แม้ปีนี้สถานการณ์ COVID-19 ทำให้การไปเยี่ยมบูทสำนักพิมพ์โปรด และต่อคิวขอลายเซ็นนักเขียนในดวงใจต้องขยับออกไปอีก Online Book Market ศูนย์รวมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 24 ชั่วโมง จึงเกิดขึ้นเอาใจหนอนหนังสือ ก่อนหยิบถุงผ้าใบโตตามไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 49 เช่นเคย

นี่คือ 10 รายชื่อหนังสือที่พวกเราหยิบเข้าตะกร้าในช่วงนี้ และอยากแนะนำต่อ 

อย่าไปมองกองดองกองเดิม มาเติมเล่มใหม่เข้าตู้ ลองเลือกดู ถ้าชอบเล่มไหน เราก็ปักลายแทงไว้ให้พร้อมแล้ว

หมวด วรรณกรรม เรื่องสั้น นวนิยาย

01 ด้วยรักและผุพัง

ด้วยรักและผุพัง
ผู้แต่ง : นริศพงศ์ รักวัฒนานนท์
สำนักพิมพ์ : Salmonbooks
จำนวนหน้า : 288 หน้า
ผู้แนะนำ : ปาริฉัตร คำวาส
พิกัด : https://bit.ly/3euwhvz

11 เรื่องสั้นคล้ายหนังชีวิตที่สะท้อนความเป็นจีน จากผู้เขียนลูกครึ่งจีนแคะ-จีนกวางตุ้ง ทุกเรื่องไม่ใช่การก่นด่า จำนน ศิโรราบ หากแต่เป็นการมองอย่างทะลุปรุโปร่งถึงด้านที่ลูกหลานชาวจีนไม่เคยพูดถึง ล้วนแต่เป็นเรื่องสามัญที่เรียกอารมณ์ร่วมได้ไม่ยาก ทั้งการกดทับทางสังคมชายเป็นใหญ่ ความอาทรที่มาพร้อมความกดดันเพราะอยากเห็นลูกหลานได้ดี พิธีกรรมในวันมงคลที่ซ่อนความจริงอันร้าวราน ไปจนถึงความรักและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว

ถึงจะเล่าความเป็นจีน แต่คนไทยอย่างเราอ่านแล้วก็อิน-เข้าใจในบริบทสังคมของพวกเขามากขึ้น

และถึงจะผุพังอย่างไร แต่ความรักในรากเหง้าที่เราสัมผัสได้ ยังมั่นคงแข็งแรง

02 วันที่แม่ไม่อยู่

วันที่แม่ไม่อยู่
ผู้แต่ง : ชินคยองซุก (Shin Kyung-sook)
ผู้แปล : วิทิยา จันทร์พันธ์
สำนักพิมพ์ : แพรว
จำนวนหน้า : 248 หน้า
ผู้แนะนำ : สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี
พิกัด : https://bit.ly/2QhH6sP

แม่ (น.) หญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูตน

นั่นคือนิยามศัพท์ตามหลักราชบัณฑิตยสถาน แต่นิยามคำว่าแม่ในหนังสือ วันที่แม่ไม่อยู่ อาจให้คุณค่ากับคำนี้เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะวรรณกรรมแปลเรื่องดังจากเกาหลีใต้เล่มนี้ จะพาคุณไปพบกับเรื่องแม่ๆ ตั้งแต่แบบแสนธรรมดาสามัญ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ที่กระทบได้ทั้งใจและต่อมน้ำตา เพื่อเน้นย้ำว่าการมีอยู่ของมนุษย์เพศหญิงที่มีคำว่า ‘แม่’ สลักหลังนั้นสำคัญขนาดไหน 

อาจมีหญิงสาวที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการดูแลเด็กน้อยคนหนึ่ง และแลกความสุขเล็กๆ กับความทุกข์ของตัวเอง หญิงวัยกลางคนที่มีคำติดปากว่า ‘ขอโทษ’ ทั้งที่ไม่เคยทำผิด ไปจนถึงหญิงชราที่เราอาจพบว่าเธอสำคัญ ในวันที่หายจากโลกนี้ไปแล้ว

โชคดีที่วันนี้แม่ยังอยู่

03 Cat on a Cold Flesh Heart

Cat on a Cold Flesh Heart
ผู้แต่ง : อนุสรณ์ ติปยานนท์
สำนักพิมพ์ : ระหว่างบรรทัด
จำนวนหน้า : 50 หน้า
ผู้แนะนำ : ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ
พิกัด : https://bit.ly/3xubOPT 

นี่คือหนังสือแห่งการบอกรัก

เมื่ออ่านชื่อหนังสือ Cat on a Cold Flesh Heart ทีแรกก็หวาดเสียว ว่าเจ้าแมวเหมียวที่มีหัวใจเย็นเฉียบเป็นเช่นไร อาจจะเป็นเรื่องราวแมวสยองขวัญ แล้วมันจะเป็นหนังสือรักไปได้อย่างไรกัน (คิดไปเองนานาจิตตัง) แต่เมื่ออ่านคำโปรยที่ปกหลัง กลับพบว่านวนิยายขนาดสั้นเล่มนี้คือยาชั้นดี ที่ช่วยปลอบประโลมความเจ็บปวด 

เรื่องราวเริ่มต้นจากการพบกันในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสของชายหญิงคู่หนึ่ง มีบทสนทนาต่อกัน แต่แล้วหนังสือเล่มนี้ก็พาเราไปไกลกว่านั้น สานต่อความรู้สึกลึกซึ้ง จนทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจได้ภายในระยะ 50 หน้ากระดาษ และคงไม่กล่าวเกินไป หากจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้คือหนังสือแห่งความรัก ความใส่ใจ ซึ่งใช้บอกรักใครสักคนได้

04 สาวไห้

สาวไห้
ผู้แต่ง : วิตต์ สุทธเสถียร
สำนักพิมพ์ : แซลมอน
จำนวนหน้า : 256
ผู้แนะนำ : นิรภัฎ ช้างแดง
พิกัด : https://bit.ly/3aLgOWE

