หนังสืออะไรอ่านได้ทั้งสองประเทศ

หากไม่ใช่พจนานุกรมภาษา หนังสืออะไรที่จะมอบประโยชน์ให้คนสองชาติที่พูดกันคนละภาษาสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของอีกฝ่ายได้ไปในตัว

หากบอกว่าเป็น ‘หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม’ คนไทยที่อ่านจะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะอ่านภาษาเวียดนามถูกไหม นี่สิเรื่องใหญ่ที่เราตั้งคำถาม 

เราเดินฝ่าแสงอาทิตย์อันร้อนแรงในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มานั่งตรงหน้า ผศ.ดร.สุภัค มหาวรากร ประธานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย และ ผศ.ดร.นิธิอร พรอำไพสกุล กรรมการและเลขานุการหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อหาคำตอบกัน

อาจารย์ทั้งสองผู้มีความผูกพันกับเวียดนามมากว่า 20 ปี เล่าให้เราฟังอย่างละเอียดว่า หนังสือสอนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนามที่คนไทยเองก็ได้ประโยชน์ในการศึกษาภาษา สังคม และวัฒนธรรมของประเทศเวียดนาม เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) กระทรวงการต่างประเทศ มศว และมหาวิทยาลัยในประเทศเวียดนาม เพื่อสร้างสื่อการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ทั้งสองทางสำหรับผู้อ่านสองชาติ โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคประชาชน ต่อยอดความรู้ด้านการสื่อสารในภาคธุรกิจ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างประเทศ

หลังจากรัฐบาลไทยดำเนินงานในประเทศเวียดนามมานาน ภาษาไทยก็ได้กลายเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่ทำให้การสอนภาษาไทยในเวียดนามเกิดความยั่งยืน คือคนเวียดนามสอนภาษาไทยได้เอง

นั่นคือเป้าหมายและผลลัพธ์ที่อาจารย์ผู้มากประสบการณ์บอกกับเรา

ความพิเศษของหนังสือทั้ง 6 เล่มที่วางอยู่ตรงหน้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะหนังสือบางเล่มเกิดจากฝีมือของนักศึกษาชาวเวียดนามที่ผสมผสานความรู้ระหว่างสองชาติไว้ด้วยกัน ถือเป็นตัวอย่าง ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) ของไทยและเวียดนามที่สะท้อนพลังความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ในวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565

แน่นอนว่าเราตื่นเต้นกับหนังสือเล่มใหม่เหล่านี้ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นยิ่งกว่า คือเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานของ TICA อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกผู้ดูแลตั้งแต่นักศึกษาที่เวียดนาม จนพวกเขาบางส่วนได้สอบคัดเลือกเข้าโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มที่ประเทศไทย

หากใครเคยติดตามเรื่องราวของ โบ-อุมาภรณ์ สุขหวาน อาสาสมัครเพื่อนไทยในเวียดนามมาแล้ว ครั้งนี้อาจารย์ภัคและอาจารย์นิกคือผู้ที่จะพาเราย้อนอดีตไปเมื่อ 26 ปีก่อน ในวันที่คนเวียดนามยังไม่รู้จักภาษาไทย สู่วันที่ภาษาไทยกลายเป็นวิชาเอกที่นักศึกษาเวียดนามเลือกเรียน และกลายมาเป็น ‘หนังสือเรียนภาษาไทย 6 เล่ม’ ที่คนเวียดนามก็เรียนได้ คนไทยก็เรียนดี

พ.ศ.​ 2539 ปักธงไทยในใจเวียดนาม

เมื่อนึกถึงชาวต่างชาติที่เรียนภาษาไทย เรามักจะนึกถึงเพื่อนจากแดนไกลอย่างชาติตะวันตก ทั้ง ยุโรป อเมริกา หรือขยับเข้ามาใกล้หน่อยก็จีน เกาหลี หรือญี่ปุ่น แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ภัคและอาจารย์นิก เราจึงค้นพบว่าชาวเวียดนามเรียนภาษาไทยอย่างจริงจังและตั้งใจกว่าที่เรารู้มาก

สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์ทั้งสองท่านมานั่งสนทนากับเราในวันนี้ อาจารย์ภัคย้อนอดีตกลับไปช่วงก่อน พ.ศ. 2539 ขณะที่เวียดนามยังเป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด ไม่มีใครรู้ภาษาไทย และชาวเวียดนามยังไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จนเกิดเป็นปัญหาในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน 

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว TICA จึงเริ่มโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในต่างประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2539 โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ฐานธุรกิจทางภาคใต้ อย่างมหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ นครโฮจิมินห์ ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรต่อมาเป็นวิชาเอก ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท หลังจากนั้น TICA ได้ขยายพื้นที่การสอนภาษาไทยเพิ่มอีก 3 มหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคธุรกิจเวียดนาม-ไทยที่ขยายตัวขึ้น คือมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม กรุงฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2543 มหาวิทยาลัยดานัง เปิดสอนใน พ.ศ. 2548 และ มหาวิทยาลัยฮานอย เปิดสอนใน พ.ศ. 2552

แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาทุกองค์ประกอบทั้งผู้สอนและหลักสูตร เพื่อดึงดูดผู้เรียนให้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทางภาษาและการฝึกสอนของตนเอง โดยหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมมาอย่างเนิ่นนาน ก็คืออาจารย์ภัคที่กำลังพูดคุยกับเราอยู่

พ.ศ. 2544 สวัสดีเวียดนาม

ครั้งแรกที่เครื่องบินลงจอดยังนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม อาจารย์ภัคที่ขณะนั้นยังเป็นเพียงเด็กสาววัย 22 ปี ได้เปลี่ยนน้ำตาและความกลัวให้กลายเป็นประสบการณ์ไร้วันหยุด เพื่อมอบความรู้ภาษาไทยและสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นักศึกษาเวียดนามหลายคนแวะเวียนมายังที่พักของอาสาสมัครชาวไทยคนที่ 6 ที่เดินทางมาสอนยังประเทศของพวกเขา อาจารย์ภัคซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของนักศึกษาที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน เพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่เธอขอให้เด็ก ๆ พาไป และเด็ก ๆ เองก็เต็มใจจะนำเสนอ แลกกับการตอบคำถามของนักศึกษาชาวเวียดนามที่สนใจเรียนภาษาไทยตลอดเวลา

“ระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกัน เขาจะถามตลอดว่า อันนี้ภาษาไทยเรียกว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร แล้วเขาก็ไม่เคยปล่อยให้เราว่าง เสาร์-อาทิตย์เขาอยากจะมาทำอาหาร อยากจะคุยกับเรา อยากจะเรียนภาษาไทย”

อาจารย์ภัคเล่าให้ฟัง ถึงแม้ก่อนหน้านี้ เธอจะไม่มีความสนใจในประเทศเวียดนามเลยก็ตาม

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม ที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่าง TICA และ มศว เริ่มต้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2542 โดยมีการคัดเลือกนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย 4 แห่งทั่วประเทศเวียดนามมาเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้ภาษาไทยและวัฒนธรรมในสังคมของเจ้าของภาษา 

โครงการนี้เองที่ทำให้อาจารย์ภัคได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และตัดสินใจตามนักเรียนของเธอมาสอนที่โฮจิมินห์ใน พ.ศ. 2544 – 2545 

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

แม้สภาพความเป็นอยู่ในเวียดนาม ณ เวลานั้นจะลำบากกว่าไทย แต่การอยู่ห่างบ้านสำหรับอาจารย์ภัคเป็นเวลา 1 ปี ก็ไม่ใช่คืนวันที่เลวร้ายแม้แต่น้อย

เธอใช้เวลาว่างทั้งหมดในการเรียนภาษาเวียดนาม ซึ่งการเรียนภาษาในประเทศของเจ้าของภาษาช่วยพัฒนาทักษะได้เป็นอย่างดี เราจึงไม่แปลกใจที่การจัดโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนจะประสบความสำเร็จอย่างมาก

ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายที่ถูกบอกต่อ

และภาษาไทยก็กลายเป็นเป้าหมายที่นักศึกษาเวียดนามอยากเรียน

หลังจากที่ TICA และ มศว ส่งอาจารย์ไปสอนที่เวียดนามในยุคแรก พวกเขาเริ่มลดบทบาทลงเมื่อผลิตครูชาวเวียดนามที่สอนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น จากการส่งอาจารย์ไทยจึงเปลี่ยนเป็นการส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends from Thailand – FFT) ไปแทน 

ปัจจุบัน อาจารย์ทั้งสองเพิ่มบทบาทเป็นผู้ดูแลและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยที่ประเทศเวียดนามทุกโครงการ โดยมีกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด) คือ การจัดฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนามในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน และการส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปเป็นครูผู้ช่วยสอนในฐานะเจ้าของภาษา

บทเรียนนอกหนังสือ

อาจารย์นิกเป็นเลขาของอาจารย์ภัคมานาน และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานตั้งแต่เรียนอยู่ปริญญาโทประมาณ พ.ศ. 2546 – 2547 การได้คลุกคลีอยู่กับนักศึกษาเวียดนามมามากกว่า 10 ปี ทำให้เธอเห็นถึงพัฒนาการภาษาไทยที่ก้าวกระโดดของนักเรียนและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในโครงการอบรมภาษาไทยระยะสั้น

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

เราถามอาจารย์ทั้งสองว่า นักศึกษาเวียดนามสนใจอะไรในประเทศไทยบ้าง อาจารย์จึงมอบคำตอบที่ไปถามจากนักศึกษามาว่า ‘สื่อไทย’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครและซีรีส์วาย ต่อมาคือ สตรีทฟู้ด แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งทางโครงการได้จัดและพัฒนาทริปให้นักศึกษาอยู่ตลอดเวลา 20 ปี

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามในชุดประจำชาติอ่าวหญ่ายที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี
นักศึกษาเวียดนามทัศนศึกษา ณ เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ
ภาพ : เพจโครงการฝึกอบรมภาษาไทยระยะสั้นแบบเข้มให้แก่นักศึกษาเวียดนาม

อาจารย์ภัคเล่าต่อว่า ในอดีตมีหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่ให้เลือกระหว่างภาษาไทยและภาษาอินโดนีเซีย แต่เด็กเวียดนามเลือกเรียนภาษาไทย เพราะพวกเขาไม่รู้จักภาษานี้ การเรียนภาษาไทยจึงมอบโอกาสที่จะหางานได้ง่ายกว่า ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และสาธารณสุข ส่วนปัจจุบัน ผลลัพธ์ในการทำงานหนักตลอด 26 ปีของ TICA และ มศว ทำให้เราไม่แปลกใจนักหากไปเวียดนามแล้วจะเห็นพวกเขาพูดภาษาไทยได้

หนังสือเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม

สิ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืนของการสอนภาษาไทยในต่างประเทศได้ คือการสร้างบุคลากรท้องถิ่นที่สอนภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ TICA จึงสนับสนุนให้อาจารย์ รวมถึงนักศึกษาเวียดนามมาศึกษาภาษาไทยที่ มศว เพื่อนำความรู้กลับไปสอนที่ประเทศบ้านเกิดของตน โดยโจทย์ที่ TICA มอบให้กับอาจารย์ผู้ดูแลโครงการคือ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาที่ได้รับทุน ต้องนำไปต่อยอดให้กับการเรียนการสอนภาษาไทยได้

เช่นเดียวกับหนังสือที่อยู่ในมือของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือวิจัยจากปริญญานิพนธ์ของ Nguyen Thi Loan Phuc นักศึกษาเวียดนามที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไทย เธอจึงรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลร้านแบ่งตามย่าน บอกประเภทอาหาร เส้นทาง ประเภทการเดินทาง ระยะทาง ไปจนถึงคำศัพท์ภาษาไทย-เวียดนาม ชนิดที่เราอ่านแล้วยังต้องร้องว้าวกับความตั้งใจของผู้จัดทำทุกคน

