หนังสืออะไรอ่านได้ทั้งสองประเทศ

หากไม่ใช่พจนานุกรมภาษา หนังสืออะไรที่จะมอบประโยชน์ให้คนสองชาติที่พูดกันคนละภาษาสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของอีกฝ่ายได้ไปในตัว

หากบอกว่าเป็น ‘หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม’ คนไทยที่อ่านจะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะอ่านภาษาเวียดนามถูกไหม นี่สิเรื่องใหญ่ที่เราตั้งคำถาม 

เราเดินฝ่าแสงอาทิตย์อันร้อนแรงในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มานั่งตรงหน้า ผศ.ดร.สุภัค มหาวรากร ประธานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย และ ผศ.ดร.นิธิอร พรอำไพสกุล กรรมการและเลขานุการหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อหาคำตอบกัน

อาจารย์ทั้งสองผู้มีความผูกพันกับเวียดนามมากว่า 20 ปี เล่าให้เราฟังอย่างละเอียดว่า หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนามที่คนไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการศึกษาภาษา สังคม และวัฒนธรรมของประเทศเวียดนาม เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) กระทรวงการต่างประเทศ มศว และมหาวิทยาลัยในประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ทั้งสองทางสำหรับผู้อ่านสองชาติ โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคประชาชน ต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างประเทศ

หลังจากรัฐบาลไทยดำเนินงานในประเทศเวียดนามมานาน ภาษาไทยก็ได้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่ทำให้การสอนภาษาไทยในเวียดนามเกิดความยั่งยืน คือคนเวียดนามสอนภาษาไทยได้เอง

นั่นคือเป้าหมายและผลลัพธ์ที่อาจารย์ผู้มากประสบการณ์บอกกับเรา

ความพิเศษของหนังสือทั้ง 6 เล่มที่วางอยู่ตรงหน้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะหนังสือบางเล่มเกิดจากฝีมือของนักศึกษาชาวเวียดนามที่ผสมผสานความรู้ระหว่างสองชาติไว้ด้วยกัน ถือเป็นตัวอย่าง ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ของไทยและเวียดนามที่สะท้อนพลังความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ในวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565

แน่นอนว่าเราตื่นเต้นกับหนังสือเล่มใหม่เหล่านี้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่า คือเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานของ TICA อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกผู้ดูแลตั้งแต่นักศึกษาที่เวียดนาม จนพวกเขาบางส่วนได้สอบคัดเลือกเข้าโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มที่ประเทศไทย

หากใครเคยติดตามเรื่องราวของ โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทยในเวียดนามมาแล้ว ครั้งนี้อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกคือผู้ที่จะพาเราย้อนอดีตไปเมื่อ 26 ปีก่อน ในวันที่คนเวียดนามยังไม่รู้จักภาษาไทย สู่วันที่ภาษาไทยกลายเป็นวิชาเอกที่นักศึกษาเวียดนามเลือกเรียน และกลายมาเป็น ‘หนังสือเรียนภาษาไทย 6 เล่ม’ ที่คนเวียดนามก็เรียนได้ คนไทยก็เรียนดี

พ.ศ.​ 2539 ปักธงไทยในใจเวียดนาม

เมื่อนึกถึงชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย เรามักจะนึกถึงเพื่อนจากแดนไกลอย่างชาติตะวันตก ทั้ง ยุโรป อเมริกา หรือขยับเข้ามาใกล้หน่อยก็จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ภัคและอาจารย์นิก เราจึงค้นพบว่าชาวเวียดนามเรียนภาษาไทยอย่างจริงจังและตั้งใจกว่าที่เรารู้มาก

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์ทั้งสองท่านมานั่งสนทนากับเราในวันนี้ อาจารย์ภัคย้อนอดีตกลับไปช่วงก่อน พ.ศ. 2539 ขณะที่เวียดนามยังเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด ไม่มีใครรู้ภาษาไทย และชาวเวียดนามยังไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จนเกิดเป็นปัญหาในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว TICA จึงเริ่มโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ฐานธุรกิจทางภาคใต้ อย่างมหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นครโฮจิมินห์ ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรต่อมาเป็นวิชาเอก ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท หลังจากนั้น TICA ได้ขยายพื้นที่การสอนภาษาไทยเพิ่มอีก 3 มหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคธุรกิจเวียดนาม-ไทยที่ขยายตัวขึ้น คือมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2543 มหาวิทยาลัยดานัง เปิดสอนใน พ.ศ. 2548 และ มหาวิทยาลัยฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2552

แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทุกองค์ประกอบทั้งผู้สอนและหลักสูตร เพื่อดึงดูดผู้เรียนให้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทางภาษาและการฝึกสอนของตนเอง โดยหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมมาอย่างเนิ่นนาน ก็คืออาจารย์ภัคที่กำลังพูดคุยกับเราอยู่

