เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแบบสมบูรณ์ ที่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ลองคิดภาพตามว่า ในกลุ่มคน 10 คนที่เดินมา จะมีผู้สูงวัยถึง 2 คน นี่คือ Global Trend ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ณ วันนี้ ทุกที่ทั่วโลก

ความน่าสนใจคือ อินไซต์ของผู้สูงวัยมุมมองใหม่ที่มาพร้อมยุคสมัยและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คน

ทุกวันนี้คนมากมายแฮปปี้กับชีวิตโสด ไม่ได้แต่งงาน แต่งงานแล้วไม่มีลูกหลาน หรือมีลูกหลานแต่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เนื่องจากลูกหลานอาจทำงานอยู่ที่ต่างประเทศหรือต่างจังหวัด ไปจนถึงมีลูกหลาน แต่ปรารถนาจะใช้ชีวิตกันเองเป็นเอกเทศ และที่สำคัญ ชีวิตสูงวัยนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น สามารถทดลองทำสิ่งต่างๆ ที่อยากทำอย่างอิสระเสรี เพราะมีพร้อมทั้งเงิน เวลา สุขภาพที่ยังแข็งแรงดีและแน่นอน ภูมิปัญญาและประสบการณ์อันมีค่าที่สั่งสมมาทั้งชีวิต

คำถามที่น่าสนใจคือ พื้นที่แบบไหนตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงวัยในยุคปัจจุบัน 

The Aspen Tree คือโครงการที่พักอาศัยพร้อมบริการและการดูแลตลอดชีวิตแบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานระดับโลก สำหรับผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่นำแนวคิดดีๆ มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่พักอาศัย รวมถึงพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ

ทั้งแนวคิด Lifetime Care ไม่ว่าช่วงอายุเท่าไหร่ โครงการจะเป็นเพื่อนที่คอยดูแลคุณตลอดไป แนวคิด Health and Wellness Program สร้างสุขภาพดีให้ร่างกายและจิตใจด้วยกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัยหลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงแนวคิดที่มุ่งเน้นให้ผู้สูงวัยมีความสุข สร้างคุณค่าและเติมเต็มความหมายของชีวิต ผ่านการ Socialized แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของคนต่างรุ่นต่างวัย เพื่อสร้างสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติ ครอบครัวและสังคมรอบข้าง

เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก The Aspen Tree และการคิดคัดสรรค์พิถีพิถันมาอย่างดี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับผู้สูงวัยที่จะมีช่วงชีวิตที่ดีที่สุด ด้วยคอนเซปต์ The Most Beautiful Chapter in Life

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

ชีวิตบทใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น

The Most Beautiful Chapter in Life

สองข้างทางเต็มไปด้วยพืชพรรณเขียวขจี ผีเสื้อตัวน้อยบินมาทักทายระหว่างทาง 

ที่นี่คือ The Forestias โครงการเมืองต้นแบบแห่งใหม่ ขนาด 398 ไร่ กม.7 โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ที่สร้าง ‘ผืนป่า’ ของจริง รวมไว้เป็นหนึ่งเดียวกับเมือง 

The Forestias ประกอบไปด้วยโครงการหลากหลายรูปแบบ ที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัย ทั้ง Whizdom คอนโดมิเนียมที่ออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตของครอบครัวรุ่นใหม่และคนที่รักสัตว์เลี้ยง โดยเน้นรูปแบบการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ Mulberry Grove ที่พักอาศัยหลายรูปแบบ ทั้งคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์และวิลล่า ที่ออกแบบด้วยแนวคิดเพื่อการใช้ชีวิตของคนทุกวัยในครอบครัว และ The Aspen Tree ที่พักอาศัยพร้อมบริการและการดูแลตลอดชีวิตแบบครบวงจร สำหรับผู้อยู่อาศัยอายุ 50 ปีขึ้นไป 

แนวคิดของ The Forestias คือการสร้างพื้นที่ที่ธรรมชาติ สัตว์ และมนุษย์ สามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ ผ่านการสร้างคอมมูนิตี้ที่มีคุณภาพและดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ภายใต้ผืนป่าและธรรมชาติเขียวชอุ่ม พื้นที่รอบ The Forestias ได้รับการออกแบบให้ตอบสนองไลฟ์สไตล์การพักอาศัยและการทำกิจกรรมของคนทุกเจเนอเรชัน โดยแต่ละพื้นที่เชื่อมโยงถึงกันได้อย่างลงตัว

แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง แต่เราก็มองเห็นร่มเงาผืนป่า ซึ่งจะเก็บรักษาระบบนิเวศธรรมชาติไว้อย่างดีที่หลายคนตั้งตารอคอย กำลังค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

คุณโจ-วีรวรรณ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการ โครงการ The Aspen Tree โดย MQDC เริ่มเล่าว่า “โครงการสำหรับผู้สูงวัยในลักษณะ Retirement Home มีมานานแล้วที่ต่างประเทศ อย่างสังคมอเมริกันที่ลูกๆ ย้ายออกจากบ้านตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย จากนั้นแยกย้ายไปสร้างครอบครัวของตนเอง ด้วยบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกับประเทศไทย โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยจึงพบได้โดยทั่วไปในสังคมตะวันตก”