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

อาจารย์ภัคหยิบหนังสืออีก 5 เล่มมาแจกจ่ายให้เราได้ชม ทั้งหมดเป็นผลผลิตจากโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาหนังสือ ตำรา สื่อการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาชาวเวียดนาม รวมแล้วมีทั้งหมด 6 เล่ม ได้แก่

· ภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีฟ้า) 

· วัฒนธรรมไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีชมพู) 

· การพูดภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีส้ม)

· การฟังภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม (เล่มสีเขียวเข้ม)

· กรุงเทพมหานครกับอาหารริมทาง สำหรับนักศึกษาเวียดนาม

· วิถีชีวิตไทยจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน สำหรับผู้เรียนชาวเวียดนาม

เราหยิบหนังสือมาเปิดดูอย่างสนใจ 

TICA และ มศว ได้ร่วมกันผลิตหนังสือ 6 เล่มนี้ขึ้น พร้อมทำเป็นหนังสือเสียง 

และด้วยความอยากรู้อยากลอง เราจึงเปิดไฟล์หนังสือเสียงแบบออนไลน์เรื่องภาษาไทยในเพลงสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ก่อนจะคลิกไปตามประโยคบนหน้าหนังสือ

“โอ้ ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” เสียงอ่านของผู้หญิงดังออกจากลำโพง เมื่อคลิกต่อไปที่ตัวอักษรภาษาเวียดนามที่เราออกเสียงไม่เป็น “màu xanh lam” เสียงเดิมก็พูดให้เราฟังว่า “เหม่า ซัน ลาม” แปลว่า สีคราม

“เหมือนเราได้เรียนภาษาเวียดนามไปด้วยเลย” เราบอกกับอาจารย์ภัคอย่างตื่นเต้น ซึ่งเธอพยักหน้าและบอกว่า “นั่นคือจุดประสงค์จริง ๆ ของเรา เพราะหากคนไทยสนใจ ก็เรียนภาษาเวียดนามด้วยได้”

ชมหนังสือเสียงทั้ง 6 เล่ม ได้ที่ https://shorturl.asia/VpfIz)

ขณะที่เรายังไม่หยุดพลิกหน้าหนังสือไปมา อาจารย์ภัคก็เริ่มเล่าถึงที่มาของหนังสือให้เราฟังว่า เวลาที่ผ่านมา 26 ปี แทบจะไม่มีหนังสือภาษาไทยสำหรับคนเวียดนามโดยเฉพาะ เธอจึงอยากผลิตผลงานออกมาอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และมีประโยชน์ในการใช้งานจริง ซึ่งจะทำให้คนเห็นว่า TICA และ มศว ได้ทำอะไรไปบ้าง

อาจารย์นิกเสริมว่า ในยุคที่โควิด-19 แพร่ระบาด การสอนที่เปลี่ยนจากออนไซต์เป็นออนไลน์มีความท้าทายมาก อาจารย์ทั้งสองจึงเสนอทาง TICA ให้ทำหนังสือประกอบการเรียนการสอน โดยหนังสือการฟัง-การพูด เป็นสองเล่มที่ใช้คู่กันในโครงการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานการณ์โควิด-19 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 

ส่วนเล่มวัฒนธรรมไทย (สีชมพู) และภาษาไทยในเพลง (สีฟ้า) จัดทำมาก่อนหน้านี้ และสุดท้ายคือเล่มวิถีชีวิตไทยในขุนช้างขุนแผนที่มาคู่กับเล่มอาหารริมทาง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ Nguyen Kieu Yen นักศึกษาชาวเวียดนามอีกคนที่เคยเรียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่ยังมีเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เธอจึงเลือกจะทำความเข้าใจเพิ่มเติมจากการทำงานวิจัยชิ้นนี้ แถมอาจารย์ภัคยังกระซิบอีกว่า นักศึกษาได้ทำการหาข้อมูลจนพบว่า เวียดนามเองก็มีวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดีเช่นเดียวกับ ขุนช้างขุนแผน นั่นก็คือเรื่อง นางเกี่ยว แต่งด้วยฉันทลักษณ์กลอน หลุกบ๊าด หมายถึงกลอนหกหรือกลอนแปด