78 คือจำนวนขวบปีที่ สาวไห้ นวนิยายจากปลายปากกาของ วิตต์ สุทธเสถียร ทอดระยะห่างจากการตีพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง นี่จึงไม่ใช่หนังสือใหม่แกะกล่องชวนว้าว แต่เป็นหนังสือเก่าทรงคุณค่าที่น่าหลงใหล

สาวไห้ เล่าเรื่องราวชีวิตรักของ ยายจุ๋ง-กรรณิการ์ บุษราคัม แม้ใช้ตัวละครหญิงดำเนินเรื่อง คล้ายนวนิยายจำนวนไม่น้อย แต่ความคิดก้าวหน้าผิดสมัย ทั้งเรื่องบทบาททางเพศและการปฏิเสธคุณค่าทางศีลธรรมของโลกเก่า ซึ่งเป็นรสชาติแห่งยุคสมัยที่วิตต์ใส่ลงไปอย่างกลมกล่อม ทำให้ สาวไห้ โดดเด่นออกมาจากเรื่องอื่นๆ ในบรรณพิภพ และส่งกลิ่นอายของสังคมไทยช่วงสองทศวรรษสุดท้ายก่อนกึ่งพุทธกาลได้อย่างสมบูรณ์

“อิสระเสรีภาพ ประตูชัยแห่งชีวิต ความสุขสำราญที่อุ่นเหมือนแดดอ่อน-เหล่านี้อยู่ในกำมือที่เราสามารถจะบังคับมันได้ทั้งสิ้น แต่ความรักกลับฉวยโอกาสมัดมือเราเสีย-”

ยิ่งได้ลีลาฉวัดเฉวียน กลวิธีการเล่าเรื่องตัดสลับฉากระดับเซียน ชวนฉงนแต่ไม่งงงวย เส้นทางรักของยายจุ๋งก็ยิ่งสนุกเร้าใจมากขึ้น แม้เจือกลิ่นนมเนยอยู่บ้าง แต่กลับทำให้หอมหวนชวนทาน ไม่มันเลี่ยนจนกินไม่ลง

สาวไห้ ทำให้เรารู้ว่า “น้ำตามีสองชนิด ชนิดที่เราหลังโดยเปิดเผยและชนิดที่หลั่งเงียบๆ -น้ำตาที่ไหลย้อยลงมาตามแก้มและที่ไหลกลับลงไปสู่ขั้วหัวใจ”

05 So Close yet So Far ระยะห่าง ระหว่างเรา

So Close yet So Far ระยะห่าง ระหว่างเรา
ผู้แต่ง : จิมมี่ เลี่ยว (Jimmy Liao)
ผู้แปล : อนุรักษ์ กิจไพบูลย์ทวี
สำนักพิมพ์ : Piccolo
จำนวนหน้า : 148 หน้า
ผู้แนะนำ : ทรงกลด บางยี่ขัน
พิกัด : https://bit.ly/2SjbFic

นี่คือหนังสือที่แฟนๆ ของจิมมี่ เลี่ยว ไม่ควรพลาด นิยายภาพที่มีชื่อภาษาจีนว่า ‘เดี๋ยวใกล้ เดี๋ยวไกล’ เล่มนี้ คล้ายภาคต่อของนิยายสุดคลาสสิกตลอดกาลของจิมมี่ เลี่ยว อย่าง ‘ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา’ ในแง่ของการเป็นเรื่องรักที่พูดถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวที่มีบ้านอยู่ตรงข้ามกัน เห็นกันตั้งแต่เด็ก และเติบโตมาด้วยกัน ใกล้กัน ห่างกัน เหมือนจะรักกัน และเหมือนจะไม่รักกัน เราจะได้เห็นการเติบโตของความสัมพันธ์ตั้งแต่รักแบบลูกหมาในวัยเยาว์ จนถึงรักแบบผู้ใหญ่ในวัย 30 กว่า

ในแง่การเป็นเรื่องรัก เลยไม่ใช่หนังสือรักหวานจ๋อย หรือเรื่องที่ตัวละครจมจ่อมอยู่กับความเปลี่ยวเหงาและผิดหวัง แต่เป็นการพาคนอ่านไปเจอกับความรู้สึกที่หลากหลายของความรัก และชวนให้เราตั้งคำถามมากมายกับความรัก

ท้ายที่สุด นิยายภาพที่เขียนเมื่อ ค.ศ. 2016 เล่มนี้ คล้ายกับการรวมฮิตตัวละครดังๆ และฉากดังๆ จากหนังสือมากมายของจิมมี่ เลี่ยว ไว้ด้วยกัน สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของนักวาดชาวไต้หวันผู้นี้ รับรองว่าจะสนุกกับการมองหาตัวละครที่คุ้นเคย และการทดสอบความจำว่า ภาพนี้หรือฉากนี้เคยอยู่ในหนังสือเรื่องไหน

สุดท้ายคุณอาจจะหลงรักประโยคที่เขียนย้ำไปย้ำมาอยู่ทั้งเล่มว่า “บ้านของเขาอยู่แค่ตรงข้ามบ้านของเธอ ห่างกันเพียงเดินเท้าสามนาที” เพราะมันมีความหมายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดทั้งเล่ม

06 คิดถึงทุกปี

คิดถึงทุกปี
ผู้แต่ง : บินหลา สันกาลาคิรี
สำนักพิมพ์ : KOOB
จำนวนหน้า : 336 หน้า
ผู้แนะนำ : ปาริฉัตร คำวาส
พิกัด : https://bit.ly/3vLfhYD

สารภาพว่าเราเป็นคนซื้อหนังสือจากปก รองจากชื่อผู้เขียน

‘คิดถึงทุกปี’ ฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ KOOB เล่มนี้ออกแบบปกโดย Wrongdesign ออกแบบภาพประกอบปกโดย นรา ซองจดหมายเล่มหนา ถูกหย่อนลงตะกร้าทันทีที่เปิดพรีออเดอร์ ด้วยเหตุผลในบรรทัดแรก

