ผี [น.] สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็น แต่สามารถปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ หรือหมายถึงคนที่ตายไปแล้ว 

คุณมีความทรงจำกับผีแบบไหน 

ผีเป็นตัวแทนความมืดที่น่ากลัว เป็นสิ่งลี้ลับที่น่าค้นหา หรือคุณจดจำ ‘ผี’ เป็นความทรงจำวัยเด็กเหมือนกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนมากกว่า 50,000 เล่ม และการ์ตูนที่เขาสนใจมากที่สุด คือ ‘การ์ตูนผีเล่มละบาท’

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“อะไรที่เป็นของเก่า ที่พาเรานึกย้อนไปในอดีตได้ เราก็สนใจอย่าง การ์ตูนผีเล่มละบาท เราเคยอ่านในวัยเด็กเพราะมันราคาถูก” ป๋าเอ็กซ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นการสะสมของเล่นในวัยเด็ก เช่น ตุ๊กตุ่นและตุ๊กตาทอยเส้น

 หมุดหมายของการถวิลหาอดีตในรูปแบบของ การ์ตูนผีเล่มละบาท ของป๋าเอ็กซ์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไทม์แมชชีนแห่งเวลาพาเขาเดินทางจากมีนบุรี มุ่งสู่บ้านเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ นั่นทำให้เขาได้เจอกับ การ์ตูนผีเล่มละบาท อีกครั้ง

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก
01

“เขาเรียกหนังสืออ่านฆ่าเวลานะ” ป๋าเอ็กซ์เปรยพร้อมกับเล่าความหลังระหว่างตัวเขาและ หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาท ระยะทางบนท้องถนนได้เชื่อมเขากับการ์ตูนผีเล่มละบาทเข้าด้วยกัน เพราะการเดินทางไปต่างจังหวัดในวัยเด็ก ไม่มีมือถือ ไม่มีแท็บเล็ต สิ่งที่อยู่กับเขาตลอดการเดินทาง คือการ์ตูนผีเล่มละบาท 

“หนังสือเหล่านี้มันเลยมีความทรงจำวัยเด็ก มักผุดเรื่องในอดีตของเราขึ้นมาเสมอ อดีตที่มีแต่ความสนุก และเมื่อถูกวาดเป็นการ์ตูน ก็ยิ่งทำให้เราจินตนาการว่าจะเจอเนื้อเรื่องแบบไหน จะเห็นบรรยากาศแบบใด มันทำให้เราเห็นว่า เฮ้ย เมื่อก่อนบ้านเป็นแบบนี้นะ ก่อนจะขึ้นบ้านต้องล้างเท้าก่อน นี่คือกลิ่นอายของอดีตที่หนังสือมอบให้กับเรา

ตอนเด็กไม่กลัวผีเหรอคะ-เราถามด้วยความสงสัย

“ตอนเด็กกลัว แต่เราก็อยากอ่าน เหมือนเวลาเราดูหนังผี บางทีก็ไปนั่งดูกับแม่หรือคลุมโปงดู มันมีความอยากรู้อยากเห็นว่าผีมีจริงไหม วันไหนอ่านหนังสือการ์ตูนผีแล้วเจอฉากน่ากลัว เราก็ค่อยกลับมาอ่านตอนกลางวันต่อ อ่านตอนไม่มืด เลยกลายเป็นความสนุกความเร้าใจ

“สมัยก่อนคนอ่านการ์ตูนเล่มละบาทเป็นพวกพ่อค้า แม่ค้า เอาไว้อ่านระหว่างขายของ เมื่อไม่มีลูกค้าก็เปิดอ่าน แต่พอลูกค้ามาก็เก็บไว้ใต้หาบ เพราะมันเป็นการ์ตูนราคาถูก เมื่อก่อนการ์ตูนญี่ปุ่นราคาแพงมากหากเทียบกับการ์ตูนเล่มละบาท แต่เป็นเรื่องที่สนุกนะ บางเรื่องเกี่ยวกับจักรๆ วงศ์ๆ บางเรื่องเป็นปาฏิหาริย์ ที่มาฮิตสุดๆ ช่วงหลังก็เป็นเรื่องผี จนตอนหลังเราเรียกกันว่าการ์ตูนผีแทน เพราะเป็นประเภทการ์ตูนที่ขายดีที่สุดในบรรดาการ์ตูนเล่มละบาท”

