18 กุมภาพันธ์ 2565
4.21 K

The Cloud x OKMD

‘ร้านหนังสือ’ มีความโรแมนติกแฝงอยู่ระหว่างตัวอักษร เมื่อคนพูดถึงร้านหนังสือ มักจะแทนความหมายในเชิงนี้เกือบทั้งหมด ด้วยแนวคิดว่าร้านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของการอ่าน สังคม ชุมชน ฯลฯ แต่ในความหมายที่ขีดเส้นใต้ 2 เส้นในคำว่าร้านหนังสือ ก็คืออาชีพหนึ่งเพื่อการดำรงชีวิตภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน

การเริ่มต้นของ ‘The Booksmith’ ง่ายและธรรมดามาก เพราะเป็นการทำสิ่งที่ทำอยู่และเกิดอาการเสพติด เพราะไปพบกับ Sex, Drug, and Rock’n Roll ของธุรกิจหนังสือเข้า ดังนั้นเมื่อทุกจุดที่ชีวิตต้องเลือกทางเดิน การจะเปลี่ยนอาชีพเป็นเรื่องไม่ง่าย จากคนขายเครื่องสำอางมาก่อน การได้เข้ามาทำในสิ่งที่รักจึงยากถ้าจะต้องเดินจากไปอีกครั้ง เพราะโอกาสไม่ได้มาบ่อย เหมือนที่ฝรั่งเขาว่า Opportunity Comes Rare ผมจึงตัดสินใจคว้าตั๋วรถไฟเที่ยวนี้แล้วเดินทางต่อ และตั้งใจจะให้การขายหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย ใช้เลี้ยงตัวเองไปจนทำไม่ไหว ภายใต้กรอบที่สามารถออกแบบชีวิตการทำงานได้ด้วยตัวเอง พร้อมกับปรัชญาชีวิตที่บอกตัวเองว่า Small But Beautiful

10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า

เมื่อตัดสินใจแน่นอนว่าจะเปิดร้าน สิ่งที่ปวดหัวกว่านั้นคือ จะขายหนังสือหมวดไหน เพราะร้านขนาด 45 ตร.ม. (ก่อนมาขยายเป็น 70 ตร.ม. ภายหลัง) ไม่สามารถขายได้ทุกอย่าง หลังจากคิดสักพักก็ตัดสินใจเลือกเอา Art & Design เป็นหนังสือหมวดที่จะเอาเป็นตัวชูธงของร้าน เพราะพื้นฐานจากการเคยเป็นช่างภาพสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อนทำให้ผมเข้าถึง เข้าใจหนังสือในหมวดนี้ได้ง่ายกว่าหมวดอื่นที่ต้องไปเริ่มนับหนึ่ง ในขณะที่เวลาไม่ได้มีเหลือเฟือขนาดนั้น

การเปิดร้านหนังสือคือการก้าวเข้าไปอยู่ในวงจรของธุรกิจที่มีเงื่อนไข ‘เวลา’ เป็นต้นทุนที่สูงมาก และทุกอย่างถูกผูกเอาไว้ด้วยเงื่อนไขตัวนี้อย่างเคร่งครัด ระยะเวลาเมื่อเซ็นสัญญาเปิดร้านครั้งแรกคือ 2 + 2 หมายถึงว่าอายุสัญญาแรกคือ 2 ปี แล้วสามารถต่อได้เป็น Automatic Renewal ได้อีก 2 ปี เมื่อจรดปากกาเซ็น เราจะมีเวลาที่เรียกว่า Grace Period ได้ 30 วัน คือช่วงเวลาทองที่ทำอะไรก็ต้องรีบทำ ต้องคิดเร็ว ทำเร็ว เพราะช่วงนี้ที่ยังไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ทำให้เร็ว เปิดให้เร็ว แล้วขาย นี่คือเงื่อนไขที่บอกว่าทำไมเราถึงไม่มีความฟุ่มเฟือยในเรื่องเวลา

ร้านหนังสืออาจฟังดูเป็นธุรกิจที่นิ่ง สบาย ได้อ่านหนังสือ เปล่าเลย ทั้งหมดไม่ได้บอกอะไรได้เกี่ยวกับธุรกิจหนังสือเลย มีคำกล่าวจากผู้ที่อยู่ในธุรกิจหนังสือก่อนผม และผ่านไปทำธุรกิจค้าปลีกอื่น อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต เคยบอกไว้ว่า “ถ้าทำร้านหนังสือได้ ก็สามารถทำธุรกิจอะไรก็ได้” เขาบอกต่อว่า “เชื่อมั้ยว่าธุรกิจหนังสือมี SKU (Stock Keeping Unit) มากกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตซะอีก

10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า
10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า

ภายหลังประสบการณ์บอกผมเองว่าที่เขาบอกนั้นถูกต้อง หลังจากเคยได้เข้าไปทำ Book Corner ของ The Booksmith ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งที่มีสาขา วันหนึ่งทีมงานจัดซื้อติดต่อมาว่า ขอให้ช่วยเอา ISBN หนังสือที่ไม่มีสต็อกแล้วออกจากระบบให้ที เพราะ SKU ของหนังสือกินฐานข้อมูลเยอะมากกว่าสินค้าตัวอื่น ๆ พร้อมกับที่กฎบางอย่างของเชน อาทิ การเรียกเก็บค่า Register สินค้าในระบบที่ปกติมีการเรียกเก็บ 1 SKU ต่อค่าใช้จ่าย ต้องยกเว้นให้ธุรกิจหนังสือ เพราะ 1 ISBN คือหนังสือ 1 เล่ม แล้วเวลาเราเอาหนังสือเข้าก็จะส่งไปทีละเป็นร้อยเรื่อง

งานในร้านหนังสือไม่ได้สบายมากนัก ลองคิดดูว่าเรามีหนังสือใหม่ที่ออกเกือบจะทุกวันในต่างประเทศ ดังนั้นข้อมูลจะถูก Feed เข้ามาให้ศึกษาทุกวัน ทั้งจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ และเยอรมนี เวลาจึงหมดไปกับสิ่งเหล่านี้

ในมุมหนึ่งความที่ The Booksmith เป็นร้านเล็ก เราต้องอาศัยความเป็นเล็กพริกขี้หนูที่จะสร้างความได้เปรียบ ความได้เปรียบจะเกิดได้คือ การสร้างข้อมูลการค้าที่ดีให้กับสำนักพิมพ์ในต่างประเทศ ตลอดกว่า 10 ปีมีข้อมูลตัวเลขออกมาเสมอว่าตลาดหนังสือไม่ได้ตาย แต่กำลังค่อย ๆ ขยายตัว และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2012

10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า
10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า

สิ่งที่เห็นและกลายมาเป็นโอกาสคือ Too Few Players ในตลาดหนังสือต่างประเทศบ้านเรา แต่สิ่งที่สำนักพิมพ์ต้องการคือจำนวนผู้เล่นที่น่าจะมากกว่านี้ หลังจากสร้างฐานข้อมูลการค้ามาระยะหนึ่ง The Booksmith ได้รับอนุญาตให้เป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือในประเทศในแถบอินโดจีน แทนสำนักพิมพ์ที่เงื่อนไขต่าง ๆ อาจซับซ้อนกว่า และการมี The Booksmith เป็นผู้เชื่อมในภูมิภาคจึงน่าจะเกิดผลดีมากกว่า

โครงสร้างธุรกิจของ The Booksmith นั้นได้คิดเอาไว้ว่าต้องการเป็นกำแพง หมายถึงให้คนพิงเรา เป็นก้อนน้ำแข็งในทะเล หน้าร้านคือยอดที่คนจะเห็นเราเท่านั้น แต่ข้างใต้คือสิ่งที่ใหญ่กว่า ถ้าหน้าร้านคือ Heart & Soul ก่อนน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่คือพลังขับเคลื่อน

The Booksmith แบ่งรูปแบบธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน หน้าร้าน ค้าส่ง และ Webstore

ในส่วนของหน้าร้านคงไม่ต้องอธิบายเพราะเป็น PR หลักของธุรกิจ แต่ส่วนของค้าส่ง หลังจากเราส่งหนังสือไปอินโดจีน จึงได้หันเข้ามามองตลาดในประเทศ ประกอบช่วงโควิดจึงได้ทดลองรับสั่งหนังสือจากสำนักพิมพ์โดยตรงให้แก่ร้านหนังสือในประเทศทั้ง Online และ Offline Store ผลตอบรับดีเกินคาด จึงทำให้มีธุรกิจเพิ่มจากที่ทำเดิม อาทิ การออกแบบและจัดหนังสือเข้าห้องสมุดสถาบันการศึกษา โรงเรียน ฯลฯ การเป็นที่ปรึกษาด้านหนังสือต่างประเทศให้แก่บางกิจการ เหล่านี้คือการทำงานที่อยู่ด้านใต้ของก้อนน้ำแข็งที่ลอยพ้นน้ำ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีโลโก้ของร้านเราไปหมดทุกอย่าง แต่เครื่องยนต์ที่ใช้ผลิตมาจาก The Booksmith

