ผี [น.] สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็น แต่สามารถปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ หรือหมายถึงคนที่ตายไปแล้ว 

คุณมีความทรงจำกับผีแบบไหน 

ผีเป็นตัวแทนความมืดที่น่ากลัว เป็นสิ่งลี้ลับที่น่าค้นหา หรือคุณจดจำ ‘ผี’ เป็นความทรงจำวัยเด็กเหมือนกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนมากกว่า 50,000 เล่ม และการ์ตูนที่เขาสนใจมากที่สุด คือ ‘การ์ตูนผีเล่มละบาท’

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“อะไรที่เป็นของเก่า ที่พาเรานึกย้อนไปในอดีตได้ เราก็สนใจอย่าง การ์ตูนผีเล่มละบาท เราเคยอ่านในวัยเด็กเพราะมันราคาถูก” ป๋าเอ็กซ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นการสะสมของเล่นในวัยเด็ก เช่น ตุ๊กตุ่นและตุ๊กตาทอยเส้น

 หมุดหมายของการถวิลหาอดีตในรูปแบบของ การ์ตูนผีเล่มละบาท ของป๋าเอ็กซ์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไทม์แมชชีนแห่งเวลาพาเขาเดินทางจากมีนบุรี มุ่งสู่บ้านเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ นั่นทำให้เขาได้เจอกับ การ์ตูนผีเล่มละบาท อีกครั้ง

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก
01

“เขาเรียกหนังสืออ่านฆ่าเวลานะ” ป๋าเอ็กซ์เปรยพร้อมกับเล่าความหลังระหว่างตัวเขาและ หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาท ระยะทางบนท้องถนนได้เชื่อมเขากับการ์ตูนผีเล่มละบาทเข้าด้วยกัน เพราะการเดินทางไปต่างจังหวัดในวัยเด็ก ไม่มีมือถือ ไม่มีแท็บเล็ต สิ่งที่อยู่กับเขาตลอดการเดินทาง คือการ์ตูนผีเล่มละบาท 

“หนังสือเหล่านี้มันเลยมีความทรงจำวัยเด็ก มักผุดเรื่องในอดีตของเราขึ้นมาเสมอ อดีตที่มีแต่ความสนุก และเมื่อถูกวาดเป็นการ์ตูน ก็ยิ่งทำให้เราจินตนาการว่าจะเจอเนื้อเรื่องแบบไหน จะเห็นบรรยากาศแบบใด มันทำให้เราเห็นว่า เฮ้ย เมื่อก่อนบ้านเป็นแบบนี้นะ ก่อนจะขึ้นบ้านต้องล้างเท้าก่อน นี่คือกลิ่นอายของอดีตที่หนังสือมอบให้กับเรา

ตอนเด็กไม่กลัวผีเหรอคะ-เราถามด้วยความสงสัย

“ตอนเด็กกลัว แต่เราก็อยากอ่าน เหมือนเวลาเราดูหนังผี บางทีก็ไปนั่งดูกับแม่หรือคลุมโปงดู มันมีความอยากรู้อยากเห็นว่าผีมีจริงไหม วันไหนอ่านหนังสือการ์ตูนผีแล้วเจอฉากน่ากลัว เราก็ค่อยกลับมาอ่านตอนกลางวันต่อ อ่านตอนไม่มืด เลยกลายเป็นความสนุกความเร้าใจ

“สมัยก่อนคนอ่านการ์ตูนเล่มละบาทเป็นพวกพ่อค้า แม่ค้า เอาไว้อ่านระหว่างขายของ เมื่อไม่มีลูกค้าก็เปิดอ่าน แต่พอลูกค้ามาก็เก็บไว้ใต้หาบ เพราะมันเป็นการ์ตูนราคาถูก เมื่อก่อนการ์ตูนญี่ปุ่นราคาแพงมากหากเทียบกับการ์ตูนเล่มละบาท แต่เป็นเรื่องที่สนุกนะ บางเรื่องเกี่ยวกับจักรๆ วงศ์ๆ บางเรื่องเป็นปาฏิหาริย์ ที่มาฮิตสุดๆ ช่วงหลังก็เป็นเรื่องผี จนตอนหลังเราเรียกกันว่าการ์ตูนผีแทน เพราะเป็นประเภทการ์ตูนที่ขายดีที่สุดในบรรดาการ์ตูนเล่มละบาท”

