หากเหลียวมองไปรอบๆ คุณอาจพบว่า ‘งานออกแบบที่ดี’ อยู่ใกล้กว่าที่คิด นอกจากถ้วยกาแฟเก๋ใช้งานง่ายบนโต๊ะ งานออกแบบเหล่านั้นอาจซุกซ่อนอยู่ในเมืองที่คุณอาศัย เช่น สวนสาธารณะแห่งใหม่ที่เพิ่งขับรถผ่านมา หรืออาคารดีไซน์ดีตรงหัวมุมถนน

นอกจากการออกแบบจะช่วยแก้ปัญหา ทั้งเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้สิ่งรอบตัวเรา ถ้ารวบรวมงานออกแบบที่อยู่ตรงนั้นตรงนี้มัดรวมเป็นก้อนใหญ่ เชื่อไหมว่ามันจะทรงพลังขึ้นจนช่วยเพิ่มพลังเมืองทั้งเมืองได้

ขอแนะนำให้คุณรู้จักโปรแกรมที่ชื่อว่า The World Design Capital (WDC)

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

นี่คือโปรแกรมที่ริเริ่มโดย World Design Organisation (WDO) องค์กรเอกชนระดับนานาชาติซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมภาคการออกแบบอุตสาหกรรม พวกเขามองว่า ณ วันที่ประชากรโลกกว่าครึ่งอาศัยอยู่ในเมือง การออกแบบได้ช่วยพัฒนาเมืองทั้งในแง่เพิ่มเสน่ห์ดึงดูด พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืน 

โปรแกรมนี้จึงคัดเลือกเมืองที่โดดเด่นด้านการออกแบบขึ้นมาเป็น ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ ซึ่งเป็นทั้งการกำหนดขอบเขต (Area Designation) เชื่อมโยงสิ่งมีคุณค่าเข้ากับพื้นที่ที่ชัดเจน และเป็นการให้ ‘รางวัล’ เมืองแห่งนั้น พูดอีกอย่างคือ โปรแกรมนี้หยิบเรื่องการออกแบบมาเป็นตัวชูโรง เพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้แก่เมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation
WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

แต่รางวัลด้านการออกแบบก็มีอยู่เยอะแยะนะ-คุณอาจสงสัย

สิ่งน่าสนใจคือ โปรแกรมนี้ไม่ใช่แค่การเชิญแต่ละเมืองมาขึ้นเวทีแล้วมอบถ้วยรางวัล แต่ยังออกแบบโปรแกรมโปรโมตเมืองเพื่อฟูมฟัก ขับเน้นเรื่องการออกแบบที่แทรกอยู่ในเนื้อเมืองให้เปล่งประกาย และช่วยสร้างเครือข่ายเมืองที่ใส่ใจเรื่องการออกแบบซึ่งจะช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกันต่อไป อีกทั้งมีรายงานสรุปผลชัดเจน เป็นเครื่องยืนยันว่าโปรแกรมนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เชิญเรียนรู้วิธีคิดของโปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้ ‘เรื่องเล่า’ ของการออกแบบระดับเมืองกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง

ออกแบบสนามแข่ง

The World Design Capital เป็นโปรแกรมที่จัดขึ้นทุก 2 ปีมาตั้งแต่ปี 2008 โดยมี ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ มาแล้วหลายเมืองหลายทวีป อาทิ เฮลซิงกิ โซล เคปทาวน์ และเม็กซิโกซิตี้

แน่นอนว่าเมืองเหล่านี้ไม่ได้ถูกจับฉลากเลือกมา แต่ผ่านกระบวนการคัดสรรเข้มข้นโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ประธานของ WDO ผู้เป็นนักออกแบบและสถาปนิกชื่อดัง ตัวแทนจาก Bloomberg Philantropies และ Chief Design Officer จากบริษัทเป๊ปซี่

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

สนามนี้เปิดให้เมืองทั้งเล็กใหญ่เข้าร่วมแข่งขันได้ โดยต้องแจกแจงว่าที่ผ่านมาได้ใช้การออกแบบมาพัฒนาเมืองอย่างไร แผนที่วางไว้หากได้รับเลือกคืออะไร รวมถึงระบุงบที่จะได้รับจากภาครัฐ หลังจากนั้นก็จะมีกระบวนการคัดเลือก ซึ่งรวมถึงการไปเยี่ยมเยียนเมืองที่เข้ารอบสุดท้ายกันจริงๆ เป็นเวลา 2 วันเต็ม

