วงการออกแบบอสังหาริมทรัพย์ไม่มีใครไม่รู้จัก โทมัส ยูล-ฮันเซน (Thomas Juul-Hansen)

เขาคือดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์ก เจ้าของออฟฟิศออกแบบในนิวยอร์กชื่อเดียวกับชื่อจริงของเขาเอง Thomas Juul-Hansen, Llc ทำงานดีไซน์ครอบคลุมทุกประเภทของงานสถาปัตยกรรมและออกแบบภายใน และก่อนหน้านั้นเขาเคยร่วมงานกับ Richard Meier & Partners Architects สถาปนิกอเมริกันในตำนาน 

ความโดดเด่นในงานออกแบบของโทมัส คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อคุณภาพของผู้คนในการใช้งานพื้นที่ ผ่านแนวคิดอันเป็นสากลและสวยงามไร้กาลเวลา ซึ่งที่มาของพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตเหล่านี้คิดมาจากบริบทที่รายล้อมทั้งเรื่องทางกายภาพอย่างภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม ประโยชน์ใช้สอย ควบคู่ไปกับเรื่องนามธรรมอย่างวัฒนธรรมหรือสถานการณ์

Thomas Juul-Hansen

ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของโทมัส เอเชียและกรุงเทพฯ​ คือจุดหมายที่เขามาทำงานสร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับคนไทย และอีกส่วนหนึ่งโอกาสนี้เปิดประตูให้เขาได้ท้าทายกับตัวเองว่าจะสามารถเซ็ตมาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของผู้คนได้ถึงระดับไหน

บนผืนที่ดินที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ​ ในย่านหลังสวน ซึ่งฟากหนึ่งคือความเป็นเมืองที่ครบครันเรื่องความสะดวก ทั้งห้างสรรพสินค้าและรถไฟฟ้า ส่วนอีกฟากคือความสงบร่มรื่นของสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของโครงการคอนโดมิเนียม ‘สโคป หลังสวน’ และโทมัส ดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดในวงการออกแบบคอนโดมิเนียมระดับโลก ได้เข้ามาสร้างความท้าทายใหม่กับโครงการบนที่ดินผืนงามริมฝั่งถนนที่ได้ชื่อว่าร่มรื่นสวยงามที่สุดนี้

01

ดีไซน์คือภาพสะท้อนของชีวิต

ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของมุมโลก ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ คือความต้องการพื้นฐานด้านความเป็นอยู่ที่มนุษย์ทุกคนต้องการ

การจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ต้องเริ่มต้นจากสร้างสิ่งแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ดี ตั้งแต่สิ่งรอบตัวที่ใกล้ชิดในระดับสัมผัส ไปจนถึงทัศนแวดล้อมที่มองเห็นในขอบเขตระยะสายตา และเป็นหน้าที่ของนักออกแบบที่ต้องคิดหากลวิธีผ่านการใช้งานวัสดุอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพที่มอบคุณค่าทางความรู้สึกให้กับผู้อยู่อาศัย

Thomas Juul-Hansen

นี่เป็นครั้งแรกของโทมัสกับการทำงานออกแบบโครงการคอนโดมิเนียมในเอเชีย จากการชักชวนของ คุณยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ CEO ของบริษัท​ สโคป จำกัด ที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ดีที่สุดจากฝีมือดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดเท่านั้น

“ผมไม่เคยมาเมืองไทยมาก่อน นั่นทำให้ผมต้องทำการบ้านถึงสิ่งที่คนไทยต้องการ ซึ่งผมพบว่าความต้องการของคนไทยก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่คนนิวยอร์กหรือคนลอนดอนต้องการ ประกอบกับวิสัยทัศน์ของคุณยงยุทธที่กระตุ้นให้ผมและทีมงานทำสิ่งที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากลูกค้าโครงการอื่นที่เน้นประหยัดงบ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ โครงการนี้สร้างมาตรฐานใหม่ซึ่งสูงสุดเท่าที่ผมเคยทำงานมา สูงกว่าหลายเจ้าที่เคยทำในนิวยอร์ก”

