ครั้งหนึ่ง Edward N. Lorenz นักอุตุนิยมวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเคยตั้งข้อสงสัยในทฤษฎี Butterfly Effect ว่า เป็นไปได้ไหมว่าพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสอาจก่อตัวมาจากหนึ่ง (ในล้าน) ครั้งที่ผีเสื้อกระพือปีก

เหมือนที่โบราณว่าไว้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อาจมาจากการกระทำที่มองไม่เห็น

กาแฟหนึ่งหยดจากไร่ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อาจกำลังทำสิ่งเดียวกัน

คอกาแฟย่อมทราบดีว่านายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนนี้คือผู้ขับเคลื่อนวงการกาแฟไทยให้พัฒนาไปสู่ทิศทางของ ‘กาแฟพิเศษ’ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจ

แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า จากเมล็ดสู่ปลายลิ้นนั้น กาแฟต้องผ่านการเดินทางมาอย่างไร

ทำไมหนึ่งหยดจากต้นจึงสะเทือนถึงคนปลายน้ำ ที่แม้จะไม่ใช่คนดื่มกาแฟ ก็ยังได้รับผลกระทบจากมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชายคนนี้จะขอเล่าให้คุณฟัง ผ่านน้ำเสียงฉ่ำกาเฟอีนที่เข้มข้นถึงใจ ชวนให้ตื่นจากหลับใหลตั้งแต่ตอนที่จิบแรกยังไม่ทันจะไหลลงคอ

บทสนทนาเจือกาเฟอีนกับ วัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ว่าด้วยการเดินทางของกาแฟจากต้นและผลกระทบต่อชีวิตที่คนปลายน้ำอาจคาดไม่ถึง

ก่อนหยดแรก จะหยดลง

ในวันที่แดดร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ วัลลภ ปัสนานนท์ กลับนั่งจิบกาแฟดำร้อน (ที่คนเสิร์ฟบอกว่า “กาแฟจากไร่ของอาวัลฯ เองครับ”) อย่างสบายอารมณ์

ผมสีหมอกของเขาเส้นหนามีน้ำหนัก ตัดกับผิวคล้ำกรำแดด หนุ่มใหญ่วัย 60 ปีผู้คร่ำหวอดกับวงการกาแฟไทยมากว่าค่อนชีวิตคนนี้ยังเดินเหินได้อย่างมั่นคงกว่าบุรุษที่อ่อนกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เขามาพร้อม ‘เครื่องแบบลุยสวน’ อันประกอบไปด้วยเสื้อขาวเนื้อบางคอปีน โดยมีแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าทับไว้ ดูละม้ายคล้ายแจ็กเก็ตที่ทหารในสมัยสงครามเวียดนามใส่ลงพื้นที่ แจ็กเก็ตตัวนี้เนื้อไม่หนา ทอมาจากผ้า fatigue ที่เหมาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคที่อากาศร้อนชื้นในตอนกลางวัน และหนาวเย็นอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน บ่งบอกให้รู้ว่าถิ่นที่เขาจากมานั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร

“บนดอยหนาวมาก ตอนนี้ก็ยังหนาวอยู่” วัลลภกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสไม่หาวนอน ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งบินตรงมาจากเชียงใหม่เมื่อเช้านี้เอง

ดอยที่เขาว่าคือดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นที่ตั้งของ Nine One Farm (นายวัลฯ ฟาร์ม) ที่ผลิต ‘กาแฟพิเศษ’ คุณภาพคับถ้วย หากคุณคือบุคคลที่นับว่าวันใหม่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อได้จิบกาแฟแก้วแรกของวัน ย่อมเคยได้ยินชื่อ ‘ซิงเกิลพลัสโฟร์’, ‘ฟรุตตี้ฟลอร่า’, ‘ลานนาพาราไดซ์’ ไปจนถึง ‘ป่าเมี่ยงโอเปีย’ ผ่านหูมาบ้าง

แต่ถ้าไม่คุ้นหูเลยสักนิด ชีวิตของสุภาพบุรุษที่มีกาแฟเป็นพาหนะคนนี้จะทำให้คุณได้รู้ว่า กว่ากาแฟ 1 ถ้วยจะมาถึงมือคนดื่ม (และจิบจนหมดในไม่กี่นาที) นั้นต้องผ่านการเดินทางแรมปีที่หลายคนคาดไม่ถึง

“ผมเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหันหลังให้ชีวิตในป่าคอนกรีตไปสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้วัลลภต่างจากคนปลูกกาแฟทั่วไปคือ เขาเริ่มปลูกกาแฟเพราะความรักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในกาแฟตั้งแต่ต้น

“ยุคนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่นิยม คนรู้จักแต่กาแฟตามตลาด โอเลี้ยง โอยัวะ หรือไม่ก็กาแฟสำเร็จรูปเลย” วัลลภกล่าวด้วยรอยยิ้มเจือความหลังในยุคที่กาแฟสดแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยังไม่เข้ามาเขย่าให้เกิดวัฒนธรรมคาเฟ่และการดื่มกาแฟสด เขาเล่าต่อว่า หลังจากที่เขาซื้อที่ดินบริเวณ อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งชาวบ้านเจ้าถิ่นได้ปลูก ‘ต้นเมี่ยง’ ไว้เยอะมากจนเป็นป่า เขาจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ‘อาชีพอะไรที่พอจะทำได้ในพื้นที่นี้ โดยไม่ไปรบกวนต้นไม้ที่มีอยู่เดิม’

แน่นอนว่า คำตอบคือกาแฟ

“ถ้าเราจะปลูกข้าว มันก็ต้องการพื้นที่โล่ง ซึ่งนั่นอาจนำมาสู่การถางป่า หรือถ้าจะปลูกผลไม้เมืองหนาวก็ต้องถางพื้นที่และทำเป็นสวนเปิด มันไม่สามารถปลูกอยู่ในร่มเงาของพืชอื่นได้ แต่กาแฟอยู่ร่วมกับต้นไม้ต้นอื่นได้ และกาแฟน่าจะเป็นพืชชนิดเดียวที่ต้องการแสงแดดในการดำรงชีวิตแค่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น มันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชชนิดอื่นได้ โดยที่เราไม่ต้องไปตัด หรือไปถางต้นไม้ที่มีอยู่เดิมออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึง” วัลลภย้อนอธิบายเหตุผล

