12 มิถุนายน 2561
1 K

เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาพบกับวันเกือบสุดท้ายของการทำงานในประเทศจีน

เวลา 3 เดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกยังคงเป็นเหมือนเดิม คือทำงานหนัก และไม่มั่นใจเรื่องวัน เวลา เป็นตัวเลขมากนัก ที่จะพอรู้ในแต่ละวันบ้างก็คือตื่นกี่โมง อาบน้ำกี่โมง และเริ่มทำงานกี่โมง เท่านั้น

รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว จากนิวยอร์กจนถึงประเทศจีน ทุกวันนี้เราพยายามทำให้ตัวเองมี ความสุขไปกับทุกๆ วัน สนุกกับกิจกรรมที่อยู่ตรงหน้า เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวจากทั้งคน สถานที่ ภาษา หรือแม้กระทั่งอาหาร เอาเข้าจริง แค่เราโฟกัสกับสิ่งที่ตาเห็นแล้วคิดตามต่อไปเรื่อยๆ เราก็แทบจะไม่มีเวลาคิดหรือทำอะไรอย่างอื่นอีกแล้ว

เราเชื่อเหลือเกินว่าคนไทยหลายคนไม่ได้มองประเทศจีนเป็นจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่าไหร่นัก (โดยเฉพาะการเดินทางมาเที่ยว) หรือหวั่นใจว่าถ้ามาที่จีนจะเจอห้องน้ำที่ไม่มีประตูแน่ๆ ยิ่งพอบอกว่าเป็นคนที่มาจากประเทศจีนด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เราคงจะวาดภาพในหัวไว้ว่าจะเสียงดัง วุ่นวาย ไม่ต่อคิวซื้อของ โอ๊ย!! ไม่ไหวๆ

ยอมรับว่าเมื่อก่อนเราก็รู้สึกแบบนั้นบ้างเหมือนกัน เห็นประเทศจีนเป็นแค่แหล่งซื้อของราคาถูก หรือไม่ก็หาของก๊อป อยากได้อะไรพี่จีนทำให้ได้หมด เวลาได้ยินคนจีนคุยกันก็จะหงุดหงิดที่เสียงดัง โวยวาย จนต้องเดินหนีไปให้ไกลๆ ประมาณว่าคุยหรือทะเลาะกันวะเนี่ย

พอนึกดูอีกที เราแทบไม่รู้จักอะไรในประเทศนี้ดีเลยเนอะ ทั้งที่เรามักแนะนำตัวกันบ่อยๆ ว่าเราคือ ‘คนไทยเชื้อสายจีน’ หรือเวลาเราเห็นใครผิวขาว ตาตี่ เราก็รวมคนกลุ่มนี้ว่าอาตี๋ อาหมวย ไว้ก่อน

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ทั้งที่ประเทศเรามีเทศกาลตรุษจีนที่สวยงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้จีนแผ่นดินแม่ แต่คนส่วนใหญ่ยังแยกไม่ออกว่าภาษาจีนที่เราคุ้นเคยในบ้านเรามีทั้งภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง และจีนแต้จิ๋ว ผสมปะปนกันอยู่ ซึ่งแตกต่างกันจนแทบจะเป็นคนละภาษา

ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร เราคนไทยก็มักอวยพรกันว่า ‘ซินเจียยู่อี่ ซินนี่ฮวดไช้’ การออกเสียงแบบนี้เป็นแบบจีนแต้จิ๋ว คนจีนที่ใช้ภาษาจีนกลางหรือจีนแมนดารินจะออกเสียงว่า ‘ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ’

สิ่งที่เห็นภาพง่ายขึ้นไปอีก เวลาเราบอกใครสักคนให้พูดเลียนแบบคนจีน คนนั้นก็จะทำเป็นพูดไม่ชัดและออกเสียง ง งู ขึ้นมาทันที ตามด้วย อั๊ว-ลื้อ แบบ ‘อั๊วเป็งคงจีง’ ถ้าเป็นคนจีนใช้ภาษาจีนกลางจะไม่พูดแบบนี้แน่นอน

หลังจากที่เราอยู่ประเทศจีนมาสักพัก วันเวลาที่อยู่ที่นี่สอนให้เรามองคนจีนเปลี่ยนไปเยอะมาก จีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้มีแค่ของก๊อป หรือกำแพงเมืองจีนเท่านั้นนะ แต่ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจ มีภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และอีกมากมายที่แตกต่างกันในแต่ละท้องซึ่งและน่าสนใจมากๆ

