19 กุมภาพันธ์ 2561
8 K

ครั้งหนึ่ง Edward N. Lorenz นักอุตุนิยมวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเคยตั้งข้อสงสัยในทฤษฎี Butterfly Effect ว่า เป็นไปได้ไหมว่าพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสอาจก่อตัวมาจากหนึ่ง (ในล้าน) ครั้งที่ผีเสื้อกระพือปีก

เหมือนที่โบราณว่าไว้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อาจมาจากการกระทำที่มองไม่เห็น

กาแฟหนึ่งหยดจากไร่ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อาจกำลังทำสิ่งเดียวกัน

คอกาแฟย่อมทราบดีว่านายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนนี้คือผู้ขับเคลื่อนวงการกาแฟไทยให้พัฒนาไปสู่ทิศทางของ ‘กาแฟพิเศษ’ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจ

แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า จากเมล็ดสู่ปลายลิ้นนั้น กาแฟต้องผ่านการเดินทางมาอย่างไร

ทำไมหนึ่งหยดจากต้นจึงสะเทือนถึงคนปลายน้ำ ที่แม้จะไม่ใช่คนดื่มกาแฟ ก็ยังได้รับผลกระทบจากมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชายคนนี้จะขอเล่าให้คุณฟัง ผ่านน้ำเสียงฉ่ำกาเฟอีนที่เข้มข้นถึงใจ ชวนให้ตื่นจากหลับใหลตั้งแต่ตอนที่จิบแรกยังไม่ทันจะไหลลงคอ

บทสนทนาเจือกาเฟอีนกับ วัลลภ ปัสนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ว่าด้วยการเดินทางของกาแฟจากต้นและผลกระทบต่อชีวิตที่คนปลายน้ำอาจคาดไม่ถึง

ก่อนหยดแรก จะหยดลง

ในวันที่แดดร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ วัลลภ ปัสนานนท์ กลับนั่งจิบกาแฟดำร้อน (ที่คนเสิร์ฟบอกว่า “กาแฟจากไร่ของอาวัลฯ เองครับ”) อย่างสบายอารมณ์

ผมสีหมอกของเขาเส้นหนามีน้ำหนัก ตัดกับผิวคล้ำกรำแดด หนุ่มใหญ่วัย 60 ปีผู้คร่ำหวอดกับวงการกาแฟไทยมากว่าค่อนชีวิตคนนี้ยังเดินเหินได้อย่างมั่นคงกว่าบุรุษที่อ่อนกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เขามาพร้อม ‘เครื่องแบบลุยสวน’ อันประกอบไปด้วยเสื้อขาวเนื้อบางคอปีน โดยมีแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าทับไว้ ดูละม้ายคล้ายแจ็กเก็ตที่ทหารในสมัยสงครามเวียดนามใส่ลงพื้นที่ แจ็กเก็ตตัวนี้เนื้อไม่หนา ทอมาจากผ้า fatigue ที่เหมาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคที่อากาศร้อนชื้นในตอนกลางวัน และหนาวเย็นอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน บ่งบอกให้รู้ว่าถิ่นที่เขาจากมานั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร

“บนดอยหนาวมาก ตอนนี้ก็ยังหนาวอยู่” วัลลภกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสไม่หาวนอน ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งบินตรงมาจากเชียงใหม่เมื่อเช้านี้เอง

ดอยที่เขาว่าคือดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นที่ตั้งของ Nine One Farm (นายวัลฯ ฟาร์ม) ที่ผลิต ‘กาแฟพิเศษ’ คุณภาพคับถ้วย หากคุณคือบุคคลที่นับว่าวันใหม่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อได้จิบกาแฟแก้วแรกของวัน ย่อมเคยได้ยินชื่อ ‘ซิงเกิลพลัสโฟร์’, ‘ฟรุตตี้ฟลอร่า’, ‘ลานนาพาราไดซ์’ ไปจนถึง ‘ป่าเมี่ยงโอเปีย’ ผ่านหูมาบ้าง

แต่ถ้าไม่คุ้นหูเลยสักนิด ชีวิตของสุภาพบุรุษที่มีกาแฟเป็นพาหนะคนนี้จะทำให้คุณได้รู้ว่า กว่ากาแฟ 1 ถ้วยจะมาถึงมือคนดื่ม (และจิบจนหมดในไม่กี่นาที) นั้นต้องผ่านการเดินทางแรมปีที่หลายคนคาดไม่ถึง

“ผมเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหันหลังให้ชีวิตในป่าคอนกรีตไปสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้วัลลภต่างจากคนปลูกกาแฟทั่วไปคือ เขาเริ่มปลูกกาแฟเพราะความรักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในกาแฟตั้งแต่ต้น

“ยุคนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่นิยม คนรู้จักแต่กาแฟตามตลาด โอเลี้ยง โอยัวะ หรือไม่ก็กาแฟสำเร็จรูปเลย” วัลลภกล่าวด้วยรอยยิ้มเจือความหลังในยุคที่กาแฟสดแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยังไม่เข้ามาเขย่าให้เกิดวัฒนธรรมคาเฟ่และการดื่มกาแฟสด เขาเล่าต่อว่า หลังจากที่เขาซื้อที่ดินบริเวณ อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งชาวบ้านเจ้าถิ่นได้ปลูก ‘ต้นเมี่ยง’ ไว้เยอะมากจนเป็นป่า เขาจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ‘อาชีพอะไรที่พอจะทำได้ในพื้นที่นี้ โดยไม่ไปรบกวนต้นไม้ที่มีอยู่เดิม’

แน่นอนว่า คำตอบคือกาแฟ

“ถ้าเราจะปลูกข้าว มันก็ต้องการพื้นที่โล่ง ซึ่งนั่นอาจนำมาสู่การถางป่า หรือถ้าจะปลูกผลไม้เมืองหนาวก็ต้องถางพื้นที่และทำเป็นสวนเปิด มันไม่สามารถปลูกอยู่ในร่มเงาของพืชอื่นได้ แต่กาแฟอยู่ร่วมกับต้นไม้ต้นอื่นได้ และกาแฟน่าจะเป็นพืชชนิดเดียวที่ต้องการแสงแดดในการดำรงชีวิตแค่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น มันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชชนิดอื่นได้ โดยที่เราไม่ต้องไปตัด หรือไปถางต้นไม้ที่มีอยู่เดิมออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึง” วัลลภย้อนอธิบายเหตุผล

แม้ชายคนนี้จะเริ่มปลูกกาแฟจาก ‘ความจำเป็น’ ที่ต้องประกอบอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเดิมไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่วัลลภกลับมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาไปไกลกว่าคนที่ทำหน้าที่แค่ ‘ปลูกกาแฟ’ นั่นคือการวิเคราะห์ความเป็นไปของตลาดได้ตรงตามความเป็นจริง

“เราทำไปเรื่อยๆ แล้วถึงรู้ว่าอาชีพเกษตรกรในเมืองไทยนั้นอยู่ยาก” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับกาแฟ “เพราะไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่ ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาตลาดคนกลาง ซึ่งเกษตรกรไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจและควบคุมไม่ได้ เรารู้สึกเลยว่าถ้าเราแค่ขายเมล็ดกาแฟดิบอย่างเดียว มันอยู่ยาก เพราะสุดท้ายก็เข้าตลาดคนกลางซึ่งอยู่ในธุรกิจสายอุตสาหกรรม ถ้าปีนั้นราคาดีก็พออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาไม่ดี เราก็ต้องแบกภาระความเสี่ยงนั้นไป เลยคิดว่าถ้าเราแปรรูปเอง ขายเอง ทำร้านค้าเอง ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงจุดที่เราสามารถสื่อสารกับลูกค่าได้โดยตรง เราจะได้ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าและสังคมต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับกาแฟของเราได้มากขึ้น”

ในเมื่อเอาชนะกลไกราคาไม่ได้ ก็สร้างระบบขึ้นมาเองเสียเลย

คอนเซปต์ จากต้นจนจิบ หรือ seed to cup จึงเกิดขึ้นจากตรงนั้นนั่นเอง

นอกจากเป็นเจ้าของ Nine One Coffee แล้ว วัลลภยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย มีหน้าที่สนับสนุนให้ชาวสวนกาแฟหันมาปลูกกาแฟอย่างประณีต เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กาแฟไทยให้ทัดเทียมโลก และสอดคล้องกับวิวัฒนาการของกาแฟที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจนั่นคือ ‘กาแฟพิเศษ’

“สิ่งที่สมาคมทำคือผลักดัน คัดเลือก ให้คะแนนกาแฟแต่ละตัวเพื่อเฟ้นหากาแฟพิเศษของไทย ทำให้เกิดภาวะตื่นตัวและการแข่งขันในหมู่คนรักกาแฟ นำไปสู่การพัฒนากาแฟไทยให้ไปอยู่ในจุดที่คอกาแฟระดับโลกยอมรับ” ว่าจบวัลลภพักจิบกาแฟดำอึกใหญ่

แม้จะสวมหมวกหลายใบ และทำงานหนักเกินวัยของคนอายุ 60 ปี แต่ชายตรงหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส ลมหายใจเจือกลิ่นกาแฟของเขากำลังบอกอย่างชัดเจนว่า การที่คนเรียกเขาว่าเจ้าของไร่กาแฟ หรือนายกสมาคมนั้น ช่างฟังดูมีอำนวจใหญ่โตเสียจนเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเขินๆ ให้กับตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพอใจจะให้คนเรียกนั้นฟังดูเรียบง่ายกว่า 2 คำนั้นตั้งเยอะ

