หนังสืออะไรอ่านได้ทั้งสองประเทศ

หากไม่ใช่พจนานุกรมภาษา หนังสืออะไรที่จะมอบประโยชน์ให้คนสองชาติที่พูดกันคนละภาษาสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของอีกฝ่ายได้ไปในตัว

หากบอกว่าเป็น ‘หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม’ คนไทยที่อ่านจะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะอ่านภาษาเวียดนามถูกไหม นี่สิเรื่องใหญ่ที่เราตั้งคำถาม 

เราเดินฝ่าแสงอาทิตย์อันร้อนแรงในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มานั่งตรงหน้า ผศ.ดร.สุภัค มหาวรากร ประธานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย และ ผศ.ดร.นิธิอร พรอำไพสกุล กรรมการและเลขานุการหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อหาคำตอบกัน

อาจารย์ทั้งสองผู้มีความผูกพันกับเวียดนามมากว่า 20 ปี เล่าให้เราฟังอย่างละเอียดว่า หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนามที่คนไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการศึกษาภาษา สังคม และวัฒนธรรมของประเทศเวียดนาม เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) กระทรวงการต่างประเทศ มศว และมหาวิทยาลัยในประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ทั้งสองทางสำหรับผู้อ่านสองชาติ โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคประชาชน ต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างประเทศ

หลังจากรัฐบาลไทยดำเนินงานในประเทศเวียดนามมานาน ภาษาไทยก็ได้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่ทำให้การสอนภาษาไทยในเวียดนามเกิดความยั่งยืน คือคนเวียดนามสอนภาษาไทยได้เอง

นั่นคือเป้าหมายและผลลัพธ์ที่อาจารย์ผู้มากประสบการณ์บอกกับเรา

ความพิเศษของหนังสือทั้ง 6 เล่มที่วางอยู่ตรงหน้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะหนังสือบางเล่มเกิดจากฝีมือของนักศึกษาชาวเวียดนามที่ผสมผสานความรู้ระหว่างสองชาติไว้ด้วยกัน ถือเป็นตัวอย่าง ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ของไทยและเวียดนามที่สะท้อนพลังความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ในวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565

แน่นอนว่าเราตื่นเต้นกับหนังสือเล่มใหม่เหล่านี้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่า คือเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานของ TICA อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกผู้ดูแลตั้งแต่นักศึกษาที่เวียดนาม จนพวกเขาบางส่วนได้สอบคัดเลือกเข้าโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มที่ประเทศไทย

หากใครเคยติดตามเรื่องราวของ โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทยในเวียดนามมาแล้ว ครั้งนี้อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกคือผู้ที่จะพาเราย้อนอดีตไปเมื่อ 26 ปีก่อน ในวันที่คนเวียดนามยังไม่รู้จักภาษาไทย สู่วันที่ภาษาไทยกลายเป็นวิชาเอกที่นักศึกษาเวียดนามเลือกเรียน และกลายมาเป็น ‘หนังสือเรียนภาษาไทย 6 เล่ม’ ที่คนเวียดนามก็เรียนได้ คนไทยก็เรียนดี

พ.ศ.​ 2539 ปักธงไทยในใจเวียดนาม

เมื่อนึกถึงชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย เรามักจะนึกถึงเพื่อนจากแดนไกลอย่างชาติตะวันตก ทั้ง ยุโรป อเมริกา หรือขยับเข้ามาใกล้หน่อยก็จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ภัคและอาจารย์นิก เราจึงค้นพบว่าชาวเวียดนามเรียนภาษาไทยอย่างจริงจังและตั้งใจกว่าที่เรารู้มาก

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์ทั้งสองท่านมานั่งสนทนากับเราในวันนี้ อาจารย์ภัคย้อนอดีตกลับไปช่วงก่อน พ.ศ. 2539 ขณะที่เวียดนามยังเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด ไม่มีใครรู้ภาษาไทย และชาวเวียดนามยังไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จนเกิดเป็นปัญหาในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว TICA จึงเริ่มโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ฐานธุรกิจทางภาคใต้ อย่างมหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นครโฮจิมินห์ ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรต่อมาเป็นวิชาเอก ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท หลังจากนั้น TICA ได้ขยายพื้นที่การสอนภาษาไทยเพิ่มอีก 3 มหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคธุรกิจเวียดนาม-ไทยที่ขยายตัวขึ้น คือมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2543 มหาวิทยาลัยดานัง เปิดสอนใน พ.ศ. 2548 และ มหาวิทยาลัยฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2552

แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทุกองค์ประกอบทั้งผู้สอนและหลักสูตร เพื่อดึงดูดผู้เรียนให้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทางภาษาและการฝึกสอนของตนเอง โดยหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมมาอย่างเนิ่นนาน ก็คืออาจารย์ภัคที่กำลังพูดคุยกับเราอยู่