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

เราเริ่มเข้าใจเรื่องการพูดคุยเสียงดังของคนมากขึ้น เพื่อนคนจีนเล่าให้ฟังว่าคนจีนเชื่อว่าการพูดด้วยวาจาที่หนักแน่นเป็นการแสดงถึงความจริงใจ และภาษาจีนก็เต็มไปด้วยคำที่หนักแน่น เวลาพูดแต่ละคำเลยดูโผงผางเหมือนคนทะเลาะกัน ไม่เหมือนภาษาไทยที่มีการสะกดคำ สั่นลิ้น และมีระดับเสียงวรรณยุกต์ตั้ง 5 เสียง คนจีนบอกว่าเวลาได้ยินคนไทยคุยกัน ฟังเหมือนเราจะร้องเพลงกันเลย

จีนเป็นประเทศใหญ่ แค่ประเทศเดียวก็ใหญ่เท่ากับทวีปเลย จึงไม่แปลกที่คนจีนจะมีทั้งคนรวย คนจน คนมีมารยาท และคนไม่รู้จักมารยาท วัฒนธรรมของเราถูกสอนมาแตกต่างกัน เวลาคนจีนเห็นคนจีนที่ไม่มีมารยาทเขาก็ไม่ได้ภูมิใจ แต่ก็คงจะไปบอกไม่ได้

สิ่งที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ คนจีนชอบประเทศไทยมาก ชอบทะเล ภูเขา วัฒนธรรม และอาหาร เพื่อนๆ คนจีนที่เรารู้จักส่วนใหญ่เคยมาเที่ยวเมืองไทย และหลายคนก็มาไทยแทบทุกปี เรียกได้ว่าบ้านเราเป็น     จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของคนจีนที่ฮิตมากๆ เลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

พอใกล้จะครบ 3 เดือน บริษัทก็เริ่มคุยเรื่องการอยู่ทำงานที่ประเทศจีนต่อกับเราบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เราเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ถึงแม้จะรู้สึกดีกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ความฝันที่ตั้งใจจะหาโอกาสเป็น Food Stylist ที่นิวยอร์กเองก็ยังอยากทำต่อ ไม่อยากทิ้งไปไหน กับอีกทางก็เป็นเหมือนโอกาสดีๆ ในชีวิตที่เปิดขึ้นอีกครั้ง

เราดร็อปเรียนที่นิวยอร์กไว้เกือบจะครบ 3 เดือนแล้ว ตามกำหนดคือเราดร็อปได้ 5 เดือน แต่มีข้อแม้คือ เมื่อกลับไปต้องเริ่มสอบวัดระดับใหม่และเรียนรวมกับนักเรียนรุ่นต่อไป เพราะตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนที่นิวยอร์กเริ่มเรียนจบและกลับประเทศตัวเองไปบ้างแล้ว เราคิดหนักอยู่ไม่น้อยนะ เพราะความรู้สึกเหมือนทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด

ไม่กี่วันต่อมา การถ่ายละครครั้งแรกที่ประเทศจีนของเราก็สิ้นสุดลง กองถ่ายปิดกล้องโดยใช้เวลาทั้งหมด 2 เดือนกับอีก 20 วัน ถึงเวลาบอกลาเมืองเล็กๆ อย่างจางโจว และเพื่อนๆ นักแสดงทุกคน รวมทั้งทีมงาน ที่นี่ไม่มีงานเลี้ยงปิดกล้องอย่างที่ไทย ถ่ายเสร็จวันนี้ ทีมงานก็ถูกไล่ให้กลับบ้านเกิดของแต่ละคนทันที ส่วนนักแสดงดีขึ้นหน่อย มีเวลาเพิ่มให้อีกหนึ่งวันในการเก็บของ แล้วก็ต้องออกจากที่พักทันที

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานมากนัก แต่ทุกคนรวมถึงทุกเหตุการณ์ก็เป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีทางลืมได้เลย หลายสถานที่ที่เราวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ร้านอาหารหลายๆ ร้านที่กินประจำ รวมถึงมุมสวยๆ สงบๆ ที่มักจะไปเวลาว่าง ถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว คงไม่มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก ใจหายเหมือนกัน

เราเดินทางจากเมืองเล็กๆ อย่างจางโจวเข้าสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ หรือถ้าออกเสียงแบบคนจีนแท้ก็น่าจะออกว่า ช่างไห่ ตารางงานที่นี่ไม่เยอะเหมือนช่วงแรกๆ อย่างมากก็แค่เดินทางไปสัมภาษณ์นิดหน่อย เลยมีเวลาได้พักผ่อนและเที่ยวไปทั่วๆ เมือง เซี่ยงไฮ้น่าอยู่มาก เพราะผสมผสานความเป็นจีนดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว แต่ค่าครองชีพสูงไม่ต่างจากนิวยอร์กเลย

