ผมนั่งคุยกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศ สปป. ลาว

อยู่ห่างจากจุดเกิดภัยพิบัติในระยะที่ปลอดภัยมาก และคุยกันก่อนเกิดเหตุราว 1 สัปดาห์

ที่นี่คือที่ราบสูงโบลาเวน พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ซึ่งมีทั้งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ระดับอุทยานแห่งชาติ น้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์หลายแห่ง และพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าซึ่งได้รับการยอมรับระดับโลก

พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เดินทางมาที่นี่เป็นหนที่สอง เพื่อร่วมงานกับ Dao Coffee อีกครั้ง

พวกเราอยู่ที่น้ำตกตาดเฮือง น้ำตกที่มีขนาดใหญ่กว่าตึกบริษัทแกรมมี่

เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานท่ามกลางธรรมชาติอันชุ่มชอุ่ม และใช้เวลาส่วนน้อยนั่งลุ้นให้ฝนหยุดทิ้งเม็ด

ในระหว่างที่ฝนยังคงรัวหลังคาในจังหวะที่หนาหนัก ผมชวนซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศไทยมานั่งคุยกันแบบเท้าแตะดิน

เนื้อหาที่คุยกันก็มีทั้งเรื่องความเป็นดิน และความเป็นดาว

เหมือนจะเป็นเนื้อหาคนละขั้ว

แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างน่าประหลาด

ประหลาดขนาด ชวนให้เราตั้งคำถามกับความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของ ดิน กับ ดาว

คุณอยู่ที่ไหนมากที่สุดในตึกแกรมมี่

ห้องซ้อม ในห้องทำงานพี่มีห้องซ้อมเล็กๆ พี่ใช้ห้องนี้ทวนท่าสักชั่วโมงสองชั่วโมงก่อนลงไปเจอแดนเซอร์ที่ห้องซ้อมใหญ่ข้างล่าง เป็นการซ้อมก่อนซ้อมอีกที จะไม่ได้ไม่ทำให้ทีมงานเสียเวลา เราต้องไม่ผิด เพราะเราอยู่ข้างหน้าสุด ช่วงที่ยังไม่มีคอนเสิร์ตก็มีครูมาสอนเต้นวันอังคารกับพฤหัส ครั้งละ 3 ชั่วโมง เรียนมา 3 ปีแล้ว

เรียนกับใคร

ครูจากลอนดอน แต่มาทำงานในเมืองไทยกับแกรมมี่หลายปีแล้ว มันคือการทำให้ร่างกายของเราอยู่ในโลกของเพลงตลอดเวลา ถ้าเราเต้นแล้วไม่บอกกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่คอ ที่เอว กล้ามเนื้อเขาก็เขินเป็นนะ มันจะไปไม่เป็น เพราะไม่ได้ใช้งานทุกวัน พี่จะปล่อยให้กล้ามเนื้อเรียนรู้ตลอด ครูจะไปหาเพลงฝรั่งใหม่ล่าสุดของเขามาให้เต้น เพลงอะไรใหม่ เดี๋ยวมาแล้ว สนุกดี เราได้ปราณต่างๆ ได้จำ ได้คิดด้วย แต่จำแบบไม่ซีเรียส ดี๊ดี เหมือนกลับไปเรียนอีกครั้ง ไม่เหมือนตอนซ้อม เพราะซ้อมคอนเสิร์ตต้องจำหมดเลย อันนี้ลืมก็ได้ แต่ดันจำได้หมดเพราะมันสนุกไง

เข้าประชุมบ้างไหม

ไม่มีทางเจอพี่ในห้องประชุม พี่ไม่ชอบการประชุมเลย พี่จะคุยเรื่องงานกับแค่พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) คุยเสร็จก็สั่งข้าวมากินกันบ้าง พี่จะอยู่แค่ห้องซ้อมกับห้องอัด นอกนั้นไม่เจอพี่หรอก

ถ้าให้พูดถึงของชิ้นเล็กๆ ในห้องทำงานของคุณที่ไม่มีไม่ได้

น่าจะเป็นเทียน พี่ชอบจุดเทียนถวายพระ เป็นห่วงว่าเทียนจะหมดไหม จะดับไหม ยิ่งช่วงกำลังจะมีงานใหญ่ๆ อย่างคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พี่น้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร-ผู้จัดการส่วนตัว) จะขนเทียนมาเยอะแยะเลย จะเป็นกุฎิพระอยู่แล้ว (หัวเราะ)

เก็บผลงานเพลงของตัวเองยังไง

มีเป็นห้องเก็บเลย ทุกอย่างจะเก็บไว้อย่างละ 9 ชุด อยู่บนชั้นเพนต์เฮาส์สูงๆ แบบน้ำไม่ท่วมแน่นอน เก็บแบบไม่แตะต้อง เอี่ยมเลย ส่วนพวกที่โชว์ก็เอาไว้โชว์ แล้วก็มีที่ใช้งานด้วย เอาไว้ในรถบ้าง เอาไว้ให้หายบ้าง ให้นั่งทับบ้าง (หัวเราะ)

ได้กลับไปฟังอัลบั้มเก่าๆ ของตัวเองบ้างไหม

ทุกอัลบั้มพี่มีไฟล์มาสเตอร์ที่มีแต่เสียงร้อง และมี Backing Track ด้วย พี่จะอยู่กับเขาทุกเช้า เปิดฟังแล้วร้องทุกวัน เพราะเราไม่ได้มีงานร้องเพลงทุกวันตามคลับ ตามบาร์ พี่จะเปิดฟังว่าตอนนั้นเราร้องยังไง แล้วก็เซอร์ไพรส์ทุกเช้าเลย โห เราร้องได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ ทำไมเสียงซอฟต์ ลองกลับไปทำเสียงแบบนั้นสิ เพราะเวลาผ่านไป เสียงคนเราก็เปลี่ยน อ๋อ ตอนนั้นใช้ลมมากกว่านี้ พี่ไม่ค่อยได้เล่นสถานที่เล็กๆ พี่เลยร้องแบบเต็มเปี่ยม พี่เป็นคนพูดดังมาก อ๋อ ร้องแค่นี้คนเขาก็ได้ยินแล้วนะ

ฟังเพลงตัวเองเป็นงาน

ใช่ ฟังไปก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพลงที่พี่อัดเสียงทุกอัลบั้มคือครูหมดเลย เพราะพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์-โปรดิวเซอร์) สอนว่า คำนี้ให้ออกเสียงแบบนี้ ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน เรียนที่นี่ทุกเช้า ฟังไปซิตอัพไป ฟังแล้วมีความสุขมาก วันละอัลบั้ม

ฟังเพลงตัวเองเพื่อความบันเทิงบ้างไหม

ก็มีบางเพลงที่แฟนเพลงบอกว่า มันช่วยเขาในเวลาแย่ๆ ได้ แบบเพลง เธอผู้ไม่แพ้ ตอนที่พี่แย่ๆ ก็ลองเอามาฟัง (ดีดนิ้ว) เออ มันก็ได้ผลนะ ยังไงเราก็มีเสียงนี้เป็นเพื่อนเรา

เวลาได้ยินเพลงตัวเองในที่สาธารณะรู้สึกยังไง

อันนั้นเขิน บางทีก็ทำหน้าไม่ถูกนะ เมื่อก่อนตอนพี่ขึ้นเครื่องบิน เขาเปิดเพลงพี่รับพี่ในเครื่อง เอ่อ จะทำหน้ายังไงดี (หัวเราะ) ก็เขินหน่อย แต่ชื่นใจมากกว่า

เก็บของที่แฟนคลับให้ไว้ที่ไหน

เช่าโกดังเก็บครับ บางส่วนก็แบ่งมาเก็บไว้ที่บ้าน ที่เพนต์เฮาส์ เอาไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด อย่างนกกระดาษที่เขาตั้งใจพับมาให้ ไม่เก็บไม่ได้ ที่น่าเก็บที่สุดคือลายมือของพวกเขา แฟนคลับพี่ร้อยกว่าคนเพิ่งนัดรวมตัวกันที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ไปตัดต่อคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดตลอด 32 ปี มาฉายดูกัน พี่รู้เข้าก็แอบไปหาเขา

โรงแตกไหม

น้ำตาแตกกันหมด พอไปเจอพวกเขา เห็นสิ่งที่เขารวบรวมมา น้ำตาเราก็ซึมแล้ว เขาทำให้เราดี๊ดี เขาคิดกับเราดี๊ดี มันคุ้มกับที่เราทำดีกับเขา เวลาที่เขามองไม่เห็นเรา เราก็ออกกำลังกาย เราก็ทำทุกอย่างเพื่อดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ให้เขา เวลาเรามองไม่เห็นเขา เขาก็ยังดูแลเราดี ของที่เขาทำให้เรามันไม่เท่าใจ ไม่เท่าความรู้สึกที่เขามอบให้เรา ของโดนน้ำท่วมมันก็ไป แต่สิ่งที่อยู่ข้างในมันไม่หาย

แฟนคลับจะพบคุณได้ที่ไหน

พอจบคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดทุกรอบพี่ไม่เคยหนีแฟนเพลงนะ หลังงานเขาจะรู้กันเลย เขาจะไปยืนตั้งแถวรอเป็นร้อยเป็นพันคน เอาของมาให้ ถ้าใกล้วันเกิดก็จะเอาเค้กมาให้ พี่จะเดินตรงไปรถตู้เลยก็ได้ แต่พี่ต้องเดินวนไปหาทุกคนตั้งแต่หัวแถวจนถึงคนสุดท้าย เขาก็จะดึงเรามากอด มาหอม มาฟัด เขารู้ว่าพี่เซ็นให้ทุกคนไม่ได้ก็จะไม่ขอลายเซ็น ถ้าจะถ่ายรูปเขาก็จะจัดคิวรอเลย จะมีหัวหน้าคอยช่วยจัดการคิวให้ แม่นมาก และน่ารักมาก

อาหารจานโปรดของคุณในช่วงนี้คือ

ถ้าอยู่บ้านจะง่ายมาก ไข่ต้มกับส้มตำ ผักนี่พี่กินเป็นควายเลยครับ (หัวเราะ) กินเป็นกะละมัง เอาน้ำจิ้มซีฟู้ด หรืออะไรที่เผ็ดๆ ใส่ลงไป น้ำพริกปลาทูก็มี ไม่เคยมีมื้อไหนที่ไม่อร่อยนะ ว่าไหม

กินอาหารนอกบ้านบ้างไหม

มีแค่ 2 ร้าน ร้านหนึ่งเป็นอาหารอิตาเลียนชื่อ Le Bottega แถวซอยกลาง สุขุมวิท เป็นร้านของน้องที่ทำงานที่แกรมมี่ด้วยกัน อีกร้านเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อโฮยู อยู่ใต้ตึกแกรมมี่

