ผมนั่งคุยกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศ สปป. ลาว

อยู่ห่างจากจุดเกิดภัยพิบัติในระยะที่ปลอดภัยมาก และคุยกันก่อนเกิดเหตุราว 1 สัปดาห์

ที่นี่คือที่ราบสูงโบลาเวน พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ซึ่งมีทั้งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ระดับอุทยานแห่งชาติ น้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์หลายแห่ง และพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าซึ่งได้รับการยอมรับระดับโลก

พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เดินทางมาที่นี่เป็นหนที่สอง เพื่อร่วมงานกับ Dao Coffee อีกครั้ง

พวกเราอยู่ที่น้ำตกตาดเฮือง น้ำตกที่มีขนาดใหญ่กว่าตึกบริษัทแกรมมี่

เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานท่ามกลางธรรมชาติอันชุ่มชอุ่ม และใช้เวลาส่วนน้อยนั่งลุ้นให้ฝนหยุดทิ้งเม็ด

ในระหว่างที่ฝนยังคงรัวหลังคาในจังหวะที่หนาหนัก ผมชวนซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศไทยมานั่งคุยกันแบบเท้าแตะดิน

เนื้อหาที่คุยกันก็มีทั้งเรื่องความเป็นดิน และความเป็นดาว

เหมือนจะเป็นเนื้อหาคนละขั้ว

แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างน่าประหลาด

ประหลาดขนาด ชวนให้เราตั้งคำถามกับความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของ ดิน กับ ดาว

คุณอยู่ที่ไหนมากที่สุดในตึกแกรมมี่

ห้องซ้อม ในห้องทำงานพี่มีห้องซ้อมเล็กๆ พี่ใช้ห้องนี้ทวนท่าสักชั่วโมงสองชั่วโมงก่อนลงไปเจอแดนเซอร์ที่ห้องซ้อมใหญ่ข้างล่าง เป็นการซ้อมก่อนซ้อมอีกที จะไม่ได้ไม่ทำให้ทีมงานเสียเวลา เราต้องไม่ผิด เพราะเราอยู่ข้างหน้าสุด ช่วงที่ยังไม่มีคอนเสิร์ตก็มีครูมาสอนเต้นวันอังคารกับพฤหัส ครั้งละ 3 ชั่วโมง เรียนมา 3 ปีแล้ว

เรียนกับใคร

ครูจากลอนดอน แต่มาทำงานในเมืองไทยกับแกรมมี่หลายปีแล้ว มันคือการทำให้ร่างกายของเราอยู่ในโลกของเพลงตลอดเวลา ถ้าเราเต้นแล้วไม่บอกกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่คอ ที่เอว กล้ามเนื้อเขาก็เขินเป็นนะ มันจะไปไม่เป็น เพราะไม่ได้ใช้งานทุกวัน พี่จะปล่อยให้กล้ามเนื้อเรียนรู้ตลอด ครูจะไปหาเพลงฝรั่งใหม่ล่าสุดของเขามาให้เต้น เพลงอะไรใหม่ เดี๋ยวมาแล้ว สนุกดี เราได้ปราณต่างๆ ได้จำ ได้คิดด้วย แต่จำแบบไม่ซีเรียส ดี๊ดี เหมือนกลับไปเรียนอีกครั้ง ไม่เหมือนตอนซ้อม เพราะซ้อมคอนเสิร์ตต้องจำหมดเลย อันนี้ลืมก็ได้ แต่ดันจำได้หมดเพราะมันสนุกไง

เข้าประชุมบ้างไหม

ไม่มีทางเจอพี่ในห้องประชุม พี่ไม่ชอบการประชุมเลย พี่จะคุยเรื่องงานกับแค่พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) คุยเสร็จก็สั่งข้าวมากินกันบ้าง พี่จะอยู่แค่ห้องซ้อมกับห้องอัด นอกนั้นไม่เจอพี่หรอก

ถ้าให้พูดถึงของชิ้นเล็กๆ ในห้องทำงานของคุณที่ไม่มีไม่ได้

น่าจะเป็นเทียน พี่ชอบจุดเทียนถวายพระ เป็นห่วงว่าเทียนจะหมดไหม จะดับไหม ยิ่งช่วงกำลังจะมีงานใหญ่ๆ อย่างคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พี่น้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร-ผู้จัดการส่วนตัว) จะขนเทียนมาเยอะแยะเลย จะเป็นกุฎิพระอยู่แล้ว (หัวเราะ)

เก็บผลงานเพลงของตัวเองยังไง

มีเป็นห้องเก็บเลย ทุกอย่างจะเก็บไว้อย่างละ 9 ชุด อยู่บนชั้นเพนต์เฮาส์สูงๆ แบบน้ำไม่ท่วมแน่นอน เก็บแบบไม่แตะต้อง เอี่ยมเลย ส่วนพวกที่โชว์ก็เอาไว้โชว์ แล้วก็มีที่ใช้งานด้วย เอาไว้ในรถบ้าง เอาไว้ให้หายบ้าง ให้นั่งทับบ้าง (หัวเราะ)