แม้ชายคนนี้จะเริ่มปลูกกาแฟจาก ‘ความจำเป็น’ ที่ต้องประกอบอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเดิมไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่วัลลภกลับมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาไปไกลกว่าคนที่ทำหน้าที่แค่ ‘ปลูกกาแฟ’ นั่นคือการวิเคราะห์ความเป็นไปของตลาดได้ตรงตามความเป็นจริง

“เราทำไปเรื่อยๆ แล้วถึงรู้ว่าอาชีพเกษตรกรในเมืองไทยนั้นอยู่ยาก” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับกาแฟ “เพราะไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่ ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาตลาดคนกลาง ซึ่งเกษตรกรไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจและควบคุมไม่ได้ เรารู้สึกเลยว่าถ้าเราแค่ขายเมล็ดกาแฟดิบอย่างเดียว มันอยู่ยาก เพราะสุดท้ายก็เข้าตลาดคนกลางซึ่งอยู่ในธุรกิจสายอุตสาหกรรม ถ้าปีนั้นราคาดีก็พออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาไม่ดี เราก็ต้องแบกภาระความเสี่ยงนั้นไป เลยคิดว่าถ้าเราแปรรูปเอง ขายเอง ทำร้านค้าเอง ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงจุดที่เราสามารถสื่อสารกับลูกค่าได้โดยตรง เราจะได้ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าและสังคมต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับกาแฟของเราได้มากขึ้น”

ในเมื่อเอาชนะกลไกราคาไม่ได้ ก็สร้างระบบขึ้นมาเองเสียเลย

คอนเซปต์ จากต้นจนจิบ หรือ seed to cup จึงเกิดขึ้นจากตรงนั้นนั่นเอง

นอกจากเป็นเจ้าของ Nine One Coffee แล้ว วัลลภยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย มีหน้าที่สนับสนุนให้ชาวสวนกาแฟหันมาปลูกกาแฟอย่างประณีต เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กาแฟไทยให้ทัดเทียมโลก และสอดคล้องกับวิวัฒนาการของกาแฟที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจนั่นคือ ‘กาแฟพิเศษ’

“สิ่งที่สมาคมทำคือผลักดัน คัดเลือก ให้คะแนนกาแฟแต่ละตัวเพื่อเฟ้นหากาแฟพิเศษของไทย ทำให้เกิดภาวะตื่นตัวและการแข่งขันในหมู่คนรักกาแฟ นำไปสู่การพัฒนากาแฟไทยให้ไปอยู่ในจุดที่คอกาแฟระดับโลกยอมรับ” ว่าจบวัลลภพักจิบกาแฟดำอึกใหญ่

แม้จะสวมหมวกหลายใบ และทำงานหนักเกินวัยของคนอายุ 60 ปี แต่ชายตรงหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส ลมหายใจเจือกลิ่นกาแฟของเขากำลังบอกอย่างชัดเจนว่า การที่คนเรียกเขาว่าเจ้าของไร่กาแฟ หรือนายกสมาคมนั้น ช่างฟังดูมีอำนวจใหญ่โตเสียจนเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเขินๆ ให้กับตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพอใจจะให้คนเรียกนั้นฟังดูเรียบง่ายกว่า 2 คำนั้นตั้งเยอะ

“ก็ชาวสวนครับ ผมเป็นชาวสวน” วัลลภตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

อาจฟังดูเรียบง่ายเกินไป แต่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นเหลือเกิน

วัลลภ ปัสนานนท์
วัลลภ ปัสนานนท์

ซิงเกิลพลัสโฟร์ ฟรุตตี้ฟลอร่า ป่าเมี่ยงโอเปีย กับการเพิ่มมูลค่ากาแฟพื้นบ้านสู่ระดับสากล

แน่นอนว่ากาแฟไทยนั้นมักถูกมองว่าเป็น ‘มวยรอง’ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่ไม่ทันได้ออกหมัดก็รู้รสชาติและได้กลิ่นทันทีเมื่อได้ยินชื่ออย่างกาแฟเอธิโอเปีย

วัลลภรู้ดีว่าการจะทำให้กาแฟไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การลงเมล็ด เพาะต้นกล้า และดูแลต้นกาแฟอย่างพิถีพิถัน นั่นคือต้องรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นและต้องเรียนรู้การทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเชื่อว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือการทำคุณภาพสินค้าให้ดี” น้ำเสียงหนักแน่นของเขานั้นบ่งบอกเต็มหัวใจว่าของดียังไงก็ขายได้ “ถ้ายิ่งของดี แล้วสื่อสารออกไปดีๆ ก็ยิ่งเติบโตเร็ว แต่ถ้าของไม่ดี ต่อให้สื่อสารออกไปเร็วแค่ไหน ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะฉะนั้น ในมุมผมนอกจากความชัดเจนในคุณภาพของสินค้าแล้ว เราต้องสร้างเอกลักษณ์ สร้างชื่อ สร้างแบรนด์ขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีชื่อ มันก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้”

