กลางแสงแดดที่ร้อนระอุ ในท้องทุ่ง Masai Mara Game Reserve ประเทศเคนยา เราติดตามฝูงวิลเดอบีสต์ (Wildebeest) กลุ่มใหญ่ฝูงหนึ่งที่เคลื่อนที่ออกมาจากท้องทุ่งอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซูยี คนขับรถของเราซึ่งเคยเป็น Park Ranger ผู้มีประสบการณ์ในท้องทุ่งแห่งนี้มากว่า 20 ปี หันมาบอกกับพวกเราว่า 

“พวกคุณโชคดีนะ ฝูง Wildebeest กลุ่มนี้กำลังมุ่งตรงไปยังแม่น้ำมารา”

สิ่งที่ผู้คนทั่วโลกใฝ่ฝันเมื่อมาเยือนซาฟารีในท้องทุ่งแอฟริกานั้น ก็คือการได้พบเห็นกับ Big 5 หรือ 5 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็นช้าง สิงโต เสือดาว แรด และควายป่าแอฟริกัน ซึ่งในการเดินทางท่องซาฟารีในครั้งนี้ เราได้พบกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ครบตั้งแต่วันแรกๆ ของการเดินทางแล้ว และหากจะว่าไปแล้วถ้าอยากจะชมผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 นั้น เราสามารถเอานิ้วชี้จิ้มลงในแผนที่อันกว้างใหญ่ของแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงแอฟริกาใต้ ที่ใดก็ได้ที่มีท้องทุ่งสะวันนา หรือป่าไม้พุ่มที่เรียกว่า Bush แทบทุกที่นั้นเรามีโอกาสพบกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 5 ได้ไม่ยากนัก

ฝูง วิลเดอบีสต์ ในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา
ฝูง Wildebeestในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา

สิ่งที่ทำให้ผมต้องเดินทางกลับมาท้องทุ่งมาไซ มารา อีกเป็นครั้งที่ 4 ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมคือ The Great Migration ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปีในท้องทุ่ง Serengeti และ Masai Mara ที่ฝูง Wildebeest นับล้านตัวจะอพยพไปมาตามวงรอบของฤดูกาล ไปตามแหล่งอาหารคือทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ ที่จะหมดและหมุนเวียนไปตามฤดูกาล 3 ครั้งแรกที่ผมมานั้นไม่เคยมีโอกาสพบช่วงเวลาที่ฝูง Wildebeest ข้ามแม่น้ำเลยสักครั้งเดียว

ทุกๆ ปีในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ฝูง Wildebeest ประมาณ 2 ล้านตัวจะเริ่มต้นการเดินทางจากบริเวณปล่องภูเขาไฟ Ngorongoro เพื่ออพยพไปยังท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของ Serengeti ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าระบัดสั้นๆ ที่เป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ช่วงเวลาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารนี้ พวกมันจะให้กำเนิดชีวิตใหม่ในราว 5 แสนตัว (แต่จะตายไปในช่วงแรกๆ ของชีวิตเกือบครึ่ง) ฝูง Wildebeest กระจายตัวกันอยู่เต็มท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของ Serengeti 

ฝูง วิลเดอบีสต์ ในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา
Wildebeest หรือ Gnu เป็น Antelope ชนิดหนึ่ง พบได้ทั่วไปในทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงแอฟริกาใต้ 

พอฝนเริ่มหยุดในช่วงเดือนพฤษภาคม พวกมันจะเริ่มต้นการเดินทางขึ้นเหนือข้ามแม่น้ำ Grumeti บริเวณ Western Corridor ของ Serengeti และประมาณเดือนกรกฎาคม พวกมันจะรวมตัวกันบริเวณมาราที่ตั้งอยู่ในแนวชายแดนของแทนซาเนียกับเคนยา ก่อนอพยพจากท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของ Serengeti เข้ามาในพื้นที่ของมาไซ มารา ที่มีขนาดเล็กกว่า  

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกเดินทางมาเฝ้าคอยปรากฏการณ์ The Great Migration ที่มาไซ มารา ก็เพราะว่า เมื่อเทียบขนาดของพื้นที่กับจำนวนของ Wildebeest เกือบ 2 ล้านตัว ท้องทุ่งที่ดูกว้างขวางสุดลูกหูลูกตานั้นเต็มไปด้วย Wildebeest ขณะที่ใน Serengeti นั้นพื้นที่ที่กว้างใหญ่มากว่ามาไซ มารา เกือบ 10 เท่า เมื่อฝูง Wildebeest อพยพข้ามกลับไปในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ก่อนจะไปรวมตัวกันที่ปล่องภูเขาไฟ Ngorongoro อีกครั้งนั้น ฝูงส่วนใหญ่จะกระจายตัวออกจากกัน ไม่หนาแน่นเหมือนที่ตอนอยู่ในมาไซ มารา