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

“ในขณะที่บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทยและประเทศแถบเอเชีย ซึ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย จนถึงรุ่นลูกหลาน อยู่ร่วมกัน เมื่อแต่ละท่านอายุมากขึ้น ก็ยังมีลูกหลานที่ช่วยดูแลกันต่อไป แต่ปัจจุบันจำนวนคนโสด คนที่แต่งงานและไม่มีลูกหลานเพิ่มมากขึ้น การใช้ชีวิตอย่าง Independent ที่เน้นพึ่งพาตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เมื่อคนกลุ่มนี้อายุมากขึ้นและเริ่มเข้าสู่กลุ่มผู้สูงวัย ความสุขและมุมมองการใช้ชีวิต รวมถึงไลฟ์สไตล์ จึงเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม

“ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะทำยังไงให้เราตอบโจทย์คนสูงวัยกลุ่มนี้ให้เขามีที่อยู่อาศัย มีสังคมและสภาพแวดล้อมดีๆ ที่สนับสนุนให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”

ดูแลกันและกันตลอดชีวิต

Lifetime Care

ที่ผ่านมาโครงการสำหรับผู้สูงวัยส่วนใหญ่ มักแยกประเภทโครงการอย่างชัดเจนว่าเหมาะกับผู้สูงวัยกลุ่มไหน เนื่องจากไลฟ์สไตล์และความต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มแรกคือ โครงการประเภท Active Living & Independent Living ซึ่งเหมาะกับผู้สูงวัยที่ยังพึ่งพาตัวเองได้ ทำกิจกรรม เล่นกีฬา และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ เพราะร่างกายยังแข็งแรงดี

ถัดมาคือ โครงการประเภท Assisted Living สำหรับกลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการการช่วยดูแลกิจกรรมประจำวันต่างๆ เช่น อาบน้ำ กินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้า พาไปซื้อของ และโครงการสำหรับกลุ่ม Dependent Living หรือผู้สูงวัยแบบพึ่งพา ซึ่งต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

คุณโจอธิบายว่า การแยกประเภทโครงการสำหรับผู้สูงวัยแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนนี้ เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อวิจัยและศึกษาอย่างละเอียด พบว่าเมื่อผู้สูงวัยมีอายุมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงและข้อจำกัดทางร่างกายก็มีมากขึ้น ที่พักอาศัยซึ่งเคยอยู่อย่างมีความสุข กลับไม่เอื้ออำนวยการใช้ชีวิตให้อยู่ได้ตลอดอายุขัย ทำให้จำเป็นต้องต้องย้ายออกจากบ้านหรือสถานที่ที่ท่านคุ้นเคย

และเมื่อต้องย้ายไปยังที่พักอาศัยแห่งใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ พบเจอเพื่อนบ้านใหม่และผู้ดูแลกลุ่มใหม่ จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงวัย มีอาการซึมเศร้า ไม่อยากพบปะผู้คนและใช้เวลานานในการปรับตัว 

“จาก Pain Point นี้ เราได้นำมาศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนา โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่จะทำยังไงให้ The Aspen Tree เป็นบ้านให้ผู้สูงวัยอยู่อาศัยได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าอายุจะเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต ที่นี่จะยังเป็นที่ที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตสำหรับท่านตลอดไป

“เรามีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญร่วมยี่สิบบริษัท ทั้งในและต่างประเทศมาช่วยกันพัฒนาโครงการ The Aspen Tree ให้ที่นี่เป็นพื้นที่สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับผู้สูงวัย และตอกย้ำแนวคิด Lifetime Care การดูแลตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพให้กับผู้สูงวัย”

The Aspen Tree จึงเป็นโครงการดูแลผู้สูงวัยครบวงจร หัวใจสำคัญคืออาคารพักอาศัยแบบ Active Living Residences ที่แต่ละห้องพักได้รับการออกแบบด้วยแนวคิด Universal Design ที่ทุกคนสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย แม้แต่ผู้สูงวัยที่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในเรื่องของวัยหรือสมรรถภาพร่างกาย

“ในเชิงการออกแบบ เราทำงานกับ Perkins Eastman ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับผู้สูงวัยระดับโลก โดยนำองค์ความรู้ Ageing-in-Place แนวคิดการออกแบบที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและช่วงวัยที่เพิ่มขึ้น ให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตอยู่ในที่พักอาศัยของตัวเองและพื้นที่ภายในโครงการได้นานที่สุด เช่น การเพิ่มอุปกรณ์หรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ในห้องน้ำเพื่อรองรับการใช้วีลแชร์หากมีความจำเป็น ภายใต้สังคมคุณภาพและสภาพแวดล้อมอิงธรรมชาติได้อย่างอิสระและปลอดภัยตลอดไป”

คุณโจอธิบายว่า ในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยเพื่อผู้สูงวัย ตามแนวคิด Ageing-in-Place ควรเข้าใจกลุ่มผู้สูงวัยตามอายุและสภาพความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อให้การสร้างพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ สามารถตอบโจทย์ความสุขและการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม 

