นี่คือปีที่ 138 นับตั้งแต่ไปรษณีย์ไทยเริ่มให้บริการครั้งแรก

และนี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่บริษัทยักษ์ใหญ่อายุร้อยกว่าปีแห่งนี้ จะขอยื่นสมัครงานใหม่ โดยมีคุณทุกคนเป็นผู้ตัดสิน

ไปรษณีย์ไทยไม่ได้มาพร้อมพอร์ตโฟลิโอเล่มหนาและเรซูเม่ยาวเหยียดตามอายุงาน แต่เขาได้สกัดสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ ในชื่อ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ซึ่งเป็นแคมเปญล่าสุดที่ไปรษณีย์ไทยจับมือกับบริษัทชูใจ กะ กัลยาณมิตร เล่าเรื่องราวของบริษัทโลจิสติกส์ประจำประเทศที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

“เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ น่าจะมีแต่ไปรษณีย์ไทยเท่านั้นที่พูดได้” ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ยืนยันอย่างหนักแน่น

แต่แน่นอน ในวันที่ธุรกิจขนส่งแทบจะกลายเป็น Red Ocean ที่เปอร์เซ็นต์การแข่งขันสูงลิ่ว ผู้ใช้บริการอย่างเราเองก็มีตัวเลือกหลากลาย คงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากเราอาจหลงลืมความแตกต่างของเพื่อนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปบ้าง นี่เองคือโจทย์ใหญ่ที่ กิ๊บ-คมสัน วัฒนวาณิชกร ครีเอทีฟประจำแคมเปญจากชูใจ กะ กัลยาณมิตร ต้องรับหน้าที่สานต่อ เพื่อสร้างภาพยนตร์สั้นที่จะดึงความเป็นไปรษณีย์ไทยออกมาให้ได้ในแบบที่ครบถ้วน สดใหม่ แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยเอาไว้เหมือนเคย

คมสันบอกเราพร้อมเสียงหัวเราะว่ากดดันพอควร ในเมื่อผู้ตัดสินไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนไทยทุกคน

ไปรษณีย์ไทยพร้อมสำหรับการให้สัมภาษณ์แล้ว

เรซูเม่ของเขาก็พร้อมแล้ว

ลองเริ่มต้นการสัมภาษณ์กันได้เลย

รู้จักผู้สมัครงาน

อย่างที่เราพอรู้ ไปรษณีย์ไทยคือรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดำเนินการด้านการขนส่งและสื่อสาร ทั้งจัดส่งไปรษณีย์ พัสดุภัณฑ์ และปัจุบันยังรวมไปถึงการให้บริการด้านโลจิสติกส์ อีกหนึ่งธุรกิจที่เติบโตคู่มากับการขยายตัวของวงการ e-Commerce

“ในช่วงที่ผ่านมาการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์สูงขึ้นมาก เพราะว่ามีผู้ให้บริการเข้ามาเพิ่มหลายราย ทั้งบริษัทไทยและต่างประเทศ บริษัท e-Commerce ใหญ่ ๆ ก็เริ่มเข้ามาลงทุนเอง มันเป็นความท้าทายของเราเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เราอยู่กับคนไทยมานานที่สุด ผมคิดว่าเราค่อนข้างสนิทกับคนไทยนะ เรารู้ความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแนวทางในการให้บริการของเราได้” ดร.ดนันท์ อธิบายถึงจุดแข็งอย่างหนึ่งของไปรษณีย์ไทย

ด้วยความที่ไปรษณีย์ไทยมีพนักงานทั่วประเทศมากถึง 40,000 กว่าชีวิต ทั้งยังให้บริการในชุมชนต่าง ๆ มานานหลายปี จึงไม่แปลกนักที่พวกเขาจะเป็นเหมือนเพื่อนในชุมชน ซึ่งรู้จักลักษณะนิสัยและความต้องการของเพื่อนบ้านแต่ละหลังเข้าขั้นดีเยี่ยม

เมื่อรู้มากก็ต่อยอดธุรกิจได้มากกว่า ในปัจจุบันไปรษณีย์ไทยจึงไม่ได้มีแค่บริการส่งไปรษณีย์และพัสดุภัณฑ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันเท่านั้น เพราะพวกเขาให้บริการในแบบ Parcel Centric Logistic ดูแลสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกันไปตามความยากง่ายในการขนส่ง ทั้งยังมีบริการด้านการเงินผ่านที่ทำการไปรษณีย์และบุรุษไปรษณีย์ บริการ Fulfillment เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จัดเก็บ แพ็ก และส่งสินค้า มี Thailandpostmart ช่วยนำสินค้าของดีในแต่ละชุมชนไปวางขาย มีโครงการไปรษณีย์เพิ่มสุขที่เข้าไปช่วยพัฒนาสินค้า OTOP พื้นบ้านของแต่ละชุมชน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาแพ็กเกจ ไปจนถึงขั้นตอนการขายออนไลน์ แถมล่าสุดไปรษณีย์ไทยยังมีการทดลองใช้โดรนเพื่อขนส่งยาด้วย

“ในอนาคตจะมีเยอะกว่านี้อีก” ดร.ดนันท์ กล่าว

“เรากำลังพยายามพัฒนาในแง่อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายอย่าง เพราะเมื่อมีการแข่งขันสูง การเปลี่ยนแปลงก็มีเยอะอย่างที่เห็น การปรับตัวจึงสำคัญมาก เราเลยหันมาให้ความสำคัญกับการบริการทั้งด้าน Physical และ Digital มากขึ้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ ให้โลกจริงกับโลกดิจิทัลเชื่อมกันอย่างลงตัวไร้รอยต่อ เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุด”