02

ความหรูหราที่มาพร้อมฟังก์ชัน

“ผมคิดว่าความหรูหราคือส่วนผสมระหว่างฟังก์ชัน ขนาด และวัสดุ” โทมัสเล่า 

“ยกตัวอย่างห้องน้ำซึ่งเป็นหนึ่งในห้องที่คนใช้เวลาอยู่กับมันมาก ขนาดต้องใหญ่พอที่จะใช้ห้องนี้ได้อย่างสบาย บรรจุอ่างอาบน้ำพร้อมฟังก์ชันที่ทุกคนต้องการ และผนังกรุแผ่นหินอ่อนเต็มผืน ทั้งหมดร่วมกันสร้างบรรยากาศอยู่สบายให้กับบ้าน หรือห้องครัวที่เป็นห้องครัวจริงๆ ที่มีขนาดใหญ่และสามารถทำอาหารได้จริงๆ ความหรูหราไม่ใช่แค่นิยามของวัสดุ แต่ยังเป็นเรื่องของสัดส่วนที่แตกต่างกัน”

“สำคัญคือการทำบ้านให้รู้สึกเหมือนกับอยู่บ้านจริงๆ สถานที่ที่คุณต้องอยู่สบาย สงบ และอบอุ่น”

คำสำคัญเหล่านี้ปรากฏให้เห็นในงานออกแบบทุกโครงการของเขา นั่นทำให้วงการอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยของบุคคลมีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ต้องการตัวเขามาเป็นดีไซเนอร์เพื่อสร้างโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่โดดเด่นฉีกออกมาจากอาคารอื่นๆ ในแวดวงเดียวกัน

อาคาร ONE57 หรือชื่อเล่นที่เรียกกันว่า The Billionaire Building

ตัวอย่าง อาคาร ONE57 หรือชื่อเล่นที่เรียกกันว่า The Billionaire Building อาคารชุดพักอาศัยที่ราคาสูงที่สุดในนิวยอร์ก ความใส่ใจในคุณภาพการอยู่อาศัยจากฝีมือของโทมัสสะท้อนให้เห็นผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่อุปกรณ์ประกอบบานประตูที่ออกแบบและสั่งทำพิเศษเฉพาะโปรเจกต์นี้ ไปจนถึงวัสดุกรุพื้นและผนังที่สร้างให้ห้องพักแห่งนี้เป็นเหมือนแกลเลอรี่เล็กๆ ที่เปิดมุมมองแบบพาโนรามาของแมนฮัตตันทั้งเมืองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศห้อง

อีกโครงการหนึ่งในลอนดอน Project Falcon ทาวน์เฮาส์จากยุคก่อนสงครามที่สะท้อนภาพของวัฒนธรรมของอังกฤษได้อย่างร่วมสมัย ผ่านการใช้วัสดุที่เข้ากับรสนิยมและไลฟ์สไตล์แบบโมเดิร์น โดยยังคงเคารพบริบทดั้งเดิมของพื้นที่ภายในอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

Project Falcon

300 Collins เป็นอพาร์ตเมนต์อีกแห่งในฟลอริดา ที่แต่ละยูนิตเป็นห้องดูเพล็กซ์ที่มีสวนส่วนตัว เปิดหน้าระเบียงออกสู่มุมมองภายนอกอาคารอย่างไร้ขอบเขต ผ่านงานออกแบบภายในที่คิดแบบ Interior Out หรือคิดจากการใช้พื้นที่ภายในเป็นสำคัญ

300 Collins

03

ประสบการณ์สร้างรายละเอียด

สำหรับโทมัส เทรนด์คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและผันผ่านไปตามกาลเวลา หากแต่​ ‘คุณภาพ’ คือสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกให้การยอมรับ 

“ไม่ว่าคุณจะมีรสนิยมแบบไหน ชอบสไตล์อะไร แต่ถ้าเป็นสิ่งที่มีคุณภาพแล้ว ทุกคนก็พร้อมที่จะชื่นชอบและให้คุณค่ากับมัน ผมจึงอยากออกแบบสิ่งที่คงอยู่ได้อย่างอมตะ อยู่ร่วมด้วยได้กับทุกยุคสมัย”

โครงการ สโคป หลังสวน Thomas Juul-Hansen

จากประสบการณ์ทำงานกับผู้คนต่างวัฒนธรรมทั่วโลกอย่าง Project Falcon ในลอนดอน ที่บอกเล่ารายละเอียดความต้องการทางความรู้สึกผ่านทางวัสดุที่ใช้ อย่างหินอ่อนกรุผนัง ความแวววาวของเมทัลลิก หินแกะสลัก และวัสดุไม้จริง ซึ่งแสดงคุณค่าอย่างเป็นอมตะ ครอบคลุมความงามของอาคารยุคก่อนสงครามโลกมาจนถึงรูปแบบไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้