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง วันสุดท้ายในการเป็นพระเอกละครจีนครั้งแรกของเต็งหนึ่ง

1 สัปดาห์ในเซี่ยงไฮ้ รวมถึง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม หลงรักอาหาร ภาษาจีน ความวุ่นวายไร้แบบแผนแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อธิบายไม่ถูก เราไม่รู้ว่าหลงรักมันตั้งแต่ตอนไหน มันซึมซับเข้าไปโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว รู้อีกที เราก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเสียแล้ว

คำตอบที่อยากจะมาทำงานที่จีนแล้วรีบกลับไปเรียนต่อที่นิวยอร์กช่วง 3 เดือนก่อน ความหวาดกลัวประเทศนี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ไม่แน่ เราอาจจะมาอยู่ถูกที่และถูกเวลาของมันแล้ว เราคงหลงรักประเทศจีนจริงๆ เข้าแล้วล่ะ

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

To Be Continued

การเดินออกจากวงการบันเทิงไทยไปสู่การทำอาหาร นิวยอร์ก และชีวิตที่คาดเดาไม่ได้

ประสบการณ์การทำงานที่ประเทศจีนก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเครียดหรือเหนื่อยเท่านั้น จริงๆ เรื่องสนุกๆ ก็มีเพียบเลย ตอนนั้นอาจจะหัวเราะไม่ค่อยออกเท่าไหร่ แต่พอมองย้อนกลับไปก็อดขำไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสเจอประสบการณ์ดีๆ แบบนี้บ่อยๆ ในชีวิตรึเปล่า

เราค่อนข้างสนิทกับทุกคนในกองถ่าย ไม่ใช่แค่กับนักแสดง แต่กับทีมงานเราก็สนิท เพราะทุกคนต้องอยู่ด้วยกันตั้ง 3 เดือน แล้วยิ่งเราเป็นคนต่างชาติด้วย ยิ่งกลายเป็นเหมือนของเล่นของคนทั้งกอง จริงๆ ที่จีนมีกฎห้ามทีมงานมารบกวนนักแสดง หรือแม้กระทั่งห้ามถ่ายรูปนักแสดงในกองก่อนได้รับอนุญาต แต่เราไม่ค่อยคุ้นกับกฎนี้เพราะที่ไทยนักแสดงสนิทกับทีมงานมากเลยขอให้หยวนๆ หน่อย เด็กๆ ในกองเลยติดเรากันใหญ่ ว่างๆ ก็จะมีคนมานั่งคุยด้วย ไม่รู้พูดอะไรของมัน แค่อยากคุยด้วย อยากให้เราพูดอะไรก็ได้ที่เป็นภาษาไทย ส่วนใหญ่จะบอกว่าชอบฟังเราพูดภาษาไทย เพราะฟังแล้วรื่นหู อ่อนนุ่ม แล้วก็สรรหาคำประหลาดในภาษาจีนมาสอนทั้งวัน ที่เราเริ่มพูดภาษาจีนได้งูๆ ปลาๆ ก็เพราะคนในกองนี่แหละ ถึงจะเป็นคำประหลาดๆ หน่อย แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์

เต็งหนึ่ง

เราเรียกทีมงานกลุ่มที่สนิทสนมคุ้นเคยกับเรามากที่สุด เพราะเจอกันทุกวัน ทุกฉาก ว่า ‘แก๊งต่อขาพระเอก’ หน้าที่ของทีมงานแก๊งนี้ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เราดูสูง 180 เซนติเมตรตลอดเวลาในทุกซีน ฮ่าๆๆ เราว่าเราก็ไม่ได้ตัวเล็กขนาดนั้นนะ เราสูง 173 เซนติเมตรแบบมาตรฐานชายไทย แต่ปัญหาคือน้องนางเอกก็ดันสูง 173 เซนติเมตรเท่ากันเป๊ะ ยังไม่พอ นางร้ายในเรื่องนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาเป็นนางแบบจีนที่สูงปาเข้าไป 178 เซนติเมตร และเพื่อให้ได้ภาพคุณพ่อขายาวที่รักกับนางเอกตัวเล็กบอบบางเหมือนในบท แก๊งนี้เลยต้องช่วยเราตลอด วิธีการง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนในฉากก็ตาม จะต้องมีบล็อกไม้ลังรองให้เราเดินเสมอ แม้จะต้องวางรองทั้งห้องก็ต้องยอม