“ก็ชาวสวนครับ ผมเป็นชาวสวน” วัลลภตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

อาจฟังดูเรียบง่ายเกินไป แต่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นเหลือเกิน

วัลลภ ปัสนานนท์
วัลลภ ปัสนานนท์

ซิงเกิลพลัสโฟร์ ฟรุตตี้ฟลอร่า ป่าเมี่ยงโอเปีย กับการเพิ่มมูลค่ากาแฟพื้นบ้านสู่ระดับสากล

แน่นอนว่ากาแฟไทยนั้นมักถูกมองว่าเป็น ‘มวยรอง’ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่ไม่ทันได้ออกหมัดก็รู้รสชาติและได้กลิ่นทันทีเมื่อได้ยินชื่ออย่างกาแฟเอธิโอเปีย

วัลลภรู้ดีว่าการจะทำให้กาแฟไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การลงเมล็ด เพาะต้นกล้า และดูแลต้นกาแฟอย่างพิถีพิถัน นั่นคือต้องรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นและต้องเรียนรู้การทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเชื่อว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือการทำคุณภาพสินค้าให้ดี” น้ำเสียงหนักแน่นของเขานั้นบ่งบอกเต็มหัวใจว่าของดียังไงก็ขายได้ “ถ้ายิ่งของดี แล้วสื่อสารออกไปดีๆ ก็ยิ่งเติบโตเร็ว แต่ถ้าของไม่ดี ต่อให้สื่อสารออกไปเร็วแค่ไหน ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะฉะนั้น ในมุมผมนอกจากความชัดเจนในคุณภาพของสินค้าแล้ว เราต้องสร้างเอกลักษณ์ สร้างชื่อ สร้างแบรนด์ขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีชื่อ มันก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้”

จึงไม่น่าแปลกใจที่กาแฟหลายๆ ตัวของ 91 Coffee นั้น นอกจากจะลื่นคอแล้ว ยังมีชื่อลื่นหู จำง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของกาแฟตัวนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน อย่างซิงเกิลพลัสโฟร์หมายความว่า เป็นกาแฟซิงเกิลออริจินที่บวกเพิ่มอีก 4 เงื่อนไข คือหนึ่ง กาแฟต้องอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไป สอง เป็นกาแฟออร์แกนิก สาม เป็นกาแฟที่อยู่ใต้ร่มเงา ไม่ใช่กาแฟที่ปลูกในไร่เปิดโล่ง และสี่ เป็นกาแฟที่ใช้พลังงานธรรมชาติหรือพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต อีกตัวที่หอมหวนชวนทานและติดหูไม่แพ้กันคือลานนาพาราไดซ์ ซึ่งวัลลภตั้งใจจะบอกที่มาว่านี่คือกาแฟพันธ์ดีที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนี่เอง แต่รสชาตินั้นไปไกลเหมือนขึ้นสวรรค์ นั่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้าง ‘กาแฟพิเศษ’ ของเขาได้เป็นอย่างดี อีกตัวหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักจิบกาแฟนั่นคือป่าเมี่ยงโอเปีย ซึ่งล้อชื่อกาแฟเอธิโอเปียที่เขาโปรดปราน โดยวัลลภคัดแยกกาแฟสายพันธ์ุดีอย่างพันธ์ุทริปปิก้ามาพัฒนาต่อจนกลายเป็นป่าเมี่ยงโอเปียที่ให้กลิ่นหอมเบอร์รี่ขึ้นจมูก และฝากรสสัมผัสของผลไม้รสเปรี้ยวแฝงความสดชื่นให้คนจิบรู้ว่ากาแฟไทยไม่ใช่มวยรองอีกต่อไปในเวทีโลก

“เพราะถ้าไม่มีชื่อ ก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้” ท่ามกลางความเงียบ (ที่มีเสียงจิบกาแฟขั้นเป็นระยะ) ประโยคนี้ของวัลลภลอยมาอีกครั้ง

มันชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นนั้นช่างเรียบง่าย และดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่หลายคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทำ

การตั้งชื่อที่วัลลภทำจึงเป็นมากกว่าการตั้งชื่อให้ฟังดูเก๋ไก๋ แต่มันคือการทำความฝันให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ คือการสร้างตัวตนที่สัมผัสได้ มีบอดี้อ่อนหนา มีรสหนักเบา มีลูกล่อลูกชนพลิ้วไหว ก่อนจะฝากอาฟเตอร์เทสต์เอาไว้ไม่ใช่แค่บนปลายลิ้น

