The Cloud x The Coca–Cola Foundation x TerraCycle Thai Foundation

ทุกวันนี้ การรักษ์โลกไม่ได้เป็นเพียงกระแสนิยมตามยุคสมัยอีกต่อไปแล้ว ในทางตรงกันข้าม หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน รวมถึงประชาชนต่างหันมาตื่นตัวโดยนำแนวทางดังกล่าวมาใช้ในการทำงานและใช้ชีวิตกันอย่างกว้างขวาง ทำให้ไม่กี่ปีมานี้ กระบวนการดังกล่าวได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันขององค์กรและผู้คนจำนวนมากไปเรียบร้อยแล้ว เราดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการนี้และอยากให้ทุกองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมกับการลงมือทำโครงการที่จะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นสำหรับเราทุกคน

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

หนึ่งในโครงการที่จริงจังด้านการดูแลแม่น้ำลำคลอง คือความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโคคา-โคล่า องค์กรสาธารณกุศลภายใต้ เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี กับโครงการ Benioff Ocean Initiative ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ซึ่งสนับสนุนเงินทุนในโครงการทำความสะอาดแม่น้ำ 9 แห่งทั่วโลก โดยคลองลาดพร้าวของไทยเราได้รับเลือกด้วย เนื่องจากขึ้นชื่อว่าประสบปัญหาขยะและมลพิษเป็นจำนวนมาก จึงสนับสนุนการดำเนินงานผ่านมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย องค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไรที่เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภาวะขยะล้นเกินโดยไม่ได้รับการดูแล ด้วยการติดตั้งเครื่องดักขยะจำนวน 2 เครื่องในคลองลาดพร้าว พร้อมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะของคนในชุมชนริมคลองให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ในปีนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินงาน พร้อมขยายเป้าหมายต่อไปหลังจากที่เคยคุยกับ The Cloud มาก่อนหน้านี้ใน Care For Canal และเรื่องราวต่อไปนี้คือสิ่งที่เราชวนพวกเขามาเล่าถึงสิ่งที่ได้ลงมือทำ สิ่งที่พวกเขาอยากจะเห็น และสิ่งที่พวกเขาหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ตอนเราเริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2020 เราไม่แน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ จะเป็นอย่างไร หมายถึงทุกอย่างเลยนะ การทำงานของอุปกรณ์จะใช้ได้กับที่คลองลาดพร้าวไหม กระบวนการทำงานจะต้องผ่านอะไรบ้าง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ชุมชนจะร่วมมือมากน้อยแค่ไหน” เจมส์ สกอทท์ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย เอ่ยเมื่อเราถามว่าการทำงานเข้าปีที่ 2 กับปีแรก มีอะไรที่แตกต่างออกไปหรือไม่

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

“ตอนนี้เข้าปีที่สองแล้ว เราก็เข้าใจการทำงานมากขึ้น อยู่กับสถานที่จริงมาปีกว่า เรารู้แล้วว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เราก็กำลังจะปล่อยเครื่องดักขยะเพิ่มอีกสองเครื่องในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า ต้องมีการปรับแก้และพัฒนากันไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีพื้นที่ไหนหรอกที่เหมือนกัน ต้องปรับตลอดเวลา เช่น เพิ่มพื้นที่ให้คนขึ้นไปเดินสำรวจรอบเครื่องได้ เพื่อที่เวลามีปัญหาอาจจะแก้ไขในน้ำได้เลย ไม่ต้องยกขึ้นมา เพิ่มผิวสัมผัสที่แขนดัก เพื่อให้จับขยะชิ้นเล็ก ๆ ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราปรับ เช่น ทำให้แขนยาวขึ้น ทำให้มันกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ไม่สะดุดตาจนเกินไปนัก” เจมส์เล่ากระบวนการพัฒนาอุปกรณ์ของพวกเขา ซึ่งแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นและการลงทุนลงแรงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

