ดอกไม้เป็นสิ่งชุบชูใจผู้คนและมักปรากฏตัวในวาระสำคัญของเรา ตั้งแต่พิธีแต่งงานจนถึงพิธีอำลาในงานศพ แต่ขณะเดียวกัน ดอกไม้ก็มีอายุการใช้งานแสนสั้น ดอกไม้บนชั้นในซูเปอร์มาร์เก็ตจะถูกทิ้งลงถังขยะเมื่อถึงวันหมดอายุที่ระบุไว้ เช่นเดียวกับดอกไม้สวยที่บานสะพรั่งอยู่ในอีเวนต์ต่างๆ

เบื้องหลังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้จึงหมายถึงขยะเหลือทิ้งปริมาณมาก และนั่นคือตัวจุดประกายให้นักจัดดอกไม้ที่ชื่อ เออร์ซูลา สโตน (Ursula Stone) ลุกขึ้นมาออกแบบทางแก้ไข

The Flower Bank ร้านดอกไม้ราคาเป็นมิตร ใช้ดอกไม้เหลือทิ้ง และมีเด็กเคยทำผิดเป็นทีมงาน

‘The Flower Bank’ คือคำตอบที่เธอเสนอกับสังคม

และนี่คือเรื่องราวของร้านดอกไม้เล็กๆ ในลอนดอน ที่เริ่มต้นจากความอยากช่วยชีวิตดอกไม้ในถังขยะ ก่อนจะผลิบานเป็น SE (Social Enterprise) ที่ตอบโจทย์สังคมหลายด้านไปพร้อมกัน

The Flower Bank ร้านดอกไม้ราคาเป็นมิตร ใช้ดอกไม้เหลือทิ้ง และมีเด็กเคยทำผิดเป็นทีมงาน

จากเด็กหญิงผู้ชอบดอกไม้ สู่ผู้ช่วยชีวิตดอกไม้ 

หนึ่งในผลงานจัดดอกไม้ช่วงแรกเริ่มของเออร์ซูลา คือช่อดอกไม้สำหรับงานศพของคุณปู่เมื่อเธออายุ 6 ขวบ

แต่แม้จะรักธรรมชาติและชื่นชอบดอกไม้มาแต่วัยเยาว์ เออร์ซูลาก็ห่างหายจากดอกไม้ไปยาวนาน กระทั่งเธอถูกไล่ออกจากงานนักจัดอีเวนต์ เออร์ซูลาจึงย้อนกลับไปหาความชอบดั้งเดิม ใน ค.ศ. 2014 เธอไปลงเรียนจัดดอกไม้ และตกหลุมรักงานสายนี้เต็มหัวใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ลองไปทำงานจริง เออร์ซูลาก็พบว่ามีงานอีเวนต์ที่ลูกค้าจ่ายเงินค่าดอกไม้ไปถึง 10,000 ปอนด์ แต่ดอกไม้แสนแพงนั้นกลับได้โชว์ความสวยงามเพียงครู่เดียวแล้วก็ถูกโยนลงถังขยะ 

เออร์ซูลาสะท้อนใจกับภาพที่เห็นมาก รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องแสนสิ้นเปลือง เมื่อกลับจากอีเวนต์ เธอจึงคิดหาทางแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง แล้วในเวลาใกล้กัน เธอก็ได้ก้าวเท้าเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต เห็นพนักงานทิ้งดอกไม้สวยๆ ที่ยังสภาพดีแต่หมดอายุลงถัง

The Flower Bank ร้านดอกไม้ราคาเป็นมิตร ใช้ดอกไม้เหลือทิ้ง และมีเด็กเคยทำผิดเป็นทีมงาน
เรื่อง social enterprise ของนักจัดดอกไม้ชาวอังกฤษที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงดอกไม้ ลดขยะ และให้โอกาสเด็กผู้กระทำผิด