สำหรับแฟนเหนียวแน่นของ บินหลา สันกาลาคีรี คงเคยผ่านตา 9 เรื่องสั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2536 – 2540 ที่เคยรวมเล่มเมื่อ 10 กว่าปีก่อน สำหรับเรา หนังสือของบินหลาเปิดโลกการอ่าน เป็นดั่งครูและเพื่อนยามเดินทางของเราเสมอ บอกไม่ได้ว่าชอบตอนใดเป็นพิเศษ เพราะความคิดถึงซึ่งซ่อนในตัวอักษร ความงดงามในภาษา สะท้านหัวใจทุกบรรทัด หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณเห็นว่ามนุษย์ช่างซับซ้อน ความคิดถึงมันช่างละเอียดอ่อน การได้คิดถึงและถูกคิดถึง เป็นความสุขง่ายๆ การถูกคิดถึงโดยปราศจากความรักก็ไม่ใช่ความทุกข์ เผลอๆ อาจมองความสัมพันธ์ที่มีอยู่เปลี่ยนไป ไม่เข้าใจมากขึ้น ก็เข้าขั้นปลง และคงจะกลับมาคิดถึงทุกปี ทุกทีที่อ่าน

ที่โคตรพิเศษ มีความคิดถึงให้ผู้เขียนมาพร้อมกับจดหมายปิดผนึกจากมิตรน้ำหมึก ศุ บุญเลี้ยง และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ 

แม้เคยมีเล่มก่อน เราว่าควรเก็บเล่มนี้เพิ่ม

หมวดความรู้ ประวัติศาสตร์

07 100 Social Innovations from Finland

100 Social Innovations from Finland
บรรณาธิการ : อิลค์ก้า ไทพาเล (Ilkka Taipale)
ผู้แปล : กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
สำนักพิมพ์ : Sidea 
จำนวนหน้า : 456 หน้า
ผู้แนะนำ : ทรงกลด บางยี่ขัน
พิกัด : https://bit.ly/3gDTaiR

เราเคยได้ยินคนพูดกันในหลายวงการว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศต้นแบบที่มีระบบและแนวคิดในการจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ หนังสือเล่มนี้ได้เล่าถึงเรื่องพวกนั้นในทุกมิติ ทั้งการเมือง สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วัฒนธรรม สุขภาพ เทคโนโลยี การใช้ชีวิตประจำวัน แต่ละเรื่องเล่าสั้นๆ ว่า ฟินแลนด์สร้างนโยบายต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาได้ยังไง อะไรคือเหตุผลเบื้องหลัง และทำให้เกิดขึ้นได้ยังไง 

นโยบายจำนวนมากเกินขึ้นตั้งแต่ยุค 50 – 60 ซึ่งมีเสียงต่อต้านจำนวนมาก แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเสียงชื่นชม และกลายเป็นต้นแบบของโลกแล้ว แต่ละเรื่องเขียนโดยคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นที่สุดของฟินแลนด์ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ คนทำงานภาคสังคม นี่จึงเป็นหนังสือที่ทูตฟินแลนด์มอบให้ตัวแทนประเทศต่างๆ เพื่อแนะนำตัวว่า ฟินแลนด์มีดีอะไร และเราจะร่วมงานอะไรกันได้บ้าง ไทยเราก็หยิบเอาหลายนโยบายดีๆ หลายอย่างมาใช้ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ (ซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เหมือนที่ฟินแลนด์เจอเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน) 

หนังสือเล่มนี้เปรียบได้กับแสงเทียนสำหรับคนที่รู้สึกหมดหวังกับปัญหาสังคมมากมาย

08 A History of Reading โลกในมือนักอ่าน

A History of Reading โลกในมือนักอ่าน
ผู้แต่ง : อัลเบร์โต แมนเกล (Alberto Manguel)
ผู้แปล : กษมา สัตยาหุรักษ์ และ ดนยา กนกระย้า
สำนักพิมพ์ : Bookscape
จำนวนหน้า : 568 
ผู้แนะนำ : ปาริฉัตร คำวาส
พิกัด : https://bit.ly/32WZVUA

การอ่านมีประวัติศาสตร์

แม้เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1996 และเพิ่งแปลไทยครั้งแรกปีนี้ แต่เนื้อหาในนั้นกลับพาเราหมุนย้อนอดีตไปกว่า 6,000 ปี ถอดความหมายที่กล่าวไว้ว่าหนังสือและโลกต่างเป็นเงาสะท้อนกันและกัน การกำเนิดของศาสตร์การถอดความหมายผ่านดวงตา การกำเนิดของนักอ่านที่สร้างความกลัวทุกรูปแบบของสังคม เช่น วงการสถาปัตยกรรมที่เกิดความเชื่อว่า หนังสือฉบับพิมพ์จะเข้ามาแทนที่และทำลายหนังสือฉบับก่อสร้าง ก่อนค้นพบว่าเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะถัดมาในยุคกลาง สิ่งพิมพ์ทำให้เขาถึงความรู้ของสถาปนิกในยุคกลางได้ การกำเนิดหอสมุดยุคโบราณ ไปจนถึงประวัติศาตร์การทำงานของการอ่านและอำนาจของนักอ่าน บวกกับเรื่องเล่าสนุกๆ ของบุคคลและสถานที่จริงอันเกี่ยวพันกับโลกของการอ่าน ซึ่งนักอ่านขี้สงสัยอย่างคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

09 Sapiens เซเปียนส์ ประวัติศาสตร์ฉบับกราฟิก: กำเนิดมนุษยชาติ (เล่ม 1)

09 Sapiens เซเปียนส์ ประวัติศาสตร์ฉบับกราฟิก: กำเนิดมนุษยชาติ (เล่ม 1)
ผู้แต่ง : ยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari), เดวิด แวนเดอร์มิวเลน (David Vandermeulen), แดเนียล คาสซาแนฟ (Daniel Casanave)
ผู้แปล : ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์
จำนวนหน้า : 256
สำนักพิมพ์ : ยิปซี
ผู้แนะนำ : ทรงกลด บางยี่ขัน
พิกัด : https://bit.ly/2RaFMbi