แต่ฝากไว้ที่ใจ ซึ่งต่อให้กินน้ำเปล่าล้างปากสักเท่าไร ก็ไม่มีวันลืม

วัลลภ ปัสนานนท์

ต้นน้ำยั่งยืน ปลายน้ำยืนยง

จากคนปลูกกาแฟที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในป่าเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กว่า 20 ปีที่ฝากชีวิตไว้กับกาแฟ สู่การเป็นเจ้าของไร่และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขานั้นไม่ใช่แค่การทำกาแฟให้มีคุณภาพดีเท่านั้น เพราะโจทย์ต่อไปที่ท้าทายให้เขาหาคำตอบอยู่นั้นคือ ทำอย่างไรวงการกาแฟไทยจึงจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

“การที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือ ต้องทำให้กาแฟไทยไปอยู่ในกระแสความสนใจของคนดื่มกาแฟ และต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของสังคมกาแฟโลก” วัลลภเล่าอย่างออกรส ก่อนจะแถลงไขว่าวงการนี้กว้างใหญ่แค่ไหน ไม่น่าแปลกใจเลยที่กาแฟจะเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลกเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน

“ภาพของธุรกิจกาแฟมีอยู่ 2 ส่วน ถ้าจะเปรียบเทียบธุรกิจกาแฟเหมือนบ้าน กาแฟสายอุตสาหกรรมก็เหมือนเสาหลักที่ค้ำยันบ้านหลังนี้ แต่ตอนนี้มีเสาอีกต้นนึงซึ่งเล็กกว่าละกลุ่มผู้บริโภคยังน้อยอยู่ นั่นคือกาแฟพิเศษ ซึ่งเป็นเสาต้นเล็กๆ ที่มาช่วยค้ำยันบ้านเช่นกัน ผมคิดว่ากาแฟไทยคงต้องอยู่ใน 2 กระแสนี้ กาแฟในสายอุตสาหกรรมก็ยังทิ้งไม่ได้ ใครที่มีพื้นที่หรือมีกำลังผลิตได้เยอะก็จะทำเชิงอุตสาหกรรม เราก็ไม่ควรจะละเลยทิศทางของกาแฟพิเศษซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ เพราะฉะนั้น เรื่องกาแฟพิเศษที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยกำลังผลักดันจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้กาแฟไทยยั่งยืน เพราะมันสอดคล้องกับกระแสสังคมกาแฟโลกที่เปลี่ยนไป อีกปัจจัยที่ทำให้สิ่งนี้ยั่งยืนคือเรื่องออร์แกนิก เพราะมันไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพของคนท้องถิ่นที่ทำงานในไร่ด้วย เพราะคนที่ทำงานอยู่ในสวนกาแฟที่ไม่ใช้เคมี กับคนที่อยู่ในสวนผลไม้ที่ใช้เคมีเยอะๆ ก็ย่อมได้รับผลกระทบต่อสุขภาพที่ต่างกัน”

วัลลภพักดื่มน้ำเปล่า ก่อนละเล่าต่อทันทีว่าตอนนี้สังคมกาแฟโลกก็ไม่ได้สนใจแค่เรื่องกาแฟอย่างเดียว แต่ให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคในยุคนี้จะสนใจถึงที่มาของทุกผลิตภัณฑ์ ดังนั้น แค่พัฒนากาแฟให้มีคุณภาพระดับสากลนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเขามีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำด้วยการปลูกกาแฟ

“เพราะกาแฟทางภาคเหนือส่วนใหญ่ปลูกบนดอย ปลูกที่แหล่งต้นน้ำ” วัลลภเล่าอย่างออกรส “ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่แปดเปื้อนก็จะทำให้คนที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ที่ปลายน้ำได้รับผลกระทบน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่สะอาด คนที่อยู่บนพื้นราบก็จะได้รับผลกระทบตอนน้ำจากต้นน้ำไหลลงไป และพาสิ่งแปดเปื้อนจากบนดอยลงมา เพราะมันไหลตามลำห้วย ลำธาร ตามลำคลอง ลงเจ้าพระยา ซึ่งมันก็มากระทบถึงคนในเมือง คนที่ไม่ได้กินกาแฟก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โดนนะครับ ลองคิดดูว่าคนปลูกข้าวแถวอยุธยา นครสวรรค์ นั้นใช้น้ำจากไหน ส่วนนึงก็ใช้น้ำฝน ส่วนนึงก็ใช้น้ำจากเจ้าพระยา และน้ำเจ้าพระยามาจากไหน ก็มาจากบนดอย ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาสารเคมีอะไรลงมาบ้าง ดังนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟก็ต้องได้รับผลกระทบจากคนทำกาแฟเช่นกัน มันเป็นมุมที่กว้างมากๆ และกระทบไปทั่วเลย”

สิ่งที่วัลลภเล่ากลับชวนให้เราคิดว่า กาแฟหนึ่งหยดจากต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอาจจะเทือนถึงคนปลายน้ำ ไม่ต่างจากที่คนโบราณกล่าวไว้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ตาจะมองเห็น

