ผมนั่งคุยกับ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประเทศ สปป. ลาว

อยู่ห่างจากจุดเกิดภัยพิบัติในระยะที่ปลอดภัยมาก และคุยกันก่อนเกิดเหตุราว 1 สัปดาห์

ที่นี่คือที่ราบสูงโบลาเวน พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ซึ่งมีทั้งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ระดับอุทยานแห่งชาติ น้ำตกขนาดใหญ่ยักษ์หลายแห่ง และพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าซึ่งได้รับการยอมรับระดับโลก

พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เดินทางมาที่นี่เป็นหนที่สอง เพื่อร่วมงานกับ Dao Coffee อีกครั้ง

พวกเราอยู่ที่น้ำตกตาดเฮือง น้ำตกที่มีขนาดใหญ่กว่าตึกบริษัทแกรมมี่

เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานท่ามกลางธรรมชาติอันชุ่มชอุ่ม และใช้เวลาส่วนน้อยนั่งลุ้นให้ฝนหยุดทิ้งเม็ด

ในระหว่างที่ฝนยังคงรัวหลังคาในจังหวะที่หนาหนัก ผมชวนซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของประเทศไทยมานั่งคุยกันแบบเท้าแตะดิน

เนื้อหาที่คุยกันก็มีทั้งเรื่องความเป็นดิน และความเป็นดาว

เหมือนจะเป็นเนื้อหาคนละขั้ว

แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างน่าประหลาด

ประหลาดขนาด ชวนให้เราตั้งคำถามกับความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของ ดิน กับ ดาว

คุณอยู่ที่ไหนมากที่สุดในตึกแกรมมี่

ห้องซ้อม ในห้องทำงานพี่มีห้องซ้อมเล็กๆ พี่ใช้ห้องนี้ทวนท่าสักชั่วโมงสองชั่วโมงก่อนลงไปเจอแดนเซอร์ที่ห้องซ้อมใหญ่ข้างล่าง เป็นการซ้อมก่อนซ้อมอีกที จะไม่ได้ไม่ทำให้ทีมงานเสียเวลา เราต้องไม่ผิด เพราะเราอยู่ข้างหน้าสุด ช่วงที่ยังไม่มีคอนเสิร์ตก็มีครูมาสอนเต้นวันอังคารกับพฤหัส ครั้งละ 3 ชั่วโมง เรียนมา 3 ปีแล้ว

เรียนกับใคร

ครูจากลอนดอน แต่มาทำงานในเมืองไทยกับแกรมมี่หลายปีแล้ว มันคือการทำให้ร่างกายของเราอยู่ในโลกของเพลงตลอดเวลา ถ้าเราเต้นแล้วไม่บอกกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่คอ ที่เอว กล้ามเนื้อเขาก็เขินเป็นนะ มันจะไปไม่เป็น เพราะไม่ได้ใช้งานทุกวัน พี่จะปล่อยให้กล้ามเนื้อเรียนรู้ตลอด ครูจะไปหาเพลงฝรั่งใหม่ล่าสุดของเขามาให้เต้น เพลงอะไรใหม่ เดี๋ยวมาแล้ว สนุกดี เราได้ปราณต่างๆ ได้จำ ได้คิดด้วย แต่จำแบบไม่ซีเรียส ดี๊ดี เหมือนกลับไปเรียนอีกครั้ง ไม่เหมือนตอนซ้อม เพราะซ้อมคอนเสิร์ตต้องจำหมดเลย อันนี้ลืมก็ได้ แต่ดันจำได้หมดเพราะมันสนุกไง

เข้าประชุมบ้างไหม

ไม่มีทางเจอพี่ในห้องประชุม พี่ไม่ชอบการประชุมเลย พี่จะคุยเรื่องงานกับแค่พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) คุยเสร็จก็สั่งข้าวมากินกันบ้าง พี่จะอยู่แค่ห้องซ้อมกับห้องอัด นอกนั้นไม่เจอพี่หรอก

ถ้าให้พูดถึงของชิ้นเล็กๆ ในห้องทำงานของคุณที่ไม่มีไม่ได้

น่าจะเป็นเทียน พี่ชอบจุดเทียนถวายพระ เป็นห่วงว่าเทียนจะหมดไหม จะดับไหม ยิ่งช่วงกำลังจะมีงานใหญ่ๆ อย่างคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด พี่น้อย (พรพิชิต พัฒนถาบุตร-ผู้จัดการส่วนตัว) จะขนเทียนมาเยอะแยะเลย จะเป็นกุฎิพระอยู่แล้ว (หัวเราะ)

เก็บผลงานเพลงของตัวเองยังไง

มีเป็นห้องเก็บเลย ทุกอย่างจะเก็บไว้อย่างละ 9 ชุด อยู่บนชั้นเพนต์เฮาส์สูงๆ แบบน้ำไม่ท่วมแน่นอน เก็บแบบไม่แตะต้อง เอี่ยมเลย ส่วนพวกที่โชว์ก็เอาไว้โชว์ แล้วก็มีที่ใช้งานด้วย เอาไว้ในรถบ้าง เอาไว้ให้หายบ้าง ให้นั่งทับบ้าง (หัวเราะ)