“ตราบใดที่ภาษาไทยยังจัดการเรียนการสอนอยู่ในประเทศเวียดนาม ภาษาก็เป็นตัวแทนของประเทศของเรา ของวัฒนธรรมเราที่เป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจเรื่องอื่น ๆ ตามมา ถ้าเราไม่รู้ภาษาเขา เขาไม่รู้ภาษาเราก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้น ภาษาเป็นตัวแทนสร้างความเข้าใจระหว่างกัน” อาจารย์นิกทิ้งท้าย

“จากประสบการณ์การดูแลโครงการในเวียดนามมา 20 ปีของเรา เราพยายามใส่ทุกอย่างเข้าไปแบบที่เขาจะได้ประโยชน์” อาจารย์ภัคกล่าว

ความใส่ใจที่อาจารย์ทั้งสองท่านใส่ลงไปในหนังสือทั้ง 6 เล่ม ทำให้หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตำราเรียนภาษาไทย แต่ยังเป็นบันทึกความทรงจำที่คัดสรรจากประสบการณ์ 20 ปี รวมถึงตัวแทนประเทศในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการทำงานในระบบสาธารณสุขอีกด้วย

“เด็กเวียดนามมองประเทศไทยดีมาก เรารู้สึกว่าโครงการเหล่านี้ทำให้เราภูมิใจว่า เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความสุข และจากนี้เราก็ยังเดินหน้าต่อไป”

หนังสือทั้ง 6 เล่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และความหวังถูกวางเอาไว้บนโต๊ะที่บทสนทนากำลังจะจบลง ในอนาคตหนังสือเหล่านี้จะไปอยู่ในมือของนักศึกษาที่พร้อมใช้งานอย่างคุ้มค่า และที่น่าภูมิใจคือแหล่งความรู้ดังกล่าวไม่จำกัดเพียงชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็นทั้งของชาวไทยและชาวเวียดนาม 

นอกจากนี้ ความสำเร็จด้านรูปแบบของโครงการพัฒนาการเรียนภาษาไทยในเวียดนามยังได้รับการขยายผล โดย TICA นำไปใช้ต่อในโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทยในประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศ คือ ‘เมียนมา’ ที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศย่างกุ้ง (Yangon University of Foreign Language หรือ YUFL) และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศมัณฑะเลย์ (Mandalay University of Foreign Language หรือ MUFL) และ ‘กัมพูชา’ ที่มหาวิทยาลัยพนมเปญ (Royal University of Phnom Penh) และมหาวิทยาลัยพระตะบอง ทั้งยังส่งอาสาสมัครเพื่อนไทยไปสอนภาษาไทยในภูฏาน และให้ มศว จัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาไทยแบบเข้มข้นให้แก่ตำรวจจากมัลดีฟส์และนักการทูตมองโกเลียด้วย

หลังจบการสนทนา เรามองไม่เห็นกำแพงภาษาอันยิ่งใหญ่ที่ใครหลายคนต่างหวาดกลัวอีกต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า คือโอกาสในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างงาน โดยมีภาษาเป็นสะพานเชื่อมความสำเร็จ ซึ่งจะขยายผลต่อไปเพื่อให้ภาษาไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลายกว่าเดิม

ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาเวียดนาม ความรู้ที่คัดสรรจากครูผู้มีประสบการณ์ 20 ปี

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global South-South Development Expo 2022 หรือ GSSD Expo 2022 ร่วมกับสหประชาชาติ (สำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้-ใต้ หรือ UNOSSC และคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ ESCAP ) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ นับเป็นการจัดงาน GSSD Expo ครั้งที่ 11 และเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

หัวข้อหลักของงานปีนี้คือ Advancing South-South and Triangular Cooperation for Sustainable COVID-19 Recovery: Towards a Smart and Resilient Future เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ รวมทั้งแบ่งปันความสำเร็จและโครงการด้านการพัฒนาที่โดดเด่นของไทย อาทิ