ด้วยความที่หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาทส่วนมากมีความยาวเพียง 16 หน้า จึงแตกต่างจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ที่นักวาด นักเขียน จะค่อยๆ จินตนาการและคอยเก็บรายละเอียดการ์ตูนไปทีละเล่ม การ์ตูนผีเล่มละบาทพิเศษตรงที่ไม่ว่าเนื้อเรื่องคุณจะดำเนินมาอย่างไร แต่เมื่อถึงหน้า 16 ก็ต้องจบเรื่องผีนี้ให้ได้

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“บางทีนะ เนื้อเรื่องปูมาสนุกมาก เขียนมาอย่างดี แต่พอนักวาดหันมาดู อ้าวสิบห้าหน้าแล้ว ก็จบเลย จบแบบห้วนๆ จบแบบง่ายๆ (หัวเราะ) บางคนงงว่าจบแล้วหรือ นี่เป็นอีกเสน่ห์ของหนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาท” 

ป๋าเอ็กซ์เล่าต่อว่า ภายหลังเริ่มมีการเขียนการ์ตูนแบบภาคต่อหลายเล่ม แต่คนไม่นิยมมากนัก เพราะต้องรอเล่มต่อไปและต้องตามเก็บ บางสำนักพิมพ์จึงเพิ่มจำนวนหน้าเป็น 24 หน้า หรือ 32 หน้าแทน แต่มาตรฐานของหนังสือผีเล่มละบาทก็ยังคงเป็น 16 หน้า 

“แต่ผมชอบแบบหลายเล่มจบ เพราะมันต่อเนื่อง อ่านเพลิน และที่สำคัญคือ การตามหาให้ครบชุด บางทีเราเจอเล่ม 1 และเล่ม 3 เหมือนการเดินทางหาขุมทรัพย์ ต้องตามหาเล่มที่ 2 ให้เจอ มันเลยตื่นเต้นมากๆ ต้องคอยสอบถามแลกเปลี่ยนใครมีเล่มนี้บ้าง ฉันขาดเล่มนี้”

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก
02

แรกเริ่มหนังสือการ์ตูนเล่มละบาทเกิดจากการพยายามใช้ประโยชน์จากเศษกระดาษที่เหลือในโรงพิมพ์ และนำไปขายด้วยราคา 1 บาท ทำให้หลายโรงพิมพ์ต้องหาวิธีลดต้นทุนการผลิตลง โดยหันไปจ้างนัดวาดหน้าใหม่แทนนักวาดมืออาชีพ เช่น นักเรียน นักศิลปะ หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาท จึงสร้างชื่อให้นักเขียนหน้าใหม่มากมาย บางเล่มใช้นักวาดมืออาชีพมาวาดแค่หน้าปก แต่ในเรื่องเป็นอีกคน เช่น หน้าปกโดย จุก เบี้ยวสกุล, เทพบุตร เขียนเรื่อง 

ป๋าเอ็กซ์อธิบายต่อว่า วิธีที่หนังสือการ์ตูนผีเล่มละบาทจะดึงดูดคนซื้อผ่านหน้าปกได้มี 2 ทาง คือ หนึ่ง ต้องมีผี สอง ต้องมีผู้หญิงสวยและเซ็กซี่ เพื่อดึงดูดคนอ่านเพราะเปิดดูเนื้อหาก่อนซื้อหนังสือไม่ได้ 

แล้วป๋าเอ็กซ์มีเงื่อนไขในการเลือกสะสมหนังสือการ์ตูนหรือเปล่า 

“ผมเลือกเก็บหนังสือการ์ตูนตามนักเขียนคนโปรดก่อน แล้วก็หน้าปก 

“ถ้าสังเกตดีๆ อาจารย์ชาตรี สังวรศิลป์ จะวาดแนวตากลมๆ ตาสวยคิ้วหนา ผู้หญิงสวยมาก นี่คือแนวผีสไตล์เขา เวลาเห็นแค่หน้าปกก็จะรู้ทันทีว่านี่เป็นเรื่องของแก แต่ต้องสังเกตนะ บางทีอีกคนวาดรูปข้างใน แต่ปกเป็นของอาจารย์ชาตรี อีกคนที่ชอบคือ อาจารย์โต้ด โกสุมพิสัย คนนี้เขาจะชอบวาดแนวอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ก็วาดได้ ผมมีประมาณสี่ถึงห้าร้อยเล่ม” 

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสมการ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

อ่านทุกเล่มไหมคะ-เราถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะหนังสือการ์ตูนราว 50,000 เล่ม ถูกเก็บและบรรจุ แยกประเภทนักวาดไว้อย่างดี 