พ.ศ. 2544 สวัสดีเวียดนาม

ครั้งแรกที่เครื่องบินลงจอดยังนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อาจารย์ภัคที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปี ได้เปลี่ยนน้ำตาและความกลัวให้กลายเป็นประสบการณ์ไร้วันหยุด เพื่อมอบความรู้ภาษาไทยและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นักศึกษาเวียดนามหลายคนแวะเวียนมายังที่พักของอาสาสมัครชาวไทยคนที่ 6 ที่เดินทางมาสอนยังประเทศของพวกเขา อาจารย์ภัคซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เธอขอให้เด็ก ๆ พาไป และเด็ก ๆ เองก็เต็มใจจะนำเสนอ แลกกับการตอบคำถามของนักศึกษาชาวเวียดนามที่สนใจเรียนภาษาไทยตลอดเวลา

“ระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกัน เขาจะถามตลอดว่า อันนี้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร แล้วเขาก็ไม่เคยปล่อยให้เราว่าง เสาร์-อาทิตย์เขาอยากจะมาทำอาหาร อยากจะคุยกับเรา อยากจะเรียนภาษาไทย”

อาจารย์ภัคเล่าให้ฟัง ถึงแม้ก่อนหน้านี้ เธอจะไม่มีความสนใจในประเทศเวียดนามเลยก็ตาม

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม ที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่าง TICA และ มศว เริ่มต้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2542 โดยมีการคัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 4 แห่งทั่วประเทศเวียดนามมาเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมในสังคมของเจ้าของภาษา 

โครงการนี้เองที่ทำให้อาจารย์ภัคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และตัดสินใจตามนักเรียนของเธอมาสอนที่โฮจิมินห์ใน พ.ศ. 2544 – 2545 

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

แม้สภาพความเป็นอยู่ในเวียดนาม ณ เวลานั้นจะลำบากกว่าไทย แต่การอยู่ห่างบ้านสำหรับอาจารย์ภัคเป็นเวลา 1 ปี ก็ไม่ใช่คืนวันที่เลวร้ายแม้แต่น้อย

เธอใช้เวลาว่างทั้งหมดในการเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งการเรียนภาษาในประเทศของเจ้าของภาษาช่วยพัฒนาทักษะได้เป็นอย่างดี เราจึงไม่แปลกใจที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนจะประสบความสำเร็จอย่างมาก

ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายที่ถูกบอกต่อ

และภาษาไทยก็กลายเป็นเป้าหมายที่นักศึกษาเวียดนามอยากเรียน

หลังจากที่ TICA และ มศว ส่งอาจารย์ไปสอนที่เวียดนามในยุคแรก พวกเขาเริ่มลดบทบาทลงเมื่อผลิตครูชาวเวียดนามที่สอนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น จากการส่งอาจารย์ไทยจึงเปลี่ยนเป็นการส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand – FFT) ไปแทน 

ปัจจุบัน อาจารย์ทั้งสองเพิ่มบทบาทเป็นผู้ดูแลและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยที่ประเทศเวียดนามทุกโครงการ โดยมีกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด) คือ การจัดฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปเป็นครูผู้ช่วยสอนในฐานะเจ้าของภาษา

บทเรียนนอกหนังสือ

อาจารย์นิกเป็นเลขาของอาจารย์ภัคมานาน และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาโทประมาณ พ.ศ. 2546 – 2547 การได้คลุกคลีอยู่กับนักศึกษาเวียดนามมามากกว่า 10 ปี ทำให้เธอเห็นถึงพัฒนาการภาษาไทยที่ก้าวกระโดดของนักเรียนและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในโครงการอบรมภาษาไทยระยะสั้น

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

เราถามอาจารย์ทั้งสองว่า นักศึกษาเวียดนามสนใจอะไรในประเทศไทยบ้าง อาจารย์จึงมอบคำตอบที่ไปถามจากนักศึกษามาว่า ‘สื่อไทย’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครและซีรีส์วาย ต่อมาคือ สตรีทฟู้ด แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งทางโครงการได้จัดและพัฒนาทริปให้นักศึกษาอยู่ตลอดเวลา 20 ปี

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามในชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
ภาพ : เพจโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม

อาจารย์ภัคเล่าต่อว่า ในอดีตมีหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่ให้เลือกระหว่างภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย แต่เด็กเวียดนามเลือกเรียนภาษาไทย เพราะพวกเขาไม่รู้จักภาษานี้ การเรียนภาษาไทยจึงมอบโอกาสที่จะหางานได้ง่ายกว่า ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และสาธารณสุข ส่วนปัจจุบัน ผลลัพธ์ในการทำงานหนักตลอด 26 ปีของ TICA และ มศว ทำให้เราไม่แปลกใจนักหากไปเวียดนามแล้วจะเห็นพวกเขาพูดภาษาไทยได้

หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม

สิ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของการสอนภาษาไทยในต่างประเทศได้ คือการสร้างบุคลากรท้องถิ่นที่สอนภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ TICA จึงสนับสนุนให้อาจารย์ รวมถึงนักศึกษาเวียดนามมาศึกษาภาษาไทยที่ มศว เพื่อนำความรู้กลับไปสอนที่ประเทศบ้านเกิดของตน โดยโจทย์ที่ TICA มอบให้กับอาจารย์ผู้ดูแลโครงการคือ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่ได้รับทุน ต้องนำไปต่อยอดให้กับการเรียนการสอนภาษาไทยได้