ด้วยความที่หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาทส่วนมากมีความยาวเพียง 16 หน้า จึงแตกต่างจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ที่นักวาด นักเขียน จะค่อยๆ จินตนาการและคอยเก็บรายละเอียดการ์ตูนไปทีละเล่ม การ์ตูนผีเล่มละบาทพิเศษตรงที่ไม่ว่าเนื้อเรื่องคุณจะดำเนินมาอย่างไร แต่เมื่อถึงหน้า 16 ก็ต้องจบเรื่องผีนี้ให้ได้

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“บางทีนะ เนื้อเรื่องปูมาสนุกมาก เขียนมาอย่างดี แต่พอนักวาดหันมาดู อ้าวสิบห้าหน้าแล้ว ก็จบเลย จบแบบห้วนๆ จบแบบง่ายๆ (หัวเราะ) บางคนงงว่าจบแล้วหรือ นี่เป็นอีกเสน่ห์ของหนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาท” 

ป๋าเอ็กซ์เล่าต่อว่า ภายหลังเริ่มมีการเขียนการ์ตูนแบบภาคต่อหลายเล่ม แต่คนไม่นิยมมากนัก เพราะต้องรอเล่มต่อไปและต้องตามเก็บ บางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนหน้าเป็น 24 หน้า หรือ 32 หน้าแทน แต่มาตรฐานของหนังสือผีเล่มละบาทก็ยังคงเป็น 16 หน้า 

“แต่ผมชอบแบบหลายเล่มจบ เพราะมันต่อเนื่อง อ่านเพลิน และที่สำคัญคือ การตามหาให้ครบชุด บางทีเราเจอเล่ม 1 และเล่ม 3 เหมือนการเดินทางหาขุมทรัพย์ ต้องตามหาเล่มที่ 2 ให้เจอ มันเลยตื่นเต้นมากๆ ต้องคอยสอบถามแลกเปลี่ยนใครมีเล่มนี้บ้าง ฉันขาดเล่มนี้”

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก
02

แรกเริ่มหนังสือการ์ตูนเล่มละบาทเกิดจากการพยายามใช้ประโยชน์จากเศษกระดาษที่เหลือในโรงพิมพ์ และนำไปขายด้วยราคา 1 บาท ทำให้หลายโรงพิมพ์ต้องหาวิธีลดต้นทุนการผลิตลง โดยหันไปจ้างนัดวาดหน้าใหม่แทนนักวาดมืออาชีพ เช่น นักเรียน นักศิลปะ หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาท จึงสร้างชื่อให้นักเขียนหน้าใหม่มากมาย บางเล่มใช้นักวาดมืออาชีพมาวาดแค่หน้าปก แต่ในเรื่องเป็นอีกคน เช่น หน้าปกโดย จุก เบี้ยวสกุล, เทพบุตร เขียนเรื่อง 

ป๋าเอ็กซ์อธิบายต่อว่า วิธีที่หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาทจะดึงดูดคนซื้อผ่านหน้าปกได้มี 2 ทาง คือ หนึ่ง ต้องมีผี สอง ต้องมีผู้หญิงสวยและเซ็กซี่ เพื่อดึงดูดคนอ่านเพราะเปิดดูเนื้อหาก่อนซื้อหนังสือไม่ได้ 

แล้วป๋าเอ็กซ์มีเงื่อนไขในการเลือกสะสมหนังสือการ์ตูนหรือเปล่า 

“ผมเลือกเก็บหนังสือการ์ตูนตามนักเขียนคนโปรดก่อน แล้วก็หน้าปก 

“ถ้าสังเกตดีๆ อาจารย์ชาตรี สังวรศิลป์ จะวาดแนวตากลมๆ ตาสวยคิ้วหนา ผู้หญิงสวยมาก นี่คือแนวผีสไตล์เขา เวลาเห็นแค่หน้าปกก็จะรู้ทันทีว่านี่เป็นเรื่องของแก แต่ต้องสังเกตนะ บางทีอีกคนวาดรูปข้างใน แต่ปกเป็นของอาจารย์ชาตรี อีกคนที่ชอบคือ อาจารย์โต้ด โกสุมพิสัย คนนี้เขาจะชอบวาดแนวอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ก็วาดได้ ผมมีประมาณสี่ถึงห้าร้อยเล่ม” 