ได้กลับไปฟังอัลบั้มเก่าๆ ของตัวเองบ้างไหม

ทุกอัลบั้มพี่มีไฟล์มาสเตอร์ที่มีแต่เสียงร้อง และมี Backing Track ด้วย พี่จะอยู่กับเขาทุกเช้า เปิดฟังแล้วร้องทุกวัน เพราะเราไม่ได้มีงานร้องเพลงทุกวันตามคลับ ตามบาร์ พี่จะเปิดฟังว่าตอนนั้นเราร้องยังไง แล้วก็เซอร์ไพรส์ทุกเช้าเลย โห เราร้องได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ ทำไมเสียงซอฟต์ ลองกลับไปทำเสียงแบบนั้นสิ เพราะเวลาผ่านไป เสียงคนเราก็เปลี่ยน อ๋อ ตอนนั้นใช้ลมมากกว่านี้ พี่ไม่ค่อยได้เล่นสถานที่เล็กๆ พี่เลยร้องแบบเต็มเปี่ยม พี่เป็นคนพูดดังมาก อ๋อ ร้องแค่นี้คนเขาก็ได้ยินแล้วนะ

ฟังเพลงตัวเองเป็นงาน

ใช่ ฟังไปก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพลงที่พี่อัดเสียงทุกอัลบั้มคือครูหมดเลย เพราะพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์-โปรดิวเซอร์) สอนว่า คำนี้ให้ออกเสียงแบบนี้ ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน เรียนที่นี่ทุกเช้า ฟังไปซิตอัพไป ฟังแล้วมีความสุขมาก วันละอัลบั้ม

ฟังเพลงตัวเองเพื่อความบันเทิงบ้างไหม

ก็มีบางเพลงที่แฟนเพลงบอกว่า มันช่วยเขาในเวลาแย่ๆ ได้ แบบเพลง เธอผู้ไม่แพ้ ตอนที่พี่แย่ๆ ก็ลองเอามาฟัง (ดีดนิ้ว) เออ มันก็ได้ผลนะ ยังไงเราก็มีเสียงนี้เป็นเพื่อนเรา

เวลาได้ยินเพลงตัวเองในที่สาธารณะรู้สึกยังไง

อันนั้นเขิน บางทีก็ทำหน้าไม่ถูกนะ เมื่อก่อนตอนพี่ขึ้นเครื่องบิน เขาเปิดเพลงพี่รับพี่ในเครื่อง เอ่อ จะทำหน้ายังไงดี (หัวเราะ) ก็เขินหน่อย แต่ชื่นใจมากกว่า

เก็บของที่แฟนคลับให้ไว้ที่ไหน

เช่าโกดังเก็บครับ บางส่วนก็แบ่งมาเก็บไว้ที่บ้าน ที่เพนต์เฮาส์ เอาไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด อย่างนกกระดาษที่เขาตั้งใจพับมาให้ ไม่เก็บไม่ได้ ที่น่าเก็บที่สุดคือลายมือของพวกเขา แฟนคลับพี่ร้อยกว่าคนเพิ่งนัดรวมตัวกันที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ไปตัดต่อคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดตลอด 32 ปี มาฉายดูกัน พี่รู้เข้าก็แอบไปหาเขา

โรงแตกไหม

น้ำตาแตกกันหมด พอไปเจอพวกเขา เห็นสิ่งที่เขารวบรวมมา น้ำตาเราก็ซึมแล้ว เขาทำให้เราดี๊ดี เขาคิดกับเราดี๊ดี มันคุ้มกับที่เราทำดีกับเขา เวลาที่เขามองไม่เห็นเรา เราก็ออกกำลังกาย เราก็ทำทุกอย่างเพื่อดูแลธงไชย แมคอินไตย์ ให้เขา เวลาเรามองไม่เห็นเขา เขาก็ยังดูแลเราดี ของที่เขาทำให้เรามันไม่เท่าใจ ไม่เท่าความรู้สึกที่เขามอบให้เรา ของโดนน้ำท่วมมันก็ไป แต่สิ่งที่อยู่ข้างในมันไม่หาย

แฟนคลับจะพบคุณได้ที่ไหน

พอจบคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดทุกรอบพี่ไม่เคยหนีแฟนเพลงนะ หลังงานเขาจะรู้กันเลย เขาจะไปยืนตั้งแถวรอเป็นร้อยเป็นพันคน เอาของมาให้ ถ้าใกล้วันเกิดก็จะเอาเค้กมาให้ พี่จะเดินตรงไปรถตู้เลยก็ได้ แต่พี่ต้องเดินวนไปหาทุกคนตั้งแต่หัวแถวจนถึงคนสุดท้าย เขาก็จะดึงเรามากอด มาหอม มาฟัด เขารู้ว่าพี่เซ็นให้ทุกคนไม่ได้ก็จะไม่ขอลายเซ็น ถ้าจะถ่ายรูปเขาก็จะจัดคิวรอเลย จะมีหัวหน้าคอยช่วยจัดการคิวให้ แม่นมาก และน่ารักมาก

อาหารจานโปรดของคุณในช่วงนี้คือ

ถ้าอยู่บ้านจะง่ายมาก ไข่ต้มกับส้มตำ ผักนี่พี่กินเป็นควายเลยครับ (หัวเราะ) กินเป็นกะละมัง เอาน้ำจิ้มซีฟู้ด หรืออะไรที่เผ็ดๆ ใส่ลงไป น้ำพริกปลาทูก็มี ไม่เคยมีมื้อไหนที่ไม่อร่อยนะ ว่าไหม