ทันทีที่เดินเข้าไปในห้อง อย่างแรกที่สัมผัสได้คือความโปร่งสบายเหมือนอยู่บ้าน ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ เพดานสูงเป็นพิเศษ สามารถมองเห็นธรรมชาติของผืนป่า The Forestias และสวนร่มรื่นภายในโครงการได้อย่างชัดเจน ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ทางเดินไม่คับแคบ มีการเว้นพื้นที่รอบเฟอร์นิเจอร์เอาไว้เพื่อให้ผู้สูงวัยลุกนั่งได้อย่างสะดวกสบาย และใช้รถเข็นได้อย่างอิสระทั่วห้อง กลมกลืนไปกับดีไซน์สวยงามเรียบหรู ด้วยวัสดุที่มีคุณภาพและปลอดภัย

นอกจากนี้ในโครงการยังมี Wellness Clubhouse ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และอาคาร Health & Brain Center ที่สร้างขึ้นเพื่อดูแลผู้สูงวัยที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ 

อายุยืนยาวด้วยความ Active

Health and Wellness Program

“เราเชิญ Baycrest Global Solutions องค์กรที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสมองและการดูแลผู้สูงวัยชื่อดังระดับโลก ที่มีประสบการณ์มายาวนานกว่า 100 ปี จากประเทศแคนาดา มาเป็นที่ปรึกษาและ Operator เพื่อให้มั่นใจว่า The Aspen Tree จะดูแลผู้สูงวัยได้ตลอดชีวิตในทุกมิติจริงๆ 

“นอกจากนี้ Baycrest Global Solution ยังมาร่วมสร้างโปรแกรม Health and Wellness Activity ในลักษณะ Preventive Care หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทั้งการลดปัจจัยและความเสี่ยงการเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย และอีกหลายองค์ความรู้ที่นำมาผนวกเข้ากับการแพทย์ในเมืองไทยและเอเชีย เพื่อสร้างสุขภาพกายและสมองที่แข็งแรง และใจที่เป็นสุขแก่ผู้สูงวัย” 

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

“เราจะมีโปรแกรมกิจกรรมระหว่างวัน ที่ผู้อยู่อาศัยมาเข้าร่วมได้ที่ Wellness Clubhouse นอกเหนือจากการพักผ่อนในบ้าน เขาจะได้เจอเพื่อนใหม่ พูดคุย และทำอะไรสนุกๆ ร่วมกัน หรือเราอาจจะจัดกิจกรรมร่วมกับกลุ่ม Young Generation ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจ เพื่อให้ผู้สูงวัยและคนรุ่นใหม่ได้มาพบปะกัน ผู้สูงวัยซึ่งมีภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต การได้ปฏิสัมพันธ์กับคนหลายวัย ยิ่งทำให้เขาแอคทีฟและมีอายุยืนยาว” 

ดังนั้นไม่แปลกใจว่าทำไม Wellness Clubhouse ของ The Aspen Tree จึงมีขนาดใหญ่ถึง 6,000 ตารางเมตร เพราะมีทั้งห้องสมุด ห้องคาราโอเกะ มินิเธียเตอร์ ห้องงานศิลปะ ฟิตเนสสตูดิโอ โยคะ สปาและซาลอน ร้านอาหาร ร้านกาแฟและเบเกอรี่ สระว่ายน้ำในร่ม สระว่ายน้ำเอาต์ดอร์ที่สามารถมองวิวผืนป่า The Forestias ไปจนถึง Business Lounge และห้องจัดกิจกรรมที่จะมีคลาสเรียนสนุกๆ เสวนาดีๆ หมุนเวียนมาจัดอย่างสม่ำเสมอ 

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

“นอกจากโปรแกรมกิจกรรมระหว่างวันต่างๆ เหล่านี้ ที่เราคัดสรรมาเพื่อผู้อยู่อาศัยแล้วนั้น The Aspen Tree ยังมี Health Care Package ไว้คอยดูแลเมื่อยามเจ็บป่วยอีกด้วย เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวล

“จากผืนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางพื้นที่โครงการ The Forestias เมื่อก้าวเข้าสู่ The Aspen Tree เราจะเห็นความแตกต่างของพืชพรรณอย่างชัดเจน โดยเราทำงานร่วมกับบริษัท P Landscape ที่มีแพสชันในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้สูงวัย ผ่านการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม ออกมาเป็นแนวคิด Garden of The Happiness ที่เน้นสีสันอันหลากหลายของพันธุ์ไม้มาเป็นองค์ประกอบ

“อย่างต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่เป็นหนึ่งในไม้ยืนต้นหลักของโครงการ เมื่อชมพูพันธุ์ทิพย์เบ่งบาน นั่นหมายถึงฤดูกาลแห่งความรื่นรมย์ เป็นฤดูกาลที่ผู้คนเฝ้ารอมาตลอดทั้งปีเพื่อออกไปชื่นชมดอกไม้ พบปะและสร้างมิตรภาพใหม่ๆ เพราะแน่นอนว่า เราต้องการส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัย ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกในสภาพแวดล้อมที่มีธรรมชาติและสังคมดีๆ” 