พ.ศ. 2544 สวัสดีเวียดนาม

ครั้งแรกที่เครื่องบินลงจอดยังนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อาจารย์ภัคที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปี ได้เปลี่ยนน้ำตาและความกลัวให้กลายเป็นประสบการณ์ไร้วันหยุด เพื่อมอบความรู้ภาษาไทยและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นักศึกษาเวียดนามหลายคนแวะเวียนมายังที่พักของอาสาสมัครชาวไทยคนที่ 6 ที่เดินทางมาสอนยังประเทศของพวกเขา อาจารย์ภัคซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เธอขอให้เด็ก ๆ พาไป และเด็ก ๆ เองก็เต็มใจจะนำเสนอ แลกกับการตอบคำถามของนักศึกษาชาวเวียดนามที่สนใจเรียนภาษาไทยตลอดเวลา

“ระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกัน เขาจะถามตลอดว่า อันนี้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร แล้วเขาก็ไม่เคยปล่อยให้เราว่าง เสาร์-อาทิตย์เขาอยากจะมาทำอาหาร อยากจะคุยกับเรา อยากจะเรียนภาษาไทย”

อาจารย์ภัคเล่าให้ฟัง ถึงแม้ก่อนหน้านี้ เธอจะไม่มีความสนใจในประเทศเวียดนามเลยก็ตาม

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม ที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่าง TICA และ มศว เริ่มต้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2542 โดยมีการคัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 4 แห่งทั่วประเทศเวียดนามมาเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมในสังคมของเจ้าของภาษา 

โครงการนี้เองที่ทำให้อาจารย์ภัคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และตัดสินใจตามนักเรียนของเธอมาสอนที่โฮจิมินห์ใน พ.ศ. 2544 – 2545 

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

แม้สภาพความเป็นอยู่ในเวียดนาม ณ เวลานั้นจะลำบากกว่าไทย แต่การอยู่ห่างบ้านสำหรับอาจารย์ภัคเป็นเวลา 1 ปี ก็ไม่ใช่คืนวันที่เลวร้ายแม้แต่น้อย

เธอใช้เวลาว่างทั้งหมดในการเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งการเรียนภาษาในประเทศของเจ้าของภาษาช่วยพัฒนาทักษะได้เป็นอย่างดี เราจึงไม่แปลกใจที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนจะประสบความสำเร็จอย่างมาก

ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายที่ถูกบอกต่อ

และภาษาไทยก็กลายเป็นเป้าหมายที่นักศึกษาเวียดนามอยากเรียน

หลังจากที่ TICA และ มศว ส่งอาจารย์ไปสอนที่เวียดนามในยุคแรก พวกเขาเริ่มลดบทบาทลงเมื่อผลิตครูชาวเวียดนามที่สอนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น จากการส่งอาจารย์ไทยจึงเปลี่ยนเป็นการส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand – FFT) ไปแทน 

ปัจจุบัน อาจารย์ทั้งสองเพิ่มบทบาทเป็นผู้ดูแลและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยที่ประเทศเวียดนามทุกโครงการ โดยมีกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด) คือ การจัดฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปเป็นครูผู้ช่วยสอนในฐานะเจ้าของภาษา

บทเรียนนอกหนังสือ

อาจารย์นิกเป็นเลขาของอาจารย์ภัคมานาน และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาโทประมาณ พ.ศ. 2546 – 2547 การได้คลุกคลีอยู่กับนักศึกษาเวียดนามมามากกว่า 10 ปี ทำให้เธอเห็นถึงพัฒนาการภาษาไทยที่ก้าวกระโดดของนักเรียนและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในโครงการอบรมภาษาไทยระยะสั้น

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

เราถามอาจารย์ทั้งสองว่า นักศึกษาเวียดนามสนใจอะไรในประเทศไทยบ้าง อาจารย์จึงมอบคำตอบที่ไปถามจากนักศึกษามาว่า ‘สื่อไทย’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครและซีรีส์วาย ต่อมาคือ สตรีทฟู้ด แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งทางโครงการได้จัดและพัฒนาทริปให้นักศึกษาอยู่ตลอดเวลา 20 ปี

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามในชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
ภาพ : เพจโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม

อาจารย์ภัคเล่าต่อว่า ในอดีตมีหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่ให้เลือกระหว่างภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย แต่เด็กเวียดนามเลือกเรียนภาษาไทย เพราะพวกเขาไม่รู้จักภาษานี้ การเรียนภาษาไทยจึงมอบโอกาสที่จะหางานได้ง่ายกว่า ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และสาธารณสุข ส่วนปัจจุบัน ผลลัพธ์ในการทำงานหนักตลอด 26 ปีของ TICA และ มศว ทำให้เราไม่แปลกใจนักหากไปเวียดนามแล้วจะเห็นพวกเขาพูดภาษาไทยได้

หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม

สิ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของการสอนภาษาไทยในต่างประเทศได้ คือการสร้างบุคลากรท้องถิ่นที่สอนภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ TICA จึงสนับสนุนให้อาจารย์ รวมถึงนักศึกษาเวียดนามมาศึกษาภาษาไทยที่ มศว เพื่อนำความรู้กลับไปสอนที่ประเทศบ้านเกิดของตน โดยโจทย์ที่ TICA มอบให้กับอาจารย์ผู้ดูแลโครงการคือ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่ได้รับทุน ต้องนำไปต่อยอดให้กับการเรียนการสอนภาษาไทยได้

