วงการออกแบบอสังหาริมทรัพย์ไม่มีใครไม่รู้จัก โทมัส ยูล-ฮันเซน (Thomas Juul-Hansen)

เขาคือดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์ก เจ้าของออฟฟิศออกแบบในนิวยอร์กชื่อเดียวกับชื่อจริงของเขาเอง Thomas Juul-Hansen, Llc ทำงานดีไซน์ครอบคลุมทุกประเภทของงานสถาปัตยกรรมและออกแบบภายใน และก่อนหน้านั้นเขาเคยร่วมงานกับ Richard Meier & Partners Architects สถาปนิกอเมริกันในตำนาน 

ความโดดเด่นในงานออกแบบของโทมัส คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อคุณภาพของผู้คนในการใช้งานพื้นที่ ผ่านแนวคิดอันเป็นสากลและสวยงามไร้กาลเวลา ซึ่งที่มาของพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตเหล่านี้คิดมาจากบริบทที่รายล้อมทั้งเรื่องทางกายภาพอย่างภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม ประโยชน์ใช้สอย ควบคู่ไปกับเรื่องนามธรรมอย่างวัฒนธรรมหรือสถานการณ์

Thomas Juul-Hansen

ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโทมัส เอเชียและกรุงเทพฯ​ คือจุดหมายที่เขามาทำงานสร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนไทย และอีกส่วนหนึ่งโอกาสนี้เปิดประตูให้เขาได้ท้าทายกับตัวเองว่าจะสามารถเซ็ตมาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของผู้คนได้ถึงระดับไหน

บนผืนที่ดินที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ​ ในย่านหลังสวน ซึ่งฟากหนึ่งคือความเป็นเมืองที่ครบครันเรื่องความสะดวก ทั้งห้างสรรพสินค้าและรถไฟฟ้า ส่วนอีกฟากคือความสงบร่มรื่นของสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของโครงการคอนโดมิเนียม ‘สโคป หลังสวน’ และโทมัส ดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดในวงการออกแบบคอนโดมิเนียมระดับโลก ได้เข้ามาสร้างความท้าทายใหม่กับโครงการบนที่ดินผืนงามริมฝั่งถนนที่ได้ชื่อว่าร่มรื่นสวยงามที่สุดนี้

01

ดีไซน์คือภาพสะท้อนของชีวิต

ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของมุมโลก ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ คือความต้องการพื้นฐานด้านความเป็นอยู่ที่มนุษย์ทุกคนต้องการ

การจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ต้องเริ่มต้นจากสร้างสิ่งแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ดี ตั้งแต่สิ่งรอบตัวที่ใกล้ชิดในระดับสัมผัส ไปจนถึงทัศนแวดล้อมที่มองเห็นในขอบเขตระยะสายตา และเป็นหน้าที่ของนักออกแบบที่ต้องคิดหากลวิธีผ่านการใช้งานวัสดุอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพที่มอบคุณค่าทางความรู้สึกให้กับผู้อยู่อาศัย

Thomas Juul-Hansen

นี่เป็นครั้งแรกของโทมัสกับการทำงานออกแบบโครงการคอนโดมิเนียมในเอเชีย จากการชักชวนของ คุณยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ CEO ของบริษัท​ สโคป จำกัด ที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ดีที่สุดจากฝีมือดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดเท่านั้น

“ผมไม่เคยมาเมืองไทยมาก่อน นั่นทำให้ผมต้องทำการบ้านถึงสิ่งที่คนไทยต้องการ ซึ่งผมพบว่าความต้องการของคนไทยก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่คนนิวยอร์กหรือคนลอนดอนต้องการ ประกอบกับวิสัยทัศน์ของคุณยงยุทธที่กระตุ้นให้ผมและทีมงานทำสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากลูกค้าโครงการอื่นที่เน้นประหยัดงบ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ โครงการนี้สร้างมาตรฐานใหม่ซึ่งสูงสุดเท่าที่ผมเคยทำงานมา สูงกว่าหลายเจ้าที่เคยทำในนิวยอร์ก”