เช่นเดียวกับหนังสือที่อยู่ในมือของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยจากปริญญานิพนธ์ของ Nguyen Thi Loan Phuc นักศึกษาเวียดนามที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไทย เธอจึงรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลร้านแบ่งตามย่าน บอกประเภทอาหาร เส้นทาง ประเภทการเดินทาง ระยะทาง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษาไทย-เวียดนาม ชนิดที่เราอ่านแล้วยังต้องร้องว้าวกับความตั้งใจของผู้จัดทำทุกคน

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

อาจารย์ภัคหยิบหนังสืออีก 5 เล่มมาแจกจ่ายให้เราได้ชม ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหนังสือ ตำรา สื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาชาวเวียดนาม รวมแล้วมีทั้งหมด 6 เล่ม ได้แก่

· ภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีฟ้า) 

· วัฒนธรรมไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีชมพู) 

· การพูดภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีส้ม)

· การฟังภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีเขียวเข้ม)

· กรุงเทพมหานครกับอาหารริมทาง สำหรับนักศึกษาเวียดนาม

· วิถีชีวิตไทยจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน สำหรับผู้เรียนชาวเวียดนาม

เราหยิบหนังสือมาเปิดดูอย่างสนใจ 

TICA และ มศว ได้ร่วมกันผลิตหนังสือ 6 เล่มนี้ขึ้น พร้อมทำเป็นหนังสือเสียง 

และด้วยความอยากรู้อยากลอง เราจึงเปิดไฟล์หนังสือเสียงแบบออนไลน์เรื่องภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ก่อนจะคลิกไปตามประโยคบนหน้าหนังสือ

“โอ้ ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” เสียงอ่านของผู้หญิงดังออกจากลำโพง เมื่อคลิกต่อไปที่ตัวอักษรภาษาเวียดนามที่เราออกเสียงไม่เป็น “màu xanh lam” เสียงเดิมก็พูดให้เราฟังว่า “เหม่า ซัน ลาม” แปลว่า สีคราม

“เหมือนเราได้เรียนภาษาเวียดนามไปด้วยเลย” เราบอกกับอาจารย์ภัคอย่างตื่นเต้น ซึ่งเธอพยักหน้าและบอกว่า “นั่นคือจุดประสงค์จริง ๆ ของเรา เพราะหากคนไทยสนใจ ก็เรียนภาษาเวียดนามด้วยได้”

ชมหนังสือเสียงทั้ง 6 เล่ม ได้ที่ https://shorturl.asia/VpfIz)

ขณะที่เรายังไม่หยุดพลิกหน้าหนังสือไปมา อาจารย์ภัคก็เริ่มเล่าถึงที่มาของหนังสือให้เราฟังว่า เวลาที่ผ่านมา 26 ปี แทบจะไม่มีหนังสือภาษาไทยสำหรับคนเวียดนามโดยเฉพาะ เธอจึงอยากผลิตผลงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และมีประโยชน์ในการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้คนเห็นว่า TICA และ มศว ได้ทำอะไรไปบ้าง

อาจารย์นิกเสริมว่า ในยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด การสอนที่เปลี่ยนจากออนไซต์เป็นออนไลน์มีความท้าทายมาก อาจารย์ทั้งสองจึงเสนอทาง TICA ให้ทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน โดยหนังสือการฟัง-การพูด เป็นสองเล่มที่ใช้คู่กันในโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานการณ์โควิด-19 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 

ส่วนเล่มวัฒนธรรมไทย (สีชมพู) และภาษาไทยในเพลง (สีฟ้า) จัดทำมาก่อนหน้านี้ และสุดท้ายคือเล่มวิถีชีวิตไทยในขุนช้างขุนแผนที่มาคู่กับเล่มอาหารริมทาง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ Nguyen Kieu Yen นักศึกษาชาวเวียดนามอีกคนที่เคยเรียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่ยังมีเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เธอจึงเลือกจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากการทำงานวิจัยชิ้นนี้ แถมอาจารย์ภัคยังกระซิบอีกว่า นักศึกษาได้ทำการหาข้อมูลจนพบว่า เวียดนามเองก็มีวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีเช่นเดียวกับ ขุนช้างขุนแผน นั่นก็คือเรื่อง นางเกี่ยว แต่งด้วยฉันทลักษณ์กลอน หลุกบ๊าด หมายถึงกลอนหกหรือกลอนแปด

“ตราบใดที่ภาษาไทยยังจัดการเรียนการสอนอยู่ในประเทศเวียดนาม ภาษาก็เป็นตัวแทนของประเทศของเรา ของวัฒนธรรมเราที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจเรื่องอื่น ๆ ตามมา ถ้าเราไม่รู้ภาษาเขา เขาไม่รู้ภาษาเราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ภาษาเป็นตัวแทนสร้างความเข้าใจระหว่างกัน” อาจารย์นิกทิ้งท้าย

“จากประสบการณ์การดูแลโครงการในเวียดนามมา 20 ปีของเรา เราพยายามใส่ทุกอย่างเข้าไปแบบที่เขาจะได้ประโยชน์” อาจารย์ภัคกล่าว