ไอเดียของ The Flower Bank จึงเริ่มก่อตัวขึ้น เออร์ซูลาลงมือเขียนจดหมายไปหาเหล่าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อขอเก็บดอกไม้เหลือทิ้งมาใช้ประโยชน์ แล้วในปลาย ค.ศ. 2016 เธอก็ได้รับอนุญาตและได้ดอกไม้ล็อตแรกมาอยู่ในมือ หลังจากนั้น เออร์ซูลาก็เริ่มต้นลงมือต่อลมหายใจให้ดอกไม้ โดยมีที่ทำงานหลักแห่งแรกคือโต๊ะตัวเก่งในห้องครัว

The Flower Bank ของเออร์ซูลารับจัดดอกไม้ในราคาเป็นมิตร สำหรับผู้ที่มีเงินในกระเป๋าไม่มาก ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงดอกไม้ในวาระสำคัญอย่างงานแต่งงานและงานศพ เธอยังทำงานกับบ้านพักคนชรา ทั้งจัดดอกไม้ไปให้ และสอนคุณปู่คุณย่าที่นั่นหัดจัดดอกไม้ตามต้องการ รวมถึงทำโปรเจกต์น่ารักอย่าง Flower Bombing หรือการวางช่อดอกไว้ไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนมาพบและรื่นรมย์กับมัน 

ที่ The Flower Bank ดอกไม้ซึ่งเคยถูกโยนลงถังขยะจึงได้รับการต่ออายุ ให้ไปผลิบานอีกครั้งในชีวิตผู้คน

แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะเออร์ซูลาทำให้ The Flower Bank มีพลังขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการให้โอกาสเด็กๆ กลุ่มหนึ่งมาร่วมจัดดอกไม้

ร้านดอกไม้ที่ให้โอกาสเด็กเคยก้าวพลาด

เออร์ซูลามีโอกาสทำงานคลุกคลีกับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน จากมุมมองของเธอ การให้เยาวชนเยียวยาความผิด (Reparation) นั้นไม่ควรเน้นการลงโทษ แต่ควรเน้นให้การศึกษาเด็กๆ

“ถ้าคนถูกลงโทษโดยไม่มีการให้โอกาสสำหรับก้าวต่อไปข้างหน้า การลงโทษนั้นก็ไม่ช่วยอะไร” นักจัดดอกไม้แห่ง The Flower Bank กล่าว 

เพราะอย่างนั้น ร้านดอกไม้ของเออร์ซูล่าจึงเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุ 11 – 18 ที่เคยเดินทางผิดมาเรียนรู้ ช่วยจัดดอกไม้ และได้เกียรติบัตรด้านการจัดดอกไม้เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จในชีวิต

“พวกเขารักงานนี้” เออร์ซูล่าบอก “พวกเขารักการทำงานด้วยมือ และรื่นรมย์กับสีรวมถึงกลิ่นที่ช่วยให้สงบใจ และพวกเราก็คุยกันระหว่างทำงานบ่อยๆ งานนี้เลยเป็นเหมือนการเยียวยาพวกเขาด้วย”

นอกจากเด็กๆ ที่เคยทำผิด เออร์ซูลายังเปิดพื้นที่ชวนผู้คนซึ่งมีปัญหาสุขภาพใจมาร่วมทำงาน

เรื่อง social enterprise ของนักจัดดอกไม้ชาวอังกฤษที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงดอกไม้ ลดขยะ และให้โอกาสเด็กผู้กระทำผิด
เรื่อง social enterprise ของนักจัดดอกไม้ชาวอังกฤษที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงดอกไม้ ลดขยะ และให้โอกาสเด็กผู้กระทำผิด

The Flower Bank จึงไม่ใช่เพียงการช่วยชีวิตดอกไม้เหลือทิ้งเพื่อส่งต่อให้คนที่มีงบน้อย แต่ยังเป็นการให้โอกาสผู้คนได้มาทำงานชุบชูใจไปด้วยกัน

และเพราะอย่างนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ใน ค.ศ. 2019 เออร์ซูล่าจะได้หอบดอกไม้จากโต๊ะในห้องครัว มาจัดที่หน้าร้านเล็กๆ ของตัวเอง 

