Genre : Documentaries

Country : Sweden

Director : Erik Gandini

Duration : 90 Minutes

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์*

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับสวีเดน

ก่อนหน้าจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่สวีเดน เรารู้เรื่องเกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก เป็นเรื่องผิวๆ อย่างอากาศหนาว พระอาทิตย์เที่ยงคืน กวางเรนเดียร์ คุณภาพชีวิตที่ดี และงานวิจัยหลายฉบับก็ระบุว่าชาวสวีเดนมีความสุขในระดับท็อปทรีของโลก แต่ความรู้ของเราเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวสวีเดนเกือบจะเป็นศูนย์ รวมถึงไม่เคยคิดเลยว่า 

คนสวีเดนเขารักกันยังไง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

The Swedish Theory of Love เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ชวนผู้ชมไปเยี่ยมเยือนพื้นที่ตกสำรวจในประเด็นเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ ความสุข และการให้คุณค่าของประชาชนชาวไวกิ้ง ผ่านมุมมองและการตั้งคำถามของ อีริก แกนดินี (Erik Gandini) ผู้กำกับลูกครึ่งสวีเดน-อิตาลี ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สถานะความเป็นลูกผสมสองประเทศที่อยู่ในยุโรปเหมือนกันก็จริง แต่กลับมีวัฒนธรรมต่างกันสุดขั้ว ช่วยให้เขามองวิถีชีวิตของผู้คนทั้งสองประเทศในฐานะคนนอกได้ และความรู้สึกของเขาที่มีต่อค่านิยมด้านความสัมพันธ์ของชาวสวีเดนก็คือ เป็นความรู้สึกทั้งชังทั้งชอบ ที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง

เราถูกหนังเรื่องนี้ดึงดูดเข้าอย่างจัง

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

ปัจเจกชน คือ คนที่ (ไม่) ต้องการความรัก

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเล่าถึงพฤติกรรมการสร้างครอบครัวคนเดียวของผู้หญิงสวีเดนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้บริษัทจำหน่ายสเปิร์มแบบเดลิเวอรี่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา (ภาพยนตร์ถ่ายทำและฉายในช่วง ค.ศ. 2015 – 2016) หญิงสาวที่ให้สัมภาษณ์ในหนังกล่าวว่า พวกเธอไม่เห็นว่าการมีความสัมพันธ์ในแบบคู่รักหรือสามีภรรยาจำเป็นต่อการสร้างครอบครัว พวกเธอมีการศึกษาที่ดี มีหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงินที่มั่นคง พร้อมที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีผู้ชายมาเป็นภาระทางใจ ฟังดูแล้วมันก็เท่ไม่หยอก อย่างไรก็ตามค่านิยมนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมเองเหมือนเห็ดป่า อันที่จริงแล้วมันเป็นผลพวงจากวาระแห่งชาติ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังเล่าว่า เมื่อ ค.ศ. 1972 รัฐบาลสวีเดนประกาศนโยบาย The Family of the Future หรือครอบครัวแห่งอนาคต หลักใหญ่ใจความอยู่ที่การสร้างตาข่ายทางสังคมมารองรับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น มาตรการรักษาพยาบาลฟรี หรือการประกันรายได้เมื่อตกงาน เพื่อให้พลเมืองแต่ละคนสามารถเป็นอิสระจากภาระทางการเงิน โดยรัฐเชื่อว่าจะนำไปสู่โมเดลครอบครัวในอนาคต ที่ปัจเจกชนจะมารวมตัวกันสร้างครอบครัวเพราะความรัก ไม่ใช่เพราะต้องการพึ่งพากันในทางเศรษฐกิจหรือการแบ่งปันทรัพยากร