(1) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีส่วนช่วยประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 

(2) โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย ที่คนหนุ่มสาวร่วมส่งเสริมความเข้าใจอันดีและกระชับมิตรภาพระดับประชาชน

(3) ความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะการรับมือ ป้องกันและควบคุมสถานการณ์โควิด-19  และ

(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การฝึกอบรมและจัดสรรทุนการศึกษาในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นจุดแข็งของไทยและเป็นประโยชน์แก่ประเทศผู้รับ ทั้งนี้ สามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ได้จาก : https://bit.ly/3JVqZGT

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณและฉันอาจมีความทรงจำถึง ‘ครู’ แบบเดียวกัน คือเป็นคนที่เราต้องเจอในโรงเรียน มักยืนสอนหนังสือ (ซึ่งเดี๋ยวจะกลายเป็นข้อสอบ) อยู่หน้ากระดาน พร้อมถือไม้เรียวไว้ขู่เด็กๆ

แต่หากลองฉีกภาพจำนั้น มองลึกไปถึง ‘คุณค่า’ เราจะได้เห็นว่าบุคคลหน้าห้องเรียนนี้คือ ห่วงโซ่สำคัญของระบบการศึกษา-สิ่งที่เป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ

การได้พบครูคุณภาพ 1 คน อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กหลายสิบ หลายร้อยคน

ก่อการครู

อย่างไรก็ตาม การเป็นครูไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบการศึกษาไทยมองว่าครูคือผู้ป้อนความรู้แก่นักเรียนซึ่งเหมือนภาชนะว่างเปล่า และยังคงตีความ ‘ความรู้’ ตามวิธีคิดแบบเก่า นั่นคือเน้นการเรียนจากตำราเป็นหลัก การสร้างครูของเราจึงปาดไฮไลต์ที่มิติเชิงวิชาการ พร้อมวางความคาดหวังบนบ่าให้ครูสอนวิชาจากตำราครบถ้วน พานักเรียนไปสู่คะแนนสอบที่ดี รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กๆ

เราหลงลืมไปว่าครูคือมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ มีความทุกข์ในชีวิตและงานไม่ต่างจากใครอื่น

และนี่คือ ‘ปัญหา’ ซึ่งกลุ่มคนตัวเล็กที่ฉันมานั่งสนทนาด้วยวันนี้มองเห็น

พวกเขาคือกลุ่มคนจากหลากอาชีพ มีตั้งแต่อาจารย์ นักการศึกษา จนถึงจิตแพทย์ หากให้ยกตัวอย่างก็เช่น เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) และ ณัฐฬส วังวิญญู กระบวนกรจากสถาบันขวัญแผ่นดินซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องเชิงจิตวิญญาณภายใน 

ก่อการครู

ทุกคนมีจุดร่วมคือเป็นผู้ทำงานด้านการศึกษาและพัฒนามนุษย์มายาวนาน และหลังพบปะจนคุ้นเคย พวกเขาก็ตกลงใจมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาไทย โดยมีเจ้าภาพเชิงวิชาการคือ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งเริ่มต้นที่ครู-คนตัวเล็กแต่มีบทบาทยิ่งใหญ่

ด้วยโครงการชื่อว่า ‘ก่อการครู’

แน่นอน นี่ไม่ใช่หลักสูตรพัฒนาครูรสชาติเดิมที่เน้นเทคนิควิชาการ แต่มุ่งสนใจครูในฐานะ ‘มนุษย์’

“สิ่งที่เราสนใจคือมิติของความเป็นมนุษย์แบบรอบด้านของครู ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ การดูแลภายในของตัวเอง หรือเทคนิควิธีการที่ไม่ใช่การสอนนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสัมพันธภาพใหม่” พฤหัสที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมพูดคุยวันนี้เอ่ยเล่า

