The Road to Red Restaurants List (2020)

Starring : Takayuki Hamatsu, Wakana Sakai, Ruka Nishimura

Country : Japan

Episode : 12

Original Network : Netflix

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายล้วนเฝ้ารอ Friday Night ด้วยกันทั้งนั้น サラリーマン (Salaryman) แสนขยันใน ‘The Road to Red Restaurants List’ หรือ ‘มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม’ มินิซีรีส์เรต 7+ จากแดนอาทิตย์อุทัยก็เช่นกัน

The Road to Red Restaurants List เล่าเรื่องราว 2 วัน 1 คืน ในวันหยุดสุดสัปดาห์ของพนักงานบริษัทวัยกลางคนที่ออกเดินทางไปพบกับ ‘อาหารใกล้สูญพันธุ์’ หลากหลายเมนู ความตื่นเต้นในค่ำคืนวันศุกร์ของเขา คือการได้แปลงมินิแวนคันเก่งของครอบครัว เป็น Camping Car ขนาดย่อม ออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ใช้เวลาขับรถจากโตเกียวออกไปไม่กี่ชั่วโมง เพราะการพิชิตสถานที่มิใช่จุดมุ่งหมายหลัก หากแต่เขาต้องการอยู่กับตัวเอง พร้อมทั้งรับฟังเรื่องราวของอาหารที่ใกล้จะสูญหายไปต่างหาก 

มาให้อาหารเยียวยากันเถอะ

いらっしゃいませ。

ยินดีต้อนรับ 

หากสวมหมวกคนวัย 20 กลางๆ ที่ยังไม่ก้าวพ้นความเป็นจูเนียร์ในที่ทำงาน ค่ำคืนวันศุกร์ดูจะหรรษากว่าวันไหนๆ เพราะถึงเวลาจะได้พับหน้าจอโน้ตบุ๊กที่ทำงานหนักจนเครื่องร้อนจี๋ ปิดแจ้งเตือนแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็น และโยนร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนตามอัธยาศัย แต่หากสลับมาเป็นหมวกของคนวัย 40 ซึ่งได้รับสมญาว่าเป็นซีเนียร์หรือรุ่นพี่ตัวเก๋าของน้องๆ แล้วไซร้ ค่ำคืนวันศุกร์ของพวกเขาจะเป็นอย่างไรกันนะ 

The Road to Red Restaurants List การตามหา 'อาหารใกล้สูญพันธุ์' ของหนุ่มออฟฟิศแสนขยัน

Tamio Suda (รับบทโดย Takayuki Hamatsu) คือตัวแทนของพนักงานแสนขยันวัยกลางคนที่เฝ้ารอคืนวันศุกร์ด้วยใจเปี่ยมสุข กิจกรรมในค่ำคืนนี้ของเขาไม่ใช่การออกไปก๊งเหล้าหรือเข้าคาราโอเกะกับเพื่อนฝูง แต่เป็นการตรงดิ่งกลับบ้านไปพบกับความเงียบสงบ เพราะลูกสาวและภรรยาก็ใช้สุดสัปดาห์ไปกับการเดินสายรับชมคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรด เหลือเพียงเขากับมินิแวนเพื่อนยาก ที่กำลังจะออกเดินทางตามหา ‘อาหารใกล้สูญพันธุ์’

ความตั้งใจแรกของชายคนนี้ มีแค่การออกผจญภัยเล็กๆ เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ภายใต้กฎเหล็กที่น่าทำตาม 3 ข้อ

หนึ่ง ออกเดินทางในคืนวันศุกร์และกลับบ้านตอนเย็นวันเสาร์ 

สอง ไม่ชวนใครหรือให้ใครมายุ่งเกี่ยวด้วย 

สาม ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะต้องอยู่ในงบเงินเดือน 

The Road to Red Restaurants List การตามหา 'อาหารใกล้สูญพันธุ์' ของหนุ่มออฟฟิศแสนขยัน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องแปลงมินิแวนแบรนด์ตลาด ซึ่งเป็นพาหนะของครอบครัวให้เป็นที่พักชั่วคราว พร้อมหยิบไอเดีย DIY ข้าวของเครื่องใช้จากรถคันข้างๆ มาปรับให้เข้ากับ Night Routine ของตัวเอง