เต็งหนึ่ง

มีอยู่ฉากหนึ่งที่เป็นฉากสวีทหวานของพระเอกนางเอก ซึ่งต้องเดินเล่นกันในสวนดอกไม้ ทีมงานก็เตรียมบล็อกไม้ลังไว้ประมาณ 20 อันเพื่อสร้างทางเดิน พอถึงเวลาถ่ายทำเราต้องเดินบนบล็อก ส่วนน้องนางเอกเดินบนพื้นปกติ สักพักก็ได้ยินเสียง โครม! น้องสะดุดบล็อกไม้ลังลงไปนอนกลิ้งขำอยู่กับพื้นซะแล้ว

หรือฉากกอดที่ผู้กำกับอยากได้ภาพที่หน้านางเอกอยู่ตรงหน้าอกเรา เลยต้องต่อบล็อกเพิ่มอีก และนางเอกก็ต้องยืนกางขากว้างขึ้นให้เตี้ยลง หน้าก็ต้องยิ้ม ขาก็ต้องเกร็ง สรุปว่าหลังจบฉากนั้นน้องเป็นตะคริวไปเลย เราเลยตอบแทนด้วยการทำอาหารไทยเลี้ยง และนวดขาให้เป็นการตอบแทน

เต็งหนึ่ง

ฉากการถ่ายทำถือว่าเป็นไฮไลต์ของละครเรื่องนี้ เพราะในละครเป็นช่วงเวลาระหว่างปัจจุบันกับอดีต ดังนั้น ทีมงานเลยต้องเช่าโกดังเก่ามาเซ็ตฉากทั้งหมดให้เป็นเมืองในสมัยโบราณ ซึ่งนอกจากจะยิ่งใหญ่มากๆ แล้วยังสวยสมจริงอีกด้วย และบางฉากก็ใช้เวลาสร้างเป็นเดือนเพื่อระเบิดทิ้งในฉากเดียว ก่อนถ่ายทำทีมงานเลยต้องรีบถ่ายรูปเก็บกันใหญ่

ซีรีส์จีน

ฉาก

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของเรารองลงมาจากภาษาก็คือ การใส่วิกผมทรงโบราณ เรียกว่าวันไหนที่ต้องถ่ายฉากโบราณเราจะงอแงมากๆ เพราะต้องใส่วิกทั้งวันทั้งคืน พอได้ลิ้มรสชาติด้วยตัวเองทำให้เรานับถือผู้หญิงมากๆ ที่สามารถอดทนกับผมยาวๆ ของตัวเองได้ เพราะมันคอยปิดหน้าปิดตา บวกกับชุดจอมยุทธ์หนาหนัก 3 ชั้นที่ทำให้ร้อนขึ้นอีกหลายเท่า แล้ววิกที่เราใส่นั้นเป็นแบบติดกาวทำให้ถอดไม่ได้ตลอดวัน โอ้โห…ทรมานสุดๆ กินพาราฯ แก้ปวดหัวกันไปเลย ยอมแล้วคร้าบ

เต็งหนึ่ง

หากใครว่าการถ่ายละครที่จีนสบายหรือสวยหรูนี่ขอบอกไม่จริงเลย กองถ่ายที่นี่ไม่มีฝ่ายสวัสดิการกองใดๆ ทั้งสิ้น

ในกองถ่ายไทย เวลาพักทานข้าวจะมีแม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้ร้อนๆ มีขนม ผลไม้ ให้ทีมงาน และของที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องมีน้ำดื่มให้คนทั้งกอง พอมาทำงานที่จีน น้ำดื่มในกองถ่ายหรอ ไม่มี หากินกันเอง ปกติที่นี่ก็มีแค่แม่ครัวที่ทำกับข้าวมาส่งให้ทีมงานและนักแสดงวันละ 3 มื้อ ของนักแสดงจะได้เป็นปิ่นโต ส่วนทีมงานจะได้เป็นกล่องๆ พอถึงเวลาอาหารนักแสดงทุกคนก็จะเดินไปหิ้วปิ่นโตของตัวเองไปหาที่กินตามโต๊ะบ้าง ตามพื้นบ้าง แล้วแต่สถานที่ที่ไปถ่าย บางวันโหดหน่อยก็ยืนกินมันตรงนั้นแหละ (ฮ่าๆๆ) ถ้าวันไหนกินปิ่นโตตัวเองไม่อิ่มจะทำยังไง เราก็ใช้วิธีกินของน้องนางเอกหรือนักแสดงคนอื่นๆ น้องเป็นผู้หญิง ก็จะกลัวอ้วน เลยสบายเรา อยากกินอะไรก็เลือกได้เลย น้องใจดี

เราขอเรียกการกินอาหารของคนจีนว่า สงครามบนโต๊ะอาหาร วัฒนธรรมของเขาแตกต่างจากบ้านเราตั้งแต่การใช้ตะเกียบ ที่ต่อให้อาหารนั้นมันจะตักยากแค่ไหนก็ตาม ตะเกียบก็ต้องมา และอะไรก็ตามที่ไม่สามารถกินได้ก็จะถูกเขี่ยออกจากจาน เขี่ยไปไหนน่ะหรอ บนโต๊ะไงล่ะ!!!