วัลลภ ปัสนานนท์

“จุดนี้เองที่กาแฟกลายเป็นพระเอกได้” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจกว่าทุกครั้ง “เพราะอย่างที่บอกไป มันอยู่ร่วมกับต้นไม้อื่นได้ กาแฟเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ไช่พืชล้มลุก ต่อให้มีต้นไม้ที่ใหญ่กว่า กาแฟก็เติบโตใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ และต้นไม้ขนาดเล็กอย่างพวกวัชพืชที่อยู่คลุมดิน มันก็อยู่ใต้ต้นกาแฟได้ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น กาแฟจึงเป็นเหมือนพระเอกที่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปได้ในตัว”

นอกจากนี้ วัลลภยังยกกรณีศึกษาที่กาแฟได้เข้าไปฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นั่นคือบริเวณดอยช้างที่เคยเสื่อมโทรมเพราะการปลูกข้าวโพด ปลูกฝิ่น ตอนหลังชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟจนประสบความสำเร็จในระดับโลก และนำไปสู่การหยุดทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้ทั้งชุมชนและธรรมชาติตรงนั้นยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

“ป่าเมี่ยง ถ้าไม่มีกาแฟ ป่านนี้สภาพป่าอาจหายไปแล้วก็ได้” เขาถอนใจเบา แต่เป็นเสียงถอนใจของความโล่งอก “เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านอาศัยรายได้จากการปลูกเมี่ยง ซึ่งเป็นชากินใบ มีต้นใหญ่เหมือนต้นไม้ ปลูกกันเหมือนเป็นป่าเลย

แต่ตอนนี้ คนกินใบเมี่ยงมีน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนคนกินหมากที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ดังนั้น เมี่ยงก็มีโอกาสที่จะต้องถูกตัดออกหรือเลิกปลูกไปเลย ถ้าเขาปลูกอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้องก็อาจจะต้องตัดต้นไม้เดิมออกเพื่อทำสวน แต่โชคดีที่เมี่ยงกับกาแฟเป็นพืชที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ เพราะฉะนั้น อาณาเขตป่าเมี่ยงจึงยังเขียวอยู่ ยังอุดมสมบูรณ์เหมือนป่าสงวน ป่าอุทยาน เลยด้วยซ้ำ”

การสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พอดีกับที่กาแฟใกล้หมด

เขาค่อยๆ ละเลียดมัน กลืนช้าๆ เหมือนกำลังบอกเราว่า ถึงแม้ในถ้วยจะเหลือแค่หนึ่งคำสุดท้ายให้ได้จิบเพื่อจบบทสนทนา แต่นั่นยังไม่ใช่จุดท้ายสุดของการเดินทางของเขา

“เพราะสุดท้าย รสชาติต้องมาควบคู่กับสิ่งแวดล้อม” นั่นคือเป้าหมายใหม่ที่ชายวัย 60 ปีเพิ่งกล่าวไปด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหลงใหลในสิ่งที่ทำ “ทำยังไงจึงจะพัฒนารสชาติและต้องปกป้องสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะดูแลมันได้ นอกจากนี้ เราพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติ คนทำงาน และคนดื่ม เพราะเราถือว่าผู้บริโภคเป็นคนที่จะค้ำจุนธุรกิจ ทำยังไงก็ได้ให้ผู้บริโภคและธรรมชาติอยู่กับเรานานๆ นั่นแหละคือความยั่งยืนของกาแฟ”

วัลลภจิบกาแฟจนหมดถ้วย ก่อนจะยิ้มเหมือนบอกเป็นนัยว่าการเดินทางสายกาแฟของเขานั้นยังไม่จบ

และจะไม่มีวันจบ

เพราะเขารู้ดีว่ากาเฟอีนในหนึ่งถ้วยกาแฟใบนี้ (หรือใบไหน)

ไม่เพียงทำให้หนึ่งชีวิตตื่นจากหลับใหล

แต่ยังทำให้หลายชีวิตตื่นรู้และมีแรงต่อสู้เพื่อวันใหม่… ไปด้วยกัน

วัลลภ ปัสนานนท์

เรายังมีเรื่องของกาแฟอีกหลายแง่มุมที่อยากเล่า แต่คงเล่าได้ไม่หมดในพื้นที่อันจำกัด จึงอยากชวนผู้อ่านไปสัมผัสและทำความรู้จักกับกาแฟที่งาน Thailand Coffee Fest 2018 เทศกาลขนาดใหญ่งานแรกของ The Cloud ที่รวมเรื่องราวของกาแฟไว้ตั้งแต่ต้นจนจิบ ในวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่นี่ (งานนี้ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะ) #SCATH #TheCloud #ThailandCoffeeFest #ThailandCoffeeFest2018