จึงไม่น่าแปลกใจที่กาแฟหลายๆ ตัวของ 91 Coffee นั้น นอกจากจะลื่นคอแล้ว ยังมีชื่อลื่นหู จำง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของกาแฟตัวนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน อย่างซิงเกิลพลัสโฟร์หมายความว่า เป็นกาแฟซิงเกิลออริจินที่บวกเพิ่มอีก 4 เงื่อนไข คือหนึ่ง กาแฟต้องอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไป สอง เป็นกาแฟออร์แกนิก สาม เป็นกาแฟที่อยู่ใต้ร่มเงา ไม่ใช่กาแฟที่ปลูกในไร่เปิดโล่ง และสี่ เป็นกาแฟที่ใช้พลังงานธรรมชาติหรือพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต อีกตัวที่หอมหวนชวนทานและติดหูไม่แพ้กันคือลานนาพาราไดซ์ ซึ่งวัลลภตั้งใจจะบอกที่มาว่านี่คือกาแฟพันธ์ดีที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนี่เอง แต่รสชาตินั้นไปไกลเหมือนขึ้นสวรรค์ นั่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้าง ‘กาแฟพิเศษ’ ของเขาได้เป็นอย่างดี อีกตัวหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักจิบกาแฟนั่นคือป่าเมี่ยงโอเปีย ซึ่งล้อชื่อกาแฟเอธิโอเปียที่เขาโปรดปราน โดยวัลลภคัดแยกกาแฟสายพันธ์ุดีอย่างพันธ์ุทริปปิก้ามาพัฒนาต่อจนกลายเป็นป่าเมี่ยงโอเปียที่ให้กลิ่นหอมเบอร์รี่ขึ้นจมูก และฝากรสสัมผัสของผลไม้รสเปรี้ยวแฝงความสดชื่นให้คนจิบรู้ว่ากาแฟไทยไม่ใช่มวยรองอีกต่อไปในเวทีโลก

“เพราะถ้าไม่มีชื่อ ก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้” ท่ามกลางความเงียบ (ที่มีเสียงจิบกาแฟขั้นเป็นระยะ) ประโยคนี้ของวัลลภลอยมาอีกครั้ง

มันชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นนั้นช่างเรียบง่าย และดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่หลายคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทำ

การตั้งชื่อที่วัลลภทำจึงเป็นมากกว่าการตั้งชื่อให้ฟังดูเก๋ไก๋ แต่มันคือการทำความฝันให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ คือการสร้างตัวตนที่สัมผัสได้ มีบอดี้อ่อนหนา มีรสหนักเบา มีลูกล่อลูกชนพลิ้วไหว ก่อนจะฝากอาฟเตอร์เทสต์เอาไว้ไม่ใช่แค่บนปลายลิ้น

แต่ฝากไว้ที่ใจ ซึ่งต่อให้กินน้ำเปล่าล้างปากสักเท่าไร ก็ไม่มีวันลืม

วัลลภ ปัสนานนท์

ต้นน้ำยั่งยืน ปลายน้ำยืนยง

จากคนปลูกกาแฟที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในป่าเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กว่า 20 ปีที่ฝากชีวิตไว้กับกาแฟ สู่การเป็นเจ้าของไร่และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขานั้นไม่ใช่แค่การทำกาแฟให้มีคุณภาพดีเท่านั้น เพราะโจทย์ต่อไปที่ท้าทายให้เขาหาคำตอบอยู่นั้นคือ ทำอย่างไรวงการกาแฟไทยจึงจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

“การที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือ ต้องทำให้กาแฟไทยไปอยู่ในกระแสความสนใจของคนดื่มกาแฟ และต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของสังคมกาแฟโลก” วัลลภเล่าอย่างออกรส ก่อนจะแถลงไขว่าวงการนี้กว้างใหญ่แค่ไหน ไม่น่าแปลกใจเลยที่กาแฟจะเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลกเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน

“ภาพของธุรกิจกาแฟมีอยู่ 2 ส่วน ถ้าจะเปรียบเทียบธุรกิจกาแฟเหมือนบ้าน กาแฟสายอุตสาหกรรมก็เหมือนเสาหลักที่ค้ำยันบ้านหลังนี้ แต่ตอนนี้มีเสาอีกต้นนึงซึ่งเล็กกว่าละกลุ่มผู้บริโภคยังน้อยอยู่ นั่นคือกาแฟพิเศษ ซึ่งเป็นเสาต้นเล็กๆ ที่มาช่วยค้ำยันบ้านเช่นกัน ผมคิดว่ากาแฟไทยคงต้องอยู่ใน 2 กระแสนี้ กาแฟในสายอุตสาหกรรมก็ยังทิ้งไม่ได้ ใครที่มีพื้นที่หรือมีกำลังผลิตได้เยอะก็จะทำเชิงอุตสาหกรรม เราก็ไม่ควรจะละเลยทิศทางของกาแฟพิเศษซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ เพราะฉะนั้น เรื่องกาแฟพิเศษที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยกำลังผลักดันจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้กาแฟไทยยั่งยืน เพราะมันสอดคล้องกับกระแสสังคมกาแฟโลกที่เปลี่ยนไป อีกปัจจัยที่ทำให้สิ่งนี้ยั่งยืนคือเรื่องออร์แกนิก เพราะมันไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพของคนท้องถิ่นที่ทำงานในไร่ด้วย เพราะคนที่ทำงานอยู่ในสวนกาแฟที่ไม่ใช้เคมี กับคนที่อยู่ในสวนผลไม้ที่ใช้เคมีเยอะๆ ก็ย่อมได้รับผลกระทบต่อสุขภาพที่ต่างกัน”

วัลลภพักดื่มน้ำเปล่า ก่อนละเล่าต่อทันทีว่าตอนนี้สังคมกาแฟโลกก็ไม่ได้สนใจแค่เรื่องกาแฟอย่างเดียว แต่ให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคในยุคนี้จะสนใจถึงที่มาของทุกผลิตภัณฑ์ ดังนั้น แค่พัฒนากาแฟให้มีคุณภาพระดับสากลนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเขามีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำด้วยการปลูกกาแฟ

“เพราะกาแฟทางภาคเหนือส่วนใหญ่ปลูกบนดอย ปลูกที่แหล่งต้นน้ำ” วัลลภเล่าอย่างออกรส “ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่แปดเปื้อนก็จะทำให้คนที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ที่ปลายน้ำได้รับผลกระทบน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่สะอาด คนที่อยู่บนพื้นราบก็จะได้รับผลกระทบตอนน้ำจากต้นน้ำไหลลงไป และพาสิ่งแปดเปื้อนจากบนดอยลงมา เพราะมันไหลตามลำห้วย ลำธาร ตามลำคลอง ลงเจ้าพระยา ซึ่งมันก็มากระทบถึงคนในเมือง คนที่ไม่ได้กินกาแฟก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โดนนะครับ ลองคิดดูว่าคนปลูกข้าวแถวอยุธยา นครสวรรค์ นั้นใช้น้ำจากไหน ส่วนนึงก็ใช้น้ำฝน ส่วนนึงก็ใช้น้ำจากเจ้าพระยา และน้ำเจ้าพระยามาจากไหน ก็มาจากบนดอย ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาสารเคมีอะไรลงมาบ้าง ดังนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟก็ต้องได้รับผลกระทบจากคนทำกาแฟเช่นกัน มันเป็นมุมที่กว้างมากๆ และกระทบไปทั่วเลย”