02

ความหรูหราที่มาพร้อมฟังก์ชัน

“ผมคิดว่าความหรูหราคือส่วนผสมระหว่างฟังก์ชัน ขนาด และวัสดุ” โทมัสเล่า 

“ยกตัวอย่างห้องน้ำซึ่งเป็นหนึ่งในห้องที่คนใช้เวลาอยู่กับมันมาก ขนาดต้องใหญ่พอที่จะใช้ห้องนี้ได้อย่างสบาย บรรจุอ่างอาบน้ำพร้อมฟังก์ชันที่ทุกคนต้องการ และผนังกรุแผ่นหินอ่อนเต็มผืน ทั้งหมดร่วมกันสร้างบรรยากาศอยู่สบายให้กับบ้าน หรือห้องครัวที่เป็นห้องครัวจริงๆ ที่มีขนาดใหญ่และสามารถทำอาหารได้จริงๆ ความหรูหราไม่ใช่แค่นิยามของวัสดุ แต่ยังเป็นเรื่องของสัดส่วนที่แตกต่างกัน”

“สำคัญคือการทำบ้านให้รู้สึกเหมือนกับอยู่บ้านจริงๆ สถานที่ที่คุณต้องอยู่สบาย สงบ และอบอุ่น”

คำสำคัญเหล่านี้ปรากฏให้เห็นในงานออกแบบทุกโครงการของเขา นั่นทำให้วงการอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยของบุคคลมีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ต้องการตัวเขามาเป็นดีไซเนอร์เพื่อสร้างโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่โดดเด่นฉีกออกมาจากอาคารอื่นๆ ในแวดวงเดียวกัน

อาคาร ONE57 หรือชื่อเล่นที่เรียกกันว่า The Billionaire Building

ตัวอย่าง อาคาร ONE57 หรือชื่อเล่นที่เรียกกันว่า The Billionaire Building อาคารชุดพักอาศัยที่ราคาสูงที่สุดในนิวยอร์ก ความใส่ใจในคุณภาพการอยู่อาศัยจากฝีมือของโทมัสสะท้อนให้เห็นผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่อุปกรณ์ประกอบบานประตูที่ออกแบบและสั่งทำพิเศษเฉพาะโปรเจกต์นี้ ไปจนถึงวัสดุกรุพื้นและผนังที่สร้างให้ห้องพักแห่งนี้เป็นเหมือนแกลเลอรี่เล็กๆ ที่เปิดมุมมองแบบพาโนรามาของแมนฮัตตันทั้งเมืองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศห้อง

อีกโครงการหนึ่งในลอนดอน Project Falcon ทาวน์เฮาส์จากยุคก่อนสงครามที่สะท้อนภาพของวัฒนธรรมของอังกฤษได้อย่างร่วมสมัย ผ่านการใช้วัสดุที่เข้ากับรสนิยมและไลฟ์สไตล์แบบโมเดิร์น โดยยังคงเคารพบริบทดั้งเดิมของพื้นที่ภายในอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

Project Falcon

300 Collins เป็นอพาร์ตเมนต์อีกแห่งในฟลอริดา ที่แต่ละยูนิตเป็นห้องดูเพล็กซ์ที่มีสวนส่วนตัว เปิดหน้าระเบียงออกสู่มุมมองภายนอกอาคารอย่างไร้ขอบเขต ผ่านงานออกแบบภายในที่คิดแบบ Interior Out หรือคิดจากการใช้พื้นที่ภายในเป็นสำคัญ

300 Collins

03

ประสบการณ์สร้างรายละเอียด

สำหรับโทมัส เทรนด์คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและผันผ่านไปตามกาลเวลา หากแต่​ ‘คุณภาพ’ คือสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกให้การยอมรับ 

“ไม่ว่าคุณจะมีรสนิยมแบบไหน ชอบสไตล์อะไร แต่ถ้าเป็นสิ่งที่มีคุณภาพแล้ว ทุกคนก็พร้อมที่จะชื่นชอบและให้คุณค่ากับมัน ผมจึงอยากออกแบบสิ่งที่คงอยู่ได้อย่างอมตะ อยู่ร่วมด้วยได้กับทุกยุคสมัย”

โครงการ สโคป หลังสวน Thomas Juul-Hansen

จากประสบการณ์ทำงานกับผู้คนต่างวัฒนธรรมทั่วโลกอย่าง Project Falcon ในลอนดอน ที่บอกเล่ารายละเอียดความต้องการทางความรู้สึกผ่านทางวัสดุที่ใช้ อย่างหินอ่อนกรุผนัง ความแวววาวของเมทัลลิก หินแกะสลัก และวัสดุไม้จริง ซึ่งแสดงคุณค่าอย่างเป็นอมตะ ครอบคลุมความงามของอาคารยุคก่อนสงครามโลกมาจนถึงรูปแบบไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้