ได้กลับไปฟังอัลบั้มเก่าๆ ของตัวเองบ้างไหม

ทุกอัลบั้มพี่มีไฟล์มาสเตอร์ที่มีแต่เสียงร้อง และมี Backing Track ด้วย พี่จะอยู่กับเขาทุกเช้า เปิดฟังแล้วร้องทุกวัน เพราะเราไม่ได้มีงานร้องเพลงทุกวันตามคลับ ตามบาร์ พี่จะเปิดฟังว่าตอนนั้นเราร้องยังไง แล้วก็เซอร์ไพรส์ทุกเช้าเลย โห เราร้องได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ ทำไมเสียงซอฟต์ ลองกลับไปทำเสียงแบบนั้นสิ เพราะเวลาผ่านไป เสียงคนเราก็เปลี่ยน อ๋อ ตอนนั้นใช้ลมมากกว่านี้ พี่ไม่ค่อยได้เล่นสถานที่เล็กๆ พี่เลยร้องแบบเต็มเปี่ยม พี่เป็นคนพูดดังมาก อ๋อ ร้องแค่นี้คนเขาก็ได้ยินแล้วนะ

ฟังเพลงตัวเองเป็นงาน

ใช่ ฟังไปก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพลงที่พี่อัดเสียงทุกอัลบั้มคือครูหมดเลย เพราะพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์-โปรดิวเซอร์) สอนว่า คำนี้ให้ออกเสียงแบบนี้ ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน เรียนที่นี่ทุกเช้า ฟังไปซิตอัพไป ฟังแล้วมีความสุขมาก วันละอัลบั้ม

ฟังเพลงตัวเองเพื่อความบันเทิงบ้างไหม

ก็มีบางเพลงที่แฟนเพลงบอกว่า มันช่วยเขาในเวลาแย่ๆ ได้ แบบเพลง เธอผู้ไม่แพ้ ตอนที่พี่แย่ๆ ก็ลองเอามาฟัง (ดีดนิ้ว) เออ มันก็ได้ผลนะ ยังไงเราก็มีเสียงนี้เป็นเพื่อนเรา

เวลาได้ยินเพลงตัวเองในที่สาธารณะรู้สึกยังไง

อันนั้นเขิน บางทีก็ทำหน้าไม่ถูกนะ เมื่อก่อนตอนพี่ขึ้นเครื่องบิน เขาเปิดเพลงพี่รับพี่ในเครื่อง เอ่อ จะทำหน้ายังไงดี (หัวเราะ) ก็เขินหน่อย แต่ชื่นใจมากกว่า

เก็บของที่แฟนคลับให้ไว้ที่ไหน

เช่าโกดังเก็บครับ บางส่วนก็แบ่งมาเก็บไว้ที่บ้าน ที่เพนต์เฮาส์ เอาไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด อย่างนกกระดาษที่เขาตั้งใจพับมาให้ ไม่เก็บไม่ได้ ที่น่าเก็บที่สุดคือลายมือของพวกเขา แฟนคลับพี่ร้อยกว่าคนเพิ่งนัดรวมตัวกันที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ไปตัดต่อคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดตลอด 32 ปี มาฉายดูกัน พี่รู้เข้าก็แอบไปหาเขา

โรงแตกไหม

น้ำตาแตกกันหมด พอไปเจอพวกเขา เห็นสิ่งที่เขารวบรวมมา น้ำตาเราก็ซึมแล้ว เขาทำให้เราดี๊ดี เขาคิดกับเราดี๊ดี มันคุ้มกับที่เราทำดีกับเขา เวลาที่เขามองไม่เห็นเรา เราก็ออกกำลังกาย เราก็ทำทุกอย่างเพื่อดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ให้เขา เวลาเรามองไม่เห็นเขา เขาก็ยังดูแลเราดี ของที่เขาทำให้เรามันไม่เท่าใจ ไม่เท่าความรู้สึกที่เขามอบให้เรา ของโดนน้ำท่วมมันก็ไป แต่สิ่งที่อยู่ข้างในมันไม่หาย

แฟนคลับจะพบคุณได้ที่ไหน

พอจบคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดทุกรอบพี่ไม่เคยหนีแฟนเพลงนะ หลังงานเขาจะรู้กันเลย เขาจะไปยืนตั้งแถวรอเป็นร้อยเป็นพันคน เอาของมาให้ ถ้าใกล้วันเกิดก็จะเอาเค้กมาให้ พี่จะเดินตรงไปรถตู้เลยก็ได้ แต่พี่ต้องเดินวนไปหาทุกคนตั้งแต่หัวแถวจนถึงคนสุดท้าย เขาก็จะดึงเรามากอด มาหอม มาฟัด เขารู้ว่าพี่เซ็นให้ทุกคนไม่ได้ก็จะไม่ขอลายเซ็น ถ้าจะถ่ายรูปเขาก็จะจัดคิวรอเลย จะมีหัวหน้าคอยช่วยจัดการคิวให้ แม่นมาก และน่ารักมาก

อาหารจานโปรดของคุณในช่วงนี้คือ

ถ้าอยู่บ้านจะง่ายมาก ไข่ต้มกับส้มตำ ผักนี่พี่กินเป็นควายเลยครับ (หัวเราะ) กินเป็นกะละมัง เอาน้ำจิ้มซีฟู้ด หรืออะไรที่เผ็ดๆ ใส่ลงไป น้ำพริกปลาทูก็มี ไม่เคยมีมื้อไหนที่ไม่อร่อยนะ ว่าไหม

