ประโยคที่ว่าอย่าตัดสินคนจากการมองภายนอกใช้ได้อย่างดีกับชายตรงหน้า

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตาม ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ไว้ผมทรงเดรดล็อกแบบตำนานนักร้องเร็กเก้อย่าง Bob Marley เขาคือผู้ที่สนใจภาษาไทยแบบลงลึกและหลงใหลวรรณคดีไทยจนเล่าได้เป็นฉากๆ เขาคือแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่และเขียนหนังสือชื่อ สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง และที่สำคัญ

เขาคือครู

เขาคือ ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม หรือที่ใครๆ ต่างจดจำในนาม ‘ครูทอม คำไทย’

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทรงผมบนหัวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนั้น–ครูทอมมักตอบแบบนี้เสมอยามมีใครสักคนถามถึงเรื่องบุคลิกที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สนใจใคร่รู้

จากชายหนุ่มที่จบด้วยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาไทย เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ รวมถึงงานต่างๆ ในวงการบันเทิง ทั้งในฐานะพิธีกรและนักแสดง แม้จะออกตัวว่าชอบทำหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ เสมอมาคือ เขามีความสุขกับการสอนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเลือกเป็นครูตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลโอกาส

ผมได้ข่าวว่าเขาจัดทอล์กโชว์ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘ครูทอม ออน สะเตด ตอน…ทอม-ขึ้น-คูล’ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ผมจึงนัดเขาในบ่ายวันฝนพรำเพื่อคุยเรื่องไทยๆ หลายๆ เรื่องก่อนขึ้นเวที

ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย เด็กไทย การศึกษาไทย และดราม่าเรื่องการเขียนคำไทยให้ถูก

        คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทำไมคุณมักพาตัวเองไปอยู่ดราม่าเรื่องคำผิดในโลกโซเชียล

เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนมักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองคือ คนชอบคิดว่าเรามักจะเข้าไปแก้คำผิดให้คนนั้นคนนี้ ซึ่งเราไม่ได้ทำเลย

คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทั่วไปเขาจะใช้คำผิดมันก็เป็นเรื่องของเขา คือเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกัน เราจะไปแก้ให้เขาทำไม คนที่เราไปทักแก้คำผิดก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่เรารู้ว่าเขาเข้าใจ และเขายินดีให้เราเข้าไปแก้ให้ แล้วก็เวลาที่มีสื่อมวลชน สำนักข่าวต่างๆ เขียนผิด เราก็จะเข้าไปบอกว่าคำที่ผิดคืออะไร เพราะเรามองว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะใช้ผิด เพราะจะมีคนอีกมากมายที่เห็นสื่อมวลชนใช้ผิดแล้วก็ใช้ตาม แต่คนทั่วไปใดๆ เราไม่เคยไปแก้คำผิดให้เขาเลยนะ แต่คนก็จะมองว่าเราชอบไปทำ ซึ่งกูไม่เคย (หัวเราะ)

ในมุมของคุณมีอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทยบ้างไหม

อย่างหนึ่งที่เจอเยอะมากคือ หลายๆ คนจะเข้าใจว่าภาษาไทยมันต้องเป็นแบบนี้ ต้องตายตัวเป๊ะๆ อย่างเช่นคนจะบอกว่าคำว่า ‘ครับ’ ต้องเป็นครับ ต้องเป็น บ ใบไม้ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ มันสามารถที่จะพลิกแพลงไปเป็นอย่างอื่นได้ อย่างคำว่า ‘นะครัช’ เรามองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษารูปแบบหนึ่ง ทุกภาษาบนโลกมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษามีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนการสะกดบ้าง เปลี่ยนความหมายบ้าง มีความหมายเพิ่มมา มีคำบางคำเกิดใหม่ หรือมีคำบางคำหายไป ซึ่งคำที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังใช้ภาษานั้นอยู่ ภาษายังมีชีวิตอยู่ และมันยังเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์มากๆ ของคนในแต่ละยุค

คือพิมพ์ ครัช คุณรับได้ แต่พิมพ์ คะ-ค่ะ ผิดรับไม่ได้

มันคนละอย่างกันนะ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกันเลย กรณีของคะ-ค่ะผิดมันผิดมาจากการผันวรรณยุกต์ พอผันวรรณยุกต์ผิดปุ๊บมันทำให้ออกเสียงคนละอย่าง และบางครั้งก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แต่ในกรณีของคำว่า ‘ครัช’ เราก็เข้าใจว่าความหมายของมันก็คือ ‘ครับ’ แต่สิ่งที่ต่างกันคือระดับความเป็นทางการ อย่างเราบอกว่าสวัสดีครับ อันนี้คือเป็นทางการ แต่พอบอกว่าสวัสดีครัช มันคือสวัสดีครับแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่มันต่างกัน เพราะว่าเราไม่อยากเป็นทางการแบบสวัสดีครับ เราเลยพูดว่าสวัสดีครัช เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้คำแบบนี้คุณก็ต้องดูกาลเทศะว่าควรใช้ตอนไหน ตอนไหนไม่ควรใช้ มุมมองเราเป็นแบบนี้