Sapiens เป็นหนังสือที่พูดถึงกันเยอะมากในหมู่ผู้อ่านชาวไทยช่วง 3 ปีมานี้ ด้วยเหตุผลว่าอธิบายที่ไปที่มาของมนุษยชาติตั้งแต่ยังเป็นสัตว์เซลล์เดียว จนถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมสมัยใหม่ได้แบบหมดจด รวมไปถึงความหนาที่ท้าทายเวลาและสมาธิของมนุษย์นักอ่านด้วย 

สำหรับคนที่แพ้หนังสือเล่มหนา ยูวัล โนอาห์ แฮรารี ผู้เขียนก็ไปชวนนักวาดการ์ตูนชื่อดังของยุโรปอย่าง เดวิด แวนเดอร์มิวเลน และ แดเนียล คาสซาแนฟ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา มาแปลงเนื้อหาส่วนแรกของหนังสือให้เป็นนิยายภาพที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครและฉากต่างๆ ทำให้เราเข้าใจเรื่องยากๆ ได้ง่าย และน่าติดตามมาก 

นี่ไม่ใช่หนังสือเรื่องหนักๆ ที่ไกลตัว แต่เล่าง่ายเกี่ยวกับมนุษย์ผ่านคำถามที่น่าสนใจมากเลย และชวนให้เราคิดตามไปว่า ทฤษฎีไหนน่าจะเป็นจริงที่สุด ถ้าใครอยากรู้ว่า แรกเริ่มมนุษย์มี 6 สปีชีส์ แล้วอีก 5 สูญพันธุ์ไปตอนไหน เราเคยผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์กันไหม พลังของการเล่าเรื่องทำให้เราพัฒนาตัวเองต่างจากสัตว์จนมาถึงวันนี้ได้ยังไง รวมไปถึงมนุษย์ยุคโบราณคือฆาตกรที่ทำให้สัตว์ขนาดยักษ์จำนวนมากสูญพันธุ์จริงไหม ต้องลองอ่านดู

10 รวมบทความของฮิโตะ ชไตเยิร์ล

10 รวมบทความของฮิโตะ ชไตเยิร์ล
ผู้แต่ง : ฮิโตะ ชไตเยิร์ล (Hito Steyerl)
ผู้แปล : อธิป จิตตกฤษ์, เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, พนา กันธาจุฑาสุวรรณมงคล
จำนวนหน้า : 392 หน้า
สำนักพิมพ์ : ซอย press
ผู้แนะนำ : ภาสินี ประมูลวงศ์
พิกัด : https://bit.ly/33oIFrQ

“แด่มีม ภาพกาก ภาพจร เทคโนโลยีดิจิทัล

และดอกไม้ทุกดอกที่ร่วมก่อร่างสร้างสารอันท้าทาย III”

นี่เป็นคำรองปกหนังสือเกี่ยวกับศิลปะของ ฮิโตะ ชไตเยิร์ล ลืมการพูดถึงศิลปะอย่างภาพวาด ประติมากรรม ภาพพิมพ์แบบหนังสือเรียนที่มีแต่คำชื่นชมและประวัติแห้งเป็นหางว่าวไปได้เลย เพราะฮิโตะมาเพื่อพูดถึงศิลปะแบบที่เราคิดไม่ถึง อย่างไฟล์ภาพขนาด Low Res บอทดาราหนังโป๊ และวิดีโอเกม 

 ฮิโตะ ชไตเยิร์ล เป็นนักทำภาพยนตร์ นักทำภาพเคลื่อนไหว นักปฏิบัติการศิลปะ และนักเขียน งานของเธอทั้งเฉียบแหลม คมคาย และกวนโอ๊ย เธอนำเสนอมุมมองต่อศิลปะที่ท้าทายการให้คุณค่าแบบเดิมๆ งานของชไตเยิร์ลมักมีประเด็นเกี่ยวกับเทคโนโลยี สังคม และสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘เทสต์แย่’ หรือ ‘ไม่ใช่ศิลปะ’ แต่เมื่อเราอ่านหนังสือของเธอจบ เราจะได้แนวคิดใหม่ๆ ต่อการมอง Aesthetic (ความงาม) เสมอ เราจึงดีใจมากที่สำนักพิมพ์ SOI แปลบทความของชไตเยิร์ลรวมเล่มเมื่อปีที่แล้ว
ศิลปะของชไตเยิร์ลเป็นเรื่องของวันนี้ ของสิ่งที่เราเห็นตามอินเทอร์เน็ต ของตัวเราเอง สิ่งที่เราคิด และสิ่งที่หล่อหลอมความคิดนั้นของเราขึ้นมา เพราะฉะนั้น เราเองจึงอ่านแล้วทั้งหัวเราะและพยักหน้าหงึกๆ ตามไปด้วยแทบทุกหน้า

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ในบรรดาซีรีส์ Netflix ครึ่งหลังของปี 2022 เรื่องที่น่าจับตามอง มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกคือ 1899 ของผู้สร้าง Dark เรื่องที่สอง The Midnight Club ของ Mike Flanagan (ผู้สร้าง The Haunting of Hill House กับ Bly Manor

และเรื่องที่มาก่อนใครเพื่อนที่ผมภูมิใจนำเสนออย่างยิ่ง คือ The Sandman (TV series) ซีรีส์มหากาพย์แฟนตาซีที่ดัดแปลงจากคอมิกชื่อดังของ Neil Gaiman (ผู้แต่ง American Gods, Good Omens, Caroline และ Stardust) เรียกได้ว่าเป็นผลงานสร้างชื่อที่สุดของผู้แต่งคนนี้ และเจ้าตัวยินดีปรีดาเป็นอย่างมากหลังจาก 30 ปีที่มีการพยายามดัดแปลงเป็นหนัง/ซีรีส์แต่ล้มเหลว The Sandman ฉบับซีรีส์ได้เกิดขึ้นในยุคที่ทุกอย่างพร้อมที่สุด

