12 Jun 2017
4 PAGES
4 K

วันนี้เป็นวันเปิดตัว LIFEiS บริษัทใหม่ของ บอย โกสิยพงษ์

ถือเป็นการก้าวข้ามมาสู่การทำธุรกิจเพื่อสังคมแบบเต็มตัวที่น่าจับตามาก

อันที่จริงบทสัมภาษณ์นี้ควรจะพูดถึงชีวิตของนักแต่งเพลงคนนี้ในหลายมิติ ชวนคุยและชวนคิดเรื่องชีวิตในวัย 50 ปี (เขากำลังจะมีอัลบั้มฉลอง 5 ทศวรรษด้วยการชวนศิลปินต่างชาติมาร้องเพลงของเขาในภาษาของตัวเอง)

เรานัดกันที่บริษัทเลิฟอีสเวลาทุ่มตรง แต่บอยเดินลงมาจากห้องประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ช้ากว่าที่นัดกันราวครึ่งชั่วโมง เขากล่าวคำขอโทษชุดใหญ่ พร้อมกับอธิบายว่าเพิ่งประชุมกับต่างชาติเสร็จ วันนี้เขาประชุมกับคนในหลายมุมโลกตั้งแต่เช้า นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมศิลปินคนนี้ถึงแต่งตัวเป็นทางการ และดูหมดพลังขนาดนี้

เขาบอกว่า หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเขาต้องไปให้สัมภาษณ์รายการวิทยุเรื่องแอพพลิเคชัน Fanster ที่เขาตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อรวมโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกช่องทางของศิลปินไว้ในที่เดียว มันน่าจะเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้ศิลปิน

“จะได้มีเงินไปทำเพลงอย่างที่อยากทำ” เขาว่า

จากนั้นก็ต้องไปจัดรายการ Live ทางเฟซบุ๊ก ร่วมกับ ไลฟ์-วาระ มีชูธน ว่าด้วยเรื่องชีวิตและความรัก

ผมคิดว่าเราน่าจะรบกวนเวลาของเขาแต่พองาม

คุณไปเอาพลังที่ไหนมาทำงานมากมายขนาดนี้

ถึงหมดไง (หัวเราะ) ถ้าครอบครัวผมไม่อยู่ต่างประเทศคงไม่ทำ ตอนนี้ลูกผมไปเรียนเมืองนอก ภรรยาเลยตามไปดูแล คนโตไปเรียนปริญญาตรี คนเล็กต้องเรียนอีกอย่างน้อย 6 ปี ผมเลยมีเวลาทำงานพวกนี้อีกนานเลย ถ้าไม่แย่ซะก่อนนะ (หัวเราะ)

ทำไมคุณถึงเลือกเปิดตัวบริษัทใหม่กับนักลงทุนแทนท่ีจะเป็นนักข่าว

ถ้าผมเริ่มต้นด้วยการพีอาร์ก็เจ๊งตั้งแต่วันแรก ผมต้องทำให้มั่นใจก่อนว่าพวกเราจะทำงานนี้ได้ ต้องหาคนมาสนับสนุนก่อน มันจะผิดมากเลยนะ ถ้าทำแล้วเดือดร้อนครอบครัวผมหรือตัวผมเอง เหมือนผมปลูกมะม่วงเพื่อให้มีมะม่วงกิน แต่ต้องปลูกจนเหนื่อยตาย ผมก็ไม่ปลูก คงไม่มีใครอยากทำอาชีพนี้ คนทำงานเพื่อสังคมต้องมีชีวิตที่ดี ถ้าชีวิตไม่ดี ใครจะอยากทำงานเพื่อสังคม

ผลตอบรับจากการคุยกับนักลงทุนในวันนี้ดีไหม

วันนี้เราก็ได้รับการยืนยันจากประธานองค์กร Inspire Scotland ว่า สิ่งที่เราคิดไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีคนทำสำเร็จแล้วที่สกอตแลนด์

ความรู้สึกในวันนี้ต่างจากเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ตอนเปิดบริษัทเลิฟอีสมากไหม