Writer

Avatar

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

สถานีปลายทางของกาแฟ สำหรับหลายคนอาจอยู่ที่การชงใส่แก้วแล้วจิบ แต่เมื่อสังเกตว่าหลังจากเราเติมพลังคาเฟอีนใส่ตัวแล้ว มีขยะจำนวนมากแค่ไหนเกิดขึ้น ก็คงสัมผัสได้ว่านี่ไม่ควรจะเป็นจุดจบที่แท้จริง

สำหรับนักเวทย์ผู้เปลี่ยนเศษขยะให้เป็นทองอย่าง อ.สิงห์ อินทรชูโต การดื่มกาแฟเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการต่อยอดสร้างสรรค์อีกมากมาย อ.สิงห์อยู่ในวงการสร้างผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุมายาวนานถึงสิบกว่าปีแล้ว เขาเคยทดลองเสกสรรวัสดุใหม่จากของเหลือมากมาย ตั้งแต่หลอด พลาสติก ไม้ และกาแฟก็เป็นหนึ่งในนั้น

สาเหตุนี้เองจึงทำให้เราเลือกมาพูดคุยกับเขา เพื่อถามถึงวิธีการใช้กาแฟให้คุ้มหมดจนหยดสุดท้าย ในแบบที่คุณอาจนึกไม่ถึงมาก่อนเลยก็เป็นได้

สิงห์ อินทรชูโต

จากฉากสุดท้ายสู่ฉากใหม่

“มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนโบราณชอบเก็บของมาใช้ใหม่ ผมคิดว่าผมทำตามคนโบราณเลย” นี่คือความคิดเริ่มต้นของ อ.สิงห์

ในวันที่สร้างบ้านของตัวเองแล้วพบว่ามีเศษวัสดุเหลือมากมาย ขนาดที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน รวมถึงเมื่อไปออกแบบอาคารให้ลูกค้า ก็นำวัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้างมาแปลงเป็นของแถมมากมายไว้ใช้ประกอบในอาคาร “พอโรงงานที่ขายวัสดุก่อสร้างมาเห็น เขาก็อยากให้เราเข้าไปดูโรงงานเพื่อช่วยลดเศษวัสดุของเขา ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น แล้วก็ลามไปเรื่อยๆ แล้วทีนี้”

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน อ.สิงห์กลายเป็นผู้เล่นสำคัญคนหนึ่งในวงการอัพไซเคิลวัสดุเหลือใช้ เขามีทั้ง Osisu บริษัทออกแบบเฟอร์นิเจอร์ส่วนตัว Research & Innovation for Sustainability Center (RISC) ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุแห่งใหม่ของไทยบนถนนราชดำริ รวมถึง Scrap Lab ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้

ด้วยความที่งานเยอะจนถามไม่หวาดไม่ไหวขนาดนี้ เราจึงขอโฟกัสถามไปที่จุดเดียว คือสถานที่ให้กำเนิดวัสดุจากกากกาแฟ นั่นคือ Scrap Lab

Scrap Lab

จากขยะเก่าสู่โจทย์ใหม่

ที่มุมลึกสุดของตึกคณะสถาปัตยกรรม มีห้องขนาดไม่ใหญ่นักห้องหนึ่ง ภายในจุเอาความคิดแหวกแนวจำนวนมากไว้ในรูปแบบของชิ้นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสำเร็จแล้ว วางกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นและบนชั้นวาง

“ในฐานะของเราซึ่งเป็นนักวิจัย ก็ต้องหาวิธีการสอนเด็กให้คิดนอกกรอบเป็น หาโจทย์ที่ยังไม่ถูกแก้ ถ้าถูกแก้แล้ว เด็กไปหาคำตอบเอาตามกูเกิล ตามห้องสมุด ก็จะเจอ” ในความเห็นของ อ.สิงห์ Scrap Lab มีจุดมุ่งหมายหลักในการเป็นสถานที่สำหรับให้ลองคิดลองทำ เปลี่ยนเศษวัสดุที่อาจดูไร้ค่าเป็นสินค้าหน้าตาน่าซื้อใช้ หากยังไม่เวิร์กก็คิดใหม่ หากดีแล้วก็นำไปใช้ต่อ

เมื่อถามว่าโจทย์ที่ยังไม่ถูกแก้ จะเลือกอย่างไร อาจารย์ตอบว่า “เราไม่ได้เข้าไปดูในโรงงาน ยังไงก็ไม่มีทางรู้หรอกว่ามีเศษอะไรเยอะน้อยบ้าง แต่ก็สังเกตได้ง่ายๆ ว่าถ้ามันยังมีวัสดุมาให้เราทำตลอดเวลา ต่อให้ไม่ต้องไปนั่งนับก็จะรู้ว่ามันไม่หมด อย่างที่เยอะที่สุดคือพลาสติกอยู่แล้ว เช่น เศษกระดุม หลอด อย่างนี้มีมาเรื่อยๆ”