ในฐานะแฟนตัวยงผลงาน Neil Gaiman (อ่านว่า ‘นีล เกแมน’ นะครับ เจ้าตัวเคยออกมางอนคนเรียกนามสกุลผิดมาแล้ว) และแฟนซีรีส์ที่อ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ เลยอยากพาไปทำความรู้จักกับ The Sandman ว่าเกี่ยวกับอะไร และทำไมถึงห้ามพลาดเรื่องนี้ โดยเริ่มจากแนะนำเบื้องต้น ไล่เรียงถึงที่มาที่ไป วิบากกรรม ไปจนถึงจุดเด่นของซีรีส์ ซึ่งขณะเขียนบทความนี้ผมได้ชมครบ 10 Episide แล้ว แต่จะไม่เผยรายละเอียดสำคัญเพราะอยากให้ไปชมกันเอง

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

The Sandman ว่าด้วยเรื่องราวของ Dream หรือ Morpheus เจ้าแห่งความฝันที่ตัวผอม ผิวซีดเซียวในชุดคุมโทนสีดำ ผู้เป็น 1 ใน 7 เทพกลุ่ม Endless (ผมขอถือวิสาสะแปลว่า ‘เทพอนันตกาล’) ถูกเรียกตัวและคุมขังโดยมนุษย์สุดโอหังที่ต้องการฝืนธรรมชาติเป็นเวลา 105 ปี 

เมื่อเวลาผ่านไป เขาหนีออกมาได้ แต่จักรวาลมีโครงสร้างเหมือนบ้านหนึ่งหลัง และในเมื่อเป็นเวลานับศตวรรษที่ปราศจาก 1 ใน 7 เสาหลักสมดุลของจักรวาล ผลกระทบย่อมเกิดขึ้น ทำให้เกิดความปั่นป่วนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงเป็นหน้าที่ของ Morpheus ที่ต้องทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาครับ โดยเริ่มจากภารกิจตามหาไอเท็ม 3 สิ่ง คือ หน้ากาก ถุงทราย และทับทิมเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง

ตัวละคร Dream ถูกตีความในแบบฉบับของนีล อิงจากความเป็นเทพความฝันและเล่นกับมิติความฝันในเชิงจิตวิทยาอย่างไม่เคยมีคอมิกเรื่องไหนในเวลานั้นทำมาก่อน และพาผู้อ่านโลดแล่นไปกับองค์ประกอบและทฤษฎีความฝันของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง สร้างสรรค์ ผสมผสานกับเวทมนตร์ เต็มไปด้วยเรื่องเหนือธรรมชาติ อิงศาสนาคริสต์ตามสไตล์ ความทะเยอทะยานสุดแสนจะน่ากลัวของมนุษย์ปุถุชนเมื่อมีอำนาจในกำมือ และมีตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์น่าจดจำ

ถ้าจะว่ากันด้วยที่มาของตัวละคร The Sandman หรือ Dream คงต้องเท้าความไปถึงต้นขั้วซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่แถบยุโรปครับ เรื่องราวของ Sandman เริ่มต้นด้วยการเป็นนิทานพื้นบ้านที่ไม่มีจุดกำเนิดชัดเจนเท่าไหร่นัก สิ่งที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดค้นหาเจอ นอกจากคำบอกเล่าคือ เรื่องราวที่เขียนในศตวรรษที่ 18 โดยนักเขียนชาวเยอรมันที่ชื่อ E.T.A Hoffman เล่าเรื่องของ Der Sandmann ชายในยามวิกาล จะออกตามหาเด็ก ๆ ที่ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน จากนั้นก็เอาทรายโรยบนตาจนลูกตาหลุดออกจากเบ้า แล้วเก็บมันใส่ถุงที่พกมาด้วย (สยองขวัญใช่เล่นเลยนะเนี่ย) จากนิทานก่อนนอนสำหรับขู่เด็กไม่ยอมนอนและไม่ใช่สำหรับเด็ก จน Sigmund Freud เอาไปใช้อ้างอิงในทฤษฎีจิตวิเคราะห์

ต่อมามีอีกเวอร์ชันที่เป็นมิตรกับเด็ก ๆ มากขึ้นของ Hans Christian Andersen ว่าด้วยเรื่องราวของ Ole Lukøie ชายในชุดนอนและถือร่ม ภายหลังได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ The Sandman

นั่นทำให้ทำไปทำมา จากนิทานพื้นบ้าน Sandman กลายเป็นเทพแห่งความฝันและผูกโยงกับช่วงเวลาหลับใหลของผู้คนซะอย่างนั้น และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็ได้กลายมาเป็น ‘ฮีโร่’ ในที่สุด ในคอมิกของค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง DC ที่เป็นเจ้าของฮีโร่ Iconic อย่าง Batman และ Superman

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

ในช่วงเวลานั้นมีปรากฏการณ์หนึ่งเรียกว่า ‘British Invasion’ นิยามการมาของนักเขียนคอมิกจากอังกฤษ ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา 3 คนในนั้นคือ Alan Moore (ผู้แต่ง Watchmen, The League of Extraordinary Gentleman, V for Vendetta และ Swamp Thing), Grant Morrison และ Neil Gaiman ครับ

