วันนี้เป็นวันเปิดตัว LIFEiS บริษัทใหม่ของ บอย โกสิยพงษ์

ถือเป็นการก้าวข้ามมาสู่การทำธุรกิจเพื่อสังคมแบบเต็มตัวที่น่าจับตามาก

อันที่จริงบทสัมภาษณ์นี้ควรจะพูดถึงชีวิตของนักแต่งเพลงคนนี้ในหลายมิติ ชวนคุยและชวนคิดเรื่องชีวิตในวัย 50 ปี (เขากำลังจะมีอัลบั้มฉลอง 5 ทศวรรษด้วยการชวนศิลปินต่างชาติมาร้องเพลงของเขาในภาษาของตัวเอง)

เรานัดกันที่บริษัทเลิฟอีสเวลาทุ่มตรง แต่บอยเดินลงมาจากห้องประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ช้ากว่าที่นัดกันราวครึ่งชั่วโมง เขากล่าวคำขอโทษชุดใหญ่ พร้อมกับอธิบายว่าเพิ่งประชุมกับต่างชาติเสร็จ วันนี้เขาประชุมกับคนในหลายมุมโลกตั้งแต่เช้า นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมศิลปินคนนี้ถึงแต่งตัวเป็นทางการ และดูหมดพลังขนาดนี้

เขาบอกว่า หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเขาต้องไปให้สัมภาษณ์รายการวิทยุเรื่องแอพพลิเคชัน Fanster ที่เขาตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อรวมโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกช่องทางของศิลปินไว้ในที่เดียว มันน่าจะเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้ศิลปิน

“จะได้มีเงินไปทำเพลงอย่างที่อยากทำ” เขาว่า

จากนั้นก็ต้องไปจัดรายการ Live ทางเฟซบุ๊ก ร่วมกับ ไลฟ์-วาระ มีชูธน ว่าด้วยเรื่องชีวิตและความรัก

ผมคิดว่าเราน่าจะรบกวนเวลาของเขาแต่พองาม

LIFEiS Beautiful

คุณไปเอาพลังที่ไหนมาทำงานมากมายขนาดนี้

ถึงหมดไง (หัวเราะ) ถ้าครอบครัวผมไม่อยู่ต่างประเทศคงไม่ทำ ตอนนี้ลูกผมไปเรียนเมืองนอก ภรรยาเลยตามไปดูแล คนโตไปเรียนปริญญาตรี คนเล็กต้องเรียนอีกอย่างน้อย 6 ปี ผมเลยมีเวลาทำงานพวกนี้อีกนานเลย ถ้าไม่แย่ซะก่อนนะ (หัวเราะ)

ทำไมคุณถึงเลือกเปิดตัวบริษัทใหม่กับนักลงทุนแทนท่ีจะเป็นนักข่าว

ถ้าผมเริ่มต้นด้วยการพีอาร์ก็เจ๊งตั้งแต่วันแรก ผมต้องทำให้มั่นใจก่อนว่าพวกเราจะทำงานนี้ได้ ต้องหาคนมาสนับสนุนก่อน มันจะผิดมากเลยนะ ถ้าทำแล้วเดือดร้อนครอบครัวผมหรือตัวผมเอง เหมือนผมปลูกมะม่วงเพื่อให้มีมะม่วงกิน แต่ต้องปลูกจนเหนื่อยตาย ผมก็ไม่ปลูก คงไม่มีใครอยากทำอาชีพนี้ คนทำงานเพื่อสังคมต้องมีชีวิตที่ดี ถ้าชีวิตไม่ดี ใครจะอยากทำงานเพื่อสังคม

ผลตอบรับจากการคุยกับนักลงทุนในวันนี้ดีไหม

วันนี้เราก็ได้รับการยืนยันจากประธานองค์กร Inspire Scotland ว่า สิ่งที่เราคิดไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มีคนทำสำเร็จแล้วที่สกอตแลนด์

ความรู้สึกในวันนี้ต่างจากเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ตอนเปิดบริษัทเลิฟอีสมากไหม

ต่างเยอะเลยครับ ตอนนั้นเรามองแค่เรื่องทำเพลง เปลี่ยนโลกด้วยเพลงอย่างเดียว ตอนนี้รู้แล้วว่ามีหลายวิธี แล้วทุกคนเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ เราต้องทำตัวให้เล็กแล้วมองคนอื่นก่อน แล้วจะเห็นว่าเราต้องอยู่ยังไง ต้องใช้ชีวิตยังไงถึงจะดี