ถ้าไปร้านอื่นกลัวแขกในร้านแตกตื่นเหรอ

ก็อย่างนั้นแหละ แต่เราต้องพร้อมเจอคนขอถ่ายรูป ซึ่งถูกต้องแล้วนะที่ไปที่ไหนแล้วคนอยากถ่ายรูปกับเรา ไม่ถ่ายสิยุ่ง ถ้าคนเห็นแล้วเขาเฉยเนี่ยต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ ฉะนั้น เราต้องทำตัวให้น่ากอด น่าหอม ตลอดเวลา

เมื่อก่อนพี่ชอบไปกินอาหารที่ปาร์คนายเลิศ แต่ตอนนี้ปิดไปแล้ว ไปถึงก็จะนั่งข้างหลัง เดี๋ยวก็จะมีคนมาขอถ่ายรูป บอกว่า วันนี้วันเกิดลูก วันนี้ครบรอบวันแต่งงาน วันนี้เป็นวันเกิดคุณแม่ รู้หมดเลยว่าใครมากับใครในวาระอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวาระที่เขามีความสุขหมดเลย เราก็แล่นไปอยู่กับเขาทุกบ้านในวันดีๆ ของพวกเขา (หัวเราะ)

ทำอาหารได้ไหม

ได้ อาหารไทยนี่ทำได้ทุกอย่างเลย พวกผัดๆ แกงๆ นี่ถนัดมาก ผัดมะระ คะน้าหมูกรอบ คะน้าปลาเค็ม แกงจืดเกี่ยมฉ่าย แกงเขียวหวาน พะแนง ทำได้หมด ที่ทำไม่ได้คือมัสมั่น เพราะกินไม่เป็น อะไรไม่กินเราก็ไม่ทำ

ใครสอน

ความจน คนจนมันต้องทำเอง (หัวเราะ) ถ้าจบมาจากสลัมบางแคต้องทำอาหารเก่งนะ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้หรอก เพราะบ้านเราตั้งสิบกว่าคน ต้องทำกันเอง กินกันเอง

จำตอนไปต่างประเทศครั้งแรกได้ไหม

จำได้ ไปถ่ายหนังเรื่อง ขอแค่คิดถึง ที่ลอนดอน ตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าพระ ยังไม่มีเงินเลย ต้องขอยืมเงินพี่ที่ออฟฟิศ เขาก็ช่วยกันรวบรวมเงินให้พี่ยืม กลับมาก็ซื้อของมาฝากคนอื่นหมดเลย ตัวเองไม่ได้อะไรสักอย่างเลย

ความรู้สึกตอนอยู่ในลอนดอนเป็นยังไง

มันอู้ อ้า อะไรกันวะเนี่ย สิ่งแรกที่ตื่นเต้นเลยคือ อากาศเย็น ได้เห็นคนผิวขาวแบบขาวอะไรได้ขนาดนี้ แต่งตัวพังก์อะไรได้ขนาดนี้ ผมสีน้ำเงิน สีบลอนด์ ทาตาดำ ปากดำ สูบบุหรี่ แล้วพ่อแม่มันไม่ว่าเหรอ (หัวเราะ) เรื่องนี้เราไม่ได้เป็นพระเอก เราก็ไปช่วยเขาขนหม้อข้าวหม้อแกง ช่วยเขาทำกับข้าว ขนกับข้าวมาให้พวกดารากิน อาหารก็ไม่ได้เยอะ เรื่องกินน้อยๆ นี่เราโปรอยู่แล้ว เพราะเราจน เราไม่ค่อยมีกินอยู่แล้วไง เราเอาน้ำพริกนรกไปกินด้วย สบายเลย ทุกคนเห็นก็แย่งเรากินหมดเลย (หัวเราะ)

ระหว่างรอเล่น เราก็ศึกษาการทำงานของดาราว่าเขากินกันยังไง อยู่กันยังไง พูดอะไรกัน เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเลย ยุคนั้นถ่ายละครเสร็จเขาไปเที่ยวกลางคืนกันต่อ ไปกินข้าวต้มตี 3 ตี 4 ที่โรงแรมอะไรสักอย่าง เราก็ไม่กล้าไป ตอนเป็นดาราใหม่ๆ ไม่มีตังค์เลย มีเงินไปกองถ่ายวันละ 70 บาท จะไปไหนกับเขาได้ล่ะ เพราะไม่มีตังค์กลับบ้าน ถ้าไปแล้วเขาจะมาส่งเราเหรอ นั่งแท็กซี่ก็ไม่่มีตังค์ เสร็จงานก็อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด อยากกลับมาเล่าให้ที่บ้านฟังว่า แกมาฟังเร็ว ดาราคนนั้นเขาเป็นอย่างนี้นะ เขาคุยกันแบบนี้ โห เขารวยมากๆ เลยนะ เขากินอย่างนี้กันเลยนะ

ผูกพันกับสวิตเซอร์แลนด์ตอนไหน

ไปถ่ายหนังเรื่องที่สองที่นั่น เรื่อง ด้วยรักและผูกพัน เล่นกับ อ้อย-กาญจนา จินดาวัฒน์ ตอนที่พักกองถ่าย เราเห็นผู้หญิงแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ริมทะเลสาบ ให้อาหารนก เห็นแล้วก็คิดถึงแม่ ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เรานะ แม่จะมีความสุขแค่ไหน เพราะอากาศมันดี๊ดี เลยอธิษฐานว่าวันหนึ่งจะพาแม่มาที่นี่ให้ได้ แล้วก็พาแม่มาได้จริงๆ นั่ง Economy Class เลย แม่ได้ขึ้นเครื่องก่อนเพราะเป็น VIP พอพี่ตามขึ้นไปก็ถามแม่ว่าทำไมเอาเสื้อเบิร์ดไปวางตรงนั้น แม่บอกว่า จองที่ไว้ให้ คนจะได้ไม่มานั่งที่ของลูก เราจะได้นั่งด้วยกัน ขากลับท่านทูตก็มาส่งนะ ดูเลิศหรูมาก แต่ว่าเรานั่ง Economy กลับ (หัวเราะ)

คุณแม่ชอบไหม

พี่พาแม่ไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น มันเป็นไปตามที่เราคิดเลย แม่มีความสุขมาก เราไปร้านอาหารสั่งอาหารกินกัน ทุกวันนี้ถ้าไปร้านนั้นพี่ยังไม่เคยกินอาหารนอกเหนือไปจากที่สั่งให้แม่กินเลยนะ โรคจิตไหม กินอยู่ 2 อย่างเอง จนวันนี้ก็กินอยู่แค่นี้ ก็อยู่ได้ไม่เห็นเป็นไรเลย

ทุกวันนี้คุณชอบการเดินทางไปที่ใหม่ๆ หรือไปที่เดิมๆ

ที่เดิมๆ พี่ยินดีจะอยู่ในที่ที่คุ้นเคย กินของเดิมๆ พี่ไม่ค่อยเสาะแสวงหาอะไรใหม่ๆ ถ้าของเดิมของพี่ปลอดภัยและถูกจริตแล้ว เราไม่เสี่ยงกับของใหม่ ย่ำอยู่กับที่ก็ยังดีกว่าไปย่ำในที่ที่เราไม่เคยย่ำแล้วโดนเสี้ยนตำ เราก็เสียเวลาแกะเสี้ยนแล้ว ที่ที่เราย่ำประจำเรารู้ว่ามันไม่มีเสี้ยน พี่ชอบไปที่เดิม กินอย่างเดิม พูดเรื่องเดิม คนก็จะถามว่า จะมาทำไม เราก็ตอบว่า ก็มาอยู่ที่เดิมไง (หัวเราะ) ก็เลยไปแต่ญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์

ถ้าเปิดตู้เสื้อผ้าของคุณจะเจออะไรเยอะที่สุด

เยอะทุกอย่าง (หัวเราะ) มันเป็นชุดที่เก็บไว้สำหรับใส่โชว์ เวลามาแกรมมี่คนจะเห็นพี่ใส่ซ้ำใส่ซากอยู่นั่นแหละ แต่บนเวทีไม่ได้ พี่เตรียมชุดมาเพียบ เขาเสียเงินซื้อบัตรมาดูเรา เราก็ต้องเต็มที่ให้เขา

ไม่ใช้วิธีขอยืมเสื้อผ้าจากแบรนด์ต่างๆ

พี่ไม่เคยยืมใครเลย พี่ไม่เคยเอาของใครฟรีเลย ไปโรงแรมก็ไม่เคยพักฟรี ถ้าให้ดอกไม้ก็รับได้ แต่ให้พักฟรีนี่ไม่เอา

ทำไม

จะไปเอาของเขาทำไมล่ะ เงินเราก็มี (หัวเราะ) ก็ซื้อเอาสิ เสื้อผ้าก็จะได้ไม่ต้องระวัง เราเกรงใจคนที่ไปยืมมาไง ละครกี่เรื่องๆ พี่ก็ใช้เสื้อผ้าพี่เองหมดเลย เรื่อง กลกิโมโน ไปถ่ายที่โตเกียวพี่ก็ซื้อเอง ในเรื่องเจ้าชายโฮชิต้องแต่งตัวเนี้ยบมาก พี่ก็โทรไปร้าน Dior ที่โตเกียวเลยว่ามีชุดอะไรโชว์อยู่หน้าร้านบ้าง เขาบอกมี 5 ชุด เราก็ให้เขาส่งรูปมา เขาบอกว่ายังไม่ขาย เราก็บอกว่า ลูกค้าประจำนะ เอา 5 ชุดส่งไปที่โรงแรมเลย ทีมงานจะได้ไม่ต้องไปหายืม

คุณซื้อเสื้อผ้ายังไง

ไปเลือกเอง

เบิร์ด ธงไชย เข้าห้างไปซื้อเสื้อผ้าเอง

ไม่ๆๆ อยู่เมืองไทยพี่ไปไม่ได้ (หัวเราะปนร้องไห้) พี่ไปไม่เป็น เขาจะเดือดร้อนกันด้วย

แล้วไปซื้อที่ไหน

หลักๆ ก็โตเกียว เพราะเป็นเมืองที่เสื้อผ้าไม่หนาว เอามาใช้งานได้ ถ้าไปสวิตเซอร์แลนด์ก็ดูแถวนั้นบ้าง แต่มันเป็นเสื้อผ้าเมืองหนาว ใส่เมืองไทยก็เหงื่อตก บางส่วนก็มีคนซื้อให้

