The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

เชื่อว่าผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างเราๆ น่าจะเคยเห็นภาพคนพร้อมสัมภาระในกระสอบใบโต นั่งนอนอยู่ตามถนนข้างป้ายรถเมล์บ้าง พื้นที่สาธารณะบ้าง เคยสงสัยไหมว่าพวกเขาเป็นใคร ทำไมจึงไม่กลับบ้าน

คนไร้บ้าน (Homeless) คือกลุ่มคนไร้ที่อยู่อาศัย ผู้ใช้ชีวิตหลับนอนในพื้นที่สาธารณะหรือศูนย์พักพิง

ทัศนคติของสังคมต่อคนไร้บ้านตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คือความหวาดกลัวและการตัดสินพวกเขาด้วยลักษณะภายนอก ไม่ว่าจะเป็นผมที่ยาวรุงรัง ไปจนถึงเสื้อผ้าเก่ามอมแมม และความไม่เข้าใจถึงสิ่งที่อยู่ลึกลงไป 

เพราะภายใต้เงื่อนไขของความไม่มั่นคง ความขาดแคลนยากจน การเข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคม ปัญหาส่วนบุคคล เช่น เรื่องสุขภาพกายใจ ไปจนถึงครอบครัว มนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะประสบเหตุไม่คาดคิดทางชีวิต ที่พาไปสู่สถานะการเป็นคนไร้บ้านได้

ถ้าเช่นนั้น เราจะช่วยเหลือคนไร้บ้านได้อย่างไร

สมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย

คอลัมน์ Sustainable Development Goals ชวนคุณไปพูดคุยกับ สมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ถึง 18 ปี ของการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายคนไร้บ้าน และการจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคมที่ชื่อว่า ‘บริษัท Thai Hopeful จำกัด’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยพัฒนาทักษะงานด้านต่างๆ รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการจัดหางานให้คนไร้บ้าน ซึ่งเป็นการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 1 No Poverty สร้างหลักประกันว่าทุกคน โดยเฉพาะคนยากจนและกลุ่มเปราะบางอย่างคนไร้บ้าน จะมีสิทธิ์เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ การบริการขั้นพื้นฐาน การถือกรรมสิทธิ์และใช้ประโยชน์เหนือที่ดิน รวมถึงลดความเสี่ยงของกลุ่มคนดังกล่าวในการเผชิญเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 

ผลการศึกษาในหลายประเทศได้ชี้ให้เห็นว่าคนไร้บ้านมีสาเหตุความเป็นมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การแก้ปัญหาเรื่องคนไร้บ้านจึงไม่ใช่แค่สร้างบ้านให้เขาอยู่เป็นอันเสร็จ แต่มันมีปัญหาทางสังคมที่ลึกกว่านั้นซ่อนอยู่ข้างใต้ รอให้ไปทำความเข้าใจและแก้ไขไปทีละเปลาะ

คนไร้บ้านถือเป็นกลุ่มคนที่ประสบภาวะยากลำบากในการใช้ชีวิตที่สุดกลุ่มหนึ่งของเมือง และพวกเขาก็เหมือนคนทั่วไป ที่ต้องการโอกาสและพื้นที่ในการใช้ชีวิตเช่นเดียวกับพวกเราทุกคน เพราะแม้จะไร้บ้าน แต่พวกเขาก็พร้อมทำงานเพื่อหาเงินหล่อเลี้ยงชีวิต

สังคมจะเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ถ้าเราเปิดใจให้ความแตกต่าง เราจึงอยากให้ทุกคนลบภาพคนไร้บ้านในทัศนคติเดิมๆ ออกไป แล้วมาทำความเข้าใจพวกเขาใหม่ไปพร้อมกัน