“สิ่งสำคัญคือตอนนี้เราได้สร้างชุมชนที่มีจิตสำนึกด้านการรีไซเคิลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทิ้งขยะลงคลองอีกแล้ว พวกเขารู้ว่าขยะแบบไหนรีไซเคิลได้และต้องเก็บไว้ ขยะแบบไหนที่ไม่ได้และจัดการกับมันอย่างไร ขยะบางชนิดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เป้าหมายคือการลดจำนวนที่ต้องเก็บ พร้อมกับเพิ่มจำนวนที่รีไซเคิลได้ให้มากยิ่งขึ้น”

เป้าหมายฟังดูเรียบง่าย แต่การลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับชุมชน การติดต่อเพื่อทำความเข้าใจกับระบบระเบียบทางการ การปรับแก้เครื่องมือครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้เข้ากับพื้นที่คลองลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดที่พวกเขาเลือกในการเริ่มต้นโครงการ ซึ่งต้องคำนึงถึงความลึก ขนาดของตลิ่ง ความแรงของน้ำ และสิ่งละอันพันละน้อยอีกนานัปการเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า เป้าหมายโครงการนี้ไม่มีอะไรเรียบง่ายแม้แต่น้อย

นวัตกรรมที่นำมาใช้เป็นการพัฒนาเครื่องมือจักรกลพื้นฐาน เรียกว่าเครื่องดักขยะ (River Waste Trap) ซึ่งเป็นทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งกลไกดักจับขยะอย่างง่าย ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่เริ่มใช้งานครั้งแรก

“ชื่อไม่เท่เลยใช่ไหม” เจมส์หัวเราะก่อนจะเล่าต่อ “มีเครื่องมืออันหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในสหรัฐฯ ชื่อว่า Mr.Trashwheel ซึ่งเป็นเครื่องดักขยะอย่างง่าย ๆ แต่แค่ติดตั้งชิ้นส่วนบางชิ้นกับใส่ตาตัวการ์ตูนเข้าไป มันก็ดูเหมือนสัตว์ประหลาดกำลังกินขยะ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เตะตาผู้คนแล้วดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว บางทีคนก็ไม่ได้รู้หรอกว่าเราเก็บขยะกันได้วันละกี่กิโลกรัม แต่ถ้ามันมีเรื่องราวหรือชื่อเล่นติดหูเข้ามาช่วย การทำประชาสัมพันธ์หรือการทำตลาดก็ทำได้ง่ายขึ้น” เจมส์อธิบายให้เราเข้าใจความสำคัญของการตั้งชื่อ นั่นเพราะเขาตั้งใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

“ตอนนี้เราตั้งชื่อตามจุดที่เอาไปตั้งไว้ อย่างเช่น เครื่องซิกซ์ตี้วัน เพราะอยู่ที่ลาดพร้าวซอย 61 หรือเครื่องเอทตี้ก็อยู่ที่ลาดพร้าวซอย 80 แต่อันล่าสุด เราชอบชื่อมาก มันชื่อ อาร์มี่อีเลฟเว่น คุณอยากลองทายไหมว่ามันตั้งอยู่ตรงไหน” ถึงตรงนี้เราต้องหยุดคิดกันนิดหนึ่ง เพราะเราไม่แน่ใจว่ากระแสโคเรียนเวฟจะมาถึงเครื่องดักขยะในคลองลาดพร้าวแล้วหรือเปล่า แต่พอเชื่อมโยงได้ เราก็ยิ้มกว้าง

กรมทหารราบที่ 11

ดูเหมือนลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้จะเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่เคยไปเยี่ยมชม และเจมส์รู้ดีว่าเขาต้องการลูกเล่นแบบนี้เพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น เพราะปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือชุมชน

“แม้เราจะไม่โดนชุมชนขัดขวาง แต่สิ่งเจอในตอนแรกก็คือไม่มีใครยอมปล่อยที่ให้เราเช่าเพื่อเก็บของเสียและขยะที่เก็บได้ ต้องลงพื้นที่เพื่อเดินถามทุกบ้าน จนกระทั่งเข้าไปคุยกับเจ้าอาวาสวัดลาดพร้าว ท่านจึงบอกว่าญาติท่านมีที่ดินติดคลองผืนเล็ก ๆ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรา เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับไปหาท่านอีกครั้งพร้อมกับผลงาน ไปให้ท่านดูว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และที่ดินผืนเล็กที่ท่านช่วยหาเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเราอย่างไร

“ผมคิดว่าหลายคนคงคิดว่าเราเป็นองค์กรจากต่างชาติ ได้รับคำชมและรางวัลมากมาย แต่ผมจะบอกให้ว่าจุดที่เราภูมิใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในโครงการนี้ และเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราทำงานได้ต่อไป ก็คือการที่ท่านเจ้าอาวาสนั่งดูผลงานและฟังการรายงานจากทีมงานของเราอย่างตั้งใจ พร้อมกับบอกพวกเราว่า ท่านขอบคุณและภูมิใจในตัวพวกเรา บอกว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และกำลังทำให้พื้นที่รอบ ๆ นี้ดีขึ้น เป็นกำลังใจที่ดีมาก”

“ก่อนจะลงพื้นที่ปีที่แล้ว เราได้รับคำเตือนว่าชาวบ้านอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่รัฐอาจจะไม่ยอมช่วย แต่กลายเป็นว่าไม่เจออะไรแบบนั้นเลย อาจจะมีบ้างที่คนสงสัยว่าเราเข้ามาทำอะไร แต่พอเราสื่อสารอย่างจริงใจ เข้าหาคนทำงานแบบเดียวกับเราในชุมชน เราก็ทำงานง่ายขึ้นมาก นอกจากนี้ เรายังหวังที่ทำให้ชุมชนรู้สึกว่านี่เป็นภารกิจของพวกเขาด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การช่วยกันเก็บขยะ แต่ยังหมายถึงการไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำตั้งแต่แรก และการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ”

ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน
ติดตามภารกิจฟื้นฟูคลองลาดพร้าว พร้อมแนวคิดเบื้องหลังที่อยากจัดการขยะอย่างยั่งยืน

เจมส์ยังเล่าให้เราฟังต่อไปว่า พวกเขาไม่เพียงแค่เก็บขยะและปล่อยให้มันไปกองรวมกันอยู่ภูเขาขยะเท่านั้น แต่พวกเขาต้องหาวิธีจัดการพวกมันอย่างเป็นขั้นตอน มีการวางแผนจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง ขยะที่รีไซเคิลได้ พวกเขานำเอาไปผลิตเป็นสิ่งของที่เป็นประโยชน์คืนกลับมาให้ชุมชน รวมถึงทำเป็นสินค้าสำหรับคนที่อยากสนับสนุนโครงการ

นอกจากนี้ หากในประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีสูงพอที่จะจัดการกับขยะบางชนิด พวกเขาร่วมมือกับเครือข่ายในสหรัฐฯ เพื่อส่งขยะไปแปรรูปในต่างประเทศ ทำให้วงจรของขยะสมบูรณ์ เกิดเป็นกระบวนการรีไซเคิลอย่างแท้จริง ส่วนขยะที่ปนเปื้อนและไม่สามารถรีไซเคิลได้ ก็จะถูกส่งไปโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยในทุกกระบวนการจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและอากาศ และมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ถึงการนำขี้เถ้าและสิ่งที่เหลือจากกระบวนการมาใช้ประโยชน์ต่อไปอีกด้วย

เจมส์รู้ว่าเขาบอกชุมชนไม่ได้ว่าต้องทำงานอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เขาเห็นว่าดีที่สุด สิ่งที่ทำได้คือการทำให้เห็นว่ากระบวนการนี้จะทำให้ชุมชนและเมืองของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร

“เราควบคุมหรือเปลี่ยนแนวคิดชาวบ้านไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่สร้างพื้นที่และวางระบบเอาไว้ แล้วดูว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อสิ่งที่เราทำ เราจ้างคนในชุมชนเพื่อให้เขามีความเข้าใจ ตอนนี้การแยกขยะรีไซเคิลกับขยะทั่วไปเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในชุมชนแล้ว และทุกคนพร้อมเข้ามาช่วย คนที่ทำงานกับเรากลายเป็นเหมือนฮีโร่ในชุมชน ได้รับความเคารพ งานเก็บขยะไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป เป็นเรื่องน่าภูมิใจสำหรับคนในครอบครัวและชุมชน ทุกวันนี้คนที่ทำงานก็เข้าไปทำงานเองบ้างหลังเวลางานหรือในวันหยุด เพราะพวกเขารู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่”

แน่นอนว่าการได้ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มองเห็นผลลัพธ์ก่อรูปขึ้นทีละนิด แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่ใหญ่ขึ้น ต้องการแรงสนับสนุนพร้อมกับความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ในเชิงปฏิบัติ แต่หมายถึงในระดับแนวคิด

“จนถึงตอนนี้เราเก็บขยะมาแล้วทั้งหมดสามร้อยแปดสิบตัน ตัวเลขขนาดนี้แค่ให้อุปกรณ์หรือเงินทุนคงไม่พอ ในตอนแรกเรามีแต่แนวคิด ผู้ให้ทุนต้องเชื่อใจอย่างมากในการมอบหมายโครงการนี้ให้เราทำ เพราะตอนแรกยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์จะประสบผลความสำเร็จขนาดนี้ไหม หรือแม้แต่จะทำได้หรือเปล่า แต่หลังจากการช่วยเหลือ แลกเปลี่ยน และทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เราสามารถแยกขยะประเภทต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดการกับพวกมันได้อย่างสมบูรณ์ ขยะรีไซเคิลสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงสร้างรายได้ได้ด้วย”

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

นันทิวัต ธรรมหทัย เลขานุการมูลนิธิโคคา-โคล่า ประเทศไทย กล่าวในฐานะผู้ประสานงานในประเทศว่าการทำงานร่วมกัน หมายถึงต้องมีการสนับสนุนกันและกันอย่างชัดเจน “ตอนเราเห็นปัญหา เราก็อยากลงมือแก้ แต่คงไม่ใช่เพียงการตักขยะไปเรื่อย ๆ  ต้องช่วยกันหาทางด้วยว่าจะจัดการกับขยะที่ตักขึ้นมาอย่างไร วัสดุหลายอย่างที่เราเก็บขึ้นมาสามารถนำมารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ได้ เราจึงช่วยกันคิดว่าจะทำอะไรกับมัน มีการเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาใช้เพื่อจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของชุมชน เพราะนั่นจะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลง พวกเขาทั้งสองให้ความสำคัญกับคนรุ่นต่อไปอย่างมาก ทั้งทีมเห็นพ้องว่าอีกภารกิจสำคัญสำหรับปีหน้า ซึ่งพวกเขาวางแผนจะเริ่มให้เร็วที่สุดถ้าสถานการณ์เอื้ออำนวย ก็คือการเข้าไปในโรงเรียน ให้ความรู้กับเด็ก ๆ เรื่องการจัดการขยะและการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าใจปัญหาและอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไข จากนั้นความรู้ก็จะไปถึงพ่อแม่และส่งต่อไปเรื่อย ๆ

การเก็บขยะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เจมส์และนันทิวัตเห็นตรงกันคือ พวกเขาอยากสร้างแรงกระเพื่อมที่มากยิ่งขึ้น