อะไรทำให้คุณสนใจเรื่องสังคม

มันคงไม่ได้มาจากเหตุการณ์ใดเป็นพิเศษ แต่น่าจะเป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ ผมพยายามเปลี่ยนสังคม เปลี่ยนความคิดคนมาหลายปีแล้ว ผมเชื่อว่าเพลง หนัง การ์ตูน เป็นอาหารทางจิตใจ เรารับสิ่งที่ดีเข้าไป ตัวเราก็ดี เราทำเพลงดี คนฟังก็จะมีจิตใจที่ดี เพลงก็ยังเป็นพาหนะพาเราไปรู้จักคนเยอะแยะ แล้วทำไมเราต้องจำกัดตัวเองไว้แค่เพลง เราเอาคอนเนกชันที่มีไปเชื่อมโยงให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นได้

เหมือนที่คุณเคยพยายามทำเรื่องข้าวเมื่อหลายปีก่อน

ตอนนั้นผมคิดว่า ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าทำให้กระดูกสันหลังแข็งแรง ร่างกายก็น่าจะแข็งแรง ตอนนั้นผมไปเรียนรู้เรื่องการทำนา ไปหาวิธีช่วยให้ชาวนาที่ทำเกษตรอินทรีย์มีอะไรที่ดีขึ้น แต่ไม่สำเร็จหรอกครับ มันมีหลายเรื่องที่ต้องคำนึงถึง เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ เราเลยเลิกคิดจะแก้ปัญหาที่มาจากอดีต เราอยากเริ่มปลูกอนาคตใหม่ คิดได้แบบนี้ก็ชวนคนโน้นคนนี้มาปลูกอนาคตกันดีกว่า เราจะได้มีประเทศที่มีความหวัง มีอนาคตที่มีความหวัง ก็เลยไปดึงเอาคนเก่งๆ ที่เรารู้จักมามัดรวมกัน แล้วทำงานแบบมืออาชีพให้สังคม ไม่ใช่ลักษณะจิตอาสาหรือมูลนิธิ ผมอยากทำให้เป็นธุรกิจ เพราะถ้าสำเร็จ มันอาจจะทำให้คนอื่นอยากทำแบบเดียวกันบ้าง ก็จะมีคนทำงานเพื่อสังคมเยอะขึ้น

คุณอยากเปลี่ยนอะไร

ผมว่าทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน เดี๋ยวนี้ความเกลียดชังมันเยอะ ความโกรธแค้น ความละโมบ มันรุนแรงจนไม่มีลิมิต ทำไมถึงได้โหดเหี้ยมแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน พวกเราทุกคนคือผลของอดีต เราไม่แน่ใจว่าความรัก ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ต่อกัน มันถูกปลูกพอหรือเปล่าในอดีต สังคมทุกวันนี้ถึงมีแต่ความเกลียดชังเยอะมาก เรากลับไปแก้อดีตไม่ได้ แล้วเราทำอะไรได้บ้างในวันนี้

ในฐานะเอกชน ถ้าเราร่วมกันปลูกฝังเมล็ดอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความหวัง ความฝัน ความรัก ความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจ ความไม่เอาเปรียบกัน ถ้าปลูกลงในจิตใจของเด็ก ของคนรุ่นใหม่ ของคนในประเทศ ก็น่าจะมีโอกาสเก็บเกี่ยวในอนาคต นอกจากงานเพลงเราก็น่าจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วย

LIFEiS Beautiful

สิ่งที่อยากปลูกคือ

มุมมองที่มีต่อทุกอย่าง ตั้งแต่อายุ 0 – 5 ขวบ เรามีกลุ่มของน้องเพลิน ประทุมมาศ และ ดร.ขวัญ หาญทรงกิจพงศ์ ที่ทำ Rainbow Room เขาพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แล้วก็พัฒนาวิธีการเลี้ยงของพ่อแม่ พัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กต่อพ่อแม่ ตรงนั้นถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด น้องเพลินเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับการรับรองจากฝรั่งเศสให้เป็น 1 ใน 18 คนของโลกที่มีความสามารถในการออกแบบการพัฒนาศักยภาพของเด็กด้วยการใช้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างมามีส่วนร่วม เป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก

เด็ก ป.1 – ป.6 เรามีโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร คอยดูแลเรื่องการสร้างสมาธิและต่อยอดความสร้างสรรค์ โดยใช้การเล่นดนตรี โต๋จะเข้าไปพูดคุยตามโรงเรียนกับคุณครูและพ่อแม่ ถึงการเรียนแบบฟองน้ำที่ไม่ต้องท่องจำ

แล้วช่วงมัธยม

ม.ต้น เป็นหน้าท่ีของ ไลฟ์-วาระ มีชูธน ผมกับไลฟ์เป็นจอมโดนไล่ออก เป็นนักเรียนห่วย ผมโดนเชิญออกจากโรงเรียนแล้วไปสอบตกซ้ำแล้วซ้ำอีก จบ ม.3 มาด้วยเกรด 1.04 คุณครูให้ออกเพราะผมไม่มีความสามารถในการเรียน ไลฟ์ก็คล้ายๆ กัน ผมย้ายไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เขาบอกว่าผมมีความรู้แค่ ป.5 แต่เขาสงสารเลยให้ไปอยู่เกรด 7 (ม.1) แล้วก็สอบตกอยู่ 3 ปี ทำให้ผมมั่นใจว่าผมไม่เข้ากับระบบการศึกษา ทำให้เรารู้ว่าถ้ามีแค่สายวิทย์กับศิลป์แล้วเราจะไปยังไงวะ แต่เราชอบเรื่องดนตรี เล่นดนตรีจริงจัง สุดท้ายเราก็ประสบความสำเร็จด้วยดนตรี เลยอยากกลับไปคุยกับพ่อแม่ครูและน้องๆ ว่า ความถนัดไม่ได้มีแค่วิทย์กับศิลป์ เด็กๆ ที่กำลังรู้สึกไม่เข้ากับระบบอยู่อาจจะดีขึ้น

ม.ปลายและอาชีวะ เป็นอุ๋ย บุดดาเบลส (นที เอกวิจิตร์) จะเล่าวิธีแปลความหมายคำพูดของพ่อแม่ที่มีต่อวัยรุ่น และจะพาหมอจิตวิทยาวัยรุ่นและเพศศึกษาไปคุยกับวัยรุ่นที่กำลังวุ่นวายกับการจัดการบังคับฮอร์โมนตัวเอง แล้วก็มีมินิคอนเสิร์ตให้ดู

มหาวิทยาลัยเป็น ฌอน บูรณะหิรัญ จะเข้าไปชวนนักเรียนที่เรียนไม่ตรงสาย ลาออกไปเรียนใหม่ในคณะที่ตรง

ช่วงต่อไป

เป็นเรื่องแต่งงาน ก่อนขับรถก็ต้องเรียนขับรถ แต่ก่อนแต่งงานเราไม่ได้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหลังแต่งงาน เราแต่งงานเลย ถ่ายรูปพรีเวดดิ้งแล้วคิดว่าทุกอย่างต้องเวิร์ก แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น เราต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับตัวเข้าหากัน เรามีคอร์สคู่เกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน ไลฟ์เรียนมาด้านนี้ ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตคู่โดยเฉพาะ ส่วนผมจะพูดถึงประสบการณ์จริง คู่ชีวิตที่แต่งงานไปแล้วอยากปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นก็มาใช้บริการได้

โจอี้ บอย จะมาชวนคนที่มีศักยภาพในการพาประเทศชาติไปในทิศทางใดทางหนึ่ง เหมือนหลักสูตรทั้งหลาย มาเรียนรู้วิถีชีวิตแบบสนุกๆ แบบบุกป่าผ่าดง ปีนเขา สุดท้ายแล้วจะนำมาซึ่งความคิดใหม่ๆ ได้แง่มุมใหม่ในชีวิตมากขึ้น

ช่วงสุดท้าย เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ทุกคนอาจจะเหงา เรามีแคมป์สำหรับผู้ใหญ่ มีพี่ต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา เป็นคนทำ สอนเล่นไอแพด สอนเต้นรำ สอนร้องเพลง

เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงใช้ชื่อ LIFEiS

เวลาเขียนต้อง i เป็นตัวเล็กด้วย ไอต้องไม่เป็นจุดศูนย์กลาง ต้องเล็กกว่าทุกคน LOVEiS ด้วย ถ้าจะให้ความรักมีความหมาย ไอต้องตัวเล็ก

