กลางแสงแดดที่ร้อนระอุ ในท้องทุ่ง Masai Mara Game Reserve ประเทศเคนยา เราติดตามฝูงวิลเดอบีสต์ (Wildebeest) กลุ่มใหญ่ฝูงหนึ่งที่เคลื่อนที่ออกมาจากท้องทุ่งอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซูยี คนขับรถของเราซึ่งเคยเป็น Park Ranger ผู้มีประสบการณ์ในท้องทุ่งแห่งนี้มากว่า 20 ปี หันมาบอกกับพวกเราว่า 

“พวกคุณโชคดีนะ ฝูง Wildebeest กลุ่มนี้กำลังมุ่งตรงไปยังแม่น้ำมารา”

สิ่งที่ผู้คนทั่วโลกใฝ่ฝันเมื่อมาเยือนซาฟารีในท้องทุ่งแอฟริกานั้น ก็คือการได้พบเห็นกับ Big 5 หรือ 5 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นช้าง สิงโต เสือดาว แรด และควายป่าแอฟริกัน ซึ่งในการเดินทางท่องซาฟารีในครั้งนี้ เราได้พบกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ครบตั้งแต่วันแรกๆ ของการเดินทางแล้ว และหากจะว่าไปแล้วถ้าอยากจะชมผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 นั้น เราสามารถเอานิ้วชี้จิ้มลงในแผนที่อันกว้างใหญ่ของแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงแอฟริกาใต้ ที่ใดก็ได้ที่มีท้องทุ่งสะวันนา หรือป่าไม้พุ่มที่เรียกว่า Bush แทบทุกที่นั้นเรามีโอกาสพบกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ได้ไม่ยากนัก

ฝูง วิลเดอบีสต์ ในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา
ฝูง Wildebeestในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา

สิ่งที่ทำให้ผมต้องเดินทางกลับมาท้องทุ่งมาไซ มารา อีกเป็นครั้งที่ 4 ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมคือ The Great Migration ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปีในท้องทุ่ง Serengeti และ Masai Mara ที่ฝูง Wildebeest นับล้านตัวจะอพยพไปมาตามวงรอบของฤดูกาล ไปตามแหล่งอาหารคือทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ที่จะหมดและหมุนเวียนไปตามฤดูกาล 3 ครั้งแรกที่ผมมานั้นไม่เคยมีโอกาสพบช่วงเวลาที่ฝูง Wildebeest ข้ามแม่น้ำเลยสักครั้งเดียว

ทุกๆ ปีในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ฝูง Wildebeest ประมาณ 2 ล้านตัวจะเริ่มต้นการเดินทางจากบริเวณปล่องภูเขาไฟ Ngorongoro เพื่ออพยพไปยังท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของ Serengeti ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าระบัดสั้นๆ ที่เป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ช่วงเวลาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารนี้ พวกมันจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ในราว 5 แสนตัว (แต่จะตายไปในช่วงแรกๆ ของชีวิตเกือบครึ่ง) ฝูง Wildebeest กระจายตัวกันอยู่เต็มท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของ Serengeti 

ฝูง วิลเดอบีสต์ ในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา
Wildebeest หรือ Gnu เป็น Antelope ชนิดหนึ่ง พบได้ทั่วไปในทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงแอฟริกาใต้ 

พอฝนเริ่มหยุดในช่วงเดือนพฤษภาคม พวกมันจะเริ่มต้นการเดินทางขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำ Grumeti บริเวณ Western Corridor ของ Serengeti และประมาณเดือนกรกฎาคม พวกมันจะรวมตัวกันบริเวณมาราที่ตั้งอยู่ในแนวชายแดนของแทนซาเนียกับเคนยา ก่อนอพยพจากท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของ Serengeti เข้ามาในพื้นที่ของมาไซ มารา ที่มีขนาดเล็กกว่า  

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกเดินทางมาเฝ้าคอยปรากฏการณ์ The Great Migration ที่มาไซ มารา ก็เพราะว่า เมื่อเทียบขนาดของพื้นที่กับจำนวนของ Wildebeest เกือบ 2 ล้านตัว ท้องทุ่งที่ดูกว้างขวางสุดลูกหูลูกตานั้นเต็มไปด้วย Wildebeest ขณะที่ใน Serengeti นั้นพื้นที่ที่กว้างใหญ่มากว่ามาไซ มารา เกือบ 10 เท่า เมื่อฝูง Wildebeest อพยพข้ามกลับไปในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ก่อนจะไปรวมตัวกันที่ปล่องภูเขาไฟ Ngorongoro อีกครั้งนั้น ฝูงส่วนใหญ่จะกระจายตัวออกจากกัน ไม่หนาแน่นเหมือนที่ตอนอยู่ในมาไซ มารา

