ขณะที่หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างนอร์เวย์และเดนมาร์กต่างประกาศ Lockdown และปิดชายแดนภายหลังจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สวีเดนกลับใช้มาตรการที่สวนกระแส ไม่ Lockdown ปิดเมืองแต่อย่างใด แถมช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เรายังเห็นภาพผู้คนในกรุงสตอกโฮล์มซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของประเทศออกไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ที่นั่งในร้านอาหารถูกจับจอง สวนสาธารณะเต็มไปด้วยผู้คนที่ไปออกกำลังกายหรือพาลูกๆ ไปเดินเล่น เสมือนว่าโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามของคนทั้งโลกในขณะนี้อยู่ในจักรวาลคู่ขนานเสียอย่างนั้น ทั้งที่จำนวนผู้ที่ติดเชื้อที่ได้รับการรายงานในตอนนี้พุ่งสูงเกิน 17,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย 

พอเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุดในกลุ่มสแกนดิเนเวียและอัตราผู้เสียชีวิตต่อประชากรอยู่ในอันดับ 10 ของโลกแบบนี้ หลายคนอาจจะแปลกใจและนึกสงสัยว่าทำไมประเทศที่ยึดถือการใช้ชีวิตแบบสมดุล ไม่มาก ไม่น้อย จนเกินไป ตามปรัชญาลากอม (Lagom) อย่างสวีเดนถึงกล้าเลือกเดินเส้นทางสายนี้แบบฉายเดี่ยวกันนะ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
การสัญจรที่ปกติในเมืองลุนด์

Trust & Collective Responsibility

เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 สวีเดนพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายแรกของประเทศ ซึ่งเดินทางกลับมาจากจีน หลังจากนั้นกราฟก็คงที่จนถึงช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ครบ 2 อาทิตย์หลังจากวันหยุดยาวที่มีชาวสวีเดนจำนวนมากเดินทางกลับมาจากอิตาลี ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงกว่า 7,000 รายภายในเวลาเพียงเดือนเดียว 

ถึงกระนั้น รัฐบาลสวีเดนก็ยังยืนยันคำเดิมที่จะไม่ประกาศ Lockkdown หรือสั่งปิดร้านอาหาร คาเฟ่ (แต่ห้ามเสิร์ฟแบบบุฟเฟต์และให้เฉพาะการบริการเสิร์ฟที่โต๊ะเท่านั้น) ฟิตเนส ห้างสรรพสินค้า หรือสถานศึกษาระดับมัธยมต้นลงมา เพราะเกรงว่าการปิดโรงเรียนอนุบาลหรือประถมจะทำให้ผู้ปกครองนักเรียนที่ทำงานในแวดวงสาธารณสุขต้องลางานเพื่อดูแลลูกที่บ้าน ซึ่งอาจทำให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยให้ทำการเรียนการสอนผ่านออนไลน์ได้ และรวมทั้งขอให้บริษัทอนุญาตให้ลูกจ้างทำงานจากบ้านได้ (ซึ่งก็ไม่ได้บังคับ แต่ส่วนใหญ่ก็ทำตามคำแนะนำของรัฐบาล)

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ป้ายในซูเปอร์มาร์เก็ตประกาศเตือนให้ลดการแพร่เชื้อด้วยการรักษาระยะห่าง 1.5 เมตร
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ซูเปอร์มาร์เก็ตแปะสติกเกอร์เพื่อให้ลูกค้ารักษาระยะห่างที่จุดชำระเงิน

สวีเดนเป็นสังคมที่มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือมีความเชื่อมั่นในระดับสูงมากระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ระหว่างประชาชนด้วยกันเอง รวมทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับนักการเมือง ระหว่างการแถลงข่าวแทบทุกครั้ง นาย Stefan Löfven นายกรัฐมนตรีสวีเดนจะขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตามแนวทางรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing อย่างเคร่งครัด ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหากรู้สึกป่วยก็ขอให้อยู่บ้าน แม้จะมีอาการเล็กน้อยก็ตาม เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น รวมทั้งลดภาระต่อระบบสาธารณสุขของสวีเดน โดยย้ำว่าทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งต่อตนเองและต่อสังคมในการปกป้องคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุ รวมถึงพระราชดำรัสสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดนที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 