ร้าน The Flower Bank ฉบับเป็นรูปธรรมที่เกิดจากการระดมทุนของชาวลอนดอน

ความฝันที่สังคมช่วยสร้าง 

ที่ลอนดอน ไอเดียการระดมทุนหรือ Crowdfunding เป็นสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคยและให้การสนับสนุน เรียกว่าใครอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในชุมชน ก็ช่วยสนับสนุนให้มันได้สร้างจริงขึ้นมา 

ร้านดอกไม้ของเออร์ซูลาเป็นหนึ่งในนั้น เธอเปิดระดมทุนกับ Crowdfund London หรือโปรแกรมระดมทุนเพื่อ Empower ชุมชนที่มี The Mayor of London ดูแล 

โครงการของเออร์ซูลาคือหนึ่งในเรื่องราวที่ชนะใจคน เธอระดมทุนสำเร็จด้วยยอดเงินสนับสนุนถึง 67,890 ปอนด์ เป็นเงินที่ช่วยให้เธอได้ตั้งร้านดอกไม้ประจำชุมชนซึ่งต่อลมหายใจดอกไม้ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของผู้คน

“ฉันพูดได้เต็มปากแล้วว่าตัวเองเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม” เจ้าของ The Flower Bank บอกไว้

ทุกวันนี้ ร้านเล็กๆ ของเออร์ซูลายังคงเดินหน้าช่วยชีวิตดอกไม้ และใช้พวกมันช่วยเหลือผู้คนต่อไป 

เป็นดอกไม้เล็กๆ ของสังคมที่เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ไว้อย่างสวยงาม

เรื่อง social enterprise ของนักจัดดอกไม้ชาวอังกฤษที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงดอกไม้ ลดขยะ และให้โอกาสเด็กผู้กระทำผิด

ข้อมูลอ้างอิง

www.theflowerbank.org.uk/

inews.co.uk/

www.highlivingbarnet.com/

www.spacehive.com/

www.crunchytales.com/

www.london.gov.uk/

Writer

ศูนย์การออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

CUD4S ร่วมก่อตั้งโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เราตั้งใจนำการออกแบบและ Design Thinking ไปแก้ปัญหาสำคัญของสังคม โดยทำบนฐานงานวิจัย ในรูปแบบของ Collaborative Platform ให้ฝ่ายต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ติดตามโครงการของเราได้ที่ Facebook : CUD4S

Design Challenges

งานออกแบบที่มุ่งมั่นท้าทายปัญหาใหญ่ในสังคมและสร้างผลอันทรงพลัง

ในยุคโลกไร้พรมแดนแบบนี้ คุณอาจเคยฝันถึงการไปใช้ชีวิตและทำงานที่มุมอื่นของโลก แต่หลายครั้งการปักหลักในดินแดนใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางภาษา การต้องแข่งขันหางานทำ รวมถึงการรับมือกับทัศนคติที่คนในประเทศนั้นมีต่อผู้มาใหม่อย่างเรา 

Migrateful’ คือธุรกิจเพื่อสังคมของอังกฤษที่มองเห็นปัญหานี้ และอยากช่วยให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกใหม่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ (ย้ายมาแบบสมัครใจ) ผู้ลี้ภัย (ย้ายด้วยเหตุจำเป็น เช่น ภัยสงคราม) หรือผู้ขอลี้ภัย (รอรับสถานะผู้ลี้ภัยอยู่) 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ได้ช่วยคนกลุ่มนี้แบบให้เปล่า แต่ชวนพวกเขามาทำงานที่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

นั่นคือการทำอาหาร

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

Migrateful ชวนเหล่าผู้ย้ายถิ่นฐานซึ่งชอบเข้าครัวเป็นทุนเดิมมาสวมหมวกเชฟ สอนคนในดินแดนใหม่ทำอาหารจากบ้านเกิดที่จากมา มากกว่าการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ห้องเรียนนี้คือสถานที่เพิ่มพลังและปูทางสู่บ้านใหม่ให้เชฟแต่ละคน