ฝูง วิลเดอบีสต์ ในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา
ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของมาไซ มารา เต็มไปด้วยฝูง Wildebeest ในช่วงฤดูอพยพ

ช่วงระหว่าง 2 เดือนที่ฝูง Wildebeest นับล้านตัวเข้ามายึดครองพื้นที่มาไซ มารา พวกมันจะแยกกันออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละหลายร้อย หลายพัน ไปจนหลายหมื่นตัว เดินหากินกันสับสนวุ่นวาย เพื่อเสาะหาแหล่งอาหาร แม้ว่าต้องเสี่ยงอันตรายกับการข้ามแม่น้ำมาราอันเชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยจระเข้ แต่ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีฝั่งตรงข้ามแม่น้ำนั้น คือความหวังและความใฝ่ฝันที่ต้องฝ่าข้ามไปให้ได้

ฝูง Wildebeest หลายพันตัวในกลุ่มฝูงนั้น เดินวนเวียนรีรอมาหยุดที่ริมแม่น้ำตั้งแต่เช้า จนสาย จนเที่ยง จนบ่าย กระทั่งมีกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวบุกเบิกประมาณ 5 – 6 ตัว บุกตะลุยข้ามน้ำนำไป ก่อนข้ามไปตอนประมาณบ่าย 2 โมง 

ในขณะที่กลุ่มใหญ่นั้นยังรีๆ รอๆ เดินวนไปวนมา จะข้ามหรือจะไม่ข้ามดี บางตัวแหย่ตัวลงไปในน้ำครึ่งตัวแล้วก็ถอยหลังกลับมา ในขณะที่ขบวนที่ตามมาก็หยุดชะงัก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความลังเล ความไม่แน่ใจในสถานการณ์ และสัญชาตญาณระวังภัยในชีวิต ที่ต้องชั่งน้ำหนักกันระหว่างความเสี่ยงเบื้องหน้าที่เห็นอยู่ กับความหิวโหยที่อยู่ด้านหลัง

จนเกือบจะมืด ก็มีฝูงหนึ่งที่ตัดสินใจกระโดดนำไปก่อน และทุกตัวที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำก็กระโดดตามลงไปพร้อมๆ กัน

ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ Widebeest กลุ่มหน้าสุดตัดสินใจกระโดดนำลงไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกรากในช่วงเวลาใกล้ค่ำ
ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ Wildebeest กลุ่มหน้าสุดตัดสินใจกระโดดนำลงไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกรากในช่วงเวลาใกล้ค่ำ

ภาพความสับสน ความวุ่นวาย ความตื่นตระหนก และความลังเลใจ ของฝูงสัตว์ป่าหลายพันตัวเกิดขึ้นเบื้องหน้าของผม และผมได้มีโอกาสบันทึกภาพเหล่านั้นเก็บไว้ 

กระแสน้ำในแม่น้ำมาราในวันนี้ไหลแรงมาก ฝูง Wildebeest ที่ลงไปอยู่ในน้ำจะถูกน้ำพัดออกไปทางฝั่งซ้าย ก่อนที่พวกมันจะต้องว่ายน้ำย้อนกลับมาขึ้นฝั่งตรงข้ามที่เป็นเนินลาดพอจะปีนขึ้นไปได้ ในแม่น้ำยังเต็มไปด้วยจระเข้ที่คอยดักเฝ้ารออาหารอันโอชะ และฮิปโปซึ่งหวงถิ่นของมัน

มีบางกลุ่มที่กระโดดลงไปจนครึ่งแม่น้ำแล้วตัดสินใจว่ายกลับมา ในขณะที่บางกลุ่มก็ว่ายฝ่าข้ามไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่งได้เป็นผลสำเร็จ