กินอาหารนอกบ้านบ้างไหม

มีแค่ 2 ร้าน ร้านหนึ่งเป็นอาหารอิตาเลียนชื่อ Le Bottega แถวซอยกลาง สุขุมวิท เป็นร้านของน้องที่ทำงานที่แกรมมี่ด้วยกัน อีกร้านเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อโฮยู อยู่ใต้ตึกแกรมมี่

ถ้าไปร้านอื่นกลัวแขกในร้านแตกตื่นเหรอ

ก็อย่างนั้นแหละ แต่เราต้องพร้อมเจอคนขอถ่ายรูป ซึ่งถูกต้องแล้วนะที่ไปที่ไหนแล้วคนอยากถ่ายรูปกับเรา ไม่ถ่ายสิยุ่ง ถ้าคนเห็นแล้วเขาเฉยเนี่ยต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ ฉะนั้น เราต้องทำตัวให้น่ากอด น่าหอม ตลอดเวลา

เมื่อก่อนพี่ชอบไปกินอาหารที่ปาร์คนายเลิศ แต่ตอนนี้ปิดไปแล้ว ไปถึงก็จะนั่งข้างหลัง เดี๋ยวก็จะมีคนมาขอถ่ายรูป บอกว่า วันนี้วันเกิดลูก วันนี้ครบรอบวันแต่งงาน วันนี้เป็นวันเกิดคุณแม่ รู้หมดเลยว่าใครมากับใครในวาระอะไรบ้าง ซึ่งเป็นวาระที่เขามีความสุขหมดเลย เราก็แล่นไปอยู่กับเขาทุกบ้านในวันดีๆ ของพวกเขา (หัวเราะ)

ทำอาหารได้ไหม

ได้ อาหารไทยนี่ทำได้ทุกอย่างเลย พวกผัดๆ แกงๆ นี่ถนัดมาก ผัดมะระ คะน้าหมูกรอบ คะน้าปลาเค็ม แกงจืดเกี่ยมฉ่าย แกงเขียวหวาน พะแนง ทำได้หมด ที่ทำไม่ได้คือมัสมั่น เพราะกินไม่เป็น อะไรไม่กินเราก็ไม่ทำ

ใครสอน

ความจน คนจนมันต้องทำเอง (หัวเราะ) ถ้าจบมาจากสลัมบางแคต้องทำอาหารเก่งนะ ไม่งั้นอยู่ไม่ได้หรอก เพราะบ้านเราตั้งสิบกว่าคน ต้องทำกันเอง กินกันเอง

จำตอนไปต่างประเทศครั้งแรกได้ไหม

จำได้ ไปถ่ายหนังเรื่อง ขอแค่คิดถึง ที่ลอนดอน ตอนนั้นยังทำงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าพระ ยังไม่มีเงินเลย ต้องขอยืมเงินพี่ที่ออฟฟิศ เขาก็ช่วยกันรวบรวมเงินให้พี่ยืม กลับมาก็ซื้อของมาฝากคนอื่นหมดเลย ตัวเองไม่ได้อะไรสักอย่างเลย

ความรู้สึกตอนอยู่ในลอนดอนเป็นยังไง

มันอู้ อ้า อะไรกันวะเนี่ย สิ่งแรกที่ตื่นเต้นเลยคือ อากาศเย็น ได้เห็นคนผิวขาวแบบขาวอะไรได้ขนาดนี้ แต่งตัวพังก์อะไรได้ขนาดนี้ ผมสีน้ำเงิน สีบลอนด์ ทาตาดำ ปากดำ สูบบุหรี่ แล้วพ่อแม่มันไม่ว่าเหรอ (หัวเราะ) เรื่องนี้เราไม่ได้เป็นพระเอก เราก็ไปช่วยเขาขนหม้อข้าวหม้อแกง ช่วยเขาทำกับข้าว ขนกับข้าวมาให้พวกดารากิน อาหารก็ไม่ได้เยอะ เรื่องกินน้อยๆ นี่เราโปรอยู่แล้ว เพราะเราจน เราไม่ค่อยมีกินอยู่แล้วไง เราเอาน้ำพริกนรกไปกินด้วย สบายเลย ทุกคนเห็นก็แย่งเรากินหมดเลย (หัวเราะ)

ระหว่างรอเล่น เราก็ศึกษาการทำงานของดาราว่าเขากินกันยังไง อยู่กันยังไง พูดอะไรกัน เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่องเลย ยุคนั้นถ่ายละครเสร็จเขาไปเที่ยวกลางคืนกันต่อ ไปกินข้าวต้มตี 3 ตี 4 ที่โรงแรมอะไรสักอย่าง เราก็ไม่กล้าไป ตอนเป็นดาราใหม่ๆ ไม่มีตังค์เลย มีเงินไปกองถ่ายวันละ 70 บาท จะไปไหนกับเขาได้ล่ะ เพราะไม่มีตังค์กลับบ้าน ถ้าไปแล้วเขาจะมาส่งเราเหรอ นั่งแท็กซี่ก็ไม่่มีตังค์ เสร็จงานก็อยากกลับบ้านให้เร็วที่สุด อยากกลับมาเล่าให้ที่บ้านฟังว่า แกมาฟังเร็ว ดาราคนนั้นเขาเป็นอย่างนี้นะ เขาคุยกันแบบนี้ โห เขารวยมากๆ เลยนะ เขากินอย่างนี้กันเลยนะ