แสดงว่าไปรษณีย์ไทยเข้าใจลูกค้ามากกว่าบริษัทโลจิสติกส์อื่น ๆ ไหม – เราสงสัย

“เรียกว่าให้ความสำคัญมากกว่าดีกว่า เราให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมากที่สุด อย่างแม่ค้าออนไลน์ วัตถุประสงค์หลักของเราคืออยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จกับการขายของมากที่สุด ดังนั้นถ้าเราช่วยอะไรได้เราก็อยากช่วย ให้ช่วยพัฒนาสินค้า ช่วยจัดของ หรือช่วยขนส่ง เราก็ทำแทนได้ หรือในอนาคต สมมติคนทั่วไปที่บ้านมีเด็กเล็ก อยากได้ผ้าอ้อม เราก็อยากเป็นคนช่วยไปซื้อมาให้ คุณอยู่บ้านสบาย ๆ ไปได้เลย

“ผมมองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจดี แต่ความเป็นผู้ใหญ่บางทีก็ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นคนทันสมัย ดังนั้น เราต้องพยายามปรับตรงนี้ และพยายามสื่อสารออกไปในภาพยนตร์สั้นของเราว่า แม้จะเป็นองค์กรที่นานมากแล้ว แต่เราไม่แก่ เราตามเทคโนโลยีและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา”

เริ่มเขียนเรซูเม่

ผู้ใหญ่ใจดีที่เก่าแต่ทันสมัย เป็นมิตร และทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นโจทย์ที่ไปรษณีย์ไทยส่งต่อให้ทีมชูใจ กะ กัลยาณมิตร นำไปต่อยอดเพื่อทำภาพยนตร์สั้นในแบบของตัวเอง

“คนอาจจะติดว่าชื่อของเราคือไปรษณีย์ไทย ก็ต้องส่งแต่ไปรษณีย์ใช่ไหม ซึ่งความจริงสิ่งที่เราทำมันมากกว่านั้นเยอะ ผมอยากให้คนเห็นว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นยังไง และเมื่อเห็นแล้วก็ไม่อยากให้เขาลืม” ดร.ดนันท์ สรุปคร่าว ๆ ให้ฟังอีกครั้ง ก่อนที่คมสันจะเสริมต่อ

“ความยากก็คือ พอบอกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจก็จะมีความ Traditional นิด ๆ ใช่ไหม ซึ่งเราจะเปลี่ยนมันยังไงให้ใหม่ในแบบที่ยังเป็นไปรษณีย์ไทยอยู่ เพราะถ้าพูดถึงไปรษณีย์ไทย สิ่งที่เรานึกออกแรก ๆ เลยก็คือภาพของคนขี่มอเตอร์ไซค์ ถือกระเป๋ามากดกริ่งหน้าบ้านอะไรแบบนั้น 

“เราอยากให้คนเห็นไปรษณีย์ไทยในมุมใหม่กว่านี้ พร้อมกับสิ่งที่ลูกค้ายึดมาด้วยว่า ต้องมีความเป็นเพื่อนกับคนไทยด้วย เลยต้องคงไว้ทั้งความทันสมัยและความเป็นมิตร แล้วความทันสมัยจะให้มาใหม่แบบใช้แสงสาด ตัดภาพวี้บว้าบ ล้ำ ๆ ไปเลยก็ไม่ได้ ความเป็นมิตร จะให้ใจดี นุ่มนวลไปเลยก็ไม่ดีอีก เหมือนจะทำให้ใหม่ก็กลัวเสียเก่า จะทำให้เก่าก็กลัวเสียใหม่”

แค่นั้นยังไม่พอ อีกหนึ่งความท้าทายที่ทีมงานต้องเจอ ก็คือการออกแบบเนื้อหาในภาพยนตร์ให้โดนใจกลุ่มคนหลากหลายไปพร้อมกัน ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ผู้ใช้บริการทั่วไป คนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริการโลจิสติกส์ด้วยกันทั้งสิ้น

“เราอยากให้คนดูเห็นแล้วรู้เลยว่า อ๋อ ไปรษณีย์ไทยเป็นแบบนี้นะ และ อ๋อ ตอนนี้ไปรษณีย์ไทยทำได้ขนาดนี้แล้วหรอ” คมสันสรุป 

จากจุดนั้น คมสันและทีมงานจึงค่อย ๆ มองหาวิธีเล่าเรื่องที่จะเก็บเนื้อหาสำคัญทุกอย่างไว้ได้ครบถ้วนที่สุด จนมาลงเอยที่รูปแบบของการขอสมัครงานอย่างที่ทุกคนได้เห็น

“ที่มันมาถึงไอเดียนี้ได้ เพราะเราพยายามมองหาวิธีเล่าอะไรบางอย่างแบบค่อนข้างถ่อมตนที่สุด เพราะถ้ามองจริง ๆ ไปรษณีย์ไทยคือตัวแทนประเทศเลยนะ องค์กรเขาใหญ่มาก แต่พอเขามาพูดด้วยวิธีการน่ารัก ๆ แบบนี้ เราคิดว่ามันน่าจะได้รับความเอ็นดูจากคนไทยมากกว่า 

“ถ้าพูดกันตรง ๆ เราก็มาขายของนั่นแหละว่าไปรษณีย์ไทยมีบริการอะไรบ้าง ไปใช้บริการได้นะ แต่พอมีเรื่องเรซูเม่เข้ามาด้วย มันก็เล่าได้หมดเลย ทั้งความเป็นไปรษณีย์ไทย ความเปลี่ยนแปลงของเขา การลบภาพจำเดิม ๆ ที่คนมี รวมไปถึงบริการที่เขามีด้วย” และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของแคมเปญ ‘The Resume จากใจไปรษณีย์ไทย’ ภาพยนตร์สั้นที่เล่าเรื่องไปรษณีย์ไทยอย่างเรียบง่าย ผ่านปากคำของพี่น้องไปรษณีย์ไทยจริง ๆ