จากการทำงานกับโครงการคอนโดมิเนียมทั่วโลก โทมัสเก็บเอาข้อดีของไลฟ์สไตล์ผู้คนในแต่ละประเทศ มาสร้างสรรค์เป็นรายละเอียดในการออกแบบภายในสำหรับโครงการ สโคป หลังสวน

Thomas Juul-Hansen

“อย่างในเมืองไทยที่อาจไม่คุ้นกับการแยกห้องน้ำและห้องอาบน้ำ แต่ผมคิดว่านี่เป็นการจัดสรรพื้นที่ที่ดีเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน เช่นเดียวกันกับที่คนไทยถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก เรื่องสำคัญจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่เก็บของ ไม่ว่าห้องของคุณจะเล็กหรือใหญ่ พื้นที่เก็บของย่อมเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ทุกคนอยากได้ โครงการนี้ผมจึงออกแบบตู้เก็บรองเท้าที่เก็บได้ถึง 80 คู่ต่อตู้ หรือทั้งหมดก็ 160 คู่ต่อห้อง”

04

สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการอยู่อาศัยคอนโดมิเนียม

งานออกแบบที่ดีไม่ได้หยุดเพียงแค่ที่กระบวนการคิดงาน แต่ยังหมายถึงขั้นตอนการลงมือทำ ให้ผลของงานออกแบบปรากฏตรงตามที่คิดให้มากที่สุด การทำงานในประเทศไทยครั้งแรกเปิดโอกาสให้โทมัสในฐานะอินทีเรียดีไซเนอร์ได้ทำงานอย่างเต็มที่มากที่สุด บนจุดประสงค์หลักคือ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับโครงการ เขาจึงไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ในจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างผลงานออกแบบที่ดีที่สุดอีกโปรเจกต์หนึ่งในชีวิต

โครงการ สโคป หลังสวน Thomas Juul-Hansen

“เพราะการทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นความฝันของผมเช่นกัน และเมื่อได้มาทำงานกับลูกค้าที่มีความต้องการเหมือนกัน นั่นทำให้ผมใช้เวลามาก เพื่อปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นในทุกรายละเอียดของการทำงาน ตั้งแต่เรื่องการจัดการพื้นที่ส่วนกลางไปจนถึงห้องพักแต่ละห้อง ทุกครอบครัวที่นี่จะได้รับห้องที่ผ่านการคิด จัดสรร ตกแต่งมาเรียบร้อย และนั่นจะเป็นประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดซึ่งได้รับจากโครงการนี้”

ไม่เพียงแต่ผู้อยู่อาศัยที่จะได้รับประสบการณ์พิเศษจากการออกแบบของดีไซเนอร์ แต่ตัวโทมัสเองก็ได้ยกระดับมาตรฐานงานดีไซน์คอนโดมิเนียมขึ้นมาอีกขั้น 

โครงการ สโคป หลังสวน Thomas Juul-Hansen

“ผมคิดว่า งานออกแบบโครงการสโคป หลังสวน แห่งนี้ เป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับผม และผมคาดว่าเมื่ออาคารแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ มันจะกลายเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ ไม่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ แต่กับวงการคอนโดมิเนียมทั่วโลก ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ สู่การตระหนักในการสร้างคุณภาพชีวิตผ่านดีไซน์ และแนวความคิดนี้จะถูกกระจายออกไปทั่วโลก จนกลายเป็นมาตรฐานระดับสากลในที่สุด”

Writer

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้าคุณครอบครองพื้นที่ใจกลางเมืองสักผืน คุณจะทำอะไรกับที่ดินนั้น 

เราเจอหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจอย่าง ‘สินธร วิลเลจ’ โครงการ Mixed Use บนที่ดิน 42 ไร่ ที่เลือกใช้ที่ดินใจกลางเมืองย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินีผืนนั้น สร้างที่อยู่อาศัยเพียงครึ่งเดียว ส่วนพื้นที่ที่เหลือปรับปรุงเป็นสวนให้กับลูกบ้าน ลูกค้า และเมืองโดยรอบ แถมอาคารที่พักอาศัยและโรงแรมได้รับการรับรองตามมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารเขียว ซึ่งนั่นถูกคิดเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ถูกให้ความสำคัญ ตระหนัก และพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเช่นทุกวันนี้ 