กินอาหารนอกบ้านบ้างไหม

มีแค่ 2 ร้าน ร้านหนึ่งเป็นอาหารอิตาเลียนชื่อ Le Bottega แถวซอยกลาง สุขุมวิท เป็นร้านของน้องที่ทำงานที่แกรมมี่ด้วยกัน อีกร้านเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อโฮยู อยู่ใต้ตึกแกรมมี่

ถ้าไปร้านอื่นกลัวแขกในร้านแตกตื่นเหรอ

ก็อย่างนั้นแหละ แต่เราต้องพร้อมเจอคนขอถ่ายรูป ซึ่งถูกต้องแล้วนะที่ไปที่ไหนแล้วคนอยากถ่ายรูปกับเรา ไม่ถ่ายสิยุ่ง ถ้าคนเห็นแล้วเขาเฉยเนี่ยต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ ฉะนั้น เราต้องทำตัวให้น่ากอด น่าหอม ตลอดเวลา

เมื่อก่อนพี่ชอบไปกินอาหารที่ปาร์คนายเลิศ แต่ตอนนี้ปิดไปแล้ว ไปถึงก็จะนั่งข้างหลัง เดี๋ยวก็จะมีคนมาขอถ่ายรูป บอกว่า วันนี้วันเกิดลูก วันนี้ครบรอบวันแต่งงาน วันนี้เป็นวันเกิดคุณแม่ รู้หมดเลยว่าใครมากับใครในวาระอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวาระที่เขามีความสุขหมดเลย เราก็แล่นไปอยู่กับเขาทุกบ้านในวันดีๆ ของพวกเขา (หัวเราะ)

ทำอาหารได้ไหม

ได้ อาหารไทยนี่ทำได้ทุกอย่างเลย พวกผัดๆ แกงๆ นี่ถนัดมาก ผัดมะระ คะน้าหมูกรอบ คะน้าปลาเค็ม แกงจืดเกี่ยมฉ่าย แกงเขียวหวาน พะแนง ทำได้หมด ที่ทำไม่ได้คือมัสมั่น เพราะกินไม่เป็น อะไรไม่กินเราก็ไม่ทำ

ใครสอน

ความจน คนจนมันต้องทำเอง (หัวเราะ) ถ้าจบมาจากสลัมบางแคต้องทำอาหารเก่งนะ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้หรอก เพราะบ้านเราตั้งสิบกว่าคน ต้องทำกันเอง กินกันเอง

จำตอนไปต่างประเทศครั้งแรกได้ไหม

จำได้ ไปถ่ายหนังเรื่อง ขอแค่คิดถึง ที่ลอนดอน ตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าพระ ยังไม่มีเงินเลย ต้องขอยืมเงินพี่ที่ออฟฟิศ เขาก็ช่วยกันรวบรวมเงินให้พี่ยืม กลับมาก็ซื้อของมาฝากคนอื่นหมดเลย ตัวเองไม่ได้อะไรสักอย่างเลย

ความรู้สึกตอนอยู่ในลอนดอนเป็นยังไง

มันอู้ อ้า อะไรกันวะเนี่ย สิ่งแรกที่ตื่นเต้นเลยคือ อากาศเย็น ได้เห็นคนผิวขาวแบบขาวอะไรได้ขนาดนี้ แต่งตัวพังก์อะไรได้ขนาดนี้ ผมสีน้ำเงิน สีบลอนด์ ทาตาดำ ปากดำ สูบบุหรี่ แล้วพ่อแม่มันไม่ว่าเหรอ (หัวเราะ) เรื่องนี้เราไม่ได้เป็นพระเอก เราก็ไปช่วยเขาขนหม้อข้าวหม้อแกง ช่วยเขาทำกับข้าว ขนกับข้าวมาให้พวกดารากิน อาหารก็ไม่ได้เยอะ เรื่องกินน้อยๆ นี่เราโปรอยู่แล้ว เพราะเราจน เราไม่ค่อยมีกินอยู่แล้วไง เราเอาน้ำพริกนรกไปกินด้วย สบายเลย ทุกคนเห็นก็แย่งเรากินหมดเลย (หัวเราะ)

ระหว่างรอเล่น เราก็ศึกษาการทำงานของดาราว่าเขากินกันยังไง อยู่กันยังไง พูดอะไรกัน เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเลย ยุคนั้นถ่ายละครเสร็จเขาไปเที่ยวกลางคืนกันต่อ ไปกินข้าวต้มตี 3 ตี 4 ที่โรงแรมอะไรสักอย่าง เราก็ไม่กล้าไป ตอนเป็นดาราใหม่ๆ ไม่มีตังค์เลย มีเงินไปกองถ่ายวันละ 70 บาท จะไปไหนกับเขาได้ล่ะ เพราะไม่มีตังค์กลับบ้าน ถ้าไปแล้วเขาจะมาส่งเราเหรอ นั่งแท็กซี่ก็ไม่่มีตังค์ เสร็จงานก็อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด อยากกลับมาเล่าให้ที่บ้านฟังว่า แกมาฟังเร็ว ดาราคนนั้นเขาเป็นอย่างนี้นะ เขาคุยกันแบบนี้ โห เขารวยมากๆ เลยนะ เขากินอย่างนี้กันเลยนะ