เนื่องจากคนนอกอย่างเราไม่มีทางรู้ว่ามีเศษอะไรเหลือในโรงงานบ้าง Scrap Lab จึงใช้วิธีการให้โรงงานเข้ามาติดต่อเสนอเศษเอง โดยจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกเทอม ทำให้มีโจทย์แปลกใหม่โผล่มาให้ตื่นเต้นเสมอ เช่นถ้าเป็นโรงพยาบาลก็จะมีถุงน้ำยาล้างไต ผ้าห่อเครื่องมือผ่าตัด หรือถ้าเป็นโรงงานเนื้อสัตว์ก็จะมีเล็บหมู กระดูกไก่ ขนวัว เหล่านี้เป็นต้น

กาแฟก็เป็นหนึ่งในโจทย์ดังกล่าว ธุรกิจที่มาขอความช่วยเหลือเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสตาร์บัคส์ ร้านกาแฟใหญ่ยักษ์ระดับโลก “เมื่อหลายปีมาแล้ว สตาร์บัคส์มาบอกว่าเห็นผมทำเรื่องขยะมาเยอะ อยากให้ช่วยเอาเศษวัสดุของเขาไปจัดการหน่อย ผมจบจากซีแอตเทิล กินกาแฟสตาร์บัคส์มานาน ก็เหมือนเห็นบริษัทของบ้านเรามาหาเรา”

จากตรงนี้เอง ที่นำไปสู่การสร้างสรรค์วัสดุสุดสวยจากกากกาแฟใช้แล้ว

กระเบื้องกากกาแฟ

จากกากกาแฟสู่โต๊ะเก้าอี้

“เศษที่ได้รับมามีหลายอย่าง ทั้งซองฟอยล์ มีกล่องนม หลอด แก้วกาแฟ ไม้คน แล้วก็กากกาแฟ” ทางทีม Scrap Lab เริ่มต้นจากโจทย์หน้าตาคุ้นเคยก่อน เช่น กล่องนมและหลอด ใช้เวลาไม่นาน เศษเหล่านี้ก็กลายเป็นสินค้ามากมาย หลังจากนั้น จึงหันมาให้ความสนใจกับหัวใจของร้านกาแฟ และขยะที่มีปริมาณเยอะที่สุดจากร้าน นั่นก็คือกากกาแฟ

“เขาเสิร์ฟกาแฟวันนึงเป็นร้อยๆ แก้ว มีกากกาแฟเหลือเป็นกระสอบๆ ก็ยกมาไว้หน้าคณะพร้อมเขียนชื่อติดไว้ พอเราไปดู ราขึ้นเพียบจนเป็นสีเขียวอื๋อ ต้องทิ้งทั้งถุง เราเลยต้องบอกให้เขาเอาไปตากแดดมาก่อน เขาเลยขนมาอีกถุงนึง แล้วก็ให้เด็กๆ มาช่วยกันกางตากข้างหน้าคณะจนแห้ง พอแห้งแล้วก็เริ่มมาคิดว่าจะทำอะไรดี”

ประจวบเหมาะพอดีกับที่เพิ่งทำหินเทียมจากเศษกระดุมได้สำเร็จ เขาจึงคิดว่าน่าจะทำเช่นเดียวกันกับกากกาแฟได้ แม้ในตอนที่นำไปทดลองจะถูกแย้งว่าหินเทียมเป็นสารเคมีที่ไม่ย่อยสลาย แต่กากกาแฟเป็นอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายได้ ไม่ควรนำมาผสมกัน อาจารย์ก็ยังคงยืนยันทดลอง จนในที่สุดกากกาแฟก็รวมร่างกับส่วนผสมอื่นออกมาเป็นโมเสก กระเบื้อง และหินเทียม ทำให้ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขามีกากกาแฟซ่อนอยู่ทั่วร้าน ไม่ใช่แค่ในแก้วกาแฟเท่านั้น

หากเล่าแค่นี้ก็อาจฟังดูเหมือนทำง่ายคิดไวแล้วก็จบ แต่ในความเป็นจริงแล้วซับซ้อนยาวนานกว่านั้นนัก “พอลองผสมแล้วก็ต้องค่อยๆ กวน กี่รอบต่อนาที ความหนาแน่นเท่าไร อย่างอันนี้กว่าจะออกมาได้ก็ 6 – 7 เดือน ถ้าแบบที่ยังเห็นเค้าเดิมอยู่เยอะก็จะไม่นาน เพราะทำได้เลย แต่ถ้าให้เค้าเดิมไม่อยู่แล้ว ก็ต้องคิดนานทำนาน”