ในการเติบโตมาพร้อมทั้งความสุขและความทุกข์ เมื่อทุกอย่างใหญ่ขึ้น แต่เราพยายามควบคุมงานบางอย่างไม่ให้ใหญ่เกินไป จะมาพร้อมความเหนื่อย เครียด และยิ่งโควิดคือโจทย์ ‘การเอาตัวรอดในธุรกิจหนังสือ’ ทั้งหมดของ The Booksmith เป็นกิจการที่ทำขึ้นแบบ Self-Funding Company หรือเราประกอบกิจการโดยอาศัยเงินหมุนเวียนภายใน ไม่ได้มีต้นทุนทางการเงินผ่านสถาบันการเงิน

ดังนั้น ในช่วงวิกฤตมีทั้งข้อดีคือเรามีปัญหาด้านเดียว แต่ก็มีข้อเสียคือการจัดการเงินทุนให้หล่อเลี้ยงทุกส่วนงานให้ได้ สมัยที่สเกลธุรกิจเล็กกว่านี้ ความสุขจะแฝงอณูในปริมาณที่มากกว่า แต่ในความเป็นจริงการอยู่ยาวในธุรกิจนี้ เราจำเป็นต้องขยายงานเพื่อให้ชีวิตไม่ได้อยู่เพียงคำจำกัดความที่ว่า “พอเลี้ยงตัวไปวัน ๆ ” สาขาที่ 2 3 4 5 จึงเกิดขึ้น

10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า
10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า
10 ปี The Booksmith เชียงใหม่ หัวใจของร้านหนังสือที่เพิ่งย้ายร้านไปอยู่ในบ้านเก่า

และส่วนผสมล่าสุดที่ทำให้เกิดการตัดสินใจลด Business Parameter ลงคือการทำ Webstore ขึ้นมา เป้าหมายหลักในอนาคตคือการลดจำนวนสาขาลง และสร้าง Value Proposition ให้เกิดขึ้นผ่านการทำงานที่สอดประสานระหว่างสาขาหลัก และ Webstore ที่เป็นสินทรัพย์ของเราเอง โดยมุ่งพัฒนาการลดความสำคัญของโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปรียบเป็นเหมือนการยืมจมูกคนอื่นหายใจ ทั้งหมดนี้เพื่อให้เรากลับไปมีความสุขมากขึ้น เมื่อกลไกของธุรกิจทำงานได้สมบูรณ์เต็มวงจร

Bookselling เป็นส่วนผสมของศาสตร์และศิลป์ สิ่งที่เล่ามาข้างต้นจะเป็นเรื่องของศาสตร์เสียมากกว่า ซึ่งส่วนนี้ถึงกับมีตำราออกมามากพอสมควร อาทิ Mathematic of Bookselling ฯลฯ แต่ในส่วนของศิลป์ หรือ Arts of Bookselling คือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนและทักษะการสื่อสาร สิ่งนี้ไม่ได้มีทฤษฎีหรือแนวทางปฏิบัติตายตัว ความผูกพันกับลูกค้าคือเสน่ห์ของร้านหนังสือ การเรียกชื่อลูกค้าได้ถูก หรือจำได้ว่าเขาหรือเธอเคยซื้ออะไรไป การถามไถ่ถึงลูก การทำงาน ทั้งหมดนี้คือทักษะของความเป็นมนุษย์ล้วน ๆ การขายหนังสืออาจมีหนังสือเป็นสื่อกลาง แต่พลังความผูกพันระหว่างคนขายกับลูกค้าเป็นสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ในร้านหนังสือ

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

คริสต์มาสคือช่วงเวลาที่ร้านนอกจากจะยุ่งกับการขายแล้ว ยังเป็นช่วงที่เราสนุกที่สุดในการเตรียมของขวัญให้ลูกค้า การนึกถึงว่าลูกค้าแต่ละคนมีลักษณะอะไร ชอบอะไรเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง นั่นเพราะเราคิดถึงการเป็นเพื่อนมากกว่าการเป็นลูกค้า การ์ดแต่ละใบจะเขียนขึ้นเฉพาะบุคคลด้วยลายมือพนักงาน ก่อนใส่ซองแล้วตีครั่งตราร้านลงไป นี่คือความสนุก และมีความสุขตามมาเมื่อมีข้อความกลับว่า “ขอบคุณ” หรือการมีถุงเล็ก ๆ กล่องขนมมาวางที่ร้านเป็นของฝากจากเพื่อนที่นึกถึงกัน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ในทุกธุรกิจเมื่อมันเป็น Heart Made