เมื่อได้ชมเมืองเรียบร้อย จะมีการคัดเลือกรอบสุดท้ายก่อนประกาศชื่อเมืองที่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ โดยเมืองแห่งนั้นจะมีเวลาเตรียมตัวอีก 2 ปีเพื่อเปิดประตูเมืองต้อนรับชาวโลกในฐานะ ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก’ เต็มภาคภูมิ

กระบวนการเตรียมตัวนั้นเป็นการทำงานประสานกันระหว่างส่วนกลางของ WDO กับระดับท้องถิ่น และเข้มข้นไม่ต่างจากกระบวนการคัดเลือกเลย

ออกแบบ ‘เมืองหลวงด้านการออกแบบ’

  การเป็นเมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก หมายถึงการที่แต่ละเมืองได้เล่าเรื่องตัวเองผ่านมุมการออกแบบ ด้วยรูปแบบหลากหลายและสร้างสรรค์ 

นอกจากกิจกรรมที่ต่างกันตามบริบทเมือง สิ่งที่เราอยากหยิบมาเล่าให้คุณฟังคือ เซ็ตกิจกรรมหลักจากโปรแกรมของ The World Design Capital ที่เรียกว่า ‘Signature Event’ ซึ่งออกแบบไว้ได้น่าสนใจ 

หากเมืองของคุณได้รับเลือก 8 อีเวนต์ด้านล่างนี้คือกิจกรรมที่คุณจะได้ยินข่าวในสื่อ หรืออาจได้ไปเข้าร่วมเองด้วย

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation
WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

1. WDC Signing Ceremony

  กิจกรรมทางการอย่างแรกสุดของเมืองที่ได้รับเลือก และเป็นกิจกรรมหลักอย่างเดียวที่อยู่นอกเวลา 1 ปีของโปรแกรม พิธีลงนามอาจฟังดูเป็นการเป็นงานน่าเบื่อ แต่นี่คือโอกาสของเมืองที่จะรวมพลผู้เกี่ยวข้องหลัก ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากภาครัฐ ชุมชนนักออกแบบ สื่อ และภาคธุรกิจ กิจกรรมนี้ยังเป็นเหมือนการประกาศตัวที่ชวนให้คนในเมืองเริ่มภาคภูมิใจในความสำเร็จครั้งนี้

2. World Design Street Festival

  เฟสติวัลที่เป็นสิ่งจับต้องง่ายและน่าสนุกนี้เป็นกิจกรรม Kick-off ของโปรแกรมทั้งปี ประกอบด้วยสารพัดกิจกรรมตั้งแต่คอนเสิร์ต เวิร์กช็อป นิทรรศการ จนถึง Open House ของสตูดิโอออกแบบ งานนี้จัดเพื่อชวนคนทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยวให้มีส่วนร่วม และช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าการออกแบบช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ 

3. World Design Spotlight

กิจกรรม 1 วันที่จะไฮไลต์ความสำคัญของการออกแบบในฐานะเครื่องมือพัฒนาเมือง และจัดแสดงจุดเด่นที่ทำให้เมืองได้รับเลือกและการออกแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาติ

4. World Design Experience

มาถึงกิจกรรมที่ยิงยาว 1 สัปดาห์กันบ้าง งานนี้จัดแสดงงานดีไซน์จากทั่วโลก ซึ่งเราแวะไปแจมได้แบบ Interactive แน่นอนว่าน่าสนใจทั้งกับคนทั่วไปและเหล่าสื่อมวลชน

5. World Design Policy Conference 

กลับสู่โหมดการประชุมจริงจัง ด้วยกิจกรรมการประชุมที่เปรียบเหมือนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนความเห็นและความรู้สำหรับนานาประเทศที่ใส่ใจเรื่อง Design Policy ถ้าใครสนใจเรื่องงานออกแบบ นี่คือโอกาสที่จะได้พบกัน

6. World Design Network Cities Meeting

ฟอรั่มสำหรับ Municipal Representatives เพื่อโอกาสที่จะร่วมมือกัน และช่วยให้ประเทศเครือข่ายยังกระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนเรื่องการออกแบบต่อ

7. WDC Design Week Forum

ฟอรั่มรวมผู้จัด Design Week ทั่วโลกมาแบ่งปันประสบการณ์ เป็นงานที่มีประโยชน์กับเมืองซึ่งยังไม่ได้จัดสัปดาห์ด้านการออกแบบด้วย