ผูกพันกับสวิตเซอร์แลนด์ตอนไหน

ไปถ่ายหนังเรื่องที่สองที่นั่น เรื่อง ด้วยรักและผูกพัน เล่นกับ อ้อย-กาญจนา จินดาวัฒน์ ตอนที่พักกองถ่าย เราเห็นผู้หญิงแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ริมทะเลสาบ ให้อาหารนก เห็นแล้วก็คิดถึงแม่ ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่เรานะ แม่จะมีความสุขแค่ไหน เพราะอากาศมันดี๊ดี เลยอธิษฐานว่าวันหนึ่งจะพาแม่มาที่นี่ให้ได้ แล้วก็พาแม่มาได้จริงๆ นั่ง Economy Class เลย แม่ได้ขึ้นเครื่องก่อนเพราะเป็น VIP พอพี่ตามขึ้นไปก็ถามแม่ว่าทำไมเอาเสื้อเบิร์ดไปวางตรงนั้น แม่บอกว่า จองที่ไว้ให้ คนจะได้ไม่มานั่งที่ของลูก เราจะได้นั่งด้วยกัน ขากลับท่านทูตก็มาส่งนะ ดูเลิศหรูมาก แต่ว่าเรานั่ง Economy กลับ (หัวเราะ)

คุณแม่ชอบไหม

พี่พาแม่ไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น มันเป็นไปตามที่เราคิดเลย แม่มีความสุขมาก เราไปร้านอาหารสั่งอาหารกินกัน ทุกวันนี้ถ้าไปร้านนั้นพี่ยังไม่เคยกินอาหารนอกเหนือไปจากที่สั่งให้แม่กินเลยนะ โรคจิตไหม กินอยู่ 2 อย่างเอง จนวันนี้ก็กินอยู่แค่นี้ ก็อยู่ได้ไม่เห็นเป็นไรเลย

ทุกวันนี้คุณชอบการเดินทางไปที่ใหม่ๆ หรือไปที่เดิมๆ

ที่เดิมๆ พี่ยินดีจะอยู่ในที่ที่คุ้นเคย กินของเดิมๆ พี่ไม่ค่อยเสาะแสวงหาอะไรใหม่ๆ ถ้าของเดิมของพี่ปลอดภัยและถูกจริตแล้ว เราไม่เสี่ยงกับของใหม่ ย่ำอยู่กับที่ก็ยังดีกว่าไปย่ำในที่ที่เราไม่เคยย่ำแล้วโดนเสี้ยนตำ เราก็เสียเวลาแกะเสี้ยนแล้ว ที่ที่เราย่ำประจำเรารู้ว่ามันไม่มีเสี้ยน พี่ชอบไปที่เดิม กินอย่างเดิม พูดเรื่องเดิม คนก็จะถามว่า จะมาทำไม เราก็ตอบว่า ก็มาอยู่ที่เดิมไง (หัวเราะ) ก็เลยไปแต่ญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์

ถ้าเปิดตู้เสื้อผ้าของคุณจะเจออะไรเยอะที่สุด

เยอะทุกอย่าง (หัวเราะ) มันเป็นชุดที่เก็บไว้สำหรับใส่โชว์ เวลามาแกรมมี่คนจะเห็นพี่ใส่ซ้ำใส่ซากอยู่นั่นแหละ แต่บนเวทีไม่ได้ พี่เตรียมชุดมาเพียบ เขาเสียเงินซื้อบัตรมาดูเรา เราก็ต้องเต็มที่ให้เขา

ไม่ใช้วิธีขอยืมเสื้อผ้าจากแบรนด์ต่างๆ

พี่ไม่เคยยืมใครเลย พี่ไม่เคยเอาของใครฟรีเลย ไปโรงแรมก็ไม่เคยพักฟรี ถ้าให้ดอกไม้ก็รับได้ แต่ให้พักฟรีนี่ไม่เอา

ทำไม

จะไปเอาของเขาทำไมล่ะ เงินเราก็มี (หัวเราะ) ก็ซื้อเอาสิ เสื้อผ้าก็จะได้ไม่ต้องระวัง เราเกรงใจคนที่ไปยืมมาไง ละครกี่เรื่องๆ พี่ก็ใช้เสื้อผ้าพี่เองหมดเลย เรื่อง กลกิโมโน ไปถ่ายที่โตเกียวพี่ก็ซื้อเอง ในเรื่องเจ้าชายโฮชิต้องแต่งตัวเนี้ยบมาก พี่ก็โทรไปร้าน Dior ที่โตเกียวเลยว่ามีชุดอะไรโชว์อยู่หน้าร้านบ้าง เขาบอกมี 5 ชุด เราก็ให้เขาส่งรูปมา เขาบอกว่ายังไม่ขาย เราก็บอกว่า ลูกค้าประจำนะ เอา 5 ชุดส่งไปที่โรงแรมเลย ทีมงานจะได้ไม่ต้องไปหายืม

คุณซื้อเสื้อผ้ายังไง

ไปเลือกเอง

เบิร์ด ธงไชย เข้าห้างไปซื้อเสื้อผ้าเอง

ไม่ๆๆ อยู่เมืองไทยพี่ไปไม่ได้ (หัวเราะปนร้องไห้) พี่ไปไม่เป็น เขาจะเดือดร้อนกันด้วย

แล้วไปซื้อที่ไหน

หลักๆ ก็โตเกียว เพราะเป็นเมืองที่เสื้อผ้าไม่หนาว เอามาใช้งานได้ ถ้าไปสวิตเซอร์แลนด์ก็ดูแถวนั้นบ้าง แต่มันเป็นเสื้อผ้าเมืองหนาว ใส่เมืองไทยก็เหงื่อตก บางส่วนก็มีคนซื้อให้