จระเข้แม่น้ำไนล์ขนาดใหญ่ดักรอ Wildebeest ที่ตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาหาปากของมัน ในขณะที่นอนซุ่มตัวอยู่เฉยๆ ริมฝั่งน้ำ
จระเข้แม่น้ำไนล์ขนาดใหญ่ดักรอ Wildebeest ที่ตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาหาปากของมัน ในขณะที่นอนซุ่มตัวอยู่เฉยๆ ริมฝั่งน้ำ

การไปถึงอีกฝั่งแม่น้ำไม่ใช่จุดจบของเรื่องนี้ เพราะว่าตัวที่รอดผ่านจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากและฝูงจระเข้ที่ดักรอเหยื่อในแม่น้ำสายนี้ไปในวันนี้ ในฤดูกาลต่อไปพวกมันก็จะกลับมาที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้อีกครั้ง

มีการประมาณการไว้ว่า ในแต่ละปี มี Wildebeest ตายลงในระหว่างการเดินทางไกลราว 250,000 ตัว ทั้งจากความหิวโหย จมน้ำตาย ไปจนถึงถูกสิงโตและจระเข้ล่าระหว่างการเดินทาง

ธรรมชาติสร้างสมดุลของตนเอง จำนวนของสมาชิกใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี กับจำนวนของประชากรที่เสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางนั้นมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน และพวกมันก็ต้องเดินทางในวงรอบใหญ่แบบนี้ไปตามฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกปี 

นก Marabou Stork เก็บกินซาก Wildebeest ที่จมน้ำตายลอยมาติดอยู่ในบริเวณตลิ่งข้างแม่น้ำมารา ในแต่ละปีจะมี Wildebeest ตายลงในระหว่างการเดินทางไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัว
นก Marabou Stork เก็บกินซาก Wildebeest ที่จมน้ำตายลอยมาติดอยู่ในบริเวณตลิ่งข้างแม่น้ำมารา ในแต่ละปีจะมี Wildebeest ตายลงในระหว่างการเดินทางไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัว

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

 เวลาบ่ายกลางฤดูฝน 

พิทยา ผู้ชายร่างสันทัดเดินขึ้นภูเขา ในภารกิจสำรวจประชากรนกเงือก ซึ่งจะมารวมฝูงเป็นปกติในหุบเขาทุกช่วงเวลานี้ของปี เขาทำงานในป่ามาแล้วร่วม 30 ปี มาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน พิทยาเดินถึงบริเวณพักแรม ปลดเป้ลงจากหลังวางพิงต้นไม้ที่เขาใช้ผูกเปลนอนทุกครั้ง 

เสียงหายใจแรงๆ ของสัตว์ขนาดใหญ่ดังขึ้น พิทยาเงยหน้ามอง ร่างทะมึนของกระทิงอยู่ตรงหน้า ห่างไปไม่ถึง 5 เมตร ตอนเขาเดินเข้ามามันแอบเงียบหลังพุ่มไม้ มันพ่นลมหายใจ ขยับตัว

พิทยาสบตากับมัน โดยประสบการณ์ เขารู้ดีว่าเข้ามาใกล้เกินระยะอนุญาต และกระทิงพร้อมเข้าโจมตี เขาเอื้อมมือจับเถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่ห้อยติดต้นไม้ โหนตัวขึ้นให้ตัวสูงจากพื้น เป็นจังหวะเดียวกับที่กระทิงพุ่งเข้าถึง มันขวิดเต็มแรง แม้จะมีลำต้นไม้บัง แต่มันเลยมาโดนต้นขาซ้ายด้านหลัง ด้วยแรงขวิด มือพิทยาหลุดจากเถาวัลย์ ตัวลอยไปราว 5 เมตรตกลงบนพุ่มไม้ กระทิงตามเข้ามาเพื่อขวิดรับร่างพิทยา ความรกทึบของพุ่มไม้ทำให้มันพลาดการขวิดซ้ำ มันยืนพ่นลมหายใจแรง ดูพิทยาที่นอนกับพื้นในสภาพขาด้านขวางอผิดรูปอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันหลังเดินลับไปในดงไม้ทึบ

เพื่อนร่วมทีมพิทยาเข้ามาช่วยเหลือ บาดแผลฉกรรจ์ เลือดไหลนอง พวกเขาประสานกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เฮลิคอปเตอร์บินมารับพิทยาส่งโรงพยาบาล เขาใช้เวลารักษาตัวอยู่นาน กระดูกต้นขาขวาแตกละเอียด