“แรกๆ อ่านทุกเล่ม เพราะเมื่อก่อนได้มาทีห้าเล่ม สิบเล่ม ก็เปิดอ่านได้ แต่ตอนนี้มันเรียกพวกมาเรื่อยๆ ไม่มีเวลาอ่านแล้ว เลยหันมาดูลายเส้นเป็นหลัก คือเราหลงรักปกมัน แค่เห็นก็รู้แล้วว่าราคาเกินคำว่าหนึ่งบาทมาก มันเป็นงานฝีมือ เป็นงานศิลปะ”

แม้การ์ตูนผีจะมีบทบาทตัวละครผีหน้าเดิมๆ เช่น ผีกระสือ ผีกระหัง ผีตานี ผีเปรต และผีหัวขาด แต่รายละเอียดเนื้อเรื่อง เกร็ด การวาดของแต่ละเล่มต่างกันแน่นอน ป๋าเอ็กซ์ยกตัวอย่างให้เราฟังว่า บางเรื่องแต่งให้ผีกระสือกินไส้คน บางเรื่องกินวัว จนไปถึงกินขี้ก็มี ซึ่งสิ่งนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียนที่ผู้อ่านไม่สามารถคาดเดาได้ 

จากที่อ่านมา เคยเจอผีแปลกๆ บ้างไหม

“มี (หัวเราะ) มันจะมีชื่อผีแบบแปลกๆ แบบคำผวน เช่น ผีจับหัว ผีกระชากหัว ชื่อที่เห็นแล้วทะลึ่ง จะช่วยเรียกลูกค้านะ”

ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย
ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย
03

จากการเริ่มสะสมตามหาอดีตส่วนตัว กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดกว้างแบ่งปันความคิดถึงวัยเด็ก สู่การเปิดร้าน ATAKITO’S SHOP ขายของสะสม รวมไปถึงการจัดกิจกรรมแสดงผลงานตามห้างสรรพสินค้า ทำให้ป๋าเอ็กซ์ได้มีโอกาสพบเจอนักวาดที่ชื่นชอบ ผ่านการสัมภาษณ์มุมมองนักเก็บและนักวาด โดยคนแรกที่เจอคือ อาจารย์ชาตรี สังวรศิลป์ 

“ตอนครั้งแรกที่เจอกันดีใจมาก เราได้เจอนักเขียนคนโปรด ในขณะที่เขาก็ดีใจที่มีคนชื่นชอบผลงาน มีคนเก็บผลงานเขามากมาย ขนาดเขาเองยังเก็บผลงานตัวเองไม่กี่เล่ม แต่เราดันมีหลายพันเล่ม” 

ป๋าเอ็กซ์เล่าต่อด้วยความตื่นเต้นว่า นักวาดคนโปรดที่เขาเจอคนต่อมาคือ อาจารย์โต้ด โกสุมพิสัย เมื่อถ่ายรายการเสร็จจึงพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และพบว่าขณะนี้โรงพิมพ์ไม่รับพิมพ์การ์ตูนแบบเดิมแล้ว ส่งผลให้นักวาดการ์ตูนคนโปรดต้องหยุดการวาดไปโดยปริยาย เพราะถนัดการวาดมือมากกว่าใช้คอมพิวเตอร์

ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย

 “วาดการ์ตูนให้หน่อย” สั้นและเรียบง่าย นี่คือคำพูดของป๋าเอ็กซ์หลังเดินทางไปบ้านนักเขียนที่เขาชื่นชอบ โดยให้อาจารย์โต้ดเริ่มวาดการ์ตูนในแบบที่เขาชอบและใฝ่ฝันอยากจะมี ต้นฉบับเรื่อง จอมคาถาธุดงค์ จึงเกิดขึ้น 

“ผมบอกให้อาจารย์วาดมาก่อนตอนหนึ่ง เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องภูติผี พอวาดเสร็จหนึ่งตอน แกบอกว่า ‘พี่อยากวาดต่อ’ ผมเลยให้แกวาดต่อ พอถึงภาคที่สาม ดันมีหน้า มีชื่อผมเข้าไปเป็นตัวประกอบด้วย เฮ้ย เราชอบการ์ตูน เราสะสมการ์ตูน แต่นี่มีตัวเองเข้ามาเล่นด้วย และที่สำคัญ นักเขียนที่เราชื่นชอบวาดให้เรา มันเจ๋งมาก เราเลยนำตอนเหล่านั้นมารวมเล่ม” 

จากต้นฉบับวาดมือสู่การรวมเล่มด้วยตัวเอง ป๋าเอ็กซ์เริ่มต้นจากการนำต้นฉบับเหล่านี้มาถ่ายเอกสาร ตัดขอบกระดาษ และเย็บเล่มเอง ภายหลังการลองลงมือทำ พบว่าค่าถ่ายเอกสารแบบสีแพงกว่าการส่งโรงพิมพ์ จึงตัดสินใจส่งโรงพิมพ์เพื่อแจกเป็นเล่มสูจิบัตร

ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย
ย้อนวันวานกับ ป๋าเอ็กซ์-อรรถกฤตย์ จีนมหันต์ นักสะสมการ์ตูนกว่า 5 หมื่นเล่ม ผู้ต่อยอดธุรกิจอุตสาหกรรมการ์ตูนไทย

“ลองเอามือลูบดูสิ นี่เรียกว่าการแปะสกรีนโทน คือวิธีการตัดและนำกาวแปะ หลังจากนั้นนำสีมาระบายทับ ซึ่งต้นฉบับจะวาดในกระดาษขนาดเอสี่ แล้วโรงพิมพ์จะนำไปย่อให้มีขนาดเท่ากับหนังสือการ์ตูนที่เราเห็น เลยส่งผลให้ภาพมีความคมชัด มีมิตินูนๆ ขึ้นมา” ป๋าเอ็กซ์พูดพร้อมกับยื่นต้นฉบับหนังสือการ์ตูนให้เราสัมผัส

ภายหลังการรวมเล่มงานอาจารย์โต้ด ป๋าเอ็กซ์ได้ผันตัวมาเป็นนักเขียนการ์ตูน หนังสือการ์ตูน หุ่นพลังเวทย์ จึงเกิดขึ้น ที่เขียนเรื่องโดยป๋าเอ็กซ์ และวาดภาพโดยโต้ด โกสุมพิสัย

“หลังๆ เพื่อนมาเห็นหน้าเราในหนังสือการ์ตูน ก็บอกว่าอยากอยู่ในหนังสือบ้าง เราเลยจับเพื่อน จับคนรู้จัก เข้ามาเล่นด้วย แต่เราเป็นพระเอกนะ (หัวเราะ) อย่างเช่นพล่ากุ้งก็มาโผล่ในเรื่องนี้”

04

ถ้าให้เลือกหนังสือการ์ตูนที่เราชอบมากที่สุดมา 5 เรื่องจะมีเรื่องอะไรบ้าง

ป๋าเอ็กซ์เดินนำเราไปยังกรุสมบัติ ที่ระหว่างทางเต็มไปด้วยของสะสม ทั้งตุ๊กตุ่น ตุ๊กตาทอยเส้น จัดเรียงรายเต็มผนัง เขาย้ำกับเราว่า “ที่เห็นเรียงรายอยู่ตรงนี้ไม่ได้มีไว้ขายนะ มีไว้เก็บอย่างเดียว”

เพียงชั่วครู่เท่านั้น ป๋าเอ็กซ์เลือกหนังสือที่ติดตรึงในความทรงจำและมีค่ากับเขามากที่สุดจำนวน 5 เล่มจากชั้นที่มีหนังสือการ์ตูนวางอัดแน่นซ้อนทับกันอยู่หลายหมื่นเล่ม

01 ประตูผี

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“หากถามว่าทำไมถึงเลือกเล่มนี้ มันเป็นเรื่องผีที่หายากมาก เพราะมีถึงสิบเล่ม ที่พิเศษคือ ราชันย์เป็นคนวาดหน้าปก สังเกตดูนะ เขาวาดสวยมาก เป็นแนวผีแบบแปลกๆ คนส่วนมากสะสมไม่ครบกัน ผมใช้เวลาเกือบสองปีกว่าจะตามหาจนครบสิบเล่ม บางทีเจอหนึ่งเล่มแต่ปนกับที่เขาขายยกชุด เราก็ต้องเหมามาทั้งหมด”

02 ฉลากแผงการ์ตูน

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“อันนี้ที่ชอบเพราะสมัยก่อนเราไปร้านขายของเล่น มันจะมีฉลากของเล่น ฉลากเหล้าเบียร์ ฉลากบุหรี่ เต็มไปหมด แต่นี่เป็นฉลากหนังสือการ์ตูน แล้วมันเรียงเลขครบนะ 1 2 3 4 5 6 7 เป็นแนวและฉลากมีสภาพดีมาก ยังไม่ได้ใช้แผงหนึ่งราคาเกือบสองพัน แต่ผมก็ต้องซื้อเพราะมาสภาพเดิม ของที่หายากคือของที่เก็บและมีสภาพดี เลยชื่นชอบมากๆ”