คุณซื้อเสื้อผ้าสไตล์ไหน

แนวสตรีท ง่ายๆ น่ะ พี่ไม่ค่อยมีแนวกลางๆ สตรีทไปเลย ไม่ก็เนี้ยบกริ๊บไปเลย พี่เลยมีเสื้อผ้าที่ใส่สำหรับยืนกับใส่สำหรับนั่ง ชุดนั่งสัมภาษณ์ออกรายการเป็นแบบหนึ่ง ชุดสำหรับยืนที่ต้องเดินก็เป็นอีกแบบ ชุดที่ต้องเต้นก็ไม่เหมือนกัน ชุดร้องเพลงช้าหรือร้องกับวงออร์เคสตร้าต้องเป็นเส้นนิ่งๆ สุภาพๆ ต้องกริ๊บ เราต้องเตรียมเสื้อผ้าของเราให้เข้ากับงานในแต่ละปี ซื้อล่วงหน้าไปเลย เป็นการบังคับหุ่นเราด้วย เราซื้อแล้วไง เอ็งจะอ้วนกว่านี้ไม่ได้นะเบิร์ด ไม่งั้นจะใส่ไม่ได้ (หัวเราะ) ยืมใครเขาก็ไม่ได้

ย่านโปรดในโตเกียวของคุณคือ

แถวโรงแรมเพนนิซูล่า (ย่าน Ginza) พี่พักที่นั่น ดูของแถวนั้น ปั่นจักรยานทั้งวันตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ไปตลาดปลา ไปไหนต่อไหน ดึกๆ ก็ซื้ออาหารจากเซเว่นฯ มานั่งกินริมฟุตปาท

เคยเจอคนไทยทักบ้างไหม

เขาเห็นเราใส่ขาสั้นโทรมๆ ขี่จักรยานก็ไม่แน่ใจว่าใช่ไหม พอเห็นว่าใช่ก็ตะโกนเรียก พี่เบิร์ด เราก็เบรกเอี๊ยด ทักทายเขา

มาลาวรอบนี้ประทับใจอะไรบ้าง

ธรรมชาติ พี่ชอบธรรมชาติแบบดิบๆ อย่างที่ลาวนี่ชอบมาก ในชีวิตจริงเราอยู่แบบนั้นไม่ได้ สวนเราก็ต้องตัดบ้าง ก็เลยชอบไปที่แบบนี้มาก

คุณได้อะไรจากการอยู่กับธรรมชาติแบบดิบๆ

ได้ความเป็นคน พอเราอยู่กับดิน เราจะได้พลังในแง่บวกกลับมา ดินจริงๆ น้ำจริงๆ แฉะจริงๆ รู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มต้นได้หมด อะไรก็พิเศษขึ้นมา เวลาพี่ไปเมืองที่ยุ่งเหยิงมากๆ พี่ไม่ได้อะไรกลับมาเลยนะ บางทีก็เศร้าด้วย มันดูเหงา แต่พออยู่ในธรรมชาติ เหมือนได้พลังตลอดเวลา ตื่นกี่โมงก็ได้ ทำอะไรก็ได้ มีความสุขตลอดเวลา เป็นพลังของธรรมชาติจริงๆ

เหมือนจะได้พลังจากน้ำตกตาดเฮืองเยอะเลย

พี่ถ่ายงานตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเลย ในใจก็คิดว่า เอาเลยเว้ย สนุกเว้ย พี่ต้องไปยืนหน้าน้ำตกที่ใหญ่กว่าตึกแกรมมี่ เสื้อกันฝนที่ทีมเอามาให้ก็บางมาก ไม่ทันไรก็ขาดแล้ว ผู้กำกับให้พี่ถือไม้เซลฟี่เดินเริงร่าอยู่ใกล้น้ำตกมาก เสียงน้ำตกดังมาก พี่เร่ิมหายใจไม่ออกเพราะแรงปะทะของน้ำ หายใจไม่ทัน แว่นก็มองไม่เห็น พี่ต้องถือไม้เซลฟี่เดินลงบันไดที่มีตะไคร่ด้วยความร่าเริง หยุดเดินก็ไม่ได้ เพราะกล้องที่ตั้งอยู่ไกลมากกำลังถ่ายอยู่ พอคัตพี่ก็ไม่ไหวแล้ว ตัวมันแข็งไปหมด เอี๊ยมที่ใส่ก็ดันกันน้ำออก น้ำท่วมขึ้นมาถึงเป้าแล้ว (หัวเราะ)

ไอ้ดล (ดล ผดุงวิเชียร – ผู้กำกับ) วิ่งมาถามว่า พี่เบิร์ดหนาวมั้ย เราก็ไม่บอกมันหรอกว่า เราตัวแข็งไปหมดแล้ว ถามมันกลับว่า ภาพออกมาดีมั้ย ชอบมั้ย มันก็บอกว่า ดีนะครับพี่ แต่พี่ขึ้นไปบนนั้นอีกรอบได้ไหมครับ (หัวเราะ) ไอ้ดล แล้วมึงจะถามกูทำไมวะ (ระเบิดหัวเราะ) มันก็ถามว่า พี่ไหวไหม เราก็บอก “ไป!” ถ่ายเสร็จนี่ข้างในตัวพี่เย็นมาก แต่ก็ได้พลังเยอะมาก