ขอเชิญเปิดประตูห้องเรียนที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมจากอาหารนานาชาติ ตั้งแต่ศรีลังกา จาไมกา จนถึงซีเรีย แล้วลิ้มรสเรื่องราวของ Migrateful ไปด้วยกันค่ะ

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่เกิดจากการสัมผัสปัญหาจริง

Migrateful ก่อตั้งโดย Jess Thomson หญิงสาวที่มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในแนวหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในหลากหลายพื้นที่ และได้เห็นปัญหาที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จนเกิดแรงบันดาลใจช่วยพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

เจสร่วมเรียนคอร์สของ Year Here แพลตฟอร์มที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศของธุรกิจเพื่อสังคม แล้วจากการได้ทำงานกับกลุ่มผู้ลี้ภัยหญิง ผู้ก่อตั้งก็พบว่าพวกเธอกระตือรือร้นที่จะพูดคุยถึงอาหารจานโปรด

“นั่นคือตอนที่ฉันคิดว่านี่คือทักษะซึ่งพวกเธอทุกคนมี เกือบทุกคนว่างงานเพราะข้อจำกัดทางภาษาและเพราะคุณสมบัติที่มีอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับในอังกฤษ นี่เป็นทางที่จะช่วยให้พวกเธอได้มีงานทำ” 

ใน ค.ศ. 2017 Migrateful จึงลืมตาดูโลก แล้วจากห้องเรียนขนาดกะทัดรัดในบ้านของเจส ไอเดียนี้ก็เติบโตเป็นธุรกิจเพื่อสังคมเต็มตัวที่มีรายละเอียดน่าสนใจอัดแน่น

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ห้องเรียนที่ผู้มาใหม่เป็นคุณครู

  พวกเขาตั้งใจช่วยเสริมพลังผู้อพยพและผู้ลี้ภัยให้เข้าสู่บ้านใหม่ได้อย่างราบรื่น ตั้งแต่พัฒนาทักษะ เสริมสร้างความมั่นใจ สร้างรายได้ จนถึงช่วยให้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

 ก่อนเริ่มคลาสสอนทำอาหาร องค์กรจึงมีโปรแกรมฝึกฝนพวกเขาให้กลายเป็นเชฟเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะภาษา และช่วยให้ผู้ที่เคยสนุกกับการทำอาหารในบ้านกลายเป็นเชฟสอนทำอาหารเต็มตัว 

หลังผ่านการฝึกฝนเรียบร้อย เหล่าเชฟจะมีโอกาสเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิดให้ชาวอังกฤษ โดยใครที่มีสิทธิ์ในการทำงานแล้วก็จะได้รับค่าจ้างด้วย คลาสที่ว่านี้มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเรียนเป็นกลุ่ม เรียนตัวต่อตัว จนถึงเรียนทางออนไลน์ และทุกคลาสที่เปิดให้จองจะมีคำอธิบายน่าสนใจ ชวนให้ผู้ชอบเข้าครัวและอยากเรียนรู้วัฒนธรรมเข้ามาเปิดโลกร่วมกัน

Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด
Migrateful ช่วยผู้ลี้ภัยสร้างชีวิตใหม่ ผ่านการเปิดคลาสสอนทำอาหารจากบ้านเกิด

ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2021 นี้ จะมีคลาสสอนทำอาหารซีเรียโดย เชฟ Lina คุณแม่ลูกสามที่ลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดมาอังกฤษใน ค.ศ. 2017 ลินาหัดทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 14 และงานครัวก็กลายเป็นงานอดิเรกที่เธอโปรดปราน ส่วนตัวอย่างอาหารซีเรียที่เธอจะสอนก็เช่น สลัดมันฝรั่งและ Borak ขนมอบซึ่งมีชีสเป็นส่วนประกอบสำคัญ 