03 เมียงู

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“นี่เป็นหนังสือการ์ตูนผีที่ชอบในวัยเด็ก ชาตรี สังวรศิลป์ นักวาดที่ผมชื่นชอบเป็นคนวาด เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่หนีมาอยู่กับผู้ชาย แต่ปรากฏว่าผู้หญิงเป็นงู พอตกกลางคืนก็ออกหากิน สุดท้ายโดนตีตาย การ์ตูนผีเล่มละบาทมันก็จบสั้นๆ แบบนี้แหละ แต่อีกเหตุผลที่ชื่นชอบคือ เราบังเอิญไปเจอคนขายต้นฉบับหน้าปกนี้ในเว็บซึ่งเป็นของหายาก เราจึงมีทั้งหนังสือและต้นฉบับ”

04 ต้นฉบับการ์ตูนของ อาจารย์ชาตรี สังวรศิลป์

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“ผมไปงานนิทรรศการที่อาจารย์จัด แล้วอาจารย์ก็ถามผมว่ามีต้นฉบับเก็บไว้ สนใจไหม ผมรีบตอบเลยว่าสนใจ ทำไมจะไม่สนใจ มีหนังสือไม่พอยังมีต้นฉบับอีก เพราะต้นฉบับเป็นสิ่งที่หายากมากๆ และสวยมาก สังเกตดูนะว่าแกจะวาดผู้หญิงอึ๋มๆ หน่อย”

05 หุ่นพลังเวทย์ เรื่องโดย ป๋าเอ็กซ์ ภาพโดย โต้ด โกสุมพิสัย

‘ป๋าเอ็กซ์’ นักสะสม การ์ตูนผีเล่มละบาท สู่การขับเคลื่อนวงการผีไทยไปทั่วโลก

“เล่มนี้ผมชอบมาก เพราะนักเขียนในดวงใจที่เราชื่นชอบเป็นคนวาดและมีเราไปร่วมแสดง ร่วมแต่งด้วย เป็นเรื่องราวการออกผจญภัยไปเจอภูตผีปีศาจ นอกจากนี้ ผมยังให้อาจารย์ปั้นเปเปอร์มาเช่ตัวละครในหนังสือการ์ตูน เพื่อเอามาจัดบูทนำเอาหนังสือไปวางขายด้วย ตอนนี้เลยเหมือนเป็นการต่อยอดจากความชอบเรา 

“จากที่เราสนุกๆ ชอบสะสม และช่วยให้นักเขียนคนโปรดมีงานทำ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันสร้างรายได้จนเป็นธุรกิจ เพราะผมนำผลงานของอาจารย์ไปจัดแสดงในร้าน ไปออกรายการบ้าง ตอนนี้มีทั้งคนไทยและต่างชาติสนใจซื้อผลงาน หรือให้อาจารย์ออกแบบวาดรูปผีให้ นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดนำภาพวาดมาทำเสื้อ ทำกระเป๋าลายรวมผี หรือใครอยากมีหนังสือการ์ตูนที่มีตัวเองเป็นนักแสดงก็ติดต่อผมได้ ตอนนี้ก็เหมือนผมเป็นบรรณาธิการ อาจารย์เป็นคนวาด 

“ใครจะไปเชื่อว่าจากการสะสมด้วยใจรัก สุดท้ายมันสามารถต่อลมหายใจการ์ตูนผีได้มากขนาดนี้”

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

นักสะสมส่วนใหญ่มักเก็บของรักของหวงไว้ใกล้ตัวที่บ้าน แต่หนังสือส่วนใหญ่ในคอลเลกชัน 1984 ของ ผศ.ดร.คารินา โชติรวี อยู่ในคาเฟ่ของลูกศิษย์วรรณคดีอังกฤษที่สนิทสนมกัน ชั้นหนังสือมุมหนึ่งของ Rare Finds Hidden Cafe มี 1984 หนังสือดิสโทเปียฉบับแปลหลายภาษาทั่วโลกให้แขกที่แวะเวียนเข้ามาอ่านได้ฟรี จนบางคนถึงขั้นมานั่งอ่านและขอซื้อก็มี เมื่อติดต่อขอชมคอลเลกชันของอาจารย์ เราจึงได้พบหน้ากันในย่านพระโขนง

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

“โดยมากคนที่สะสมของมักไปเสาะหาเองด้วยความยากลำบาก แต่ตัวเราเองไม่ใช่คนหา มีลูกศิษย์ซื้อมาให้เป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าเราสอนเรื่องนี้แทบทุกปี ลูกศิษย์จำได้ว่าเขาเรียนกับเรา มีคนหนึ่งชื่อ ธนิศร์ บุญสม ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนที่พระจอมเกล้าฯ เขาสะสม เจ้าชายน้อย ภาษาต่างๆ แล้วก็ชอบเที่ยวที่แปลกๆ เขาถามว่าอาจารย์อยากได้ด้วยมั้ย เขาไปซื้อ เจ้าชายน้อย ที่ไหน ก็ซื้อ 1984 พ่วงมาให้ด้วย” นักสะสมเล่าจุดเริ่มต้นให้ฟัง