คุณซื้อเสื้อผ้าสไตล์ไหน

แนวสตรีท ง่ายๆ น่ะ พี่ไม่ค่อยมีแนวกลางๆ สตรีทไปเลย ไม่ก็เนี้ยบกริ๊บไปเลย พี่เลยมีเสื้อผ้าที่ใส่สำหรับยืนกับใส่สำหรับนั่ง ชุดนั่งสัมภาษณ์ออกรายการเป็นแบบหนึ่ง ชุดสำหรับยืนที่ต้องเดินก็เป็นอีกแบบ ชุดที่ต้องเต้นก็ไม่เหมือนกัน ชุดร้องเพลงช้าหรือร้องกับวงออร์เคสตร้าต้องเป็นเส้นนิ่งๆ สุภาพๆ ต้องกริ๊บ เราต้องเตรียมเสื้อผ้าของเราให้เข้ากับงานในแต่ละปี ซื้อล่วงหน้าไปเลย เป็นการบังคับหุ่นเราด้วย เราซื้อแล้วไง เอ็งจะอ้วนกว่านี้ไม่ได้นะเบิร์ด ไม่งั้นจะใส่ไม่ได้ (หัวเราะ) ยืมใครเขาก็ไม่ได้

ย่านโปรดในโตเกียวของคุณคือ

แถวโรงแรมเพนนิซูล่า (ย่าน Ginza) พี่พักที่นั่น ดูของแถวนั้น ปั่นจักรยานทั้งวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ไปตลาดปลา ไปไหนต่อไหน ดึกๆ ก็ซื้ออาหารจากเซเว่นฯ มานั่งกินริมฟุตปาท

เคยเจอคนไทยทักบ้างไหม

เขาเห็นเราใส่ขาสั้นโทรมๆ ขี่จักรยานก็ไม่แน่ใจว่าใช่ไหม พอเห็นว่าใช่ก็ตะโกนเรียก พี่เบิร์ด เราก็เบรกเอี๊ยด ทักทายเขา

มาลาวรอบนี้ประทับใจอะไรบ้าง

ธรรมชาติ พี่ชอบธรรมชาติแบบดิบๆ อย่างที่ลาวนี่ชอบมาก ในชีวิตจริงเราอยู่แบบนั้นไม่ได้ สวนเราก็ต้องตัดบ้าง ก็เลยชอบไปที่แบบนี้มาก

คุณได้อะไรจากการอยู่กับธรรมชาติแบบดิบๆ

ได้ความเป็นคน พอเราอยู่กับดิน เราจะได้พลังในแง่บวกกลับมา ดินจริงๆ น้ำจริงๆ แฉะจริงๆ รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มต้นได้หมด อะไรก็พิเศษขึ้นมา เวลาพี่ไปเมืองที่ยุ่งเหยิงมากๆ พี่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยนะ บางทีก็เศร้าด้วย มันดูเหงา แต่พออยู่ในธรรมชาติ เหมือนได้พลังตลอดเวลา ตื่นกี่โมงก็ได้ ทำอะไรก็ได้ มีความสุขตลอดเวลา เป็นพลังของธรรมชาติจริงๆ

เหมือนจะได้พลังจากน้ำตกตาดเฮืองเยอะเลย

พี่ถ่ายงานตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลย ในใจก็คิดว่า เอาเลยเว้ย สนุกเว้ย พี่ต้องไปยืนหน้าน้ำตกที่ใหญ่กว่าตึกแกรมมี่ เสื้อกันฝนที่ทีมเอามาให้ก็บางมาก ไม่ทันไรก็ขาดแล้ว ผู้กำกับให้พี่ถือไม้เซลฟี่เดินเริงร่าอยู่ใกล้น้ำตกมาก เสียงน้ำตกดังมาก พี่เร่ิมหายใจไม่ออกเพราะแรงปะทะของน้ำ หายใจไม่ทัน แว่นก็มองไม่เห็น พี่ต้องถือไม้เซลฟี่เดินลงบันไดที่มีตะไคร่ด้วยความร่าเริง หยุดเดินก็ไม่ได้ เพราะกล้องที่ตั้งอยู่ไกลมากกำลังถ่ายอยู่ พอคัตพี่ก็ไม่ไหวแล้ว ตัวมันแข็งไปหมด เอี๊ยมที่ใส่ก็ดันกันน้ำออก น้ำท่วมขึ้นมาถึงเป้าแล้ว (หัวเราะ)

ไอ้ดล (ดล ผดุงวิเชียร – ผู้กำกับ) วิ่งมาถามว่า พี่เบิร์ดหนาวมั้ย เราก็ไม่บอกมันหรอกว่า เราตัวแข็งไปหมดแล้ว ถามมันกลับว่า ภาพออกมาดีมั้ย ชอบมั้ย มันก็บอกว่า ดีนะครับพี่ แต่พี่ขึ้นไปบนนั้นอีกรอบได้ไหมครับ (หัวเราะ) ไอ้ดล แล้วมึงจะถามกูทำไมวะ (ระเบิดหัวเราะ) มันก็ถามว่า พี่ไหวไหม เราก็บอก “ไป!” ถ่ายเสร็จนี่ข้างในตัวพี่เย็นมาก แต่ก็ได้พลังเยอะมาก

มาดอนน่ากับเมอรีล สตรีป บอกว่า การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ธรรมชาติจะให้พลังงานโดยที่เราไม่รู้ตัว โห มันโคตรจริงเลย ยิ่งพลังของต้นไม้สีเขียว ใบหนา ต้นใหญ่ พลังของน้ำ พลังของภูเขา เราได้หมดเลยนะ

คุณตัวแข็งเพราะความเย็น

ใช่ พี่เคยเลือดแข็งครั้งหนึ่ง ตอนนั้นไปถ่ายงานที่นิวยอร์ก บนเทพีเสรีภาพ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาฯ พี่ต้องเต้นไปเรื่อยๆ เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ถ่ายภาพก็บินต่ำลงมา ลมแรงขนาดเครื่องเสียงเท่าโต๊ะตัวนี้ถึงกับปลิวน่ะ พี่ก็ต้องเต้นๆๆ ต้องยกแขนสองข้างมาแตะกันเหนือหัว แต่มีความรู้สึกว่าทำไมแขนมันไม่มาถึงกันสักที เพราะอากาศเย็น เลือดเลยแข็ง

ใจเราเร็วมาก แต่แขนขยับได้ช้ามาก สักพักทีมงานฝรั่งผิวดำตัวใหญ่ๆ ก็อุ้มพี่เข้ามาในร่ม เขาถอดเสื้อพี่แล้วเอาตัวเขามานาบ มากอดพี่ พี่ก็รู้สึกว่าจะมารักอะไรตอนนี้วะ (หัวเราะ) เขาก็มาขยี้ตัว ขยี้หน้า เหมือนหูเราจะฉีกเพราะเขาขยี้แรงมาก แต่รอบนี้ตัวแข็งเพราะพลังของน้ำอย่างเดียวเลย

มาถ่ายโฆษณารอบนี้ต่างจากรอบที่แล้วไหม

สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองครั้งก็คือ พี่ประทับใจในธรรมชาติ ธรรมชาติอย่างแรกของพี่คือคน คนที่นี่น่ารัก โอบอ้อมอารี ไม่มีอะไรแอบแฝง มีความคิดที่บริสุทธิ์ คนที่มาเข้าฉากก็มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวของเขา ยิ่งเราทำตัวเล็กกว่าเขา เขายิ่งดูแลเราใหญ่เลย แม่บ้านก็มาสอนพี่เต้นบาสโลบ (การเต้นชนิดหนึ่งของลาว)

พี่เข้าไปถ่ายในบ้านของเขาเลยนะ เป็นบ้านพื้นไม้ก็จริง แต่สะอาดมาก ส้วมยังสะอาดมาก พี่ถามคนหนึ่งว่า มานอนตรงนี้ได้ยังไง เขาบอกว่า โดนรถชน แต่ไม่มีเงินผ่าตัด พี่ก็ให้เงินเขาไปผ่าตัด อีกวันไปคุยกับเขาว่าทำงานอะไร เขาบอกเก็บกาแฟ มันก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้

อีกสิ่งที่เหมือนเดิมคือพี่ได้เรียนรู้จากการคุยกับคุณพ่อและคุณแม่ (ดร.ฮ่าว ลิตดัง และ มาดามเหลื้อง ลิตดัง-ผู้ก่อตั้ง Dao Coffee) ได้ฟังเรื่องการต่อสู้กับภัยธรรมชาติ การอยู่กับธรรมชาติให้ได้ คุณพ่อคุณแม่เก่งมาก ใช้ความอดทน ความโอบอ้อมอารี ใช้ความฝัน เดินตามฝันตลอดเวลา

พี่ชื่นชมกับสิ่งที่เห็นนะ ความเป็นธรรมชาติของคน ธรรมชาติของธรรมชาติ ธรรมชาติของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากเลี้ยงลูกให้ได้ดี ไปขายของที่ตลาดแล้วโดนคนดูถูก เห็นบ้านคุณแม่ใหญ่แบบนี้ พี่เข้าไปเห็นความเป็นอยู่ข้างในแล้วยิ่งชอบ บ้านข้างนอกดูอลังการมาก แต่ข้างในคุณแม่ควักข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าให้เรากิน เป็นตัวแทนของผู้หญิงลาวที่น่ารักมาก อบอุ่นมาก

กรุ๊ปไลน์ที่คุณคุยบ่อยที่สุดคือกรุ๊ปไหน

ไม่มีครับ พี่ไม่มีกรุ๊ปไลน์ มีแต่ไลน์เฉยๆ

ไม่มีกรุ๊ปที่คุยงานกัน เช่น กรุ๊ปคอนเสิร์ต

ไม่มี พี่คุยกับพี่เล็กเท่านั้น พี่เล็กเป็นคนต้นน้ำ

ทำไมถึงคุยกับพี่เล็กคนเดียว

พี่ไว้ใจพี่เล็ก พี่เล็กก็ไว้ใจทีมของเขา ไว้ใจลงไปเป็นทอดๆๆ พี่เล็กจะบอกพี่ว่า เดี๋ยวเบิร์ดทำอย่างนี้นะ เห็นด้วยไหม พี่จะเซย์โนก่อนทุกเรื่องเลย แล้วพี่ค่อยหาเหตุผลว่าจะเยสเพราะอะไร ทำไมต้องให้สัมภาษณ์ The Cloud งานของเราเกี่ยวอะไรกับเขา งานของเขาเกี่ยวอะไรกับเรา จนเจอเหตุผลว่า อ๋อ ต้องทำเพราะอย่างนี้ หน้าที่ของเราคืออะไร