เพราะเป็นทริปที่มีเวลาเพียง 1 คืนกับอีกเกือบ 2 วัน สถานที่ที่เขาเลือกไปเยือนจึงขับรถไปไม่ไกลจากโตเกียว และเนื่องจากมีโอกาสรับประทานอาหารได้เพียง 1 มื้อ เขาจึงพิถีพิถันเลือกร้านที่กระตุกต่อมน้ำลายได้มากสุด ต้องเป็นร้านท้องถิ่น เมนูธรรมดาแต่ว่ามีเอกลักษณ์ รวมถึงได้คะแนนรีวิวว่านักชิมทั้งหลายต่างยกนิ้วโป้งให้!

 いただきます。

จะกินแล้วนะครับ

ตอนแรกของ The Road to Red Restaurants List เปิดด้วยจุดมุ่งหมายการไปชม Fujisan แต่เมฆหมอกกลับเวียนมาบดบังซะมิดชิด Tamio Suda จึงฝากความหวังไว้ที่ภารกิจสองอย่างการหาของอร่อยเติมกระเพาะ เปิดเว็บรีวิวพร้อมคีย์ชื่อร้านลงระบบนำทาง จนได้มาพบกับร้านอุด้งที่ได้คะแนนสูงลิ่ว แต่ภาพไม่ตรงปกเบื้องหน้ากลับทำเอาแทบจะสตาร์ทรถหนี โชคดีที่เขาขอท้า! เลยได้ลิ้มรสอุด้งเนื้อโฮมเมดอร่อยเหาะในราคา 400 เยน สูตรเด็ดเคล็บลับเดียวของร้านนี้คือ ความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่ส่งต่อจากรุ่นแม่ถึงมาถึงลูกสาว แต่น่าเสียดายที่จะไม่มีใครสานต่อ หมดรุ่นนี้ไปก็หาทานไม่ได้อีกแล้ว

The Road to Red Restaurants List การตามหา 'อาหารใกล้สูญพันธุ์' ของหนุ่มออฟฟิศแสนขยัน
The Road to Red Restaurants List การตามหา 'อาหารใกล้สูญพันธุ์' ของหนุ่มออฟฟิศแสนขยัน

ต่อตอนสองด้วยคืนวันศุกร์แสนเศร้า เพราะชายหนุ่มเก็บเอาคำถามที่ไม่ควรถามจากเจ้านายกลับบ้านมาด้วย โชคดีที่เมนูหมูทอดราคา 1,000 เยน จากร้านอาหารราคาประหยัดแห่งหนึ่งช่วยเจือจางความทุกข์ของเขาไว้ ร้านนี้อยู่คู่กับชุมชนมากว่า 46 ปี เพิ่มเมนูไปตามที่ลูกค้าประจำอยากกิน และด้วยความกลัวว่าลูกค้าจะไม่รัก แม่ครัวก็เลยจัดเต็มทั้งเนื้อ ซุป ผัก แถมด้วยบทสนทนาแสนอบอุ่น ดูแล้วคิดได้แค่ว่าอยากให้มีร้านแบบนี้อยู่ใกล้ๆ และก็ตามคอนเซ็ปต์ใกล้สูญพันธุ์ แม้แม่ครัวร้านนี้จะมีลูกชายมาฝึกหัดเพื่อสืบทอด แต่ฝีมือยังห่างชั้นต้นตำหรับอยู่ไม่น้อย ต้องลุ้นต่อไปว่าเขาจะเป็นทายาทรุ่นสองที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ 

The Road to Red Restaurants List - มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม : มินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องหนุ่มออฟฟิศ ผู้ตามหาอาหารใกล้สูญพันธุ์ในคืนวันศุกร์
The Road to Red Restaurants List - มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม : มินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องหนุ่มออฟฟิศ ผู้ตามหาอาหารใกล้สูญพันธุ์ในคืนวันศุกร์