จากการทำงานกับโครงการคอนโดมิเนียมทั่วโลก โทมัสเก็บเอาข้อดีของไลฟ์สไตล์ผู้คนในแต่ละประเทศ มาสร้างสรรค์เป็นรายละเอียดในการออกแบบภายในสำหรับโครงการ สโคป หลังสวน

Thomas Juul-Hansen

“อย่างในเมืองไทยที่อาจไม่คุ้นกับการแยกห้องน้ำและห้องอาบน้ำ แต่ผมคิดว่านี่เป็นการจัดสรรพื้นที่ที่ดีเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน เช่นเดียวกันกับที่คนไทยถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก เรื่องสำคัญจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่เก็บของ ไม่ว่าห้องของคุณจะเล็กหรือใหญ่ พื้นที่เก็บของย่อมเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ทุกคนอยากได้ โครงการนี้ผมจึงออกแบบตู้เก็บรองเท้าที่เก็บได้ถึง 80 คู่ต่อตู้ หรือทั้งหมดก็ 160 คู่ต่อห้อง”

04

สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการอยู่อาศัยคอนโดมิเนียม

งานออกแบบที่ดีไม่ได้หยุดเพียงแค่ที่กระบวนการคิดงาน แต่ยังหมายถึงขั้นตอนการลงมือทำ ให้ผลของงานออกแบบปรากฏตรงตามที่คิดให้มากที่สุด การทำงานในประเทศไทยครั้งแรกเปิดโอกาสให้โทมัสในฐานะอินทีเรียดีไซเนอร์ได้ทำงานอย่างเต็มที่มากที่สุด บนจุดประสงค์หลักคือ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับโครงการ เขาจึงไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ในจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างผลงานออกแบบที่ดีที่สุดอีกโปรเจกต์หนึ่งในชีวิต

โครงการ สโคป หลังสวน Thomas Juul-Hansen

“เพราะการทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นความฝันของผมเช่นกัน และเมื่อได้มาทำงานกับลูกค้าที่มีความต้องการเหมือนกัน นั่นทำให้ผมใช้เวลามาก เพื่อปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นในทุกรายละเอียดของการทำงาน ตั้งแต่เรื่องการจัดการพื้นที่ส่วนกลางไปจนถึงห้องพักแต่ละห้อง ทุกครอบครัวที่นี่จะได้รับห้องที่ผ่านการคิด จัดสรร ตกแต่งมาเรียบร้อย และนั่นจะเป็นประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดซึ่งได้รับจากโครงการนี้”

ไม่เพียงแต่ผู้อยู่อาศัยที่จะได้รับประสบการณ์พิเศษจากการออกแบบของดีไซเนอร์ แต่ตัวโทมัสเองก็ได้ยกระดับมาตรฐานงานดีไซน์คอนโดมิเนียมขึ้นมาอีกขั้น 

โครงการ สโคป หลังสวน Thomas Juul-Hansen

“ผมคิดว่า งานออกแบบโครงการสโคป หลังสวน แห่งนี้ เป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับผม และผมคาดว่าเมื่ออาคารแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ มันจะกลายเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ ไม่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ แต่กับวงการคอนโดมิเนียมทั่วโลก ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ สู่การตระหนักในการสร้างคุณภาพชีวิตผ่านดีไซน์ และแนวความคิดนี้จะถูกกระจายออกไปทั่วโลก จนกลายเป็นมาตรฐานระดับสากลในที่สุด”

Writer

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ชุดดำล้วน เสื้อคอเต่า หมวกเบเรต์ แว่นกันแดด เพลงแจ๊ส คาเฟ่อวลควันบุหรี่ บทกวี และการเต้นระบำ

คือภาพจำของขบถกลุ่มหนึ่งในช่วงราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1940 อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกกำลังดื่มด่ำกับความหวังใหม่หลังสงครามโลก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นยุคแห่งความฟุ้งเฟื้อและความนิยมในวัตถุ จนเกิดคนกลุ่มที่ว่านี้เริ่มต่อต้าน

โดยเรียกกันว่าเป็นคน ‘Beat Generation’ หรือ ‘Beatnik’ ซึ่งมีแนวคิดและความเชื่อร่วมกันคือการกลับไปหาค้นความสำคัญต่อคุณค่าที่ถูกลืมอย่างเรื่องจิตวิญญาณและความหมายของชีวิต พวกเขาต่างคลั่งไคล้ในศิลปะ แฟชั่น และดนตรี ต่างดำเนินชีวิตแบบอิสรเสรี รวมกลุ่มกันเฉพาะที่ และใช้ชีวิตอยู่ ‘นอกกระแส’ ของสังคม