ก่อนหน้านั้น นีลเป็นนักวารสารหรือนักข่าว แล้วเข้าสู่โลกของคอมิกโดยการอ่าน Swamp Thing ของ Alan Moore และการได้รู้จักกับอลัน ซึ่งนอกจากชี้ทางแล้ว ยังเป็นผู้ขัดเกลานีลในเส้นทางสายนี้อีกด้วย หรือจะเรียกว่าอลันเป็นอาจารย์ของนีลก็ว่าได้ครับ แน่นอนว่าคนมีของมักจะถูกมองเห็น ในตอนนั้น Karen Berger บรรณาธิการของ DC ได้อ่านคอมิกเรื่องแรกของนีลที่ชื่อ ‘Black Orchid’ เธอจึงชวนมาเขียนคอมิกให้กับค่ายลูกของ DC ชื่อ Vertigo ที่จะโจ่งแจ้งทั้งเพศ ภาษา ยาเสพติด และความรุนแรง “เราต้องการ Sandman คนใหม่ เอาแค่ชื่อไปใช้ แล้วจะเปลี่ยนจะทำอะไรกับมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเลย” นี่คือสิ่งที่ Karen บอกนีล 

จึงเกิดเป็นคอมิก The Sandman ขึ้นในปี 1989 ครับ ซึ่งกลายเป็นว่าคอมิกที่มีตัวละครชื่อกลาง ๆ กับอยู่ในค่ายกระแสรอง ยอดขายพุ่งทะยานจนแซงผลงานอาจารย์ตัวเองอย่าง อลัน มัวร์ และขายดีกว่าคอมิกฮีโร่ Iconic ของค่าย DC อย่าง Superman และ Batman ในตอนนั้นซะอีก ในช่วงที่แรก ๆ The Sandman สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยความเฉพาะตัวของปกและเนื้อเรื่อง คือทำให้ผู้หญิงหันมาสนใจคอมิกอีกด้วย จากที่ในช่วงเวลานั้นปกติจะมีแต่เด็กผู้ชายอ่านซะส่วนใหญ่ 

The Sandman ยังเปลี่ยนนิยามของคำว่าคอมิก ซึ่งหลังจาก The Sandman ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และรายได้ จากความมีเอกลักษณ์ในเรื่องราว ความกล้าเล่า ความกล้าหยิบจับวัตถุดิบและตัวละครใน DC มาเล่นตามใจชอบอย่างไม่มีขอบเขตและเงื่อนไข 

นีลสองจิตสองใจเรื่องการดัดแปลง The Sandman เพราะเขาไม่แน่ใจและนึกภาพไม่ออกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นหนังได้ยังไง แต่เมื่อมีโอกาส ก็อยากเห็นมันเกิดขึ้นและพยายามผลักดันอยู่เหมือนกัน เขายึดหลักข้อหนึ่งในการดัดแปลง The Sandman เสมอมา นั่นก็คือ “ผมยอมให้ไม่มีหนัง Sandman ซะยังดีกว่ามีหนัง Sandman ที่แย่”

นั่นก็เพราะทั้งในมุมของนีล The Sandman ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการดัดแปลงและเต็มไปด้วยคำถามจากผู้อ่านคอมิกว่า “จะทำออกมาได้จริง ๆ หรือ” เพราะทั้งเสื้อผ้า พร็อพ ฉากหลัง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง ต้องใช้ทุนสร้างสูงมหาศาล และติดชะงักอยู่ระหว่างกลางของการทำให้ตรงต้นฉบับจนไม่ได้มีอะไรใหม่แปลกตาเลย กับการเนรมิตฉากตอนใหม่โดยที่ยังคงแก่นเดิมและความรู้สึกเหมือนตอนอ่านไว้ได้ อีกทั้งยังมีวัตถุดับให้หยิบจับจำนวนมาก ตัดสินใจยากพอสมควรว่าจะหยิบตรงไหนมาใช้ หรือทิ้งตรงไหน

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

นั่นก็เพราะก่อนที่จะมี Netflix และซีรีส์เฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ ละครโทรทัศน์และทีวีโชว์ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก อีกทั้งนักแสดงยังมีการแยกเกรดกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเหตุผลที่เพิ่งกล่าวไปว่าคอมิกเต็มไปด้วยจินตนาการและต้องใช้ทุนสร้างสูง ทำให้ก่อนหน้านี้ The Sandman มีทางเลือกเดียวคือสร้างเป็น ‘ภาพยนตร์’ และมีการปลุกปั้นมาตั้งแต่ยุค 90 กับทาง Warner Bros. แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีบทที่ควรค่าแก่การนำไปสร้างสักที (บางบทนีลบอกว่าเป็นบทหนังแย่ที่สุดที่เคยเห็นมาในชีวิตด้วยซ้ำ)

เวอร์ชันที่ดูเป็นรูปเป็นร่างที่สุด คือราว ๆ ปี 2013 ที่ David S. Goyer จะนำมาดัดแปลงร่วมกับนีลและนักแสดงน่าจับตามองอย่าง Joseph Gordon-Levitt แต่สุดท้ายด้วยเหตุผลความสร้างสรรค์ไม่ลงรอยกัน Joseph จึงถอนตัวและโปรเจกต์ก็ตกไปอยู่ในหุบเหวอีกครั้ง จน Warner Bros. ตัดสินใจสร้างป็นทีวีซีรีส์แทน และการมีอยู่ของ Netflix (กราบงาม ๆ ในฐานะแฟน The Sandman และ นีล เกแมน) ซีรีส์เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นครับ หลังจาก 30 ปี

ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นธรรมดา แต่ในสภาวะพร้อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในตอนนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีล้ำพอที่จะถ่ายทอดจินตนาการไร้ขอบเขตของ The Sandman ลงในหน้าจอได้ และให้ความสำคัญกับเงินทุนที่สูง อีกทั้งลูกรักยังได้รับการดูแลโดยผู้ให้กำเนิดอย่างนีล เกแมน เองอีกด้วย นีลได้ออกมาบอกภายหลังเซ็นสัญญาว่า ดีใจมากที่ไม่เคยมีหนังเรื่องนี้มาก่อน เพราะนี่คือรูปแบบการนำเสนอที่ดีที่สุด ถูกที่ถูกเวลาแล้ว