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

อ่านทุกเล่มไหมคะ-เราถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะหนังสือการ์ตูนราว 50,000 เล่ม ถูกเก็บและบรรจุ แยกประเภทนักวาดไว้อย่างดี 

“แรกๆ อ่านทุกเล่ม เพราะเมื่อก่อนได้มาทีห้าเล่ม สิบเล่ม ก็เปิดอ่านได้ แต่ตอนนี้มันเรียกพวกมาเรื่อยๆ ไม่มีเวลาอ่านแล้ว เลยหันมาดูลายเส้นเป็นหลัก คือเราหลงรักปกมัน แค่เห็นก็รู้แล้วว่าราคาเกินคำว่าหนึ่งบาทมาก มันเป็นงานฝีมือ เป็นงานศิลปะ”

แม้การ์ตูนผีจะมีบทบาทตัวละครผีหน้าเดิมๆ เช่น ผีกระสือ ผีกระหัง ผีตานี ผีเปรต และผีหัวขาด แต่รายละเอียดเนื้อเรื่อง เกร็ด การวาดของแต่ละเล่มต่างกันแน่นอน ป๋าเอ็กซ์ยกตัวอย่างให้เราฟังว่า บางเรื่องแต่งให้ผีกระสือกินไส้คน บางเรื่องกินวัว จนไปถึงกินขี้ก็มี ซึ่งสิ่งนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียนที่ผู้อ่านไม่สามารถคาดเดาได้ 

จากที่อ่านมา เคยเจอผีแปลกๆ บ้างไหม

“มี (หัวเราะ) มันจะมีชื่อผีแบบแปลกๆ แบบคำผวน เช่น ผีจับหัว ผีกระชากหัว ชื่อที่เห็นแล้วทะลึ่ง จะช่วยเรียกลูกค้านะ”

ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย
ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย
03

จากการเริ่มสะสมตามหาอดีตส่วนตัว กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดกว้างแบ่งปันความคิดถึงวัยเด็ก สู่การเปิดร้าน ATAKITO’S SHOP ขายของสะสม รวมไปถึงการจัดกิจกรรมแสดงผลงานตามห้างสรรพสินค้า ทำให้ป๋าเอ็กซ์ได้มีโอกาสพบเจอนักวาดที่ชื่นชอบ ผ่านการสัมภาษณ์มุมมองนักเก็บและนักวาด โดยคนแรกที่เจอคือ อาจารย์ชาตรี สังวรศิลป์ 

“ตอนครั้งแรกที่เจอกันดีใจมาก เราได้เจอนักเขียนคนโปรด ในขณะที่เขาก็ดีใจที่มีคนชื่นชอบผลงาน มีคนเก็บผลงานเขามากมาย ขนาดเขาเองยังเก็บผลงานตัวเองไม่กี่เล่ม แต่เราดันมีหลายพันเล่ม” 

ป๋าเอ็กซ์เล่าต่อด้วยความตื่นเต้นว่า นักวาดคนโปรดที่เขาเจอคนต่อมาคือ อาจารย์โต้ด โกสุมพิสัย เมื่อถ่ายรายการเสร็จจึงพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และพบว่าขณะนี้โรงพิมพ์ไม่รับพิมพ์การ์ตูนแบบเดิมแล้ว ส่งผลให้นักวาดการ์ตูนคนโปรดต้องหยุดการวาดไปโดยปริยาย เพราะถนัดการวาดมือมากกว่าใช้คอมพิวเตอร์

ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย

 “วาดการ์ตูนให้หน่อย” สั้นและเรียบง่าย นี่คือคำพูดของป๋าเอ็กซ์หลังเดินทางไปบ้านนักเขียนที่เขาชื่นชอบ โดยให้อาจารย์โต้ดเริ่มวาดการ์ตูนในแบบที่เขาชอบและใฝ่ฝันอยากจะมี ต้นฉบับเรื่อง จอมคาถาธุดงค์ จึงเกิดขึ้น 