ดังนั้น ที่นี่จึงไม่ได้มีการบังคับอย่างจริงจัง แต่เป็นไปตามความสมัครใจของประชาชน (Voluntary Social Distancing) เพราะรัฐบาล ‘เชื่อ’ ว่าประชาชนตัวเองมีความรับผิดชอบ รู้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร รวมทั้งประชาชนก็ ‘เชื่อ’ ว่ารัฐบาลรู้ว่าจะต้องใช้มาตรการไหนเมื่อไหร่ เช่น เดิมสวีเดนอนุญาตให้รวมกลุ่มในที่สาธารณะได้ไม่เกิน 500 คน แต่ต่อมาลดจำนวนให้รวมกลุ่มได้ไม่เกิน 50 คน อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นมาตรการที่ค่อนข้างผ่อนปรน เมื่อเทียบกับความเข้มงวดของเยอรมันและออสเตรเลีย ที่ห้ามการรวมกลุ่มกันมากกว่า 2 คน 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
นาย Stefan Löfven นายกรัฐมนตรีสวีเดนในแถลงการณ์ Address to the Nation เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ประกาศห้ามขึ้นรถบัสประตูหน้าเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อของคนขับรถสาธารณะ

Relaxed Approach from Expert Advice

ในโครงสร้างการบริหารระบบในสวีเดน นักการเมืองและรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเหนือผู้เชี่ยวชาญหรือข้าราชการแต่อย่างใด หน่วยงานรัฐหลายแห่งบริหารงานได้อย่างอิสระ การประกาศใช้นโยบายหรือมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลสวีเดนนั้น ต้องมาจากการปรึกษาหารือกับหน่วยงานรัฐ และผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ก่อน การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส รวมถึงมีงานวิจัยมารองรับ ทำให้ประชาชนส่วนมากเชื่อถือประกาศของรัฐบาลที่มาจากคำแนะนำของ Folkhälsomyndigheten หน่วยงานสาธารณสุขของสวีเดน 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
นาย Anders Tegnell นักระบาดวิทยาแห่งชาติผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการของรัฐบาลสวีเดน

เชื่อว่าถ้าใครที่ติดตามสถานการณ์ COVID-19 ของสวีเดนในขณะนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก นาย Anders Tegnell นักระบาดวิทยา (State Epidemiologist) ของสวีเดน ซึ่งเป็นผู้ออกมาแถลงข่าวและให้คำแนะนำแก่รัฐบาลสวีเดน เพื่อรับมือภัยจากโรคระบาด COVID-19 โดยตรง ซึ่งนาย Tegnell มองว่าการปิดชายแดนและ Lockdown ยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และเป็นการกระทำในเชิงการเมืองมากกว่าใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าการปฏิบัติตามแนวทาง Social Distancing จะช่วยชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือที่เรียกว่าการลดความชันของกราฟ (Flatten The Curve) เพื่อปกป้องกลุ่มเสี่ยงและผู้สูงอายุจากการติดเชื้อ รวมทั้งไม่ให้สถานพยาบาลรับภาระหนักมาก เนื่องจากสวีเดนมีจำนวนเตียงต่อผู้ป่วยวิกฤตเพียง 5 เตียงต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งถือว่าน้อยเป็นอันดับ 2 ในยุโรปรองจากโปรตุเกส 

Herd Immunity as a (Sustainable) Path?

สื่อต่างชาติหลายสำนักได้ออกมาวิจารณ์ว่า สวีเดนกำลังใช้นโยบาย Herd Immunity หรือภูมิคุ้มกันหมู่แบบอ้อมๆ ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้จะสร้างขึ้นเองหลังจากที่ประชากรอย่างน้อย 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดติดเชื้อ แม้ช่วงแรกสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ที่ดูเหมือนจะใช้แนวคิด Herd Immunity ด้วย แต่ทั้งสองประเทศก็กลับลำไปเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เหลือเพียงประเทศเดียวที่แทบจะเปิดเมืองปกติ จนกลายเป็น Swedish Model ที่ทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจ

รัฐบาลสวีเดนแถลงว่ามาตรการที่ใช้ในสวีเดน มีวัตถุประสงค์เดียวกับรัฐบาลในหลายประเทศที่ต้องการจะปกป้องประชาชน แต่ก็ไม่ได้ออกมายอมรับตรงๆ โดยมองว่าเป็นผลพลอยได้ที่จะได้จากการดำเนินมาตรการของสวีเดนในระยะยาว สะท้อนค่านิยมของสวีเดนอีกอย่างคือเรื่องความยั่งยืน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า การ Lockdown เป็นเรื่องที่ทำได้เพียงในระยะสั้นๆ เท่านั้น เพราะการห้ามไม่ให้ออกจากบ้านเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติของคนมากๆ เพราะฉะนั้น หนทางที่จะชนะหรืออยู่ร่วมกับ COVID-19 มีแค่ 2 วิธี ได้แก่ การคิดค้นวัคซีน (ซึ่งคาดว่าอีกเป็นปี) หรือใช้ภูมิคุ้มกันหมู่ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
ร้านอาหารถูกจับจองโดยเฉพาะที่นั่งที่มีแดด หลังจากช่วงฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้นไป