กรุ๊ปไลน์ครอบครัวก็ไม่มีเหรอ

ไม่มี ทุกวันอาทิตย์ก็เจอกันแล้ว มีแต่ไลน์ปกตินะ

คนที่คุณคุยไลน์ด้วยมีเยอะไหม

ไม่เยอะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นดารานักร้องในตึกแกรมมี่นี่แหละ ถ้ามันไม่มีเรื่องก็ไม่ไลน์มาคุยกับพี่หรอก พี่คะพี่ขา หนูไม่ไหวแล้ว เนี่ย มันมาแล้ว (หัวเราะ)

ไลน์มาปรึกษา

ใช่ บางทีก็มาอ้อน แบบนัท (มีเรีย) ใหม่ (เจริญปุระ) หรือ ตู่ (นันทิดา) มีอยู่แค่นี้แหละ

แต่ละเดือนคุณใช้เงินกับอะไรมากที่สุด

ให้

ให้ใคร

ให้พี่ ให้น้อง ให้ญาติพี่น้อง ให้ๆๆๆๆๆ พี่มีพี่มีน้อง 7 – 8 คน พี่มีเงินเดือนให้ทุกคน ให้ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล พี่ไม่ค่อยใช้อะไรหรอก เสื้อผ้าก็ซื้อตอนไปเมืองนอกทีเดียว กินข้าวนอกบ้านก็กินอยู่ 2 ร้าน (หัวเราะ) ทุกวันนี้พี่ไม่เอาอะไรแล้ว เหมือนพระเข้าไปทุกที จะอยู่วัดได้แล้ว พี่ได้มาเยอะแล้ว พี่ได้ความรัก ความศรัทธา ไม่มีอะไรจะมีค่ามากไปกว่านี้อีกแล้ว

คุณว่าความแก่คืออะไร

คือคำพูดของคน เราไปตั้งชื่อกันเองว่าอันนี้คือแก่ ซึ่งพี่ไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย พี่ไม่ได้เรียนเรื่องนี้มาเลย พี่เรียนไม่ถึง (หัวเราะ) พี่ไม่เคยนิยามเรื่องพวกนี้ว่า อันนี้แปลว่า แก่ พออายุขนาดนี้แล้วมาบอกว่าแก่ มันแก่เลยนะ สารเคมีในร่างกายมันยิ่งทำให้เราแก่ ทุกอย่างก็จะหย่อนคล้อย

สิ่งที่อันตรายท่ีสุดก็คือ ความคิดหย่อนคล้อย ความคิดถดถอยเมื่อไหร่ก็เละเมื่อนั้น ผิวพรรณมันมาจากความคิด มาจากข้างในหมดเลย ถ้าเราไม่คิดว่าแก่ ทำทุกอย่างให้เหมือนเมื่อวาน ไม่ต้องคิดว่าเมื่อวานคืออะไร ถ้าเมื่อวานดีวันนี้ก็ก๊อปปี้เมื่อวาน เท่านั้นเอง

คุณให้นิยามความแก่ว่าอะไร

ไม่มีอะไรเลย ความแก่มันไร้สาระ ไปคิดทำไมว่าแก่ คำว่าแก่เนี่ยพูดกันเองทั้งนั้น จริงๆ ไม่มีใครแก่เลย ไปคิดกันเอง อายุมากขึ้นไม่ได้แปลว่าแก่ไง

เวลาที่ส่องกระจกแล้วเห็นริ้วรอย คุณรู้สึกยังไง

พี่ไม่เคยคิดว่ามันมีปัญหาเลยนะ เพราะพี่เป็นคนที่ดูรายละเอียดตัวเองทุกวัน แก้ผ้าดูตัวเองตลอดเวลา ดูหลังหู ดูปาก ดูทุกอย่าง สิ่งที่อันตรายที่สุดของดารานักร้องคือ เวลาเผลอ ไม่ได้ Hold ไม่ได้เก๊ก นั่นคือความจริง

แต่ความจริงของเราคือเราต้องดูแลก่อนที่จะเผลอไง ถ้าไม่ดูแลเมื่อไหร่มันก็เกิด ของธรรมดา เราก็ต้องตัดมันก่อนที่มันจะเกิด

ถ้าดูแลไม่ทัน ริ้วรอยมาแล้ว

ก็แก้สิ

ไม่ปลงใช่ไหม

ไม่ปลง (หัวเราะ) ไม่มีทางปลงเด็ดขาด พี่มาถึงจุดนี้ได้เพราะพี่มีพี่เต๋อ มีทีมงานทุกคน ถ้ามีพี่คนเดียวพี่คงอยู่สลัมบางแคเหมือนเดิม ร่างกายก็เหมือนกัน หมอก็มีเยอะ คุณเสียเงินซื้อผัดไทยกิน คุณก็ต้องเสียเงินซื้อของมาดูแลหน้าคุณ แค่นี้แหละ ถ้าคุณเก็บเงิน มันก็อยู่ในบัญชี เปิดดูแล้วหน้าตึงขึ้นมาไหม (หัวเราะ) มันก็ต้องยอมบ้าง ซื้อครีมหรือไปหาหมอ หมอเขาเรียนมา 6 ปีนะ เขาบอกคุณได้ว่าคุณหน้าเหี่ยวเพราะอะไร ต้องแก้ยังไง คุณก็แค่เลือกทำตามคำแนะนำเขา

เราจะได้เห็นวันที่พี่เบิร์ดแก่ไหม

พี่เบิร์ดแก่ได้ แต่พี่จะไม่เรียกแบบนั้น พี่ยังหาคำนั้นไม่เจอ แต่วันไหนเจอแล้วพี่จะบอกว่า อย่างนี้เขาเรียกว่าอย่างนี้นะเว้ย เมื่อ 20 ปีก่อน พี่ไปซานฟรานซิสโก เห็นผู้ชายคนหนึ่งผมสีขาว พี่ก็อยากจะมีผมสีขาวบ้าง อยากไปทำสีผมเลย เขาบอกว่า If you like this color, it’s not too long. Wait. โอเค งั้นไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวรอ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเศร้า

เรื่องเศร้ามันผ่านไปแล้ว พี่ไม่เศร้าอีกแล้ว ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญ เข้าใจแล้วก็เมตตากับเรื่องราวทุกอย่างที่เข้ามา ถ้าอนุญาตให้เขามากระทบเรา เราอนุญาตให้เราเศร้า มันจะต่อบาปต่อบุญไปอีกไกลเลย พอพี่เอาความเข้าใจไปทาบทุกอย่าง ก็เลยเอาคำว่า ‘โถ’ นำหน้า

เวลาใครกวนตีนหรือคิดไม่ดีกับเรา เราก็จะโถ… โถ…เขาคงไม่มีใครรัก โถ…มันเป็นแบบนี้ก็ปล่อยมัน โถ…คือความเมตตา เราต้องรู้สึกดีกับเขาให้ได้ ถ้าทำได้เมื่อไหร่ชนะทันทีเลย แต่ถ้าโถ…ไม่ไหว ก็ทุ่มมันด้วยโถนี่แหละ (หัวเราะ)

คุณมีความสุขง่ายไหม

ง่ายมาก ความสุขของคนเราต้องหาได้ง่ายที่สุดถึงจะดี ต้องอย่าตั้งการ์ดกับตัวเองในการรับความสุข ต้องไม่เลือกว่าอันนี้คือความสุข อันนี้ไม่ใช่ แค่ดอกไม้ตกลงมา ถ่ายรูปแล้ว โห สวยจังเลย ก็มีความสุขแล้วนะ ถ้าไม่คิดว่านี่คือความสุขแล้วจะเรียกอะไรวะ (หัวเราะ) เอารองเท้ามาล้างมาเช็ดตากแดด พอมันหอมเราก็มีความสุขแล้ว

บางคนคิดว่าต้องเอาคนนี้เป็นแฟนให้ได้ นั่นคือความสุขของเขา พูดอย่างนี้ก็ทุกข์ตั้งแต่แรกแล้ว เราอย่าเอาจิตของเราไปฝากไว้กับคนอื่น ช่วยทำให้ฉันมีความสุขหน่อยเหอะ เราต้องสุขด้วยตัวเอง พี่อาบน้ำในห้องน้ำ ก็ทำน้ำมนต์เอง พี่สวดมนต์ เปิดฝักบัว นี่คือน้ำมนต์ เฮงๆๆๆๆ (หัวเราะ) พี่ทำเองเลย มีความสุขเลย

ในวัย 60 ปี คุณยังมีความฝันไหม

มีครับ ยังฝันว่าจะทำโน่นนี่ไม่หยุดเลย ยังฝันว่าอยากร้องเพลงแบบไหน บนเวทีจะแต่งตัวยังไง ยังมีของอีกเยอะแยะเลยที่เรายังไม่ได้งัดออกมาสำแดง ตอนนี้พี่อายุ 60 รูปลักษณ์พี่ไม่ใช่ 60 แต่พี่มีประสบการณ์แบบคน 60 มันสวนทางกัน ถ้าเรามารวมกันนะ โอ้โห พี่รู้ทุกอย่าง ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง รู้ว่าจะทำยังไงให้คนฟังมีความสุข เพราะเราคบกับเขามานาน และยังมีเวลาที่จะดูแลเขาได้อีกนาน

ความฝันเรื่องล่าสุดของคุณคือ

พี่ฝันว่าอยากจะร้องเพลงกับวงออร์เคสตร้าแบบเท่ๆ สักครั้ง เป็นโชว์อีกแบบ ที่เราจะได้ร้องเพลงเป็นหลัก โปรเจกต์นี้ชื่อ Singing Bird รอดูปีหน้า ฝันครั้งถัดไปก็คือหลังจากอายุ 60 มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น การร้องเพลงที่สนุกของธงไชย แมคอินไตย์ จะร้องเพลงแบบไหน โชว์แบบไหน

คนมักจะขีดเส้นไว้ที่อายุ 60 หลังจากนั้นก็จะเป็นกราฟลง ถ้าเราไม่คิดต่อ มันจะติดอยู่แค่นั้น แต่พี่อยากบอกว่า หลัง 60 คือวงรอบถัดไปของธงไชย แมคอินไตย์ ทุกคนจะได้เห็นกัน ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ด้วยหน้าตาที่ยังเด็กอ่อนวัย และยังกวนตีนขนาดนี้ เรายังได้เห็นกันไปอีกนานแน่นอน (หัวเราะ)

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นอกจากต้นไม้และหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คงเป็นการลงทุนนี่แหละ ที่มีคนแห่กันเข้าสู่วงการเยอะเป็นประวัติการณ์ในช่วงโควิด-19 ซึ่งเราเห็นกันได้จากปรากฏการณ์จองหุ้น PTTOR และกระแสที่ใครๆ ก็ซื้อ Cryptocurrency (และใจหายใจคว่ำราวกับนั่งรถไฟเหาะ)