ผูกพันกับสวิตเซอร์แลนด์ตอนไหน

ไปถ่ายหนังเรื่องที่สองที่นั่น เรื่อง ด้วยรักและผูกพัน เล่นกับ อ้อย-กาญจนา จินดาวัฒน์ ตอนที่พักกองถ่าย เราเห็นผู้หญิงแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ริมทะเลสาบ ให้อาหารนก เห็นแล้วก็คิดถึงแม่ ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เรานะ แม่จะมีความสุขแค่ไหน เพราะอากาศมันดี๊ดี เลยอธิษฐานว่าวันหนึ่งจะพาแม่มาที่นี่ให้ได้ แล้วก็พาแม่มาได้จริงๆ นั่ง Economy Class เลย แม่ได้ขึ้นเครื่องก่อนเพราะเป็น VIP พอพี่ตามขึ้นไปก็ถามแม่ว่าทำไมเอาเสื้อเบิร์ดไปวางตรงนั้น แม่บอกว่า จองที่ไว้ให้ คนจะได้ไม่มานั่งที่ของลูก เราจะได้นั่งด้วยกัน ขากลับท่านทูตก็มาส่งนะ ดูเลิศหรูมาก แต่ว่าเรานั่ง Economy กลับ (หัวเราะ)

คุณแม่ชอบไหม

พี่พาแม่ไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น มันเป็นไปตามที่เราคิดเลย แม่มีความสุขมาก เราไปร้านอาหารสั่งอาหารกินกัน ทุกวันนี้ถ้าไปร้านนั้นพี่ยังไม่เคยกินอาหารนอกเหนือไปจากที่สั่งให้แม่กินเลยนะ โรคจิตไหม กินอยู่ 2 อย่างเอง จนวันนี้ก็กินอยู่แค่นี้ ก็อยู่ได้ไม่เห็นเป็นไรเลย

ทุกวันนี้คุณชอบการเดินทางไปที่ใหม่ๆ หรือไปที่เดิมๆ

ที่เดิมๆ พี่ยินดีจะอยู่ในที่ที่คุ้นเคย กินของเดิมๆ พี่ไม่ค่อยเสาะแสวงหาอะไรใหม่ๆ ถ้าของเดิมของพี่ปลอดภัยและถูกจริตแล้ว เราไม่เสี่ยงกับของใหม่ ย่ำอยู่กับที่ก็ยังดีกว่าไปย่ำในที่ที่เราไม่เคยย่ำแล้วโดนเสี้ยนตำ เราก็เสียเวลาแกะเสี้ยนแล้ว ที่ที่เราย่ำประจำเรารู้ว่ามันไม่มีเสี้ยน พี่ชอบไปที่เดิม กินอย่างเดิม พูดเรื่องเดิม คนก็จะถามว่า จะมาทำไม เราก็ตอบว่า ก็มาอยู่ที่เดิมไง (หัวเราะ) ก็เลยไปแต่ญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์

ถ้าเปิดตู้เสื้อผ้าของคุณจะเจออะไรเยอะที่สุด

เยอะทุกอย่าง (หัวเราะ) มันเป็นชุดที่เก็บไว้สำหรับใส่โชว์ เวลามาแกรมมี่คนจะเห็นพี่ใส่ซ้ำใส่ซากอยู่นั่นแหละ แต่บนเวทีไม่ได้ พี่เตรียมชุดมาเพียบ เขาเสียเงินซื้อบัตรมาดูเรา เราก็ต้องเต็มที่ให้เขา

ไม่ใช้วิธีขอยืมเสื้อผ้าจากแบรนด์ต่างๆ

พี่ไม่เคยยืมใครเลย พี่ไม่เคยเอาของใครฟรีเลย ไปโรงแรมก็ไม่เคยพักฟรี ถ้าให้ดอกไม้ก็รับได้ แต่ให้พักฟรีนี่ไม่เอา

ทำไม

จะไปเอาของเขาทำไมล่ะ เงินเราก็มี (หัวเราะ) ก็ซื้อเอาสิ เสื้อผ้าก็จะได้ไม่ต้องระวัง เราเกรงใจคนที่ไปยืมมาไง ละครกี่เรื่องๆ พี่ก็ใช้เสื้อผ้าพี่เองหมดเลย เรื่อง กลกิโมโน ไปถ่ายที่โตเกียวพี่ก็ซื้อเอง ในเรื่องเจ้าชายโฮชิต้องแต่งตัวเนี้ยบมาก พี่ก็โทรไปร้าน Dior ที่โตเกียวเลยว่ามีชุดอะไรโชว์อยู่หน้าร้านบ้าง เขาบอกมี 5 ชุด เราก็ให้เขาส่งรูปมา เขาบอกว่ายังไม่ขาย เราก็บอกว่า ลูกค้าประจำนะ เอา 5 ชุดส่งไปที่โรงแรมเลย ทีมงานจะได้ไม่ต้องไปหายืม

คุณซื้อเสื้อผ้ายังไง

ไปเลือกเอง

เบิร์ด ธงไชย เข้าห้างไปซื้อเสื้อผ้าเอง

ไม่ๆๆ อยู่เมืองไทยพี่ไปไม่ได้ (หัวเราะปนร้องไห้) พี่ไปไม่เป็น เขาจะเดือดร้อนกันด้วย

แล้วไปซื้อที่ไหน

หลักๆ ก็โตเกียว เพราะเป็นเมืองที่เสื้อผ้าไม่หนาว เอามาใช้งานได้ ถ้าไปสวิตเซอร์แลนด์ก็ดูแถวนั้นบ้าง แต่มันเป็นเสื้อผ้าเมืองหนาว ใส่เมืองไทยก็เหงื่อตก บางส่วนก็มีคนซื้อให้