ฝูง วิลเดอบีสต์ ในขณะที่ว่ายน้ำข้ามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำมารา
ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ของมาไซ มารา เต็มไปด้วยฝูง Wildebeest ในช่วงฤดูอพยพ

ช่วงระหว่าง 2 เดือนที่ฝูง Wildebeest นับล้านตัวเข้ามายึดครองพื้นที่มาไซ มารา พวกมันจะแยกกันออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละหลายร้อย หลายพัน ไปจนหลายหมื่นตัว เดินหากินกันสับสนวุ่นวาย เพื่อเสาะหาแหล่งอาหาร แม้ว่าต้องเสี่ยงอันตรายกับการข้ามแม่น้ำมาราอันเชี่ยวกรากและเต็มไปด้วยจระเข้ แต่ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีฝั่งตรงข้ามแม่น้ำนั้น คือความหวังและความใฝ่ฝันที่ต้องฝ่าข้ามไปให้ได้

ฝูง Wildebeest หลายพันตัวในกลุ่มฝูงนั้น เดินวนเวียนรีรอมาหยุดที่ริมแม่น้ำตั้งแต่เช้า จนสาย จนเที่ยง จนบ่าย กระทั่งมีกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวบุกเบิกประมาณ 5 – 6 ตัว บุกตะลุยข้ามน้ำนำไป ก่อนข้ามไปตอนประมาณบ่าย 2 โมง 

ในขณะที่กลุ่มใหญ่นั้นยังรีๆ รอๆ เดินวนไปวนมา จะข้ามหรือจะไม่ข้ามดี บางตัวแหย่ตัวลงไปในน้ำครึ่งตัวแล้วก็ถอยหลังกลับมา ในขณะที่ขบวนที่ตามมาก็หยุดชะงัก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความลังเล ความไม่แน่ใจในสถานการณ์ และสัญชาตญาณระวังภัยในชีวิต ที่ต้องชั่งน้ำหนักกันระหว่างความเสี่ยงเบื้องหน้าที่เห็นอยู่ กับความหิวโหยที่อยู่ด้านหลัง

จนเกือบจะมืด ก็มีฝูงหนึ่งที่ตัดสินใจกระโดดนำไปก่อน และทุกตัวที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำก็กระโดดตามลงไปพร้อมๆ กัน

ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ Widebeest กลุ่มหน้าสุดตัดสินใจกระโดดนำลงไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกรากในช่วงเวลาใกล้ค่ำ
ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อ Wildebeest กลุ่มหน้าสุดตัดสินใจกระโดดนำลงไปในแม่น้ำอันเชี่ยวกรากในช่วงเวลาใกล้ค่ำ

ภาพความสับสน ความวุ่นวาย ความตื่นตระหนก และความลังเลใจ ของฝูงสัตว์ป่าหลายพันตัวเกิดขึ้นเบื้องหน้าของผม และผมได้มีโอกาสบันทึกภาพเหล่านั้นเก็บไว้ 

กระแสน้ำในแม่น้ำมาราในวันนี้ไหลแรงมาก ฝูง Wildebeest ที่ลงไปอยู่ในน้ำจะถูกน้ำพัดออกไปทางฝั่งซ้าย ก่อนที่พวกมันจะต้องว่ายน้ำย้อนกลับมาขึ้นฝั่งตรงข้ามที่เป็นเนินลาดพอจะปีนขึ้นไปได้ ในแม่น้ำยังเต็มไปด้วยจระเข้ที่คอยดักเฝ้ารออาหารอันโอชะ และฮิปโปซึ่งหวงถิ่นของมัน

มีบางกลุ่มที่กระโดดลงไปจนครึ่งแม่น้ำแล้วตัดสินใจว่ายกลับมา ในขณะที่บางกลุ่มก็ว่ายฝ่าข้ามไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่งได้เป็นผลสำเร็จ

จระเข้แม่น้ำไนล์ขนาดใหญ่ดักรอ Wildebeest ที่ตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาหาปากของมัน ในขณะที่นอนซุ่มตัวอยู่เฉยๆ ริมฝั่งน้ำ
จระเข้แม่น้ำไนล์ขนาดใหญ่ดักรอ Wildebeest ที่ตื่นตระหนกวิ่งเข้ามาหาปากของมัน ในขณะที่นอนซุ่มตัวอยู่เฉยๆ ริมฝั่งน้ำ