ผ่านไปหนึ่งปี ด้วยสภาพขามีเหล็กดาม เดินกระเผลกนิดๆ พิทยาเดินขึ้นเขา ทำงานของเขาอีกเช่นเดิม

“กระทิงไม่ผิดหรอก มันเครียดเพราะป่วย จากนี้ผมก็แค่ต้องระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น” พิทยาบอกเพื่อน 

บอกด้วยความเชื่อ ซึ่ง ‘รู้จัก’ และเข้าใจกระทิงดี

ถึงวันนี้ พ.ศ. 2564 

เหตุการณ์ ‘ปะทะ’ ระหว่างสัตว์ป่ากับคนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ โลกเดินทางมาถึงวันที่สัตว์ป่าเดินหน้าเข้าตอบโต้ คนอย่างไม่เกรง พระภิกษุมรณภาพเพราะถูกช้างโจมตี เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเสียชีวิตเพราะถูกกระทิงเข้าชาร์จ และเหตุการณ์อื่นๆ อีกมาก

นี่คือเรื่องน่าสลดใจ เพราะไม่เพียงมีชีวิตสูญเสีย คนทำงานเพื่อปกป้องชีวิตสัตว์ป่าตกอยู่ในสภาวะการงานที่อันตราย ในอีกมุมหนึ่ง มันทำให้ภาพในป่าดูคล้ายจะเต็มไปด้วย ‘สัตว์ร้าย’ 

ชีวิตที่ถูกต้อนจนมุม ความดุร้ายของสัตว์ป่าที่ทำให้ป่าไม้ไทยดูน่ากลัวขึ้น
ชีวิตที่ถูกต้อนจนมุม ความดุร้ายของสัตว์ป่าที่ทำให้ป่าไม้ไทยดูน่ากลัวขึ้น
หมาในเป็นนักล่าที่มีประสิทธิภาพ เมื่อได้กลิ่นจะหยุดตรวจสอบให้แน่ใจ

ว่าตามจริง เป็นช่วงเวลาที่นิสัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนไป

“จากเดิมที่พยายามเลี่ยงคน แต่ตอนนี้ถ้าได้ยินเสียงประทัด เสียงปืน หรือแสงจากกองไฟ ช้างจะเดินเข้าหาและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยเฉพาะบางตัวที่เคยถูกยิงจนพิการ” คนผู้ซึ่งอยู่แถบป่าด้านตะวันออก และเฝ้าดูพฤติกรรมช้างให้ความเห็น

การเอาคืนเมื่อมีโอกาสของช้างเมื่อถูกกระทำ ไม่น่าแปลกใจ แม้ว่าช้างจะมีสมองเล็กมาก หากเทียบกับร่างกายใหญ่โต แต่สมองซึ่งมีรอยหยักเป็นลอนๆ มาก มีส่วนให้พวกมันฉลาด ช่างจำ 

ช้างไม่ลืมหากเคยถูกทำร้าย และตอนเอาคืน พวกมันไม่เลือกว่าเป็นใคร

การกระทบกระทั่งระหว่างช้าง กระทิง กับคน เกิดขึ้นมานานในป่าด้านตะวันออก ป่ากุยบุรี ป่าสลักพระ รวมทั้งสวนผลไม้แถบจังหวัดจันทบุรี ตราด รวมทั้งบริเวณใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ คนคุ้นเคยกับช้างและกระทิงที่เข้ามาสร้างความเสียหายถึงในบ้าน 

พื้นที่อาศัยลดลง ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ เส้นทางเดินถูกตัดขาด เหล่านี้คือต้นเหตุหลักๆ ของการปะทะ

คนกับสัตว์ป่าไม่ต่างกันนักหรอก ในเรื่องการใช้พื้นที่ ที่ราบเชิงเขามีแหล่งน้ำเป็นที่อันเหมาะสม ดูเหมือนสภาพเช่นนี้เหมาะสมกับการเกษตรเช่นกัน

ป่าถูกเปลี่ยนสภาพที่เหลือเป็นคล้ายเกาะแคบๆ วิถีที่เคยเป็นเปลี่ยนแปลงการเดินทางย้ายถิ่นตามฤดูกาลจบสิ้น สัตว์บางชนิดหมดไป บางชนิดรอเวลา 