01

ทำไมจึงไร้บ้าน

สมพรเริ่มอธิบายว่า “คนไร้บ้านไม่ใช่คนในชุมชนแออัด เพราะเรารู้ว่าคนในชุมชนแออัดส่วนใหญ่เป็นคนชนบทที่ย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองมาเพื่อหางานทำ มาค้นหาชีวิตที่ดีขึ้น สิ่งที่เขาต้องการจึงไม่ซับซ้อน เขาแค่ต้องการอาชีพ ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ แตกต่างจากความต้องการของคนไร้บ้านที่ซับซ้อนกว่ามาก

“มิติปัญหาของคนไร้บ้านจะลึกกว่า เพราะปมปัญหาของเขาไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือความยากจนอย่างเดียว เขาอาจมีปัจจัยเรื่องความไม่มั่นคงภายในครอบครัวที่อยากหลบหนีออกมา หรือปัจจัยทางสุขภาพ ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง มีปัญหาด้านจิตใจ บางคนเจอมรสุมชีวิตหนักหน่วง ทำให้ข้างในเขาอ่อนแอและไม่พร้อมที่จะอยู่ในสังคมเพื่อแบกรับปัญหา เขาจึงเลือกที่จะเดินออกมา”

สมพรเล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีก่อน ในช่วงแรกของการทำงานกับพี่น้องคนไร้บ้าน จะมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เรียกว่า ‘ทีมเดินกาแฟ’ 

สมพร หารพรม เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย

“เราต้องการพูดคุยและศึกษา เพื่อหาทางช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องคนไร้บ้านให้ดีขึ้น แต่คนไร้บ้านสมัยก่อนเข้าถึงยากมาก เพราะเขาระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เลยต้องทำทุกวิถีทางให้เขากล้าคุยกับเรา เขาไปกินข้าวเราก็ไปด้วย เขาไปรับแจกของที่วัดเราก็ไปด้วย เป็นวิธีการทำงานแบบฝังตัวของทีมเดินกาแฟ พอเขาเห็นเราบ่อยๆ ช่วยพาคนไปโรงพยาบาล พาไปทำบัตร เขาก็เริ่มไว้ใจและเปิดใจคุยกับเรา”

ชื่อ ‘เดินกาแฟ’ มาจากการที่สมพรและทีมงานมีโอกาสได้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกิจกรรม ‘เดินชา’ ที่ทางหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทำ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนไร้บ้าน โดยทีมงานจะถือกาน้ำร้อนเข้าไปรินแจกคนไร้บ้านกลุ่มต่างๆ พร้อมพูดคุยและให้โบรชัวร์แจ้งกิจกรรมและเวิร์กช็อปต่างๆ จึงนำกิจกรรมดังกล่าวมาใช้กับพี่น้องคนไร้บ้านชาวไทย แต่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทบ้านเราเป็นแจกกาแฟ โอวัลติน และน้ำเต้าหู้แทน 

ใน พ.ศ. 2546 ประเทศญี่ปุ่นมีคนไร้บ้านอยู่เกือบ 30,000 คน จากยุคฟองสบู่แตก และลดลงเหลือเพียง 5,000 คน ใน พ.ศ. 2561 จากการเคลื่อนไหวขององค์กรต่างๆ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักถึงความรับผิดชอบในประเด็นคนไร้บ้าน รวมถึงทัศนคติของคนญี่ปุ่นต่อคนไร้บ้านก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเข้าใจและให้การยอมรับในฐานะคนทำงานคนหนึ่ง เช่นคนญี่ปุ่นทั่วๆ ไป

02

ไม่มีบ้าน แต่ต้องมีงานทำ

คนไร้บ้านก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องมีเงินหล่อเลี้ยงชีวิต และเงินเหล่านั้นมาจากงานที่ทำ

เมื่อพูดถึงอาชีพของคนไร้บ้าน เชื่อว่าสิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงคือภาพคนแบกสัมภาระหรือขี่รถซาเล้งตระเวนเก็บของเก่าไปขาย ทั้งที่จริงแล้วยังมีอีกหลากหลายอาชีพที่คนไร้บ้านทำ เพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือ

ประเทศไทยมีการสำรวจจำนวนคนไร้บ้านใน 3 เมืองใหญ่ ผลการสำรวจพบว่า กรุงเทพฯ มีจำนวนคนไร้บ้าน 1,307 คน เทศบาลนครขอนแก่น 136 คน และเทศบาลนครเชียงใหม่ 75 คน โดยสัดส่วนเพศชายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 85 และเพศหญิงประมาณร้อยละ 15 

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

ร้อยละ 90 ของจำนวนคนไร้บ้านมีอาชีพทำ โดยส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เนื่องจากไม่ต้องใช้เงินทุนมากนัก เช่นงานรับจ้างรายวันต่างๆ อย่างรับจ้างเข็นรถเข็นในตลาด แรงงานช่างก่อสร้าง แม่บ้านรายวัน ไปจนถึงอาชีพที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคม อย่างการเก็บและแยกขยะไปขายเพื่อรีไซเคิล ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องและกระดาษ

“งานเกือบทั้งหมดที่พูดไปนั้นเป็นงานที่ไม่มีความมั่นคงและความแน่นอนทางรายได้ อธิบายให้เห็นภาพคืองานนอกระบบแบบรายวัน จึงไม่มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ ปกติ รายได้ของพวกเขาก็ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ถ้าวันไหนไม่สบาย ป่วย ต้องไปหาหมอ นอกจากจะไม่ได้ค่าจ้างแล้วยังต้องเสียค่ารักษาพยาบาลอีก” สมพรอธิบาย

นอกจากนี้ ยังมีคนไร้บ้านอีกประมาณร้อยละ 25 ที่ไม่มีบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันสิทธิ ซึ่งอาจจะมาจากการไม่เคยทำบัตร ไม่มีคนมายืนยันตัวตนหรือทำบัตรหาย ทำให้เข้าถึงหลักประกันสุขภาพของรัฐไม่ได้ จากสุขภาพที่ย่ำแย่อยู่แล้ว จึงมีโอกาสที่จะแย่ยิ่งกว่าเดิมเมื่อไม่มีเงินเข้ารับการรักษาพยาบาล

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน
บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

“คิดแบบเรียบง่ายที่สุด ขนาดเราเป็นคนชั้นกลางทั่วไป เดินเข้าไปสมัครงานตามบริษัท มีวุฒิการันตี กว่าจะได้งานก็แสนยากเย็น นับประสาอะไรกับคนไร้บ้าน บางคนไปว่าเขาไม่รู้จักทำมาหากิน พี่น้องคนไร้บ้านบางคนเขาพยายามมากเพื่อที่จะได้รับโอกาสในการหางาน แต่บางครั้งโอกาสเหล่านั้นมันก็ไม่ได้มาง่ายๆ ส่วนหนึ่งเพราะเขาถูกตีตราว่าเป็นคนไร้บ้านด้วย”

สมพรบอกว่า จริงๆ แล้วคนไร้บ้านมากกว่าครึ่งเป็นประชากรที่มีต้นทุนด้านการประกอบอาชีพ มีความสามารถที่พัฒนาต่อยอดได้ แต่เงื่อนไขในการใช้ชีวิตของพวกเขา ทั้งปัญหาความยากจน เศรษฐกิจ สภาพการทำงานที่ไม่มั่นคง รวมถึงสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อในการทำงาน ไปจนถึงปัญหาครอบครัว ทำให้พวกเขานำต้นทุนด้านอาชีพเหล่านั้นมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงไม่ได้

“มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยทำงานกับคนจนเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะคนไร้บ้านซึ่งเป็นคนจนเมืองที่จนที่สุด ถือเป็นกลุ่มคนที่ประสบภาวะยากลำบากในการใช้ชีวิตที่สุดกลุ่มหนึ่งของเมือง โดยทำงานภายใต้แนวคิดว่า คนทุกคนเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะจนเพียงใด ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีศักยภาพที่ถ้ามีโอกาสดึงออกมาใช้ ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคมได้”