ความใส่ใจที่อาจารย์ทั้งสองท่านใส่ลงไปในหนังสือทั้ง 6 เล่ม ทำให้หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตำราเรียนภาษาไทย แต่ยังเป็นบันทึกความทรงจำที่คัดสรรจากประสบการณ์ 20 ปี รวมถึงตัวแทนประเทศในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการทำงานในระบบสาธารณสุขอีกด้วย

“เด็กเวียดนามมองประเทศไทยดีมาก เรารู้สึกว่าโครงการเหล่านี้ทำให้เราภูมิใจว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความสุข และจากนี้เราก็ยังเดินหน้าต่อไป”

หนังสือทั้ง 6 เล่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และความหวังถูกวางเอาไว้บนโต๊ะที่บทสนทนากำลังจะจบลง ในอนาคตหนังสือเหล่านี้จะไปอยู่ในมือของนักศึกษาที่พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า และที่น่าภูมิใจคือแหล่งความรู้ดังกล่าวไม่จำกัดเพียงชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นทั้งของชาวไทยและชาวเวียดนาม 

นอกจากนี้ ความสำเร็จด้านรูปแบบของโครงการพัฒนาการเรียนภาษาไทยในเวียดนามยังได้รับการขยายผล โดย TICA นำไปใช้ต่อในโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ ‘เมียนมา’ ที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (Yangon University of Foreign Language หรือ YUFL) และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศมัณฑะเลย์ (Mandalay University of Foreign Language หรือ MUFL) และ ‘กัมพูชา’ ที่มหาวิทยาลัยพนมเปญ (Royal University of Phnom Penh) และมหาวิทยาลัยพระตะบอง ทั้งยังส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปสอนภาษาไทยในภูฏาน และให้ มศว จัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาไทยแบบเข้มข้นให้แก่ตำรวจจากมัลดีฟส์และนักการทูตมองโกเลียด้วย

หลังจบการสนทนา เรามองไม่เห็นกำแพงภาษาอันยิ่งใหญ่ที่ใครหลายคนต่างหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า คือโอกาสในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างงาน โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมความสำเร็จ ซึ่งจะขยายผลต่อไปเพื่อให้ภาษาไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายกว่าเดิม

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  และ

(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

7 กุมภาพันธ์ 2561
12 K

วันนี้ฉันมีนัดสัมภาษณ์กับเจ้าของ ‘มหาลัย’ คนหนึ่ง

ไม่ได้บังเอิญเขียนผิด แต่เพราะพื้นที่การเรียนรู้นี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัยในระบบ หากเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาแบบทางเลือกสำหรับหนุ่มสาว และดังนั้น คนที่ฉันได้เจอจึงไม่ใช่ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุดสูทเต็มยศ แต่เป็นชายหนุ่มในชุดเสื้อตัวโคร่ง กางเกงขาบาน และรองเท้าแตะ

นี่คือ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ ผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’

ดูจากข้อมูลทั่วไป กิตติพงษ์คือผู้ที่ไปได้ดีในระบบการศึกษาและสังคมมาตรฐาน เขาคือเด็กนักเรียนห้องคิงในวัยมัธยม นักศึกษาผู้สอบเข้าได้เป็นที่ 1 ของคณะในวัยมหาวิทยาลัย และชายหนุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง production house ชื่อว่า กระต่ายตื่นตัว ที่หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ

แต่เมื่อค้นลึกกว่านั้น ชายตรงหน้าฉันคือคนที่อยากเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพโรงเรียนและสังคม

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ในวัยเด็ก เขาอาจหาญเขียนบทความวิจารณ์โรงเรียน แล้วซีรอกซ์แจกผู้อำนวยการและทุกกลุ่มสาระ ในวัยรุ่น เขาเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อด้านงานเพื่อสังคมเพราะอยากปฏิรูปประเทศ และหลังเรียนจบ เขาเอ่ยปากบอกเพื่อนร่วมงานว่า ขอลาออกไปร่วมทำเรื่องการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านกับ โจน จันได ปราชญ์ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองที่ชื่อว่า พันพรรณ

แล้วหลังจากฝังตัวที่นั่น 4 ปี เขาก็เดินออกมาด้วยความฝันอยากเป็นครู

กิติพงษ์ก่อตั้งพื้นที่การศึกษาทางเลือก แล้วคิดค้นหลักสูตรการเรียนรู้เคลื่อนที่สำหรับนักศึกษา 14 ชีวิตในชื่อ ‘Gap Year Program’ อ้างอิงจาก ‘Gap Year’ หรือช่วงเวลาที่หนุ่มสาวชาวตะวันตกออกค้นหาตัวเอง ใช้เวลา 1 ปีหยุดพักจากการเรียนและการหางาน เพื่อค้นหาตัวเองผ่านการออกไปใช้ชีวิต

เขาเชิญชวนหนุ่มสาวชาวไทยใช้เวลา 9 เดือน หรือ 3 ภาคเรียน ออกค้นหาตัวเองผ่านการเรียนรู้และลงมือทำกับปราชญ์ทั่วประเทศ