สำหรับช้าง มีไม่น้อยยังเดินทางตามปกติ เดินพ้นเขตป่า เข้าพื้นที่ซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผล ช้างใช้พืชผลเหล่านั้นเป็นอาหาร 

แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้กับคนผู้ลงทุนลงแรง เป็นความเสียหายเกินไป เกิดการปะทะ มีคนบาดเจ็บ เสียชีวิต เช่นเดียวกับที่มีช้าง มีกระทิงตาย เพราะกระแสไฟ

ไม่ผิดนักหากจะพูดว่า นี่คือจุดเริ่มต้นสงคราม

ในสภาพแหล่งอาศัยเปลี่ยนแปลง ชีวิตดิ้นรน สัตว์หลายชนิดมีมูลค่าสูงเมื่อกลายเป็นซาก

พวกมันถูกไล่ล่า เสียงปืนในป่าไม่เคยเงียบ หลายตัวกลายเป็นซาก มีไม่น้อยบาดเจ็บสาหัส

พวกมันจดจำว่าคนคือศัตรูหมายเลขหนึ่ง เป็นศัตรูที่พวกมันไม่ยอมแล้ว

คนทำงานในป่า ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานพิทักษ์ป่า นักวิจัย และอื่นๆ ต่างล้วนมีประสบการณ์โดนสัตว์ป่าเอาคืน บางคนเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บ หลายคนเปลี่ยนงาน

หากจะพูดว่าสัตว์ซึ่งหงุดหงิด อารมณ์เสีย พร้อมเข้าโจมตี เหล่านี้เป็น ‘สัตว์ป่วย’ คงไม่ผิดนัก

ในความเป็นจริง ยังมีสัตว์ป่าดีๆ อีกมาก พวกที่มีอาการปกติ หลีกหนีทันทีหากได้กลิ่นกายคน

อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
อาการป่วยของสัตว์ป่า เมื่อช้าง กระทิง และนานาสัตว์ป่าถูกรุกรานพื้นที่ จนมองมนุษย์เป็นศัตรูไม่เลือกหน้า
สัตว์ป่าได้รับการออกแบบร่างกายให้มีประสาทสัมผัสในการระวังภัยดี โดยเฉพาะการได้กลิ่น พวกมันส่วนใหญ่เชื่อจมูกมากกว่าสายตา อีกทั้งสัตว์ที่ ‘ปกติ’ เมื่อได้กลิ่นคน พวกมันเลือกที่จะหนีทันที

มีคนศึกษามีข้อมูลมากมาย คนจำนวนมากพยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ

เราพูดกันบ่อยๆ ว่า ‘สงคราม’ ระหว่างคนกับสัตว์ป่านั้น เลยเวลาที่จะกล่าวโทษว่าใครบุกรุกใครหรือใครผิด

การหาหนทางอยู่ร่วมกันให้ได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เชื่อมต่อผืนป่าที่ถูกตัดขาด ฟื้นฟูประชากรสัตว์ที่ติดเกาะ เพื่อหลีกเลี่ยงผสมแบบเลือดชิด หนทางแก้ไขคงต้องใช้เวลา ความร่วมมือรวมทั้งความจริงใจอีกมาก ผู้เสียผลประโยชน์ได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม อาจเป็นหนทางเบื้องต้นหนทางหนึ่ง

หากอยู่ในสถานการณ์หรือสมองอันปกติ ย่อมไม่มีชีวิตใดๆ อยากก่อสงคราม

ความจริงทุกชีวิตรู้ดีว่าผลของมัน มีเพียงเลือดและน้ำตา และไม่มีผู้ชนะ

ในกรณีสงครามระหว่างสัตว์ป่ากับคน ในช่วงเวลาซึ่งในป่าคล้ายเป็นที่อันตราย

ภายหลังการปะทะ หลายคนกลับเข้าป่า แผลเป็นบนร่างกายย้ำเตือนให้รู้เสมอว่าในป่ามีสัตว์ป่วย เพราะถูกต้อนกระทั่งจนมุม

และดูเหมือนบนดาวซึ่งหมุนไปอย่างรวดเร็วดวงนี้ การที่ทั้งสัตว์ป่าและคนถูกต้อนกระทั่ง ‘จนมุม’ จะเป็นเรื่องที่หลบเลี่ยงไม่พ้น

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load