นอกจากคลาสสอนทำอาหารแบบนี้ Migrateful ยังมีบริการอีกหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไปจัดคลาสกับองค์กรต่างๆ บริการจัดเลี้ยงที่คนร่วมงานจะได้สัมผัสอาหารนานาชาติ ซึ่งทำโดยคนประเทศนั้นตัวจริง หรือช่วงปลายปีที่บรรยากาศคริสต์มาสลอยกรุ่นในอากาศแบบนี้ ผู้ที่สนใจก็จองคลาสเพื่อหัดทำอาหารสำหรับเทศกาลกับเพื่อนร่วมงานได้

คลาสสอนทำอาหารของ Migrateful จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียนทั่วไป แต่เป็นพื้นที่แนะนำตัวผู้อพยพและผู้ลี้ภัยกับบ้านหลังใหม่ พื้นที่ซึ่งช่วยให้พวกเขารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และพร้อมจะก้าวสู่สังคมอย่างมั่นคงกลมกลืน 

“เมื่อเข้ามาในกลุ่มนี้ เราไม่ได้ถูกเรียกว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอรับสิทธิลี้ภัย เราได้รับการเรียกเป็นบุคคล ซึ่งหมายถึงเราได้รับความเคารพ ความรัก และความใส่ใจ” เชฟ Noor จากปากีสถานกล่าวไว้ 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน
เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ห้องเรียนที่กว้างใหญ่ขึ้นทุกวัน

จาก ค.ศ. 2017 ห้องเรียนสอนทำอาหารของ Migrateful ค่อยๆ เติบโตขึ้น และได้รับการตอบรับอย่างดีจากสังคม

ปัจจุบันพวกเขาช่วยสนับสนุนเหล่าเชฟได้ 66 คนจากมากกว่า 30 ประเทศ จัดคลาสไปแล้ว 1,878 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 20,211 คน และ 99.2 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนบอกว่าจะแนะนำคลาสนี้ให้คนอื่นต่อ

“ห้องเรียนนี้เป็นวิธีเพิ่มคุณค่าให้กับการใช้เวลาช่วงเย็น ทั้งการทำและกินอาหารกับผู้คนใหม่ๆ การพูดคุยและเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมของคนอื่น” หนึ่งในผู้ร่วมคลาสสอนทำอาหารรีวิว 

เพราะอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Migrateful จะระดมทุนจำนวน 121,554 ยูโร เพื่อสร้างโรงเรียนสอนทำอาหารของตัวเองในลอนดอนได้สำเร็จภายในเดือนเดียว (ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องตระเวนจัดคลาสตามสถานที่ต่างๆ) โดยได้เงินไปเกินเป้าที่ตั้งไว้ และมีหนึ่งในผู้สนับสนุนใหญ่คือ Sadiq Khan นายกเทศมนตรีของลอนดอน ซึ่งร่วมลงขันไป 45,000 ยูโร

และขณะที่ตัวธุรกิจเพื่อสังคมนี้เติบโต เหล่าเชฟที่ Migrateful ช่วยเหลือก็ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสวยงาม ตัวอย่างเช่น เชฟ Majeda จากซีเรีย ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเชฟที่นี่ ก่อนจะได้มีโอกาสเปิดธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา

Migrateful จึงนับเป็นตัวอย่างของประตูที่ช่วยให้กลุ่มคนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังในสังคมก้าวสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ เป็นการก้าวไปด้วยการใช้ทักษะที่พวกเขาชื่นชอบและเชี่ยวชาญ

คงจะดีถ้ามีประตูเช่นนี้เปิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในสังคม เป็นโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพและเติบโตงดงามในแบบของตัวเอง 

เรื่องราวหลังคลาสสอนทำอาหารจานเด็ดจากบ้านเกิดผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ ที่ยกระดับชีวิตคนสอนและเปิดโลกผู้เรียน

ข้อมูลอ้างอิง

www.migrateful.org

www.spacehive.com

www.nesta.org.uk

www.theguardian.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load