การลงทุนในกองทุนรวม เป็นอีกอย่างที่คนสนใจกันเยอะมาก สถานการณ์นี้ช่วยส่งให้ FINNOMENA แพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนกลายเป็นที่พูดถึง และเป็นที่รักของนักลงทุนด้วยความรวดเร็ว

ทีแรกผมคิดว่า FINNOMENA คือสื่อที่ทำเนื้อหาด้านการลงทุน เพราะเขาเล่าเรื่องการลงทุนได้สนุกและมีเสน่ห์ ทั้งผ่านตัวหนังสือ เสียง และวิดีโอ ไลฟ์รายวันก็ทำให้เราเห็นว่า ผู้ชมของพวกเขาแน่นหนาและน่ารักมาก

แต่จริงๆ แล้ว FINNOMENA คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ทีมงานเกือบทั้งหมดในจำนวนร่วม 200 คน เป็นคนสายเทค ไม่ใช่นักลงทุน

ถ้าไม่เคยรู้จัก ผมขอแนะนำ FINNOMENA ด้วยตัวเลขชุดนี้

ตอนนี้มีคนเปิดบัญชีซื้อกองทุนกับ FINNOMENA กว่า 100,000 คน

ถ้านับเป็นจำนวนเงิน รอบครึ่งปีที่ผ่านมา ยอดเงินลงทุนขยับจาก 14,000 ล้านบาท เป็น 32,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์

ช่วงโควิด-19 มีคนหลายสาขาอาชีพศึกษาเรื่องการลงทุนจนช่ำชอง แล้วมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนให้กับลูกค้าของ FINNOMENA เกือบ 2,000 คน

รายการ Morning Brief รวมทุกข่าวสารเพื่อการลงทุน และให้คำแนะนำเรื่องกองทุน มียอดผู้ชมราว 20,000 คน เกินหน้ารายการวิเคราะห์การลงทุนของสื่อออนไลน์อื่น บางวันก็มากกว่ารายการข่าวช่องดังด้วยซ้ำ

เนื้อหาของ FINNOMENA ในทุกช่องทางเข้าถึงคนแบบออร์แกนิกเดือนละกว่า 100,000,000 Reach

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เจษฎา สุขทิศ CEO แบงค์-ชยนนท์ รักกาญจนันท์ และ กิ๊ก-กสิณ สุธรรมนัส ผู้ร่วมก่อตั้ง

เจษฎารู้ตัวว่าชอบการลงทุนตั้งแต่ ม.ต้น หลังจากนั้นชีวิตเขาก็ไม่เคยวอกแวกไปทางอื่น

เขาเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แล้วเริ่มทำงานในสายการลงทุนตอนอายุ 20 ปี แล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขารับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนด้วยวัย 23 ปี แล้วก็นั่งเก้าอี้ CIO (Chief Investment Officer) ที่ CIMB-Principal ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของสายอาชีพนี้ตอนอายุ 30 ปี

เจษฎารักการสื่อสารเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาใช้นามปากกา FunTalk เขียนเรื่องการลงทุนผ่านคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ เปิดเว็บไซต์ Fundmanagertalk.com ของตัวเอง พอมีเฟซบุ๊กก็เปิดเพจ ซึ่งช่วงหนึ่งถือเป็นเพจการลงทุนที่มีคนติดตามมากที่สุดในประเทศ

เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนอายุ 34 ปี เขาตัดสินใจลาออกมาทำสตาร์ทอัพของตัวเองที่ชื่อ FINNOMENA แปลว่า ปรากฏการณ์ทางการเงิน

วันนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขคนซื้อกองทุนผ่าน FINNOMENA เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผมทำเรื่องการลงทุนมายี่สิบปีแล้ว ทำอยู่อย่างเดียว เมื่อก่อนคนลงทุนน้อยมาก คนไทยที่มีรายได้มีอยู่สามสิบสามล้านคน ซื้อสลากกินแบ่งฯ ประมาณสิบห้าล้านคน หรือครึ่งหนึ่ง ก่อนโควิดมีพอร์ตลงทุนในหุ้นที่ยังแอคทีฟไม่ถึงล้านคน ซื้อกองทุนรวมล้านกว่าคน คิดเป็นห้าเปอร์เซ็นต์ของผู้มีรายได้ แต่ถ้าอเมริกาคือตัวเลขจะสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนมาเลเซียประมาณยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์

พอเกิดโควิดก็มีการเปลี่ยนผ่านสู่ New Normal สู่ Post-pandemic World ซึ่งเกิดขึ้นในโลกของการลงทุนด้วย Wealth Management กลายเป็นส้มหล่น คนอยู่บ้านเยอะ คนรู้สึกไม่มั่นคง ถ้าโลกเลวร้ายขนาดนี้ ฉันต้องหารายได้เพิ่ม แหล่งรายได้ที่สองก็สำคัญขึ้นมา คนเลยสนใจลงทุนจริงจัง

สุดท้าย แรงกระตุ้นที่อยู่ในยีนของมนุษย์หลักๆ มีสองอย่าง คือความรัก กับ เงิน สถิติอาชญากรรมทั่วโลกอันดับสองคือเรื่องชู้สาว สิ่งที่ทำให้คนฆ่ากันตายมากที่สุดในโลกคือเงิน เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นที่รุนแรงที่สุดในใจมนุษย์อยู่แล้ว คนอยากรวยก็เสพเนื้อหาเกี่ยวกับการลงทุนเยอะขึ้นมากๆ ผมจัดไลฟ์เมื่อหกปีก่อน คนดูหลักร้อย เดี๋ยวนี้สองหมื่น ด้วยการเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของโควิด การ Disrupt ต่างๆ และแรงกระตุ้นจากข้างในของคน ทำให้ช่วงนี้คนสนใจลงทุนเยอะมาก

นักลงทุนหน้าใหม่กลุ่มไหนที่คุณสนใจเป็นพิเศษ

เข้ามากันทุกช่วงอายุเลย คนอายุเยอะๆ ก็เพราะกิจการถูกกระทบ เอาเงินมาลงทุนดีกว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีเติบโตมหาศาล ลงทุนแล้วก็ประสบความสำเร็จ พอสำเร็จก็บอกต่อ เลยไหลกันเข้า

กลุ่มที่น่าสนใจคือ น้องๆ รุ่นใหม่ Cryptocurrency ใช้เวลาสั้นมาก ปีสองปีมีนักลงทุนล้านกว่าคนแล้ว เท่ากับที่กองทุนใช้เวลายี่สิบปี เด็กปีสามปีสี่เดี๋ยวนี้มี Crypto Wallet กันหมดแล้ว นี่เป็นอีกกระแส แต่ก็มีกฎหมายน่ารักๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ เขาบอกว่าจะซื้อกองทุนรวมได้ต้องอายุยี่สิบปีขึ้นไป เด็กเรียนเรื่องการเงินตั้งแต่มัธยม สุดท้ายก็ต้องเก็บเงินในบัญชีเงินฝาก ดอกเบี้ยศูนย์จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ไปเรื่อยๆ จริงๆ ม.3 ม.4 ควรลงทุนพอร์ตง่ายๆ ได้แล้ว เก็บเงินค่าขนมร้อยบาท ก็ควรลงทุนได้

พอกระแส Cryptocurrency มา ก็ส่งผลบวกไปหาตัวอื่น ทำให้คนอยากลงทุนมากขึ้น ต้นปีที่ผ่านมา PTTOR เปิดให้จองหุ้น เกิดกระแสแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย คือมีจำนวนคนจอง ถ้าผมจำไม่ผิดแปดแสนคน แทบจะเท่าบัญชีหุ้นทั้งประเทศ หลายคนที่จองก็ไม่มีบัญชีหุ้น จองๆ ไปก่อน แล้วค่อยเปิดบัญชีหุ้น พอมีกองทุนอะไรใหม่ๆ คนก็สนใจตามๆ กัน ผมทำกองทุนก็ได้รับกระแสนี้ด้วย น้องๆ หลายคนลงคริปโตฯ แล้วรู้สึกว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้าจะหมดข้ามคืนก็หมดเลย พอกดดูเจอ FINNOMENA มีเนื้อหาลงทุนด้วย ยากดีเว้ย ศึกษากันเถอะ ก็เกิดเป็นกระแสแบบนี้ครับ

ตำแหน่งสุดท้ายของคุณก่อนลาออกมาทำ FINNOMENA คือ CIO ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสายอาชีพนี้ และเป็นความฝันของคุณมาตลอด อะไรทำให้ยอมทิ้งมาทำสตาร์ทอัพ

ผมเคยคิดว่าจะเกษียณด้วยการเป็น Fund Manager จริงๆ นะ เพราะมันโอเคแล้ว มั่นคง ผมก็ทำมาสิบห้าปี จนเมื่อหกปีก่อน ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง สาขาของธนาคารเริ่มปิดตัวลง อีกอย่างคนต่างประเทศถึงกับมาดูงานที่เมืองไทย ว่าทำไมผลิตภัณฑ์การลงทุนถึงขายผ่านสาขาธนาคาร แทนที่จะขายผ่านบริษัทแบบที่ปรึกษาการลงทุน ผมเห็น Mega Trend ที่กำลังเปลี่ยน ผมเชื่อว่าเทรนด์ของการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนจะเปลี่ยนจากสาขาธนาคารไปสู่บริษัทที่ปรึกษา แล้วก็เริ่มเป็นแบบนั้นจริงๆ ช่วงโควิดภาพรวมของอุตสาหกรรมบริหารเงินลงทุนติดลบนะ แต่ธุรกิจของ FINNOMENA โตประมาณหนึ่งเท่าตัว แสดงว่าสิ่งที่เราเชื่อมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

คุณชอบอะไรในอาชีพผู้จัดการกองทุน

ข้อดีอย่างหนึ่งคือ เราต้องกำหนดมุมมองต่อธุรกิจตลอดเวลาว่า ธุรกิจไหนจะเป็นขาขึ้น หุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเกือบพันบริษัท ถ้าผมอยากรู้ว่า ธุรกิจธนาคารเป็นยังไงก็นัด คุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ คุยในฐานะนักลงทุนสถาบันได้ อยากรู้ว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นยังไง ผมก็นัด คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ คุย ผมทำได้เพราะผมซื้อหุ้นบริษัทเขาทีละมากๆ เป็นหลักร้อยล้าน พันล้าน เวลาผมอยากเจอเขา เขาก็อยากให้เจอ ผมเลยได้คุยกับคนเก่งๆ ระดับประเทศ ได้ฟังความคิดเขา