ไม่ใช่แค่นั้น แต่รอบโครงการ The Aspen Tree ทั้งในอาคารและนอกอาคาร ยังสอดประสานไปด้วย Pocket Garden และ Walking Path ที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ด้วยการปรับระดับแบบ Gentle Slope ที่ช่วยให้การเดินออกกำลังกายไม่เหนื่อยเกินไป เดินอย่างเพลิดเพลินและดีทั้งกับสุขภาพร่างกายและหัวใจ 

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

“เราไม่ได้สร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบทั่วไป แต่เรากำลังสร้างบ้านและสังคมที่มีคุณภาพพร้อมบริการ เพื่อการดูแลผู้สูงวัยตลอดชีวิต” คุณโจเล่าพร้อมรอยยิ้ม 

ไฟฝันไม่มีวันหมดอายุ

The Endless Passion

The Aspen Tree ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัย แต่เป็นพื้นที่จุดประกายความสุขในชีวิตบทใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

“ช่วงพัฒนาโครงการ เราได้ฟังเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจมากมายเกี่ยวกับแพสชันที่ยังลุกโชนของผู้สูงวัย หนึ่งในเรื่องราวที่น่าประทับใจนั้น คือเรื่องของภรรยาของประธานบริษัท Perkins Eastman ที่ได้เทควันโดสายดำตอนอายุเจ็ดสิบกว่า ดังนั้นอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้หรือเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ เลยแม้แต่น้อย” 

The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่จริงจังเรื่องเติมแพสชันและการดูแลกันตลอดชีวิต

คุณโจกล่าวทิ้งท้าย “เราเชื่อมั่นว่าผู้สูงวัยทุกท่าน มีแพสชัน และยังมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากทดลองทำ หรือเคยวาดฝันไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่มสาว แต่ด้วยภาระหน้าที่ในชีวิต ที่ทำให้ยังไม่มีเวลาเริ่มต้นลงมือทำ ผู้สูงวัยบางท่านอยากหัดเล่นกีตาร์ บางท่านอยากเต้นรำ อยากเรียนร้องเพลง บางท่านอยากทำงานศิลปะ ความฝันทั้งหมดเกิดขึ้นได้ที่นี่ นับเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดซึ่งกำลังผลิบาน”

The Cloud x The Aspen Tree 

เตรียมพบกับวิดีโอซีรีส์ ‘ทัศนะศึกษา’ จาก The Cloud และ The Aspen Tree กับ 6 เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจของ 6 ผู้สูงวัยที่จะทำให้คุณรู้ว่า แพสชันในการใช้ชีวิตไม่มีวันหมดอายุ และช่วงเวลาที่งดงามที่สุดเริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณลงมือทำความฝันให้เป็นจริง

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

14 กุมภาพันธ์ 2565
33 K

คำขวัญของหมู่บ้านป่าน้ำใสคือ ‘Freedom of Life’ หรือชีวิตที่เลือกได้ 

จากเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคนี้ที่คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น เมืองถูกจำกัดจำเขี่ยกันถึงที่สุด จนบางคนตระหนักรู้แล้วว่านี่อาจไม่ใช่ชีวิตที่เลือกได้เท่าใดนัก แถมยังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สุขกายและไม่สบายใจ กลายเป็นว่าสุดท้าย เรากลับยังคงโหยหาอิสรภาพจากธรรมชาติอยู่เมื่อเชื่อวัน 

เราเลยอาสาพาขับรถมุ่งหน้าจากเซนทรัลปิ่นเกล้าราว 50 นาที สู่ผืนดินกว่า 435 ไร่ที่ตั้งต้นจากความอยากอยู่กับธรรมชาติในทุก ๆ วัน และขยายเป็นหมู่บ้านในฝันแห่งใหม่เพื่อสร้างชีวิตที่เลือกได้ แถมการดำรงอยู่ของหมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ คือ Social Enterprise ที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรเป็นที่ตั้ง เพราะเลือกทำบนดุลยภาพของวิถีธรรมและวิธีทุน เพื่อให้โครงการเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เบื้องหลังแนวคิดทั้งหมดของผืนดินที่รายล้อมด้วยสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตแห่งนี้เป็นอย่างไร คอลัมน์หมู่บ้านรอบนี้ ชวนตามไปหาคำตอบกับ ชูชัย ฤดีสุขสกุล ที่วันนี้ขอวางบทบาทนักธุรกิจและนักขับเคลื่อนสังคม มาพูดคุยกันในฐานะผู้คิดริเริ่มโครงการ ถึงอาณาจักรในฝันที่อยากอยากปลุกปั้นชุมชนทางเลือกให้เกิดขึ้นจริง

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ความสบายกายและสบายใจ 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 35 ปีก่อนต้นไม้จะกลายเป็นป่าปลูกและทะเลสาบอย่างทุกวันนี้ มีจุดตั้งต้นที่ชูชัยนั่งลงเล่าให้เราฟัง ว่ามาจาก 2 คำคือ ‘สบายกาย’ และ ‘สบายใจ’