ครั้งแรกที่เจอเราผู้ถูกสอนมาว่าบนโต๊ะห้ามมีเศษอาหารกองอยู่ตะลึงไปหลายนาทีเลย ยิ่งวันไหนมีแจ็กพ็อตเป็นกุ้ง กั้ง ที่มีเปลือก เราก็จะไม่มีโอกาสมองเห็นโต๊ะกินข้าวอีกต่อไป เพราะมันจะถูกปกคลุมไปด้วยเปลือกของอาหารทั้งหลายเต็มทั้งโต๊ะ แต่พอนักแสดงทุกคนเห็นว่ามีเราที่เป็นคนไทยนั่งทานอยู่ด้วย ทุกคนก็จะเริ่มเก็บเศษอาหารหรือกระดาษทิชชูมาไว้ในจานเปล่า นับเป็นความน่ารักที่ทุกคนพยายามปรับตัวเพื่อสร้างความประทับใจ แต่วันไหนที่เราลืมตัวก็พบว่า อ้าว เราก็เขี่ยเศษอาหารเต็มโต๊ะไปซะแล้ว แม่จ๋าช่วยลูกด้วยยยยยย

หลังจากออกเดินทางในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราค้นพบว่าความสุขของเราตีวงแคบลงเรื่อยๆ เราไม่ค่อยคาดหวังที่จะเจอความสุขขนาดใหญ่ที่อาจจะทำให้ชีวิตนี้ไม่ต้องค้นหามันอีก ความสุขของเราสัมผัสได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งจากกิจกรรมที่เราทำ ทำแล้วรู้สึกสนุกไปกับมัน การได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ด้วยตาตัวเอง แล้วเริ่มต้นเรียนรู้ไปกับมัน ความรู้สึกแบบนี้มันทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ เหมือนได้เติมพลังข้างในให้เต็มอยู่เสมอ จริงอยู่ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันอาจจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่น่าประทับใจมากนัก แต่ลองให้มันผ่านไปสักพัก แล้วเราจะกลับมาคิดถึงมัน

เราเองเคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วเมื่อตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษที่นิวยอร์ก การได้เจอคนใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ ได้เรียนรู้นิสัยใจคอและวัฒนธรรม ซึ่งเหมือนเป็นการเปิดโลกให้กว้างขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ความสุขของเราแคบลงจนสามารถมีความสุขกับรอยยิ้มของคนแปลกหน้าในกองถ่ายด้วยซ้ำ อยู่ที่นี่เราเหมือนเป็นสิ่งน่าตื่นเต้นที่ทุกคนอยากสอนสิ่งต่างๆ ทุกคนอยากเข้ามาคุยกับเราทั้งนั้น ถึงแม้จะรู้ว่าคุยไม่รู้เรื่องเพราะเราฟังไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าทุกคนก็ยังอยากคุยอยู่ดี เวลาเห็นเราเล่นมือถือก็อยากดูว่าคนไทยเล่นอะไร เวลากินก็อยากรู้ว่าเราใช้ตะเกียบเป็นหรือเปล่า หรือหลายๆ ครั้งที่สอนเราพูดคำจีนสั้นๆ แล้วเราพูดได้ ก็ดีใจจนต้องเอาไปอวดคนอื่นในกองว่าวันนี้สอนคำไหนให้เราได้ แล้วก็จะพูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมากับเราจนเราจำได้ นี่แหละวิธีสอนภาษาจีนของคนที่นี่ เราพอจะฟังพูดภาษาจีนได้บ้างก็เพราะคุยเล่นกับพวกเขา ทุกคนที่นี่คือครูที่สอนเราได้เป็นอย่างดีเลย

อีกไม่นานก็จะถ่ายงานที่จีนเสร็จแล้ว ไม่รู้ว่าจะเอายังไงชีวิตต่อไปเลย ชักจะหลงรักประเทศจีนซะแล้วสิ…

Writer & Photographer

คณิศ ปิยะปภากรกูล

นักร้อง-นักแสดง ที่ผันตัวเองมาเป็น Youtuber เริ่มออกเดินทางตามความฝันการเป็นเชฟทำขนมมือใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load