ผู้บริหารในดวงใจของผมท่านหนึ่งคือ คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ เจ้าของปั๊ม PT โอ้โห ฟังทีไรขนลุกทุกที เราก็มีมุมมองว่า Mega Trend คืออะไร เราจะทำ FINNOMENA ด้วยความเชื่อในเทรนด์อะไร ในโอกาสนั้น อะไรคือจุดแข็งของเราที่คนอื่นไม่มี เราจะไปทำสิ่งนั้น ถ้าถามว่า ทำไมถึงกล้า ก็เพราะมั่นใจจากความรู้ จากมุมมองที่เราเชื่อว่าเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

ขออนุมัติภรรยาลาออกยากไหม

ตอนนั้นอายุสามสิบสี่ ก็คุยกับแฟน ยากนะ ต้นทุนค่าเสียโอกาสมันเยอะไง กว่าจะพาตัวเองขึ้นมาถึงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน เงินเดือนเยอะกว่าตอนนี้อีก มีห้องทำงานมองออกไปเห็นตึกสวยๆ มีคนขับรถ มีเลขาฯ ในขณะที่บ้านก็ต้องผ่อน ลูกอ่อนๆ สามคน ถ้าออกมาคือต้องใช้เงินเก็บตัวเอง โชคดีที่ผมซื้อกองทุนตั้งแต่ยังเด็ก เงินเก็บก็โตหลายเท่าตัวเหมือนกัน ตอนออกมาก็คิดว่าอยู่ได้สักสองสามปี ไม่ถึงกับทำให้ครอบครัวลำบาก ไปคุยกับผู้ใหญ่ในวงการธนาคาร เขาว่าถ้าอยากกลับมาเอางานดีๆ ของโลกมนุษย์เงินเดือน สักสองปียังกลับมาได้ เขายังไม่ลืมเธอหรอก แต่ถ้าเลยสองปีไม่ต้องกลับมาแล้ว ไม่มีคนรู้จักแล้ว

แฟนเห็นหน้าผมแบบอยากมาก เขารู้นิสัยผมไง เวลาผมเจอฉันทะ อิคิไก แพสชัน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบนี้ทุกทีเลย จนช่วงหลังผมสงบลงเยอะ เพราะพาร์ตเนอร์ผมเขาสอนผมทำสมาธิ ผมเป็นคริสต์ แต่ไปบวชมาแล้วนะ ไปอยู่วัด หลวงพ่อปราโมทย์ (ปราโมทย์ ปาโมชฺโช) วิธีคิดก็เปลี่ยนไป เริ่มแก่แล้วด้วยมั้ง ตอนนั้นตื่นเต้นมากๆ แฟนก็เลยให้ทำ

จำวันสุดท้ายที่ทำงานได้ไหม

แรงกระตุ้นอย่างหนึ่งของผมคือหนังสือเรื่อง Dare to do ของ คุณกรณ์ จาติกวณิช เรื่องการเมืองผมไม่ได้อยู่ฝั่งไหนนะ ช่วงทวิตเตอร์มาปีแรก ผมก็ทวีตคุยกับคุณกรณ์ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตลอด เราก็ปลื้มนะ รัฐมนตรีคลังมาตอบเราได้ไง ในหนังสือของคุณกรณ์เล่าเรื่องกบห้าตัวที่ตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหาชีวิตแบบใหม่ พอตัดสินใจแล้ว สุดท้ายบนขอนไม้ก็ยังมีกบห้าตัวเหมือนเดิม เพราะไม่ลงมือทำสักที ผมอ่านแล้วก็ เฮ้ย ไม่ได้แล้ว อ่านประวัติของ เมย์ After You (กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ) บอย ท่าพระจันทร์ หมูทอดเจ๊จง ก็ยิ่งฮึกเหิม เอาวะ กูต้องลงมือทำแล้ว กระโดดแม่งเลย

ผมทำงานวันสุดท้าย 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2015 วันนั้นคุณกรณ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่โรงแรมดุสิตฯ พอดี พอผมเก็บของใส่กล่อง ถอดหัวโขนแล้ว ผมก็ไปงาน เจอคุณกรณ์ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ผมแนะนำตัวว่า ผม FundTalk ที่ทวีตคุยกัน ผมอ่าน Dare to do แล้วลาออกเลย เขาถามว่า ก่อนหน้านี้ทำอะไร ผมบอกว่า เป็น CIO อยู่ที่ CIMB Principal เขาถามว่า แล้วลาออกมาทำไมเนี่ย ก็ผมอ่านหนังสือพี่ กบมันต้องกระโดดลงน้ำไม่ใช่เหรอ คุณกรณ์บอก ชิบหายแล้ว ถ้าไปแล้วไม่รุ่งไม่เกี่ยวกับพี่นะ (หัวเราะ) ผมคิดในใจว่า อ้าว กูลาออกมาแล้วนะเว้ย (หัวเราะ)

สรุปคือ แรงกระตุ้นที่ทำให้ผมทำ FINNOMENA คือ หนังสือเล่มหนึ่ง บวกมุมมอง และความเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน ก็จับพลัดจับผลูมาครับ

พอถอดหัวโขน ทิ้งเงินเดือนเยอะๆ แล้ว ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

ผู้จัดการกองทุนดูเป็นอาชีพที่หรูหรา แต่ผมเชื่อว่า มันคือหัวโขนทั้งนั้น มนุษย์เราก็มีสองแขน สองขาเหมือนกันหมด ก่อนลาออก ผมดูแลเงินแสนล้าน ซึ่งไม่ใช่เงินผม เป็นเงินนักลงทุน เอาเงินคนโน้นคนนี้มารวมกัน เลยเป็นกองทุนรวม แล้วผมก็บริหาร พอดูแลเงินเยอะๆ ธนาคารต่างประเทศอย่างโกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs) หรือเมอร์ริล ลินช์ (Merrill Lynch) ก็เข้ามาหาเรา ตอนผมเป็น CIO ผมเคยกินอาหารอย่างดี บิลออกมาทั้งโต๊ะมื้อละแสน ซึ่งผมไม่ได้จ่ายนะ

ตอนมาทำ FINNOMENA ใหม่ๆ ออฟฟิศอยู่ตรงข้ามสีลมคอมเพล็กซ์ จำได้เลยว่าเวลานั้นต้องประหยัด เงินเดือนตัวเองหมื่นห้า เราต้องเขียมไว้ ปกติเรากินข้าวแกงมื้อละสี่สิบบาท หรูสุดก็ฮะจิบังชามละร้อย มีวันหนึ่ง ตอนเย็นก่อนจัดไลฟ์ ผมข้ามถนนมากับพี่แบงค์ คู่หูของผม เหนื่อยจังเลยว่ะ หาอะไรดีๆ กินหน่อยไหม เรายืนดูโปรโมชันหน้าหมูเกาหลี 359 บาท แล้วก็คุยกันนานมากว่าแพงไปไหมวะ เป็นภาพที่ผมจำได้แม่นเลย

ทำไมคุณถึงทำแต่กองทุน

ผมเปรียบแบบนี้ ถ้าเป็นคริปโตฯ คือน้ำเดือด หุ้นเป็นน้ำร้อน กองทุนเป็นน้ำอุ่น ฝากแบงค์เป็นน้ำเย็น ผมเคยอยู่มาหลายอุณหภูมิแล้ว ผมเลือกที่จะอยู่น้ำอุ่น ไม่อยากไปเล่นกับความโลภของคนมากเกินไป มันน่าเบื่อ ถ้าอยู่น้ำร้อน วิธีทำคอนเทนต์จะเป็นอีกแบบเลย ซื้อหุ้นตัวนี้เดี๋ยวจะขึ้น เดี๋ยวจะรวย ได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในสามเดือน มันมีวิธีพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบน้ำเดือดๆ แต่ก็ต้องมีที่สำหรับน้ำอุ่นแบบที่อยู่แล้วพอดีๆ

ตอนผมอายุยี่สิบกับสี่สิบก็มีวิธีคิดที่เปลี่ยนไปเยอะ ผมเลือกน้ำอุ่น ลงเงินไปแล้ว อยากตื่นเช้ามาไม่ต้องทนฟังคนด่าเยอะๆ (หัวเราะ) หวังผลตอบแทนปีละแปดเปอร์เซ็นต์ สิบเปอร์เซ็นต์ สิบปีเงินขึ้นเท่าตัว ไม่ใช่เดือนหนึ่งเงินขึ้นเท่าตัว มันคนละเกมกัน อย่าลืมว่าทำธุรกิจแบบนี้ต้องรับผิดชอบเงินของคนเยอะมากๆ แล้วยิ่งเขาเชื่อเรา มันอาจจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดของเขา ผมเลือกที่จะไม่ให้ผลตอบแทนเยอะเกินไป ไม่เสี่ยงเกินไป กองทุนเป็นแบบนั้น กองทุนมีขนาดห้าหกล้านล้านบาท ถือว่าใหญ่ประมาณหนึ่งในสามของฐานเงินฝากของประเทศเลยนะ ใหญ่มาก

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อดีตนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทยรุ่นแรกอย่างคุณ วางแผนการทำฟินเทคของตัวเองแบบไหน

ผมได้เจอผู้ประกอบการเยอะ ทั้งรุ่นผม รุ่นใหม่ หลายคนมีฝันแต่ไม่เคลียร์ คิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แต่ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูแบบนั้น หลายคนมีไอดอลเป็น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เป็น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) เป็น เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เลยมีแนวคิดแบบ Change The World เยอะมาก แต่ตอนนี้ซาลงแล้วนะ แนวคิดแบบนี้ถ้าจะทำให้สำเร็จต้องมีเส้นทางเดินที่ชัดเจน แล้วมีสิ่งที่เรียกว่า Unfair Advantage จริงๆ

ถ้าเป็นศัพท์ของ ไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) โปรเฟสเซอร์ฮาร์วาร์ดที่รัฐบาลไทยเคยจ้างมาพูดชั่วโมงละล้าน เขาใช้คำว่า Durable Comparative Advantage ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ถ้ามีโอกาสสูงที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่นค่อยทำ นี่เป็นสิ่งที่ต้องเติมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ประกอบการรุ่นใหม่เลยครับ

อะไรทำให้บริษัทที่ไม่มีใครรู้จัก ขายสินค้าที่น่าเชื่อถืออย่างกองทุนแข่งกับธนาคารได้

พฤติกรรมการรับคุณค่า (Value) ของคนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนเวลาคนจะใช้บริการ Wealth Managemnet เขาคาดหวังสิทธิพิเศษ ได้สมาชิกฟิตเนสฟรี ได้ส่วนลด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Value Creation Content มากขึ้น