ต่างเยอะเลยครับ ตอนนั้นเรามองแค่เรื่องทำเพลง เปลี่ยนโลกด้วยเพลงอย่างเดียว ตอนนี้รู้แล้วว่ามีหลายวิธี แล้วทุกคนเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ เราต้องทำตัวให้เล็กแล้วมองคนอื่นก่อน แล้วจะเห็นว่าเราต้องอยู่ยังไง ต้องใช้ชีวิตยังไงถึงจะดี

อะไรทำให้คุณสนใจเรื่องสังคม

มันคงไม่ได้มาจากเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษ แต่น่าจะเป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ ผมพยายามเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนความคิดคนมาหลายปีแล้ว ผมเชื่อว่าเพลง หนัง การ์ตูน เป็นอาหารทางจิตใจ เรารับสิ่งที่ดีเข้าไป ตัวเราก็ดี เราทำเพลงดี คนฟังก็จะมีจิตใจที่ดี เพลงก็ยังเป็นพาหนะพาเราไปรู้จักคนเยอะแยะ แล้วทำไมเราต้องจำกัดตัวเองไว้แค่เพลง เราเอาคอนเนกชันที่มีไปเชื่อมโยงให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นได้

เหมือนที่คุณเคยพยายามทำเรื่องข้าวเมื่อหลายปีก่อน

ตอนนั้นผมคิดว่า ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าทำให้กระดูกสันหลังแข็งแรง ร่างกายก็น่าจะแข็งแรง ตอนนั้นผมไปเรียนรู้เรื่องการทำนา ไปหาวิธีช่วยให้ชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์มีอะไรที่ดีขึ้น แต่ไม่สำเร็จหรอกครับ มันมีหลายเรื่องที่ต้องคำนึงถึง เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ เราเลยเลิกคิดจะแก้ปัญหาที่มาจากอดีต เราอยากเริ่มปลูกอนาคตใหม่ คิดได้แบบนี้ก็ชวนคนโน้นคนนี้มาปลูกอนาคตกันดีกว่า เราจะได้มีประเทศที่มีความหวัง มีอนาคตที่มีความหวัง ก็เลยไปดึงเอาคนเก่งๆ ที่เรารู้จักมามัดรวมกัน แล้วทำงานแบบมืออาชีพให้สังคม ไม่ใช่ลักษณะจิตอาสาหรือมูลนิธิ ผมอยากทำให้เป็นธุรกิจ เพราะถ้าสำเร็จ มันอาจจะทำให้คนอื่นอยากทำแบบเดียวกันบ้าง ก็จะมีคนทำงานเพื่อสังคมเยอะขึ้น

คุณอยากเปลี่ยนอะไร

ผมว่าทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน เดี๋ยวนี้ความเกลียดชังมันเยอะ ความโกรธแค้น ความละโมบ มันรุนแรงจนไม่มีลิมิต ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน พวกเราทุกคนคือผลของอดีต เราไม่แน่ใจว่าความรัก ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ต่อกัน มันถูกปลูกพอหรือเปล่าในอดีต สังคมทุกวันนี้ถึงมีแต่ความเกลียดชังเยอะมาก เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ แล้วเราทำอะไรได้บ้างในวันนี้

ในฐานะเอกชน ถ้าเราร่วมกันปลูกผังเมล็ดอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความหวัง ความฝัน ความรัก ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความไม่เอาเปรียบกัน ถ้าปลูกลงในจิตใจของเด็ก ของคนรุ่นใหม่ ของคนในประเทศ ก็น่าจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวในอนาคต นอกจากงานเพลงเราก็น่าจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วย

สิ่งที่อยากปลูกคือ

มุมมองที่มีต่อทุกอย่าง ตั้งแต่อายุ 0 – 5 ขวบ เรามีกลุ่มของน้องเพลิน ประทุมมาศ และ ดร.ขวัญ หาญทรงกิจพงศ์ ที่ทำ Rainbow Room เขาพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วก็พัฒนาวิธีการเลี้ยงของพ่อแม่ พัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กต่อพ่อแม่ ตรงนั้นถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด น้องเพลินเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับการรับรองจากฝรั่งเศสให้เป็น 1 ใน 18 คนของโลกที่มีความสามารถในการออกแบบการพัฒนาศักยภาพของเด็กด้วยการใช้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างมามีส่วนร่วม เป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก

เด็ก ป.1 – ป.6 เรามีโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร คอยดูแลเรื่องการสร้างสมาธิและต่อยอดความสร้างสรรค์ โดยใช้การเล่นดนตรี โต๋จะเข้าไปพูดคุยตามโรงเรียนกับคุณครูและพ่อแม่ ถึงการเรียนแบบฟองน้ำที่ไม่ต้องท่องจำ

แล้วช่วงมัธยม

ม.ต้น เป็นหน้าท่ีของ ไลฟ์-วาระ มีชูธน ผมกับไลฟ์เป็นจอมโดนไล่ออก เป็นนักเรียนห่วย ผมโดนเชิญออกจากโรงเรียนแล้วไปสอบตกซ้ำแล้วซ้ำอีก จบ ม.3 มาด้วยเกรด 1.04 คุณครูให้ออกเพราะผมไม่มีความสามารถในการเรียน ไลฟ์ก็คล้ายๆ กัน ผมย้ายไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เขาบอกว่าผมมีความรู้แค่ ป.5 แต่เขาสงสารเลยให้ไปอยู่เกรด 7 (ม.1) แล้วก็สอบตกอยู่ 3 ปี ทำให้ผมมั่นใจว่าผมไม่เข้ากับระบบการศึกษา ทำให้เรารู้ว่าถ้ามีแค่สายวิทย์กับศิลป์แล้วเราจะไปยังไงวะ แต่เราชอบเรื่องดนตรี เล่นดนตรีจริงจัง สุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จด้วยดนตรี เลยอยากกลับไปคุยกับพ่อแม่ครูและน้องๆ ว่า ความถนัดไม่ได้มีแค่วิทย์กับศิลป์ เด็กๆ ที่กำลังรู้สึกไม่เข้ากับระบบอยู่อาจจะดีขึ้น

ม.ปลายและอาชีวะ เป็นอุ๋ย บุดดาเบลส (นที เอกวิจิตร์) จะเล่าวิธีแปลความหมายคำพูดของพ่อแม่ที่มีต่อวัยรุ่น และจะพาหมอจิตวิทยาวัยรุ่นและเพศศึกษาไปคุยกับวัยรุ่นที่กำลังวุ่นวายกับการจัดการบังคับฮอร์โมนตัวเอง แล้วก็มีมินิคอนเสิร์ตให้ดู

มหาวิทยาลัยเป็น ฌอน บูรณะหิรัญ จะเข้าไปชวนนักเรียนที่เรียนไม่ตรงสาย ลาออกไปเรียนใหม่ในคณะที่ตรง

ช่วงต่อไป

เป็นเรื่องแต่งงาน ก่อนขับรถก็ต้องเรียนขับรถ แต่ก่อนแต่งงานเราไม่ได้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหลังแต่งงาน เราแต่งงานเลย ถ่ายรูปพรีเวดดิ้งแล้วคิดว่าทุกอย่างต้องเวิร์ก แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น เราต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับตัวเข้าหากัน เรามีคอร์สคู่เกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน ไลฟ์เรียนมาด้านนี้ ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตคู่โดยเฉพาะ ส่วนผมจะพูดถึงประสบการณ์จริง คู่ชีวิตที่แต่งงานไปแล้วอยากปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นก็มาใช้บริการได้

โจอี้ บอย จะมาชวนคนที่มีศักยภาพในการพาประเทศชาติไปในทิศทางใดทางหนึ่ง เหมือนหลักสูตรทั้งหลาย มาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสนุกๆ แบบบุกป่าผ่าดง ปีนเขา สุดท้ายแล้วจะนำมาซึ่งความคิดใหม่ๆ ได้แง่มุมใหม่ในชีวิตมากขึ้น

ช่วงสุดท้าย เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทุกคนอาจจะเหงา เรามีแคมป์สำหรับผู้ใหญ่ มีพี่ต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา เป็นคนทำ สอนเล่นไอแพด สอนเต้นรำ สอนร้องเพลง

เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงใช้ชื่อ LIFEiS

เวลาเขียนต้อง i เป็นตัวเล็กด้วย ไอต้องไม่เป็นจุดศูนย์กลาง ต้องเล็กกว่าทุกคน LOVEiS ด้วย ถ้าจะให้ความรักมีความหมาย ไอต้องตัวเล็ก