ไม่มีเลกเชอร์แสนน่าเบื่อ ไม่มีข้อสอบแสนกดดัน มีเพียงการเรียนรู้ในบรรยากาศเป็นมิตร ผ่านวิชาที่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้สอนหลากแขนง ตั้งแต่ทำนา สร้างบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรมปกาเกอะญอ ปลูกป่า ออกแบบบอร์ดเกม ฯลฯ

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ที่สำคัญไม่แพ้ความรู้คือ นักศึกษาจะได้เจอผู้รู้ตัวจริงที่มาทุ่มเทใจสอนแบบไม่คิดค่าตัว

ไม่ว่าจะเป็นโจน จันได ปราชญ์ผู้เป็นแรงบันดาลใจของกิตติพงษ์และผู้แสวงหาชีวิตทางเลือกมากมาย จุลพร นันทพานิช อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการปลูกป่า ประมวล เพ็งจันทร์ ปราชญ์ผู้เดินเท้าค้นหาความหมายชีวิตจากเชียงใหม่ถึงบ้านเกิดที่สมุย และ เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการสอนโดยใช้เกมที่สนุกสนานเป็นเครื่องมือ

หากใครยังสงสัยว่าบรรยากาศการเรียนจริงเป็นยังไง หลักสูตรนี้มีค่าย demo ให้ทดลองเรียนก่อนเปิดภาคเรียนจริงเพื่อตัดสินใจ

หากใครกังวลเรื่องวุฒิการศึกษา นักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรนี้จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง และถ้าใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก สามารถทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริป เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 

แน่นอน-รายละเอียดด้านบนเป็นเพียงน้ำจิ้มหนึ่งหยดจากห้องเรียนเคลื่อนที่นี้

ส่วนเรื่องราวมากกว่านั้น กิตติพงษ์ชวนฉันเดินไปสนทนาในสวนสาธารณะ เพราะไม่ชอบความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศ

แล้วฉันก็นั่งลงคุยกับเจ้าของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ-กลางธรรมชาติ ถึงเรื่องการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่อยากให้หนุ่มสาวงอกงาม

ไม่แพ้ต้นไม้รอบตัวเราตอนนี้

ก้าวเดิน

นิยามคำว่า ‘การศึกษา’ สำหรับคุณคืออะไร

หมายถึงการเติบโต อาจไม่ใช่การเติบโตทางร่างกาย อาจเป็นการเติบโตทางนามธรรมบางอย่าง เช่น ความคิด ความรู้สึก และจิตวิญญาณ แล้วก็อาจไม่ใช่การไปเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโต อย่างวันนี้เรามาเจอกัน เราอาจไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนรู้อะไรกัน แต่เราเชื่อว่ามันเกิดการศึกษาขึ้นแล้ว การศึกษาที่ดีควรสนุกด้วย เพราะตอนคนไม่สนุก เขาจะไม่ค่อยได้เรียนรู้

คุณเคยบอกว่า 4 ปีที่พันพรรณให้อะไรคุณมากกว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย ที่นั่นสอนอะไรคุณบ้าง

เราไปพันพรรณโดยไม่ได้คาดหวัง คิดว่าจะไปทำงาน ไปถึงก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ เราเลยได้อะไรเยอะมาก ในแง่บุคคล เราได้เจอคนดีเยอะ ในแง่ความรู้ติดตัว เราได้ทักษะเพราะได้ลงมือทำทุกวัน แล้วพี่โจนเป็นคนให้พื้นที่ ถ้าไม่ได้ผิดจริงๆ ไม่เดินมาทักด้วย ให้ลองไปเลย เดี๋ยวรู้เอง พี่โจนไม่มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่อยากได้ เพราะลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เรามองหาพื้นที่ที่ไม่ถูกจัดการโดยอำนาจแบบพีระมิด เราโตมากับการเล่นกับเพื่อน เป็นคนเพื่อนเยอะ ดังนั้นพื้นที่ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของเพื่อนจะไม่ค่อยอิน เราเลยอยู่พันพรรณได้นานเพราะมันไม่มีสิ่งนี้

ไร่นา การเกษตร

ความคิดที่อยากเป็นครูเกิดขึ้นตอนไหน

น่าจะเป็นสมัยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Rookies มือใหม่ไฟแรง พระเอกเป็นครูที่ดูแลชมรมเบสบอลชื่อว่า คาวาโต้ เด็กนักเรียนในชมรมของเขาเป็นแก๊งเด็กไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มาอยู่ชมรมนี้เพราะกะว่าเป็นชมรมว่าง แต่เผอิญมีเด็กคนหนึ่งอยากเล่นเบสบอลขึ้นมาจริงๆ เขาเลยบอกว่า ถ้ามีคนจะเล่น ทุกคนต้องเล่นแล้ว แล้วก็ค่อยๆ พาเด็กทั้งหมดมาเล่นเบสบอลแบบจริงจังได้ เราก็ประทับใจ