สิ่งที่วัลลภเล่ากลับชวนให้เราคิดว่า กาแฟหนึ่งหยดจากต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอาจจะเทือนถึงคนปลายน้ำ ไม่ต่างจากที่คนโบราณกล่าวไว้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ตาจะมองเห็น

วัลลภ ปัสนานนท์

“จุดนี้เองที่กาแฟกลายเป็นพระเอกได้” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจกว่าทุกครั้ง “เพราะอย่างที่บอกไป มันอยู่ร่วมกับต้นไม้อื่นได้ กาแฟเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ไช่พืชล้มลุก ต่อให้มีต้นไม้ที่ใหญ่กว่า กาแฟก็เติบโตใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ และต้นไม้ขนาดเล็กอย่างพวกวัชพืชที่อยู่คลุมดิน มันก็อยู่ใต้ต้นกาแฟได้ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น กาแฟจึงเป็นเหมือนพระเอกที่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปได้ในตัว”

นอกจากนี้ วัลลภยังยกกรณีศึกษาที่กาแฟได้เข้าไปฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นั่นคือบริเวณดอยช้างที่เคยเสื่อมโทรมเพราะการปลูกข้าวโพด ปลูกฝิ่น ตอนหลังชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟจนประสบความสำเร็จในระดับโลก และนำไปสู่การหยุดทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้ทั้งชุมชนและธรรมชาติตรงนั้นยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

“ป่าเมี่ยง ถ้าไม่มีกาแฟ ป่านนี้สภาพป่าอาจหายไปแล้วก็ได้” เขาถอนใจเบา แต่เป็นเสียงถอนใจของความโล่งอก “เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านอาศัยรายได้จากการปลูกเมี่ยง ซึ่งเป็นชากินใบ มีต้นใหญ่เหมือนต้นไม้ ปลูกกันเหมือนเป็นป่าเลย

แต่ตอนนี้ คนกินใบเมี่ยงมีน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนคนกินหมากที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ดังนั้น เมี่ยงก็มีโอกาสที่จะต้องถูกตัดออกหรือเลิกปลูกไปเลย ถ้าเขาปลูกอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้องก็อาจจะต้องตัดต้นไม้เดิมออกเพื่อทำสวน แต่โชคดีที่เมี่ยงกับกาแฟเป็นพืชที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ เพราะฉะนั้น อาณาเขตป่าเมี่ยงจึงยังเขียวอยู่ ยังอุดมสมบูรณ์เหมือนป่าสงวน ป่าอุทยาน เลยด้วยซ้ำ”

การสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พอดีกับที่กาแฟใกล้หมด

เขาค่อยๆ ละเลียดมัน กลืนช้าๆ เหมือนกำลังบอกเราว่า ถึงแม้ในถ้วยจะเหลือแค่หนึ่งคำสุดท้ายให้ได้จิบเพื่อจบบทสนทนา แต่นั่นยังไม่ใช่จุดท้ายสุดของการเดินทางของเขา

“เพราะสุดท้าย รสชาติต้องมาควบคู่กับสิ่งแวดล้อม” นั่นคือเป้าหมายใหม่ที่ชายวัย 60 ปีเพิ่งกล่าวไปด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหลงใหลในสิ่งที่ทำ “ทำยังไงจึงจะพัฒนารสชาติและต้องปกป้องสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะดูแลมันได้ นอกจากนี้ เราพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติ คนทำงาน และคนดื่ม เพราะเราถือว่าผู้บริโภคเป็นคนที่จะค้ำจุนธุรกิจ ทำยังไงก็ได้ให้ผู้บริโภคและธรรมชาติอยู่กับเรานานๆ นั่นแหละคือความยั่งยืนของกาแฟ”

วัลลภจิบกาแฟจนหมดถ้วย ก่อนจะยิ้มเหมือนบอกเป็นนัยว่าการเดินทางสายกาแฟของเขานั้นยังไม่จบ

และจะไม่มีวันจบ

เพราะเขารู้ดีว่ากาเฟอีนในหนึ่งถ้วยกาแฟใบนี้ (หรือใบไหน)

ไม่เพียงทำให้หนึ่งชีวิตตื่นจากหลับใหล

แต่ยังทำให้หลายชีวิตตื่นรู้และมีแรงต่อสู้เพื่อวันใหม่… ไปด้วยกัน

วัลลภ ปัสนานนท์

เรายังมีเรื่องของกาแฟอีกหลายแง่มุมที่อยากเล่า แต่คงเล่าได้ไม่หมดในพื้นที่อันจำกัด จึงอยากชวนผู้อ่านไปสัมผัสและทำความรู้จักกับกาแฟที่งาน Thailand Coffee Fest 2018 เทศกาลขนาดใหญ่งานแรกของ The Cloud ที่รวมเรื่องราวของกาแฟไว้ตั้งแต่ต้นจนจิบ ในวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่นี่ (งานนี้ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะ) #SCATH #TheCloud #ThailandCoffeeFest #ThailandCoffeeFest2018

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“คุณไม่ควรมาร้องเพลงหมอลำที่นี่ เพราะว่าที่นี่มันเป็นที่ของชนชั้นสูง แต่เพลงหมอลำของคุณคือเพลงของชนชั้นต่ำ”

ครั้งหนึ่ง รัสมี เวระนะ หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ รัสมี Isan Soul เคยพูดถึงประโยคนี้ที่เธอเคยได้รับในอดีต

รัสมีเกิดและเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานี จิตวิญญาณของเธอถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมดนตรีทางภาคอีสานอย่างหมอลำและลูกทุ่งมาตั้งแต่จำความได้ คุณพ่อของเธอเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักดนตรีเจรียง ซึ่งเป็นศิลปะการขับร้องและแสดงของเขมร และช่วงวัยรุ่นเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ในวงหมอลำราว 6 – 7 ปี

‘รากเหง้า’ และ ‘จิตวิญญาณ’ คือ 2 คำที่รัสมีใช้บ่อยจนสังเกตได้ในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ที่ผ่านมา

และเธอก็เน้นย้ำทุกครั้งว่า หมอลำคือรากเหง้าและจิตวิญญาณของเธอ

จุดเปลี่ยนของชีวิตมาเยือนเมื่อโชคชะตาพัดพาให้เธอไปปักหลักในจังหวัดเชียงใหม่ ที่นั่นเองที่ทำให้เธอพบเจอนักดนตรีหลากหลาย และหมอลำซึ่งอยู่อาศัยในตัวเธอมานานได้เปล่งประกายอีกครั้งในรูปแบบใหม่หรือที่ใครๆ เรียกว่า หมอลำร่วมสมัย

อัลบั้มแรกของเธอที่ชื่อ Isan Soul EP. ที่เธอทำร่วมกับ สาธุการ ทิยาธิรา มือกีตาร์ มีส่วนผสมทั้งกลิ่นดนตรีท้องถิ่นและกลิ่นของดนตรีสากล แม้จะไม่เหมือนหมอลำแบบดั้งเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใครได้ฟังย่อมสัมผัสได้ถึงรากเหง้าและจิตวิญญาณของเธอที่สะท้อนอยู่ในท่วงทำนองเหล่านั้น

ผมเองไม่แน่ใจว่าเป็นหมอลำที่พาเธอมาไกลขนาดนี้ หรือเป็นเธอเองที่พาหมอลำมาสู่จุดที่ผู้คนยอมรับกันแน่

ปีที่แล้วเธอเพิ่งคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีคมชัดลึก อวอร์ด มาครอง 3 สาขา ทั้งสาขาศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม อัลบั้มยอดเยี่ยม  และรางวัลเพลงยอดเยี่ยม จากเพลง มายา ซึ่งเคยขึ้นอันดับ 1 ในคลื่นวิทยุอย่าง Cat Radio มาแล้ว

ล่าสุดเมื่อรู้ว่าเธอกำลังทำซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ อารมณ์ ผมจึงนัดพบเธอในช่วงบ่ายที่โรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนจะถึงเวลาที่เธอต้องไปร้องในงานงานหนึ่งที่สยามพารากอน

“คุณไม่ควรมาร้องเพลงหมอลำที่นี่ เพราะว่าที่นี่มันเป็นที่ของชนชั้นสูง แต่เพลงหมอลำของคุณคือเพลงของชนชั้นต่ำ”

แล้วการได้พบเธอวันนี้ ก็ทำให้ผมนึกถึงประโยคนั้นที่เธอพูดบนเวที TEDxBuengKaenNakorn

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

เวลาย้อนมองกลับไปวันแรกๆ คุณรู้สึกว่าตัวเองพาหมอลำมาไกลกว่าเดิมไหม

เรารู้สึกว่าเราทำให้หมอลำเป็นที่ยอมรับมากขึ้น ในที่นี้เราไม่ได้ว่าหมอลำดั้งเดิมหรือหมอลำอย่างอื่นไม่ดีนะ คือสำหรับเรา มันรู้สึกดีเวลาที่เราได้เห็นรูปตัวเองในนิตยสารดีๆ เราไม่ได้คิดตรงนี้มาก่อนด้วยมั้งว่าจะต้องประสบผลสำเร็จอะไร แต่พอเป็นแบบนี้เรารู้สึกว่าดอกไม้มันบานเรื่อยๆ

ทุกวันนี้ได้กลับบ้านเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานีบ้างไหม

กลับบ้าง เวลามีงาน มีคอนเสิร์ตแถวๆ อีสาน เราก็จะขับรถกลับบ้าน เพราะบ้านเราอยู่นอกจากตัวเมืองไปประมาณร้อยกิโล

เวลากลับบ้าน กลับอีสาน คนที่นั่นเขาเข้าใจสิ่งที่คุณทำไหม

ไม่เข้าใจ บางทีเป็นญาติตัวเองด้วยที่ไม่เข้าใจ อย่างที่อีสานจะมีพิธีผูกแขนใช่ไหม ผู้ใหญ่บางคนก็จะบอกว่า ‘ไม่ผูกแขนให้ ไม่ชอบเพลง’ คือเหมือนพูดเล่นนั่นแหละ พูดเล่นแกมจริง เราก็ถามเขาว่า ‘จริงเหรอคุณอา’ เขาก็ ‘เออ ไม่ชอบ ทำเพลงอะไร’ แต่สุดท้ายเขาก็มาผูกแขนให้เรานั่นแหละ คือมันจะมีอย่างนี้บ้าง มีคำถามว่า ทำไม ทำเพลงอะไร ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่บางคนก็เป็นอีกฟากหนึ่งไปเลย บอกว่านี่แหละดี ก็ไม่ต้องไปสนใจ มีทั้งสองอย่าง

ที่ว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ รู้ไหมทำไมเขาไม่เข้าใจ

เราว่ามันน่าจะเป็นสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคย ไม่เคยได้ยิน เหมือนเขากินหวานมาตลอดชีวิต แล้วอยู่ๆ เรามาใส่รสเค็มเข้าไป เฮ้ย มันคืออะไร มันแปลก เขารู้สึกว่าเขาไม่ชอบ แต่เราเชื่อว่าพอเรากินเข้าไปจนชินจะรู้สึกว่ามันโอเคนะ เราคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องความไม่เคยชินของเขามากกว่า ที่เขาเคยฟังเพลงแบบนี้ หมอลำอย่างนี้ มาทั้งชีวิตหรือครึ่งชีวิต แต่วันหนึ่งเราซึ่งเป็นคนที่เกิดมากับเขาอยู่ๆ ก็เปลี่ยน