8. WDC Convocation Ceremony

และท้ายสุด คือพิธีปิดที่สรุปทบทวนไฮไลต์และบทเรียนจากปีแห่งการเป็นเมืองหลวงด้านการออกแบบของโลก รวมถึงส่งต่อตำแหน่งเมืองหลวงฯ สู่เมืองถัดไป เป็นงานทางการส่งท้ายที่ชวนผู้เกี่ยวข้องหลักกลับมารวมตัวอีกครั้ง

อย่างที่บอกเมื่อครู่ว่า นอกจาก 8 กิจกรรมนี้ แต่ละเมืองยังมีกิจกรรมอื่นที่ต่างกันไป แต่ Signature Event ทั้งหมดนี้ คือเครื่องมือที่ช่วยสาดสปอร์ตไลต์ให้เมืองและเรื่องการออกแบบเมืองอยู่ในสายตาผู้มีอำนาจรวมถึงประชาชนตลอดปี

และแน่นอน ทุกสิ่งที่ทำช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงน่าชื่นใจให้เมืองแห่งนั้น

ผลลัพธ์การออกแบบ

ลองนึกภาพเมืองของคุณกลายเป็นสถานที่ซึ่งมีกิจกรรมสนุกสร้างสรรค์เรื่องการออกแบบอยู่ไม่ขาด มีนักท่องเที่ยวและนักลงทุน รวมถึงเพื่อนใหม่อย่างเมืองอื่นๆ มาเยี่ยมเยียน เมื่อ 1 ปีผ่านไป ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย

ทั้งความรู้เรื่องดีไซน์ที่คนในเมืองอาจซึมซับไปทีละน้อย ฐานะการเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งขึ้น เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนถึงพันธมิตรที่เพิ่มพูน 

ในปี 2010 กรุงโซลที่ได้รับเลือกในปีนั้นและมาในธีม ‘Design for All’ มีคุณค่าด้านแบรนด์เพิ่มขึ้น 891,079 ล้านวอน (ประมาณ 770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ได้ขึ้นเป็นอันดับที่ 9 ของ Global Urban Competitiveness Index 2010 และยังได้สร้างแลนด์มาร์กชิ้นใหญ่อย่าง Dongdaemun Design Plaza ที่ออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid)

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

ขยับมาฝั่งเฮลซิงกิที่ได้เป็นเมืองหลวงฯ ในปี 2012 และเลือกใช้ธีม ‘Embedded Design’ ก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี ชนิดที่ 2 ใน 3 ของคนเฮลซิงกิได้แจมกิจกรรมกันถ้วนหน้า หลังจากนั้น ทางเมืองยังได้จัดโปรแกรม Design Driven City ยาว 2 ปีเพื่อรักษามวลเรื่องการออกแบบที่กำลังเข้มแข็งให้อยู่ต่อไป 

และเมื่อข้ามทวีปมายังฝั่งเมืองเคปทาวน์ที่ได้รับเลือกในปี 2014 และมาในธีม ‘Live Design-Transform Lives’ ก็ระบุว่าเงินทุก 1 แรนด์ (สกุลเงินแอฟริกาใต้) ที่ลงทุนกับงานนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากถึง 2.46 แรนด์ และยังช่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกทางสังคมอย่างสูง

WDC โปรแกรมที่ช่วยฉายไฟให้เรื่องเล่าการออกแบบเมืองเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง, World Design Organisation

The Wold Design Capital จึงไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลที่วับวาวอยู่บนชั้น หรือตำแหน่งประดับเพิ่มในประวัติเมือง แต่เป็นโปรแกรมออกแบบดีที่ช่วยให้เมืองซึ่งใส่ใจเรื่องงานออกแบบดียิ่งกว่าเดิม

พูดแล้วก็อยากให้เมืองในไทยได้ร่วมสนุกกับเขาบ้างจัง

ภาพ : wdo.org/programmes/wdc/

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ถ้าคุณสายตาผิดปกติ หรือมีคนรอบตัวเจอปัญหานี้ คุณคงเคยเจอหรือได้ยินเหตุการณ์เพ่งจนปวดตา มองสิ่งที่ครูเขียนไม่เห็น หรือเดินออกจากบ้านแล้วทุกอย่างเบลอไปหมด

ในบ้านเรา ปัญหาเหล่านี้อาจถูกปัดเป่าง่ายดายด้วยการเดินเข้าร้านตัดแว่นมาใส่ แต่ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนา ปัญหาสายตาถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนในประเทศ สาเหตุไม่ใช่การขาดแคลนแว่นตา แต่เป็นการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญในการวัดสายตา (Optometrist)

ในแอฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า หมอสายตา 1 คนต้องดูแลผู้มีปัญหาสายตาถึง 1 ล้านคน

มากกว่านั้น ถ้ามองเผินๆ เราอาจมองว่าปัญหาทางสายตาเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ แต่ลึกลงไป สายตาที่ผิดปกติยังนำไปสู่การขาดโอกาสทางการศึกษา การทำงาน จนถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวัน สถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีคนมากกว่า 1.3 พันล้านคนที่ชีวิตดีกว่านี้ได้ถ้ามีแว่นตาใส่ แต่พวกเขาในตอนนี้ไม่มีโอกาสสวมมัน

จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลย เมื่อมีคนกล่าวว่า ปัญหาสายตาเป็น 1 ในปัญหาใหญ่ที่สุดของโลก

และนี่คือปัญหาที่งานออกแบบชิ้นหนึ่งตั้งใจเข้าไปแก้ไข

ชื่อของมันคือ แว่นตา ADSPECS

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

แว่นแนวใหม่ที่แก้ปัญหาใหญ่ตรงจุด

แว่นตา ADSPECS คิดค้นโดย ศาสตราจารย์โจชัว ซิลเวอร์ (Joshua Silver) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

อธิบายอย่างง่าย มันคือแว่นตาที่ช่วยให้คนใส่ปรับเลนส์ได้แบบ DIY จากการปรับปริมาณของเหลวที่อยู่ในเลนส์จนได้ความชัดที่ต้องการ ปรับเสร็จก็ถอดอุปกรณ์ปรับออก แปลงโฉมแว่นให้กลายเป็นแว่นปกติในไม่กี่นาที

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

อธิบายอย่างง่ายจากอีกมุม นี่คือแว่นที่แก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดสายตาได้ชะงัด เพราะมันตัดกระบวนการ ‘คนกลาง’ ทิ้งเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีผลการทดสอบกับเด็กๆ ในประเทศจีนระบุว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ร่วมทดสอบรู้สึกว่าปัญหาสายตาได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขายังพบว่าแว่นตานี้ใช้ง่ายอีกด้วย

เจ้าแว่นตาชิ้นนี้จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาใหญ่ของโลกที่มีศักยภาพสูง

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเท่านี้ เพราะการแก้ปัญหาใหญ่ให้ได้ผลจริง ต้องคิดและลงมือทำในเรื่องอื่นอีกมาก

แว่นที่ไม่ได้จบแค่แว่น

สิ่งแรกที่น่าสนใจคือ เราจะจัดส่งแว่นนี้ไปถึงมือและตากลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร

คำตอบคือ ศาสตราจารย์โจชัวพาแว่นของเขาไปทำงานร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีหลากหลาย แว่นตา ADSPECS ถูกกระจายไปในเหล่าประเทศกำลังพัฒนา ผ่านช่องทางอย่างองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรม เช่น United States Africa Command (AFRICOM) และ United States Europian Command (EUCOM)

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์โจชัวยังร่วมกับ Dow Corning Corporation บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับซิลิโคน ก่อตั้ง Child Vision โปรเจกต์ที่มุ่งแจกจ่ายแว่นตาปรับเลนส์เองได้ให้เยาวชนอายุ 12 – 18 ปีที่มีภาวะสายตาผิดปกติในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการประเมินว่าเด็กกว่า 100 ล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญปัญหาสายตาสั้น

แว่นที่แจกนี้เป็นเวอร์ชันพัฒนาจากโมเดลแรกให้เล็ก น้ำหนักเบา และสวย รวมถึงไม่พังง่าย และโครงการนี้ก็คิดค้นโมเดลการแจกจ่ายแบบใหม่ นั่นคือการเข้าไปสอนวิธีใช้แว่นให้กับครูในโรงเรียน เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อแก่เด็กๆ เพราะแว่นปรับเองได้นี้ไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการสอน

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องราคา ที่นับเป็น ‘ข้อจำกัด’ ชิ้นใหญ่ของปัญหา

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน
ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