Dystopian World

อาจารย์คารินาเพิ่งเกษียณจากการสอนวิชาวรรณคดีอังกฤษที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากสอนวิชา ‘วรรณกรรมร้อยแก้วอังกฤษศตวรรษที่ 20 ถึงปัจจุบัน’ (British Fiction from the Twentieth Century to the Present) มาราว 20 ปี โดยเลือกงานเขียนของนักเขียนอังกฤษหลายๆ คนมาสอนนิสิตปี 4 แทบทุกปีเธอเลือก 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) มาสอนเสมอ นอกเหนือจากงานชิ้นเอกของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ (Virginia Woolf), อี.เอ็ม. ฟอร์สเตอร์ (E. M. Forster), ซัลมัน รัชดี (Salman Rushdie), อรุณธตี รอย (Arundhati Roy) จนถึง คาสึโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro)

“หลายคนบอกว่าวรรณกรรมคือการหลีกหนี คือเรื่องเพ้อฝัน พาเราออกจากปัจเจกไปอยู่ในโลกที่สวยงาม แต่ถ้าคุณเรียนวรรณกรรมจริงๆ จะได้ความเป็นจริง เรามักเลือกเรื่องที่สะท้อนสังคม เศรษฐกิจ และลักษณะของวรรณกรรมในยุคสมัย นวนิยายเป็นการประพันธ์ที่ค่อนข้างใหม่ คำว่า Novel ก็แปลว่าใหม่ ก่อนหน้านี้มีแต่กวีนิพนธ์ พอศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ชนชั้นกลางเริ่มมีอิทธิพลและอยากอ่านอะไรที่ใกล้เคียงกับชีวิตตนเอง ก็เลยเกิดงานแบบ Realism (สัจนิยม) พอเข้าศตวรรษที่ 20 ยิ่งแตกแขนงออกไป มีการเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ การเล่าเรื่องแบบเน้นมุมมองนักเขียน

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

“งานแบบ 1984 เป็นงานแบบดิสโทเปีย มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้ ศตรวรรษที่ 19 มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ความเจริญก้าวหน้ามาสู่โลก แต่ขณะเดียวกันก็เกิดสงครามโลก เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เกิดการนำเทคโนโลยีที่ควรช่วยเหลือมนุษย์มาทำลายกัน เลยเกิดงานแนวดิสโทเปียที่ตรงกันข้ามกับยูโทเปียในอุดมคติ คนมองโลกในแง่ร้าย หมดศรัทธากับพระเจ้า มนุษย์ และความเป็นเหตุเป็นผล ยิ่งศตวรรษที่ 21 วรรณกรรมแบบนี้ยิ่งมีเยอะ อย่างเรื่อง The Hunger Games” อาจารย์สรุปแนวดิสโทเปียให้ฟังอย่างกระชับ 

ก่อนเข้าสู่เรื่องราวหนังสือเลขปีต้องสาป ขอทบทวนเรื่องราวหนังสือเล่มสุดท้ายในชีวิตนักเขียนอังกฤษ จอร์จ ออร์เวลล์ 

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

Welcome to Airstrip One

จอร์จ ออร์เวล หรือชื่อจริงคือ เอริก อาร์เทอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) เป็นนักเขียนอังกฤษ เกิดที่อินเดีย เคยเป็นตำรวจที่พม่า และเป็นผู้สื่อข่าวการปฏิวัติที่สเปน ผลงานดังของเขาคือ Animal Farm และ Nineteen Eighty-Four ซึ่ง 1984 เป็นนวนิยายเรื่องสุดท้ายที่เขาเขียนในโรงพยาบาล ค.ศ.​ 1948 ก่อนเสียชีวิต ทำนายสถานการณ์อนาคตอันน่าสะพรึง 