มืออาชีพตัวจริง

“นักแสดงที่เป็นพนักงานไปรษณีย์ในเรื่องนี้ เราไปสัมภาษณ์มาจากทั่วประเทศเลย” คมสันเฉลย หลังจากเราลองถามถึงพี่พนักงานไปรษณีย์ในชุดซานต้า ซึ่งดูเหมือนจะเป็นพนักงานส่งจดหมายจริง ๆ

ไม่ใช่แค่พี่หัวมัน-พนักงานในชุดซานต้าผู้โด่งดังในโลก TikTok เท่านั้น แต่พี่น้องพนักงานไปรษณีย์ไทยทุกคนที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ ล้วนเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ที่ทีมงานไปแคสต์มาจากไปรษณีย์ไทยในหลายจังหวัด

“เราให้ทางไปรษณีย์ไทยเป็นคนคัดเลือกพนักงานมาให้เราจากทั่วประเทศ แล้วก็มาสัมภาษณ์ทาง Zoom กับทางโทรศัพท์ต่อ คัดจากคนเป็นร้อย ๆ เลย เพราะเราอยากให้ทุกคนได้มีส่วนรวมในงานชิ้นนี้จริง ๆ

“โจทย์ของเราคือ อยากได้กลุ่มคนที่มีอายุหลากหลายหน่อย จะได้ตอบโจทย์เรื่องความเก่าแก่ของไปรษณีย์ไทย แล้วก็ขอคนที่อินกับองค์กรด้วย เขาจะได้มีสตอรี่ที่มาแชร์กับเราได้ อันนี้สำคัญมาก”

เพราะเมื่อพูดถึงตัวแทนองค์กร ภาพแรกของใครหลายคนอาจเป็นพนักงานบริษัทที่ดูเด็กและหน้าตาดี เหมือนภาพถ่ายโฆษณาที่เราเจอได้ตามบิลบอร์ด แต่ภาพตัวแทนองค์กรที่ทีมงานอยากสื่อสารจากภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ คือกลุ่มคนทำงานจริง ที่รักในงานของพวกเขาจริง ๆ ไม่มีการปรุงแต่ง

และเราว่าพวกเขาทำสำเร็จ เพราะอย่างน้อยคุณก็น่าจะแอบอมยิ้ม ยามได้เห็นพี่น้องไปรษณีย์ไทยกำลังตอบคำถามอย่างจริงใจในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

จากใจพนักงานไปรษณีย์

ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่คมสันอยากใส่ลงไปในงานครั้งนี้มากที่สุด เขาจึงสรุปออกมาง่าย ๆ ว่าจะเรียกภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ว่าเป็นกึ่งสารคดีก็คงไม่ผิดนัก

“เรามองว่าไปรษณีย์ไทยเป็นองค์กรที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก มีความเป็นกันเอง เรียบง่าย แล้วก็มีความชาวบ้านนิด ๆ ซึ่งพนักงานทุกคนสะท้อนความเป็นไปรษณีย์ไทยตรงนี้ออกมาได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งคนที่เราเลือกมาอินกับองค์กรด้วย สิ่งที่เขาตอบมาจึงไม่ได้เป็นสคริปต์เลย” 

คมสันขยายความเพิ่มว่าการถ่ายทำยังเป็นไปแบบง่าย ๆ ผู้กำกับเป็นคนคิดคำถามเพื่อโยนให้เหล่าพนักงานเป็นคนตอบ และเมื่อมองเป็นการสัมภาษณ์งานจริง พวกเขาเลยผุดคำถามอื่น ๆ นอกเหนือจากในสคริปต์ มาช่วยให้บทสัมภาษณ์ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วย หลังจากนั้นคำถามทั้งหมดจะถูกนำไปดัดแปลงเพื่อใช้กับตัวละครผู้ให้สัมภาษณ์ หรือตัวแทนผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก แม่ค้าออนไลน์ ผู้สูงวัย เกษตรกร และนักธุรกิจอีกที

ซึ่งหลายคำตอบจากชาวไปรษณีย์ไทยที่สดแบบไร้บท ก็ทำเอาคมสันอึ้งไปเลยเหมือนกัน

“อย่างตอนที่เขาบอกว่านานแต่ไม่แก่ อันนี้เซอร์ไพรส์มาก เพราะเขาตอบเองจริง ๆ แบบไม่มีสคริปต์เลย คือความนานหมายถึงเชิงประสบการณ์ และแก่ของเขาก็ไม่ได้มองในเชิงลบ แต่เป็นเชิงความเก๋า มันเป็นความรู้สึกของเขาจริง ๆ ซึ่งจริงใจมาก

“อีกคนที่เป็นหัวใจสำคัญเลยคือน้องอาร์ม ที่สัมภาษณ์คนสุดท้าย ตรงนั้นเราก็ส่งสคริปต์ให้เขาคร่าว ๆ แค่ว่าอยากให้มันแลนดิ้งแบบนี้นะ เพราะนี่จะเป็นตัวปิดแล้ว แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะพูดออกมาแบบไหน ตอนนั้นเลยเตรียมแผนสำรองไว้แล้วล่ะ ว่าถ้าน้องเขาพูดออกมาแล้วไม่อิน เดี๋ยวเราจะหาโฆษกมาพูดปิดท้ายแทน