มากไปกว่านั้น พวกเขาออกแบบแม้กระทั่งทิศทางลมและแสงแดด คิดใหญ่ในดีเทลเล็กน้อย แถมคิดเผื่อให้อยู่ต่อได้อย่างยั่งยืนอีกเป็นร้อยปี 

ยิ่งได้พูดคุยก็พบว่าความคิดอย่างลึกซึ้งเหล่านี้ มาจากความเชื่อและความตั้งใจแสนเรียบง่ายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ผู้บริหารยุคเริ่มต้น นั่นคือ อยากสร้างคุณภาพชีวิตด้วยคำว่า ‘อยู่สบาย’ บนพื้นที่ใจกลางเมือง ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างแสง ลม และต้นไม้ ซึ่งคือเรื่องพื้นฐานที่สุด จนเราอยากพาทุกคนเข้าไปค้นแนวคิดเบื้องหลังว่าโครงการนี้ทำอย่างไร และคุณอาจทึ่งกับแนวคิดของสินธร วิลเลจ ไม่ต่างกัน 

เป็นที่มาให้คอลัมน์หมู่บ้านชวน คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาคารบริษัท สยามสินธร จำกัด มาเล่าให้ฟัง ถึงเบื้องหลังความเจ๋งของการออกแบบและลงมือพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจนทำให้คนอยู่สบายใจที่สุด 

ทำไมต้องอยู่สบาย

“คุณอาจสงสัยว่า เราทำทำไม ความเชื่อของเราคือ อยากทำโครงการที่อยู่อาศัยที่คนมาอยู่แล้วดี จากการมีสภาพแวดล้อมดี ๆ ทั้งความปลอดภัย อยู่ในพื้นที่ที่มั่นใจได้ ไปจนถึงความสะดวกสบาย”

คุณสืบพงษ์ชวนเรามองย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน บนพื้นที่ศักยภาพสูงกลางเมือง หลายคนอาจอยากจับจองพื้นที่เพื่อเดินหน้าปลูกสร้างโครงการต่าง ๆ เต็มอัตรา แต่โครงการสินธร วิลเลจ ไม่ได้คิดเช่นนั้น 

จุดตั้งต้นของโครงการนี้ คือทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดกับผู้อยู่อาศัย ซึ่งนั่นมาพร้อมกับความตั้งใจพัฒนาพื้นที่ให้มีศักยภาพมากที่สุด ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตอย่างครบทุกมิติ

“ที่ดินย่านหลังสวนมีคาแรกเตอร์พิเศษมาก เพราะว่าแม้จะอยู่ใจกลางเมือง เราเห็นการไปมาหาสู่ที่สะดวก เข้าออกง่ายได้จากหลายทาง เช่น เข้าทางซอยหลังสวน ตัดถนนสารสิน ไปออกถึงถนนวิทยุ ก็เดินทางได้สะดวก ช่วงเย็น ๆ หลัง 5 โมงเย็นแถวนี้กลับสงบและมีความเป็นส่วนตัวเหมือนอยู่ชานเมือง เลยมองเห็นศักยภาพของที่ดินแบบนี้ ในประเทศไทยยังขาดที่อยู่อาศัยหรือคอนโดมิเนียมดี ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่และผู้พัฒนาโครงการดูแลรักษาพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ และบริการอย่างดีหลังซื้อ ไปจนตลอดการใช้งาน” คุณสืบพงษ์อธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน 

และหากดูพื้นที่บริเวณนี้ จะเห็นว่าเป็นทั้งย่านธุรกิจ อยู่ใกล้กับสถานทูต ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยสูง รวมถึงสาธารณูปโภคครบครันและมั่นใจได้ เช่น หากเกิดน้ำไม่ไหลหรือไฟดับขึ้นมา ก็จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่นี่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญ ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ 

ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างอาคารเต็มในทุกตารางเมตรได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจคือ ทำไมที่นี่ใช้พื้นที่ก่อสร้างอาคารเพียงครึ่งเดียว