ค.ศ. 1984 ในเรื่องมีสงครามต่อเนื่องทั่วโลก สหราชอาณาจักรกลายเป็นดินแดนชื่อ Airstrip One ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนโอเชียเนีย มีการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จโดย ‘พี่เบิ้ม’ หรือ Big Brother ที่นี่รัฐล่วงรู้และควบคุมความคิดจิตใจของผู้คนได้ ทุกการกระทำของทุกคนถูกจับตามองตลอดเวลา มีอาชญากรรมทางความคิด ตำรวจความคิด และทุกสิ่งดูจะผิดเพี้ยนไปหมด Ministry of Truth มีหน้าที่ผลิตคำลวง Ministry of Peace ก่อสงคราม Ministry of Love บีบบังคับคนให้เชื่อฟังผู้นำด้วยความกลัว

Winston Smith พระเอกของเรื่องเป็นสมาชิกพรรคระดับธรรมดา ผู้ใฝ่ฝันถึงการปฏิวัติ และเริ่มมีความรักต้องห้ามกับเพื่อนร่วมงาน ความพยายามต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ ต่อรัฐที่ยิ่งใหญ่กดทับ นำไปสู่ผลลัพธ์ชวนสะท้อนใจ

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

Knowing Reality

“ออร์เวลเขียนถึงอนาคตในสามสิบหกปีข้างหน้าซึ่งน่าจะผิดได้ แต่ยิ่งอ่าน ยิ่งเห็นว่าค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมต่างๆ ทุกสังคมมีลักษณะดิสโทเปียลักษณะใดลักษณะหนึ่ง คนอาจจะคิดว่าสังคมดิสโทเปียน่าจะเป็นสังคมที่กดดันมากๆ อย่างเกาหลีเหนือหรือรัสเซียยุคโซเวียต ออร์เวลก็คิดแบบนั้น 

“แต่การใช้กลไกของรัฐควบคุมประชากร แม้ในสังคมทุนนิยมเสรี คนมีกินอิ่มหนำ แต่ก็ยังมีการควบคุมสอดส่องความคิดคน อ่านความคิดคนได้ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราหนีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ไปไหนก็มี CCTV หรือโทรศัพท์ก็ล้วงข้อมูลทุกอย่างของเราไปได้ ดังนั้น จะอ่าน 1984 เป็นแนววิทยาศาสตร์หรือวิพากษ์การเมืองสังคมก็ได้ อ่านได้หลายแนว ถ้าจะบอกว่าพยากรณ์อนาคตก็ได้ เพราะหลายอย่างเกิดขึ้นแล้วจริงๆ”

การวิพากษ์การเมืองอย่างคมคายแสบสันต์ ทำให้ 1984 กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในทั่วโลก และกลายเป็นหนังสือสำคัญในการเคลื่อนไหวประท้วง รวมถึงในประเทศไทย หนังสือ 1984 ก็เคยเป็นเครื่องมือประท้วงรัฐบาลด้วยวิธีเชิงสัญลักษณ์ อย่างการยืนกินแซนด์วิชและอ่านหนังสือ 1984 ในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ก็มีคาเฟ่ชื่อ 1984 ติดป้ายใหญ่ว่า Big Brother is Watching You หรือเร็วๆ นี้ในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) 1984 ก็กลายเป็นหนังสือขายดีที่นิยมอ่านเพื่อประท้วงทรัมป์เหมือนกัน

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก
คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

“ถ้าคุณต้องการประท้วงเผด็จการด้วยการพูด อาจต้องพูดสักชั่วโมงหนึ่ง แต่ด้วยหนังสือเล่มเดียวนี้ ไม่ต้องพูดอะไรก็สื่อได้เยอะมาก ทศวรรษหลังๆ มีการพูดถึงเมืองไทยว่ามีลักษณะเหมือนโลกใน 1984 ซึ่งหลายคนก็ไม่ชอบใจว่ามันเกินไปรึเปล่า แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่ก็มีมากพอให้คนพูดและเปรียบเทียบ ถ้าเรารู้สึกขัดแย้งว่าโลกดิสโทเปียไม่ใช่ความเป็นจริง การได้ลองอ่านก็จะทำให้รู้ได้ด้วยตนเอง 

“ถ้าถามเหตุผลว่าทำไมจึงสะสม 1984 ส่วนหนึ่งคือเลือกวรรณกรรมที่แปลหลายภาษา จะได้หาได้ง่าย เรื่องนี้แปลแล้วประมาณหกสิบห้าภาษา ถึงจะถูกแบนในหลายๆ ที่ 