โควิดคือช่วงเวลาที่เราลำบากพร้อมกับมีโอกาส และการสูญเสียโอกาสเข้ามาระคนกัน นั่นเพราะไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ Win Some, Lose Some แต่ท้ายที่สุดแล้วต้องรักษาตัวรอดไปให้ได้ เพราะ The Booksmith นั้นใหญ่กว่าตัวผมและทีมงาน พวกเราจึงมีหน้าที่ทำให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีให้ได้ สิ่งหนึ่งที่พูดเล่นกันในทีมว่า ถ้าทุกอย่างกลับมาได้ใกล้เคียงเดิมจริง ๆ เราอยากทำเสื้อยืดเอาไว้ใส่กวน ๆ โดยสกรีนว่า I’m survived ไว้ที่อก โดย I จะแทนทั้งตัวคนใส่ และ The Booksmith ประหนึ่งเป็นเสื้อสามารถของเรา

แต่วันนี้เรายังไม่เหมาะสมที่จะได้ใส่เสื้อตัวนั้น ยังต้องพยายามต่อไป และหวังว่าคงอีกไม่นาน

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

หนังสือแนะนำ

1

Financing Our Common Future (9783037786680)

ผู้เขียน : Régis Marodon

ราคา : 695 บาท

สำนักพิมพ์ : Lars Muller Publishers

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

   โควิดทำให้เกิดอะไรบ้าง Financing Our Common Future เป็นหนังสือทั้งเล่มที่อธิบายภาพผลกระทบทางเศรษฐกิจอ่าน Visual Graphic ข้อมูลถูกโยงให้เห็นผลกระทบเป็นห่วงโซ่จากเหตุการณ์หนึ่งไปยังอีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นการอธิบายข้อมูลได้ดีมาก อาทิ รายได้ของประเทศไทยที่มาจากการท่องเที่ยวจำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด เมื่อส่วนนี้หายไปผลกระทบจะเกิดขึ้นที่สิ่งใดได้บ้าง

2

Monty Don: Down to Earth (9780241347140)

ผู้เขียน : Monty Don

ราคา : 470 บาท

สำนักพิมพ์ : Dorling Kindersley Publishing

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

ความสงบและธรรมชาติสามารถพบเจอได้คู่กัน Monty Don เอาสิ่งรอบตัว ต้นไม้ (เป็นหลัก) และสรรพสัตว์มาบรรยายตามช่วงของฤดูกาล

3

The Chairs are Where the people go (9780865479456)

ผู้เขียน : Misha Glouberman

ราคา : 545 บาท

สำนักพิมพ์ : Farrar, Straus & Giroux Inc

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

ไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อม การยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ไม่สามารถอธิบายได้ เป็นการตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวแม้จะมีคำตอบหรือไม่ก็ตาม อาจทำให้มุมมองในการใช้ชีวิตให้มีความสุขได้

4

Bad News (9781472962850)

ผู้เขียน : Rob Brotherton

ราคา : 730 บาท

สำนักพิมพ์ : Bloomsbury

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

News Room Management คือหัวใจของการสร้างมาตรฐานข่าวให้น่าเชื่อถือ แต่องค์ประกอบอีกหลายอย่าง อาทิ ความเร็ว ข่าวด่วน หรือ Be the first to tell story เหล่านี้ทำให้เราข้ามสิ่งที่สำคัญที่สุดของงานการข่าว นั่นคือความน่าเชื่อถือ แล้วทำไมข่าวเหล่านี้จึงเกิดการยอมรับได้ นั่นเพราะมันกลายเป็นความคุ้นชินไปแล้ว แต่ก็บั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันหลักในเชิงสังคมลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

5

Play and the City (9781472144805)

ผู้เขียน : Alex Bonham

ราคา : 705 บาท

สำนักพิมพ์ : Little Brown Book Group

10 ปีของ The Booksmith ร้านขายหนังสือต่างประเทศที่เล็กพริกขี้หนู บริหารธุรกิจภายใต้กฎที่ดิน แรงงาน ทุน ด้วยหัวใจ

คนจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองในความหมายที่เมืองต้องประกอบด้วย 2 สิ่งหลัก คือ เศรษฐกิจของเมืองดี และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่มีให้พลเมืองมีความสมดุลกับการครองชีพและดำรงชีวิต

ทุกเล่มมีใน Webstore ที่ www.thebooksmith.co.th

The Booksmith

ที่ตั้ง : 5/17 ถนนนิมมานเหมินท์ ซอย 1 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200 (แผนที่)

เวลาทำการ : วันจันทร์-พฤหัสบดี 09.00 – 20.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ เปิด 09.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 09 3546 3790

Webstore : www.thebooksmith.co.th

Facebook : The Booksmith

Instagram: thebooksmithbookshop

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

สิโรตม์ จิระประยูร

ทำงานในธุรกิจหนังสือ 19 ปี เริ่มจากการตลาดมาถึงกรรมการผู้จัดการ และปัจจุบันเป็นคนขายหนังสือ

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

ตอนเด็ก ๆ ป๊ามีโอกาสร่ำเรียนน้อย เรียนถึงแค่ ป.4 เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและน้อง ๆ” นี่คือประโยคที่แม่ผมพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง 

ผมเติบโตมากับร้านหนังสือที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’

ผมขอย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2509 ‘เสียงทิพย์’ เป็นร้านขายและซ่อมวิทยุทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ที่มีแผงหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา วันเวลาผ่านไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิทยุทรานซิสเตอร์ สินค้าแฟชั่นที่เคยได้รับความนิยมค่อย ๆ จางหายไป ช่วงเวลานั้นหนังสือได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนร้านเสียงทิพย์ให้กลายเป็นร้านขายหนังสือ

จากความทรงจำในวัยเด็กของผม ร้านหนังสือเปรียบเหมือนสถานที่นัดพบ (Landmark) ของนักเรียนหลังเลิกเรียน และผู้คนในชุมชนมากมาย ทุกวันหลังเลิกเรียน ลูก ๆ ของร้านเสียงทิพย์ต้องผลัดกันมาเฝ้าร้าน เพื่อขายหนังสือและคิดเงินให้ลูกค้า

พ.ศ. 2550 ชายผู้มีปณิธานอันตั้งมั่นได้จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าให้แก่ครอบครัวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นผมทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออก เพื่อกลับบ้านมาสานต่อร้านหนังสือในทันที

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ณ เวลานั้น ถือเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจร้านหนังสือ ผู้คนอ่านหนังสือกันมากทุกหมวดหมู่ นำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมั่นใจ ผมจึงขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความมั่นใจนี้ไม่เป็นดังที่วาดไว้ รายได้ไม่เป็นไปตามแผน “เริ่มมีอะไรบางอย่างเข้ามาแย่งความสนใจของผู้คนไปจากการอ่านและหนังสือ” ผมจึงได้ปิด 2 สาขานั้นลง

ผมกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง “เราทำร้านหนังสือไปเพื่ออะไร ร้านของเรายังควรจะเปิดต่อไปไหม เมืองนี้ยังต้องการหนังสืออยู่ไหม” ผมได้คำตอบว่า คนพิษณุโลกต้องอ่านหนังสือ

พ.ศ. 2560 ท่ามกลางความท้อแท้ของวงการสิ่งพิมพ์ หนังสือได้รับความนิยมน้อยมาก ร้านหนังสือต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลง ลดจำนวนสาขา แต่เรายังคงยืนหยัดดังปณิธานของคุณพ่อที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’ ผมจึงใช้พื้นที่ร้านนี้เป็นตัวกลางให้ผู้คนหันมาสนใจหนังสือมากขึ้น เราปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ ให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการอ่านเพิ่มขึ้น และเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลขยอดขายที่สวนทางลดลงมาตลอด

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ คุณค่าในสิ่งที่เราทำให้ผลลัพธ์ที่ประเมินไม่ได้… หลายสิบปีที่เราเฝ้ามองผู้คน และผู้อ่านมากมายหลายรุ่น หลายช่วงอายุ ที่แวะเวียนกันเข้ามาที่ร้านหนังสือ เราเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร เราเห็นว่าผู้คนกำลังอ่านอะไร และเราเห็นว่าผู้คนสนใจใฝ่รู้หรือไม่