พอมาอยู่พันพรรณ เราไม่ได้นึกถึงเรื่องการเป็นครูมาก่อนจนช่วงที่อกหัก อันนี้พีกนะ ต้องกลับบ้านเลย แล้วระหว่างนั้นเราเหมือนได้ยินเสียงข้างในใจบอกว่า ไปเป็นครูเถอะ เราก็คิดว่าขอพิจารณาก่อนสัก 3 เดือน จนรู้สึกว่ามั่นใจแล้ว ก็เลยถ่ายทอดวิทยายุทธ์เรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ให้คนอื่นในพันพรรณทำต่อ แล้วเราก็ออกมา ความตั้งใจคือไปเป็นครูมัธยมปลายเลย เพราะเราอยากทำงานกับวัยรุ่น รู้สึกว่าสนุกดี

แล้วทำไมถึงไม่ได้กลายเป็นครูตามโรงเรียนทั่วไป

โรงเรียนทางเลือกที่มีถึงระดับ ม.ปลาย นี่เราติดต่อหมดทั้งประเทศแล้ว แต่มีเหตุไม่ลงตัว โรงเรียนนี้เต็มแล้ว โรงเรียนนี้ไม่ติดต่อกลับ เราก็ซึมไปพักหนึ่ง เพราะออกจากพันพรรณด้วยความรู้สึกว่าหลายคนอวยพร พี่โจนบอกว่า ผมดีใจมากเลยตอนที่ป๊อบบอกว่าอยากเป็นครู ป๊อบเข้ากับเด็กวัยรุ่นได้ดีมาก จนมีน้องทักมาว่า ผมมีข้อแนะนำ หนึ่งในนั้นคือ ทำไมพี่ไม่ลองเปิดโรงเรียนเองล่ะ เราก็คิดหนักเลย จนผ่านไปประมาณเดือนหนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะเปิดมหาวิทยาลัยเอง

ตอนนั้นมั่นใจแค่ไหน

เราไม่มีทีม ทุนก็ไม่มี ที่ก็ยังไม่มี แต่เราเชื่อว่าถ้าสิ่งที่จะทำสอดคล้องกับสิ่งที่ควรเกิด สุดท้ายมันจะเกิดขึ้น

ห้องเรียนทางเลือก ห้องเรียนทางเลือก หลักสูตรทางเลือก

แก่นของมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติคืออะไร

เราอยากให้มหาลัยนี้เป็นความโชคดีของคนเรียน ข้อแรกคือ อยากให้แต่ละคนรู้สึกมีอิสระ เป็นอิสระจากข้างในเมื่อค้นพบว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งเกิดจากการทำบางสิ่งจนพบว่าทำได้ เช่น จากทำอะไรไม่เป็นก็เริ่มต่อเสาเป็น ตีหลังคาขึ้นมา สักพักหนึ่งเราจะรู้สึกว่าสร้างบ้านได้แล้วล่ะ จนค้นพบว่าที่จริงบนโลกนี้เราทำอะไรก็ได้

ข้อถัดมาคือ พอรู้สึกมั่นใจ ความรู้สึกนี้จะเชื่อมโยงกับคำถามว่า เราต้องการทำอะไร คุณค่าที่เราให้ค่าอยู่ตรงไหน และจะเริ่มเห็นว่า การดำรงอยู่ของเรามีค่ามาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม พอสิ่งนี้เกิดขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างมีค่า แล้วความรู้สึกไม่อยากเบียดเบียนจะมาเอง เกิดความผาสุก

แล้วก็มาสู่ข้อสุดท้ายคือ ในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ อะไรคือของขวัญที่เราต้องการให้กับโลกใบนี้ เราเชื่อว่าทุกคนมีอยู่แล้ว มันอาจเล็กน้อยมาก รดน้ำต้นไม้ต้นนี้วันละหยดก็ได้ ทุกอย่างมีคุณค่าในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือพอเราได้ทำ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ เราจะมีพลังชีวิต แล้วทุกวันจะมีความหมาย

สิ่งสำคัญที่คุณอยากสอนนักศึกษาคืออะไร

เราอยากสอนให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ หมายถึงทั้งรู้จักและมีความสัมพันธ์ เช่น การเชื่อมต่อกับอาหาร เงินไม่ได้เป็นตัวปัญหา มันเป็นแค่สื่อกลาง แต่พอเราใช้เงินจนชินก็ไม่รู้แล้วว่า สิ่งนี้มันมาจากไหน ถ้าเด็กบางคนไม่รู้ก็คิดว่าโยเกิร์ตไม่ได้มาจากวัว แต่มาจากซูเปอร์มาร์เก็ต พอไม่เชื่อมต่อก็ไม่เห็นคุณค่า พอไม่เห็นคุณค่า เราก็ใช้อย่างเดียว เรารู้สึกว่าหัวใจที่มีเมตตา มีความรัก มีรอยต่อกับสิ่งต่างๆ มีค่ามาก เพราะฉะนั้น เรากลับไปตรงนั้นได้มั้ย แล้วเราจะตัดสินใจหลายอย่างในชีวิตประจำวันดีกว่านี้มาก และจะมีความสุขขึ้น

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

ทำไมคนไม่ชอบเดินทางอย่างคุณถึงคิดจะให้มหาลัยนี้สอนด้วยหลักสูตรเคลื่อนที่

เพราะว่าเราหาที่ตั้งมหาวิทยาลัยลงตัวไม่ได้ บางอันอยู่ไกล บางอันภูมิประเทศไม่ได้ เป็นเขาเลย แล้วปีที่ผ่านมาเราเดินทางดูที่ทั้งปี สุดท้ายก็รู้สึกว่าขนาดตัวเองไม่ชอบเดินทางยังรับได้ คนที่ชอบคงสนุกมาก (หัวเราะ)