03

พื้นที่เติมฝันของคนไร้บ้าน

ที่นี่คือ ‘บ้านเตื่อมฝัน’ จังหวัดเชียงใหม่

บ้านเตื่อมฝันคือหนึ่งในศูนย์คนไร้บ้าน 5 แห่งในประเทศไทย ประกอบไปด้วยศูนย์กรุงเทพฯ 3 แห่ง และศูนย์ภูมิภาค 2 แห่ง คือที่จังหวัดขอนแก่นและเชียงใหม่ สถานที่นี้เป็นเหมือนศูนย์ตั้งหลัก ทำความเข้าใจ และอนุบาลพี่น้องคนไร้บ้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน
บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

“เมื่อก่อนคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ อาศัยอยู่ตามพื้นที่สาธารณะ อย่างที่สนามหลวงเมื่อสักยี่สิบปีที่แล้ว กลางคืนจะมีคนนอนอยู่สามร้อยถึงสี่ร้อยคน จน พ.ศ. 2544 กรุงเทพฯ มีนโยบายเข้มงวดเรื่องมาตรการจัดการพื้นที่สาธารณะ ทำให้พี่เขาอาศัยหลับนอนตามพื้นที่เหล่านั้นไม่ได้อีก จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคนไร้บ้าน”

มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยจึงยื่นมือเข้ามาช่วยพี่น้องคนไร้บ้าน ด้วยการผลักดันสู่การจัดตั้งศูนย์คนไร้บ้านแห่งแรกในประเทศไทย นั่นคือที่บางกอกน้อย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘ศูนย์คนไร้บ้านสุวิทย์ วัดหนู’

ต่อมาใน พ.ศ. 2558 จากศูนย์คนไร้บ้านบางกอกน้อย ก็ขยับขยายเป็นโครงการชุมชนใหม่คนไร้บ้าน บนที่ดินเช่าแปลงเล็กๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ณ พุทธมณฑลสาย 2 

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

สมพรอธิบายว่า “ชุมชนใหม่คนไร้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของพี่น้องคนไร้บ้านยี่สิบสามคนที่ได้มีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าปัจจัยที่จะทำให้ใครสักคนละทิ้งสังคมมาเป็นคนไร้บ้านนั้นมีมากมาย โดยเฉพาะปัญหาในจิตใจ คนไร้บ้านบางคนจึงมีกำแพงในใจและปิดกั้นตัวเองจากภายนอก ในขณะเดียวกัน สังคมก็มองข้ามละเลยเขาเช่นกัน

“ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครสักคนจะหลุดพ้นจากวงจรคนไร้บ้าน และกว่าชีวิตคนไร้บ้านจะเปลี่ยนแปลงมาได้อย่างวันนี้ พวกเขาต้องผ่านกระบวนการฟื้นฟูศักยภาพในตัวเอง เพื่อให้กล้าที่จะพูดคุย กล้าที่จะคิดถึงเรื่องอนาคต ไปจนถึงกล้าที่จะเปิดใจใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ”

ในศูนย์คนไร้บ้านทั้งห้าแห่งมีกฎระเบียบและความรับผิดชอบที่พี่น้องคนไร้บ้านต้องรับผิดชอบร่วมกัน เช่น ค่าเช่าที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ที่ต้องบริหารและแชร์ร่วมกัน ไปจนถึงการออมทรัพย์เพื่อไว้ใช้ยามเจ็บไข้และเพื่อที่จะมีบ้าน ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นให้หลายคนมีความฝันและเป้าหมายในชีวิตอีกครั้ง

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน
บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

จากนั้นใน พ.ศ. 2561 บ้านเตื่อมฝันแห่งนี้จึงถูกก่อสร้างขึ้น ถือเป็นโครงการแบบ Bottom-up เพราะเกิดจากการเสนอรูปแบบการพัฒนาโดยเครือข่ายคนไร้บ้านและภาคประชาชน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นผู้สนับสนุน