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

เราดูหนังมาจนถึงตรงนี้แล้วก็ขมวดคิ้วนิดๆ พร้อมกับข้อสังเกตที่ก่อตัวขึ้นมาในหัวว่า “นโยบายนี้ดูเหมือนจะได้ผลในทางตรงกันข้ามเสียมากกว่า” เพราะนอกจากสาวๆ สวีเดนจะหันมาซื้อสเปิร์มออนไลน์เพื่อใช้ผสมเทียม แทนที่จะออกไปตามหาชายในฝันแล้ว ดูเหมือนว่าชาวสวีเดนจะเลือกอยู่อย่างลำพังมากกว่าพยายามสร้างครอบครัว เห็นได้จากสถิติประชาชนที่ใช้ชีวิตคนเดียวที่สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งหมดในประเทศ อัตราการหย่าร้างที่สูงที่สุดในยุโรป รวมถึงการที่รัฐบาลตั้งสำนักงานขึ้นมา เพื่อดูแลกรณีผู้เสียชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านพัก และไม่สามารถหาตัวทายาท เพื่อน หรือครอบครัว หลักฐานเหมือนจะชี้ไปในทางเดียวกันว่า ชาวสวีเดนส่วนใหญ่ได้กลายสภาพเป็นปัจเจกชนที่ไม่ต้องการความรักเสียแล้ว

กบฏที่บดขยี้ค่านิยมการอยู่ตามลำพัง

เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ธรรมเนียมของชาวไวกิ้งซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวสวีเดน คือการฝากชีวิตไว้กับตัวแทนหมู่บ้านที่ออกไปล่าสัตว์ หรือเดินทางไปต่างถิ่นเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรกลับมา และถูกแปลงมาเป็นความเชื่อมั่นในตัวแทน อย่างเราที่เลือกตั้งให้นักการเมืองเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลหรือฝ่ายค้านตามระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน เรื่องเล่านี้สอดคล้องกับที่หนังสื่อออกมาว่า ชาวสวีเดนตอบรับแนวคิด ‘ปัจเจกนิยม’ ที่รัฐบาลนำเสนอเป็นอย่างดี 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกบฏที่ต่อต้านแนวทางนั้นเสียทีเดียว ตัวหนังได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนที่ไม่พอใจต่อแนวคิดชีวิตคนเดียว จึงรวมตัวกันเป็นครั้งคราวในป่า เพื่อตามหาสายสัมพันธ์กับผู้คนที่คิดเหมือนกัน พวกเขาจะมาใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมร้องเล่นเต้นระบำ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิร่วมกัน รวมถึงสัมผัสกันและกันในแบบที่พวกเขาไม่สามารถทำกับผู้คนที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งภาพที่ถูกนำเสนอออกมาในหนังนั้น ทำให้เราเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้โหยหาการเชื่อมโยงทางผัสสะกับมนุษย์คนอื่นอย่างมาก มากเสียจนผู้ชมอย่างเราอดรู้สึกงุนงงปนสงสัยไม่ได้ว่า หรือนี่จะเป็นผลข้างเคียงจากการขาดความรักเป็นระยะเวลานานกันนะ

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การลี้ภัยไปสู่โลกที่ขาดแคลนทรัพย์แต่ร่ำรวยความรู้สึก

นอกจากเหล่ากบฏผู้อดไม่ได้ที่จะแอบมาสัมผัสกันและกันแล้ว ยังมีชาวสวีเดนลี้ภัยจากสภาวะขาดรักไปไกลถึงประเทศเอธิโอเปีย ถ้าว่ากันตามทฤษฎีการให้คุณค่าของมนุษย์ที่หนังอ้างอิงถึงอยู่ตลอดแล้ว เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสวีเดน พวกเขาให้ความสัมพันธ์อย่างมากกับครอบครัว เพื่อน ศาสนา และความเป็นกลุ่มเป็นก้อนอันอบอุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดคุณหมอชาวสวีเดนให้บินหนีบ้านเกิดมาแสนไกล และมาใช้ชีวิตเพื่อตามหาความหมายที่ต่างออกไปของคำว่าความสุข 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม
The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

หนังได้เล่าถึงประสบการณ์ที่คุณหมอผ่าตัดช่วยเหลือเด็กหญิงพื้นเมืองที่ป่วยด้วยโรคเนื้องอกที่ลิ้นจนหายสนิท ในวันที่เด็กหญิงกลับมาแสดงความขอบคุณด้วยอ้อมกอดนั้น เป็นวันที่คุณหมอเล่าว่า เขารู้สึกว่าได้รับรางวัลอย่างเอ่อล้นจนไม่ต้องหาอย่างอื่นมาเทียบในชีวิต เหตุการณ์นี้ชวนให้เราคิดขึ้นมาได้ว่า ในพื้นที่ห่างไกลที่ไร้ทรัพยากร เงินทอง หรือความสะดวกสบายนี้ต่างหาก ที่ความสัมพันธ์อันอบอุ่นใจถูกปลูกขึ้นมาได้จนงอกงาม