มาดอนน่ากับเมอรีล สตรีป บอกว่า การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ธรรมชาติจะให้พลังงานโดยที่เราไม่รู้ตัว โห มันโคตรจริงเลย ยิ่งพลังของต้นไม้สีเขียว ใบหนา ต้นใหญ่ พลังของน้ำ พลังของภูเขา เราได้หมดเลยนะ

คุณตัวแข็งเพราะความเย็น

ใช่ พี่เคยเลือดแข็งครั้งหนึ่ง ตอนนั้นไปถ่ายงานที่นิวยอร์ก บนเทพีเสรีภาพ อุณหภูมิประมาณ 4 องศาฯ พี่ต้องเต้นไปเรื่อยๆ เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ถ่ายภาพก็บินต่ำลงมา ลมแรงขนาดเครื่องเสียงเท่าโต๊ะตัวนี้ถึงกับปลิวน่ะ พี่ก็ต้องเต้นๆๆ ต้องยกแขนสองข้างมาแตะกันเหนือหัว แต่มีความรู้สึกว่าทำไมแขนมันไม่มาถึงกันสักที เพราะอากาศเย็น เลือดเลยแข็ง

ใจเราเร็วมาก แต่แขนขยับได้ช้ามาก สักพักทีมงานฝรั่งผิวดำตัวใหญ่ๆ ก็อุ้มพี่เข้ามาในร่ม เขาถอดเสื้อพี่แล้วเอาตัวเขามานาบ มากอดพี่ พี่ก็รู้สึกว่าจะมารักอะไรตอนนี้วะ (หัวเราะ) เขาก็มาขยี้ตัว ขยี้หน้า เหมือนหูเราจะฉีกเพราะเขาขยี้แรงมาก แต่รอบนี้ตัวแข็งเพราะพลังของน้ำอย่างเดียวเลย

มาถ่ายโฆษณารอบนี้ต่างจากรอบที่แล้วไหม

สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองครั้งก็คือ พี่ประทับใจในธรรมชาติ ธรรมชาติอย่างแรกของพี่คือคน คนที่นี่น่ารัก โอบอ้อมอารี ไม่มีอะไรแอบแฝง มีความคิดที่บริสุทธิ์ คนที่มาเข้าฉากก็มีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวของเขา ยิ่งเราทำตัวเล็กกว่าเขา เขายิ่งดูแลเราใหญ่เลย แม่บ้านก็มาสอนพี่เต้นบาสโลบ (การเต้นชนิดหนึ่งของลาว)

พี่เข้าไปถ่ายในบ้านของเขาเลยนะ เป็นบ้านพื้นไม้ก็จริง แต่สะอาดมาก ส้วมยังสะอาดมาก พี่ถามคนหนึ่งว่า มานอนตรงนี้ได้ยังไง เขาบอกว่า โดนรถชน แต่ไม่มีเงินผ่าตัด พี่ก็ให้เงินเขาไปผ่าตัด อีกวันไปคุยกับเขาว่าทำงานอะไร เขาบอกเก็บกาแฟ มันก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้

อีกสิ่งที่เหมือนเดิมคือพี่ได้เรียนรู้จากการคุยกับคุณพ่อและคุณแม่ (ดร.ฮ่าว ลิตดัง และ มาดามเหลื้อง ลิตดัง-ผู้ก่อตั้ง Dao Coffee) ได้ฟังเรื่องการต่อสู้กับภัยธรรมชาติ การอยู่กับธรรมชาติให้ได้ คุณพ่อคุณแม่เก่งมาก ใช้ความอดทน ความโอบอ้อมอารี ใช้ความฝัน เดินตามฝันตลอดเวลา

พี่ชื่นชมกับสิ่งที่เห็นนะ ความเป็นธรรมชาติของคน ธรรมชาติของธรรมชาติ ธรรมชาติของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากเลี้ยงลูกให้ได้ดี ไปขายของที่ตลาดแล้วโดนคนดูถูก เห็นบ้านคุณแม่ใหญ่แบบนี้ พี่เข้าไปเห็นความเป็นอยู่ข้างในแล้วยิ่งชอบ บ้านข้างนอกดูอลังการมาก แต่ข้างในคุณแม่ควักข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าให้เรากิน เป็นตัวแทนของผู้หญิงลาวที่น่ารักมาก อบอุ่นมาก

กรุ๊ปไลน์ที่คุณคุยบ่อยที่สุดคือกรุ๊ปไหน

ไม่มีครับ พี่ไม่มีกรุ๊ปไลน์ มีแต่ไลน์เฉยๆ

ไม่มีกรุ๊ปที่คุยงานกัน เช่น กรุ๊ปคอนเสิร์ต

ไม่มี พี่คุยกับพี่เล็กเท่านั้น พี่เล็กเป็นคนต้นน้ำ

ทำไมถึงคุยกับพี่เล็กคนเดียว

พี่ไว้ใจพี่เล็ก พี่เล็กก็ไว้ใจทีมของเขา ไว้ใจลงไปเป็นทอดๆๆ พี่เล็กจะบอกพี่ว่า เดี๋ยวเบิร์ดทำอย่างนี้นะ เห็นด้วยไหม พี่จะเซย์โนก่อนทุกเรื่องเลย แล้วพี่ค่อยหาเหตุผลว่าจะเยสเพราะอะไร ทำไมต้องให้สัมภาษณ์ The Cloud งานของเราเกี่ยวอะไรกับเขา งานของเขาเกี่ยวอะไรกับเรา จนเจอเหตุผลว่า อ๋อ ต้องทำเพราะอย่างนี้ หน้าที่ของเราคืออะไร