“การเก็บขยะในคลองควรเป็นปราการด่านสุดท้าย ไม่ควรเป็นงานหลัก ถึงแม้ตอนนี้ปริมาณขยะที่เราเก็บได้จะลดลงเจ็ดถึงแปดเปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แต่สิ่งสำคัญที่เราอยากเน้นคือมากกว่าคือขยะทุกชิ้นที่เราไม่ได้เก็บ มันหลุดออกไปแม่น้ำเจ้าพระยาและลงมหาสมุทร จากนั้นมันก็วนกลับมาอยู่ในรูปแบบของไมโครพลาสติก กลับมาอยู่ในอาหารของเรา เราอยากให้คนเห็นตรงนี้ ว่าโครงการรักษ์โลกพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่ไกลตัว มันเป็นเรื่องของพวกเราและลูกหลานเราทุกคน” เจมส์เสริมอย่างหนักแน่น

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น
การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

สิ่งที่พวกเขาอยากเห็นก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมเต็มรูปแบบ จากผู้คนที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ จากนั้นก็เป็นคนที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาอยากให้คนรู้วิธีการจัดการขยะอย่่างเหมาะสม ให้เกิดนิสัยการแยกขยะ ซึ่งจะทำให้งานที่ด่านสุดท้ายอย่างการเก็บขยะง่ายขึ้น และทำให้กระบวนการจัดการขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

“ตอนนี้ผู้ประกอบการก็กระตือรือร้นในการรักษาโลกมากขึ้น ซึ่งในมุมของคนที่ทำงานดูแลสิ่งแวดล้อม นี่เป็นเรื่องที่ดีและอยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาทำกันมากขึ้น แต่สำหรับเรา การที่ชาวบ้านแยกขยะด้วยตัวเอง คอยเตือนกันในหมู่เพื่อนบ้านไม่ให้ลืมตัวทิ้งขยะลงแม่น้ำ ช่วยดูแลเครื่องดักขยะที่เราเอาไปติดตั้งไว้ อาสาสร้างกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน สำหรับคนในชุมชนและคนนอกที่สนใจ นี่เป็นเรื่องที่เราเห็นว่าสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน”

“พวกเขาจะบอกผมเสมอว่าวันนี้เก็บขยะได้มากน้อยแค่ไหน เขารักในสิ่งที่ทำ รักคลองของพวกเขา นี่แหละคือการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราอยากเห็น ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงตัวจริงไม่ใช่องค์กรของผมหรอก เป็นชาวบ้านที่เขาอยู่กับลำคลองมาตั้งแต่เกิดต่างหาก” เจมส์ทิ้งท้าย

ถึงแม้ภารกิจจะยังไม่ใกล้คำว่าเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อแรงกระเพื่อมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ทุกคนทำได้คือการขยายวงนั้นให้กว้างที่สุด

การร่วมมือกันของมูลนิธิโคคา-โคล่า และองค์กรระดับโลกที่อยากเห็นการลงมือจัดการขยะในแม่น้ำลำคลองและทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น

ภาพ : Terracycle Foundation

ติดตามการทำงานดูแลคลองลาดพร้าวต่อได้ที่

Website : www.terracyclefoundation.org

Facebook : TerraCycle Thai Foundation

Instagram : terracyclethaifoundation

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในโลกของธุรกิจ ถึงแม้ว่าการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจะเป็นวิธีหนึ่งในการเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการเรียนรู้ผ่านชั้นเรียนจากคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้ที่ดีย่อมไม่หยุดแค่เพียงการนั่งจดเลคเชอร์และฟังอาจารย์สอนในห้องเรียน และการที่สถาบันหนึ่ง จะสามารถผลิตนักธุรกิจชั้นนำได้อย่างต่อเนื่องย่อมมีอะไรมากกว่านั้น

‘สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ หรือ Sasin School of Management คือหนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับแนวหน้า ซึ่งอยู่เบื้องหลังนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น คุณอาทิตย์ นันทวิทยา CEO ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ คุณ Aung Kyaw Moe ผู้ก่อตั้งบริษัทให้บริการด้าน Payment Gateway อย่าง 2C2P 

นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจแห่งแรกในประเทศที่ได้รับการประกันคุณภาพการศึกษา AACSB และ EQUIS โดยเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาหลักสูตรนานาชาติมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ Kellogg School of Management at Northwestern University และ The Wharton School of the University of Pennsylvania