มีประโยคไหนที่ได้ยินแล้วกระทบใจบ้างมั้ย

เคยมีครั้งหนึ่ง มีคนพูดประมาณว่า คุณกำลังถูกวัฒนธรรมตะวันตกกลืนกินอยู่คุณรู้มั้ย ปกติเราจะไม่ค่อยตอบโต้ผู้ใหญ่ แต่พอเจอแบบนี้เรารู้สึกว่า ทำไมเหรอคะ หมายความว่ายังไง หมายความว่าเพลงที่เราทำอยู่เราโดนกลืนเหรอ ไม่ใช่นะ เราทำให้ดนตรีเขาดีต่างหาก เรามองคนละมุม

เมื่อก่อนพ่อเราก็ว่านะ คือพ่อเราแต่งเพลงให้ แต่เราไม่ได้บอกพ่อว่าเอาเพลงมาทำแบบนี้ ครั้งแรกจำได้ พ่อลงมาคอนเสิร์ตแล้วแกได้ยินเราร้อง แกก็มีติ เราก็รู้สึกสะเทือนเพราะเป็นคนใกล้ตัว แต่ไม่เป็นไร เราจะไม่ท้อถอย เราต้องยืนหยัด แรกๆ ก็ต่อต้านกันเยอะ

เราทำเพื่อต่อยอดหมอลำแท้ๆ แต่กลายเป็นว่าคนที่เป็นรากเขาไม่ได้ยอมรับเรา คุณรู้สึกยังไง

การที่คนเฒ่าคนแก่เขาจะมาพูดแบบนี้เราก็โอเคในความคิดของเขา แต่เราจะพูดตลอดว่า เราไม่ได้ลบหลู่ครูบาอาจารย์นะ ครูบาอาจารย์นั่นแหละที่ทำให้เรามีวันนี้ เพราะคุณทำมาดีไง งานของคุณดีเราจึงหยิบงานนั้นมาใช้ต่อง่าย เราว่าเพลงหมอลำถูกดัดแปลงมาก่อนเราอีก มันมีมาตั้งแต่คนที่ทำหมอลำเรกเก้ในยุคสมัยหนึ่งซึ่งนานแล้ว

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

คือคุณไม่ได้มองว่าหมอลำแบบเดิมมันเชยจึงเอามาเปลี่ยนใช่ไหม

ไม่เลย สำหรับเราเรารู้สึกว่าหมอลำเท่มาก เราเองฟังเพลงทุกประเภท ฟังมาหมด แต่พอกลับไปฟังหมอลำเราก็ยังรู้สึกมันเท่ ไม่แพ้เพลงใดๆ เลย

คุณรู้สึกว่าหมอลำเท่ตั้งแต่วันแรกๆ ที่ชีวิตรู้จักหมอลำเลยมั้ย

โห กว่าจะรู้ก็โตแล้วนะ เมื่อก่อนเราก็ยังรู้สึกอาย ตอนเป็นหมอลำไปประกวดรู้สึกว่าสายเพลงลูกทุ่งสายหมอลำสู้สายเพลงป๊อปหรือเพลงสากลไม่ได้เลยนะ เรารู้สึกว่ามันไม่เท่เลย

แล้วมันเกิดจากหลายๆ อย่างด้วย เหมือนที่เราพูดบนเวที TEDx เรื่องกำแพงต่างๆ เราเป็นคนอีสาน ร้องหมอลำ และเป็นคนไม่สวย จะเป็นนักร้องได้ยังไง แต่ว่าตอนนี้กำแพงเหล่านั้นเราทำลายมันหมดแล้ว มันไม่มีแล้ว

                                                             

คุณทำลายกำแพงที่ว่ายังไง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านั้นคุณก็เปลี่ยนมันไม่ได้

เราไม่ค่อยได้สนใจมัน เราเป็นคนที่เมื่อเขียนเพลงก็รู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อยแล้ว อย่างเวลาเราเจออะไร เราจะชอบแต่งกลอน เขียนเพลง แค่นี้เราโอเคแล้ว เราได้เยียวยาตัวเอง

คนที่เขาดูถูก มีอะไรเขาพูดออกมาใช่มั้ย นี่เป็นความเห็นในเรื่องของอีสานของเขาใช่มั้ย ฉันอาจจะเสียงดังไม่เท่าคุณนะ แต่ฉันขอเขียนแบบนี้แล้วกัน วันหนึ่งมันอาจจะดังกว่าเสียงที่คุณพูดมา มันก็เหมือนกับการตอบโต้ของคนสองคน เพียงแต่ว่าเราใช้อาวุธคนละอย่าง

การเขียนเพลงเป็นอาวุธได้เหรอ

แน่นอน แน่นอน แน่นอน (เน้นเสียง) มันเป็นลูกปืนได้เลย เพลงนี่เปลี่ยนแต่ละยุคแต่ละสมัยมามากแล้วนะ เรื่องสีผิวในสหรัฐอมเริกาหรือที่อื่นๆ มันเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง ถ้าใช้ให้ถูก

สำหรับคุณการเป็นคนอีสานมีอะไรที่น่าเจ็บปวดมั้ย

มันก็มี สิ่งที่เราไม่โอเคกับมันก็เยอะ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องวัฒนธรรมนะ บางทีเรารู้สึกว่าอีสานถูกครอบงำโดยอะไรบางอย่างหรือโดยสื่อ ทำให้คนหลงลืมความเรียบง่ายจริงๆ ของชีวิต ทำไมเราต้องดิ้นรนหาเงินเยอะแยะเพื่อไปผ่อนรถคันใหญ่ๆ มาทำงานกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่ บางทีเรากลับบ้านเรามักจะได้ยินคนสอนลูกว่าโตเร็วๆ จะได้ไปทำงานหาเงินส่งมาทางบ้าน อันนี้คือไม่ต้องไปไหนไกลเลย บ้านเราก็เป็น ตรงนี้เรามองเห็นแล้วเราเจ็บปวดนะ