บ้านเตื่อมฝัน หรือบ้านเติมฝัน คือสถานที่เติมเต็มความหวังในการสร้างอนาคตแก่พี่น้องคนไร้บ้าน นอกจากเป็นสถานที่ตั้งหลักหลบภัยแล้ว ยังเป็นพื้นที่ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะอาชีพทั้งงานช่าง เบเกอรี่ งานฝีมือ และเกษตรกรรม ให้พี่น้องคนไร้บ้านทำงานหล่อเลี้ยงตัวเองได้

สมพรเล่าว่า “ที่นี่มีแปลงเกษตรปลูกผักปลอดสารพิษ ที่นอกจากพี่น้องคนไร้บ้านจะได้ทดลองปลูกเพื่อนำไปปรุงอาหารสำหรับตัวเอง และแจกจ่ายให้คนไร้บ้านอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้อยู่ในศูนย์คนไร้บ้าน แต่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะแล้ว ยังเหลือขายส่งตลาด สร้างรายได้อีกช่องทางด้วย”

04

รับงานแบบมืออาชีพ ภายใต้ทักษะความสามารถที่มี

จากการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย ณ ศูนย์คนไร้บ้าน ทำให้ได้เห็นทักษะประเภทต่างๆ ของพี่น้องคนไร้บ้าน ซึ่งถือเป็นต้นทุนเสริมศักยภาพในการประกอบอาชีพของสมาชิกคนไร้บ้านในเครือข่าย เช่น การทำเกษตรกรรม การเลี้ยงปศุสัตว์ การรับเหมาต่อเติม การตัดแต่งต้นไม้ ไปจนถึงการรับขนย้ายและรื้อบ้าน

สมพรอธิบายต่อว่า “ที่ผ่านมา ทัศนคติของสังคมที่มีต่อคนไร้บ้านเป็นไปในทางลบ พวกเขาถูกตีตราแบบเหมารวมว่าเป็นพวกขี้ขโมย สกปรก ขี้เกียจ ทำให้นายจ้างบางคนไม่ยินดีที่จะจ้างงานเท่าไหร่นัก และทักษะที่นำไปสร้างอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ถูกละเลยไป ทั้งที่จริงๆ แล้วคนไร้บ้านไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน ส่วนใหญ่ตั้งใจทำงานเพื่อหาเงินดำรงชีวิต”

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

‘ห้างหุ้นส่วนจำกัดคนไร้บ้าน’ จึงถูกก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2559 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มระหว่างคนไร้บ้านกับนายจ้าง โดยมีมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยช่วยการันตีความน่าเชื่อถือในการทำงาน นายจ้างก็สบายใจว่าจ้างคนไร้บ้านในเครือข่ายแล้วไม่หนีงานหายไปไหนแน่นอน

“ห้างหุ้นส่วนจำกัดคนไร้บ้าน ตั้งขึ้นเพื่อรับงานแบบมืออาชีพ ภายใต้ทักษะความสามารถที่พี่น้องคนไร้บ้านมี งานอย่างแรกๆ ก็เป็นพวกช่างต่อเติม ช่างตัดแต่งต้นไม้ เล็มหญ้า และแม่บ้านทำความสะอาด เราก็ลงทุนซื้ออุปกรณ์พวกเลื่อยไฟฟ้า สว่าน เครื่องตัดหญ้า ไว้ให้พวกเขาได้นำไปใช้ในการปฏิบัติงาน

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

“นอกจากสนับสนุนทักษะเดิมที่มีอยู่ เราก็พยายามเสริมสร้างทักษะอาชีพอื่นๆ ที่คิดว่าเขาจะทำได้และพี่น้องคนไร้บ้านส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่แล้ว อย่างการทำอาหารและเบเกอรี่ เลยกลายเป็นโครงการหนุนพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพให้พี่น้องคนไร้บ้าน ซึ่งมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน ช่วงที่มีเวิร์กช็อปก็ถือว่าทั้งวุ่นวายและสนุกไปพร้อมๆ กัน” สมพรเล่ายิ้มๆ