เช่นเดียวกับหนังสือที่อยู่ในมือของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยจากปริญญานิพนธ์ของ Nguyen Thi Loan Phuc นักศึกษาเวียดนามที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไทย เธอจึงรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลร้านแบ่งตามย่าน บอกประเภทอาหาร เส้นทาง ประเภทการเดินทาง ระยะทาง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษาไทย-เวียดนาม ชนิดที่เราอ่านแล้วยังต้องร้องว้าวกับความตั้งใจของผู้จัดทำทุกคน

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

อาจารย์ภัคหยิบหนังสืออีก 5 เล่มมาแจกจ่ายให้เราได้ชม ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหนังสือ ตำรา สื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาชาวเวียดนาม รวมแล้วมีทั้งหมด 6 เล่ม ได้แก่

· ภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีฟ้า) 

· วัฒนธรรมไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีชมพู) 

· การพูดภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีส้ม)

· การฟังภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีเขียวเข้ม)

· กรุงเทพมหานครกับอาหารริมทาง สำหรับนักศึกษาเวียดนาม

· วิถีชีวิตไทยจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน สำหรับผู้เรียนชาวเวียดนาม

เราหยิบหนังสือมาเปิดดูอย่างสนใจ 

TICA และ มศว ได้ร่วมกันผลิตหนังสือ 6 เล่มนี้ขึ้น พร้อมทำเป็นหนังสือเสียง 

และด้วยความอยากรู้อยากลอง เราจึงเปิดไฟล์หนังสือเสียงแบบออนไลน์เรื่องภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ก่อนจะคลิกไปตามประโยคบนหน้าหนังสือ

“โอ้ ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” เสียงอ่านของผู้หญิงดังออกจากลำโพง เมื่อคลิกต่อไปที่ตัวอักษรภาษาเวียดนามที่เราออกเสียงไม่เป็น “màu xanh lam” เสียงเดิมก็พูดให้เราฟังว่า “เหม่า ซัน ลาม” แปลว่า สีคราม

“เหมือนเราได้เรียนภาษาเวียดนามไปด้วยเลย” เราบอกกับอาจารย์ภัคอย่างตื่นเต้น ซึ่งเธอพยักหน้าและบอกว่า “นั่นคือจุดประสงค์จริง ๆ ของเรา เพราะหากคนไทยสนใจ ก็เรียนภาษาเวียดนามด้วยได้”

ชมหนังสือเสียงทั้ง 6 เล่ม ได้ที่ https://shorturl.asia/VpfIz)

ขณะที่เรายังไม่หยุดพลิกหน้าหนังสือไปมา อาจารย์ภัคก็เริ่มเล่าถึงที่มาของหนังสือให้เราฟังว่า เวลาที่ผ่านมา 26 ปี แทบจะไม่มีหนังสือภาษาไทยสำหรับคนเวียดนามโดยเฉพาะ เธอจึงอยากผลิตผลงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และมีประโยชน์ในการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้คนเห็นว่า TICA และ มศว ได้ทำอะไรไปบ้าง

อาจารย์นิกเสริมว่า ในยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด การสอนที่เปลี่ยนจากออนไซต์เป็นออนไลน์มีความท้าทายมาก อาจารย์ทั้งสองจึงเสนอทาง TICA ให้ทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน โดยหนังสือการฟัง-การพูด เป็นสองเล่มที่ใช้คู่กันในโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานการณ์โควิด-19 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 

ส่วนเล่มวัฒนธรรมไทย (สีชมพู) และภาษาไทยในเพลง (สีฟ้า) จัดทำมาก่อนหน้านี้ และสุดท้ายคือเล่มวิถีชีวิตไทยในขุนช้างขุนแผนที่มาคู่กับเล่มอาหารริมทาง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ Nguyen Kieu Yen นักศึกษาชาวเวียดนามอีกคนที่เคยเรียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่ยังมีเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เธอจึงเลือกจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากการทำงานวิจัยชิ้นนี้ แถมอาจารย์ภัคยังกระซิบอีกว่า นักศึกษาได้ทำการหาข้อมูลจนพบว่า เวียดนามเองก็มีวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีเช่นเดียวกับ ขุนช้างขุนแผน นั่นก็คือเรื่อง นางเกี่ยว แต่งด้วยฉันทลักษณ์กลอน หลุกบ๊าด หมายถึงกลอนหกหรือกลอนแปด

“ตราบใดที่ภาษาไทยยังจัดการเรียนการสอนอยู่ในประเทศเวียดนาม ภาษาก็เป็นตัวแทนของประเทศของเรา ของวัฒนธรรมเราที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจเรื่องอื่น ๆ ตามมา ถ้าเราไม่รู้ภาษาเขา เขาไม่รู้ภาษาเราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ภาษาเป็นตัวแทนสร้างความเข้าใจระหว่างกัน” อาจารย์นิกทิ้งท้าย

“จากประสบการณ์การดูแลโครงการในเวียดนามมา 20 ปีของเรา เราพยายามใส่ทุกอย่างเข้าไปแบบที่เขาจะได้ประโยชน์” อาจารย์ภัคกล่าว