“เราอยากสร้างคุณภาพชีวิตติดสวนกลางเมือง จึงเลือกขยายสวนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มี Open Space ซึ่งทำให้ได้ผลตอบแทนที่มองไม่เห็น นั่นคือการที่เรามีพื้นที่สีเขียวมหาศาลจากการลงมือปลูกและออกแบบพื้นที่ให้มองเห็นสวนได้จากทุกมุม ที่สำคัญ คือทำให้คนอยู่สบาย Worry Free ทั้งสุขภาพจิตที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดี” 

เขาเล่าต่อว่าสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่สนใจมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดโครงการ เทียบกันแล้วเมืองไทยในเวลานั้นให้ความสำคัญน้อยมาก แต่ที่นี่ก็ยังคงยึดแนวคิดที่ตั้งใจอยากให้คนอยู่สบายภายใต้พื้นที่สีเขียว พร้อมกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เช่น การออกแบบหน้าต่างกว้างเพื่อรับแสง แต่ก็มีกระจกกั้นถึง 3 ชั้นเพื่อป้องกันความร้อน และยังมีอีกหลายส่วนที่เราจะค่อย ๆ พาขยายรายละเอียดลงไปต่อจากนี้ จนทำให้โครงการสินธร วิลเลจ ได้รับรองตามมาตรฐาน Green Building จากการออกแบบที่พวกเขาคิดทำตั้งแต่แรก

อยู่แบบไหนถึงจะสบาย

ความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ได้รอบด้าน คือสิ่งที่เราขอใช้ตอบคำถามว่าจะอยู่อย่างไรให้สบาย เมื่อได้ลองสมมติตัวเองแทนใจลูกบ้านที่นี่ ก็ค้นพบว่านอกจากพื้นที่สวนขนาดยักษ์ที่ทำให้เราใกล้ชิดธรรมชาติแม้อยู่กลางกรุงแล้ว การสร้างพื้นที่ให้รองรับทุกความต้องการ โดยเฉพาะการรวมเอา Complex Building เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันเป็น Community ซึ่งทำให้โครงการสินธร วิลเลจ แตกต่างจากที่อื่น

แค่บรรยากาศเมื่อเดินก้าวแรกเข้าไปใน Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel เราสัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาและดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมกับความผ่อนคลายตั้งแต่ทางเดินไปจนถึงห้องพัก แถมต่อให้เราอุ้มสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและแยกชั้นพักให้อย่างไม่รบกวนกัน 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมหลากหลายของที่นี่ ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนที่อยากอยู่คอนโดมิเนียมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน แถมด้วยพรีเมียมเซอร์วิสที่ทางโครงการลงมาดูแลด้วยตัวเองทั้งการบริการและการบำรุงรักษา เราแทบไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งความ Worry Free แบบนี้เองทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ

และความต่างแบบเห็นได้ชัดเลยก็คือ ที่ Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok นอกจากจะทึ่งกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัย และการออกแบบให้กลมกลืนไปกับพื้นที่สีเขียวแล้ว ที่นี่ยังเป็น Wellness Hotel เต็มรูปแบบที่แรกของไทย ใส่ใจสุขภาพขนาดมีศูนย์บริการดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย การสร้างสุขภาวะที่ดีในการพักผ่อนที่เกิดขึ้นจึงทำให้อยู่แล้วสบายทั้งกายและใจ 

ที่สำคัญ ยังมี Velaa Langsuan ศูนย์การค้าที่รวมร้านอาหาร ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ต กระทั่งสวนสำหรับพักผ่อนเอาไว้ครบ จบในที่เดียว ลูกบ้านที่นี่เลยได้ใช้ชีวิตภายในโครงการอย่างสะดวกสบาย นั่นเป็นเหตุผลว่าการรวมกันแบบ Complex นี้เองที่ตอบโจทย์ทั้งหมด