“ปรากฏว่าตอนที่เขาพูดออกมามันดีมาก พูดเสร็จน้ำตาคลอเลย ลูกค้าที่อยู่หน้าจอยังน้ำตาไหล แล้วน้องเขาเล่นแค่สองเทค เราก็ใช้เทคแรกเลย คือสดมาก สคริปต์ไม่ต้องมี ผมเรียกเขาว่าช้างเผือกเลยแล้วกัน ถ้าช็อตนั้นไม่ได้แบบนี้ หนังเรื่องนี้คงเบาลงมากเลย”

ฝากรับไว้พิจารณา

“เราชื่นชมทีมมากเลยนะที่สื่อสารเรื่องนี้ออกมาในแบบที่เป็นไปรษณีย์ไทยจริง ๆ ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เน้นย้ำจุดแข็งของเราได้ดีเลย” ดร.ดนันท์ ยิ้ม ในขณะที่คมสันเองก็มองว่าผลลัพธ์ในครั้งนี้ออกมาดีอย่างที่ทีมงานทุกคนตั้งใจ หายเหนื่อยกันไปเยอะ

“ส่วนตัวเราเลย งานครั้งนี้มันมีความฟินเหมือนกัน เหมือนเราเห็นองค์กรนี้มาตั้งแต่เด็ก แล้ววันหนึ่งได้มาทำงานให้เขา ผลที่ออกมามันก็ดีแบบที่เราตั้งใจไว้ พอมาดูอีกทีเราว่าส่วนผสมในงานครั้งนี้กำลังดีเลย ถ้าทำให้เชยหรือน่ารักกว่านี้ก็ไม่ดี หรือจะทำให้ทันสมัยหลุดไปกว่านี้ก็ไม่น่าเวิร์กเหมือนกัน”

การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ใกล้จะจบลงแล้ว คุณคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน – เราถาม

“อย่างน้อยให้เขาได้รู้ว่าไปรษณีย์ไทยทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิดเยอะแยะ และสามารถเปลี่ยนภาพจำของคนจากแค่การส่งจดหมาย ส่งพัสดุได้แค่นี้ก็พอแล้ว อีกอย่างที่สำคัญคือ เราอยากให้ทุกคนได้เห็นมูฟเมนต์ของไปรษณีย์ไทยว่า เขายังมีชีวิตอยู่นะ ยังเอาอยู่ว่ะ แล้วก็ยังพัฒนาตัวเองไปตลอดด้วย” คมสันสรุปในฐานะคนทำงาน ก่อน ดร.ดนันท์ จะปิดท้ายแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความ 

“สุดท้ายนี้ให้ไปรษณีย์ไทยช่วยคุณนะครับ”

เอาล่ะ การสัมภาษณ์งานในครั้งนี้จบลงแล้ว 

ส่วนการเข้าทำงาน คงต้องให้ชาวไทยรับไว้พิจารณา ผ่านคลิปวิดีโอ The Resume “จากใจ ไปรษณีย์ไทย” ชิ้นนี้

Writer

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

สำหรับเรา เครื่องปรุงชั้นเลิศที่เพิ่มความอยากอาหารเวลาอยู่บ้านได้มาก จนต้องรีบหาร้านในแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่แล้วกดสั่งอย่างว่องไว ไม่ใช่รูปสวย ๆ อย่างเดียว แต่คือ ‘เสียง’ ที่ชวนท้องร้อง น้ำลายไหลโดยไม่รู้ตัว (นึกภาพตอนได้ยินเสียงหมูกระทะกำลังจะสุกบนเตาสิ) 

จึงไม่แปลกที่หลายคนถึงชอบเปิดยูทูบดูช่องกินอาหารแบบ ASMR (Autonomous Sensory Meridian) หรือ การใช้เสียงเพื่อตอบสนองต่อประสาทรับความรู้สึกอัตโนมัติ ซึ่งทำให้รู้สึกหิว ฟิน หรือบางทีเปิดเงียบ ๆ ก็คลายความเครียดได้ดีเหมือนกัน

การที่เสียงสามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้กับคนได้ขนาดนั้น ทำให้ ‘โรบินฮู้ด’ (Robinhood) แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่สัญชาติไทยที่แน่วแน่ในการช่วยเหลือร้านเล็ก ๆ โดยไม่เก็บเงินค่าบริการระบบ รวมทีม บิ๊ก-สีหนาท ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ตูน-สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ Creative Director A Yellow Train Studio มาช่วยกันคิดการณ์ใหญ่ ลองทำคอนเทนต์ ASMR เพื่อช่วยโปรโมตร้านเล็ก ๆ ในแพลตฟอร์มของตัวเอง และสร้างอารมณ์ร่วมกับลูกค้าให้ได้เห็นคุณค่าของอาหารแต่ละจาน

สารคดี ASMR Food Documentary ชิ้นนี้มีความยาว 60 นาที บอกเล่า 60 ขั้นตอนที่สะท้อนเสียงแห่งความตั้งใจ ความทุ่มเท และความพิถีพิถันในการทำอาหาร 1 จานของร้านบะหมี่อายุ 60 ปี ‘ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง’ ที่แม้แต่ลูกค้าประจำก็อาจไม่เคยรู้เคล็ดลับเหล่านี้มาก่อน 

The Cloud ชวนคุณมาฟังแนวคิดของสารคดีขนาดยาว โดยมีเสียงขั้นตอนการทำอาหารที่ชัดแจ๋ว ตั้งแต่เปิดร้าน เตรียมวัตถุดิบ ต้ม ลวก อบ สับ สุก ซู่ ซ่า จนเสิร์ฟ เหมือนกับนั่งมองแม่ทำอาหารตอนเด็ก ๆ และพออ่านจบ คุณอาจนึกถึงความตั้งใจของคนเบื้องหลังทุกครั้งที่สั่งอาหารกินสักมื้อ

ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง
ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง

แพลตฟอร์มให้พื้นที่กับร้านเล็ก

หลายคนน่าจะจำกันได้ว่าโรบินฮู้ดสร้างแรงกระเพื่อมให้คนตัวเล็กได้ทำมาค้าขายในช่วงล็อกดาวน์รอบที่ 4 จากแคมเปญ Free Delivery ที่เพิ่มตัวเลขร้านค้าในแพลตฟอร์มจาก 6 หมื่น สู่ 1 แสน ได้อย่างไม่น่าเชื่อ การเคลื่อนไหวครั้งนี้กลายเป็นความหวังในการกระจายรายได้ และส่งต่อน้ำใจซึ่งกันและกัน ที่ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าส่ง และสามารถสั่งอาหารเพิ่มให้กับไรเดอร์ที่เข้ามายืนรอออเดอร์

เมื่อก่อนพวกเขาเคยคิดว่ายอดออเดอร์บนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ส่วนใหญ่เกิดจากร้านดังขนาดใหญ่ แต่พอได้เข้าไปคุยกับร้านเหล่านั้น กลับรู้สึกไม่แมตช์ เพราะต้องแลกเปลี่ยนกันด้วยผลประโยชน์จากโปรโมชันออนท็อป ซึ่งพอมองไปที่ร้านเล็ก ๆ ร้านอื่น โอกาสต่อรองเหล่านี้กลับไม่มีเลย จนเกิดคำถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ร้านเล็ก ๆ จะเป็นที่รู้จักได้อย่างไร

“ต้นทุนชีวิตของร้านเล็ก ๆ กับร้านใหญ่ ๆ มีไม่เหมือนกัน การที่เขาต้องเสียสามสิบเปอร์เซ็นต์ให้กับค่าคอมมิชชันในการมาอยู่ในแพลตฟอร์มมันเป็นเรื่องยาก สิ่งที่เกิดขึ้น ตัวร้านค้าอาจต้องบวกราคาอาหารที่ขายออนไลน์ให้แพงกว่าหน้าร้าน หรือลดปริมาณอาหาร หน้าร้านให้หมูห้าชิ้น พอมาอยู่บนแอปฯ กลายเป็นสามชิ้น ซึ่งลูกค้าก็จะมองว่าไม่แฟร์ นั่นทำให้เราต้องหยุดวงจรนี้” 

คุณบิ๊กบอกว่าปรัชญาของโรบินฮู้ดคือ “เราอยากให้แพลตฟอร์มของเรา เป็นพื้นที่แห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งไรเดอร์ที่ผ่านการเทรนพิเศษกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในลักษณะ Face to Face สอนมารยาทในการเทคแคร์ลูกค้า จัดเก็บแพ็กเกจจิ้งยังไงให้อาหารส่งถึงมือแล้วหน้าไม่หก ไม่คว่ำ ตัวลูกค้าเองจะได้รับประสบการณ์ที่ดีในทุก ๆ การสั่ง ที่สำคัญโรบินฮู้ดจะไม่คิดค่า GP สักเปอร์เซ็นต์ เพราะเราอยากให้โอกาสร้านเล็ก ๆ ทั้งคีออสหรือสตรีทฟู้ด ซึ่งมีโต๊ะเดียวหรือสองโต๊ะที่ไม่มีต้นทุนจ่าย” 

ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง
ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง

ทำให้ร้านเล็กเชื่อว่าโรบินฮู้ดเป็น ‘เพื่อน’

“ทำยังไงให้เขาเชื่อว่าเราเป็นเพื่อนเขาจริง ๆ และโรบินฮู้ดเหมาะกับเขา แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น” 

โจทย์ตั้งต้นที่คุณตูนตอบได้ในฐานะผู้ดูแลฝ่ายการตลาด สิ่งที่โรบินฮู้ดต้องคำนึงคือการซื้อใจร้านเล็ก ๆ ด้วยความจริงใจ ไม่โกหก หรือขายฝัน และยิ่งเป็นเรื่องของแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งครบหนึ่งปีไปหมาด ๆ จึงต้องค่อย ๆ สร้างความน่าเชื่อถือ ถึงขนาดที่คุณตูนเคยเข้าไปในคลับเฮ้าส์ เพื่ออธิบายว่าการขายอาหารในโรบินฮู้ดไม่เสียอะไรเพิ่ม ก็ยังมีหลายคนไม่เชื่อ และคิดกันไปว่าวันนี้ไม่เก็บ วันหน้าต้องเก็บแน่นอน

นั่นเป็นความยากที่โรบินฮู้ดต้องเข้าสังเวียนเกมการตลาดที่พูดอย่างเดียว ไม่มีใครเชื่อแล้วในยุคนี้ การทำให้เห็นว่ามีคนได้ประโยชน์กับสิ่งนี้ต่างหากที่ยั่งยืน 

แล้วใครที่ควรได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ล่ะ
ก็ ‘ร้านค้า’ นั่นแหละ

“เราอยากลองทำคอนเทนต์แบบ Testimonial ที่เป็นมากกว่าโฆษณาที่ใช้เงินอัดเยอะ ๆ แต่ไม่น่าเชื่อถือ มาทำแบบจ่ายเงินไม่มาก แต่สร้างอิมแพคได้จริงด้วยการเอาเจ้าของร้านมาส่งเสียง ทำให้เห็นชีวิตจริงของเขาในแต่ละวันเลยว่า ร้านเขาดีจนลูกค้าอยากซื้อยังไง โดยที่ร้านค้าไม่ต้องเสียอะไรเลย แค่เราขอรบกวนเข้าไปถ่ายทำ เขาก็จะได้ทำมาร์เก็ตติ้งโดยไม่ต้องเสียเงิน นี่คือสิ่งที่เราอยากวางโพสิชันโรบินฮู้ดใหม่ที่เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มทำมาค้าขาย แต่ช่วยคุณทำมาค้าขายให้ดีมากขึ้นด้วย”