เราอยากสร้าง ‘Story of Hope’ ท่ามกลางผู้อ่านที่อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง มีคนถามว่า “ทำไมเราถึงยังทำร้านขายหนังสืออยู่ ในขณะที่ร้านขายหนังสือทยอยปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำอย่างอื่น”

เราเชื่อมาตลอดว่า นอกจากรายได้แล้ว ร้านของเราได้รับความสุขเป็นส่วนเติมเต็มจากหนังสือ และผู้ที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับเรา เรายึดมั่นใน ‘ปณิธาน’ ของการมีอยู่ของหนังสือ มากกว่าการมีอยู่ของร้าน หรืออาจพูดได้ว่า เราดำเนินร้านของเราต่อไปได้ เพราะการมีอยู่ของหนังสือและผู้อ่านหนังสือนั่นเอง เราให้หนังสือเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งส่งต่อความรู้ ความคิด และสร้างมิตรภาพให้กันและกัน

ด้วยประสบการณ์ของร้านเกือบ 60 ปี ทำให้ร้านของเรามีหนังสือมากมายหลายประเภท ครอบคลุมทุกความชื่นชอบของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงวัย เราอยากเป็นร้านที่ให้บริการกับทุกคนอย่างแท้จริง

เคยมีลูกค้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่อำเภอหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้เราฟังว่า เมื่อตอนยังเป็นเด็กนักเรียน ได้มาซื้อคู่มือหนังสือเรียนกับทางร้าน โดยนั่งรถไฟมาและเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อมาซื้อหนังสือที่ร้านเป็นประจำ เพราะมีหนังสือให้เลือกซื้อได้เยอะ และครบในทุกระดับชั้นเรียน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จากลูกค้าแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อน พี่น้อง ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ผ่านภาพความทรงจำของร้านเสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หากย้อนเวลาไป 10 – 15 ปีก่อน การเข้าถึงความรู้ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างจำกัด และการซื้อขายทางออนไลน์ยังไม่ง่ายเหมือนอย่างปัจจุบัน รวมถึงความเท่าเทียมในการได้รับความรู้ ก็เหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมือง และระหว่างคนที่ฐานะเพียงพอจะซื้อหนังสือ กับคนที่ไม่เพียงพอแม้แต่จะได้ทานสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

เราอยากให้ร้านของเราเป็นพื้นที่สำหรับ ‘แหล่งความรู้ ความคิด และมิตรภาพ’ ในการเป็นร้านตัวเลือกที่มีหนังสือครบทุกประเภท ทุกช่วงวัย และทุกช่วงฐานะทางสังคม

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘ผู้คนเปิดหนังสืออ่าน’

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘รอยยิ้มของผู้คนผ่านการอ่านหนังสือ’

เรามีความสุขทุกครั้งที่ ‘เป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้’

แม้เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ปณิธานนี้ไม่เคยจืดจางไปเลย

จากสถิติใน พ.ศ. 2564 พบว่า คนไทยใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมง 36 นาที เชื่อว่าเวลาส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มถูกลดบทบาทลงไป เวลาของคนคนหนึ่งมีจำกัดต่อวัน ทางเลือกของกิจกรรมมีมากขึ้น การทำกิจกรรมหนึ่งจึงอาจให้เวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับทำอีกกิจกรรมหนึ่ง บทบาทของหนังสือเล่มจึงลดลงไป

อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้เปิดการสั่งจองหนังสือล่วงหน้า พร้อมส่วนลดพิเศษ สายส่งหนังสือรายใหญ่ต่างกระหน่ำแจกจ่ายโปรโมชันลดราคา แต่เราไม่สามารถลดต้นทุนได้ เพราะมีพนักงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล เราจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ได้ รายได้ของเราจึงลดลงไป

เราเรียนรู้ในทุก ๆ วันจากการหมุนเวียนของผู้คนที่ผ่านเข้าร้าน วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าดีหรือถูกต้องในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและผู้คน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ปรับเปลี่ยนและยึดมั่นมาเสมอ นั่นคือปณิธานของเรา 

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ร้านหนังสือเราต้องไม่เป็นเพียงสถานที่หยิบเลือกหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินจากไป ร้านหนังสือต้องสร้างสังคมของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เพื่อกลับมาเป็นสถานที่นัดพบ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดที่หลากหลายของผู้คน ตอนนี้เป้าหมายของเรายังไปไม่ถึงหรอกครับ แต่ถ้าเรายืนหยัดและยืนนานพอก็คงไปถึงได้ ‘สักวันหนึ่ง’

ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี เราสร้างความผูกพันกับนักอ่านไว้มากมาย จนเมื่อปลาย พ.ศ. 2564 เรามีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เติบโตมากับหนังสือในร้านของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน เขาทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกผมว่า “จัดกิจกรรม Book Club กันไหมพี่ เดี๋ยวผมช่วย” เราตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “จัดไปครับ” 

กิจกรรม Book Club ของเราจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนนักอ่านที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดซึ่งกันและกัน มีผู้ร่วมงานมากกว่าที่ตั้งไว้มาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด สิ่งนี้อาจสะท้อนได้ว่า พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดในปัจจุบันนั้นยังค่อนข้างจำกัด และการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาครัฐยังไม่เพียงพอ จนถึงวันนี้เราได้จัดไปทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว ในหัวข้อหนังสือที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง และเราจะยังคงจัดกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายชุมชนนักอ่านให้มากขึ้น

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ครั้งที่ 1 เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องหนังสือที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2564 ผู้อ่านแต่ละคนได้นำหนังสือที่ตนรัก มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน

ครั้งที่ 2 เราลองจัดเป็นลักษณะ 2 หัวข้อที่สนใจ ในช่วงเช้าเรื่อง ‘เป็นเด็กมันเหนื่อย’ ร่วมกับจิตแพทย์เด็กและสำนักพิมพ์หนังสือเด็ก และช่วงบ่าย ‘AI Superpowers’ ร่วมกับเจ้าของสำนักพิมพ์บิงโก

ครั้งที่ 3 เราจัดในหัวข้อวรรณกรรมนิยายที่ชื่นชอบ

และล่าสุดครั้งที่ 4 จัดขึ้นในหัวข้อ ‘อ่านอย่างไรให้เป็นนักลงทุน’ ร่วมกับเพจลงทุนศาสตร์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมอยากให้เราจัดต่อไป 

ในทุกครั้งที่เราได้จัดนั้น เราได้กำลังใจ และได้พลังชีวิตมากมาย และเราได้ยินเสียงสะท้อนบอกว่า “หนังสือและผู้อ่านหนังสือนั้นไม่มีวันหายไป”

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หนังสือแนะนำ

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

นักแปล : วิทิยา จันทร์พันธ์

สำนักพิมพ์ : Springbooks

ราคา : 199 บาท

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

แม้หนังสือเล่มนี้จะตั้งชื่อให้เราเข้าใจว่าเหมาะกับวัยรุ่น แต่ในมุมมองของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะสมกับผู้อ่านทุกวัย เพราะให้ข้อคิดและกำลังใจได้เป็นอย่างดี ผมขอหยิบบางบทของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ข้อคิดกับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง มาเป็นตัวอย่างครับ

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดเร็วเกินไปหรือสายเกินแก้” ประโยคที่คอยกระซิบบอกผมอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญของชีวิตคือเวลา และอย่าเร่งรีบกับชีวิตเกินไป โดยอาจารย์คิมเปรียบเทียบว่า หากเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที ผมยกตัวอย่าง อายุ 40 ปี เวลาในช่วงชีวิตของเราจะเท่ากับ 12 หรือเที่ยงวัน เวลาเที่ยงวันนี้บอกผมว่า เรายังพอมีเวลากับชีวิตอยู่ ขอเพียงดำเนินต่อไป อย่าหยุดก้าวเดิน อย่าท้อแท้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่เราเลือกเดิน

อีกบทหนึ่งนั้น คือ ‘ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน’ ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลที่ผลิบานแตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตของเรา เราอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นก็คงไม่เป็นไร หากเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่ามีความสุขและถูกต้อง วันหนึ่งที่ฤดูแห่งการผลิบานของชีวิตเรามาถึง ก็คงเป็นวันที่สวยงามเช่นกัน

2

เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

นักเขียน : Simon Sinek

นักแปล : วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ราคา : 295 บาท

นักเขียน : Simon Sinek เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจว่าเป็นเกมที่ไร้ขอบเขต ธุรกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีผู้ชนะหรือผู้ที่ดีที่สุด แต่เราดูที่ธุรกิจของใครดำเนินต่อไปได้ยาวนานกว่า ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้จะหายไปจากเกมเอง โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ ‘ปณิธาน’ หากเรามีปณิธานที่ดีงามและตั้งมั่น สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกำหนดทิศทางให้เราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า เราอาจไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่ให้ความหมายกับส่วนที่เติมเต็มพลังใจของเรา การกระทำแบบนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง และยืนหยัดในระยะยาวได้