“แต่เหตุผลในใจที่แท้จริง คือการสะสมสิ่งที่รัฐห้าม ห้ามในที่นี้มีสองนัยยะ คือห้ามแบบแบน และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือห้ามความคิดที่ปรากฏให้หนังสือเล่มนี้ เพราะฉะนั้น การได้สะสมหนังสือเล่มนี้คือการประท้วงด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างหนึ่ง วินสตัน สมิธ (Winston Smith) เริ่มต้นแสดงความคิดขบถเมื่อเขาไปหาซื้อไดอารี่มาเล่มหนึ่ง แล้วจดบันทึกความรู้สึกนึกคิดที่ถือเป็นสิ่งต้องห้ามในดินแดนที่เขามีชีวิตอยู่ การสะสมหนังสืออาจจะเป็นวิธีการแบบเดียวกันในระดับย่อมๆ ก็เป็นได้

“แต่นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เก็บเล่มภาษาไทยเลย คงต้องไปซื้อมาบ้างแล้วแหละ” 

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

อาจารย์กล่าวยิ้มๆ ทิ้งท้ายด้วยความปรารถนาถึงเสรีภาพ

“Freedom is the freedom to say that two plus two make four. If that is granted, all else follows.”

ในบรรดาหนังสือ 1984 ที่ลูกศิษย์ซื้อมาให้มี 30 กว่าเล่ม ดีไซน์ส่วนใหญ่มักมีรูปดวงตาจับจ้องเสมือนสัญลักษณ์ของพี่เบิ้ม อาจารย์คัดเล่มโปรดขึ้นมา ดังนี้ 

1984 Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มนี้เป็นเล่มที่เก่าที่สุด ผลิตใน ค.ศ. 1984 ปีนั้นได้ไปเรียนที่อังกฤษพอดี ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้เรียน 1984 เลยซื้อไว้ และใช้อ่านใช้สอนมาตลอด ตอนนี้ก็เลยเหลือง มีรอยขีด และแผ่นโน้ตเต็มไปหมด มีที่คั่นหนังสือที่ได้มาตอนรณรงค์โหวตคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญยุค คสช. กลุ่มคัดค้านตอนนั้นก็ยกโควตใน 1984 มาใช้

ทุกครั้งที่พิมพ์ใหม่ หนังสือจะได้รับการปรับปรุง เปลี่ยนคำนำใหม่ คำนำของเล่มนี้ตั้งคำถามว่า เรามาถึง ค.ศ. 1984 แล้ว สังคมเรามาถึงสิ่งที่ออร์เวลล์ทำนายไว้มั้ย

Graphic Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มนี้ชอบมาก สามีซื้อมาให้จากนิวยอร์ก ตอนเขาบอกจะซื้อให้ ตอบไปว่ามีเล่มภาษาอังกฤษแล้ว แต่เขาบอกว่าไม่ๆ เล่มนี้ยูต้องชอบมาก เพราะมีลูกเล่นกราฟิกประกอบทั้งเล่ม เล่มนี้พิเศษมาก ไม่ใช้สอน ผลิตในวาระผลงานเอกของออร์เวลล์ครบรอบห้าสิบปี 

Japanese Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มภาษาญี่ปุ่นนี้ลูกศิษย์ชื่อ ดริณทิพย์ จันทร์สิทธิ์ เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษเหมือนกัน ซื้อมาให้ตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ตอนเข้าไปในร้านแล้วถามหา 1984 มีแต่คนเข้าใจว่าจะซื้อ 1Q84 ของ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ต้องอธิบายกันนานว่าจะซื้อ 1984 ได้

Ukrainian Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

เล่มนี้ลูกศิษย์ ปูเป้-ศศพินทุ์ ศิริวาณิชย์ ไปเล่นละครที่ยูเครนแล้วรู้ว่าสะสมก็เลยซื้อมาฝาก ถึงเราจะอ่านไม่ออกสักตัว เวลาได้มาจะจดโน้ตชื่อภาษากับชื่อคนให้ไว้ในเล่ม

Latvian Edition and Brazilian Portuguese Edition

คารินา โชติรวี : นักสะสม 1984 หนังสือต้องห้ามของ George Orwell ที่แปลไปทั่วโลก

สองเล่มนี้ได้จากธนิศร์ คนที่เริ่มซื้อหนังสือ 1984 มาฝากคนแรก เขายังซื้อภาษาอาร์เมเนีย รัสเซีย ตุรกี รัสเซีย เกาหลี มาฝาก และยังซื้ออยู่เรื่อยๆ จากทุกทริปที่เขาไป คอลเลกชันนี้เกิดจากตัวเขาเลย เล่มลัตเวียนี่มีลูกค้าคาเฟ่มานั่งอ่านด้วย เป็นคนไทยที่เคยอยู่ลัตเวีย ส่วนเล่มโปรตุเกสก็แปลกมาก เพราะเป็นโปรตุเกสแบบบราซิล

ขอบคุณสถานที่ : Rare Finds Hidden Cafe

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load