แก้ไขจุดที่ไม่สบายกายและใจ

เห็นรู้รอบและรู้ลึกเรื่องการออกแบบให้คนอยู่สบายรอบด้านเช่นนี้ นั่นเกิดจากการรวบรวม Pain Point ที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยรูปแบบต่าง ๆ มาจับจุดอย่างดี แล้วใช้โครงการสินธร วิลเลจ เพื่อแก้ปัญหาปวดใจให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องอยากอยู่แบบเลือกได้ตามใจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่มี ถึงเรื่องน้ำ ไฟ แอร์เสีย และต้องเรียกช่างมาซ่อมเอง สยามสินธรก็แก้โจทย์เหล่านี้ให้ลูกบ้านด้วยความเรียบง่าย แต่กลับได้ผลลัพธ์แบบสบายใจที่สุด เพราะทางโครงการเป็นนิติบุคคลเอง รวมทั้งให้ผู้พัฒนามาเป็นผู้ดูแลเองด้วย ลูกค้าจึงมั่นใจได้

อีกทั้งยังมีการคิดถึงทำเลกลางเมืองให้คนอยู่สบาย ไปมาหาสู่สะดวก รองรับ Senior Living และคนหลายเจเนอเรชันให้บริหารชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงพาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ “เราพบว่าคนชอบและอยากอยู่ที่นี่ ข้อแรกเพราะมีสวน ข้อที่สองเพราะบรรยากาศดี และข้อสามคือสะดวก เขาบาลานซ์ชีวิตได้ อยากกลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก็ทำได้”

และใครจะไปคิดว่าขนาดที่จอดรถ พวกเขาก็ลงลึกถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรให้จอดรถสบาย ไม่คับแคบ ไม่ชิดรถคันข้าง ๆ หยิบของสะดวก ด้วยการออกแบบช่องจอดรถขนาดกว้างและยาวกว่ามาตรฐาน แถมยังดีไซน์โดยการดึงแสงธรรมชาติและดึงระบบปรับอากาศลงชั้นใต้ดิน เพื่อตอบโจทย์ความสบายตั้งแต่ก้าวแรกอย่างคนที่เข้าใจ

การให้พื้นที่เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว คืออีกข้อสำคัญที่ทำให้ความสบายใจเกิดขึ้นได้ เพราะที่นี่มอบพื้นที่เผื่อได้แบบไม่จำกัด โดยเฉพาะกับพื้นที่ส่วนกลางที่เห็นได้ชัด อย่างทางเดินที่กว้างกว่า 2 เมตร

ต่อให้เราเดินถือของมา 2 คนก็ไม่เบียดเสียด และตลอดการใช้งานภายในอาคารถึงห้องพัก ก็คิดมาอย่างดีถึงการเดินทางที่สบายไร้รอยต่อ

  ความให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่างทางเดินเข้าห้องที่ไม่มีห้องตรงข้าม และเมื่อเข้าห้องพักไปแล้วจะรู้สึกถึงความเงียบ เพราะแทบไม่ได้ยินเสียงข้างนอกเลย อีกทั้งหน้าต่างบานใหญ่ บรรยากาศดีจนมองออกไปแล้วไม่เหมือนอยู่ในห้อง การเก็บเสียงได้เงียบสนิทด้วยประตู Drop Seal รวมถึงทำผนัง 2 ชั้น และเหตุผลที่ต้องใช้กระจกหนาถึง 3 ชั้น ก็เพื่อตัดเสียงรบกวนและกันความร้อน รวมถึงยังแยกระบบปรับอากาศอีกด้วย ฉะนั้น ต่อให้ห้องข้าง ๆ หรือเราจะทำอาหารก็ไม่มีเสียงและกลิ่นเล็ดลอดอย่างแน่นอน ซึ่งการไม่ไปรบกวนกัน กลายเป็นความสงบและเป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ใจกลางเมืองเช่นนี้

นอกจากนั้น ความสบายยังเกิดขึ้นตั้งแต่โถงลิฟต์ที่คิดมาจากโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ต้องรอนาน กลายเป็นลิฟต์ 4 ตัวในพื้นที่ 200 ยูนิต ใช้สเปซเยอะหน่อยแต่ผู้อยู่รู้สึกสบาย 