มันน่าเจ็บปวดยังไง

เรารู้สึกว่าการพูดแบบนี้ ถามว่าตัวคนที่โดนผลักดันเขามีความสุขจริงๆ หรือเปล่า ไปทำงานเขาไปเจออะไร ไปทำงานอะไร ค้ายาหรือเปล่า ขายตัวหรือเปล่า เพื่อที่จะส่งเงินกลับมา เรารู้สึกไม่โอเคเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องความกตัญญูอะไรนะ มันคนละเรื่อง และเราก็ไม่ได้บอกว่าคุณต้องกลับบ้านไปปลูกผักหรืออะไร แต่ถ้าความคิดของคนมันเปลี่ยน มันอาจจะมีทางออกบางอย่าง

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

ย้อนกลับไปเรื่องหมอลำ อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณเชื่อในการประยุกต์เพื่อให้มันอยู่รอดหรือเชื่อว่าต้องคงความเป็นรากเหง้าแท้ๆ เอาไว้กันแน่

เราว่าประยุกต์มันก็ดี อย่างเราเอามาประยุกต์ก็ทำให้คนที่ฟังหลากหลายมากขึ้น ฝรั่งก็ฟัง คนไทยภาคกลาง ภาคใต้ก็ฟัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนอีสานอย่างเดียว อย่างที่บอก ครูก็คือครู อยู่บนหิ้งอยู่แล้ว แต่ขอหยิบของครูออกจากช่องแช่แข็งมาได้มั้ย แล้วเราไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายอยู่แล้ว เราแค่อยากพิสูจน์ว่าหมอลำเป็นเพลงที่เข้าไปอยู่กับดนตรีประเภทไหนก็ได้

ตอนที่ทำเพลงในชุดอีสานโซล เราพยายามหาหมอแคนหามือพิณนะ แต่ด้วยความที่เราอยู่เชียงใหม่ การจะหาคนมาเล่นมันยากมาก แล้วอย่างหมอแคนเวลาเราโทรหาเขาก็จะถามว่าเราทำทำไม จุดประสงค์ทำไปเพื่ออะไร โอเค มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะถาม เพียงแต่เรารู้สึกว่าเราไม่มีเหตุผลในการทำว่าทำทำไม มันมีอย่างเดียวคืออยากทำ คือหนูไม่รู้เหมือนกันว่าหนูทำเพื่ออะไร ทำทำไม อย่างเดียวที่รู้คืออยากทำเพลงค่ะพี่ แค่นี้เลย ไม่ได้ใช่มั้ย โอเค พอคนนี้ปฏิเสธ ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นเป็นกีตาร์ก็ได้ ใครก็ได้ แล้วเชียงใหม่มีนักดนตรีหลากหลาย ทั้งมือเปียโน คนเป่าแซ็กโซโฟน แล้วคุณสาธุการ ทิยาธิรา (มือกีตาร์ที่ทำอัลบั้มร่วมกัน) เขาเป็นคนเปิด เราก็เป็นคนเปิด อะไรก็ได้ ผนวกกับก่อนหน้านี้เราเคยร้องบลูส์ ร้องแจ๊ส มาก่อนด้วย เราเลยหยิบมาใช้กับตรงนี้ แล้วกลายเป็นความบังเอิญที่ลงตัวพอดี

แล้วมีอะไรที่คุณตั้งใจไม่แตะต้องมั้ย

เรามีสิ่งที่คงไว้ด้วย หลังๆ เราก็เดินทางไปหามือพิณ มือแคน ตามอีสานนะ ตอนนี้เรามีไซด์โปรเจกต์ด้วย ทำเป็นหมอลำแบบเพียวๆ เลย เพราะเราไม่อยากให้คนหาว่าเราว่าร้องหมอลำไม่ได้แล้วมาทำอะไร เราไปหานักดนตรีแถวอีสาน ไปอยู่กิน 2 – 3 วัน แต่งเพลง จากที่ไม่เคยแต่งลำเพลินเลย ก็ลองแต่ง หมอแคนเขาก็จะบอกสอนเรา เราจะไปหาหมอลำแบบที่เรายังไม่เคยแต่งเลย อย่างลำเพลิน ลำต่างหวาย มันสนุกตรงที่เรารู้ว่ามีหมอลำประเภทนี้ด้วยเหรอ แล้วร้องยังไง แต่งยังไง แล้วมันอาจจจะเป็นอัลบั้มอีพีเล็กๆ ออกมาสัก 4 – 5 เพลง หรืออาจจะเป็นอัลบั้ม เรายังไม่รู้ แต่ทุกวันนี้ถ้ามีเวลาว่างหรือมีทุน เราก็จะเดินทางไปที่ต่างๆ พยายามทำทั้งสองอย่างควบคู่ไปด้วยกัน เพราะเราไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหมอลำ เพราะฉะนั้น เราต้องไปเสาะแสวงหาจากผู้รู้

ตอนที่ไปอยู่ในหมอลำแบบดั้งเดิมคุณอึดอัดบ้างมั้ย

จริงๆ มันก็ไม่ได้อยู่ในกรอบขนาดนั้น เพราะเราก็ทำกับเด็กวัยรุ่นที่ค่อนข้างจะเปิด บอกว่าให้เขาสอนพี่หน่อย ไลน์นี้เรียกยังไง แล้วเราพยายามทำดนตรีให้น้อยชิ้นที่สุด เช่น มีแค่เสียงเรากับแคนเลย หรือเล่นพิณ ก็คือยังคงมีความประยุกต์ แต่ว่า 80 – 90 เปอร์เซ็นต์เป็นหมอลำประเภทนั้นแบบดั้งเดิมแหละ แต่เราขอตวัดตรงหางหน่อย ให้มันเป็นแบบนี้ได้มั้ย หยุดแบบนี้ได้มั้ย แล้วน้องเขาก็จะงงกับเรา เอาอย่างนี้จริงๆ เหรอพี่ เราก็บอกว่าเอาอย่างนี้แหละ เขาก็ถามเราว่าจะโดนด่ามั้ย (หัวเราะ) เราก็บอกไม่เป็นไรหรอกๆ เราขอตวัดนิดนึง