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

“อะไรคือความหมายของการเป็นราชา” นี่คือสิ่งที่ นีล เกแมน คิด ก่อนที่จะลงมือปลุกปั้นเรื่องราวของ The Sandman และต่อยอดไอเดียด้วยคำถามนี้ เกิดเป็นตัวละครต่าง ๆ และเนื้อเรื่องที่มีคุณสมบัติ ‘เหนือกาลเวลา (Timless)’ หรือไม่เคยเก่าแม้จะนำมาอ่านในยุคไหน และมีความเป็นตัวของตัวเองชัดเจนเสมอ

The Sandman ฉบับซีรีส์ของ Netflix นับว่าเนรมิตรพร็อพ เสื้อผ้า ฉากอันวิจิตร ภาพงดงาม เอฟเฟกต์กับฉากทั้งสำคัญและฉากยิบย่อยต่าง ๆ กับจัดเต็มความดาร์กแฟนตาซีได้อย่างกำลังดีและน่าติดตาม (แม้จะพูดไม่ได้ว่าสำหรับทุกคน) โดยเป็นการหยิบยกเรื่องราวของ ‘Preludes and Nocturnes’ กับ ‘The Doll’s House’ ที่รวม ๆ กันราว 15 ตอนจากทั้งหมด 75 ตอนมาใช้เล่าเรื่องครับ (หมายความว่าถ้ากระแสดี เรามีแนวโน้มจะได้ดู The Sandman ทั้งหมด 5 ซีซั่นเลยทีเดียว) ที่จะเล่าช่วงต้นของ Dream ในระหว่างคุมขังและตามหาสิ่งของสำคัญเพื่อทวงอำนาจเจ้าแห่งความฝันกลับคืนมา ด้วยการตีความใหม่ด้วยเนื้อเรื่องที่ร่วมสมัย เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยมีนีลเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองเช่นกันว่า จะคงไว้ ตัด เปลี่ยนอะไรไหนบ้าง เพื่อให้ The Sandman ออกมาดีที่สุดในรูปแบบซีรีส์

ด้วยความเป็นซีรีส์ดัดแปลงที่มีเงื่อนไข คือไม่ใช่ดัดแปลงอย่างตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว แต่ด้านเนื้อหา ภาพ การเล่าเรื่องยังต้องสอดคล้องกับแพลตฟอร์มนั้น ๆ ด้วย ซีรีส์ The Sandman จึงปรับเปลี่ยนรายละเอียดไปพอสมควรครับ ตั้งแต่การเพิ่มระยะเวลาคุมขังจาก 70 กว่าปีเป็น 105 ปี เพื่อให้เรื่องเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน Pacing การเล่าเรื่อง บทบาทและการปรากฏตัวของตัวละครที่สลับสับเปลี่ยนและเพิ่ม/ลดความสำคัญ การตีความบางฉากใหม่ให้เล่าเป็นซีรีส์ได้ และมีการเพิ่ม เสริม เติม แต่งเรื่องราวให้กับตัวละครบางตัว 

ต้องพูดว่าแม้บางจุดจะเสียดายที่ยังทำไม่ถึงคอมิก (ตามวิสัยของการเป็นซีรีส์ดัดแปลง ซึ่งเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของก้อนน้ำแข็งมหึมาที่เรียกว่า ‘คอมิก/หนังสือต้นฉบับ’ แล้ว) และสารภาพตามตรงว่า รู้สึกเสียดายที่อดเห็นบางอย่างไป หรือบางอย่างเปลี่ยนไปในอีกทางที่รู้สึกว่าในคอมิกยอดเยี่ยมกว่านี้ แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ซีรีส์ตีความออกมาได้ดีคนละแบบกับคอมิก และน่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

แม้จะบอกว่าซีรีส์มีองค์ประกอบของการเป็นมหากาพย์แฟนตาซี แต่จุดเด่นและจุดขายของซีรีส์ The Sandman อยู่ที่ ‘เอกลักษณ์’ มากกว่า ฉะนั้น เราจะได้เสพแก่นใน Pacing แบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ Character-driven (การขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยตัวละคร) มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญหรือปล่อยเวทมนตร์สู้กันอย่างเมามัน หรือถ้าหากมี (ฉากต่อสู้หรือเหตุการณ์เข้มข้น) ก็ถ่ายทอดตรงนั้นออกมาอย่างมีสไตล์

ฉากที่ผมชอบอย่างฉากสู้ด้วยกาพย์กลอนและมโนภาพแบบ 4DX อินจริง สัมผัสได้ ที่แปลกตาพอ ๆ กับหน้าตาของปลาน้ำลึกจากก้นทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อีพี 24/7 ที่ดำเนินเรื่องในร้านอาหาร เป็นสถานที่ปิดที่เดียวทั้งอีพี แต่ใช้สถานที่เดียวและตัวละครที่ใส่มาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวได้อย่างคุ้มค่า ตึงเครียด หดหู่ เข้มข้น และน่าจดจำ 

ไปถึงจนอีพีที่ Dream ได้คุยกับ Death นี่ก็เป็นอีกอีพีที่ดัดแปลงรายละเอียดแต่ยังคงไว้ซึ่งความยอดเยี่ยม และแก่นจากคอมิกเรื่องชีวิตและความตายอย่างครบถ้วนครับ ด้วยฉากที่เรียบง่ายและไม่หวือหวาด้วยซ้ำ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

หนึ่งในการตีความใหม่ที่ควรพูดถึงคิดว่าเป็น ‘การแคสติ้ง’ เพราะด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ทัศนคติผู้คนในสังคมเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นก็ได้เปลี่ยนไป เช่น การเปิดกว้างทางเพศและสีผิว หรือการไม่ยึดติดหรือให้ค่ารูปลักษณ์มากไปกว่าตัวตน ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าคอมิคอย่าง The Sandman นับว่ามาก่อนกาล ด้วยการสร้างข้อถกเถียงเรื่องเพศและบทบาททางเพศมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่ในฉบับซีรีส์ของ Netflix นั้น นีล เกแมน เป็นผู้คัดนักแสดงกับมือทุกคนด้วยตัวเอง และเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับตัวละครตามเห็นสมควร