“ผมบอกให้อาจารย์วาดมาก่อนตอนหนึ่ง เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องภูติผี พอวาดเสร็จหนึ่งตอน แกบอกว่า ‘พี่อยากวาดต่อ’ ผมเลยให้แกวาดต่อ พอถึงภาคที่สาม ดันมีหน้า มีชื่อผมเข้าไปเป็นตัวประกอบด้วย เฮ้ย เราชอบการ์ตูน เราสะสมการ์ตูน แต่นี่มีตัวเองเข้ามาเล่นด้วย และที่สำคัญ นักเขียนที่เราชื่นชอบวาดให้เรา มันเจ๋งมาก เราเลยนำตอนเหล่านั้นมารวมเล่ม” 

จากต้นฉบับวาดมือสู่การรวมเล่มด้วยตัวเอง ป๋าเอ็กซ์เริ่มต้นจากการนำต้นฉบับเหล่านี้มาถ่ายเอกสาร ตัดขอบกระดาษ และเย็บเล่มเอง ภายหลังการลองลงมือทำ พบว่าค่าถ่ายเอกสารแบบสีแพงกว่าการส่งโรงพิมพ์ จึงตัดสินใจส่งโรงพิมพ์เพื่อแจกเป็นเล่มสูจิบัตร

ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย
ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย

“ลองเอามือลูบดูสิ นี่เรียกว่าการแปะสกรีนโทน คือวิธีการตัดและนำกาวแปะ หลังจากนั้นนำสีมาระบายทับ ซึ่งต้นฉบับจะวาดในกระดาษขนาดเอสี่ แล้วโรงพิมพ์จะนำไปย่อให้มีขนาดเท่ากับหนังสือการ์ตูนที่เราเห็น เลยส่งผลให้ภาพมีความคมชัด มีมิตินูนๆ ขึ้นมา” ป๋าเอ็กซ์พูดพร้อมกับยื่นต้นฉบับหนังสือการ์ตูนให้เราสัมผัส

ภายหลังการรวมเล่มงานอาจารย์โต้ด ป๋าเอ็กซ์ได้ผันตัวมาเป็นนักเขียนการ์ตูน หนังสือการ์ตูน หุ่นพลังเวทย์ จึงเกิดขึ้น ที่เขียนเรื่องโดยป๋าเอ็กซ์ และวาดภาพโดยโต้ด โกสุมพิสัย

“หลังๆ เพื่อนมาเห็นหน้าเราในหนังสือการ์ตูน ก็บอกว่าอยากอยู่ในหนังสือบ้าง เราเลยจับเพื่อน จับคนรู้จัก เข้ามาเล่นด้วย แต่เราเป็นพระเอกนะ (หัวเราะ) อย่างเช่นพล่ากุ้งก็มาโผล่ในเรื่องนี้”

04

ถ้าให้เลือกหนังสือการ์ตูนที่เราชอบมากที่สุดมา 5 เรื่องจะมีเรื่องอะไรบ้าง

ป๋าเอ็กซ์เดินนำเราไปยังกรุสมบัติ ที่ระหว่างทางเต็มไปด้วยของสะสม ทั้งตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาทอยเส้น จัดเรียงรายเต็มผนัง เขาย้ำกับเราว่า “ที่เห็นเรียงรายอยู่ตรงนี้ไม่ได้มีไว้ขายนะ มีไว้เก็บอย่างเดียว”

เพียงชั่วครู่เท่านั้น ป๋าเอ็กซ์เลือกหนังสือที่ติดตรึงในความทรงจำและมีค่ากับเขามากที่สุดจำนวน 5 เล่มจากชั้นที่มีหนังสือการ์ตูนวางอัดแน่นซ้อนทับกันอยู่หลายหมื่นเล่ม

01 ประตูผี

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“หากถามว่าทำไมถึงเลือกเล่มนี้ มันเป็นเรื่องผีที่หายากมาก เพราะมีถึงสิบเล่ม ที่พิเศษคือ ราชันย์เป็นคนวาดหน้าปก สังเกตดูนะ เขาวาดสวยมาก เป็นแนวผีแบบแปลกๆ คนส่วนมากสะสมไม่ครบกัน ผมใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะตามหาจนครบสิบเล่ม บางทีเจอหนึ่งเล่มแต่ปนกับที่เขาขายยกชุด เราก็ต้องเหมามาทั้งหมด”