Beatnik จึงเป็นกลุ่มคนที่ตั้งต้นจากความขบถและความแตกต่าง และด้วยไลฟ์สไตล์และการแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ ชาว Beatniks จึงยังถูกพูดถึงและถูกหยิบยกให้เป็นต้นแบบของความโลดโผนและการปลีกตัวออกจากค่านิยมเดิมๆ อยู่เสมอ

ในกรุงเทพฯ ถ้าให้นึกถึงย่านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศโก้เก๋ที่ว่า คงหนีไม่พ้นถนนสุขุมวิท และหนึ่งในสถานที่ไอคอนบนถนนสุขุมวิท แหล่งแฮงค์เอ้าท์ของคนรุ่นเก่าแต่เก๋าคือ Rex Hotel โรงแรมสุดโก้ ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบและกลิ่นอายของยุค 50s

ภาพ:  ชัชวาล จันทโชติบุตร

เวลาเปลี่ยนไป เมืองขยายและเติบโต ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น จาก Rex Hotel สู่ Beatniq คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างประณีต เพื่อคงสเน่ห์และบรรยากาศโก้เก๋คลาสสิคบนถนนสุขุมวิทเอาไว้ 

เชินชิน เชิดชูชุย Brand Consultant แห่ง Ketchup IMC, ศุภสิริ ไพรสานฑ์กุล ผู้ควบคุมคอนเซ็ปต์งานออกแบบ และ อรรถพร คบคงสันติ Design Director บริษัท T.R.O.P คือผู้อยู่เบื้องหลังความตั้งใจในการส่งต่อรหัสสถาปัตยกรรมในครั้งนี้

พวกเขาเล่าให้ฟังว่าถึงความพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวของสถาปัตยกรรมใหม่ให้ต่อเนื่องไปกับ Sense of Place ของสถานที่ตั้ง และยังคงเคารพรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของ Rex Hotel โดยมีการรีเสิร์ชอย่างหนักเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมยุคในนั้น ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ งานศิลปะ และงานภูมิสถาปัตยกรรม

นอกจากจะหยิบเอาความสนุกและความเรียบเท่ของขบถแห่งยุค 50 มาเล่าใหม่ผ่านคอนเซ็ปต์และชื่อ รูปลักษณ์ของคอนโดมิเนียม Beatniq โดย SC ASSET ยังได้แรงบันดาลใจมาจากบรรดาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่คาบเกี่ยวอยู่ในยุคสมัยเดียวกันนั้นหรือที่เรียกว่า Mid-Century Modern มาออกแบบอีกด้วย

Beatniq

จาก Mid-Century Modern

คำว่า Mid-Century Modern เป็นคำเรียกรูปแบบงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น กราฟิกดีไซน์ รวมถึงสถาปัตยกรรมในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้รับอิทธิพลความเป็นสมัยใหม่ (Modernism) ตามสังคมโดยรวม

นักออกแบบที่เป็นผู้นำแนวคิดที่สำคัญในช่วงนี้ล้วนเป็นเหล่ามาสเตอร์ที่แนวคิดและผลงานยังส่งผลถึงคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนสถาปัตยกรรม Bauhaus ที่นำพาศิลปะและสถาปัตยกรรมไปสู่แนวคิดและคติความงามแบบใหม่ๆ หรือเก้าอี้ของ Charles and Ray Eames ที่แต่ละตัวนั้นล้วนเป็นไอคอนที่ชวนให้นึกถึงยุค Mid-Century อยู่เสมอ

Beatniq Beatniq

ในส่วนของสถาปัตยกรรมก็เป็นช่วงที่แนวคิดการออกแบบได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Modernism มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะร่วมกันหลักๆ คือ การใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างคอนกรีต เหล็ก กระจก ไม่ประดับตกแต่ง เน้นความเป็นเหตุเป็นผล

โดยใช้การแสดงออกของรูปลักษณ์อาคารผ่านการใช้วัสดุและโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการคิดคำนึงถึงหน้าที่ใช้สอยเป็นสำคัญ แนวคิดเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมในยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ดังที่เราจะเห็นได้จากใน Beatniq ที่ก็โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทรงกล่องสี่เหลี่ยมและแพตเทิร์นของช่องลมที่ดึงดูดและเตะตามาจากที่ไกล ซึ่งทั้งหมดล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบสถาปัตยกรรมอันทรงพลังจากอดีตทั้งสิ้น