40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดหมายพิเศษกับ ศาสตราจารย์ ดร.เอียน เฟนวิค (Professor Ian Fenwick, Ph.D) ผู้อำนวยการ Sasin School of Management เพื่อค้นหาเคล็ดลับเบื้องหลัง 40 ปี ในการพัฒนาคนของศศินทร์

ไม่แน่ หากคุณอ่านบทความนี้จบแล้ว คุณอาจจะอยากสมัครเป็นนิสิตที่นี่เลยก็ได้

กำเนิดศศินทร์

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ศศินทร์เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจและนักวิชาการคนไทย ที่มองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของประเทศ ว่าจะมีความต้องการในการศึกษาต่อทางบริหารธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การสร้าง business school ในหลักสูตรนานาชาติที่มีคุณภาพขึ้นมาจากศูนย์นั้นย่อมใช้เวลานาน การหาพาร์ตเนอร์มหาวิทยาลัยในต่างประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีชื่อเสียงในด้านนี้อยู่แล้ว จะช่วยให้ก่อตั้งสถาบันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่า โดยมี Kellogg School of Management at Northwestern University และ The Wharton School of the University of Pennsylvania  ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการก่อตั้งศศินทร์ขึ้นมา

“ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  Kellogg และ Wharton มองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของทวีปเอเชีย และศักยภาพของประเทศไทยที่เปรียบเสมือนประตูสู่เอเชีย ผมรู้จักผู้คนมากมายที่ทำงานในอินเดีย สิงคโปร์ หรือจีน แต่อาศัยในประเทศไทย บางครั้งเราอาจลืมไปเพราะเราอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าใช้ชีวิตอยู่ และนี่คือหนึ่งในจุดแข็งของเรา” ดร.เอียน เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้ง

ต่อมาใน พ.ศ. 2530 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานนาม ‘ศศินทร์’ เป็นชื่อสถาบัน จาก มีความหมายว่า หัวหน้าของเหล่ากระต่าย โดยมีที่มาจากคำในภาษาสันสกฤต 2 คำ ได้แก่ ‘ศศ’ หมายถึง กระต่าย ซึ่งเป็นปีนักษัตรที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชสมภพ และ ‘อินทร์’ ซึ่งหมายถึงหัวหน้าหรือผู้เป็นใหญ่

40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ

ในช่วงเริ่มต้น หลักสูตรของศศินทร์ถือว่าเป็นหลักสูตรแรก ๆ ของโลกที่ใช้อาจารย์รับเชิญ (Visiting Faculty) 100 เปอร์เซ็นต์ในการสอน โดยหลังจากนั้นก็ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยการเริ่มสรรหาคณาจารย์ประจำเพื่อให้การสนับสนุนนิสิตได้อย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันก็ยังคงใช้อาจารย์รับเชิญในการสอนวิชาต่าง ๆ กว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อคงคุณภาพและความหลากหลายขององค์ความรู้

“หลังจากนั้นศศินทร์ก็เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง โดยการให้ความสำคัญกับความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และความยั่งยืน (Sustainability) และวางเป้าหมายของตัวเองในการสร้างแรงบันดาลใจ (inspire) เชื่อมต่อ (connect) และเปลี่ยนแปลง (transform) เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืนขึ้น (for a better, smarter, sustainable world)

“ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเราต้องการสร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป และการสร้างความยั่งยืนก็เกิดขึ้นได้ โดยการใช้ ‘ความเป็นผู้ประกอบการ’ เพื่อหาวิธีการใหม่ ๆ  หรือวิธีใหม่ในการใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วเพื่อแก้ปัญหา โดยครอบคลุมทั้งในเรื่องความยั่งยืนทางการเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม”