ตัวละครนำอย่าง Dream ที่รับบทโดย Tom Sturridge และตัวละครหลักที่คงเดิมไว้ การแคสติ้งถือว่าทำได้ดีมาก ส่วนการเปลี่ยนแปลงนั้น ตัวละครญาติกันอย่าง Death, Desire, บรรณารักษ์ความฝัน Lucienne, John Constantine และนักแสดงที่รับบทเป็น Lucifer Morningstar รวมไปถึงตัวละครรองและตัวละครประกอบ มีการเปลี่ยนให้เป็นทั้งตัวละครผิวสี เอเชีย Non-binary เปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ชาย-หญิงเป็นความสัมพันธ์ของตัวละครเพศเดียวกัน และผลคืออย่างที่กล่าวไป ซีรีส์มีความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติมากขึ้นกว่าในฉบับคอมิก

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

อีกจุดเด่นของ The Sandman คือการตีความสไตล์ นีล เกแมน สำหรับเรื่องนี้ว่าด้วยเทพอนันตกาลแล้ว Dream (ความฝัน) เป็นหนึ่งใน 7 เทพอนันตกาลที่จะมาปรากฏตัวในซีรีส์เรื่องนี้ ได้แก่ ความตาย (Death) พี่สาวของ Dream, การทำลายล้าง (Destruction), โชคชะตา (Destiny), ความสิ้นหวัง (Despair), ความปรารถนา (Desire) และความคุ้มคลั่ง (Delirium) ซึ่งค่อนข้างเป็น Dysfunctional Family พอสมควร เพราะแม้จะเป็นพี่น้องหรือญาติกัน นอกจากไม่ค่อยคุยกันแล้ว ยังไม่ถูกกัน ไม่ค่อยเจอกัน (เพราะแต่ละคนมีความรับผิดชอบของตัวเอง) และยังขอความช่วยเหลือกันไม่ค่อยได้อีกด้วยครับ

เมื่อสังเกตจะพบว่า เทพอนันตกาลเป็นเทพที่มาจากการตีความของความเป็นไปในจักรวาลนี้ หรือ The Endless ก็คือเสาหลักทั้ง 7 ของความเป็นจริงที่คอยค้ำยันให้จักรวาลหรือมิติความเป็นจริงคงตัวเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนที่ American Gods ของนีลนำความเชื่อมาอยู่ในรูปแบบ Avatar ที่มีร่างเป็นตัวเป็นตน เช่นการจับเทพองค์เก่าอย่างเทพแถบนอร์ส อย่างโลกิและโอดิน มา VS กับเทพโทรทัศน์ เทพโลกาภิวัตน์ และเทพเทคโนโลยี แล้ววัดกันเลยว่าใครจะอยู่ใครจะไป

สิ่งหนึ่งที่อยากให้หลายคนเข้าใจคือคอนเซ็ปต์ของเทพใน The Sandman ที่ นีล เกแมน แสดงความชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่า ร่างกายและลายเส้นเป็นแค่เปลือกนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือคอนเซ็ปต์ภายใต้นั้น อัตลักษณ์/ตัวตนภายใน และความหมายที่เทพแต่ละองค์มี กับบทบาทการขับเคลื่อนของตัวละครแต่ตัวมากกว่า 

ฉะนั้น สำหรับนีลแล้ว ไม่ว่าในคอมิกจะเป็นเพศไหน ผิวสีไหน สุดท้ายแล้วมันคือเปลือกนอกในเชิงอัตวิสัย (Subjective) มากกว่าวัตถุวิสัย (Objective) กล่าวคือ เทพในเรื่องเรื่องนี้ไม่มีตัวตนหรือรูปทรงที่แน่นอน และจะเห็นแตกต่างกันออกไปในสายตาของแต่ละคน เช่น บางคนเห็น Dream เป็นคนผิวสี หรือในคอมิก ตัวละครมนุษย์ดาวอังคารค่าย DC อย่าง Martian Manhunter ก็เห็น Dream เป็นเทพแห่งดาวอังคาร 

เหมือนในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยวัฒนธรรมประเพณี ทัศนคติ สภาพแวดล้อม องค์ความรู้ สิ่งที่เข้าถึงได้ ทำให้ผู้คนในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละวัฒนธรรม ในแต่ละศาสนา ในแต่ละกลุ่มค่านิยมความเชื่อ มองหรือมีทัศนคติต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งคนละอย่าง และให้ค่าหรือตีความมันคนละแบบนั่นเองครับ

30 ปีที่รอคอย เมื่อ The Sandman การ์ตูนขึ้นหิ้งของ Neil Gaiman ได้กลายเป็นซีรีส์ Netflix

เชื่อว่าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะอ่านคอมิกหรือไม่ น่าจะเห็นตรงกันว่าการดัดแปลง The Sandman จากคอมิกสู่ซีรีส์ Netflix น่าจับตามองและน่าตื่นเต้นไม่น้อย การเดินทางทำภารกิจสำคัญของ Dream เพื่อกอบกู้ทุกอย่างกลับคืนมา ซีรีส์แฟนตาซีโปรดักชันอลังการกับทุนหนาที่สุดเรื่องหนึ่งของ Netflix และการเนรมิตโลกดาร์กแฟนตาซีที่ให้ความรู้สึกสดใหม่นี้จะเป็นเช่นไรและออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน ไปพิสูจน์พร้อมกันกับ 10 อีพีของ The Sandman ซีซั่น 1 รับชมได้แล้ววันนี้ทาง Netflix ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.theguardian.com/culture/2013/oct/22/how-we-made-sandman-gaiman

en.wikipedia.org/wiki/The_Sandman_(comic_book)

history.howstuffworks.com/history-vs-myth/who-is-sandman.htm

bleedingcool.com/tv/the-sandman-neil-gaiman-now-relieved-film-adaptation-was-never-made

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load