ในช่วงโควิดนี้ผมพยายามปรับ Work-life Balance ของชีวิต สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือ อยากมีเวลาเล่นกับลูกสามคน ผมเลยหัดเล่นเกม ปกติผมไม่เล่นเลยนะ พอเล่นแล้วก็ติด ก็ดูสตรีมเกม เมื่อก่อนผมคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาก ใครจะมานั่งดูเกมเมอร์สตรีมเกมวะ แต่พอผมเล่นเกมสแลมดังก์ต้องฝึกทำท่าโน้นท่านี้ มันต้องไปดูเกมเมอร์เก่งๆ ทำ พอดูไปเยอะๆ ผมก็เริ่มเติมตังค์ในเกม แบบไม่ไหวแล้ว ผมต้องเก่งกว่านี้จะได้ชนะลูกได้ การเติมตังค์เนี่ยเติมผ่านแอปฯ อะไรก็ได้ แต่ผมเลือกซื้อคูปองผ่าน Boysick Channel เพราะผมดูเขาไปสิบกว่าชั่วโมง จนเป็นแฟนคลับเขา ผมได้ Value Creation Content จาก Boysick ผมมีทางเลือกระหว่างจ่ายเงินเติมเกมให้ Google กับลำบากหน่อยไปซื้อโค้ดโอนเงินผ่านแอปฯ ธนาคาร แต่ผมยอมลำบากเพื่ออุดหนุน Boysick

FINNOMENA ทำแบบนั้น เราทำเนื้อหาด้วยวิธีคิดที่ต่าง ทำเนื้อหาที่ให้คุณค่ากับคน หวังว่าคุณค่าที่ให้ไปคนจะรู้สึกซาบซึ้ง ถ้าเขารู้ว่า FINNOMENA ทำอะไรที่เกี่ยวข้อง เขาจะมาอุดหนุนเราเอง

เจษฎา สุขทิศ ผู้ปั้น FINNOMENA สตาร์ทอัพฟินเทคด้วยหัวใจ จนทำยอดได้เกิน 32,000 ล้านบาท

อะไรทำให้ยอดชมรายการ Morning Brief ของคุณแซงหน้าทุกสื่อธุรกิจ บางวันแซงรายการข่าวดังๆ ด้วยซ้ำ

ต้องให้เครดิตพี่แบงค์ เป็นคนที่บ้าการทำเนื้อหามากๆ ผมว่าเหตุผลหนึ่งคือ ค่ายอื่นเขาอาจจะมีธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นสปอนเซอร์ให้ทุกเดือน ก็มีเนื้อหาของธนาคารนั้นมาเต็มเลย ไปเชิญคนของธนาคารนั้นมาขายของ แต่ FINNOMENA ไม่ได้คิดกับเนื้อหาแบบนั้น เราคิดว่าจะทำเนื้อหายังไงให้คนชอบที่สุด เวลาไลฟ์ผมก็จะขำๆ ให้ลูกเตรียมมุกให้บ้าง เนื้อหาการเงินก็ฟังยากอยู่แล้ว ทำยังไงให้สนุก พอคนให้ค่ากับเนื้อหา ผสมกับ Mega Trend และช่องทางการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนไป บวกกับโมเดลการทำธุรกิจของเรา ก็เป็นโอกาสให้ FINNOMENA เติบโตขึ้นมาได้

อะไรทำให้คนเชื่อใจ FINNOMENA จนคนเอาเงินมาลงทุนด้วยสามหมื่นกว่าล้านบาท

หนึ่ง เราเป็นมิตรกับทุก บลจ. เพราะเราช่วยเอากองทุนเขามาขาย พอเรามีขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งเขาก็แฮปปี้กับเรา แล้วเราก็ไม่ได้เป็น บลจ. หรือคู่แข่งเขาด้วย

สอง เราเป็นกลาง ตอนผมอยู่ บลจ. ที่มีบริษัทแม่เป็นแบงก์ ก็มีทำสื่อบ้าง เวลาเขียนก็ต้องเชียร์แบงก์ตัวเอง จะบอกว่ากองทุนของคู่แข่งดีก็ไม่ได้ แต่พออยู่ FINNOMENA ผมแนะนำได้ทุกที่

อีกเรื่อง เป็นเรื่องง่ายๆ ที่มีความหมายจริงๆ นะ ตอนอยู่ในโลกเก่าของผม ผมแนะนำให้คนขายออกไม่ค่อยได้ ถ้าคนขายกองทุนออกกันหมด เดี๋ยวกองทุนปิด พอเราเป็นกลาง หลักในการแนะนำการลงทุนของเรามีข้อเดียวคือ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุน ไม่ต้องสนใจเป้า กล้าแนะนำให้ขาย ไม่กลัวกองทุนมีปัญหา นักลงทุนที่อยู่กับเรานานๆ จะรู้ว่า ที่นี่มันตั้งใจเลือกจริงเว้ย พอบอกให้ขาย มันก็เอาจริงเว้ย

ตอนประกาศให้นักลงทุนเทขาย ผู้จัดการกองทุนเขาไม่โทรมาด่าคุณเหรอ

เวลา FINNOMENA เข้าไปลงทุนในกองทุน ถ้ากองแม่เขามีหมื่นล้าน ผมจะเข้าไม่เกินสามพันล้าน เวลาแนะนำให้ขาย ผมให้ขายหมดนะ ขายจนซีอีโอ บลจ. โทรมาบอกว่าใจเย็นๆ นะ ผมก็บอกว่า พี่ ผมเช็กแล้ว ผมขายไม่กระทบพี่นะ ตอนนี้ลูกค้าผมกำไรเยอะแล้ว ขอเอาเงินออกก่อน เดี๋ยวผมกลับเข้ามาใหม่นะพี่ เขาก็โอเค พี่พวกนี้เจ้านายเก่าผมทั้งนั้นเลย

เวลาเจอคนที่อยากลงทุนแต่ไม่อยากหาข้อมูล ให้บอกมาเลยว่าให้ซื้ออะไร คุณจะตอบเขายังไง

การลงทุนเป็นความสัมพันธ์ของ ความรู้ กับ ผลตอบแทน ยิ่งคุณรู้ลึก รู้จริงมากเท่าไหร่ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เวลาคนถามว่าซื้ออะไรดี ผมก็บอกได้นะ แต่สุดท้ายคุณก็จะเฟล ถ้ายังลงทุนโดยการฟังว่าซื้ออะไรดี ผมอยากให้คุณลงทุนด้วยการเข้าไปรู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร ผมลงทุนก็ไม่ใช่ว่า ไม่ขาดทุนนะ ขาดทุนเป็นปกติ แต่ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

กลไกในการประคับประคองต่อเงินลงทุนของเราจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระดับความรู้ของเราเพิ่มขึ้น ผมถึงเคี่ยวเข็ญคนที่มาดูไลฟ์แบบเข้มมาก ใครดูวันจันทร์กับพฤหัสนี่มึนตึ้บแน่นอน เพราะมันยากมาก ผมยังบอกทีมงานเลยว่ายากไปไหมวะ เอาขนาดนี้เลยเหรอ พอถามคนดูว่ายากไปไหม คนก็พิมพ์มาว่า เดี๋ยวไปดูซ้ำ ขอสไลด์ด้วย จนกลายเป็นนักเรียนกันหมด มุมหนึ่งก็ภูมิใจนะ มนุษย์เราก็อยากมีประโยชน์ ใจเราจะฟูๆ เวลาทำสไลด์ยากๆ แล้วคนบ่น อยากให้อธิบายใหม่ ผมจะรู้สึกว่าเรามีประโยชน์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

เวลา FINNOMENA ส่งสัญญาณ Tactical Call ให้เข้าลงทุนในกองไหนสักกองเพื่อเก็งกำไร มีเงินเข้ามาสักเท่าไหร่

ประมาณพันล้านบาท

แค่เด้งข้อความกับเขียนบทความสั้นๆ ก็มีเงินเข้ามาพันล้านบาทภายในไม่กี่ชั่วโมง แสดงว่ามุมมองของ FINNOMENA มีอิทธิพลต่อนักลงทุนมากเลยนะ

ตอนตั้ง FINNOMENA ใหม่ๆ ผมคุยกับพี่แบงค์ ผมขอเล่าประวัติพี่แบงค์หน่อยนะ เราอยู่ในวงการเดียวกันมาสิบห้าปี เขาอายุมากกว่าผมหกเดือน แต่ผมเรียกเขาว่าพี่ด้วยความเคารพ เมื่อก่อนเขาใช้ชื่อ Mr.Messenger อยู่ในห้องสินธรที่ Pantip ผมเป็นแฟนคลับเขา ผมชอบเขียนมาตั้งแต่ยังไม่มีบล็อก ไม่มีเฟซบุ๊ก ผมเขียนลงหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ พี่แบงค์เขียน Pantip ผมสร้างเฟซบุ๊กเพจให้พี่แบงค์ เพราะเฮียแกโลว์เทคเหลือเกิน ผมบอกว่าสร้างเพจชื่อ Sinthorn ให้แล้ว ลองหัดใช้ แล้วเอาไปทำต่อ ทำทวิตเตอร์ให้เขาด้วยนะ แป๊บเดียวเอง ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊กของเขามีคนตามมากว่าผมประมาณห้าเท่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักเขียน เมื่อกี้เราคุยถึงไหนนะ

Tactical Call

ผมเคยคุยกับพี่แบงค์เมื่อหกปีที่แล้วว่า ถ้าเรากำหนดมุมมองไปเรื่อยๆ ตั้งใจทำให้ดี แล้ววันหนึ่งไลฟ์เราคนสนใจทั้งวงการ คนแห่ลงทุนตามที่เราแนะนำ มันคงฟินพิลึกนะ ตอนนี้มันชักจะเริ่มมีผลแล้วนะ ผมได้ยินว่า พวก RM (Relationship Manager) ตามธนาคารที่มีกันเป็นร้อยๆ พันๆ คน เขาดู Morning Brief กันหมด ตามดูไลฟ์ของเราตลอด หน่วยวิเคราะห์ของธนาคารก็ดู

คุณพูดอยู่เสมอว่า รายได้ของ FINNOMENA ไม่ได้เก็บจากผู้ลงทุน แต่ได้เปอร์เซ็นต์จาก บลจ.