“ตอนผมทำงานอายุประมาณ 31 ปี มันเกิดความขัดแย้งในใจเยอะเหมือนกัน ในฐานะคนทำงานภาคธุรกิจ เราใส่สูทผูกเนกไท ไปนั่งประชุมแถวหน้า ตอนนั้นกลับรู้สึกไม่ชอบเลย ทำไมชีวิตคนเรามันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ทำไมต้อง VIP แล้วความสุขจริง ๆ ของคนมันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ สุดท้ายพอกลับมาหาคำตอบกับตัวเอง ก็พบว่าการอยู่ให้ไม่ทุกข์หรืออยู่แล้วสุขมีแค่สองอย่างเท่านั้นเอง” เขาเว้นจังหวะให้เราคาดเดา

 “อยู่ในที่ที่อากาศดี ได้ออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ ซึ่งชีวิตที่อยู่กับป่าอยู่กับน้ำก็ตอบคำถามเหล่านี้ได้” ชูชัยเฉลยถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา เรื่องความฝันกับการสร้างอาณาจักรที่อยากอยู่

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

และเมื่อเพื่อนเขาออกปากบอกว่ามีที่ดินหลายผืนในจังหวัดนครปฐมที่มาต่อเติมความฝันได้ ผนวกกับเป็นจังหวัดที่หลงรักเป็นทุนเดิม ทำให้เขากลายมาเป็นเจ้าที่ดิน 285 ไร่ และเริ่มจุดประกายความสุขที่กำลังตามหา และเพียรปลูกต้นไม้เอาไว้ก่อนนับตั้งแต่นั้น

“ด้วยเป็นพื้นเพของครอบครัวฝั่งคุณแม่ ผนวกกับความเป็นบ้านนอกในเมืองที่มีพร้อมสรรพทุกสิ่ง เลยเป็นเหตุผลที่เลือกนครปฐม ด้วยวิถีชีวิตบางอย่างที่คงอยู่ เรายังพูดเหน่อ ๆ ยังขายของแบบบ้าน ๆ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราตกหลุมรัก แล้วอาหารดี ๆ แถวนี้เยอะมากเลย เพราะนครปฐมเป็นแหล่งอาหารของแผ่นดินอยู่แล้ว ทั้งปศุสัตว์และเกษตรกรรมทั้งหลาย ก็ส่งออกจากที่นี่น่าจะเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แน่นอนว่าสร้างสุขภาวะสบายกาย กินดี อยู่ดี แล้วก็สบายใจได้” เจ้าของที่ดินย้ำถึงแนวคิดริเริ่มที่เขาเรียกว่าโดยรวมว่า ‘ชุมชนสุขภาวะ’

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

สานต่อความฝัน

เมื่อตกผลึกทางความคิดดิบดีและถึงเวลาอันเหมาะสม เขาก็ว่าจ้างสถาปนิกให้มาออกแบบพื้นที่ให้ โดยจุดเด่นที่ทำให้เป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้คือ มีที่อยู่น้อย ๆ แต่มีป่ากับน้ำมาก ๆ 

“เดิมที ผมตั้งใจทำไว้อยู่เองกับเพื่อน ๆ ญาติ ๆ และหุ้นส่วน ในเมื่อเราอยากอยู่กับป่ากับน้ำ ก็ออกแบบให้เป็นที่อยู่สัก 28 เปอร์เซ็นต์พอ แล้วก็เว้นพื้นที่ไว้ด้วยสำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ พอวางแปลนเสร็จ เราก็ขุดดินเอามาถม ทำเป็นทะเลสาบ ระหว่างขุดดินไปก็ปลูกต้นไม้ไปด้วย หมดไปเป็นล้านเฉพาะต้นไม้ เพราะตายไปเกือบครึ่ง” ชูชัยเล่าขำ ๆ ก่อนเพิ่มว่าบทเรียนนี้นำมาซึ่งการเรียนรู้เพื่อวางระบบน้ำให้ขึ้น

จากที่ดินที่ไม่มีอะไรและตั้งใจแวะมาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว พื้นที่แห่งนี้กลับต้องมนต์จนเขาเลือกโยกย้ายจากหมู่บ้านจัดสรรขนาด 200 ไร่ มาใช้ชีวิตในบ้านกลางป่า

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“ตอนแรกลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะมาอยู่เลยดีไหม พอมานอนได้คืนสองคืน มันเข้าท่านี่หว่า ก็เลยเข้ามาอยู่ อยู่ไปอยู่มา เฮ้ย มันสนุกว่ะ สนุกทุกวันแล้วก็มีความสุขด้วย ก็เลยอยู่จริง ๆ จัง ๆ จนถึงตอนนี้น่าจะ 15 ปีได้แล้ว” เขาเล่าไปยิ้มไป พร้อมบอกต่อว่าความสนุกที่เขาพูดถึงคือการปลูกต้นไม้ วางโครงสร้างต่าง ๆ และสารพัดงานดูแลพื้นที่ ไป ๆ มา ๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 435 ไร่ในที่สุด