เรื่อยมายังตอนสาม ถึงเวลาที่ซาลารี่แมนแสนขยันจะต้องกำพาราฯ เพราะรุ่นน้องสารพัดพิษ แต่ไม่เป็นไร คืนวันศุกร์หรรษาจะพาความดีงามมาชุบชูจิตใจนายเอง คราวนี้เขาไปพบเข้ากับร้านราเมนที่เน้นโชว์หินมากกว่าเมนูอาหาร แต่เมื่อลูกค้าชุดก่อนหน้าเปิดเมนูเล่มหนาสั่งราเมนสารพัดรูปแบบ พ่อครัวผมสีดอกเลาที่ออกมารับออเดอร์กับเขาจึงเอ่ยเพียงว่า ขอทำให้แค่เมนูเดียวได้มั้ย พร้อมกับมีน้ำใสๆ ค่อยๆ ไหลออกมาจากหัวตา หนุ่มนักเดินทางของเราก็ได้แต่สงสัยและเผยวาจาสั่งราเมนชามใหญ่มาทาน จึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเพราะเหตุใด ชายชราจึงอยากขายแค่เมนูนี้ 

เพราะกว่าจะออกมาเป็นอาหารพร้อมเสิร์ฟ คุณตาต้องทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจทำมันขึ้นมา ถ้าต้องขยับไปทำเมนูอื่น ก็เท่ากับว่าคือการเริ่มนับหนึ่งถึงร้อยอีกครั้ง ที่สำคัญ ราเมนรสเด็ดหาทานที่ไหนไม่ได้ชามนี้ใกล้ถึงกำหนดหยุดเสิร์ฟเข้าไปทุกที ทางที่ดี ควรรีบทานก่อนจะสายเกินไป

The Road to Red Restaurants List - มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม : มินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องหนุ่มออฟฟิศ ผู้ตามหาอาหารใกล้สูญพันธุ์ในคืนวันศุกร์

ごちそうさまでした。

ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้

แม้ว่าเรื่องราวใน The Road to Red Restaurants List จะในตอนถัดๆ ไป จะไม่ได้หวือหวาแหวกแนวไปกว่า 3 ตอนที่เกริ่นให้ฟังข้างต้น และซีรีส์ก็ไม่ได้พาเราไปถึงจุดที่ช่วยกอบกู้หรือต่อชีวิตให้เมนูใดๆ แต่วิถีชีวิตของ Tamio Suda ตัวแทนคนทำงานหลายล้านคนในโลก กลับกินใจและชวนเราย้อนกลับมามองตัวเองว่า ทุกคนคงจะได้เผชิญทั้งค่ำคืนวันศุกร์ที่ปิดจ๊อบด้วยความเปี่ยมสุข หรืออาจมีบางศุกร์ที่อมทุกข์หม่นหมอง ชายหนุ่มในเรื่องมีวิธีชาร์จพลังให้ตัวเองด้วยการออกเดินทาง หาอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ รับฟังความตั้งใจใช้ชีวิตของคนแปลกหน้า แล้วคุณล่ะ มีวิธีให้รางวัลคนเก่งที่ผ่านสัปดาห์แห่งความยากลำบากมาได้อย่างไร 

ส่วนเรื่องราวของอาหารใกล้สูญพันธุ์ที่ปรากฏในเรื่อง นับว่าฉลาดล้ำที่แต่ละเมนูในซีรีส์ ล้วนเป็นเมนูทั่วไปทั้งอุด้ง ราเมน อาหารชุด และอีกมากมาย ซึ่งการที่อาหารประจำชาติเหล่านี้หาทานง่าย การหายไปของพวกมันกลับกลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่า เพราะแม้ว่าจะหาทานที่ร้านประจำไม่ได้ ห่างไปเพียงมุมถนน ก็คงมีเมนูเดียวกันพร้อมเสิร์ฟ มิหนำซ้ำ เมนูคุ้นตานี้อาจไปปรากฏตัวอยู่บนชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อ เพียงหยิบไปจ่ายเงินและอุ่นให้ร้อนก็พร้อมทาน สะดวก สบาย แต่มีหลายอย่างหล่นหายไประหว่างทาง

The Road to Red Restaurants List - มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม : มินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องหนุ่มออฟฟิศ ผู้ตามหาอาหารใกล้สูญพันธุ์ในคืนวันศุกร์

นอกเหนือจากความคิดถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างสุดหัวใจ หนึ่งสิ่งที่เราตระหนักได้จากมินิซีรีส์เรื่อง The Road to Red Restaurants List คือความพยายามมอบคุณค่าให้กับเบื้องหลังการรังสรรค์เมนูอาหาร ทั้งในมุมคนทำ กับการเคี่ยวกรำ ใส่ใจ ใช้วัตถุชั้นเยี่ยมที่พรีเมี่ยมสุดๆ ในย่านนั้น กว่าจะได้อาหารพร้อมเสิร์ฟที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยรสมือแห่งความพิถีพิถัน ส่งต่อมาถึงในมุมคนทาน กับความอิ่มเอมที่ได้ไปเยือนร้านรักในความทรงจำ ร้านอาหารอันเปรียบเสมือนตู้กับข้าวประจำบ้าน การได้ลิ้มลองเมนูโปรดที่รสชาติไม่เคยเปลี่ยน รวมถึงได้บอกเล่าความดีงามของร้านนั้นให้ลูกค้าหน้าใหม่รับฟัง ซึ่งการบอกเล่าแบบปากต่อปากเช่นนี้ มีพลังกว่าบทความรีวิวหรือคะแนนสูงลิ่วจาก Food Bloggger หลายเท่าตัว 

The Road to Red Restaurants List - มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม : มินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องหนุ่มออฟฟิศ ผู้ตามหาอาหารใกล้สูญพันธุ์ในคืนวันศุกร์

ส่วนการหยิบคอนเซ็ปต์ ‘อาหารที่กำลังจะสูญพันธุ์’ ขึ้นมาเป็นตัวชูโรง ก็ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างร้านอาหาร คนทำอาหาร และลูกค้าในร้าน ให้โรแมนติกขึ้นไปอีก เพราะไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด เราก็มักให้ความสำคัญกับสิ่งที่ใกล้จะจากไปเสมอ โดยเฉพาะกับอาหารที่รวบรวมชีวิต จิตวิญาณ และหัวใจบริการของเหล่าพ่อครัว แม่ครัวเอาไว้ การได้สั่งเมนูที่นับถอยหลังวันออกจำหน่าย พินิจหน้าตา ละเลียดรสชาติไปทีละคำ พร้อมทั้งเอ่ยคำว่า ごちそうさまでした。หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้’ 

เราว่านั่นถือเป็นพิธีอำลาที่มีคุณค่าและน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง 

The Road to Red Restaurants List - มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม : มินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องหนุ่มออฟฟิศ ผู้ตามหาอาหารใกล้สูญพันธุ์ในคืนวันศุกร์

รับชม The Road to Red Restaurants List – มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิม ได้ที่ Netflix

ภาพ : Netflix

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ก่อนหน้าที่จะมากำกับ After Yang และล่าสุดซีรีส์ Pachinko ของช่อง Apple TV+ ผู้กำกับชาวเกาหลี-อเมริกันที่ชื่อ Kogonada โด่งดังมาจาก Video Essay ที่เขานำหนังและซีรีส์มาวิเคราะห์ชำแหละจนเห็นถึงความสวยงาม แก่น และสุนทรียศาสตร์ของคำว่า ‘Story’ และ ‘Cinema’ ตั้งแต่ซีรีส์ Breaking Bad จนถึงหนังผู้กำกับ Stanley Kubrick, Quentin Tarantino, Wes Anderson, Darren Aronofsky และอีกมากมาย ต่อมาเขาก็ได้ผันตัวจากนักวิเคราะห์และนักเฝ้ามองตัวยง มาเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง Columbus (2017) ที่ได้รับคำชมมากมาย จนได้จับงานที่สเกลใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

หนังที่หยิบยกมาพูดถึงนี้ ผมได้มีโอกาสชมในเทศกาลหนังออนไลน์ Sundance เมื่อปีที่แล้ว พอได้ยินว่าจะนำมาฉายที่ไทยก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ครับที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกรอบ (สักที) After Yang เป็นหนังแนวไซไฟ-ดราม่าของค่าย A24 นำแสดงโดย Colin Farrell และดัดแปลงจากเรื่องสั้นเรื่อง Saying Goodbye to Yang ในหนังสือ Children of the New World ของผู้เขียน Alexander WeinStein บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตเกี่ยวกับครอบครัวแห่งความหลากหลาย ที่มีพ่อผิวขาว ภรรยาผิวดำ ลูกสาวเป็นคนเอเชีย และลูกชายคนโตเป็นแอนดรอยด์ แต่แล้ววันหนึ่งแอนดรอยด์ Yang กลับพังและหยุดทำงาน กำลังจะย่อยสลายในไม่ช้า หนังเรื่องนี้จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ราวกับมีชื่อที่แท้จริงว่า ‘After Yang Death’