รายได้จะมาจากการเก็บเงินคนฟัง

รายได้ของเรามาจากค่าคอร์ส ซึ่งทางโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบ หรือมีสปอนเซอร์ หรือทางรัฐบาลอาจจะมีงบประมาณสนับสนุน ช่วงแรกอาจจะไม่เก็บเงิน ต้องอาศัยสปอนเซอร์มาช่วยสนับสนุน หรือไม่ก็ให้ทางโรงเรียนเป็นคนจ่าย อย่างคอร์สที่ผมทำ ไปถ่ายพรีเวดดิ้งกันเป็นหมื่นๆ แสนๆ ได้ เสียเงินสี่ห้าพันบาทต่อคู่ไม่น่าเป็นอะไรหรอก มันคุ้มกว่านะ อย่างน้อยก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ แล้วจะรับมือยังไง

คุณให้นิยามบริษัทของคุณว่าอะไร

เป็น hub ของคนท่ีอยากทำงานด้านสังคมมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย เราเป็น Social Business ทำธุรกิจ แต่รายได้ของเรามาจากการสนับสนุนให้เกิดเรื่องที่ดีในสังคม ปลูกฝังสิ่งที่ดีต่อสังคม เราต้องการทำให้เป็นตัวอย่างว่า ทำแบบนี้ได้นะ ทำเพื่อสังคมก็มีชีวิตที่ดีได้นะ คนอาจจะอยากมาทำแนวนี้มากขึ้น แล้วอีก 2 ปีเราก็ทำส่วนที่ดูแแลสนับสนุน Social Enterprise ตรงๆ เลย เป็น incubator เป็น Venture Capital

ถ้ามีคนอยากอยู่ในเครือนี้ด้วย

ก็มาคุยกัน การปลูกฝังความคิดไม่ได้มีแค่ชีวิต 8 ช่วง ถ้าเราเปลี่ยนไปมองให้เป็นสามมิติจะเห็นว่าชีวิตยังมีอีกเป็นล้านๆ เรื่องเราเข้าไปทำได้ อย่าห่วงเลยว่าจะไม่มีงานทำ

เห็นว่าประกาศรับสมัครงานไป มีแต่คนสมัครเข้ามาทำเพลง

เขาเข้าใจผิด คิดว่าจะให้มาร้องเพลงให้สังคม แต่ไม่ใช่ เราต้องการคนที่มองเหมือนมาทำงานปกติ แต่ได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับอนาคตของตัวเองและสังคม การบริจาคเป็นเรื่องที่ดี แต่ให้แล้วก็จบ ไม่ยั่งยืน เราอยากทำให้มันไปต่อได้ไกลกว่านั้น เราเลยเอาดนตรีมาใช้ในอีกความหมาย ทุกกิจกรรมมีดนตรีเป็นส่วนประกอบหมดเลยนะ นักร้องที่ไปก็เล่นดนตรีด้วย เอาวงดนตรีของโรงเรียนมาเล่นด้วยกัน ช่วงของฌอนก็มีแสตมป์มาร้องเพลงด้วย

ในแต่ละปีคุณน่าจะหยอดเมล็ดพันธุ์ดีๆ ให้คนได้สักกี่คน

ถ้านับทั้งแปดกิจกรรม น่าจะได้ประมาณ 100,000 – 160,000 คน แต่ละกิจกรรมต้องทำประมาณ 20 ครั้งต่อปี ก็ทำได้นะ ทัวร์คอนเสิร์ตมากกว่านี้อีก แล้วนี่เป็นงานกลางวันด้วย ทาง LIFEiS เป็นคนออกค่าตัวศิลปินให้ ก็เหมือนจ้างไปเล่นคอนเสิร์ต ดีกว่าด้วย แทนที่ต้องไปเล่นในร้านเหล้าก็มาทำอะไรดีๆ แบบนี้แทน

ทำสัก 3 ปี ก็ถึงคนครึ่งล้านเลยนะ

ทำไปเรื่อยๆ ครับ เหมือนปลูกต้นไม้ตอนนี้ อีกสิบปียี่สิบปีก็ออกดอกออกผลไล่กันไป เราไม่ต้องรอใครทำหรอก รัฐบาลท่านก็มีเรื่องที่ต้องทำ ภาคเอกชนก็ต้องช่วยกัน

สิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้คืออะไร

การอธิบายว่า การทำงานธุรกิจเพื่อสังคมแบบมีกำไรไม่ได้น่าเกลียด แล้วก็เป็นเส้นทางดีๆ อีกเส้นที่คุณเลือกได้ เพราะหลายคนมีภาพฝังหัวว่าถ้าเป็นงานช่วยสังคมไม่ควรรับเงิน ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ถามว่าจะให้เขาบอกบริษัทว่ายังไง เราเป็น CSR เป็นการตลาด หรือการลงทุน ผมอยากให้เขามองเป็นการลงทุน แต่จะได้ผลกับสังคม ซึ่งมีตัวเราอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ตอนนี้คำต่อท้ายชื่อของบอย โกสิยพงษ์ คือนักแต่งเพลง อีก 10 ปีมันจะเปลี่ยนไปไหม

ก็นักแต่งเพลงนี่แหละ ผมชอบตำแหน่งนี้ที่สุด ผมมาทำธุรกิจเพื่อสังคมได้ก็เพราะเพลงพามา ผมอยากได้ตำแหน่งนี้ไปเรื่อย

ถ้าคนอยากร่วมงานกับไลฟ์อิสต้องทำยังไง

ติดต่อมาเลย แต่ตอนนี้ยังไม่มีเว็บ เว็บจะเปิดเดือนหน้า เฟซบุ๊กก็ยังไม่มี เดี๋ยวผมแจ้งอีกทีนะ เราเพิ่งเริ่มเปิดตัววันนี้เอง (หัวเราะ)

ภาพ: มณีนุช บุญเรือง

บทสนทนาเรื่องดนตรีในรถตู้ของบอย โกสิยพงษ์ จากบริษัทเลิฟอิสมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฟ้า

• “ผมทำอัลบั้ม Million Ways To Love Part 2 เสร็จนานแล้ว แต่ไม่ได้ออกสักที เพราะยุคนี้ต้องใช้พลังโปรโมตเยอะ ผมไม่มีพลังแล้ว เลยยังไม่ได้ออกสักที อายุเท่านี้แล้ว จะออกเพลงเร็วหรือช้าก็ไม่ได้ทำให้เพลงดีขึ้นหรือเแย่ลงหรอก แต่คิดว่าปีหน้าน่าจะได้เห็นกัน”

• “ศิลปินยุคก่อนกับยุคนี้ต่างกันเยอะ ศิลปินยุคก่อนไม่ได้ใกล้ชิดแฟนคลับเท่ายุคนี้ ศิลปินยุคนี้มีไอเดียต่างๆ มากมายที่จะเข้าใกล้แฟนคลับแล้วเทคแคร์ได้เป็นอย่างดี”

• “ในฐานะคนทำเพลง เราก็ยังอยากทำเพลงของเราต่อไปเรื่อยๆ เรายังเชื่ออยู่ว่า เพลงคืออาหารทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง”

• “ถ้าเราฟังเพลงต่างประเทศ 7 วินาทีแรกมีฮุกแล้ว ทุก 4 บาร์ต้องเปลี่ยน variation ของดนตรี แล้วทุก 4 บาร์ต้องมีฮุกของตัวมันเอง บอกให้เห็นว่าคนมีสมาธิสั้นลงเยอะ ใส่ใจรายละเอียดน้อยลงเยอะ ไม่ผิดนะ โลกก็เป็นอย่างนั้น”

• “เนื้อเพลง Top 40 ของฝรั่งเปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้พูดเรื่องเฉพาะช่วงเวลานั้น ฉันเมาอยู่ ฉันตาพร่ามัว ฉันเห็นเธอ เนื้อหาเล่าว่ามีสถานการณ์อะไร แต่เพลงอื่นๆ ก็ยังเขียนเนื้อแบบที่เราชอบเหมือนเดิม”

• “ผมชอบแต่งเพลงกับน้องๆ รุ่นใหม่ แล้วให้เขาสอนว่า ยังงี้ได้ไหม ผมบอกทุกคนว่าให้แก้งานผมได้ ถ้าทำตามผมก็จะแก่เหมือนผมนะ ผมจะฟังเขาแล้วก็คิดว่าจะแก้ยังไงให้ตัวเรารับได้ด้วย”

CONTRIBUTORS

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า