ความใส่ใจที่อาจารย์ทั้งสองท่านใส่ลงไปในหนังสือทั้ง 6 เล่ม ทำให้หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตำราเรียนภาษาไทย แต่ยังเป็นบันทึกความทรงจำที่คัดสรรจากประสบการณ์ 20 ปี รวมถึงตัวแทนประเทศในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการทำงานในระบบสาธารณสุขอีกด้วย

“เด็กเวียดนามมองประเทศไทยดีมาก เรารู้สึกว่าโครงการเหล่านี้ทำให้เราภูมิใจว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความสุข และจากนี้เราก็ยังเดินหน้าต่อไป”

หนังสือทั้ง 6 เล่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และความหวังถูกวางเอาไว้บนโต๊ะที่บทสนทนากำลังจะจบลง ในอนาคตหนังสือเหล่านี้จะไปอยู่ในมือของนักศึกษาที่พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า และที่น่าภูมิใจคือแหล่งความรู้ดังกล่าวไม่จำกัดเพียงชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นทั้งของชาวไทยและชาวเวียดนาม 

นอกจากนี้ ความสำเร็จด้านรูปแบบของโครงการพัฒนาการเรียนภาษาไทยในเวียดนามยังได้รับการขยายผล โดย TICA นำไปใช้ต่อในโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ ‘เมียนมา’ ที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (Yangon University of Foreign Language หรือ YUFL) และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศมัณฑะเลย์ (Mandalay University of Foreign Language หรือ MUFL) และ ‘กัมพูชา’ ที่มหาวิทยาลัยพนมเปญ (Royal University of Phnom Penh) และมหาวิทยาลัยพระตะบอง ทั้งยังส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปสอนภาษาไทยในภูฏาน และให้ มศว จัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาไทยแบบเข้มข้นให้แก่ตำรวจจากมัลดีฟส์และนักการทูตมองโกเลียด้วย

หลังจบการสนทนา เรามองไม่เห็นกำแพงภาษาอันยิ่งใหญ่ที่ใครหลายคนต่างหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า คือโอกาสในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างงาน โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมความสำเร็จ ซึ่งจะขยายผลต่อไปเพื่อให้ภาษาไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายกว่าเดิม

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  และ

(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

“เป็นชาวบ้านธรรมดาครับ” นี่คือคำตอบแรกของพ่อสวาท เมื่อเราถามว่าเขาเป็นใคร

แต่หากลองเสิร์ชชื่อ สวาท อุปฮาด บนอินเทอร์เน็ตเพียงแค่ไม่กี่วินาที ก็คงทราบแล้วว่าเกษตรกรจากขอนแก่นผู้นี้ ‘ทำหลายอย่าง’ และแต่ละอย่างก็ไม่ธรรมดาทั้งนั้น

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

ชีวิตพ่อสวาทคือการทำงานเพื่อสังคม เขาขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาสิทธิของพี่น้องประชาชนหลายประเด็น ทั้งเรื่องปัญหาความยากจน การพัฒนาชุมชน หรือเรื่องการเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.บ. เหล้า ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ซึ่งก็สำเร็จและมีการออก พ.ร.บ. จดแจ้งเหล้าพื้นบ้านใน พ.ศ. 2547

คอลัมน์ Little Big People คราวนี้ เราจะมาคุยกับพ่อสวาทในประเด็น ‘ภูมิปัญญาชาวบ้าน’ จากหลากหลายพื้นที่ของแดนอีสาน ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง แต่ยังนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านให้ดีขึ้นด้วย

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

พ่อสวาทจะเล่าถึงการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายพี่น้องเกษตรกรอินทรีย์ ที่เชื่อมโยงกับผู้คนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งลูกหลานอีสานที่สนใจ ชาวบ้าน-กลุ่มชาติพันธุ์ในหลายพื้นที่ และเชฟไทย-เทศ ในการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ที่สำคัญคือแลกเปลี่ยนมิตรไมตรี ส่งเสริมกันและกันไปในทางที่ดี และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

คนจนคือพี่น้อง

“ผมเกิดที่อำเภอสีชมพูครับ เป็นพื้นที่บนเขาบนภู แต่ว่าช่วงหลังมาอยู่ที่อำเภอน้ำพอง ตำบลมะขาม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มของลำน้ำพอง” ชายวัยกลางคนท่าทางพูดเก่ง ร่ายประวัติถิ่นที่อยู่ของตัวเอง เขาเป็นคนอีสานขนานแท้

ครอบครัวของพ่อสวาทเป็นเกษตรกรมาแต่ไหนแต่ไร พ่อสวาทก็เลยยึดอาชีพของครอบครัวไปโดยอัตโนมัติ เขาทำนาทำไร่เช่นเดียวกับบรรพบุรุษ หากแต่เปลี่ยนวิธีคิดและการลงมือทำ จากเดิมที่ใช้เคมีทำการเกษตร ก็เปลี่ยนกระบวนการผลิตให้ธรรมชาติขึ้น จากเดิมที่เป็นเกษตรกรทั่วไป ทำงานเพาะปลูกตามระบบ ก็คิดหาหนทางมากยิ่งขึ้น ว่าจะทำยังไงให้พี่น้องเกษตรกรมีกินมีใช้ สมกับงานหนักที่ทำ