กรุ๊ปไลน์ครอบครัวก็ไม่มีเหรอ

ไม่มี ทุกวันอาทิตย์ก็เจอกันแล้ว มีแต่ไลน์ปกตินะ

คนที่คุณคุยไลน์ด้วยมีเยอะไหม

ไม่เยอะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นดารานักร้องในตึกแกรมมี่นี่แหละ ถ้ามันไม่มีเรื่องก็ไม่ไลน์มาคุยกับพี่หรอก พี่คะพี่ขา หนูไม่ไหวแล้ว เนี่ย มันมาแล้ว (หัวเราะ)

ไลน์มาปรึกษา

ใช่ บางทีก็มาอ้อน แบบนัท (มีเรีย) ใหม่ (เจริญปุระ) หรือ ตู่ (นันทิดา) มีอยู่แค่นี้แหละ

แต่ละเดือนคุณใช้เงินกับอะไรมากที่สุด

ให้

ให้ใคร

ให้พี่ ให้น้อง ให้ญาติพี่น้อง ให้ๆๆๆๆๆ พี่มีพี่มีน้อง 7 – 8 คน พี่มีเงินเดือนให้ทุกคน ให้ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล พี่ไม่ค่อยใช้อะไรหรอก เสื้อผ้าก็ซื้อตอนไปเมืองนอกทีเดียว กินข้าวนอกบ้านก็กินอยู่ 2 ร้าน (หัวเราะ) ทุกวันนี้พี่ไม่เอาอะไรแล้ว เหมือนพระเข้าไปทุกที จะอยู่วัดได้แล้ว พี่ได้มาเยอะแล้ว พี่ได้ความรัก ความศรัทธา ไม่มีอะไรจะมีค่ามากไปกว่านี้อีกแล้ว

คุณว่าความแก่คืออะไร

คือคำพูดของคน เราไปตั้งชื่อกันเองว่าอันนี้คือแก่ ซึ่งพี่ไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย พี่ไม่ได้เรียนเรื่องนี้มาเลย พี่เรียนไม่ถึง (หัวเราะ) พี่ไม่เคยนิยามเรื่องพวกนี้ว่า อันนี้แปลว่า แก่ พออายุขนาดนี้แล้วมาบอกว่าแก่ มันแก่เลยนะ สารเคมีในร่างกายมันยิ่งทำให้เราแก่ ทุกอย่างก็จะหย่อนคล้อย

สิ่งที่อันตรายท่ีสุดก็คือ ความคิดหย่อนคล้อย ความคิดถดถอยเมื่อไหร่ก็เละเมื่อนั้น ผิวพรรณมันมาจากความคิด มาจากข้างในหมดเลย ถ้าเราไม่คิดว่าแก่ ทำทุกอย่างให้เหมือนเมื่อวาน ไม่ต้องคิดว่าเมื่อวานคืออะไร ถ้าเมื่อวานดีวันนี้ก็ก๊อปปี้เมื่อวาน เท่านั้นเอง

คุณให้นิยามความแก่ว่าอะไร

ไม่มีอะไรเลย ความแก่มันไร้สาระ ไปคิดทำไมว่าแก่ คำว่าแก่เนี่ยพูดกันเองทั้งนั้น จริงๆ ไม่มีใครแก่เลย ไปคิดกันเอง อายุมากขึ้นไม่ได้แปลว่าแก่ไง

เวลาที่ส่องกระจกแล้วเห็นริ้วรอย คุณรู้สึกยังไง

พี่ไม่เคยคิดว่ามันมีปัญหาเลยนะ เพราะพี่เป็นคนที่ดูรายละเอียดตัวเองทุกวัน แก้ผ้าดูตัวเองตลอดเวลา ดูหลังหู ดูปาก ดูทุกอย่าง สิ่งที่อันตรายที่สุดของดารานักร้องคือ เวลาเผลอ ไม่ได้ Hold ไม่ได้เก๊ก นั่นคือความจริง

แต่ความจริงของเราคือเราต้องดูแลก่อนที่จะเผลอไง ถ้าไม่ดูแลเมื่อไหร่มันก็เกิด ของธรรมดา เราก็ต้องตัดมันก่อนที่มันจะเกิด

ถ้าดูแลไม่ทัน ริ้วรอยมาแล้ว

ก็แก้สิ

ไม่ปลงใช่ไหม

ไม่ปลง (หัวเราะ) ไม่มีทางปลงเด็ดขาด พี่มาถึงจุดนี้ได้เพราะพี่มีพี่เต๋อ มีทีมงานทุกคน ถ้ามีพี่คนเดียวพี่คงอยู่สลัมบางแคเหมือนเดิม ร่างกายก็เหมือนกัน หมอก็มีเยอะ คุณเสียเงินซื้อผัดไทยกิน คุณก็ต้องเสียเงินซื้อของมาดูแลหน้าคุณ แค่นี้แหละ ถ้าคุณเก็บเงิน มันก็อยู่ในบัญชี เปิดดูแล้วหน้าตึงขึ้นมาไหม (หัวเราะ) มันก็ต้องยอมบ้าง ซื้อครีมหรือไปหาหมอ หมอเขาเรียนมา 6 ปีนะ เขาบอกคุณได้ว่าคุณหน้าเหี่ยวเพราะอะไร ต้องแก้ยังไง คุณก็แค่เลือกทำตามคำแนะนำเขา