คุณเลือกคนที่จะมาสอนในหลักสูตรยังไง เลือกจากความเชี่ยวชาญหรือเปล่า

ก่อนอื่นเลย หลักสูตรนี้ชวนเฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าเชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในความเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นครูแนวสั่งสอนจะไม่ชวนเลย สองคือ เขาใจดี ไม่มีความคิดเอาเปรียบ นักศึกษาได้ไปเจอคนเหล่านี้แล้วจะได้ซึมซับสิ่งดี จากนั้นก็ค่อยมาดูสิ่งที่เขารู้จากการลงมือทำ ไม่ได้จำใครมาบอก พอปลดล็อกเอง วิธีสอนจะเป็นอีกแบบ จะจับต้องได้ แล้วก็ไม่ใช่แค่บอกได้ว่าทำยังไง แต่พาให้ทุกคนทำเหมือนเขาได้ด้วย คุณสมบัติเหล่านี้หายากมาก แต่ประเทศไทยก็ยังมีคนแบบนี้เยอะมาก คำถามคือ ทำไมเราไม่เรียนกับคนแบบนี้ สนุกกว่าตั้งเยอะ ไปเรียนในห้องเรียนทำไม

อย่างอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ตอบคำถามเราได้ทุกคำถามนะ บางคำตอบตอบไม่ตรงคำถาม แต่ตอบสิ่งที่ลึกไปกว่าสิ่งที่เราถาม ราวกับสัมผัสรู้ถึงความสงสัยหรือความติดขัดที่เป็นรากแล้วไปตอบสิ่งนั้นแทน ที่มากกว่านั้นคือ เรารู้สึกว่าอยู่กับเขาแล้วเป็นคนดีขึ้น เป็นไปเองโดยเขาไม่ต้องมาสั่งสอน มาดุอะไร

ส่วนอาจารย์จุลพร นันทพานิช เราประทับใจว่าเขาเนิร์ดเรื่องต้นไม้จริงๆ ยังไม่เคยเจอใครเนิร์ดเรื่องต้นไม้เท่านี้ แล้วก็รู้สึกว่าเขารักต้นไม้ รักป่าจริงๆ จากท่าที คำพูดเวลาที่เขาพาไปปลูกต้นไม้ เรารู้สึกว่าเขาประณีต ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะปลูกป่าน่าไปปลูกป่ากับอาจารย์

ทำอาหาร ทำอาหาร มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ทำไมหลักสูตรของมหาลัยนี้ไม่มีการวัดผลด้วยข้อสอบ

เราไม่เชื่อว่าถ้าเจอวิกฤตการณ์เราจะรอดได้ด้วยการแข่งขัน เรารอดได้เพราะช่วยกัน แต่ในระบบการศึกษาฝึกให้คนแข่งขัน เราเลยคิดว่าอยากเอาสิ่งนี้ออก อยากฝึกให้ช่วยกันมากกว่า เปลี่ยนจากเกมแบบ competitive เป็นเกมแบบ co-operative บ้าง เราว่ามันยั่งยืนกว่า

แล้วเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ เราก็จะเน้น community-based learning คือเรารู้สึกว่าโครงสร้างการศึกษาทั้งหมดมีรูปแบบที่แบ่งแยกคนเยอะมาก ตั้งแต่เรื่องสอบแข่งขัน เรื่องไปทำการบ้านต่างหาก ทั้งที่ชีวิตการทำงาน คุณต้องทำงานกับคนอื่นตลอด แล้วในที่สุดมันก็จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นเฉพาะทาง คือยิ่งเรียนสูง ยิ่งทำอย่างอื่นไม่เป็น ซึ่งถ้าไม่มีทักษะดำรงชีวิตพื้นฐาน มันจะคับแคบมาก พี่โจน จันได เชื่อเรื่องการใช้ชีวิตเป็นทรงกลม ถ้ากลมแล้ว จะไปเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ไปเลย

คิดว่าการเรียน 9 เดือนยาวนานมั้ย

ไม่ สั้นหรือยาวอยู่ที่เราเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราเปรียบเทียบกับค่ายฤดูร้อน แน่นอน หลักสูตรนี้ดูยาวกว่าค่ายฤดูร้อนทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเวลา 50 – 60 ปีในชีวิตที่เราไปทำอะไรก็ไม่รู้โดยไม่รู้จักตัวเอง ทำตามกัน 1 ปีมันสั้นมากเลยนะเมื่อเทียบกับทั้งชีวิต