คุณตูนพูดจบประโยค แล้วผายมือไปที่ครีเอทีฟหนุ่มอย่างคุณก้อง ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการทำสารคดีสุดพิเศษนี้ ก่อนจะขอพูดต่อว่า 

“ผมคุยกับคุณก้องว่า เวลาคนดูยูทูบแล้วมีโฆษณาเลื่อนผ่าน ใคร ๆ ก็ต้องกด Skip เพราะมันง่ายและเร็ว แต่ในชีวิตจริงของคนทำอาหาร โดนเฉพาะร้านเล็ก ๆ สิ่งที่เขาจะไม่ทำเด็ดขาดคือเลื่อนผ่านความใส่ใจ สิ่งนี้ Skip ไม่ได้ เราจึงอยากถ่ายทอดสิ่งนี้ให้ทุกคนเห็น”

ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง

สารคดี ASMR ที่ยาวที่สุดในไทย !

ทางทีมระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิดว่าช่วงนี้อินอะไรกัน หรืออยากนำเสนอคอนเทนต์ออกมาแบบไหนให้ทัชใจคนดูที่สุด และ ASMR เป็นหนึ่งในคำที่โผล่ออกมาแล้วทุกคนมองหน้ากันแล้วแปะมือ เพราะกำลัง Crazy!

“ช่วงนั้นผมบ้า ASMR” คุณตูนหัวเราะ “คือเราไม่ได้ฟังเฉพาะเสียงกินหรอก ฟังทุกเสียง เปิดซาวนด์ค้างไว้เพื่อให้ผ่อนคลาย แล้วรู้สึกว่ามันเป็นประสาทสัมผัสที่น่าสนใจ ซึ่งน่าเอามาปรับใช้กับแอปฯ ของเรา ปกติคนเห็นอาหารบนจอที่ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้รส แต่ ASMR มันสร้างอรรถรสให้เราอยากอาหารได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงเคี้ยว เสียงกินอย่างเดียว แต่เสียงกระบวนการทำอาหารก็ทำให้เราหิวอย่างไม่น่าเชื่อ ดูได้จากตอนได้ยินเสียงหมูกำลังสุก แล้วมีเสียงน้ำมันเป๊าะออกมา ใครบ้างไม่หิว” เราพยักหน้าตามที่คุณตูนพูด แล้วรู้สึกหิวตามอย่างบอกไม่ถูก 

“คนรุ่นใหม่ที่ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่หลายคนชอบ ASMR ใกล้ตัวสุดก็ลูกสาวผมที่ชอบดูช่องกินอาหารเกาหลี กินกิมจิบ้างหรือบะหมี่บ้าง ซึ่งบางช่องยอดวิวโหดแตะหลักล้าน ตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาดูตลอดเลย แต่พอมาลองดูดี ๆ อ๋อ มันได้อรรถรสนี่เอง” คุณบิ๊กเสริมยิ้ม ๆ 

“ผมไปเจอวิดีโอของแบรนด์เครื่องกรองน้ำแบรนด์หนึ่ง ที่ถ่ายผู้หญิงชาวแอฟริกันเดินไปเรื่อย ๆ จากหมู่บ้าน จนไปถึงแหล่งน้ำ ความยาวหนึ่งชั่วโมง เพื่อบอกว่ากว่าจะได้ดื่มน้ำ เธอใช้เวลานานแค่ไหน เลยปิ๊งไอเดียว่าการที่เราจะเปิดแช่ไว้แล้วดูจนจบในวิดีโอเกี่ยวกับร้านอาหารได้ ก็ควรจะเป็นการถ่ายยาว ๆ โดยไม่ต้องตัดต่อ แต่อะไรล่ะที่จะตรึงคนให้ดูจนจบ เพราะมันยากเหลือเกินที่คนจะดูจนจบ (หัวเราะ)

“ผมเลยคิดย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ ที่เรานั่งอยู่ในครัว ดูแม่ทำอาหาร หรือปัจจุบันที่เราไปร้านอาหารครัวเปิด เราสามารถเห็นจะจะว่าเขากำลังอยู่ขั้นตอนไหนแล้ว มันเพลินเพราะเสียงกระทะ เสียงสับกระเทียม เสียงนู้นนี่ที่ทำให้เราได้ลุ้น ฉะนั้นมันต้องไม่ได้งามแค่ภาพ แต่เสียงก็สำคัญ ซึ่งโจทย์คือเล่าความใส่ใจของร้านอาหาร งั้นก็เล่าชีวิตประจำวันของคนทำอาหารไปเลย ให้คนได้รู้ที่มาที่ไป แต่เปิดแช่ไว้ไม่เบื่อ ASMR จึงเป็นคำตอบ” คุณก้องเล่าจุดเริ่มต้นไอเดีย และเพิ่มเติมว่า การถ่ายโดยแทบไม่ตัดต่อหรือปรุงแต่งด้วยการใส่เพลง เป็นเรื่องยากที่จะยัดมันไว้ใน 1 ชั่วโมง หากร้านที่เลือกไม่น่าสนใจจริง ๆ หรือมีกระบวนการทำที่ไม่พิเศษ อาจทำให้ไม่ถึงตามเวลาที่กำหนด 