พฤหัส พหลกุลบุตร

อธิบายแบบกระชับเข้าใจง่าย โจทย์ที่ต้องการทำให้หลักสูตรก่อการครูแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกชื่อว่า ‘ภาวะผู้นำและการเข้าใจตนเอง’ มุ่งไปที่ตัวตนของคนเป็นครู ประกอบด้วยวิชาสอนการดูแลจิตใจเมื่อเจอปัญหาในวิชาชีพ วิชาสอนการสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ในห้องเรียน ที่ไม่ใช่ครูเหนือกว่าเด็กตลอดเวลา เพื่อให้บรรยากาศในห้องดีขึ้น เด็กอยากเรียนและงอกงาม ปิดท้ายด้วยวิชาการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษหลากรูปแบบ ซึ่งสอนโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อรู้วิธีรับมือปัญหาภายในใจและจัดการความสัมพันธ์ ก็มาถึงการรับความรู้จากส่วน ‘พัฒนาการเรียนรู้ (ตลาดวิชา)’ หรือหลักสูตรช่วงที่เหล่าวิทยากรหยิบ 15 วิชาที่อยากสอน น่าเรียน และอาจไม่ค่อยมีใครสอนกันมาให้ครูเลือกเรียนโดยอิสระ ตั้งแต่วิชา ‘หยุดการรังแก ด้วยการสื่อสารอย่างสันติ’ จนถึงวิชาชื่อแปลกหูอย่าง ‘เวทมนตร์คาถาในการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมาย’

หลังจากนั้นก็มาถึงช่วง ‘พัฒนาและออกแบบกระบวนการเรียนรู้’ หรือการลงมือปฏิบัติจริง ที่ครูจะได้ลงมือทำแล้วนำเสนอให้เพื่อนครูในชั้นเรียนชม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนขึ้น

ก่อการครู

ทั้งหมดเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่ตั้งใจตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ในตัวครูแต่ละคน เพื่อให้พวกเขาพร้อมออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลง

“ครูที่ดุอาจทำเพราะรัก ห่วงใยลูกศิษย์ แต่ไม่มีเครื่องมือ ซึ่งที่จริงมีวิธีอื่นแต่เขาอาจยังไม่รู้ ไม่เคยถูกฝึกฝน พอเขาเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นที่เด็กโอเคขึ้น เด็กก็โต้ตอบอีกแบบหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าถูกรัก มีครูจำนวนมากเลยที่บอกว่ามาเปลี่ยนในวันที่อายุห้าสิบแปดแล้ว เหลือเวลาราชการอีกสองปีจะเกษียณ เขาร้องไห้ บอกว่าทำไมไม่รู้สิ่งนี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ฉันทำร้ายเด็กไปเท่าไหร่แล้ว นี่คือคำพูดของครูที่พวกเราทำงานด้วยแล้วเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง” พฤหัสถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมา

ที่สำคัญ หลักสูตรก่อการครูไม่ได้ตั้งใจแค่สร้าง ‘ครูคุณภาพ’ กลับเข้าสู่ระบบ

แต่พวกเขาตั้งใจตอบโจทย์ข้อใหญ่ที่สุด นั่นคือการสร้าง ‘ครูคุณภาพสำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ 21’ ซึ่งต้องการทั้งเครื่องมือแบบใหม่และ Soft Skill หรือทักษะด้านอารมณ์

ก่อการครู

เพราะยุคนี้คือยุคที่เทรนด์การศึกษาเน้นให้ครูเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ให้’ โดยให้ความรู้ชุดเดียวแก่นักเรียนเพื่อผลิตคนแบบ Mass Production ตามแนวคิดการศึกษาแบบเก่า มาเป็น ‘เพื่อนร่วมเรียน’ ช่วยนำนักเรียนเข้าถึงความรู้ด้วยวิธีที่สนุก สอดรับกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก

และความรู้ที่ว่านั้นก็ไม่ได้จำกัดแค่ในตำราอีกต่อไป แต่ต้องสัมพันธ์กับโลกรอบด้าน เพื่อพัฒนาเด็กให้เติบโตงดงามแบบองค์รวม พร้อมสำหรับโลกปัจจุบันที่ต้องการ ‘ทักษะชีวิต’ มากกว่าความรู้ชุดเดียวจากหนังสือเรียน