พออยู่เองแล้วชอบ ก็กลายเป็นว่าอยากให้คนอื่นมาอยู่ด้วย

“ผมอยากเปิดให้คนมาอยู่ก็ตอนเริ่มอายุเยอะขึ้น เรารู้ว่าความฝันของเราใหญ่มาก พื้นที่ก็ใหญ่ เดี๋ยวเราแก่ตายไปทำยังไงดี เลยคิดว่าน่าจะต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มาสานต่อได้” 

สุดท้าย ก็ตกตะกอนกลายเป็น 3 กลยุทธ์หลักเพื่อขยายแนวคิดในสเกลที่กว้างขึ้นสู่หมู่บ้านป่าน้ำใส ตั้งแต่การตามหาคนที่ใช่มาอยู่ด้วย การเคารพธรรมชาติ และข้อสำคัญคือสร้าง Living Community ให้เกิดขึ้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ตามหาคนเผ่าเดียวกัน

แล้วคนแบบไหนคือคนที่ใช่ เราถามเพื่อคลายข้อสงสัย เขาก็ตอบให้ว่าคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เป็น ‘คนเผ่าเดียวกัน’

“ใหม่ ๆ ก็จับกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้เท่าไรนะ แต่พอมาตกตะกอนก็พบว่า ข้อแรกคือเป็นคนมีจริตที่ใช่ อัตตาหรือการยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนน้อย ๆ ต่อไปจะมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่ได้ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่คิดถึงคนอื่นด้วย 

“ข้อที่สองคือใจกว้าง-จิตใหญ่ เขาจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ เมื่อเขาเปิดรับฟังความคิดเห็น พอเข้ามาอยู่ในชุมชนจะช่วยสร้างสรรค์คุณภาพใหม่ ๆ ได้ด้วย พอใจกว้าง ก็นำมาซึ่งการเคารพความเป็นมนุษย์ 

“และข้อสามที่สรุปได้คือ คนที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ ฉะนั้นพออยู่ด้วยกัน จะไม่ทะเลาะกันเลย เพราะต่างคนต่างรู้กัน แล้วฉันก็ไม่บังคับคุณให้ชอบเหมือนฉัน อย่างนี้ก็เรียกว่าการเคารพกัน” 

ทั้งหมดนี้ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเขา ยึดมาจาก 3 คำสำคัญที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ปลูกฝังเอาไว้ นั่นคือ ‘เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ’ 

“ถ้าคุณมีอีโก้เยอะ ก็ไปจำกัดเสรีภาพคนอื่น คนอีโก้น้อยจะทำให้บรรยากาศของเสรีภาพมันมากขึ้น ความใจกว้าง-จิตใหญ่ เป็นเรื่องของภราดรภาพ คือการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อ ส่วนเรื่องของการเคารพคุณค่าของความเป็นมนุษย์คือความเสมอภาค เลือกยอมรับฟังความเห็นต่างได้”

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

หลังอธิบายจบ ชูชัยก็ชี้ชวนเราให้หันไปดูที่ซุ้มประตูทางเข้า เขาเล่าต่อว่านี่คือประติมากรรมที่ถูก 3 คำนี้กำหนดให้เป็นคอนเซ็ปต์ของการออกแบบเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยแท่งไม้ 10 แท่งที่มีความอ้วนผอมไม่เท่ากัน แสดงถึงความแตกต่างของสถานภาพของมนุษย์ แต่ว่าทุกแท่งสูงเท่ากันหมด เป็นตัวแทนของความเสมอภาค แท่งไม้ไม่มีการยึดโยงและเป็นอิสระจากกัน คือการให้เสรีภาพกับทุกตารางนิ้ว แต่ทั้งหมดนี้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มได้ด้วยความเป็นภราดรภาพ เช่นเดียวกับป่าน้ำใสที่อยากสร้างเสรีภาพบนพื้นที่ทุกตารางนิ้ว

ฉะนั้น ถ้าคุณสนใจอยากมาสร้างบ้านที่หมู่บ้านแห่งนี้ ด่านแรกจะไม่ใช่การซื้อ-ขายในทันที แต่เป็นการพูดคุยกัน 

“เราต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรรนะ เราต้องการสมาชิกที่เป็นคนมีจริตเดียวกัน มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันมาอยู่ร่วมกันมากกว่า ถ้าดูแล้วไม่ใช่ เราก็จะบอกเลยว่าอย่าซื้อเลย คุณอยู่ที่นี่จะไม่มีความสุขนะ แต่ถ้าคุยไปแล้วยังไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ก็ต้องชวนเขากินข้าว หนัก ๆ เข้าก็ชวนข้างคืนเลย” ชูชัยเล่าถึงกระบวนการออกตามหาชาวป่าน้ำใส เพื่อให้ได้คนเผ่าเดียวกันอย่างที่ตั้งใจ

ป่า ดิน น้ำและที่อยู่ 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากแนวคิดการออกตามหาคน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของโครงการนี้คือการเคารพธรรมชาติ โดยการทำให้ป่า ดิน และน้ำสมบูรณ์ ซึ่งต้องวางโครงสร้าง กฎกติกา รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยั่งยืนเพื่อไม่ไปเบียดเบียนกันและกัน 