คำว่าอยู่สบายอีกข้อหนึ่ง ก็มาจากการคิดที่เรียบง่ายที่สุด คือการสัมผัสธรรมชาติอย่างสัจจะ ด้วยการออกแบบให้เห็นแสงธรรมชาติจนเหมือนไม่มีกระจกกั้น วางผังให้รับทิศทางลมเป็นอย่างดี และออกแบบอุณหภูมิให้รู้สึกสบาย ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่ลงลึกถึงเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ แค่เราเองที่เดินเข้ามาสัมผัสภายในห้อง ก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศอยู่สบายจริง ๆ ซึ่งอีกข้อดีโดยตรงจากออกแบบทั้งภายในและภายนอกเช่นนี้ ทำให้ที่นี่เป็นอาคารประหยัดพลังงานอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ Kempinski Residence อีกหนึ่งโครงการในสินธร วิลเลจ Mixed Use ที่ตอบโจทย์เรื่องความสบายในการบริหารจัดการชีวิตทุกด้าน มีพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Complex ที่มีทั้งร้านอาหารหลากหลายประเภท บริการด้านสุขภาพ โรงแรม และพื้นมีสีเขียวขนาดมหึมา ให้ลูกบ้านได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความผ่อนคลาย

อาคารยั่งยืนที่ให้สิ่งแวดล้อมสบายไปด้วย

ด้วยความตั้งใจอันดีแต่แรกของ โครงการสินธร วิลเลจ เลยประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จาก U.S. Green Building Council ซึ่งรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง การอยู่อาศัย จนถึงการดูแลอาคารให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปได้ 

“แม้เราจะทำทุกระบบให้ได้ตามมาตรฐาน LEED อาคารที่เป็นผู้นำด้านอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากการเลือกใช้วัสดุที่มีสารระเหยที่เป็นพิษต่ำ จนถึงเติมอากาศบริสุทธิ์ในระบบจนคนนอนหลับได้ลึกขึ้น แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการที่สุดท้ายมันเกิดผลดีจนลูกค้ามาบอกเราว่า ‘พี่อยู่ที่นี่แล้วสบายใจ สุขภาพก็ดีขึ้น หลับสบาย’ นี่ต่างหากที่เราต้องการ เราเชื่อว่าไม่ต้องทำอะไรให้ซับซ้อนมาก แต่ทำพื้นฐานให้ดี ออกแบบให้เป็น Timeless Design ต่อให้นานแค่ไหนก็ยังสวยได้ เราคิดกันแบบนี้ ตรง ๆ เลย” 

ผลพลอยได้นี้ เลยกลายเป็นว่าอาคารที่ออกแบบอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องเดียวกับการออกแบบอาคารให้คนอยู่สบายนั่นเอง เช่น Façade และกระจกที่ช่วยกันไม่ให้ความร้อนเข้าไปสะสมในตัวตึก การระบายลมที่ดีช่วยลดใช้เครื่องปรับอากาศ ลดการสร้างมลพิษ ทั้งยังใส่ใจเรื่องคุณภาพอากาศภายในด้วยการเติมอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ส่วนภายนอกอาคารก็ห้อมล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวช่วยฟอกอากาศ ไปจนถึงทำให้การบำรุงรักษาน้อยและง่ายที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าการตั้งใจให้อาคารอยู่อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองเหล่านี้ ก็เป็นแนวคิดอย่าง Sustainability ต่อผู้คนและสังคมโดยรอบด้วย

พักสบาย ๆ ท่ามกลางสวนกลางเมือง

คุณสืบพงษ์พูดถึงพื้นที่สีเขียวอยู่บ่อยครั้งตลอดบทสนทนา เพราะสวนคือธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติคือการเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใคร

ต้นไม้เก่าของพื้นที่ทั้ง 60 ต้นยังคงอยู่ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ผ่านการดูแลโดยรุกขกร พร้อมทั้งนำต้นไม้ใหม่เข้ามาลงเกือบ 300 ต้น วางแผนปลูกกันถึง 1 ปี เพราะอยากให้ที่นี่เป็นที่อยู่ในสวนหรือ Living in the Park อย่างที่วาดฝันไว้ให้ได้

“วันเปิดโครงการจะเป็นวันที่ต้นไม้เราสวยน้อยที่สุด เพราะเราวางให้ต้นไม้ต้องโตไปเรื่อย ๆ เราออกแบบระบบนิเวศของต้นไม้หมด ทั้งต้นเตี้ย กลาง และสูง แต่ละชั้นเรือนยอดก็จะทำหน้าที่ต่างกันไป ให้นก ผีเสื้อ และแมลงปอ ได้กลับมาอีกครั้ง” การวางผังสวนของที่นี่ไม่ง่าย คุณสืบพงษ์บอกเช่นนั้น ต้องช่วยกันคิดกับสถาปนิกอยู่หลายรอบ จนได้ออกมาเป็นพื้นที่สีเขียว 3 ผืนใหญ่ เพื่อให้ทุกตึกในสินธร วิลเลจ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติและใช้ชีวิตภายนอกได้อย่างถ้วนทั่ว