คุณซื้อเสื้อผ้าสไตล์ไหน

แนวสตรีท ง่ายๆ น่ะ พี่ไม่ค่อยมีแนวกลางๆ สตรีทไปเลย ไม่ก็เนี้ยบกริ๊บไปเลย พี่เลยมีเสื้อผ้าที่ใส่สำหรับยืนกับใส่สำหรับนั่ง ชุดนั่งสัมภาษณ์ออกรายการเป็นแบบหนึ่ง ชุดสำหรับยืนที่ต้องเดินก็เป็นอีกแบบ ชุดที่ต้องเต้นก็ไม่เหมือนกัน ชุดร้องเพลงช้าหรือร้องกับวงออร์เคสตร้าต้องเป็นเส้นนิ่งๆ สุภาพๆ ต้องกริ๊บ เราต้องเตรียมเสื้อผ้าของเราให้เข้ากับงานในแต่ละปี ซื้อล่วงหน้าไปเลย เป็นการบังคับหุ่นเราด้วย เราซื้อแล้วไง เอ็งจะอ้วนกว่านี้ไม่ได้นะเบิร์ด ไม่งั้นจะใส่ไม่ได้ (หัวเราะ) ยืมใครเขาก็ไม่ได้

ย่านโปรดในโตเกียวของคุณคือ

แถวโรงแรมเพนนิซูล่า (ย่าน Ginza) พี่พักที่นั่น ดูของแถวนั้น ปั่นจักรยานทั้งวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ไปตลาดปลา ไปไหนต่อไหน ดึกๆ ก็ซื้ออาหารจากเซเว่นฯ มานั่งกินริมฟุตปาท

เคยเจอคนไทยทักบ้างไหม

เขาเห็นเราใส่ขาสั้นโทรมๆ ขี่จักรยานก็ไม่แน่ใจว่าใช่ไหม พอเห็นว่าใช่ก็ตะโกนเรียก พี่เบิร์ด เราก็เบรกเอี๊ยด ทักทายเขา

มาลาวรอบนี้ประทับใจอะไรบ้าง

ธรรมชาติ พี่ชอบธรรมชาติแบบดิบๆ อย่างที่ลาวนี่ชอบมาก ในชีวิตจริงเราอยู่แบบนั้นไม่ได้ สวนเราก็ต้องตัดบ้าง ก็เลยชอบไปที่แบบนี้มาก

คุณได้อะไรจากการอยู่กับธรรมชาติแบบดิบๆ

ได้ความเป็นคน พอเราอยู่กับดิน เราจะได้พลังในแง่บวกกลับมา ดินจริงๆ น้ำจริงๆ แฉะจริงๆ รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มต้นได้หมด อะไรก็พิเศษขึ้นมา เวลาพี่ไปเมืองที่ยุ่งเหยิงมากๆ พี่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยนะ บางทีก็เศร้าด้วย มันดูเหงา แต่พออยู่ในธรรมชาติ เหมือนได้พลังตลอดเวลา ตื่นกี่โมงก็ได้ ทำอะไรก็ได้ มีความสุขตลอดเวลา เป็นพลังของธรรมชาติจริงๆ

เหมือนจะได้พลังจากน้ำตกตาดเฮืองเยอะเลย

พี่ถ่ายงานตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลย ในใจก็คิดว่า เอาเลยเว้ย สนุกเว้ย พี่ต้องไปยืนหน้าน้ำตกที่ใหญ่กว่าตึกแกรมมี่ เสื้อกันฝนที่ทีมเอามาให้ก็บางมาก ไม่ทันไรก็ขาดแล้ว ผู้กำกับให้พี่ถือไม้เซลฟี่เดินเริงร่าอยู่ใกล้น้ำตกมาก เสียงน้ำตกดังมาก พี่เร่ิมหายใจไม่ออกเพราะแรงปะทะของน้ำ หายใจไม่ทัน แว่นก็มองไม่เห็น พี่ต้องถือไม้เซลฟี่เดินลงบันไดที่มีตะไคร่ด้วยความร่าเริง หยุดเดินก็ไม่ได้ เพราะกล้องที่ตั้งอยู่ไกลมากกำลังถ่ายอยู่ พอคัตพี่ก็ไม่ไหวแล้ว ตัวมันแข็งไปหมด เอี๊ยมที่ใส่ก็ดันกันน้ำออก น้ำท่วมขึ้นมาถึงเป้าแล้ว (หัวเราะ)

ไอ้ดล (ดล ผดุงวิเชียร – ผู้กำกับ) วิ่งมาถามว่า พี่เบิร์ดหนาวมั้ย เราก็ไม่บอกมันหรอกว่า เราตัวแข็งไปหมดแล้ว ถามมันกลับว่า ภาพออกมาดีมั้ย ชอบมั้ย มันก็บอกว่า ดีนะครับพี่ แต่พี่ขึ้นไปบนนั้นอีกรอบได้ไหมครับ (หัวเราะ) ไอ้ดล แล้วมึงจะถามกูทำไมวะ (ระเบิดหัวเราะ) มันก็ถามว่า พี่ไหวไหม เราก็บอก “ไป!” ถ่ายเสร็จนี่ข้างในตัวพี่เย็นมาก แต่ก็ได้พลังเยอะมาก