การแปรรูปจนแทบดูไม่ออกว่าทำจากกากกาแฟ ชวนให้คนทั่วไปอย่างเราๆ รู้สึกว่านี่เป็นวิธีช่วยโลกที่ไกลเกินเอื้อม แต่อาจารย์กลับบอกว่า “คนทั่วไปก็ทำได้ ผมก็คนทั่วไปนะ เครื่องมือมันมีอยู่แล้ว เราแค่ต้องคิดว่าจะใช้กระบวนการไหนกับอะไร ส่วนเวลาจะใช้เครื่องมือ ผมก็ต้องวิ่งไปหาตามที่ต่างๆ เหมือนกัน เศษกระจกก็ต้องไปตามโรงงานกระจก เศษไม้ก็ไปกรมป่าไม้ คนเราซื้อเครื่องมือไม่ได้ทุกอันหรอก”

แต่ถ้าไม่มีพลังหรือวัสดุปริมาณมากพอจะลงทุนทำตามอย่างอ.สิงห์ ก็ใช่ว่าจะทำอะไรกับกากกาแฟไม่ได้เลยนะ เพราะอาจารย์เองก็มีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ Temple House ที่ข้างพระธาตุหริภุญชัยในลำพูน เมื่อมีกากกาแฟเหลือ พนักงานในร้านก็จะเอาไปโรยในสวน เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ “แต่ถ้าขายได้เยอะก็ไม่ค่อยดี เพราะกากกาแฟเป็นไนเตรท โรยไปมากๆ ต้นไม้จะเขียวอย่างเดียว ไม่มีใบ” อาจารย์พูดติดตลก

เก้าอี้

จากอดีตสู่อนาคต

“การทำสินค้าจากเศษวัสดุเดี๋ยวนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว” อ.สิงห์เล่าความเปลี่ยนแปลงตลอดสิบกว่าปีในวงการให้เราฟัง “แต่ก่อนเป็นเรื่องผิดปกติอย่างแรง คนคิดว่ามาทำอะไรเล่นๆ เอาเงินมาเผาเล่น จะมีคำถามแปลกๆ เช่น มีนางพรายสิงอยู่มั้ย มันจะทนแค่ไหน เป็นคำถามที่คนเดี๋ยวนี้ไม่ถามแล้ว”

“ผมว่าเทรนด์มันมาแล้วนะ ภาพรวมคือมีคนทำเยอะขึ้นจริงๆ บทความเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เยอะกว่าแต่ก่อนจริงๆ พวกบริษัทก็เริ่มมีนโยบายสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่แต่ก่อนไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ และคนต้องการสินค้ารักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แสดงว่าจริงๆ ทิศทางมันดีขึ้น”

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อถามว่าแล้วเราจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ อาจารย์กลับตอบทันทีว่า “ไม่ได้เลย เพราะเราผลิตเศษเป็นสิบๆ เท่าของเศษที่เราแก้ เราจะแก้ไม่ได้เลย ตราบใดที่ผู้บริโภคยังใช้ครั้งเดียวทิ้งแบบนี้ ถ้าครึ่งหนึ่งของคนไทยทำอย่างผมตอนนี้ มันจะแก้ได้ ตอนนี้มันมีแค่หลักร้อย มันไม่ทันหรอก”

แล้วถ้าอย่างนั้น จะยังทำไปทำไมล่ะ? “เพราะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” อาจารย์ตอบ “เราเกิดมาทำลายโลกอยู่แล้ว พื้นฐานเรามาจากความหายนะอยู่แล้ว เราไม่ควรทำอะไรที่เลวร้ายอีก ดังนั้น ต่อให้มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ก็จะทำ”

“อีกอย่างคือ เรารู้ว่าสักวันนึงจะไม่มีวัสดุเหลือให้เราขุดมาใช้ ถึงวันนั้น ทุกคนก็ต้องเอาของรอบๆ ตัวที่มันเป็นขยะอยู่แล้วมาใช้ ถ้าตอนนั้นค่อยมาเริ่มหาองค์ความรู้ มันไม่ทันแล้ว เลยต้องมีคนที่สร้างองค์ความรู้พื้นฐาน และกระบวนการชัดเจนไว้ให้ก่อน ถ้าเมื่อไรจิตใจพร้อมทำ ก็จะเริ่มได้เลย”

แม้ใครจะมองว่าการนำเศษขยะมาอัพไซเคิล จะเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ แต่อาจารย์ก็ยังยืนยันอยู่เช่นเดิมว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย “โรงงานทุกโรงงานไม่อยากทิ้งเศษอยู่แล้ว เขาก็แก้ให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ก็ยังเหลือเศษอยู่ดี เลยต้องมีคนมาแก้ปลายเหตุให้เขา มันมีหลายรูให้แก้เยอะไปหมด จะกลางเหตุ ปลายเหตุ ต้นเหตุ ใครแก้ตรงไหนได้ต้องรีบแก้ อุดมันทุกรูนั่นแหละ”

สิงห์ อินทรชูโต

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load