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

“ชาวบ้านดั้งเดิมทำมาหากินตามวิถีวัฒนธรรม โดยพึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่นมาโดยตลอด” เมื่อเราถามเรื่องความยากจนของชาวบ้าน พ่อสวาทก็เข้าเรื่องที่มาที่ไปของความอัตคัด

“ส่วนใหญ่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เดือดร้อนนะ แต่ตอนหลัง หลาย ๆ นโยบายทำให้เกิดการแย่งชิงฐานทรัพยากร อย่างดิน น้ำ ป่า ระบบการผลิตที่เคยทำแบบพออยู่พอกิน ก็กลับกลายเป็นการทำเพื่อการค้า ยิ่งทำเพื่อการค้าก็ทำให้รายได้ผลผลิตลดลง แล้วก็กำหนดราคาไม่ได้ สุดท้ายพี่น้องก็กลับมาอยู่ในวังวนของการเป็นหนี้ พอเป็นหนี้ ถ้าจะยืนโดยลำพังแล้วก็หาอยู่หากินตามวิถีดั้งเดิมไม่ได้ ก็ลำบากมากขึ้น”

เมื่อพึ่งพาฐานทรัพยากรไม่ได้ ราคาผลผลิตก็ต่ำจนไม่คุ้มที่จะลงทุน เกษตรกรรุ่นใหม่-รุ่นกลางส่วนหนึ่งก็ออกจากถิ่นกำเนิดไปค้าแรงงานในระบบอุตสาหกรรม อีกส่วนหนึ่งก็ไม่มีทางเลือก จำยอมทำเกษตรทั้ง ๆ ที่รายได้ไม่เพียงพอ

ปัญญาชาวบ้าน

เนื่องด้วยประเด็น ‘สิทธิชุมชนในการฟื้นฟูอนุรักษ์ภูมิปัญญาของชาวบ้าน’ เป็นสิ่งที่พ่อสวาทขับเคลื่อนมาโดยตลอด เราคิดว่าเป็นโอกาสดีถ้าได้ชวนปราชญ์อีสานผู้นี้จับเข่าคุยถึงมุมมองที่มีต่อคำว่า ‘ภูมิปัญญาบ้าน’ รวมไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญา การทำการเกษตร และปากท้องของชาวบ้านที่ได้คุยกันไปในตอนแรก

“สังคมสมัยใหม่พึ่งพาระบบอุตสาหกรรมเป็นหลัก สิ่งหนึ่งที่หายไปเป็นเรื่องการถ่ายทอดภูมิปัญญาองค์ความรู้ของชุมชน” พ่อสวาทให้ความเห็น สำหรับภาคอีสาน ก็มีภูมิปัญญาหลายด้าน และเต็มไปด้วยองค์ความรู้ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นถิ่น

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

“ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน มีอาหารลาว อาหารภูไท อาหารชนเผ่า เยอะแยะไปหมด ซึ่งองค์ประกอบและรสชาติก็เป็นเรื่องของแต่ละท้องถิ่น” พ่อสวาทแจกแจงให้ฟัง เราซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่เคยนึกไปถึงเรื่องความหลากหลายของอาหารอีสาน เมื่อได้ยินดังนี้ก็สนใจอยากลองชิมเมนูแปลกใหม่ขึ้นมาทันที

“แต่ช่วงหลังมานี้ มีตลาดอาหารใหม่ซึ่งเป็นตลาดสำเร็จ ทำให้ผู้คนทั่วไปหรือแม้แต่คนอีสานเอง บริโภคอาหารใกล้เคียงกันมากขึ้น ไม่รู้วิถีดั้งเดิม ไม่รู้ว่าอาหารดั้งเดิมหายไป องค์ความรู้พวกนี้ส่วนหนึ่งก็หายไปด้วย” 

พ่อสวาทว่าภูมิปัญญาต่าง ๆ ของชาวบ้านมีประโยชน์หลายประการ ควรจะสืบสาน ถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ซึ่ง ‘เหล้าพื้นบ้าน’ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เขาสนใจและขับเคลื่อนมายาวนาน

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

เหล้ายาปลาปิ้ง

“ปกติเหล้าก็กินกันได้ทั้งวันล่ะฮะ” พ่อสวาทเปรยด้วยอารมณ์ดี

คนอีสานดื่มเหล้าทั้งในชีวิตประจำวัน ทั้งดื่มตามประเพณี อย่างในงานบุญบั้งไฟ หรือเทศกาลบุญเดือน 6 ที่ชาวบ้านจะแห่เหล้ามากองรวมกัน เพื่อดื่มร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งตำบล

“ผมมีโอกาสวิจัยเรื่องเหล้าพื้นบ้านในช่วงปี 46 – 47 ศึกษาไปเพียงเสี้ยวเดียวของอีสาน แต่ได้สูตรลูกแป้งมา 80 สูตร” เนื่องด้วยอีสานมีความหลากหลายเรื่องทรัพยากรสมุนไพรตามท้องถิ่น สูตร ‘ลูกแป้ง’ หรือกล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ทำเหล้าก็หลากหลายตามไปด้วย โดยแต่ละพื้นที่ก็พยายามใช้สมุนไพรให้ได้มากที่สุด ด้วยความเชื่อว่าสมุนไพรมีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกาย เหล้าที่ออกมาจะมีรสชาติและสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป ต่อมา 80 สูตรลูกแป้งนี้ พ่อสวาทได้นำไปรวมรวมไว้ในเล่มวิจัยหนากว่า 200 หน้า แล้วแจกจ่ายให้ผู้ที่สนใจเหล้าพื้นบ้านเหมือนกันได้ใช้ประโยชน์

