังต่อไป หนังมันก็เหมือนลูกของผู้กำกับ เพลงมันก็เป็นลูกของนักดนตรี คนทำเพลง ถ้ามันไม่เวิร์กน้อยก็เจ็บปวดเหมือนกัน มันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 3 – 4 เดือนด้วยซ้ำ

บางคนบอกว่าทำเพลงที่ตัวเองชอบก็พอแล้ว ไม่ต้องไปคาดหวังให้มันสำเร็จหรอก คุณไม่คิดอย่างนั้นเหรอ

อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันใช่มั้ย (หัวเราะ) แต่ Live and Learn เป็นเพลงอมตะ แซวไม่ได้ (หัวเราะ)

น้อยก็เคยแซวแม่นะว่า ประโยคนี้มันกำลังบอกว่าเราห้ามฝันว่ะ แต่เราต้องฝันสิ ต้องทำให้ถึงสิ น้อยก็แซวแม่ แซวบอย บอยเขาก็รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธด้วยว่า เราต้องพอใจในสิ่งที่มี น้อยว่าที่คนสามารถคอนเนกต์กับเพลงนี้ได้เพราะมันเกี่ยวกับความฝันที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ ซึ่งส่วนมากชีวิตเราความฝันไม่ได้เป็นจริง มีน้อยคนที่ฝันแล้วจะไปถึงเป้าหมาย

ซิงเกิลที่สองของอัลบั้มและเป็นเพลงที่น้อยชอบมากชื่อ Empty มสเสจจะคล้ายๆ เพลง Live and Learn เนื้อหาเพลงจะเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็พยายามเดินในเส้นทางที่คนสอนมาว่าคุณต้องเดินเส้นทางของตัวเอง อย่าไปเหมือนใคร แม้ว่าสุดท้ายฝันจะไม่ได้เป็นจริง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องภูมิใจที่เขาเดินในเส้นทางนั้น อย่างน้อยเขาต้องแฮปปี้ที่เขาเคยมีฝัน

เพลงนี้จะมีเนื้อหาที่สรุปว่าเราต้องยอมรับว่ามันคือชีวิต การเฟลก็คือชีวิต แม้แต่คนอย่างน้อยที่อาจจะประสบความสำเร็จบ้าง แต่น้อยก็เฟลบางอย่างด้วย เรื่องเฟลมันเป็นสิ่งที่คนคอนเนกต์ได้มากกว่าฝัน แต่ว่าชีวิตคุณก็ต้องพยายามค้นหาความฝันด้วย แล้วคุณก็ต้องพยายามเดินตามเส้นทางของคุณ ไม่ใช่ตามรอยอื่นของใคร นั่นคือสิ่งที่สำคัญ แล้วสุดท้ายคุณก็ควรภูมิใจในจุดนี้ แม้ฝันมันอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้

น้อย วงพรู,อัลบั้มใหม่ น้อย วงพรู,น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load