LIFEiS Beautiful

รายได้จะมาจากการเก็บเงินคนฟัง

รายได้ของเรามาจากค่าคอร์ส ซึ่งทางโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบ หรือมีสปอนเซอร์ หรือทางรัฐบาลอาจจะมีงบประมาณสนับสนุน ช่วงแรกอาจจะไม่เก็บเงิน ต้องอาศัยสปอนเซอร์มาช่วยสนับสนุน หรือไม่ก็ให้ทางโรงเรียนเป็นคนจ่าย อย่างคอร์สที่ผมทำ ไปถ่ายพรีเวดดิ้งกันเป็นหมื่นๆ แสนๆ ได้ เสียเงินสี่ห้าพันบาทต่อคู่ไม่น่าเป็นอะไรหรอก มันคุ้มกว่านะ อย่างน้อยก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ แล้วจะรับมือยังไง

คุณให้นิยามบริษัทของคุณว่าอะไร

เป็น hub ของคนท่ีอยากทำงานด้านสังคมมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย เราเป็น Social Business ทำธุรกิจ แต่รายได้ของเรามาจากการสนับสนุนให้เกิดเรื่องที่ดีในสังคม ปลูกฝังสิ่งที่ดีต่อสังคม เราต้องการทำให้เป็นตัวอย่างว่า ทำแบบนี้ได้นะ ทำเพื่อสังคมก็มีชีวิตที่ดีได้นะ คนอาจจะอยากมาทำแนวนี้มากขึ้น แล้วอีก 2 ปีเราก็ทำส่วนที่ดูแแลสนับสนุน Social Enterprise ตรงๆ เลย เป็น incubator เป็น Venture Capital

ถ้ามีคนอยากอยู่ในเครือนี้ด้วย

ก็มาคุยกัน การปลูกฝังความคิดไม่ได้มีแค่ชีวิต 8 ช่วง ถ้าเราเปลี่ยนไปมองให้เป็นสามมิติจะเห็นว่าชีวิตยังมีอีกเป็นล้านๆ เรื่องเราเข้าไปทำได้ อย่าห่วงเลยว่าจะไม่มีงานทำ

เห็นว่าประกาศรับสมัครงานไป มีแต่คนสมัครเข้ามาทำเพลง

เขาเข้าใจผิด คิดว่าจะให้มาร้องเพลงให้สังคม แต่ไม่ใช่ เราต้องการคนที่มองเหมือนมาทำงานปกติ แต่ได้ทำสิ่งดีๆ ให้กับอนาคตของตัวเองและสังคม การบริจาคเป็นเรื่องที่ดี แต่ให้แล้วก็จบ ไม่ยั่งยืน เราอยากทำให้มันไปต่อได้ไกลกว่านั้น เราเลยเอาดนตรีมาใช้ในอีกความหมาย ทุกกิจกรรมมีดนตรีเป็นส่วนประกอบหมดเลยนะ นักร้องที่ไปก็เล่นดนตรีด้วย เอาวงดนตรีของโรงเรียนมาเล่นด้วยกัน ช่วงของฌอนก็มีแสตมป์มาร้องเพลงด้วย

ในแต่ละปีคุณน่าจะหยอดเมล็ดพันธุ์ดีๆ ให้คนได้สักกี่คน

ถ้านับทั้งแปดกิจกรรม น่าจะได้ประมาณ 100,000 – 160,000 คน แต่ละกิจกรรมต้องทำประมาณ 20 ครั้งต่อปี ก็ทำได้นะ ทัวร์คอนเสิร์ตมากกว่านี้อีก แล้วนี่เป็นงานกลางวันด้วย ทาง LIFEiS เป็นคนออกค่าตัวศิลปินให้ ก็เหมือนจ้างไปเล่นคอนเสิร์ต ดีกว่าด้วย แทนที่ต้องไปเล่นในร้านเหล้าก็มาทำอะไรดีๆ แบบนี้แทน

ทำสัก 3 ปี ก็ถึงคนครึ่งล้านเลยนะ

ทำไปเรื่อยๆ ครับ เหมือนปลูกต้นไม้ตอนนี้ อีกสิบปียี่สิบปีก็ออกดอกออกผลไล่กันไป เราไม่ต้องรอใครทำหรอก รัฐบาลท่านก็มีเรื่องที่ต้องทำ ภาคเอกชนก็ต้องช่วยกัน

สิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้คืออะไร

การอธิบายว่า การทำงานธุรกิจเพื่อสังคมแบบมีกำไรไม่ได้น่าเกลียด แล้วก็เป็นเส้นทางดีๆ อีกเส้นที่คุณเลือกได้ เพราะหลายคนมีภาพฝังหัวว่าถ้าเป็นงานช่วยสังคมไม่ควรรับเงิน ก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ถามว่าจะให้เขาบอกบริษัทว่ายังไง เราเป็น CSR เป็นการตลาด หรือการลงทุน ผมอยากให้เขามองเป็นการลงทุน แต่จะได้ผลกับสังคม ซึ่งมีตัวเราอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

LIFEiS Beautiful

ตอนนี้คำต่อท้ายชื่อของบอย โกสิยพงษ์ คือนักแต่งเพลง อีก 10 ปีมันจะเปลี่ยนไปไหม

ก็นักแต่งเพลงนี่แหละ ผมชอบตำแหน่งนี้ที่สุด ผมมาทำธุรกิจเพื่อสังคมได้ก็เพราะเพลงพามา ผมอยากได้ตำแหน่งนี้ไปเรื่อย

ถ้าคนอยากร่วมงานกับไลฟ์อิสต้องทำยังไง

ติดต่อมาเลย แต่ตอนนี้ยังไม่มีเว็บ เว็บจะเปิดเดือนหน้า เฟซบุ๊กก็ยังไม่มี เดี๋ยวผมแจ้งอีกทีนะ เราเพิ่งเริ่มเปิดตัววันนี้เอง (หัวเราะ)

LIFEiS Beautiful

บทสนทนาเรื่องดนตรีในรถตู้ของบอย โกสิยพงษ์ จากบริษัทเลิฟอิสมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟฟ้า

• “ผมทำอัลบั้ม Million Ways To Love Part 2 เสร็จนานแล้ว แต่ไม่ได้ออกสักที เพราะยุคนี้ต้องใช้พลังโปรโมตเยอะ ผมไม่มีพลังแล้ว เลยยังไม่ได้ออกสักที อายุเท่านี้แล้ว จะออกเพลงเร็วหรือช้าก็ไม่ได้ทำให้เพลงดีขึ้นหรือเแย่ลงหรอก แต่คิดว่าปีหน้าน่าจะได้เห็นกัน”

• “ศิลปินยุคก่อนกับยุคนี้ต่างกันเยอะ ศิลปินยุคก่อนไม่ได้ใกล้ชิดแฟนคลับเท่ายุคนี้ ศิลปินยุคนี้มีไอเดียต่างๆ มากมายที่จะเข้าใกล้แฟนคลับแล้วเทคแคร์ได้เป็นอย่างดี”

• “ในฐานะคนทำเพลง เราก็ยังอยากทำเพลงของเราต่อไปเรื่อยๆ เรายังเชื่ออยู่ว่า เพลงคืออาหารทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง”

• “ถ้าเราฟังเพลงต่างประเทศ 7 วินาทีแรกมีฮุกแล้ว ทุก 4 บาร์ต้องเปลี่ยน variation ของดนตรี แล้วทุก 4 บาร์ต้องมีฮุกของตัวมันเอง บอกให้เห็นว่าคนมีสมาธิสั้นลงเยอะ ใส่ใจรายละเอียดน้อยลงเยอะ ไม่ผิดนะ โลกก็เป็นอย่างนั้น”

• “เนื้อเพลง Top 40 ของฝรั่งเปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้พูดเรื่องเฉพาะช่วงเวลานั้น ฉันเมาอยู่ ฉันตาพร่ามัว ฉันเห็นเธอ เนื้อหาเล่าว่ามีสถานการณ์อะไร แต่เพลงอื่นๆ ก็ยังเขียนเนื้อแบบที่เราชอบเหมือนเดิม”

• “ผมชอบแต่งเพลงกับน้องๆ รุ่นใหม่ แล้วให้เขาสอนว่า ยังงี้ได้ไหม ผมบอกทุกคนว่าให้แก้งานผมได้ ถ้าทำตามผมก็จะแก่เหมือนผมนะ ผมจะฟังเขาแล้วก็คิดว่าจะแก้ยังไงให้ตัวเรารับได้ด้วย”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load