ผ้ามัดย้อม

ย้อมผ้า ผ้ามัดย้อม ย้อมผ้า

แล้วค่าเทอมแค่ 60,000 บาทสำหรับ 3 เทอมไม่ถูกเกินไปเหรอ

เราอาจจะขอเงินกันความผิดพลาดเพิ่มเติมบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราคิดในฐานคิดว่าจะช่วยนักศึกษายังไง แน่นอน ค่าเทอมเท่านี้เทียบกับของโรงเรียนอินเตอร์แล้วถูกมาก เทียบกับงบไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 ทริปแล้วถูกมาก แต่เงินของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่ม ความหมายมันต่างกันมากนะ ซึ่งเราไม่เชื่อในความยุติธรรมแบบแข็งตัว สมมติเอาคนขาเป๋มาออกวิ่งที่จุดเดียวกับคนที่ร่างกายพร้อม บอกให้วิ่งแข่งกัน แล้วบอกว่ายุติธรรมเพราะเริ่มที่จุดเดียวกัน เราว่าไม่ใช่แล้ว มันต้องพยุงคนขาเป๋ก่อน

คุณใช้เวลา 9 เดือนสอนนักศึกษาได้ 12 คน น้อยไปมั้ยเมื่อเทียบกับหลักสูตรทั่วไปที่อาจผลิตนักศึกษาได้เป็นร้อย

เราเลิกคิดเรื่องปริมาณไปแล้ว ถ้าคิดเรื่องนี้จะพูดยาก แต่ยกตัวอย่างเล่นๆ สมมติทริปนี้จบแล้วเกิดคนที่ไม่เบียดเบียนใครขึ้นคนหนึ่ง โห ลดปัญหาโลกได้เยอะเลยนะ แล้วก็มีเพื่อนแนะนำเราด้วยว่า ให้พาคนทำสารคดีไปด้วย ประโยชน์จะได้เกิดกับคนอีกเป็นพัน เป็นหมื่น

มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

ระหว่างสร้างหลักสูตรที่พาคนออกไปเรียนรู้ คุณเองเรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การรักษาสมดุลระหว่างความคิดว่าเราจะวางใจ เชื่อว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี กับความคิดว่าต้องรอบคอบกว่านี้ ต้องทำสิ่งนี้เพิ่ม เพราะความรอบคอบส่วนหนึ่งมาคู่กับความไม่ไว้วางใจ แต่ถ้าเราหลับหูหลับตาไว้วางใจ กลายเป็นความประมาท

สิ่งที่คุณทำมีความเป็นการศึกษาทางเลือกสูงมาก คิดมั้ยว่าพ่อแม่ของหนุ่มสาวอาจไม่เข้าใจ

เราเชื่อว่ามีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งคนที่เข้าใจน่าจะพอดีกับจำนวนที่เรามีขีดความสามารถในการรับ ณ ขณะนี้ แต่เราก็หวังใจลึกๆ ว่าโปรแกรมนี้จะสำเร็จมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเกิดหลักสูตรแบบ Gap Year Program ย่อยๆ เต็มไปหมด แต่ละคนลุกขึ้นมาทำเอง ถึงขั้นเราไม่ทำก็ได้ อันนี้สบายเลยนะ แล้วเราไม่ได้อยากให้ทุกคนต้องมาทำแนวนี้ด้วย หลังจากนี้ ถ้ามีคนมุ่งไปทางศิลปะเลยก็ได้ เดือนนี้สอนปั้น เดือนนี้สอนวาด เอาเลย ที่เราอยากทำเรื่องความรักและธรรมชาติเพราะเป็นเรื่องสำคัญ

ในฐานะที่ได้เปิดเกม เราก็อยากเขี่ยบอลให้ดีที่สุด

กิตติพงษ์ หาญเจริญ

10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับหลักสูตร Gap Year Program

  1. Gap Year Program รับนักศึกษาจำนวน 14 คน อายุระหว่าง 17-25 ปี (แต่ถ้าใครอายุเกินแล้วอยากมามาก ลองคุยกันหลังไมค์ได้) โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา
  2. หลักสูตรนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 22 มีนาคม พ.ศ.2561 ทาง www.collegeofloveandnature.com
  3. หลักสูตรใช้ระยะเวลาการเรียนประมาณ 9 เดือน  ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 – 3 มีนาคม พ.ศ. 2562
  4. การเรียนแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษา มีช่วงปิดภาคเรียน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วัน
  5. หลักสูตรนี้มีช่วงทดลองเรียน 2 อาทิตย์ให้นักศึกษาที่ผ่านการสัมภาษณ์ได้สัมผัสการเรียนจริงก่อนตัดสินใจ
  6. การเรียนรู้ในแต่ละหัวข้อใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้สอน
  7. การเดินทางจะใช้วิธีเดินทางโดยรถตู้ไปสู่แหล่งเรียนรู้แต่ละแห่ง
  8. ค่าเทอมสำหรับ 3 ภาคการศึกษา รวมเป็นเงิน 63,000 บาท ส่วนค่าอาหารและน้ำมันรถ ใช้วิธีลงขันกัน 
  9. ไม่มีการวัดผลเพื่อจบหลักสูตร แต่ใครต้องการวุฒิปริญญาตรี โท หรือ เอก ทำโปรเจกต์ส่วนตัวหลังจบทริปได้ เพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ส่งมหาวิทยาลัย Bodhisatre ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา 
  10. ผู้ที่ผ่านการเรียน Gap Year Program จะได้รับประกาศนียบัตรด้าน ‘การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากหลักสูตรการศึกษาทางเลือกชื่อ Gaia Education ซึ่งองค์การ UNESCO รับรอง
Facebook l มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load