มาดอนน่ากับเมอรีล สตรีป บอกว่า การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ธรรมชาติจะให้พลังงานโดยที่เราไม่รู้ตัว โห มันโคตรจริงเลย ยิ่งพลังของต้นไม้สีเขียว ใบหนา ต้นใหญ่ พลังของน้ำ พลังของภูเขา เราได้หมดเลยนะ

คุณตัวแข็งเพราะความเย็น

ใช่ พี่เคยเลือดแข็งครั้งหนึ่ง ตอนนั้นไปถ่ายงานที่นิวยอร์ก บนเทพีเสรีภาพ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาฯ พี่ต้องเต้นไปเรื่อยๆ เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ถ่ายภาพก็บินต่ำลงมา ลมแรงขนาดเครื่องเสียงเท่าโต๊ะตัวนี้ถึงกับปลิวน่ะ พี่ก็ต้องเต้นๆๆ ต้องยกแขนสองข้างมาแตะกันเหนือหัว แต่มีความรู้สึกว่าทำไมแขนมันไม่มาถึงกันสักที เพราะอากาศเย็น เลือดเลยแข็ง

ใจเราเร็วมาก แต่แขนขยับได้ช้ามาก สักพักทีมงานฝรั่งผิวดำตัวใหญ่ๆ ก็อุ้มพี่เข้ามาในร่ม เขาถอดเสื้อพี่แล้วเอาตัวเขามานาบ มากอดพี่ พี่ก็รู้สึกว่าจะมารักอะไรตอนนี้วะ (หัวเราะ) เขาก็มาขยี้ตัว ขยี้หน้า เหมือนหูเราจะฉีกเพราะเขาขยี้แรงมาก แต่รอบนี้ตัวแข็งเพราะพลังของน้ำอย่างเดียวเลย

มาถ่ายโฆษณารอบนี้ต่างจากรอบที่แล้วไหม

สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองครั้งก็คือ พี่ประทับใจในธรรมชาติ ธรรมชาติอย่างแรกของพี่คือคน คนที่นี่น่ารัก โอบอ้อมอารี ไม่มีอะไรแอบแฝง มีความคิดที่บริสุทธิ์ คนที่มาเข้าฉากก็มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวของเขา ยิ่งเราทำตัวเล็กกว่าเขา เขายิ่งดูแลเราใหญ่เลย แม่บ้านก็มาสอนพี่เต้นบาสโลบ (การเต้นชนิดหนึ่งของลาว)

พี่เข้าไปถ่ายในบ้านของเขาเลยนะ เป็นบ้านพื้นไม้ก็จริง แต่สะอาดมาก ส้วมยังสะอาดมาก พี่ถามคนหนึ่งว่า มานอนตรงนี้ได้ยังไง เขาบอกว่า โดนรถชน แต่ไม่มีเงินผ่าตัด พี่ก็ให้เงินเขาไปผ่าตัด อีกวันไปคุยกับเขาว่าทำงานอะไร เขาบอกเก็บกาแฟ มันก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้

อีกสิ่งที่เหมือนเดิมคือพี่ได้เรียนรู้จากการคุยกับคุณพ่อและคุณแม่ (ดร.ฮ่าว ลิตดัง และ มาดามเหลื้อง ลิตดัง-ผู้ก่อตั้ง Dao Coffee) ได้ฟังเรื่องการต่อสู้กับภัยธรรมชาติ การอยู่กับธรรมชาติให้ได้ คุณพ่อคุณแม่เก่งมาก ใช้ความอดทน ความโอบอ้อมอารี ใช้ความฝัน เดินตามฝันตลอดเวลา

พี่ชื่นชมกับสิ่งที่เห็นนะ ความเป็นธรรมชาติของคน ธรรมชาติของธรรมชาติ ธรรมชาติของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากเลี้ยงลูกให้ได้ดี ไปขายของที่ตลาดแล้วโดนคนดูถูก เห็นบ้านคุณแม่ใหญ่แบบนี้ พี่เข้าไปเห็นความเป็นอยู่ข้างในแล้วยิ่งชอบ บ้านข้างนอกดูอลังการมาก แต่ข้างในคุณแม่ควักข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าให้เรากิน เป็นตัวแทนของผู้หญิงลาวที่น่ารักมาก อบอุ่นมาก

กรุ๊ปไลน์ที่คุณคุยบ่อยที่สุดคือกรุ๊ปไหน

ไม่มีครับ พี่ไม่มีกรุ๊ปไลน์ มีแต่ไลน์เฉยๆ

ไม่มีกรุ๊ปที่คุยงานกัน เช่น กรุ๊ปคอนเสิร์ต

ไม่มี พี่คุยกับพี่เล็กเท่านั้น พี่เล็กเป็นคนต้นน้ำ

ทำไมถึงคุยกับพี่เล็กคนเดียว

พี่ไว้ใจพี่เล็ก พี่เล็กก็ไว้ใจทีมของเขา ไว้ใจลงไปเป็นทอดๆๆ พี่เล็กจะบอกพี่ว่า เดี๋ยวเบิร์ดทำอย่างนี้นะ เห็นด้วยไหม พี่จะเซย์โนก่อนทุกเรื่องเลย แล้วพี่ค่อยหาเหตุผลว่าจะเยสเพราะอะไร ทำไมต้องให้สัมภาษณ์ The Cloud งานของเราเกี่ยวอะไรกับเขา งานของเขาเกี่ยวอะไรกับเรา จนเจอเหตุผลว่า อ๋อ ต้องทำเพราะอย่างนี้ หน้าที่ของเราคืออะไร