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

การตีความการพัฒนา ความรัก และความสุขโดยรัฐ

หลังจากที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าฉายในประเทศสวีเดนและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ก็ได้รับคำวิจารณ์ทั้งชังทั้งชอบเช่นเดียวกันกับความรู้สึกของผู้กำกับที่มีต่อประเด็นที่ต้องการสื่อสารในหนัง แต่ที่น่าสนใจก็คือ ตัวหนังเองได้รับการสนับสนุนโดย Swedish Film Institute ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ค้างคาใจกับความจริงที่ว่า หนังกำลังวิจารณ์สังคมของตัวเองอยู่

ช่างประชาธิปไตยไปถึงแก่นเสียจริงๆ

บริบทที่รายล้อมตัวหนังอยู่อดทำให้เราคิดไม่ได้ว่า สภาวะขาดความสัมพันธ์ของสังคมสวีเดนนี้มีรากมาจากการตีความหมายของความสุขโดยรัฐบาลหรือไม่ เมื่อรัฐบาลตีความว่าความสุขที่แท้จริงเกิดจากการมีอิสระของปัจเจกบุคคล อิสรภาพทางการเงิน ปลอดจากความกังวลในทางวัตถุ นั่นทำให้รัฐเองพยายามออกแบบนโยบายต่างๆ มารองรับวิสัยทัศน์นั้น โดยมองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาให้พึ่งพาอาศัยกันโดยธรรมชาติ การรู้จักแบ่งปัน ลดพื้นที่ของตนเองลง เพื่อยอมให้คนอื่นเข้ามามีบทบาทนั้น เป็นความสามารถพิเศษที่สิ่งมีชีวิตน้อยชนิดนั้นจะทำได้ 

The Swedish Theory of Love สารคดีสวีเดนที่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่แปรผกผันกับการพัฒนาประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าความรักยังจำเป็นอยู่ไหม

สิ่งที่เราได้ตกผลึกจากหนังเรื่องนี้ก็คือ ความรักและความสุขอาจเป็นเรื่องอัตนัย ที่ไม่สามารถตีความให้ครอบคลุมทุกรูปแบบด้วยโลกทัศน์ของคนเพียงกลุ่มเดียว แม้คนกลุ่มนั้นจะเป็นตัวแทนอันชอบธรรมที่ถูกเลือกเข้าไปอยู่ในรัฐสภาก็ตาม จากการเฝ้ามองความพยายามในการนิยามความรักและความสุขเพื่อสังคมอันสมบูรณ์แบบผ่านกรณีตัวอย่างของสวีเดน เราไม่รู้ว่ามนุษย์จะบรรลุคำจำกัดความของสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร รวมถึงตอบไม่ได้เลยว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่

หรืออันที่จริงความรักและความสุขคือสิ่งที่ไม่ควรต้องนิยาม

รับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Swedish Theory of Love ได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ประเภท: หนังรัก
ความยาว: 1 ชม. 58 นาที

ใครเคยไปโตเกียวจะรู้ว่ามีที่น่าเที่ยวเยอะชนิดไปรอบเดียวไม่จบ สำหรับฝั่งตะวันตก หนึ่งในไฮไลต์คือสวนอิโนะคาชิระ สวนสาธารณะกว้างใหญ่ย่านคิจิโจจิที่เหมาะแก่การเดินละเลียดชมธรรมชาติในทุกฤดูกาล แต่ปีนี้พิเศษกว่าปีอื่น เพราะสวนอิโนะคาชิระอยู่คู่กับโตเกียวมาครบ 100 ปีพอดี ชาวญี่ปุ่นจึงเฉลิมฉลองให้สวนที่รัก

ด้วยภาพยนตร์สุดน่ารักชื่อว่า Parks

Parks

ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือ มันไม่ได้สร้างโดยรัฐบาลหรือองค์กร หากเกิดจากคนในพื้นที่ นั่นคือ Honda Takuo เจ้าของ Kichijoji Bus Theatre โรงหนังทางเลือกอายุกว่า 30 ปีที่เพิ่งปิดตัวไปในปี 2014 ทาคุโอะตั้งใจสร้างหนังในวาระสวนครบ 100 ปี และตัวเขาเองที่ต้องพบความเปลี่ยนแปลง