การไปถึงอีกฝั่งแม่น้ำไม่ใช่จุดจบของเรื่องนี้ เพราะว่าตัวที่รอดผ่านจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากและฝูงจระเข้ที่ดักรอเหยื่อในแม่น้ำสายนี้ไปในวันนี้ ในฤดูกาลต่อไปพวกมันก็จะกลับมาที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้อีกครั้ง

มีการประมาณการไว้ว่า ในแต่ละปี มี Wildebeest ตายลงในระหว่างการเดินทางไกลราว 250,000 ตัว ทั้งจากความหิวโหย จมน้ำตาย ไปจนถึงถูกสิงโตและจระเข้ล่าระหว่างการเดินทาง

ธรรมชาติสร้างสมดุลของตนเอง จำนวนของสมาชิกใหม่ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี กับจำนวนของประชากรที่เสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางนั้นมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน และพวกมันก็ต้องเดินทางในวงรอบใหญ่แบบนี้ไปตามฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกปี 

นก Marabou Stork เก็บกินซาก Wildebeest ที่จมน้ำตายลอยมาติดอยู่ในบริเวณตลิ่งข้างแม่น้ำมารา ในแต่ละปีจะมี Wildebeest ตายลงในระหว่างการเดินทางไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัว
นก Marabou Stork เก็บกินซาก Wildebeest ที่จมน้ำตายลอยมาติดอยู่ในบริเวณตลิ่งข้างแม่น้ำมารา ในแต่ละปีจะมี Wildebeest ตายลงในระหว่างการเดินทางไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัว

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

รอยต่อของปีมักเป็นเวลาที่เราย้อนนึกถึงสิ่งที่ผ่านมา พอมานั่งคิดดูแล้ว อย่างน้อย 1 ใน 4 ของเวลาในชีวิตเราผ่านไปในทะเล บางครั้งเป็นการนั่งบนเรือนิ่ง ๆ มองออกไปในทะเลเรียบด้านนอก หวังว่าจะมีอะไรสักอย่างแหวกความเรียบของผิวน้ำขึ้นมา บางครั้งก็เป็นการนั่งคุยเล่นฆ่าเวลารอลงดำน้ำไดฟ์ถัดไป บางครั้งก็เป็นการเดินทางข้ามจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะห่างไกล

จุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตกลางทะเลทั้งหมดมาจากการดำน้ำ

สมัยที่เริ่มต้นดำน้ำใหม่ ๆ มีเพื่อนคนหนึ่งท้วงถามว่า คนเราจะดำน้ำไปทำไมกัน โลกใต้น้ำไม่ใช่ที่ของมนุษย์ ไม่ใช่โลกที่คนหายใจได้ ไม่ใช่พื้นที่ที่เราควรลงไปรบกวนวุ่นวาย คำถามของเพื่อนคนนี้ติดอยู่ในใจเรามาหลายปี ในระหว่างที่พยายามหาเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องดำน้ำก็หลงรักกิจกรรมนี้ไปแล้วอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

อาจจะเรียกว่าเป็นการอ้างเพื่อหาความชอบธรรมในกิจกรรมดำน้ำก็ว่าได้ แต่เราคิดว่าการลงน้ำไปรบกวนโลกที่ไม่ได้ออกแบบมาให้เราอยู่เป็นเรื่องจำเป็น

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
บรรยากาศโลกใต้น้ำที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์

โลกประกอบด้วยพื้นที่น้ำถึง 2 ใน 3 ส่วน ประโยคหลักที่สารคดีใต้ทะเลเกือบทุกเรื่องต้องนำมาพูดถึง การที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ควรจะทำความรู้จักพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไว้บ้าง การเรียนรู้พื้นที่ได้ดีที่สุด คือนำตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ

อยากรู้จักป่าก็ต้องเดินเข้าป่า อยากรู้จักทะเลก็ต้องลงดำน้ำ

เวลาที่เข้าป่าเพราะอยากไปดูสัตว์ป่าแบบในสารคดี สิ่งที่เราพบมักไม่เหมือนกับที่คิดไว้ ถ้าไม่ได้มีกล้องส่องทางไกลหรือเลนส์เทเลติดกล้อง สัตว์ป่าทั้งหลายช่างดูห่างไกล เห็นเป็นจุดเล็ก ๆ ในพื้นที่กว้าง แต่สำหรับโลกใต้น้ำไม่ได้เป็นแบบนั้น ระยะห่างระหว่างสัตว์ป่าที่อยู่ใต้น้ำนั้นใกล้ในระยะจ้องตากันได้