ดังนั้น ASMR ของโรบินฮู้ดที่มีความยาวสุดในประเทศจึงต้องใช้ร้านเก่าแก่ ที่คราฟต์อาหารแต่ละจานด้วยใจ และมีคุณภาพจริง ๆ ซึ่งก้องรับหน้าที่คัดสรรร้านอาหารในแอปฯ พร้อมลงพื้นที่ไปคุยกับเจ้าของแต่ละร้านถึงประวัติ และความดีงามต่าง ๆ จนได้ร้านที่ครบเครื่องที่สุดคือ

‘ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง’ ที่อยู่มานานกว่า 60 ปี

ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง
เบื้องหลังสารคดี ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ร้านอาหารอายุ 60 ปี

บะหมี่เฮียไจ๊ ที่ใช้ไม้ไผ่นวดแป้งทุกตี 3 

60 นาที 60 ขั้นตอน ซีนละ 1 ขั้นตอน ขั้นตอนละ 1 นาทีโดยเฉลี่ย และ ‘เฮียไจ๊’ จาก ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ก็มี 60 ขั้นตอนพอดิบพอดี 

ใครจะไปคิดว่าบะหมี่ชามหนึ่งจะมีขั้นตอนเยอะขนาดนี้ และในวันที่เครื่องมือเครื่องไม้พัฒนากันไปตามโลก เฮียไจ๊ยังคงความคลาสสิกซึ่งคราฟต์ด้วยมือและแรงคน ที่ครบเครื่องในแต่ละกรรมวิธี ย้อนไป 60 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร วันนี้ยังทำแบบเดิม 

“ปกติเรากินบะหมี่ เราคงไม่ได้คิดหรอกว่า กว่าจะมาเป็นชามตรงหน้า มันผ่านขั้นตอนอะไรเยอะแยะ ซึ่งร้านเฮียไจ๊ เป็นร้านที่ครบเครื่องมาก วิธีการแทบทุกอย่างเป็นแฮนด์เมด อุปกรณ์ที่ใช้ก็ดั้งเดิม ยังตอกไข่ทีละฟอง ผสมเส้นด้วยมือ แล้วที่อันซีนสุด ๆ คือเขายังใช้ไม้ไผ่ในการนวดแป้ง โดยขึ้นไปนั่งบนไม้ไผ่ เหมือนนั่งม้ากระดกเด็กเล่น และใช้น้ำหนักตัวกดแป้งทุกวัน ทุก ๆ ตีสาม เสียงที่เราอัดมันจะดังเอี๊ยด ๆ ซึ่งมีเสน่ห์เหลือเกิน” ก้องเล่า

ความอร่อยและสูตรต้นตำหรับที่ใช้ของสดใหม่อยู่เสมอ ในวิดีโอสารคดี คุณจะได้เห็นกุ้งเน้น ๆ พร้อมเสียงห่อเกี๊ยว ปูชิ้นโตขาวนวลพร้อมเสียงนึ่ง เสียงหมูแดงที่ถูกมีดค่อย ๆ แบ่งเป็นชิ้น ๆ และแขวนไว้ในหม้ออบ จนน้ำมันในเนื้อของมันดังออกมา ‘เป๊าะ’ ผักกวางตุ้งเขียวสดถูกหั่นบนเขียงให้เสียง ‘กร๊อบ’ เสียงตอกไข่ดัง ‘แก๊ก’ หรือตอนหย่อนกระดูกหมูลงหม้อซุปร้อน ๆ (พูดแล้วน้ำลายไหล) ก็ดัง ‘จ๋อม’ อย่างที่เราคุ้นเคย ซึ่งคุณก้องบอกว่าแทบจะเอาไมค์ไปจ่อให้ใกล้ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ 

เบื้องหลังสารคดี ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ร้านอาหารอายุ 60 ปี
เบื้องหลังสารคดี ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ร้านอาหารอายุ 60 ปี

“เราใช้ทีมบันทึกเสียงที่ทำเสียงให้กับหนังเรื่อง ร่างทรง ที่เราต้องเลือกทีมที่ดีแบบนี้มา เพราะเราอยากให้คนดูรู้สึกว่า โอ้โห เราใส่ใจจังเลย เสียงชัด เคลียร์มาก ซึ่งกว่าจะได้แต่ละซีนก็ยากเหมือนกันนะ เพราะร้านเฮียไจ๊อยู่ในซอยที่เป็นชุมชน มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปมาตลอด บางทีกำลังจะได้แล้ว ก็ต้องเริ่มใหม่ แต่เฮียน่ารักมาก ไม่บ่นสักคำ และคอยถามตลอดว่า ดูดีหรือยัง ถ้ายัง ถ่ายอีกรอบได้นะ ซึ่งผมประทับใจมาก เหมือนเราให้ใจกันและกัน เพิ่มพลังในการทำงานได้ดี”

เราถามก้องต่อว่ากลัวไหมว่าคนจะดูไม่จบ เนื่องจากความยาวสารคดีก็นานใช่ย่อย คำตอบของเขาเซอร์ไพรส์เรา เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ทุกคนจะดูจนจบ แต่คนที่เข้ามาดู ไม่ว่าจะเลื่อนไปนาทีไหน จะต้องว้าวแน่นอน