เกมไร้ขอบเขตนี้นำมาใช้กับชีวิตได้เช่นกัน ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องชนะหรือดีไปกว่าใคร ขอแค่ดีในแบบของเรา และดีต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว ปณิธานเหล่านี้เองที่จะมอบความหมาย ให้กับชีวิตในแต่ละวันของเรา

3

The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)

ผู้แปล : วนิษา เรซ

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

ราคา : 175 บาท

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร” เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่อ่าน ก็จะได้อะไรที่ต่างออกไป 

เมื่อช่วงอายุ 28 เล่มนี้ให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการทำตามความฝันของตัวเอง และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต มันสะเทือนอารมณ์ที่สุด เมื่ออ่านเล่มนี้อีกครั้งตอนมีครอบครัวและมีลูก ๆ แล้ว เพราะมันให้มุมมองของผู้เป็นพ่อ ที่มีเรื่องราวมากมายอยากจะสอนลูก ๆ ของเขา เฝ้ามองดูการเติบโต สอนสิ่งที่สำคัญ และรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับชีวิต 

แต่เวลาของเขาเหลือน้อยมากแล้ว เขาจึงใส่ทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ ลงไปในเดอะลาสต์เลกเชอร์ ปาฐกถาที่บันทึกการบรรยายเอาไว้และหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง ลูก ๆ ของเขาจะได้รับคำสอนที่ผู้เป็นพ่อนั้นฝากเอาไว้

4

โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

ผู้เขียน : ริชาร์ด บาก

ผู้แปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สำนักพิมพ์ : จินต์

ราคา : 220 บาท

วรรณกรรมยุค 70 เชิงปรัชญาระดับโลก ชวนให้ค้นหาความเป็นปัจเจกของมนุษย์แต่ละคน ชวนให้คนอ่านแสวงหาวิถีและความมีอิสระของตนเอง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล เป็นเหมือนหนังสือ How To ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ คนยุคใหม่ เอาไปใช้เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้พยายามทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้

นกนางนวล โดยธรรมชาติแล้วจะบินออกจากฝั่งไปหาอาหาร โดยโฉบตามเรือประมงที่มีปลา หรือเรือที่คอยโยนเศษขนมปังและเศษอาหาร ใจความสำคัญของนกนางนวลมีแค่นี้ มันทำอยู่แค่นี้ มันมีชีวิตเพียงเพื่อกินและอยู่ให้ชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ ‘โจนาทาน’ เป็นนางนวลกบฏ เป็นนางนวลแหกคอกที่คิดต่าง มันไม่โฉบไปแย่งอาหารกับตัวอื่น ๆ แต่ใช้เวลากับการฝึกบิน บินให้สูง บินให้เร็ว บินด้วยท่าที่พิสดาร บินด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ และที่สำคัญ คือ ‘มีอิสรภาพและเสรี’

ในหนังสือมีการใช้คำว่า ‘นกผู้ใหญ่’ และ ‘นางนวลผู้ใหญ่’ แทนผู้ที่ยึดถือในขนบดั้งเดิมของสังคม ส่วนโจนาทาน คือ ‘นกเด็ก’ ผู้ที่ต้องการแสวงหาอิสระเสรี และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตน

เล่มนี้เหมาะกับคนทุกวัยในสังคมเรายุคนี้มากครับ เพราะ ‘เรามีทั้งนกผู้ใหญ่และนกเด็ก’

เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

ที่ตั้ง ​: 108/3 – 5 เอกาทศรฐ ถนนเอกาทศรฐ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก (แผนที่)

เวลาทำการ : 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5525 8862

Facebook : Siangthip book center

เว็บไซต์ : www.stbookcenter.com

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

นิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์

คนพิษณุโลก มีบ้านเป็นร้านหนังสือ มีเพื่อนเยอะ ชอบถ่ายภาพ หลงใหลกาแฟ อดีตเป็นสถาปนิกบริษัทในกรุงเทพฯ ปัจจุบันสานต่อธุรกิจครอบครัว ขายหนังสือ เพิ่มเติมคือเป็นบาริสต้าและนักลงทุน

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load