การตายของหยางบอกอะไร ทิ้งอะไรเอาไว้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ การรื้อค้นความทรงจำของหยางจะทำให้ครอบครัวนี้ค้นพบอะไร นำไปสู่อะไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราต้องถามไปพร้อมกับตัวละคร จนถึงหนังจบ และแม้กระทั่งดูจบไปพักใหญ่แล้วก็ตาม

หนังไซไฟ-ดราม่าจากความสงสัยใคร่รู้ของผู้กำกับ Kogonada ชวนคนดูตั้งคำถามถึงการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

คำว่า Love, Death + Robots ในชื่อแอนิเมชันซีรีส์ชื่อดังของ Netflix เป็นชื่อที่ผมอยากหยิบยืมมาใช้นิยาม After Yang เพราะหนังเกี่ยวข้องกับ 3 สิ่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ความรักที่ครอบครัวนี้ (โดยเฉพาะคนลูกสาวอย่าง Mika มีให้กับ Yang) ความตายของ Yang ที่นำไปสู่การได้ทบทวน สังเกต และขบคิดเสมือนเป็นอุบัติการณ์ Thought-provoking (กระตุ้นความคิด) และความหมายของการเป็นมนุษย์และหุ่นยนต์ อะไรคือความแตกต่าง และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Being (สิ่งมีชีวิต) เป็น Being ได้

After Yang เป็นหนังที่ดูได้ 2 เลเยอร์ คือเลเยอร์บนในแง่ความบันเทิง ด้วยความเป็นหนังดราม่าที่มีพล็อตน่าสนใจและความยาวไม่มากไม่น้อยเกินไป กับเมื่อปอกเปลือกไปเรื่อย ๆ เลเยอร์ล่างคือในแง่อภิปรัชญา

เพราะหนังถือกำเนิดจากธรรมชาติแห่งความสงสัยใคร่รู้ของตัวผู้กำกับ Kogonada ที่ค่อนข้างจะเป็นคนสาย Philosophical หรือเจ้าปรัชญา/นักตั้งคำถามเกี่ยวกับสรรพสิ่งตัวยง เขานำความสงสัยในการอยู่ระหว่างกลางของความเป็นเอเชียและอเมริกัน – ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ และอะไรคือความเป็นเอเชียและอเมริกัน หรือที่เขานิยามว่าคือความรู้สึกแปลกแยกและเป็นคนต่างถิ่นตลอดเวลา มาใช้ตั้งคำถามผ่านหนังเรื่องนี้ 

ด้วยการดัดแปลงจากบทพ่อแม่คนขาวสองคน ให้เป็นคนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งผิวดำ จากนั้นก็นำตัวละครลูกชาวเอเชียอย่าง Mika กับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ชาวเอเชียอย่าง Yang จากเรื่องดั้งเดิมที่ต้องมาทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ ‘Chinese Fun Facts’ และให้ความรู้เกี่ยวกับ Asian-ness และถิ่นกำเนิดรวมถึงชาติพันธุ์ให้กับเด็กน้อย มาตั้งคำถามต่อว่า “แล้วอะไรคือความเอเชีย อะไรคือความจริงแท้กันล่ะ” หรือ “ถ้าหุ่นยนต์ถูกโปรแกรมให้เป็นเอเชีย ถ้าอย่างนั้นแล้วคนจะต่างอะไรกัน”