ห้างหุ้นส่วนจำกัดคนไร้บ้านให้บริการงาน 5 ประเภทคือ งานช่าง งานตัดแต่งต้นไม้ งานเบเกอรี่ งานเกษตรกรรม งานแม่บ้านและทำข้าวกล่อง มีพี่น้องคนไร้บ้านกว่า 30 คนหมุนเวียนกันเป็นผู้ดำเนินงาน โดยส่วนใหญ่อยู่กับเครือข่ายมานานกว่า 5 ปี สมพรบอกว่ารู้สึกยินดีที่เห็นคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ของพวกเขาพัฒนาขึ้นกว่าเก่ามาก

05

อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยสองมือของตัวเอง

หลังเปิดทำการไปได้พักใหญ่ เครือข่ายคนไร้บ้านและมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยก็เกิดแนวคิดว่า ถ้าขยายเป้าหมายการสร้างงานสร้างอาชีพจากกลุ่มคนไร้บ้านอย่างเดียวไปสู่ประชากรเฉพาะกลุ่มอื่นๆ ด้วย ก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงานให้คนในสังคมได้ไม่น้อย

ห้างหุ้นส่วนจำกัดคนไร้บ้านจึงเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท Thai Hopeful จำกัด ซึ่งทำงานร่วมกับกลุ่มคนหลากหลายขึ้น ทั้งกลุ่มเสี่ยงที่จะมาเป็นคนไร้บ้าน ไปจนถึงกลุ่มพี่น้องคนสลัม โดยพยายามแมตช์งานแต่ละชนิดที่ได้รับจ้างมาให้เหมาะสมกับทักษะของลูกจ้างที่สุด

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

“โมเดลการทำงานของ Thai Hopeful ไม่ได้คิดเชิงธุรกิจ ขนาดว่ารับงานมากๆ เพื่อหวังกำไร เราทำงานเพื่อพัฒนากลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เราจึงคิดในเชิงการดูแลมากกว่า คือมุ่งเน้นการพัฒนาความมั่นคงจากภายในจิตใจของพี่น้องประชากรกลุ่มเฉพาะ รับเฉพาะงานที่เหมาะสมกับเขา จากนั้นก็ค่อยๆ ฝึกฝนและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

“ตั้งแต่เปิด Thai Hopeful มา ก็มีนายจ้างหลายคนถูกเราปฏิเสธไม่รับงาน ซึ่งไม่ใช่ว่าเราหยิ่ง เล่นตัว หรืออะไรนะ แต่เราต้องประเมินศักยภาพคนในเครือข่ายด้วยว่าเขาจะทำงานตามที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จหรือเปล่า เช่นมีคนประสงค์จะมาจ้างพี่น้องคนไร้บ้านไปทำงานไม้ ซึ่งทักษะที่เขามีชื่อคืองานช่างซ่อมแซมทั่วไป ไม่ได้เป็นช่างไม้มืออาชีพที่มีฝีไม้ลายไม้ขนาดนั้น เมื่อประเมินแล้วว่าไม่ได้ เราก็ต้องปฏิเสธงานไป”

สมพรอธิบายว่ากระบวนการตอนนี้คือ พยายามฝึกให้พี่น้องคนไร้บ้านทำงานได้เทียบเท่ามาตรฐานคนทั่วไป เพื่อที่จะได้งาน ไม่ใช่สร้างอภิสิทธิ์ให้พวกเขารับงานได้เหนือว่าแรงงานคนอื่น เพราะมันจะตอบข้อครหาว่า เขาก็อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีด้วยสองมือของตัวเองเทียบเท่าคนอื่นๆ ในสังคมได้ เพียงสังคมเปิดประตูให้โอกาส และพยายามทำความเข้าใจว่า ถ้าเขาไม่มีปัญหาความมั่นคงจากภายใน ก็คงไม่หลุดออกมาจากสังคมแน่นอน