02 ฉลากแผงการ์ตูน

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“อันนี้ที่ชอบเพราะสมัยก่อนเราไปร้านขายของเล่น มันจะมีฉลากของเล่น ฉลากเหล้าเบียร์ ฉลากบุหรี่ เต็มไปหมด แต่นี่เป็นฉลากหนังสือการ์ตูน แล้วมันเรียงเลขครบนะ 1 2 3 4 5 6 7 เป็นแนวและฉลากมีสภาพดีมาก ยังไม่ได้ใช้แผงหนึ่งราคาเกือบสองพัน แต่ผมก็ต้องซื้อเพราะมาสภาพเดิม ของที่หายากคือของที่เก็บและมีสภาพดี เลยชื่นชอบมากๆ”

03 เมียงู

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“นี่เป็นหนังสือการ์ตูนผีที่ชอบในวัยเด็ก ชาตรี สังวรศิลป์ นักวาดที่ผมชื่นชอบเป็นคนวาด เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่หนีมาอยู่กับผู้ชาย แต่ปรากฏว่าผู้หญิงเป็นงู พอตกกลางคืนก็ออกหากิน สุดท้ายโดนตีตาย การ์ตูนผีเล่มละบาทมันก็จบสั้นๆ แบบนี้แหละ แต่อีกเหตุผลที่ชื่นชอบคือ เราบังเอิญไปเจอคนขายต้นฉบับหน้าปกนี้ในเว็บซึ่งเป็นของหายาก เราจึงมีทั้งหนังสือและต้นฉบับ”

04 ต้นฉบับการ์ตูนของ อาจารย์ชาตรี สังวรศิลป์

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“ผมไปงานนิทรรศการที่อาจารย์จัด แล้วอาจารย์ก็ถามผมว่ามีต้นฉบับเก็บไว้ สนใจไหม ผมรีบตอบเลยว่าสนใจ ทำไมจะไม่สนใจ มีหนังสือไม่พอยังมีต้นฉบับอีก เพราะต้นฉบับเป็นสิ่งที่หายากมากๆ และสวยมาก สังเกตดูนะว่าแกจะวาดผู้หญิงอึ๋มๆ หน่อย”

05 หุ่นพลังเวทย์ เรื่องโดย ป๋าเอ็กซ์ ภาพโดย โต้ด โกสุมพิสัย

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“เล่มนี้ผมชอบมาก เพราะนักเขียนในดวงใจที่เราชื่นชอบเป็นคนวาดและมีเราไปร่วมแสดง ร่วมแต่งด้วย เป็นเรื่องราวการออกผจญภัยไปเจอภูตผีปีศาจ นอกจากนี้ ผมยังให้อาจารย์ปั้นเปเปอร์มาเช่ตัวละครในหนังสือการ์ตูน เพื่อเอามาจัดบูทนำเอาหนังสือไปวางขายด้วย ตอนนี้เลยเหมือนเป็นการต่อยอดจากความชอบเรา 

“จากที่เราสนุกๆ ชอบสะสม และช่วยให้นักเขียนคนโปรดมีงานทำ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันสร้างรายได้จนเป็นธุรกิจ เพราะผมนำผลงานของอาจารย์ไปจัดแสดงในร้าน ไปออกรายการบ้าง ตอนนี้มีทั้งคนไทยและต่างชาติสนใจซื้อผลงาน หรือให้อาจารย์ออกแบบวาดรูปผีให้ นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดนำภาพวาดมาทำเสื้อ ทำกระเป๋าลายรวมผี หรือใครอยากมีหนังสือการ์ตูนที่มีตัวเองเป็นนักแสดงก็ติดต่อผมได้ ตอนนี้ก็เหมือนผมเป็นบรรณาธิการ อาจารย์เป็นคนวาด 

“ใครจะไปเชื่อว่าจากการสะสมด้วยใจรัก สุดท้ายมันสามารถต่อลมหายใจการ์ตูนผีได้มากขนาดนี้”

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load