“ยกตัวอย่างเช่นการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องต้นไม้ แบบเดิมคือเอาหนังสือมา ดูรูปต้นไม้ ต้นไม้นี้มีกี่ชนิด ท่องสอบ จบ แต่แบบใหม่คือไปเดินชมต้นไม้ จับ ขยี้ขยำ ทำงานศิลปะกับต้นไม้ ให้เขาได้มีประสบการณ์กับต้นไม้จริงๆ ให้มีมิติของความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเริ่มต้นบางอย่าง แล้วทีนี้ครูก็ชวนคุย ต้นไม้มันทำอะไรกัน มีส่วนประกอบของอะไร ลองหาจากเน็ตสิ มันก็จะมีการแลกเปลี่ยน มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าแค่เด็กรอรับและครูให้” พฤหัสอธิบายเห็นภาพ

ด้วยเหตุนี้ ก่อการครูจึงไม่ใช่แค่โครงการเล็กๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ครูไทย

แต่คือโครงการที่หวังช่วยให้ ‘การศึกษาไทย’ ก้าวทันโลก

ก่อการครู

และเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงครูอย่างถึงแก่น หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่การอบรมที่เน้นปริมาณในระยะเวลาสั้นๆ แต่เลือกทำงานกับครูรุ่นแรกจำนวน 100 คน เป็นเวลา 1 ปี โดยเริ่มจากครูมัธยมซึ่งน่าจะต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ มากที่สุด เพราะประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น มัธยมต้นคือช่วงที่เด็กต้องเลือกว่าจะเรียนสายสามัญหรือวิชาชีพ ขณะที่มัธยมปลายคือช่วงขับเคี่ยวก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอบรมครูทั้งโครงการจำนวน 5,000 คน หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ของครูทั้งระบบการศึกษา ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นจุดคานงัดสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีพลัง

1 เปอร์เซ็นต์อาจฟังดูเป็นจำนวนน้อยนิดในมหาสมุทรการศึกษา แต่ชาวก่อการครูตั้งใจให้มันเป็นจำนวนที่เข้มแข็ง ด้วยการออกแบบหลักสูตรที่สนับสนุนให้เกิด ‘ชุมชน’ 

รวบรวมคนคิดเหมือนกันมาช่วยส่งพลังแก่กัน

“เรื่องชุมชนนี่เป็นหัวใจเลย” พฤหัสบอกฉัน “ถ้าครูสมัครใจมาโครงการนี้ มันจะมีพลังของคนมีความคิดคล้ายกัน เผ่าพันธุ์เดียวกันมาเจอกันเยอะๆ เฮ้ย ฉันไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว ไม่ได้เฟลอยู่คนเดียวนะ รวมถึงได้มาแลกเปลี่ยนกัน มีจังหวะที่ฉันติดปัญหา เธอมาช่วยฉันหน่อย” 

ก่อการครู

จากการพูดคุยถึงความฝันอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง โครงการก่อการครูเริ่มเปิดรับสมัคร ‘ครูผู้ก่อการ’ แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพียงสิบกว่าวัน มีครูยื่นใบสมัครไม่ขาดจนเป็นจำนวนน่าชื่นใจ

เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าฝันนี้ พวกเขาไม่ได้ฝันอยู่เพียงลำพัง

“เราเชื่อมั่นมากว่าสิ่งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลง โครงการนี้คงไม่ได้ทำงานแค่ปีเดียว เป็นโครงการระยะยาวและยากมาก เพราะไปเปลี่ยนเรื่องระบบวิธีคิดด้วย แต่เราก็เชื่อมั่นว่ามันเป็นคำตอบสำหรับอนาคต สำหรับประเทศ” พฤหัสยืนยันความเชื่อของชาวก่อการครู

ความเชื่อที่ได้รับการรดน้ำให้ผลิบานในโลกความจริง

เพื่อครู เพื่อนักเรียน เพื่อฉันและคุณ

ติดตามกิจกรรมจากโครงการก่อการครูได้ที่ Facebook : ก่อการครู

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load