บริษัท Thai Hopeful จำกัด แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

“ทุกวันนี้เวลารับงานเรายังต้องลงไปช่วยควบคุมคุณภาพงานบ้าง ก็พยายามจะบอกเขาเสมอว่าอย่าทำขี้เหร่นะ ทำงานทุกครั้งต้องตั้งใจ ถ้านายจ้างพอใจ ครั้งหน้าเขาก็จะได้มาจ้างเราอีก งานล่าสุดที่เพิ่งเสร็จไป คือรับจ้างปูอิฐตัวหนอนในสวนที่สำนักงานของ สสส. อย่างตอนที่พี่น้องคลองลาดพร้าวต้องย้ายไปบ้านพักชั่วคราว ระหว่างรอการปรับปรุงพื้นที่คลองลาดพร้าว Thai Hopeful ก็เข้าไปรับจ้างรื้อย้ายบ้าน”

06

สร้างเครือข่ายงานเพื่อความยั่งยืนของสังคม

สมพรอธิบายว่า ในจำนวนประชากรคนไร้บ้าน มีผู้สูงอายุอยู่ถึงร้อยละ 20 Thai Hopeful จึงพยายามกระจายรายได้ให้คนกลุ่มนี้ด้วย

“อย่างตอนที่ไปรับจ้างตัดแต่งกิ่งไม้ คนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุอาจจะปีนต้นไม้ไม่ไหว เราก็ให้เขาเก็บกวาดกิ่งไม้ ใบไม้แทน”

จุดประสงค์ของ Thai Hopeful ไม่ใช่นายหน้าหางาน แต่เป็นบริษัทเพื่อสังคมที่จะช่วยพยุงและช่วยพัฒนาศักยภาพพี่น้องคนไร้บ้าน เพื่อให้เขามีงาน มีเงินดูแลตัวเองได้

สมพรอธิบายว่า ถ้ามีนายจ้างติดต่องานโดยตรงโดยไม่ผ่าน Thai Hopeful พวกเขาก็รวมกลุ่มกันไปรับงานได้อย่างอิสระ

แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

“สิ่งที่เราคาดหวังคือเขานำองค์ความรู้ ทักษะ การบริหารจัดการ ที่ได้เรียนรู้กับเราไปประยุกต์ใช้ในชีวิตเขาต่อได้ อาชีพจะยั่งยืนก็ต่อเมื่อคุณทำงานอย่างมีคุณภาพ แสดงให้สังคมเห็นว่าคุณมีศักยภาพในการดูแลตัวเอง ไม่เป็นภาระสังคม

“จากที่ผ่านมา เมื่อแยกตัวออกมาเป็นคนไร้บ้าน เขามักจะใช้ชีวิตปลีกวิเวกคนเดียวเพราะไม่ไว้ใจใคร ตอนนี้เขาทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ และเราพยายามทำงานร่วมกับหลายกลุ่มหลายหน่วยงาน เพื่อสร้างเครือข่ายการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต” สมพรกล่าวทิ้งท้าย

คนแต่ละคนมีวิธีจัดการปัญหาในชีวิตที่แตกต่างกัน เราต้องไม่ลืมว่าถ้าไม่มีปัญหา พวกเขาก็คงไม่ตัดสินใจออกจากบ้านมา และแม้จะไร้บ้าน พวกเขาก็สมควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างคนทั่วไป

แพลตฟอร์มจัดหางานที่สร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืนให้คนไร้บ้าน

การทำงานของบริษัท Thai Hopeful จำกัดและเครือข่ายพี่น้องคนไร้บ้านในการผลักดัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 1 No Poverty จะดำเนินต่อไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเราทุกคนว่าพร้อมจะเปิดใจโอบรับความแตกต่าง และให้โอกาสเพื่อนร่วมสังคมได้พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไหม

แม้เราจะไม่ใช่นายจ้างที่มอบงานซึ่งจะช่วยให้พี่น้องคนไร้บ้านมีรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตได้ แต่ในฐานะเพื่อนร่วมสังคม อาจมีวันที่เราเดินสวนกันบนท้องถนนหรือนั่งที่ป้ายรถเมล์แห่งเดียวกัน แค่สายตาที่มองอย่างเข้าใจ ก็ช่วยต่อเติมกำลังใจให้พวกเขาได้มหาศาล

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load