นี่เป็นแค่หนึ่งในนั้น เพราะหนังยังมีคำถามเหล่านี้อีกมากมาย แบบที่ดูแล้วต่อให้ไม่ได้อ่านบทความนี้ ก็สัมผัสได้ผ่านบทสนทนาในเรื่องว่า ผู้กำกับคนนี้ต้องสนใจเรื่องปรัชญาเป็นพิเศษแน่ ๆ เขาแม้กระทั่งนำเรื่องการ Grafting หรือตัดต่อกิ่งแม้ข้ามสายพันธุ์ มาพูดถึงประเด็นที่ทางและความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างผู้เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับผู้ที่ถูกรับเลี้ยง หรือนำความชอบเรื่องชาไปให้ตัวละครตั้งคำถามต่อให้ว่า อะไรคือชา มันดียังไง และทำไมตัวละครพ่ออย่าง Jake ที่รับบทโดย Colin Farrell ถึงหมกมุ่นกับมัน จนไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นเสมือน Soft Power เอเชียกลาย ๆ สะท้อนกระจายวงกว้างแบบคลื่นบนผิวน้ำไปถึงคำถามของการเป็นมนุษย์เลยทีเดียว ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ ‘เรื่องราว’ และ ‘ความทรงจำอันประกอบขึ้นมา (Collective Memories)’ นั่นคือสาเหตุที่ผู้กำกับให้คำอธิบายสั้น ๆ กับหนัง “เราทุกคนคือ Yang” ครับ เราทุกคนคือ Hardware ที่มี Software และ File กับ Folder เป็นของตัวเอง

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าพอมานึกดูอีกที หนังเรื่องนี้เล่าโดยที่ Yang ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นการ Revisit Memories ของ Yang ราวกับไปเยี่ยมงานศพของเขา (แต่ในเรื่องสั้นจะเล่าผ่านความทรงจำ Jake) นี่คืองานศพที่มีพินัยกรรมเป็นไฟล์ของผู้เฝ้ามองที่เห็นอะไร ๆ มาโดยตลอด และมีแง่มุมในการมองเห็นที่แตกต่าง เหมือนที่หนังจะนำเสนอบทพูดและเปลี่ยนมุมกล้องเป็นในมุมมองของ Jake และ Yang ติด ๆ กัน ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อยู่เสมอ เพราะแต่ละมุมมองนั้นไม่ใช่มุมกล้อง ไม่ใช่แค่ไฟล์เสียง แต่คืออีกหนึ่งชีวิตที่ทั้งมีความสำคัญ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงความทรงจำของคนรักที่ล่วงลับไปแล้วได้อย่างนี้

ดู After Yang แล้วจึงทำให้ผมอดนึกถึงหนังเรื่อง 36 (2012) หนังแจ้งเกิดของ เต๋อ-นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ ไม่ได้เลยครับ ตัดความไซไฟของหนังเรื่องนี้ออกไป หนังสองเรื่องพูดประเด็นเดียวกัน คือการบันทึกภาพความทรงจำเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เลือกช็อตที่ดีที่สุด (ทั้งการถ่ายภาพและตัวหนัง 36 เองที่ทั้งเรื่องเล่าด้วย 36 ช็อต/36 คัท) เพื่อให้เป็นเหมือนจุดต่าง ๆ ที่พอลากไปแล้ว เราเห็นภาพรวมที่มีชื่อเรียกว่า ‘เรื่องราว’ หรือ ‘ชีวิต’ โดยสิ่งนี้เองทำให้ปัญญาประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ประเภทกล้องถ่ายรูป วิดีโอ และมนุษย์ ทำงานคล้ายกันอย่างแปลกประหลาด คือมีหน้าที่เก็บความทรงจำ และดึงมาใช้เมื่อต้องการหรือจำเป็น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

จะว่าไปแล้ว หนังที่แจ้งเกิดให้กับเขาอย่าง Columbus ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้เหมือนกันครับ ประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ตัวตน ปรัชญา ผ่านตัวละครสองตัวที่ชื่อ Jin ชายเอเชียผู้ห่างเหินกับพ่อ กับ Casey หญิงสาวผิวขาวที่สนิทกับแม่ และเลือกไม่ไปไหนเพราะต้องดูแลแม่ที่ต้องการจะเลิกยาเสพติด ทั้งสองพูดคุยเรื่องสถาปัตยกรรม งานศิลปะ สิ่งรอบตัว จนสะท้อนมาถึงตัวเอง และเกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง (แถมหนังทั้งสองเรื่องนี้ยังมีฉากเปิดที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากอีกด้วย)