“อย่างน้อย ๆ เรามีความแข็งแรงด้านซีน เพราะโลเคชันในร้านสวยคลาสสิก มีเอกลักษณ์แบบบ้านเก่า และการถ่ายโดยแทบไม่ตัดต่อในเวลาหนึ่งชั่วโมง แต่ให้เสียงที่ได้อรรถรส เราเชื่อว่าจะมีคนดูจนจบ เปิดดูค้างไว้ก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้ แต่สำหรับคนที่ดูไม่จบ เราก็อยากให้เขาสนุกไปกับเรา เลยดีไซน์โดยกำกับด้านบนไว้ว่า ตอนนี้คุณมาถึงขั้นตอนที่เท่าไหร่แล้ว เหมือนเราเปลี่ยนด่านเกมไปเรื่อย ๆ แล้วจะเจอประสบการณ์ที่ต่างกันให้คนดูได้ลุ้นว่าจะเจออะไร ซึ่งแต่ละนาทีคุณจะเจอสิ่งที่เฮียไจ๊ทำไม่เหมือนกันสักอย่าง ตั้งแต่เปิดร้าน ห่อเกี๊ยว นวดแป้ง ปรุงเครื่องปรุง เสียงห่อกระดาษ ยันมีไรเดอร์มารับไปส่งของให้ลูกค้ากินที่บ้าน”

เบื้องหลังสารคดี ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ร้านอาหารอายุ 60 ปี
เบื้องหลังสารคดี ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ร้านอาหารอายุ 60 ปี

เสียงแห่งความตั้งใจจากใจโรบินฮู้ด

สิ่งที่โรบินฮู้ดกำลังเดินไปให้ถึง คือการสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กในวันที่ต้นทุนสังคมของคนไทยมีไม่เท่ากัน ร้านเล็ก ๆ ไม่มีพลังมากพอจะต่อรองค่าธรรมเนียมกับทุกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ หรือช่วยโปรโมตร้านให้อย่างจริงใจ แม้บางคนอาจลองพูดแล้ว แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน

เสียงที่เบาบางของร้านอาหารฝีมือชั้นเยี่ยม แต่ไม่ได้รับการพูดถึง จึงควรถูกพูดให้ดัง นั่นจึงเป็นที่มาของสารคดี ASMR ชิ้นนี้ เป็นจุดกำเนิดของการไม่คิดค่า GP สักบาท และเป็นจุดเริ่มต้นที่โรบินฮู้ดยังเข้าไปสอนพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในแพลตฟอร์มทำการตลาดในอนาคต 

คุณบิ๊กในฐานะที่ดูภาพรวมของโรบินฮู้ดมองว่า “การที่เราจะเป็นฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ดีได้ ต้องไม่มองแค่เอาร้านเขามาขายอาหารบนออนไลน์อย่างเดียวแล้วจบ แต่ควรสอนเครื่องมือทำการตลาด ให้เขาได้ขยายธุรกิจด้วยตัวเอง เพื่อต่อยอดไปถึงเจเนอเรชันหลังของเขา

“โรบินฮู้ดเข้าไปสอนคอร์สออนไลน์เล็ก ๆ ว่าทำยังไงให้ขายได้ปัง ๆ เช่น การแนะนำให้ร้านเล็ก ๆ เข้าไปอยู่ในคอมมูนิตี้เพื่อพรีเซนต์โปรโมชันหรือความเด็ดดวงของร้าน อย่างบางร้านขายเนื้อ การเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนชอบกินเนื้อในเฟซบุ๊กที่เสาะหาร้านเนื้ออร่อย ๆ ในไทย ก็เพิ่มโอกาสในการค้าขาย เป็นการใช้ทุนที่ไม่มาก แต่มีโอกาสที่คนจะมองเห็นมาก

เบื้องหลังสารคดี ASMR 60 นาที จาก Robinhood เล่าความทุ่มเทของ ไจ๊ บะหมี่เกี๊ยวกุ้งสะพานเหลือง ร้านอาหารอายุ 60 ปี

“และการซื้อซ้ำก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ตัวร้านค้าเองต้องเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชอบอะไร เราจึงเริ่มทำ Analytic Data Report เป็นตัวเลขรายเดือน หรือสองอาทิตย์ที่เราจะสรุปการขายให้เขา เพื่อคาดเดาว่าวันรุ่งขึ้นควรเตรียมวัตถุดิบอย่างไร เช่น ร้านเฮียไจ๊ เปิดมาหกสิบปี ไม่รู้เลยว่าลูกค้าเพศไหนชอบสั่งอะไร คนส่วนใหญ่ชอบสั่งเมนูนี้มากกว่าอีกเมนู เขาก็สามารถลดประมาณการซื้อหมูจากสิบโล เหลือห้าโลได้ แทนที่จะซื้อมาแล้วของเหลือ

“ดังนั้น ความตั้งใจของโรบินฮู้ดจึงไม่ใช่แค่ให้ฟัง ASMR เฉย ๆ แต่เราอยากฉายภาพคนตัวเล็กที่สะท้อนมายังแบรนด์โรบินฮู้ดว่าเรายืนอยู่ข้างพวกเขาจริง ๆ”

สารคดีชิ้นนี้เป็นแค่เครื่องมือแรกเริ่มที่ช่วยให้ร้านค้าเล็ก ๆ ในโรบินฮู้ด ได้มีลูกค้าเพิ่มจากการฟังเสียงแล้วรู้สึกหิว เห็นภาพแล้วรู้สึกประทับใจ แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าคือการกระตุ้นให้ทุกคนที่ได้ดู ไม่ลืมนึกถึงคนที่อยู่เบื้องหลังอาหารตรงหน้า ที่ไม่ว่าจะร้านเล็กหรือไม่เป็นที่รู้จักแค่ไหน พวกเขาก็ตั้งใจเสิร์ฟสิ่งดี ๆ ให้ลูกค้าทุกคน เหมือนกับโรบินฮู้ดที่ตั้งใจมอบความใส่ใจให้กับทุกร้านค้าเสมอมา

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load