ทุกวันนี้คุณเข้าใจหรือยังว่าหมอลำคืออะไร

เราว่ามันคือของเก่า ของเก่าที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนถ้าเราไปพูดคนเขาอาจจะไม่ฟังก็ได้ แต่ถ้าเราลองแต่งเป็นกาพย์เป็นกลอนสวยๆ มีเมโลดี้แคนอยู่ข้างหลัง คนอาจจะฟังเรามากขึ้นก็ได้ และอีกอย่าง สำหรับเราหมอลำคือการเยียวยาจิตใจ รักษาจิตใจ และเป็นคำสอนด้วย ฟังแล้วได้อะไรบางอย่าง มีทั้งเรื่องศาสนาด้วย

หมอลำเยียวยาจิตใจได้ด้วยเหรอ

มีหมอลำอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย นอกจากเสียงร้อง เคยได้ยินสรภัญญะมั้ย จะมีคนร้องเป็นสิบยี่สิบคน ใช้ในศาสนา เป็นคำสอนของพระเวสสันดร ก็จะเป็นเรื่องราวคำสอน แล้วพอได้ฟังมันสะกดเรามาก

หรือเวลาเราไปนั่งดูคนแก่ๆ เขาร้องหมอลำ เป่าแคน เรารู้สึกว่ามันขลัง มันไม่ใช่การเอนเตอร์เทนเลยนะ นึกออกไหม เราไปนั่งฟังอะไรที่มันน่าเบื่อด้วยซ้ำสำหรับเด็กรุ่นใหม่ มีแค่แคนตัวเดียว แล้วก็ลุงแก่ๆ นั่งร้อง แต่พอเรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิตที่เราไปนั่งตรงนั้นแล้วเรารู้สึกว่านี่คือสุดยอด

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

เห็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณหันเหไปร้องเพลงสากล ตอนนั้นตั้งใจเลิกร้องหมอลำเลยหรือเปล่า

ไม่ มันแค่เป็นวิธีการอยู่รอดอย่างหนึ่งของเรา เพลงสากลมันหากินได้ ถ้าเราคัฟเวอร์ได้สัก 20 เพลงเราก็ร้องในโรงแรมได้ทุกที่ แต่เราเบื่อมากเลยนะ เพราะเราต้องไปร้องในโรงแรมหรูๆ แล้วต้องร้องแต่เพลงสากล บางวันเราอยากร้องเพลงไทย พอเราร้องเพลงไทยเขาก็เดินมาบอกเราว่าอย่าร้องเพลงไทย เราก็โมโหนะ นี่ประเทศไทยใช่มั้ย ทำไมเราร้องไม่ได้วะ ตลกมาก

แล้วตอนไหนที่คุณเริ่มรู้สึกว่าการร้องหมอลำของตัวเองได้รับการยอมรับ

น่าจะเป็นช่วงแรกๆ ที่ได้รับรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด

รางวัลนั้นสำคัญยังไง

เรารู้สึกว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว เรามีคนที่เห็นคุณค่างานเรา มีบรมจารย์มาให้รางวัลเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่รู้ก๊อกๆ แก๊กๆ ทำเพื่อตอบสนองตัวเอง แต่ว่ากลับมีบางคนที่เห็นคุณค่า เราเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มดีนะ แล้วมีคนซื้อซีดีเรา สั่งซีดี ตามดูคอนเสิร์ต หลังจากนั้นงานเยอะขึ้น แทบทุกสุดสัปดาห์เราต้องมาเล่นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตอนแรกๆ เรารับงานไม่เลือกเลย แต่เดี๋ยวนี้เราเลือกเฉพาะงานที่เหมาะกับเรา

งานแบบไหนที่เหมาะกับหมอลำแบบคุณ

งานที่คนเห็นค่ามัน ใครจะรู้ว่าลำเต้ยของเราจะได้มาโชว์ในแฟชั่นวีกอย่าง Digital Fashion Week Bangkok เราไปเล่นให้นางแบบเดินบนแคตวอล์ก ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งจะมีคนจ้างหมอลำไปร้องให้นางแบบเดินที่สยามพารากอน หรืออย่างวันนี้แบรนด์อย่าง Jim Thompson ก็ให้เรามาร้องหมอลำให้นางแบบเดิน มันทำให้เรารู้สึกว่ามีคนที่เห็นค่าของงานเรา งานที่เราเลือกคืองานที่ให้คุณค่ากับเรา คิดว่างานของเรามีค่า

คนมักจะบอกว่าฟังสิ่งที่คุณร้องไม่รู้เรื่อง เพราะมีทั้งภาษาอีสาน ภาษาเขมร การที่คนฟังเพลงคุณร้องไม่เข้าใจ เพลงนั้นยังนับว่ามีค่ามั้ย

เรารู้สึกว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน เราเคยเจอนักดนตรีชาวแอฟริกันคนหนึ่งชื่อคุณโจอี้ เขาเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก เล่นเครื่องดนตรีเป็นทุกอย่าง เขาชอบมาเชียงใหม่ ทุกครั้งที่เขาเจอเราเขาจะบอกว่าเขาอยากเป็นเหมือนเรา เขาอยากร้องแล้วทำให้คนรู้สึกถึงรากเหง้า เขารู้สึกตรงนี้ เขารู้สึกทุกครั้ง แล้วเขาก็ร้องไห้เพราะสิ่งนี้ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของเรา ซึ่งเขาว่าตัวเขาเองทำให้คนรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้

ล่าสุดวันนี้ก็เจอชาวต่างชาติตอนไปซ้อม เขาบอกว่า ‘เธอรู้มั้ยว่า เวลาฟังบีทของเธอ ฉันรู้สึกตรงนี้’ แล้วเขาก็ลูบตรงท้อง ซึ่งเราไม่รู้นะ แต่คิดว่ามันน่าจะเป็นคำตอบว่าจริงๆ แล้วดนตรีเป็นสิ่งที่เยียวยาคนจากข้างใน ต่างชาติที่เขาฟังไม่รู้เรื่องบางคนมานั่งร้องไห้หน้าเวทีก็มี เราเลยรู้สึกว่าภาษาไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย ดนตรีเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว

รัสมี Isan Soul ผู้ทำให้หมอลำไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดในโลกดนตรีร่วมสมัย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load