ใช่ครับ เป็นรายได้ทั้งหมดเลย เพระว่าผมไม่ได้ชาร์ตจากลูกค้า

ถามจริงๆ เนื้อหาที่คุณแนะนำกองทุนต่างๆ ทั้งบทความและในรายการ ไม่มี Advertorial ที่ บลจ. มาจ่ายเงินจ้างให้เชียร์เลยหรือ

ก่อนหน้านี้ไม่มีเลย เป็นศูนย์ครับ แต่หลังๆ เราลองทำแบบนี้ พฤติกรรมการเสพข้อมูลของคน เขาไม่ได้อยากฟัง FINNOMENA อย่างเดียว เขาอยากฟัง Branded Content ด้วย แล้วก็เริ่มมี บลจ. ติดต่อมาว่าอยากแนะนำกองทุนนี้ พร้อมจะจ่ายเงินให้ ก่อนหน้านี้ผมไม่รับเลย แต่ตอนหลังผมรับ แต่ต้องลงเนื้อหาในนามแบรนด์นะ เช่น ผู้เขียนคือ บลจ. A ไม่ใช่ FINNOMENA ผมเป็นสื่อให้ เป็นผู้ดำเนินรายการให้ คุณเอาผู้เชี่ยวชาญมาพูดในนาม บลจ. ซึ่งผมจะไม่เชียร์ ถ้ามีคนถามว่า กองที่เขียนถึงในเว็บ คุณชอบหรือเปล่า ผมก็จะพูดตรงๆ ว่า ผมไม่ได้ชอบหรือชอบ นี่คือข้อตกลงกับทุก บลจ. ผมขอมีอิสระในการคอมเมนต์

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

ตอนนี้คุณทำงานในบทบาทไหนเยอะสุด ผู้บริหาร ผู้จัดการกองทุน หรือสื่อมวลชน

น่าจะเป็นเหมือนที่ปรึกษา เป็นโค้ชให้ทีมงานครับ ตอนนี้ขยายทีมกว่าสองร้อยคนแล้ว ตอนเป็นพนักงานประจำ ผมต้องบริหารคนสักสามสิบคน เป็นสายเดียวกันคือ ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์การลงทุน แต่ปัจจุบันค่อนข้างท้าทายกว่า หลักคิดของผมคือ ให้ความสำคัญกับทีมงานอันดับหนึ่ง ลูกค้าอันดับสอง แล้วค่อยผู้ถือหุ้นอันดับสาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง เพราะผู้ถือหุ้นปลดเราได้

ตอนนี้ทีมงานอันดับหนึ่ง เพราะถ้าทีมทำงานด้วยความรัก จะทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคุณค่าก็จะไปถึงลูกค้าหรือนักลงทุน พอลูกค้าแฮปปี้ ก็ซื้อเราเยอะ บริษัทก็รายได้ดี กำไรดี ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ เป็นทอดๆ เราทำงานกับคนหลายกลุ่ม ต้องจัดลำดับให้ดีๆ

แต่ส่วนตัวลึกๆ ผมก็ยังชอบทำงานแบบนักวิเคราะห์มากกว่า ผมเขียนบทความหรือจัดพอร์ตการลงทุนให้ลูกค้าได้ทั้งวัน สนุกกว่าเยอะ แต่โดยบทบาทตอนนี้ต้องทำงานบริหารเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา คงต้องเป็นแบบนี้อีกพักใหญ่

ดูแลลูกทีมที่เป็นคนสายเทคยากไหม

คนรุ่นใหม่ซึ่งเก่งกว่าเรามากๆ เขาต้องการความเป็นเจ้าของ ต้องการเป้าหมาย แต่ไม่ต้องการให้บอกว่าทำยังไง วิธีการเขาจะไปโซโล่เอง คนรุ่นใหม่ไม่ชอบกลไกการ Approve ผมไม่มีการ Approve แต่ตกลงกันว่า แต่ละส่วน แต่ละทีม แต่ละโปรเจกต์ กติกาคืออะไร เป้าหมายคืออะไร กรอบที่เขาไปได้สุดแค่นี้นะ ถ้ายังอยู่ใน Sandbox นี้ลุยไปเลย แต่ถ้าเลยจุดนี้ไป ต้องมาคุยกัน มันจะไม่ได้อย่างที่เราถูกใจทั้งหมด แต่ถ้าจัดการดีๆ มันจะอะเมซิ่งมาก หลายอย่างที่เกิดที่ FINNOMENA วันนี้ ไม่ได้มาจากไอเดียผม บางอย่างผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว ก็ต้องปล่อยให้เป็นไป แรกๆ ก็ทุกข์หน่อย ดูไม่ได้ดั่งใจเลย สักพักก็ดีเหมือนกันนะ

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าดูข้อมูลบริษัทต่างๆ ดูราคาหุ้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันสนุกตรงไหน

ผมชอบอ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทว่า เจ็ดร้อยบริษัทตอนนี้เขาทำอะไรอยู่ ขยายธุรกิจยังไง เหมือนคนโรคจิตนิดๆ คือ เวลาดูบริษัทประกาศงบการเงิน เหมือนลุ้นหวย ผมมีในใจว่าบริษัทนี้ต้องกำไรดีแน่ๆ เพราะกำลังทำสิ่งนี้อยู่ มั่นใจว่าต้องดีกว่าที่ตลาดคาด พอออกมาดีกว่าจริงๆ ฟินว่ะ อะไรแบบนี้

ทำไมคุณถึงชอบเล่าเรื่องการลงทุน

มันเป็นการเติมเต็มตัวเอง เขียนแล้วรู้สึกมีประโยชน์ รู้สึกได้รับการยอมรับตามทฤษฎี Maslow ผมอินกับอาชีพผู้จัดการกองทุนมาก FundTalk มาจาก Fund Manager Talk ผมมีเว็บไซต์ fundmanagertalk.com วันนี้ก็ยังอยู่นะ เป็นเว็บไซต์ยุคแรกๆ เลย ช่วงหนึ่งเฟซบุ๊กเพจของผมมียอดคนตามและ Engagement สูงที่สุดในหมวดการเงินการลงทุน แต่พอมีคนทำเยอะๆ ก็แซงผมไปกันหมดแล้ว (หัวเราะ) 

ยุคหนึ่ง Fund Manager เป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น พื้นฐานมาจากตรงนั้น Fund Manager ก็เลยมา Talk ผมว่าตัวเองมีทักษะเล่าเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขียนเรื่องยากๆ ให้อ่านรู้เรื่อง พอทำแล้วก็ได้โปรโมตอาชีพตัวเอง ได้เติมเต็ม ง่ายๆ ก็คือ อยากให้คนรู้จัก แต่พอมองย้อนกลับไป การเขียนของผมมีผลต่ออาชีพ ต่ออะไรหลายๆ อย่างของเรา พาเราไปเจอคนเยอะมากๆ

ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน
ชายหนุ่มผู้ทิ้งความมั่นคงไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกการลงทุน จนเกิด FINNOMENA แพลตฟอร์มการลงทุนที่มีคนใช้บริการกว่าแสนคน

คุณเติบโตในเส้นทางสายอาชีพเร็วมาก เคยได้รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งจากธรรมศาสตร์ แล้วก็ขึ้นถึงตำแหน่งสูงสุดของสายผู้จัดการกองทุนตอนอายุ 30 นิดๆ อะไรทำให้คุณโตเร็วขนาดนี้

ผมชอบงาน Fund Manager มาก พอชอบเราก็เปลี่ยนความชอบเป็นความเชี่ยวชาญ เพราะเราทำไปได้เรื่อยๆ ผมอ่านข้อมูลการลงทุนเหมือนอ่านนิยาย ผมอยู่กับมันได้ทั้งวัน แล้วแรงเราก็เยอะเลยทำงานที่ถีบตัวเองได้ไว ผมเริ่มทำงานตอนอายุยี่สิบ ทำงานถึงสี่ทุ่มทุกวัน แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย สอบ CFA (Chartered Financial Analyst) ไปด้วย หนึ่งเลเวลต้องอ่านหนังสือแปดเล่ม ผมทำทุกอย่างพร้อมกัน ถ้าถามว่าอะไรทำให้โตเร็ว ก็เพราะผมมีเป้าหมายที่ชัดมาก นั่นคือความโชคดีอันดับหนึ่ง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่กิเลสหนามาก อยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะเยอทะยานสูง ก็เลยทำทุกอย่างเหมือนกินเอ็มร้อยห้าสิบตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งนะ จบปริญญาตรีเกรด 2.9 พอเป้าหมายชัด มีแรงฮึด อึดดี ก็เลยพุ่งๆๆ ชนเป้าหมายอย่างเดียว

การไปถึงเป้าหมายเร็ว มีข้อเสียไหม

นั่นคือจุดที่ผมเสียใจ ผมทำงานมาครบยี่สิบปีพอดี พอมองย้อนกลับไป ผมคงย้อนกลับไปเรียน ม.ปลาย สักสามปี ไม่ต้องรีบไขว่คว้าอะไรเร็วขนาดนี้ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมแลกอะไรไปเยอะเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เราได้มาฟรีๆ ตอนยี่สิบลุยแหลก จนถึงวันนี้ผมยังไม่เคยหยุดเลยนะ ถ้าผมลาออกจากงานทีนึงวันศุกร์ ผมเริ่มที่ใหม่วันจันทร์เลย ไม่เคยหยุด ไม่เคยปิดเทอม

ถ้าโทรหาตัวเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้นาทีนึงอยากบอกอะไร

กินเหล้าให้น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวแก่แล้วไม่มีแรง ตอนเด็กๆ ผมเที่ยวหนักมาก ออกไปเที่ยวสองทุ่ม กลับถึงหอที่ธรรมศาสตร์รังสิตตีห้า หลับในห้องเรียนทุกวัน แล้วก็อยากจะบอกตัวเองตอนทำงานใหม่ๆ ว่า การที่เรามีแรงขับแบบนั้น ทำงานหักโหมแบบนั้น มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆ ในชีวิตนะ ช่วงที่ผมถีบตัวเองจัดๆ เพื่อนที่คบกันมาสมัยเด็กๆ ผมไม่คุยเลยนะ เหมือนเราไปเจออะไรบางอย่างที่อยากทำ เราก็สลัดทุกอย่างออกหมด ไม่มีเวลาให้ใครเลย เราอินของเราอยู่คนเดียว เพื่อนๆ เรียกผมว่า เจ็ทเดี๋ยวโทรกลับ ซึ่งผมก็ไม่เคยโทรกลับเลยด้วย ใครชวนไปไหนก็เดี๋ยวโทรกลับ แล้วหายไปเลย เพื่อนๆ ก็ค่อยๆ เลิกคบไปเยอะเหมือนกัน

มาถึงวันนี้ก็เสียดายนะ เรียน ม.ปลาย ก็เรียนแค่สองปีจบ มันไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ อายุยี่สิบก็เริ่มทำงานแล้ว รีบจังเลย ปกติเขาเป็น Fund Manager กันตอนอายุสามสิบ ผมยี่สิบสามก็เป็นแล้ว การได้เป็นเร็วมันตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง แต่บางครั้งการได้เป็น ได้มี ในสิ่งที่อยาก ก็ไม่ได้สนุกขนาดนั้น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load