สอนจริง ใช้จริง

“หัวใจหลักของการเรียนรู้ของที่นี่คือ Action Learning” ดร.เอียน กล่าว

“เราต้องก้าวออกไปจากรูปแบบการเรียนแบบเก่าที่มีอาจารย์มายืนอยู่หน้าห้อง และมีนักเรียนมานั่งฟังเหมือนกับตลอด 100 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น เราจึงเปลี่ยนรูปแบบสถานที่ในการเรียนการสอนให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นแบบไม่เป็นทางการมากขึ้น ใช้ได้จริงมากขึ้น ได้ลงมือทำมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า ทำให้นิสิตแก้ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงได้มากขึ้น”

เมื่อปีที่ผ่านมา ศศินทร์ได้มีการปรับปรุงอาคารศศปาฐศาลาครั้งใหญ่ โดยปรับรูปแบบสถานที่เอื้อต่อการเรียนการสอน ที่อาจารย์และนิสิตมีการแลกเปลี่ยนโต้ตอบระหว่างกันและกันมากขึ้น มี Studio ใหม่เพื่อสนับสนุนการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ของทั้งอาจารย์และนักเรียน มี Research Center ให้ผู้ทำงานวิจัยมีสถานที่ที่เหมาะสมในการค้นคว้า แลกเปลี่ยนความรู้ ไปจนถึงการเพิ่มห้อง Meditation Room เพื่อเสริมสร้าง ‘สติ’ หรือ ‘Mindfulness’ ซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารยุคใหม่ควรมี

40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ
40 ปีศศินทร์ รร.ธุรกิจไทยที่ไม่สร้างผู้บริหารที่รู้ทุกคำตอบ เพราะคำถามจะเปลี่ยนไปเสมอ

“ภารกิจของเราไม่ใช่การหาเงิน ภารกิจของเราคือการสร้างผู้บริหาร เราอาจจะขาดทุนไม่ได้ แต่เราก็ไม่ได้จำเป็นต้องทำกำไรด้วยเช่นกัน”

ในอนาคต ศศินทร์ก็ยังมองไปถึงการจัดเรียนการสอนแบบผสมสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์อย่างกลมกลืนไร้รอยต่อ โดยใช้ข้อดีของการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ผนวกกับการใช้การเรียนการสอนแบบออฟไลน์สร้างปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยน ทั้งระหว่างนิสิตและอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้นิสิตถามได้ทุกเมื่อ โดยมีไมโครโฟนให้นิสิตในทุก ๆ ที่นั่ง หรือเน้นการแบ่งกลุ่มย่อย

“ความไม่เป็นทางการและความใกล้ชิด เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้นิสิตและอาจารย์สามารถถาม-ตอบ และแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคณาจารย์ของเราจะส่งเสริมให้นิสิตมีการถามคำถามและโต้ตอบตลอดเวลา แต่ก็หวังว่าจะไม่มีใครที่หยิบไมโครโฟนขึ้นมาแล้วพูดอยู่คนเดียวเกิน 15 นาที” ดร.เอียน กล่าวพลางหัวเราะไปด้วย

“ณ ปัจจุบัน เราอยู่ในจุดที่หลักสูตรสำหรับผู้บริหารที่ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรกับหลักสูตรปริญญาบัณฑิตเริ่มจะผสานกันเป็นสิ่งเดียว ในอนาคต ผู้คนคงไม่อยากจะต้องใช้เวลา 2 – 3 ปีในการเรียนอย่างเดียวเพื่อเผื่อไว้สำหรับอนาคต แต่ในทางกลับกัน เขาจะเรียนทีละเล็ก ทีละน้อย ตามความจำเป็นในช่วงเวลานั้น ๆ”

เข้มแข็งแต่ยืดหยุ่น

ไม่ใช่แค่ตัวศศินทร์เองที่พยายามปรับตัวให้เกิดความยืดหยุ่นกับความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป้าหมายของสิ่งที่ศศินทร์พยายามสร้างในตัวนิสิตที่เข้ามาเรียน ก็คือความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน

“เราไม่ได้อยากสร้างนิสิตที่รู้คำตอบทุกอย่าง เพราะคำตอบและโจทย์จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอยู่เสมอ แต่เราอยากสร้างคนที่สามารถปรับตัวและสร้างผลงานได้ในทุก ๆ สถานการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม นั่นคือ Resilience”