Beatniq

Beatniq

สู่เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมชิ้นใหม่

Beatniq มีแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมของแผงกันแดดช่องลมเป็นจุดเด่นที่สุดบนเปลือกอาคาร โดยใช้วิธีการออกแบบที่เรียบง่าย แต่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นจนกลายเป็นภาพจำ ด้วยการเพิ่มมิติให้กับด้านของผนังที่ใหญ่โต

ไม่ว่าจะด้วยการสร้างความลึก หรือเพิ่มมิติของแสงและเงาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการใช้วัสดุและรูปทรงเรขาคณิตที่ออกแบบอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดจากสถาปัตยกรรมในยุค Mid-Century ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น การออกแบบภายในก็ยังสะท้อนเรื่องราวของ Mid-Century Modern โดยเฉพาะในล็อบบี้ที่ใช้หินอ่อนและกระจกเรียงแพตเทิร์นตามอย่างเปลือกด้านนอกของอาคาร อันเป็นการสื่อสารเรื่องราวระหว่างภายนอกและภายในอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว

Beatniq Beatniq

อีกส่วนหนึ่งที่มีความโดดเด่น คือ Floating Pavilion ที่ผู้ออกแบบกล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของมาสเตอร์ในอดีต-Mies Van de Rohe โดยพาวิลเลียนนี้ทำหน้าที่เป็นทางเดินเชื่อมที่ลอยตัวอยู่เหนือสระว่ายน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้สระสามารถว่ายไปจนสุดขอบอาคารได้

ในขณะที่ผู้ใช้งานอื่นก็สามารถเดินใช้พื้นที่โดยรอบได้โดยไม่กีดขวางกัน รูปแบบของสถาปัตยกรรมนั้นก็เน้นที่ความโปร่งเบา โดยใช้กระจกและโครงสร้างที่เล็กบางเพื่อลดความหนาหนักของกล่องอาคารที่ลอยอยู่ เมื่ออาคารเสร็จ ลักษณะสถาปัตยกรรมบนชั้นนี้จึงคล้ายเป็นการหวนคืนไปสู่รูปแบบการออกแบบอย่างผลงานในอดีตของมาสเตอร์ท่านนี้ตามที่ตั้งใจ

Beatniq

ในบริบทอันรื่นรมย์ของสุขุมวิท

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สุขุมวิทนั้นเป็นย่านที่รู้กันอยู่ว่าคึกคักอยู่เสมอด้วยที่กินที่เที่ยวที่มีมากมาย เต็มไปด้วยเรื่องราวของความรื่นเริง และสีสันของชีวิตคนเมืองตามอย่างยุคสมัย ยังไม่นับรวมสมัยตัดถนนในยุคแรก ที่สุขุมวิทก็ยังเป็นเส้นถนนที่พาคนกรุงฯ ออกไปที่ตากอากาศเช่นสถานที่ยอดฮิตอย่างบางปู หรือแม้แต่บางแสน

Beatniq

บนถนนสุขุมวิท 32 แห่งนี้ นอกจากบรรยากาศความโก้เก๋ที่ถูกส่งตรงมาจากยุคเก่า และข้าวต้มรอบดึกที่คนยังคอยไปรับประทานใน Rex Hotel จนวันสุดท้าย องค์ประกอบของอาคาร Rex Hotel หรือแม้แต่ตึกแถวโดยรอบถนนสุขุมวิทเองก็ล้วนมีรูปแบบและกลิ่นอายของความเป็น Mid-Century Modern อยู่ในตัวเป็นคุณสมบัติ

จึงกล่าวได้ว่า เรื่องราว Mid-Century Modern ใน Beatniq นั้นเกิดจากบริบทดั้งเดิมมีส่วนช่วยสร้าง หรือในทางกลับกัน แม้ที่ดินจะถูกเปลี่ยนเป็นอาคารสูงใหญ่ แต่ Beatniq ก็ยังคงช่วยส่งต่อบรรยากาศของบริบทเก่าต่อไป อย่างไม่ขาด

เป็นบรรยากาศของความรื่นรมย์ ที่คงยากจะหาที่อื่นเทียบเคียง

ภาพ : พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติมของ Beatniq ติดตามได้ที่ : www.Beatniq32.com

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load