กรุ๊ปไลน์ครอบครัวก็ไม่มีเหรอ

ไม่มี ทุกวันอาทิตย์ก็เจอกันแล้ว มีแต่ไลน์ปกตินะ

คนที่คุณคุยไลน์ด้วยมีเยอะไหม

ไม่เยอะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นดารานักร้องในตึกแกรมมี่นี่แหละ ถ้ามันไม่มีเรื่องก็ไม่ไลน์มาคุยกับพี่หรอก พี่คะพี่ขา หนูไม่ไหวแล้ว เนี่ย มันมาแล้ว (หัวเราะ)

ไลน์มาปรึกษา

ใช่ บางทีก็มาอ้อน แบบนัท (มีเรีย) ใหม่ (เจริญปุระ) หรือ ตู่ (นันทิดา) มีอยู่แค่นี้แหละ

แต่ละเดือนคุณใช้เงินกับอะไรมากที่สุด

ให้

ให้ใคร

ให้พี่ ให้น้อง ให้ญาติพี่น้อง ให้ๆๆๆๆๆ พี่มีพี่มีน้อง 7 – 8 คน พี่มีเงินเดือนให้ทุกคน ให้ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล พี่ไม่ค่อยใช้อะไรหรอก เสื้อผ้าก็ซื้อตอนไปเมืองนอกทีเดียว กินข้าวนอกบ้านก็กินอยู่ 2 ร้าน (หัวเราะ) ทุกวันนี้พี่ไม่เอาอะไรแล้ว เหมือนพระเข้าไปทุกที จะอยู่วัดได้แล้ว พี่ได้มาเยอะแล้ว พี่ได้ความรัก ความศรัทธา ไม่มีอะไรจะมีค่ามากไปกว่านี้อีกแล้ว

คุณว่าความแก่คืออะไร

คือคำพูดของคน เราไปตั้งชื่อกันเองว่าอันนี้คือแก่ ซึ่งพี่ไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย พี่ไม่ได้เรียนเรื่องนี้มาเลย พี่เรียนไม่ถึง (หัวเราะ) พี่ไม่เคยนิยามเรื่องพวกนี้ว่า อันนี้แปลว่า แก่ พออายุขนาดนี้แล้วมาบอกว่าแก่ มันแก่เลยนะ สารเคมีในร่างกายมันยิ่งทำให้เราแก่ ทุกอย่างก็จะหย่อนคล้อย

สิ่งที่อันตรายท่ีสุดก็คือ ความคิดหย่อนคล้อย ความคิดถดถอยเมื่อไหร่ก็เละเมื่อนั้น ผิวพรรณมันมาจากความคิด มาจากข้างในหมดเลย ถ้าเราไม่คิดว่าแก่ ทำทุกอย่างให้เหมือนเมื่อวาน ไม่ต้องคิดว่าเมื่อวานคืออะไร ถ้าเมื่อวานดีวันนี้ก็ก๊อปปี้เมื่อวาน เท่านั้นเอง

คุณให้นิยามความแก่ว่าอะไร

ไม่มีอะไรเลย ความแก่มันไร้สาระ ไปคิดทำไมว่าแก่ คำว่าแก่เนี่ยพูดกันเองทั้งนั้น จริงๆ ไม่มีใครแก่เลย ไปคิดกันเอง อายุมากขึ้นไม่ได้แปลว่าแก่ไง

เวลาที่ส่องกระจกแล้วเห็นริ้วรอย คุณรู้สึกยังไง

พี่ไม่เคยคิดว่ามันมีปัญหาเลยนะ เพราะพี่เป็นคนที่ดูรายละเอียดตัวเองทุกวัน แก้ผ้าดูตัวเองตลอดเวลา ดูหลังหู ดูปาก ดูทุกอย่าง สิ่งที่อันตรายที่สุดของดารานักร้องคือ เวลาเผลอ ไม่ได้ Hold ไม่ได้เก๊ก นั่นคือความจริง

แต่ความจริงของเราคือเราต้องดูแลก่อนที่จะเผลอไง ถ้าไม่ดูแลเมื่อไหร่มันก็เกิด ของธรรมดา เราก็ต้องตัดมันก่อนที่มันจะเกิด

ถ้าดูแลไม่ทัน ริ้วรอยมาแล้ว

ก็แก้สิ

ไม่ปลงใช่ไหม

ไม่ปลง (หัวเราะ) ไม่มีทางปลงเด็ดขาด พี่มาถึงจุดนี้ได้เพราะพี่มีพี่เต๋อ มีทีมงานทุกคน ถ้ามีพี่คนเดียวพี่คงอยู่สลัมบางแคเหมือนเดิม ร่างกายก็เหมือนกัน หมอก็มีเยอะ คุณเสียเงินซื้อผัดไทยกิน คุณก็ต้องเสียเงินซื้อของมาดูแลหน้าคุณ แค่นี้แหละ ถ้าคุณเก็บเงิน มันก็อยู่ในบัญชี เปิดดูแล้วหน้าตึงขึ้นมาไหม (หัวเราะ) มันก็ต้องยอมบ้าง ซื้อครีมหรือไปหาหมอ หมอเขาเรียนมา 6 ปีนะ เขาบอกคุณได้ว่าคุณหน้าเหี่ยวเพราะอะไร ต้องแก้ยังไง คุณก็แค่เลือกทำตามคำแนะนำเขา