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน
สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

“แค่ทำความเข้าใจอย่างจริงจังกับเรื่องเหล้าเรื่องเดียว ก็ฟื้นสังคม ฟื้นแผ่นดิน ฟื้นโรคได้แล้ว” ปราชญ์ชาวบ้านยืนยัน ว่าหากได้ศึกษาเกี่ยวกับเหล้า จะรู้ว่าสมุนไพรชนิดไหนใช้รักษาอะไร หากนำมาทำเหล้าแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร

“แล้วพอคนที่อยู่ในพื้นถิ่นนั้นเห็นแล้วว่าตรงนั้นก็เป็นยา ตรงนี้ก็เป็นยา ก็จะเก็บรักษาไม่ให้สูญพันธุ์ เป็นการรักษาสมดุลธรรมชาติผ่านการทำเหล้า

“เราอยากผลักดันเรื่องนี้ให้คนอีสานรุ่นหลังได้เรียนรู้ สมุนไพรบางตัวเปราะบางมาก แค่ถูกถ่ายโอนย้ายข้ามถิ่นข้ามพื้นที่ก็อยู่ไม่ได้แล้ว สมุนไพรต้องอยู่ในที่ของเขาจริง ๆ”

ถัดจากเรื่องรื้อฟื้นองค์ความรู้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ได้กล่าวไป เขาก็ชี้เราให้เห็นเหล้าในมิติเศรษฐกิจ

“เราหนีจากเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอก แทบทุกหลังคาเรือนบริโภคเหล้า มันเป็นวิถีและวัฒนธรรมหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมมาช้านาน แต่เหล้าที่บริโภคนี้มาจากไหนล่ะ ใครเป็นเจ้าของ” พ่อสวาทตั้งคำถามสำคัญ

“รายได้จากเหล้าในไทยไม่ได้เป็นหมื่นล้านนะครับ เป็นแสนล้าน เป็นล้านล้าน เพียงแต่ว่าคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ใช่ชาวบ้าน ไม่ใช่สังคมไทย” พ่อสวาทให้ความเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่เอามาหมักดองทำเหล้าได้หลากหลาย ถ้าผลักดันในอนาคต เหล้าของชาวบ้านจะพัฒนาเป็นสินค้าระดับพื้นถิ่นได้ มากไปกว่านั้น เป็นสินค้าระดับโลกได้ จะเกิดการกระจายรายได้ให้คนในสังคมอย่างมหาศาล

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

แล้วพ่อสวาทก็ยกตัวอย่างถึงปลาร้า

“ปลาร้านี่ภูมิปัญญานะครับ ผมคิดว่าทุกภูมิภาคมีปลาร้า เพียงแต่เรียกคนละอย่างกัน ทางเหนือก็จะเรียกว่า ปลาฮ้า ทางใต้เรียก บูดู ทางอีสานก็ปลาแจ่ว ปลาร้า ซึ่งแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด”

ปลาร้าเป็นของอร่อย ทำอาหารได้หลากหลาย หรือจะกินสดก็ย่อมได้ พ่อสวาทเชื่อว่าคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะภาคไหน เกิน 60 เปอร์เซ็นต์กินปลาร้าเป็น

“ฝรั่งมังค่าก็บริโภคครับ มาบ้านผมเนี่ย ฝรั่งอยากกินปลาร้าอีสานบ่อย ๆ ผมก็ทำให้กิน ผมเลยคิดว่าเราทำให้มันเป็นสินค้าระดับประเทศ มีมาตรฐานที่ดี ส่งออกนอกได้”

สวาท อุปฮาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้อง ขอความมั่นคงทางอาหารจงเกิดแก่อีสาน

แต่ปัญหาก็เช่นเดียวกับเหล้าพื้นบ้าน ช่วงที่ผ่านมา คนที่มีอำนาจจัดการผลประโยชน์ได้ออกนโยบายควบคุมปลาร้า โดยที่พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของปลาร้า ไม่มีส่วนในการคิดหรือการจัดการ ซึ่งตรงนี้พ่อสวาทมองว่าเป็นการตัดแขนตัดขาวิถีวัฒนธรรมของชาวบ้าน

“สิ่งสำคัญนะครับ ปลาร้าไม่ได้ทำได้ทุกที่ ต้องเป็นแหล่งที่มีปลาในลุ่มน้ำ เราควรให้พี่น้องในพื้นที่ที่เขามีฐานทรัพยากร มีความรู้ มีภูมิปัญญา ได้โอกาสในการผลิตมากกว่า” ไม่ต่างจากกรณีของเหล้าพื้นบ้านมากนัก หากมีการส่งเสริมการผลิตปลาร้าจากท้องถิ่นให้ดี ก็จะมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง คนที่อยู่ในพื้นที่ก็จะได้ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ทั้งยังถ่ายทอดภูมิปัญญาให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างภูมิใจด้วย