นอกจากตัวหนังจะกำกับโดย Natsuki Seta ผู้กำกับเจ้าของผลงานอย่าง A Letter From Elsewhere เสริมทัพด้วยนักแสดงนำชวนกรี๊ด ได้แก่ Ai Hachimoto นางเอกสาว Little Forest  Mei Nagano นางเอกจาก My Love Story!! และ Shota Sometani พระเอกหนุ่มจาก Parasyte เราจึงได้เห็นการรวมตัวของเหล่านักดนตรีอินดี้อีกกว่า 20 กลุ่ม บางคนมาเป็นตัวประกอบ บางคนมาร่วมแต่งเพลงให้หนัง นั่นเพราะโรงหนังของทาคุโอะไม่ได้แค่ฉายหนัง แต่เป็นพื้นที่แสดงดนตรีของนักดนตรีเหล่านี้ด้วย ( หนึ่งในเพลงของหนังที่ชื่อ “Benten-sama wa Spiritual” ก็เป็นเพลงในคอนเสิร์ตปิดตัวโรงหนังนั่นเอง)

Parks Parks

ขอเล่าพล็อตเรื่องให้ฟังอย่างสั้นๆ นี่คือเรื่องราวของจุน (ไอ) นักศึกษาที่พักอยู่แถบสวนอิโนะคาชิระและกำลังขับเคี่ยวกับการทำปริญญานิพนธ์ให้จบ แต่วันหนึ่งฮารุ (เมอิ) สาวม.ปลาย แปลกหน้าก็มาเคาะประตูห้องพักของเธอ ฮารุกำลังตามหาซาชิโกะ คนรักเก่าของจุนเป พ่อของเธอซึ่งเคยพักอยู่ห้องนี้ เพื่อถามเรื่องราวตอนนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนิยายเกี่ยวกับพ่อที่เพิ่งเสียชีวิต ทั้งคู่ออกตามหาซาชิโกะจนเจอกับทาคิโอะ(โชตะ) หลานของซาชิโกะที่บอกว่า ย่าเพิ่งเสียไปเดือนก่อน จากนั้น ทาคิโอะก็บังเอิญเจอเทปที่อัดเพลงรักจากอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนของจุนเปและซาชิโกะ เพลงไพเราะนั้นถูกอัดค้างไว้ หนุ่มสาวทั้ง 3 คนจึงตั้งใจจะแต่งมันต่อให้จบในแบบพวกเขาเอง

Parks ดำเนินเรื่องไปแบบหนังรักดูสบาย มีเพลงแสนไพเราะ มีภาพสวนอิโนะคาชิระที่สวยจนอยากไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยนานๆ และมีเหล่านักแสดงน่ารักดูเพลิน (ใครรักน้องไออย่าพลาด บอกเลย) นอกจากนี้ เรายังได้เห็นอดีตและปัจจุบันของสวนถักทอเข้าหากัน ผ่านหนุ่มสาวในวันวานเจ้าของเทปสู่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ผู้สานต่อ ในที่ที่พวกเขาเดินไป ในเพลงที่พวกเขาร้อง บันทึกและสะท้อนความผูกพันของผู้คนที่มีต่อสวนแห่งนี้ ตั้งแต่เรื่องการถีบเรือเป็ดในสระกว้าง สะพานไม้ชมวิวสวย ปลาคาร์ฟตัวโต คู่รักจู๋จี๋กัน จนถึงดนตรีสดในสวน เรียกได้ว่าใครคุ้นเคยกับสวนดูแล้วต้องอินสุดๆ

Parks Parks Parks

และแม้บริบทเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่แน่นอน แก่นแท้ของสวนสาธารณะยังคงอยู่และยังเป็นที่รักเสมอมา ขณะที่พูดถึงอดีตและปัจจุบัน Parks จึงยังชวนให้นึกถึงอนาคต เพราะบอกให้เรารู้แล้วว่าที่นี่คือพื้นที่สาธารณะที่แสนสำคัญของทุกคนทั้งต่อร่างกายและจิตใจ

สุขสันต์วันเกิดอิโนะคาชิระ อยู่ด้วยกันไปอีก 100 ปีเลยนะ

Parks

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load