นอกจากการเรียนการสอนแล้ว ศศินทร์ยังร่วมกับ SCG Chemicals จัดการแข่งขันแผนธุรกิจ SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin ขึ้นทุกปี เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมนักศึกษาจากทั่วโลกที่มีไอเดียแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ในปีนี้การแข่งขัน SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin จะครบรอบ 20 ปี ซึ่งการแข่งขันเวทีนี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปี 2002 ถือเป็นการบุกเบิกในการจัดการแข่งขันสตาร์ทอัพภาคภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษา ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

“ผมคิดว่าโลกของเรายังต้องการนักธุรกิจที่มีความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น (Empathy) ซึ่งคือความสามารถในการเข้าไปสวมบทบาทและตัวตนของคนอื่น เพื่อเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา และสิ่งนี้คือหัวใจของผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของความยั่งยืน ซึ่งสื่อถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น เราต้องการผู้บริหารที่สามารถปรับตัวได้ (Flexible) และเปิดกว้างต่อไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการยอมรับทุกไอเดีย แต่หมายถึงการรับฟังทุกอย่างเพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจ”

ถ้าหากผู้บริหารมีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์แล้ว ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรขึ้นก็ตาม ในวิกฤตเหล่านั้นก็จะมีโอกาสเสมอ ยกตัวอย่างเช่นในรายวิชาของศศินทร์เอง ก็จะมีรายวิชา Crisis Leadership คือวิชาที่สอนวิธีการนำวิกฤตมาเปลี่ยนให้เป็นโอกาส เป็นต้น

การใช้อาจารย์รับเชิญจากหลากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ประกอบกับวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เปิดกว้าง เกิดเป็นสังคมที่สร้างแรงบันดาลใจ เชื่อมผู้คนที่มีความคิดคล้ายกันเข้าด้วยกัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดโลกที่ดีขึ้นได้ จึงเป็นจุดเด่นของศศินทร์ที่ยังถูกคงไว้ตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา

“ณ ตอนนี้ประเทศไทยเปรียบเสมือนจุดหมายของโลกในด้านการท่องเที่ยว แต่ยังไม่ใช่ในด้านการศึกษา แต่เราเชื่อว่าสิ่งนั้นจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเราจะเป็นแนวหน้าในการเปลี่ยนแปลงนั้น โดยหวังว่าผู้คนจะเห็นศศินทร์เป็นเสมือนประตูสู่เอเชียในการศึกษาด้านธุรกิจ”

เครือข่ายศศินทร์

นอกจากการเรียนการสอนต่าง ๆ อีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งและยากจะหาใครเทียบได้ก็คือเครือข่ายนิสิตเก่า โดยศศินทร์จะมีการจัดอีเวนต์สำหรับนิสิตเก่าทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการเชิญนิสิตเก่าเข้ามาบรรยายในชั้นเรียน การให้รางวัลนิสิตเก่าที่มีผลงานยอดเยี่ยมในแต่ละปี Mentorship Program ไปจนถึงการสนับสนุนธุรกิจของนิสิตเก่า

“นิสิตเก่าถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับศศินทร์ เป้าหมายของเราคือการดึงนิสิตเก่าเข้ามาในชั้นเรียน เพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมและสอนนิสิตปัจจุบัน ซึ่งช่วยเสริมสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน”

จากนี้ ศศินทร์ก็ยังคงที่จะก้าวต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง (ตามสโลแกนครบรอบ 40 ปี ‘Sasin 40forward’) เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้านบริหารธุรกิจที่ดีที่สุด สร้างผู้บริหารที่จะสร้างอิมแพคเชิงบวกให้กับโลกนี้ได้อย่างยั่งยืน 

Sasin School of Management : www.sasin.edu 

SCG Bangkok Business Challenge @ Sasin : bbc.sasin.edu/2022

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load