ตัวอย่างกฎของที่นี่ ก็มีทั้งเรื่องธีมของสิ่งปลูกสร้าง ที่ถูกคุมด้วยรูปแบบ โทนสี Earth Tone เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ต้องมีความสูงไม่เกิน 7 เมตร และต้องเว้นระยะร่นจากคลอง และมีเงื่อนไขต้องสร้างบ้านหลังจากซื้อที่ดินภายใน 2 ปี เพื่อตอบหมุดหมายการสร้างชุมชน โดยแม้จะขายเฉพาะผืนที่ดิน แต่โครงการก็มีผู้ให้คำปรึกษาด้านการสร้างบ้าน ต้องส่งแบบให้ช่วยดู เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบโครงการ และข้อสำคัญที่สุดในการสร้างบ้าน คือจะไม่มีการตัดต้นไม้เลยสักต้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“เราพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด นอกจากจำเป็นจริง ๆ ถึงจะล้อมออก แต่คนที่มาอยู่ที่นี่เขาชอบต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากตัดกันสักคน กลับอยากได้เพิ่มเสียอีก อย่างบางแปลง ลูกค้าถึงกับบอกว่าต้นไม้น้อยไปหน่อยนะ เราก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเติมให้ ให้ฟรีเลย เพราะว่าเราต้องการให้มีต้นไม้เยอะ ๆ อยู่แล้ว”

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ชูชัยก็เล่าให้ฟังว่าที่นี่ยังคิดถึงนิเวศน์ของน้ำด้วย ทั้งการวางโครงสร้างทะเลสาบอย่างดี มีมวลน้ำจำนวนมากพอ ความลึกที่เพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดขี้แดด หรือพวกแพลงก์ตอนที่โดนแดดแล้วตายลอยขึ้นมา จึงมีการห้ามปล่อยน้ำทุกชนิดลงทะเลสาบ และปลาที่มีอยู่ในทะเลสาบ สามารถตกกินได้แต่ห้ามนำไปขายหรือตกเล่น ส่วนน้ำที่ใช้ในครัวเรือนทั้งหมดต้องลงบ่อบำบัดก่อน ซึ่งถ้ามีน้ำปริมาณมากพอ ระบบก็จะนำน้ำไปรดต้นไม้ในโครงการ และทั้งหมดนี้อยู่ในบันทึกข้อตกลงก่อนทำการซื้อขาย

หากย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกที่เปิดให้คนมาอยู่ได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีพื้นที่มากมาย เหตุผลที่เป็นส่วนประกอบ คือ “มาจากคอนเซ็ปต์เรื่องสเปซที่ทำให้อยู่ดี กินดี และสบายใจ และที่ว่างที่ว่าเกิดขึ้นจากป่าที่เพียงพอ อีกอย่าง เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกข้างนอก ถ้าเราเปิดให้คนมาอยู่เยอะ ๆ พื้นที่ป่าลดลง อากาศก็แย่ อุณหภูมิสูงขึ้น ถ้ามีคนน้อยหน่อย อย่างน้อยเราก็รักษาธรรมชาติที่มีเอาไว้ได้”

อีกข้อต่างของหมู่บ้านนี้ คือการไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง แต่จะกลายมาเป็นพื้นที่กิจกรรมแทน เพื่อส่งเสริมทั้งด้านสุขภาพ ศิลปะ จนถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่อไป

“ที่ไม่เรียกว่าพื้นที่ส่วนกลาง เพราะเดี๋ยวสมาชิกเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าของ เราจะบอกตั้งแต่แรกว่าพื้นที่กิจกรรมพวกนี้เป็นของโครงการนะ แต่คุณมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในอนาคตอาจเป็นหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร รีสอร์ต โรงแรม พิพิธภัณฑ์ หรือถ้าสมาชิกอยากเปิดอะไรของตัวเองขึ้นมา โครงการเองก็จะสนับสนุน” 

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

จากนั้น เขาก็พาเราล่องแพและชี้หมุดหมายหน่วยธุรกิจที่พูดถึง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นบนพื้นที่เฟส 3 และ 4 จนถึงบริเวณอาคารโรงทอผ้าเก่า ที่จะถูกแปลงโฉมให้กลายเป็น Art Gallery & Market ในลำดับถัดไป

สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง

อาณาจักรแห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดกลุ่มคน ซึ่งชูชัยนิยามมันว่าชุมชนที่มีชีวิต

“เราต้องทำให้ชุมชนมีชีวิตเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมา เพราะไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนโครงการในฝันที่ร้าง หนึ่งคือต้องมีผู้คนเพื่อสร้างระบบเปิด เราต้องการปฏิสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ไม่อย่างนั้นเราก็เหมือนโรงงานกับเครื่องจักร

“แล้วชุมชนที่จะเกิดขึ้นต้องมีชีวิตชีวา หรือเป็น Living Community คือมีพลวัตความเคลื่อนไหว ซึ่งข้อนี้ยากมาก อย่างสมัยก่อนเรารู้จักเพื่อนบ้านข้าง ๆ เวลาแกงหม้อหนึ่ง ก็ตักแบ่งไปแจกกัน แต่เดี๋ยวนี้พอเป็นวัฒนธรรมของสังคมเมืองเข้าไปครอบมากเข้า ก็เริ่มไม่ค่อยเห็นบรรยากาศแบบนั้น” 

วิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เขามองว่าต้องมาจากการออกแบบทั้งทางกายภาพและการสร้างระบบ

“ทางกายภาพคือชวนเหล่าคนที่ใช่ที่มาอยู่ด้วย พวกเขาอาจเป็นพาร์ตเนอร์ ผู้ช่วยจุดประกายความรู้หรือผลักดันสังคมให้เกิดได้ง่ายขึ้น พอคนจำนวนหนึ่งสร้างเกิดวัฒนธรรมขึ้นมา ชุมชนมีความเข้มแข็ง เขาก็อาจตั้งนิติบุคคลมาดูแลพื้นที่ในบริเวณโซนของตัวเองเพื่อช่วยกันดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ต่อไปถ้ามีหน่วยธุรกิจสุขภาวะเกิดขึ้น ก็จะไม่มีคนนอกที่ผ่านเข้ามาโดยไม่ผ่านกลไกนี้ของเรา ระบบเหล่านี้ก็ทำให้คนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและอยู่ได้ด้วยตัวเอง” 

ปัจจัยอีก 2 ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ชุมชนถึงจะมีชีวิตชีวา

“หัวใจของทฤษฎีการเรียนรู้ เกิดจากการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของมนุษย์ ไม่ว่าหน่วยธุรกิจอะไรที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กิจกรรม เราอยากให้มนุษย์มามีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนได้เรียนรู้ระหว่างกันทั้งด้านธุรกิจ สังคม สติปัญญา หรืออย่างน้อยที่สุด คือได้เรียนรู้ตัวเองจนยกระดับจิตใจ และคลี่คลายปัญหาบางอย่างไปได้”

เมื่อชุมชนภายในถูกตั้งขึ้นแล้ว แผนงานต่อไปจะเป็นกลไกการมีส่วนร่วมที่ขยายออกไปถึงชุมชนภายนอก “ตัวโครงการดูเหมือนผืนป่าก็จริง แต่มีถนนและชาวบ้านล้อมรอบเราไปหมด ดังนั้นเลยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมไปสู่มิติสังคมข้างนอกด้วย ไม่งั้นเราจะโดดเดี่ยวมาก เราก็ใช้วิธีช่วยเหลือเกื้อกูลให้กับชุมชน เขาก็จะเกรงใจเรา มีอะไรเขาก็จะคอยเป็นยามระวังภัยและเป็นคนช่วยเหลือเราด้วยเช่นกัน”

เจ้าของที่ดินผืนใหญ่ย้ำตลอดการสนทนาว่า การสร้างชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งนี้จึงไม่ใช่ข้อผูกมัดที่โครงการป่าน้ำใสจะสร้างคอมมูนิตี้ได้ด้วยตัวคนเดียว “เคยได้ยินไหมว่า ‘สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง’ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ไม่ได้จะสร้างสังคมดีให้กับคุณนะ คุณต้องมาร่วมสร้างกับเรา ถึงได้สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมเอาไว้เยอะมาก เพราะมันไม่มีทางสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนและคนจริง ๆ” 

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

ชุมชนสุขภาวะแห่งอนาคต

ทิศทางต่อไปที่เราจะได้เห็น นอกจากต้นไม้ที่มากขึ้น คือผู้ร่วมชุมชนอีกหลายหลัง ที่อยากเชื้อเชิญให้มาอยู่ด้วยกัน

“อนาคตอันสั้น เราก็คงอยากชวนสมาชิกที่ใช่มาสร้างบ้านและอยู่กับเราจริงจัง ส่วนในระยะยาวก็คงอยากเห็นชุมชนสุขภาวะที่มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น ระบบสาธารณูปโภคก็จะถูกพัฒนามากขึ้น อาจมีรีสอร์ตหรือห้องสัมมนาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อสรรค์สร้างไอเดียใหม่ ๆ เพิ่มเติม อยากให้ป่าน้ำใสเป็นป่าในเมืองที่คงอยู่อย่างนี้ ซึ่งเชื่อว่าสมาชิกเราคงหวนแหนธรรมชาติกันแน่นอน และหวังว่าจะยิ่งเป็นป่าที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ” เขาพูดพลางอมยิ้มว่า ถ้าชุมชนนี้ไปถึงฝันอย่างที่คิดได้จริง นี่คงเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่น่ารักมาก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมบางอย่าง ที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้อนาคต

“ไม่แน่ว่าป่าน้ำใสของเราอาจผุดบังเกิดความคิดและคุณภาพใหม่ ๆ ขึ้นได้ ก็หวังว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้จากที่นี่ในแบบที่คิดไว้” ชูชัยกล่าวทิ้งท้าย

ตอนนี้หมู่บ้านป่าน้ำใสยังเปิดรับสมาชิกสำหรับเฟส 1 อีกหลายครอบครัว สามารถนัดหมายเข้าชมโครงการแบบ Private Visit ได้แล้ววันนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ป่าน้ำใส Paa Namsai หรือโทร. 08 1495 9269

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load