พอหันกลับมามอง After Yang นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับคนนี้หรือการทำหนังของเขาสะท้อนถึงทัศนคติในการมองโลกที่ซาบซึ้งต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว ผมเคยอ่านเจอว่า เพราะพ่อเขาเป็นคนแบบนี้และเคยบอกให้เขามองกิ่งไม้กับก้อนหินเฉย ๆ แล้วหาความหมายจากมันด้วย นี่น่าจะเป็นเหตุให้เนื้อหาของ Kogonada เกี่ยวข้องกับ ‘การสังเกต’ ว่าเราเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมาก-น้อยแค่ไหน หรือไม่เห็นเลย 

เพราะใน After Yang คนที่เป็นพ่อแม่มอง Yang เป็นสมาชิกครอบครัวก็จริง แต่ก็เป็นในฐานะพี่ชายที่ช่วยดูแล Mika ในขณะที่กับ Mika เขาเป็นมากกว่านั้น และการสำรวจความทรงจำของ Yang ที่ Jake (คนพ่อขุดคุ้ยเจอ) เขายังพบว่าแอนดรอยด์ตัวนี้สังเกตและบันทึกอะไรไว้มากกว่าที่คิด สิ่งที่อาจดูธรรมดาในสายตามนุษย์จึงเป็นสิ่งที่พิเศษไปเลย เราเจออะไรเหล่านั้นจนชินชา จนมันกลายเป็นความถี่ที่ไม่ได้ยิน หรือวอลเปเปอร์ด้านหลังที่ไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว

จึงกลายเป็นว่าคำถามของ Yang ตอนเขายังมีชีวิตอยู่ กับการตายของ Yang ที่ Jake พยายามหักล้างด้วยการพยายามซ่อมหรือปลุกเขาด้วยการศึกษาความทรงจำ ทั้งสองอย่างทำหน้าที่กับ Jake มากกว่ากับ Yang คำถามเรื่องชา คนที่ได้คำตอบคือ Jake และการได้เรียนรู้จากความทรงจำของแอนดรอยด์ก็ไม่ใช่เพื่อเข้าใจในตัวเขา แต่ Jake เข้าใจความหมายว่า การมีชีวิตนั้นคืออะไรกันแน่ จากการสำรวจไฟล์ความทรงจำของสิ่งสังเคราะห์เหล่านั้น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากนี้ หนังยังทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันในครอบครัวของคนหลากหลายชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งทำให้การที่แอนดรอยด์มาใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์ ไม่ใช่เพราะผิดปกติหรือน่าตื่นเต้นอะไร และไม่ได้เล่นประเด็นน่าสนใจ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่คนทำหนังไซไฟจะไม่พลาดโอกาสสำรวจตรงนี้ อย่าง ‘A.I. อยากเป็นมนุษย์’ แต่กลับเป็นเล่าไปให้เห็นถึงอนาคตที่ A.I. ไม่ต่างจากมนุษย์ แถมยังถูกเรียกว่า Techno-sapien จึงเป็นเรื่องน่าค้นหาว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น การตายหรือมุมมองของมนุษย์-แอนดรอยด์ แตกต่างกันอย่างไรมากกว่า

และหนังยังพูดถึงประเด็นการเหยียดชนชาติ หรือไม่ชอบผู้ที่มาจากต่างถิ่น (Xenophobia/Racism) บ้าง การหรือบอกใบ้ถึงสถานการณ์ที่ดูจะไม่สู้ดีของจีนบ้าง แต่ After Yang ก็เลือกที่จะไม่เน้นหรือลงดีเทลตรงนั้น อันที่จริงเลือกที่จะเล่าแบบผิวเผิน แล้วปล่อยให้เราเก็บดีเทลที่ใส่เข้ามาเพื่อคิดต่อยอดเอาเอง แล้วเลือกโฟกัสไปที่เรื่องราวของมนุษย์ จิตวิญญาณ และครอบครัวอย่างแน่วแน่แทน หนังจึงค่อนข้างที่จะไปสุดทางทางด้านนี้ ด้านการตั้งคำถามให้คนดูไปคิดต่อ หรือการโต้ตอบกันระหว่างสองตัวละครที่ทำให้เรานำไปคิดต่อด้วยเช่นกัน 

ทั้งหมดของหนังขับเน้นด้วยมุมกล้องกับการนำเสนอที่ไม่หวือหวา ตัวบทเองก็เน้นความธรรมดาของสมาชิกครอบครัวนี้ ไดอะล็อกก็ดูจะเรียล ๆ แบบที่คนธรรมดาพูดกัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเสริมให้หนังเต็มไปด้วยความธรรมดาอย่างที่ผู้กำกับตั้งใจครับ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งพิเศษที่เราสังเกตเห็นได้เองผ่านความธรรมดา