เราจะได้เห็นวันที่พี่เบิร์ดแก่ไหม

พี่เบิร์ดแก่ได้ แต่พี่จะไม่เรียกแบบนั้น พี่ยังหาคำนั้นไม่เจอ แต่วันไหนเจอแล้วพี่จะบอกว่า อย่างนี้เขาเรียกว่าอย่างนี้นะเว้ย เมื่อ 20 ปีก่อน พี่ไปซานฟรานซิสโก เห็นผู้ชายคนหนึ่งผมสีขาว พี่ก็อยากจะมีผมสีขาวบ้าง อยากไปทำสีผมเลย เขาบอกว่า If you like this color, it’s not too long. Wait. โอเค งั้นไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวรอ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเศร้า

เรื่องเศร้ามันผ่านไปแล้ว พี่ไม่เศร้าอีกแล้ว ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญ เข้าใจแล้วก็เมตตากับเรื่องราวทุกอย่างที่เข้ามา ถ้าอนุญาตให้เขามากระทบเรา เราอนุญาตให้เราเศร้า มันจะต่อบาปต่อบุญไปอีกไกลเลย พอพี่เอาความเข้าใจไปทาบทุกอย่าง ก็เลยเอาคำว่า ‘โถ’ นำหน้า

เวลาใครกวนตีนหรือคิดไม่ดีกับเรา เราก็จะโถ… โถ…เขาคงไม่มีใครรัก โถ…มันเป็นแบบนี้ก็ปล่อยมัน โถ…คือความเมตตา เราต้องรู้สึกดีกับเขาให้ได้ ถ้าทำได้เมื่อไหร่ชนะทันทีเลย แต่ถ้าโถ…ไม่ไหว ก็ทุ่มมันด้วยโถนี่แหละ (หัวเราะ)

คุณมีความสุขง่ายไหม

ง่ายมาก ความสุขของคนเราต้องหาได้ง่ายที่สุดถึงจะดี ต้องอย่าตั้งการ์ดกับตัวเองในการรับความสุข ต้องไม่เลือกว่าอันนี้คือความสุข อันนี้ไม่ใช่ แค่ดอกไม้ตกลงมา ถ่ายรูปแล้ว โห สวยจังเลย ก็มีความสุขแล้วนะ ถ้าไม่คิดว่านี่คือความสุขแล้วจะเรียกอะไรวะ (หัวเราะ) เอารองเท้ามาล้างมาเช็ดตากแดด พอมันหอมเราก็มีความสุขแล้ว

บางคนคิดว่าต้องเอาคนนี้เป็นแฟนให้ได้ นั่นคือความสุขของเขา พูดอย่างนี้ก็ทุกข์ตั้งแต่แรกแล้ว เราอย่าเอาจิตของเราไปฝากไว้กับคนอื่น ช่วยทำให้ฉันมีความสุขหน่อยเหอะ เราต้องสุขด้วยตัวเอง พี่อาบน้ำในห้องน้ำ ก็ทำน้ำมนต์เอง พี่สวดมนต์ เปิดฝักบัว นี่คือน้ำมนต์ เฮงๆๆๆๆ (หัวเราะ) พี่ทำเองเลย มีความสุขเลย

ในวัย 60 ปี คุณยังมีความฝันไหม

มีครับ ยังฝันว่าจะทำโน่นนี่ไม่หยุดเลย ยังฝันว่าอยากร้องเพลงแบบไหน บนเวทีจะแต่งตัวยังไง ยังมีของอีกเยอะแยะเลยที่เรายังไม่ได้งัดออกมาสำแดง ตอนนี้พี่อายุ 60 รูปลักษณ์พี่ไม่ใช่ 60 แต่พี่มีประสบการณ์แบบคน 60 มันสวนทางกัน ถ้าเรามารวมกันนะ โอ้โห พี่รู้ทุกอย่าง ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง รู้ว่าจะทำยังไงให้คนฟังมีความสุข เพราะเราคบกับเขามานาน และยังมีเวลาที่จะดูแลเขาได้อีกนาน

ความฝันเรื่องล่าสุดของคุณคือ

พี่ฝันว่าอยากจะร้องเพลงกับวงออร์เคสตร้าแบบเท่ๆ สักครั้ง เป็นโชว์อีกแบบ ที่เราจะได้ร้องเพลงเป็นหลัก โปรเจกต์นี้ชื่อ Singing Bird รอดูปีหน้า ฝันครั้งถัดไปก็คือหลังจากอายุ 60 มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น การร้องเพลงที่สนุกของธงไชย แมคอินไตย์ จะร้องเพลงแบบไหน โชว์แบบไหน

คนมักจะขีดเส้นไว้ที่อายุ 60 หลังจากนั้นก็จะเป็นกราฟลง ถ้าเราไม่คิดต่อ มันจะติดอยู่แค่นั้น แต่พี่อยากบอกว่า หลัง 60 คือวงรอบถัดไปของธงไชย แมคอินไตย์ ทุกคนจะได้เห็นกัน ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ด้วยหน้าตาที่ยังเด็กอ่อนวัย และยังกวนตีนขนาดนี้ เรายังได้เห็นกันไปอีกนานแน่นอน (หัวเราะ)

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load