อย่างไรก็ดี มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกันแนวทางนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีกลุ่มนักวิชาการ แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ กว่า 2,300 คนลงชื่อจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลสวีเดน เพื่อขอให้ทบทวนและประกาศใช้มาตรการที่เข้มงวดกว่านี้ เพราะการปล่อยให้ประชาชนออกไปดำเนินชีวิตตามปกติและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ อาจมีความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้คนหมู่มาก รวมทั้งมีการวิจารณ์ว่าเป็นเหมือนการเล่น Russian Roulette เกมพนันที่เอาปืนใส่ลูกกระสุนไม่ครบแล้วเสี่ยงดวงเอาเองว่าใครจะรอดหรือใครจะตาย 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยติดเชื้อส่วนใหญ่ที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการ ไม่มีใครคิดว่าตนเองป่วยหากไม่ได้แสดงอาการหรือรับการตรวจหาเชื้อ ซึ่งในเมือง Linköping ทางตอนกลางของประเทศ บุคลากรกว่าครึ่งหนึ่งในแผนกที่มีผู้ป่วย COVID-19 ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพิ่งได้รับผลตรวจว่าติดเชื้อทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏอาการ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลสวีเดนก็ประกาศให้มีการตรวจหาผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเน้นไปที่ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่วนผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงขอให้พักอาศัยและรักษาตัวที่บ้าน

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
คนจำนวนมากออกไปนั่งรับแดดที่จัตุรัสกลางเมืองลุนด์ในวันที่อากาศดี

ขนาดคนที่มีชื่อเสียงอย่าง Greta Thunberg นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ยังโพสต์ในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัวว่า ตนเองกับพ่ออาจจะติดเชื้อ COVID-19 และหายป่วยแล้ว หลังจากเดินทางกลับจากเบลเยียมแล้วมีอาการที่คล้ายจะเป็น COVID-19 แต่เนื่องจากไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงและอาการไม่ได้อยู่ในขั้นรุนแรง จึงไม่ได้รับการตรวจเชื้อจากทางการสวีเดน และฝากให้ทุกคนช่วยกันอยู่บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ป่วย แต่ก็มีโอกาสติดเชื้อและเป็นพาหะให้แก่กลุ่มเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

ล่าสุด หน่วยงานสาธารณสุขสวีเดนได้ประกาศว่า กรุงสตอกโฮล์มได้ผ่านช่วงพีกที่สุดของการแพร่ระบาดเชื้อ COVID-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563 โดยคำนวณจากโมเดลทางคณิตศาสตร์พบว่า มีจำนวนผู้ติดเชื้อซึ่งไม่ได้รับการรายงานประมาณ 70,500 คนในกรุงสตอกโฮล์ม (โอ้โห!) และคาดการณ์ว่าภายในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 จะมีผู้ติดเชื้อถึง 1 ใน 4 ของประชากรในเมืองเลยทีเดียว

Stabilizing the Economy

ความเป็นรัฐสวัสดิการของสวีเดนเป็นที่รู้จักทั่วโลก ภาษีมหาโหดที่จัดเก็บจากประชาชนและบริษัทแต่ละปีถูกจัดสรรกลายเป็นสวัสดิการต่างๆ ของประชาชนในสวีเดน ทั้งสาธารณูปโภค การศึกษา สาธารณสุข เงินบำนาญ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่มีการประกาศ Lockdown ซึ่งทำให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ก็มีบริษัทแจ้งความประสงค์ที่จะปลดพนักงานแล้วกว่า 60,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในกรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักคือธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร นอกจากนี้ การปิดพรมแดนตามมาตรการของสหภาพยุโรป (EU) ที่ห้ามการเดินทางเข้าสวีเดนจากประเทศนอก EU ทำให้ขาดแคลนแรงงานต่างชาติในภาคเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
กรุงสตอกโฮล์มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดและพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในประเทศ

รัฐบาลสวีเดนได้ประกาศใช้เงินกว่า 300 ล้านโครนาสวีเดนเพื่อใช้ในมาตรการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน พร้อมกับธนาคารแห่งสวีเดน (Riksbank) ที่ให้เงินกว่า 500 ล้านโครนาสวีเดนเลยทีเดียว รวมถึงมีแพ็กเกจช่วยเหลือธุรกิจและผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น ให้สำนักงานประกันสังคม (Försäkringskassan) จ่ายเงินชดเชยลูกจ้างที่ลาป่วยตั้งแต่วันแรกที่ลา โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ และลาได้สูงสุดไม่เกิน 21 วัน ลดกฎเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยแก่คนที่ตกงาน เพิ่มเงินชดเชยจากการลดชั่วโมงการทำงานของนายจ้าง (ซึ่งเป็นข้อเสนอจากรัฐบาลให้ลดชั่วโมงการทำงานแทนที่จะปลดออก) รับรองการกู้เงินโดยรัฐให้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ลดการเก็บภาษีต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดเล็กที่ประสบปัญหาจาก COVID-19 

นโยบายทั้งหลายนี่ก็ไม่ได้มาจากรัฐบาลอย่างเดียว แต่รวมถึงข้อเสนอและการหารือร่วมกันจากหลายๆ พรรค ทั้งพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democrat Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้าน รู้สึกได้ว่าทุกฝ่ายพยายามจะช่วยประเทศตัวเองจริงๆ

The Swedish Way

ตั้งแต่ย้ายมาที่สวีเดน เราสังเกตได้ว่าสังคมสวีเดนเป็นสังคมที่มีความปัจเจกนิยมสูงมาก คนที่นี่ค่อนข้างเคารพความเป็นส่วนตัวของกันและกัน คนสวีเดนเป็นคนที่ขี้อาย เป็นมิตร และรักอิสระมาก อาจจะด้วยอากาศที่หนาวเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บตัวอยู่กับบ้านและครอบครัวกับเพื่อนฝูงที่สนิท แต่ช่วงหน้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ก็จะเป็นช่วงที่คนจะออกไปใช้ชีวิต ปาร์ตี้ ท่องเที่ยว อยู่กับธรรมชาติกันสุดๆ เพื่อนคนสวีดิชในคณะเราบอกว่า การใช้มาตรการจัดการ COVID ควรปรับไปตามบริบทของสังคมประเทศนั้นๆ 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
มุกล้อเลียนว่าที่สวีเดนฝึกปรือ Social Distancing กันมานานแล้วก่อน COVID-19 จะระบาด เพราะนิสัยที่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนแปลกหน้าของคนสวีเดนส่วนใหญ่
สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
วัยรุ่นสวีเดนพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะกันเป็นกลุ่มๆ

ทำไมบริบทสังคมที่สวีเดนถึงไม่เหมือนกับชาติยุโรปอื่น ๆ ประการแรกคือ ประชากรค่อนข้างน้อยมาก ประมาณ 10 ล้านคน ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป ทำให้ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่รั้งท้ายเป็นอันดับ 4 ของยุโรป (รองจากไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ และนอร์เวย์) นอกจากนี้ อายุเฉลี่ยของวัยรุ่นสวีเดนที่ย้ายออกจากบ้านไปอยู่คนเดียวคือ 18 – 19 ปี น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรป คือ 26 ปี อยู่ประมาณ 7 – 8 ปี เลยไม่แปลกที่สวีเดนรั้งอันดับ 1 ของประเทศในยุโรปที่มีครัวเรือนเพียงคนเดียว เพราะฉะนั้น ก็ลดการแพร่เชื้อในครอบครัวไปได้ส่วนหนึ่ง 

สู้ COVID-19 สไตล์สวีเดน สวนกระแสชาติตะวันตกด้วยการไม่ประกาศ Lockdown
สวีเดนมีประชากรที่อาศัยคนเดียวมากเป็นอันดับ 1 ของยุโรป

ชาวสวีเดนอายุยืนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 81 ปี และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด แม้ว่าสวีเดนจะเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สูงอายุค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้อยู่กับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่คนสวีเดนมั่นใจว่าการเปิดโรงเรียนอนุบาลและประถมจะไม่ทำให้ผู้สูงอายุติดเชื้อ เนื่องจากไม่ได้อยู่ร่วมกัน 

อย่างไรก็ดี การที่ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ร่วมกันในบ้านพักคนชรา การแพร่เชื้อจึงรวดเร็วมาก และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากเช่นกัน โดยเฉพาะที่บ้านพักคนชราในกรุงสต็อกโฮล์ม ซึ่งตอนนี้ได้มีประกาศห้ามเยี่ยมบ้านพักคนชราทั่วทั้งสวีเดนแล้ว 