เราจะได้เห็นวันที่พี่เบิร์ดแก่ไหม

พี่เบิร์ดแก่ได้ แต่พี่จะไม่เรียกแบบนั้น พี่ยังหาคำนั้นไม่เจอ แต่วันไหนเจอแล้วพี่จะบอกว่า อย่างนี้เขาเรียกว่าอย่างนี้นะเว้ย เมื่อ 20 ปีก่อน พี่ไปซานฟรานซิสโก เห็นผู้ชายคนหนึ่งผมสีขาว พี่ก็อยากจะมีผมสีขาวบ้าง อยากไปทำสีผมเลย เขาบอกว่า If you like this color, it’s not too long. Wait. โอเค งั้นไม่ต้องทำแล้ว เดี๋ยวรอ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณเศร้า

เรื่องเศร้ามันผ่านไปแล้ว พี่ไม่เศร้าอีกแล้ว ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญ เข้าใจแล้วก็เมตตากับเรื่องราวทุกอย่างที่เข้ามา ถ้าอนุญาตให้เขามากระทบเรา เราอนุญาตให้เราเศร้า มันจะต่อบาปต่อบุญไปอีกไกลเลย พอพี่เอาความเข้าใจไปทาบทุกอย่าง ก็เลยเอาคำว่า ‘โถ’ นำหน้า

เวลาใครกวนตีนหรือคิดไม่ดีกับเรา เราก็จะโถ… โถ…เขาคงไม่มีใครรัก โถ…มันเป็นแบบนี้ก็ปล่อยมัน โถ…คือความเมตตา เราต้องรู้สึกดีกับเขาให้ได้ ถ้าทำได้เมื่อไหร่ชนะทันทีเลย แต่ถ้าโถ…ไม่ไหว ก็ทุ่มมันด้วยโถนี่แหละ (หัวเราะ)

คุณมีความสุขง่ายไหม

ง่ายมาก ความสุขของคนเราต้องหาได้ง่ายที่สุดถึงจะดี ต้องอย่าตั้งการ์ดกับตัวเองในการรับความสุข ต้องไม่เลือกว่าอันนี้คือความสุข อันนี้ไม่ใช่ แค่ดอกไม้ตกลงมา ถ่ายรูปแล้ว โห สวยจังเลย ก็มีความสุขแล้วนะ ถ้าไม่คิดว่านี่คือความสุขแล้วจะเรียกอะไรวะ (หัวเราะ) เอารองเท้ามาล้างมาเช็ดตากแดด พอมันหอมเราก็มีความสุขแล้ว

บางคนคิดว่าต้องเอาคนนี้เป็นแฟนให้ได้ นั่นคือความสุขของเขา พูดอย่างนี้ก็ทุกข์ตั้งแต่แรกแล้ว เราอย่าเอาจิตของเราไปฝากไว้กับคนอื่น ช่วยทำให้ฉันมีความสุขหน่อยเหอะ เราต้องสุขด้วยตัวเอง พี่อาบน้ำในห้องน้ำ ก็ทำน้ำมนต์เอง พี่สวดมนต์ เปิดฝักบัว นี่คือน้ำมนต์ เฮงๆๆๆๆ (หัวเราะ) พี่ทำเองเลย มีความสุขเลย

ในวัย 60 ปี คุณยังมีความฝันไหม

มีครับ ยังฝันว่าจะทำโน่นนี่ไม่หยุดเลย ยังฝันว่าอยากร้องเพลงแบบไหน บนเวทีจะแต่งตัวยังไง ยังมีของอีกเยอะแยะเลยที่เรายังไม่ได้งัดออกมาสำแดง ตอนนี้พี่อายุ 60 รูปลักษณ์พี่ไม่ใช่ 60 แต่พี่มีประสบการณ์แบบคน 60 มันสวนทางกัน ถ้าเรามารวมกันนะ โอ้โห พี่รู้ทุกอย่าง ทำมาหมดแล้วทุกอย่าง รู้ว่าจะทำยังไงให้คนฟังมีความสุข เพราะเราคบกับเขามานาน และยังมีเวลาที่จะดูแลเขาได้อีกนาน

ความฝันเรื่องล่าสุดของคุณคือ

พี่ฝันว่าอยากจะร้องเพลงกับวงออร์เคสตร้าแบบเท่ๆ สักครั้ง เป็นโชว์อีกแบบ ที่เราจะได้ร้องเพลงเป็นหลัก โปรเจกต์นี้ชื่อ Singing Bird รอดูปีหน้า ฝันครั้งถัดไปก็คือหลังจากอายุ 60 มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น การร้องเพลงที่สนุกของธงไชย แมคอินไตย์ จะร้องเพลงแบบไหน โชว์แบบไหน

คนมักจะขีดเส้นไว้ที่อายุ 60 หลังจากนั้นก็จะเป็นกราฟลง ถ้าเราไม่คิดต่อ มันจะติดอยู่แค่นั้น แต่พี่อยากบอกว่า หลัง 60 คือวงรอบถัดไปของธงไชย แมคอินไตย์ ทุกคนจะได้เห็นกัน ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ด้วยหน้าตาที่ยังเด็กอ่อนวัย และยังกวนตีนขนาดนี้ เรายังได้เห็นกันไปอีกนานแน่นอน (หัวเราะ)

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load