“ผมถามลูกค้าสูงอายุว่าทำไมถึงเลือกบ้านสินธร ซึ่งเป็นตึก Low Rise เขาตอบกลับมาว่า ‘พี่อยากตื่นมาได้ยินเสียงนก อยู่ชั้นล่างยังได้ยินเสียงนกบนยอดไม้’ ผมคุยกับเขาไป พร้อมมองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เป็นกิ่งและยอดต้นเป็นชั้น ๆ จากในห้อง ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูด” 

นอกจากสวนสีเขียวเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการสินธร วิลเลจ สร้างขึ้นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีกว่าเดิม และสร้างความสบายใจในการอยู่ เรื่องพื้นที่สีเขียวนั้นก็ยังเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารในโครงการได้รับออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ว่ามานี้ จึงช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 5,000 ตันต่อปี เมื่อเทียบแล้วเทียบเท่ากับสวนลุมพินีอีกกว่า 7.5 สวน ดังนั้น คงไม่กล่าวเกินจริงไปนัก ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ เหมือนสร้างสวนขนาดใหญ่แบบถาวรให้กับกรุงเทพฯ

สังคมก็อยู่ได้สบาย

นอกจากจะให้ลูกบ้านอยู่สบายแล้ว การคิดอย่างรอบด้านเพื่อให้ชุมชน สังคมรอบข้างอยู่สบายด้วย เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้นจากที่นี่ ตั้งแต่เราเดินทางเข้ามา จะได้เห็นทางเดินเท้าของโครงการที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด แถมถนนภายในโครงการยังเปิดให้คนจากถนนรอบ ๆ ใช้ได้ เรียกว่าไม่ทิ้งชุมชนซึ่งเป็นหนึ่งใน Stakeholder

ต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายริมถนนของโครงการนี้เองที่สะท้อนความตั้งใจของพวกเขาว่า ไม่ใช่การสร้างสวนเพื่อลูกบ้าน แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่สัญจรผ่านไปมาในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากสดชื่นและแสนร่มรื่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ชุมชนโดยรอบหันมาใส่ใจการสร้างพื้นที่สีเขียวมากขึ้นอีกก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาที่ทำไว้ก็จะกลับไปสู่ 3 แนวคิดตั้งต้นของการสร้างที่นี่ อย่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด

ถอดบทเรียนที่ทำให้ผู้อยู่สบายที่สุด

เห็นความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้น ตัวแทนโครงการอย่างคุณสืบพงษ์ก็บอกว่าไม่ง่ายเลย 

เราว่าความเป็นผู้ให้ จริงใจ และซื่อสัตย์ เลยทำให้พวกเขามี Mindset ว่าจะสร้างที่อยู่อาศัยที่ดีให้ลูกค้าอยู่สบายเป็นหัวใจหลัก และต่อยอดเป็นสิ่งต่าง ๆ ตามมาทั้งหมดในโครงการ

ข้อสอง จากที่เราสังเกตเห็น พวกเขามีวิธีการส่งแนวความคิดนี้ไปถึงทุกคนในโครงการได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร แต่ทีมงานทุกคนมีแนวคิดไปในทางเดียวกัน การส่งต่อคุณค่าและคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกนี้เอง เราจึงหายสงสัยได้ไม่ยากว่าทำไมโครงการนี้ถึงประสบความสำเร็จ

อย่างที่สามคือ สร้างการมีส่วนร่วม โดยให้ Stakeholder รอบ ๆ เข้าใจพวกเขา ทั้งการลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชุมชนจริง ๆ และสร้างความเข้าใจร่วมกัน

สุดท้ายแล้ว เราเองก็เชื่อว่าความใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ความคิดต่าง ทำต่าง รวมถึงการเป็นผู้ให้นั้นคือจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ และเราเชื่อว่าสินธร วิลเลจ กำลังดำเนินไปในแนวทางนั้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่สบายทั้งกายและใจในทุกมิติให้เกิดขึ้นจริง

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load