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ลวดลายของปะการัง คล้ายกับลายผ้าทอ หรือจะมองเป็นเขาวงกตก็ได้

สัตว์ป่าพื้นฐานของโลกใต้น้ำคือปะการัง ปะการังที่เกาะนิ่งกับพื้นหิน แตกกิ่งก้านเหมือนต้นไม้ ทำให้เราเผลอลืมไปว่าพวกมันเป็นสัตว์

กิ่งปะการังมีโครงสร้างที่เป็นระเบียบเหมือนผ่านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่ปลายยอดกิ่งมีหนวดโพลิปปะการังยื่นออกมาดูคล้ายดอกไม้ เมื่อเอามือพัดน้ำแรง ๆ บางครั้งหนวดก็หดหลบลงไปในโครงสร้างแข็ง ช่อรองโพลิปปะการังวางตัวเรียงวนเป็นวงอย่างมีระเบียบ คล้ายตึกคอนโดสูงที่มีระเบียงโผล่ออกมาข้างตึกไล่วนขึ้นไปจนสุดปลาย พอถอยออกมามองในระยะห่าง เราเห็นโครงสร้างที่แผ่ออกเป็นแผ่น แต่ละแผ่นก็ซ้อนทับ ไล่ระดับกันลงไป

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
โพลิปปะการังที่ดูเหมือนดอกไม้ แต่ที่จริงเป็นสัตว์

สถาปนิกชั้นครู ‘มีส ฟาน เดอ โรห์’ เคยพูดไว้ว่า “God is in the Details” ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติปรากฏตัวให้เราเห็นในรายละเอียดเล็ก ๆ การดำน้ำฝึกสายตาเราให้มองเห็นโลกที่แตกต่างไป

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
God is in the Details… เมื่อมองดูให้ละเอียด เราจะเห็นความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ กุ้งตัวน้อยแทรกตัวอยู่ในหนวดดอกไม้ทะเล

ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์น้ำตัวต่อมาที่เราหมกมุ่น หลังจากดำน้ำมาได้พักหนึ่งก็พบว่าดอกไม้ทะเลมีหลายแบบ และบางแบบก็มีหลายสี แต่สิ่งที่เราชอบที่สุดคือ เมื่อเวลาใกล้ค่ำหรือยามที่แสงเริ่มน้อยลง พวกมันจะเริ่มห่อตัวเป็นก้อนกลม 

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ยามเย็น ดอกไม้ทะเลจะห่อตัวเป็นก้อนกลม กุ้งตัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาในท่าทางที่เหมือนโผล่ออกมาจากหน้าต่างบ้านรก ๆ

ก้อนดอกไม้ทะเลอ้วนกลมน่ารักคู่ควรจะถูกเรียกด้วยเสียงเล็ก ๆ ว่า ‘น้อน’ มีหนวดสีม่วงสดที่เก็บเข้าไปในตัวไม่หมดยื่นออกมาจากตรงศูนย์กลาง พอมองเข้าไปให้ดีก็พบกุ้งตัวเล็ก ๆ โผล่ออกมาในท่าทางที่เหมือนโผล่ออกมาจากหน้าต่างบ้านรก ๆ

ถึงแม้จะไม่ใช่ของหายาก ไม่ใช่ของแปลกที่ต้องตามหา แต่มันทำให้เราอารมณ์ดีเมื่อได้เห็น การดำน้ำทำให้เราหลงรักในสิ่งธรรมดาๆ

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
สีฟ้าเป็นสีโปรดของคนส่วนใหญ่ เป็นสีที่ทำให้ผ่อนคลาย

ทางทฤษฎีสีกล่าวว่า สีฟ้าเป็นสีที่สร้างความผ่อนคลาย มีการศึกษาจากตัวอย่างใน 10 ประเทศ พบว่าสีฟ้าเป็นสีโปรดของคนส่วนใหญ่ การดำน้ำคือการกระโดดเข้าสู่โลกสีฟ้า ให้สีที่เป็นมิตรและผ่อนคลายห่อหุ้มทั้งร่างกายและจิตใจ

แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งใต้ทะเลจะเป็นสีฟ้าโมโนโทน สิ่งมีชีวิตหลายอย่างมีสีสันและลวดลายที่ประกอบกันอย่างน่าทึ่ง

ปลาสินสมุทรแว่นเหลืองเป็นหนึ่งในปลาทะเลที่เราชอบมาก ทั้งตัวของมันเต็มไปด้วยสีสดของแม่สี อย่างกับเพิ่งบีบออกมาจากหลอดแล้วป้ายลงบนตัวปลาโดยไม่ผสมสีอื่น