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 คือกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในสวีเดน ซึ่งมีรายงานว่ากลุ่มผู้อพยพจากโซมาเลีย อิรัก ซีเรีย และอัฟกานิสถาน เป็นกลุ่มที่ติดเชื้อ COVID-19 เป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเขต Rinkeby-Kista ในกรุงสตอกโฮล์มที่มีผู้อพยพอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น มาตรการของรัฐบาลสวีเดนจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเลยคนกลุ่มนี้ไป เพราะมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่ได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับคนสวีเดน อีกทั้งวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่าง อาจส่งผลให้คนเหล่านี้อยู่ในข่ายที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น เช่น ผู้อพยพที่สูงวัยอาจจะอยู่กับลูกหลานที่ยังต้องไปโรงเรียนไม่เหมือนกับชาวสวีดิช รวมทั้งการแถลงข่าวและมาตรการที่ประกาศเป็นภาษาสวีเดน ทำให้ผู้อพยพและชาวต่างชาติบางส่วนไม่เข้าใจ

ภายหลังได้มีกลุ่มอาสาสมัครหลายๆ กลุ่มมาช่วยกันแปลข้อมูลข่าวสารและมาตรการของรัฐบาลในภาษาต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้อพยพและชาวต่างชาติในสวีเดน (รวมทั้งภาษาไทย) อีกอย่างคือวัฒนธรรมการใช้ภาษา คำว่า ‘ควรจะ’ ในความหมายของคนสวีดิชคือ ‘(ควรจะ) ต้องทำ’ ดังนั้น รัฐบาลจะใช้คำนี้บ่อยมากในแถลงการณ์ แต่ในวัฒนธรรมอื่นคำนี้อาจจะแปลว่า ‘ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้’

ยอมรับว่าแรกๆ เรารู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยที่เจอคนมากมายออกไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่หลังๆ พอได้พูดคุยกับเพื่อนชาวสวีดิชและพยายามเข้าใจวัฒนธรรมและบริบทสังคมที่นี่ ก็เลยเข้าใจว่าทุกประเทศก็ต่างวิธีการจัดการ COVID-19 ของตัวเอง รวมทั้งสวีเดนด้วย 

คงต้องระมัดระวังตนเองเวลาออกไปข้างนอก พยายามล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างเท่าที่ทำได้ ถึงรัฐบาลสวีเดนจะประกาศว่าทุกอย่างยังอยู่ภายใต้การควบคุม จำนวนเคสที่เพิ่มมาต่อก็ค่อนข้างคงที่ ส่วนจำนวนผู้ป่วยใน ICU ก็ลดลง ทำให้โรงพยาบาลสนามที่สร้างมารองรับผู้ป่วยว่างค่อนข้างเยอะ 

อย่างไรก็ดี แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญในสวีเดนเองก็ยังไม่มั่นใจว่าแนวทางของสวีเดนจะได้ผลหรือไม่ และบอกว่ามาตรการต่างๆ ของแต่ละประเทศถือเป็นการทดลองทั้งนั้น เพราะไม่มีใครเคยเจอวิกฤตโรคระบาดทั่วโลกแบบนี้ รัฐบาลสวีเดนเองก็อาจจะปรับเปลี่ยนแนวทางไปตามสถานการณ์และความเหมาะสม ซึ่งตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าแนวทางไหนจะประสบความสำเร็จ 

ก็ต้องมาดูกันหลังสงครามเชื้อโรคนี้จบว่าวิธีไหนจะเวิร์กกว่ากัน ระหว่างนี้ก็ต้องรักษาตัวรักษาสุขภาพกันยาวๆ ต่อไปจนกว่าการคิดค้นวัคซีนจะสำเร็จ!

ขอบคุณข้อมูลจาก

time.com/5817412/sweden-coronavirus/

www.businessinsider.com/how-sweden-and-norway-handled-coronavirus-differently

www.france24.com/en/20200415-swedish-coronavirus-model-under-fire-as-deaths-rise

www.bbc.com/worklife/article/20200328-how-to-self-isolate-what-we-can-learn-from-sweden

www.theguardian.com/world/2020/mar/23/swedish-pm-warned-russian-roulette-covid-19-strategy-herd-immunity

sverigesradio.se/sida/artikel.aspx?programid=2054&artikel=7448444

www.folkhalsomyndigheten.se/nyheter-och-press/nyhetsarkiv/2020/april/uppdaterad-modellering-av-spridningen-av-covid-19-i-stockholms-lan/

www.bbc.com/worklife/article/20190821-why-so-many-young-swedes-live-alone

foreignpolicy.com/2020/04/21/sweden-coronavirus-anti-lockdown-immigrants/

Writer

อริสา วิวัฒน์สมวงศ์

นักศึกษาด้านการพัฒนาในเมืองเล็กๆ ที่สวีเดน ชอบอยู่กับธรรมชาติ ออกไปถ่ายรูป และลองทำอะไรใหม่ๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load