มีคนกว่า 1 พันล้านคนที่ต้องใช้ชีวิตด้วยเงินต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ฯ ต่อวัน แว่นที่พวกเขาซื้อจึงต้องมีราคาจับต้องได้ สำหรับศาสตราจารย์โจชัวร์ เป้าหมายสูงสุดคือการทำแว่นในราคาราว 1 ดอลลาร์ฯ โดยเขาเล่าว่า ได้ไปตั้งโจทย์ท้าทายเพื่อนซึ่งทำงานในบริษัทผลิตแว่นใหญ่ที่สุดในโลกว่าให้ผลิตแว่นนี้ในราคา 3 ดอลลาร์ฯ แม้ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงต้องก้าวต่อไป แต่ต้นทุนของแว่น DIY นี้ก็ต่ำลงต่อเนื่อง และต่ำกว่าต้นทุนที่คนในประเทศกำลังพัฒนาต้องจ่ายเพื่อไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาให้ได้บ่อยครั้ง

อีกประเด็นที่โดดเด่น คือการแก้ปัญหาของศาสตราจารย์โจชัวร์นั้นไม่ใช่เพียงวางแผนแล้วเดินหน้าไปเรื่อยๆ แต่มีแรงสนับสนุนสำคัญคือ ‘งานวิจัย’

ศาสตราจารย์โจชัวร์ให้ความสำคัญกับงานวิจัยมาก ถึงขั้นตั้งศูนย์ที่ชื่อ Centre for Vision in The Developing World ขึ้น โดยศูนย์นี้ที่มีหนึ่งในงานสำคัญ คือการทำวิจัยเพื่อตอบคำถามมากมายที่อยู่รายรอบแว่นตา

ตัวอย่างเช่น อะไรคือวิธีสอนใช้แว่นที่ดีที่สุดสำหรับสอนคนใช้ซึ่งอ่านไม่ออก และคนสอนก็พูดภาษาเขาไม่ได้

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

หรือจะทำอย่างไรให้รัฐบาลท้องถิ่นเห็นว่าคุ้มค่าที่จะแก้ปัญหานี้ ในสถานการณ์ที่เขายังให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ด้วยซ้ำ

พูดอีกอย่างคือ แว่นตาปรับเลนส์ได้นี้เป็นงานออกแบบที่ตั้งอยู่บนฐานงานวิจัยเข้มข้น และขณะเดียวกันก็เป็นการออกแบบที่สะท้อนว่า งานวิจัยเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาสังคมได้เช่นกัน

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บอกเราว่า การจะทำให้งานออกแบบ 1 ชิ้นกลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ต้องอาศัยอีกหลายเรื่องที่ลึกและกว้างไปกว่าการออกแบบผลงาน

แว่นที่เห็นภาพอนาคต

เวลาเราพูดเรื่องทางออกของปัญหา นอกจากวิธีคิดและจัดการ อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือผลลัพธ์ที่ทางออกนั้นมองเห็นและมอบให้

บทความเกี่ยวกับแว่นตานี้ในช่วงปี 2015 ระบุว่า นับจากลืมตาดูโลกในปี 1985 แว่น ADSPECS มากกว่า 60,000 อันถูกกระจายไปสู่ 20 ประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่นับจำนวนแว่นจากโมเดลที่แจกจ่ายในโครงการ Child Vision (ในตอนนั้น ทีมของโครงการผลิตแว่นได้ถึง 1 ล้านชิ้นต่อปีแล้ว)

ศาสตราจารย์โจชัวร์เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2020 เขาหวังให้คน 1 พันล้านคนที่มีปัญหาสายตาในประเทศกำลังพัฒนามีแว่นใส่

แม้พวกเราในปีนี้จะรู้แล้วว่า เป้าหมายสุดทะเยอทะยานนี้ไม่อาจสำเร็จในเงื่อนไขเวลาที่ตั้งไว้ แต่นั่นก็สะท้อนว่า งานออกแบบชิ้นนี้ตั้งใจทำหน้าที่เป็นทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง หากย้อนดูเส้นทางที่แว่นตา ADSPECS เดินมา เราอาจวิเคราะห์และสรุปบทเรียนได้มากมาย

ที่สำคัญ แว่นตาจากศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์คนนี้บอกเราว่า งานออกแบบไม่ใช่แค่สวยเก๋ อัดแน่นด้วยพลังสร้างสรรค์ แต่ยังมีศักยภาพเต็มเปี่ยมในการเป็นทางออกให้เหล่าปัญหาใหญ่ของสังคม

เมื่อเรามองไปให้ไกลกว่าชิ้นงาน และกล้าลองออกเดิน

ADSPECS การออกแบบแว่นที่ตั้งใจแก้ปัญหาสายตาให้คนด้อยโอกาส 1 พันล้านคน

ข้อมูลอ้างอิง

cvdw.org

www.vdwoxford.org/childvision

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load