การรวมตัวของนักลงมือทำ

สำหรับปัญหาอุตสาหกรรมเข้ามายึดครองตลาดอาหาร ซึ่งส่งผลต่อฐานทรัพยากรและภูมิปัญญา นอกจากเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านอย่างที่ได้เล่าไปตอนแรก พ่อสวาทก็เริ่มต้นเคลื่อนไหวด้วยการรวมตัวเป็นเครือข่ายเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ทั้งช่วยเรื่องระบบการผลิต ส่งต่อ และถ่ายทอดองค์ความรู้

ในส่วนระบบการผลิต เครือข่ายได้ช่วยเกษตรกรปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกพืชผสมผสาน ช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตให้เป็นอินทรีย์ และส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ในท้องถิ่น

“ถ้าใช้พื้นถิ่นที่มีทรัพยากรเป็นฐานการผลิต ไม่ต้องไปใช้ปัจจัยหรือทุนในการที่จะให้มันเจริญเติบโตมากมาย เราแค่ต้องแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้คนบนเขาได้บริโภคพืชผักของข้างล่าง คนข้างล่างได้บริโภคพืชผักของคนบนเขา ต้องสร้างกลไกในการจัดการให้ระบบการบริโภคถึงกัน”

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

พ่อสวาทบอกว่า ปัจจุบันคนไทยเจ็บป่วยมากมายจากการกินอาหารปนเปื้อนที่มาจากระบบอุตสาหกรรม เกษตรกรอย่างเขาจึงอยากให้ผู้คนบริโภคอาหารดี ทำจากวัตถุดิบที่ปลูกในพื้นที่ ไม่มีพิษภัย และไม่ได้ผ่านการผลิตที่ก่อมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม

ในขั้นตอนการส่งต่อ ก็มีการเพิ่มพื้นที่ตลาดให้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในเมืองและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงการหนึ่งชื่อ ‘ตลาดเขียว’ หรือ Green Market ก็เป็นตลาดผลผลิตอินทรีย์ที่พ่อสวาท ลูกสาว และเพื่อนเกษตรกรกำลังช่วยกันปั้นอย่างตั้งใจ

“ส่วนเรื่องภูมิปัญญา เราก็จะสอนกันครับ เราสอนกันทุกเรื่อง” พ่อสวาทบอก 

“เรื่องการจัดการอาหาร การถนอมอาหาร ก็เป็นเรื่องสำคัญ พอคนส่วนหนึ่งไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจของเมืองแล้วกลับมาบ้านเกิด ผักดองก็ทำไม่เป็น ปลาร้าก็ทำไม่เป็น แม้บ้านจะมีทรัพยากรมากมาย แต่เก็บรักษาไม่ได้ ก็ทำให้คุณค่าหรือการใช้ประโยชน์ไม่คุ้มกับสิ่งที่มี” ตรงนี้พ่อสวาทมองว่า หากสอนให้ผู้คนรู้จักวิธีการจัดการอาหาร ก็จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากมาย

“ไม่ใช่ว่าเรามีความรู้ทุกเรื่องนะ เราเปิดเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ให้ครูหรือคนที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นมาสอน ทางภูไทก็มีการสอนจัดการอาหารแบบภูไท มีคนที่ชำนาญเรื่องปลา ทำปลาได้ทุกประเภท อย่างพวกที่ทำเนื้อก็ทำเนื้อได้ทุกรูปแบบ คนที่ทำเรื่องของผัก เขาก็ทำได้สารพัดผัก”

ไม่ทันไร พื้นที่แลกเปลี่ยนนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมตัวกันอย่างคึกคักของผู้คนหลากหลายที่มาที่สนใจด้านอาหาร รวมถึงเหล่าเชฟทั้งไทยและต่างประเทศ ที่เริ่มตามกันมาจากสารคดีอาหารหลายตัวที่พ่อสวาทเข้าไปมีส่วนร่วม

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

“เราเริ่มจากการเสนอเป็นวัตถุดิบอินทรีย์หรือวัตถุดิบจากธรรมชาติให้กับเชฟ เรารู้ว่าแต่ละที่แต่ละถิ่นเขามีทรัพยากรมีวัตถุดิบอะไรบ้าง” พ่อสวาทเป็นนักเคลื่อนไหวที่ต่อสู้เรื่องของสิทธิป่าไม้ เรื่องที่ดิน มายาวนาน 30 – 40 ปี ทำให้มีเพื่อนพี่น้องอยู่แทบทุกลุ่มน้ำ ทุกภูเขาในอีสาน และมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับทรัพยากรและวัฒนธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ มากมาย

“ทรัพยากรหรือวัตถุดิบหลายตัว เชฟจะต้องทดสอบ ทดลองร่วมกับพวกเราในพื้นที่ ก่อนนำไปใช้ในงานของเขา นำไปดัดแปลงเป็นอาหารที่สร้างสรรค์” ตัวกลางอย่างพ่อสวาทเล่ากระบวนการ ซึ่งข้อสำคัญคือวัตถุดิบจะต้องมาจากการผลิตที่ไม่ทำร้ายทรัพยากร และไม่สร้างมลภาวะให้กับแผ่นดิน