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากด้านเนื้อหาและประเด็นแล้ว ความพิเศษของ After Yang อยู่ที่ Setting (พื้นหลัง) โทน บรรยากาศ และสถาปัตยกรรมครับ อย่างที่ได้กล่าวไปว่าผู้กำกับ Kogonada มีธรรมชาติของการสนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

โลกอนาคตในแบบของเขาจะไม่ได้มีความ Futuristic แบบตึกทันสมัย หลังจากอุปกรณ์ไฮเทค โชว์อะไรล้ำ ๆ ความไซเบอร์พังก์ หรือมีลักษณะเป็นโลหะมันวาว (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย) ตรงกันข้าม เป็นแนวโมเดิร์นผสมมินิมอล หรือด้วยนี่คือโลกอนาคตที่เขาใฝ่ฝันถึง ในหนังจึงเต็มไปด้วยต้นไม้และสีเขียว เพราะภาพที่ Kogonada วาดไว้ไม่ใช่อนาคตที่คิดว่าจะเป็น แต่ ‘ควรจะเป็น’ และโลกที่ควรจะเป็นในสายตาเขา คือโลกที่ทุกคนตระหนักว่าควรให้ความสนใจกับปัญหาโลกร้อน และให้ความสำคัญกับต้นไม้มากกว่านี้ ผลคือเราได้เห็นต้นไม้ทั้งแต่บริเวณสวน ในตึก ในอุโมงค์ แม้กระทั่งในรถยนต์ ทำให้หนังออกมาค่อนข้างมีความออร์แกนิกิดูแล้วสบายสายตาเหมือนสูดออกซิเจนเข้าทางลูกตายังไงอย่างงั้น

ส่วนสถาปัตยกรรมในเรื่อง ตัวบ้านก็มีความเป็นเอเชียสูงมาก ๆ หากจะให้นิยามแบบดิบ ๆ คงจะเป็น ‘Asian-Modern’ แต่ถ้าเป็นทางการที่ข้อมูลในหนังระบุไว้ บ้านในหนังเรื่องนี้เป็นบ้านประเภท ‘California-Modern’ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าแถบแคลิฟอร์เนียมีประชากรเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก หนังเรื่องนี้ที่แสดงถึงอนาคตและขับเน้นความหลากหลายกับความรู้สึก Belong แต่ไม่ Belong จึงเลือกใช้ตัวบ้านสไตล์นี้ที่โปร่ง เน้นวัสดุไม้ ไฟซ่อน ทำให้ดูทันสมัย และเฟอร์นิเจอร์กับของตกแต่งบ้านที่คุมโทนและดูแตกต่าง แต่เข้ากันอย่างบอกไม่ถูกในเวลาเดียวกัน

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ดูเหมือนว่าความรู้ที่สั่งสมมาจากการสังเกตวิเคราะห์ของผู้กำกับคนนี้จะผลิดอกออกผลอย่างสวยงามครับ จากเป็นคนทำ Video Essay ตอนนี้มีคนนำหนังทั้งสองเรื่องของเขาไปวิเคราะห์และทำ Video Essay เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำกับผลงานของคนอื่น ๆ บทและโปรดักชันของหนังเรื่องนี้คือ Collective Memories  ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และสั่งสมความชอบเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ด้านภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม และปรัชญา เข้าไว้ด้วยกัน การเป็นคนขี้สงสัยเองก็มีส่วนอย่างมากในการชวนให้คนอื่นดูแล้วต้องมาคิดต่อ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่สำหรับทุกคนมั้ย แต่ถ้าเป็นแฟนหนังไซไฟ หรือเป็นคนชอบดูอะไรอย่างซีรีส์ Westworld หรือหนังเรื่อง Ex Machina เพราะสนใจประเด็นคำถามเกี่ยวกับชีวิตและตัวตนแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่กำลังตามหาอยู่ครับ

รับชมภาพยนตร์ After Yang ในโรงภาพยนตร์ได้ในวันที่ 2 มิถุนายน 2565 

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load