God is in the Details รายละเอียดเล็ก ๆ ในโลกใต้น้ำที่สวยและแปลกแบบจินตนาการไม่ถึง
ปลาสินสมุทรแว่นเหลืองมีสีสดเหมือนกับระบายด้วยสีที่เพิ่งบีบออกมาจากหลอด

อีกชนิดหนึ่งที่ทำให้เราทึ่งกับธรรมชาติในการออกแบบคู่สี คือ Bicolor Dottyback ในหมู่นักเลี้ยงปลาตู้ให้ชื่อเล่นมันว่า ปลาหวานเย็น ปลาตัวนี้มีด้านหน้าเป็นสีม่วงสด และครึ่งตัวหลังเป็นสีเหลือง โดยที่จุดต่อของ 2 สีนี้มีอยู่ที่กลางตัวเป็นเส้นขีดตรง ๆ ไม่มีลวดลายอะไรซับซ้อนทั้งสิ้น เหมือนกับว่าคนออกแบบเริ่มระบายสีตัวปลาแล้วเลิกกลางทางซะแบบนั้น

เราชอบถามกันเล่น ๆ ว่าใครเป็นคนออกแบบเลือกสีให้ปลาแต่ละชนิด หลายตัวมีสีสันที่เกินกว่าจินตนาการของเราไปมาก สีจากใต้ทะเลเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจและจินตนาการให้นักออกแบบได้หลายสายงาน

หนังเรื่อง อวตาร ภาคแรก ถึงแม้จะเป็นฉากในป่าทั้งหมด แต่สิ่งมีชีวิตที่มีให้เห็นในฉากได้แรงบันดาลใจและสีสันที่มาจากใต้ทะเลอย่างชัดเจน

ปลาดาวหรือดาวทะเลส่วนใหญ่จะมี 5 ขา พอดู ๆ ไปก็คล้ายกับตัวคนนอนก่ายหินในท่าทางประหลาด ๆ ท่าทางของดาวทะเลบางตัวทำให้นึกถึงตัวเราเองบนโซฟาที่บ้าน หลังจากเริ่มมองเห็นพวกมันมีชีวิตอีกแบบ เราเริ่มมองหาปลาดาวในทุกที่ พร้อมกับจินตนาการถึงชีวิตเอื่อย ๆ ของพวกมัน

สิ่งมีชีวิตน่าหลงใหลในโลกใต้น้ำ ทั้งหนวดปะการัง ก้อนดอกไม้ทะเล ปลาดาวเอกเขนก และปลาคู่สีบาดตา
ปลาดาวทำท่าคล้ายกับตัวคนนอนก่ายหินในท่าที่เราคุ้นเคย

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนที่ใต้น้ำ เราจะเจอกับสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการอยู่เสมอ การดำน้ำทำให้เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเองและรู้จักตัวเอง ได้เจอสิ่งมีชีวิตใหม่ ได้เดินทางไปยังพื้นที่ใหม่

มนุษย์เรามักออกเดินทางไปยังพื้นที่ที่เราไม่รู้จัก ยอดเขาสูง ดวงจันทร์ในอวกาศ เหวลึกใต้ทะเล จิตวิญญาณของนักผจญภัยฝังอยู่ในยีนส์ของพวกเรา เมื่อได้ทำกิจกรรมใหม่ ๆ หรือออกเดินทางสู่พื้นที่ใหม่ ร่างกายจะหลั่งสารโดปามีนที่สร้างความสุขให้เรา

สิ่งมีชีวิตน่าหลงใหลในโลกใต้น้ำ ทั้งหนวดปะการัง ก้อนดอกไม้ทะเล ปลาดาวเอกเขนก และปลาคู่สีบาดตา
ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาทุกครั้งที่เราได้ออกเดินทางไปพบกับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดที่ใต้น้ำ

เราทุกคนต้องการสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต เราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใหม่ด้วยการพยายามเป็นนักบินอวกาศ แต่พวกเราทุกคนเป็นนักดำน้ำได้

นักดำน้ำแต่ละคนติดใจในการดำน้ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางคนการดำน้ำคือการผจญภัย บางคนชอบในความผ่อนคลายที่ได้ล่องลอยไปในทะเล บางคนชอบที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เหตุผลที่มีไม่รู้จบคือคำตอบที่แต่ละคนต้องลงดำน้ำไปเพื่อหาด้วยตัวเอง

Writer & Photographer

Avatar

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load