นอกจากนี้ วัตถุดิบมาจากตามฤดูกาล ไม่ได้จัดการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ แต่เป็นการจัดการให้เหมาะสมกับช่วงเวลาตามธรรมชาติ ซึ่งทางเครือข่ายของพ่อสวาทก็จะแจ้งว่าตอนนี้มีวัตถุดิบอะไรที่พร้อมส่งต่อ หรือถ้ารู้ล่วงหน้า ทางเชฟก็กำหนดได้ว่าตอนไหนจะออเดอร์อะไรบ้าง

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

“เราแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันกับเชฟ เดือนเว้นเดือน เว้น 2 เดือน หรืออาจจะเดือนละ 2 – 3 ครั้ง” เล่ามาถึงตรงนี้ เราเริ่มเห็นภาพคอมมูนิตี้บรรยากาศสนุกสนานที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้นอย่างชัดเจน “เขาก็จะถามว่าอาหารที่ปรุงแบบนี้ รสชาติแบบนี้ เป็นของที่ไหน ชนเผ่าไหน เราก็จะบอกได้และพาเขาไป ซึ่งจะนำไปสู่การดัดแปลงอาหาร เขาจะไปออกแบบเองเมื่อได้ชิมรสชาติ และเห็นวิธีการทำแบบพื้นถิ่น”

เชฟต่างชาติเขารู้จักอาหารอีสานลึก ๆ แบบนี้ด้วยเหรอ-เราแปลกใจ

“รู้ครับ บางคนเก่งมากเลยนะ” ปราชญ์ชาวบ้านเอ่ยชมอย่างจริงใจ “เขาสนใจแล้วจะศึกษาเรียนรู้โดยตรง บางคนก็เก่งอาหารอีสาน บางคนก็เก่งอาหารของเขมร บางคนก็เก่งอาหารของภูไท” 

การพูดคุยแลกเปลี่ยนแบบนี้มีประโยชน์กับทุกฝ่าย ด้านพ่อสวาทเองก็ได้ความรู้ใหม่ ๆ จากเหล่าเชฟหลายอย่างเหมือนกัน อย่างเรื่องการหมักเนื้อด้วยยีสต์ที่พ่อสวาทไม่เคยรู้ ก็ได้รู้และทดลองนำมาปรับใช้กับการทำอาหารของตัวเองในคราวนี้

ความมั่นคงทางอาหาร

“ยังมีคนเข้าใจอาหารอีสานผิดอยู่” พ่อสวาทเอ่ย 

“เขาบอกว่าไม่สะอาด เป็นพิษ บางทีก็ว่าไม่มีโรงงาน ไม่มีมาตรฐาน ก็มีข้อกล่าวอ้างมาโดยตลอด แล้วข้อกล่าวอ้างนี้ ก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยันมากมายว่าไม่สะอาดยังไง ไม่มีมาตรฐานยังไง เป็นเพียงแต่การพูดขึ้นมาเรื่อย ๆ” พ่อสวาทว่าอย่างเหล้าพื้นบ้านนั้นก็มีที่มา อธิบายได้ทั้งหมดว่าเป็นสูตรสมุนไพรอะไร ผลไม้ชนิดไหน หมักอยู่ที่ไหน อย่างไร และตรวจสอบได้ ในขณะที่ของอุตสาหกรรม ไม่มีใครทราบว่าระบบการผลิตเป็นยังไง ใช้อะไรบ้าง

“ผมคิดว่าปัญหาโรคระบาดทำให้ในช่วง 2 ปีนี้ มีคนหลายคน เมืองหลายเมือง เข้าไม่ถึงอาหาร มีปัญหาเรื่องการจัดการอาหาร ในอนาคตถ้ามีภัยพิบัติหรือโรคระบาดรุนแรงขึ้นอีก เราจะลำบาก ควรมีนโยบายให้พื้นที่ต่าง ๆ มีฐานการผลิตอาหารของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทหรือในเมือง”

สิ่งที่พ่อสวาททำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแสดงความคิดเห็น หรือการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มผู้มีความสนใจในความเจ๋งของภูมิปัญญาชาวบ้าน กลุ่มเชฟที่สนใจวัฒนธรรมการกินจากหลากหลายพื้นที่ หรือรวมกลุ่มจัดตั้งตลาดเขียว ปลายทางที่พ่อสวาทอยากเห็นก็คือ ‘ความมั่นคงทางอาหาร’

แม้ว่าการรวมกลุ่มที่ว่านี้จะยังไปไม่ถึงวงกว้างของสังคม แต่ผู้คนในเครือข่ายเล็ก ๆ นี้ก็กำลังสร้างโมเดลหนึ่งที่อาจเป็นทางเลือกใหม่ ๆ หรือเป็นแรงบันดาลใจที่มีพลังให้กับใคร ๆ อีกมากมาย

คุยกับเกษตรกรแดนอีสาน ถึงการรวมกลุ่มจัดการเกษตรท้องถิ่นและภูมิปัญญาด้านการกิน ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารในอนาคต

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load