คนถามเราว่าทำไมซีเรียสกับคะค่ะ แต่ไม่ซีเรียสกับนะครับนะครัช คำตอบคือก็มันต่างกัน มันคนละก้อน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างคนที่ใช้คะ-ค่ะผิด นั่นแปลว่าเขาผิดเพราะเขาไม่รู้ แต่คนที่ใช้นะครัช ถามว่าเขาไม่รู้เหรอว่านะครับสะกดยังไง เขารู้ แต่เขาเลือกใช้นะครับที่เป็น ช ช้าง สะกดด้วยเหตุผลทางภาษา เพื่อลดระดับความเป็นทางการ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นว่าเวลาว่างๆ คุณชอบอ่านพจนานุกรม

คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ (หัวเราะ) สนุกนะ ผมชอบ

พจนานุกรมมีอะไรน่าสนใจ

เวลาเจอศัพท์แปลกๆ เราจะรู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย ในนั้นมีคำแปลกๆ เยอะมาก เราได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งพอคนถามว่ารู้ไปทำไม อ้าว ก็รู้น่ะ แค่นั้น รู้สึกสนุกเอง เป็นความสนุกส่วนตัวเวลาเราเจออะไรแปลกๆ หรือการนิยามความหมายแปลกๆ ในพจนานุกรม

อย่างเมื่อวานมีเพื่อนถามเรื่องคำว่า ‘กระโปก’ เราก็ไปเปิดพจนานุกรม คำว่า ‘กระโปก’ ความหมายที่หนึ่งคือส่วนของอวัยวะเพศชาย อีกความหมายหนึ่ง มันแปลว่าส่วนประกอบของล้อเกวียนตรงเพลา เราก็รู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย คำนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้นะ ถึงแม้ว่าบางคำ บางความหมาย เราก็ยังนึกไม่ออกว่ากูรู้แล้วกูจะได้เอาไปใช้ตอนไหนวะ แต่แค่เรารู้ว่ามีคำนี้มันก็รู้สึกสนุกแล้ว

ล่าสุดคุณจัดงานทอล์กโชว์ ‘ทอมขึ้นคูล’ เห็นว่าก็จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย

ใช่ ผมก็จะพูดถึงเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ก็ต้องอธิบายก่อนว่าโชว์นี้มันไม่ใช่การสอนนะ บางคนจะคิดว่าพอเป็นครูแล้วต้องมาสอน ซึ่งไม่ แต่เราจะมาเล่าเรื่องตลกผ่านเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย การศึกษาไทย แล้วก็ประสบการณ์การเดินทางหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ไปมา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยกับวรรณคดีไทยเป็นสิ่งที่อยู่บนหิ้ง แตะต้องได้ยาก แต่คุณกลับจะเอามาเล่าเป็นเรื่องตลก

อันนี้คือปัญหาหนึ่งเลยที่ทำให้คนไม่สนใจภาษาและวรรณคดีไทย ผมเคยเจอหลายคนบอกว่าเราต้องสืบสานวรรณคดีไทยเพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ แต่เรารู้สึกว่าเป็นมรดกของชาติแล้วยังไง เรารู้สึกว่าทำไมไม่บอกไปเลยว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ มันสนุกนะเว้ย อ่านวรรณคดีไทยเถอะ มันมีเกร็ดความรู้อันนี้นะ

ถ้าบอกว่าประโยชน์ของมันที่เห็นชัดคืออะไรบ้างมันจะทำให้คนรู้สึกว่าน่าอ่านกว่า การบอกว่าวรรณคดีไทยสนุก ตลก ได้ความรู้ มีเกร็ดอย่างนี้ เราว่ามันน่าอ่านกว่าการบอกว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ เพราะวรรณคดีไทยคือมรดกของชาติ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการที่เราเอาวรรณคดีไทย เอาภาษาไทย ไปไว้บนหิ้งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูก มันเหมือนกับการแช่แข็ง อย่าทำแบบนั้นเลย ก็ในเมื่อวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องเขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อให้คนได้เสพความบันเทิงจากวรรณคดี ก็เอามันมาเล่นสิ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

มุมมองแบบนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้คุณบ้างไหม

ไม่ถือว่าเดือดร้อน แต่ก็มีคนที่บ่นว่าทำไมเราถึงเอาวรรณคดีมาเล่าในเชิงสนุกสนานแบบนี้ อ้าว ทำไมล่ะ ก็วรรณคดีมันสนุกน่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ฟังคุณพูดในงานทอล์กโชว์จบจะอยากกลับบ้านไปอ่านวรรณคดีไทยหรือเปิดพจนานุกรมอ่านตามคุณเลยไหม

จุดประสงค์หลักไม่ได้จะพูดเพื่อให้ทุกคนจะต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมหรือกลับไปอ่านวรรณคดีไทย ไม่ใช่เลย จุดประสงค์คือมาดูแล้วต้องสนุก ซึ่งเรามั่นใจมาก บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ดูอวดมาก ซึ่งใช่ เรามั่นใจอย่างนั้น คือถ้าเรากำลังทำโชว์อยู่แล้วเราไม่รู้สึกแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าโชว์เราธรรมดามาก ไม่ค่อยสนุกหรอก มันก็แย่แล้ว เหมือนเวลาเราจะขายของน่ะ เราต้องมั่นใจว่าของเราดี มีคุณภาพจริงๆ อยากจะให้คนมาดู อยากให้คนมาเห็น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าของเราดีหรือเปล่า เราไม่ควรจะเอาไปขายใคร ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกแบบนั้นแล้วว่าของเราดีมากจริงๆ ดีชนิดที่คุณจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อบัตรเข้ามาดู

แล้วคุณรู้สึกยังไงที่เราต้องพยายามทำเรื่องที่มีคุณค่าให้เป็นเรื่องตลกเพื่อให้คนสนใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบริบทสังคมที่ทำให้คนไม่อยากรับอะไรที่เครียดๆ หรืออะไรที่จริงจังอีกแล้ว คนไทยหลายคนรู้สึกเครียดมากพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศนี้ เวลาที่ต้องมาอ่านอะไรที่มันดูจริงจัง ที่มันเครียด เขาก็อาจจะคิดว่ามันยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นไปอีก เขาคงคิดว่าการเล่าเรื่องที่เนื้อหาจริงจังแต่ใช้กลวิธีที่เบาสมองจะทำให้เขามีความสุขกับการเสพเนื้อหาเหล่านั้นมากขึ้น

คุณคิดว่ามุมมองแบบนี้เป็นปัญหาไหม ที่อะไรก็ต้องทำให้ตลกคนถึงสนใจ

ใช่ เป็นปัญหามากๆ เลย เราเองเจอเด็กเยอะ เด็กมักจะมาบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่ดี เพราะว่าครูไม่ตลก ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ สอนดีกับสอนตลกไม่เหมือนกัน ครูบางคนสอนดี สอนเข้าใจ ทำการบ้านต่างๆ มาสอนแต่เด็กไม่ชอบ เด็กบอกว่าครูไม่ตลกถือว่าสอนไม่ดี แบบนี้มันก็ไม่ใช่ ต้องบอกเด็กให้ปรับมุมคิดตรงนี้ใหม่ คือพอมีสื่อมากมาย มีครูที่สอนด้วยวิธีตลกๆ มากขึ้น เด็กก็เลยติดภาพว่าสอนตลกแปลว่าสอนสนุก แปลว่าสอนดี ถ้าครูในโรงเรียนจะสอนดีต้องตลกด้วย ซึ่งไม่ใช่

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นคุณเคยบอกว่าชอบสอนหนังสือมาก มีความสุขกับการสอน แล้วทำไมไม่เลือกเส้นทางเป็นครูประจำ

เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูประจำในโรงเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นครูอย่างเดียว เราอยากทำอย่างอื่นด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูประจำในโรงเรียนมันปิดโอกาสในการทำอย่างอื่น เราคงไม่ได้มาเล่นละคร คงไม่ได้ทำงานพิธีกร เพราะว่าต้องทุ่มเทกับการสอนมากๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้หรือตั้งแต่เมื่อก่อนครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาระงานอย่างอื่นให้รับผิดชอบด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าไปเป็นครูประจำในโรงเรียนมันจะไม่ตอบโจทย์การทำงานของเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันเหมาะกับความต้องการ เพราะว่าได้สอนด้วย ได้ทำงานสายวงการบันเทิงด้วย

ทุกวันนี้คุณสอนบ่อยแค่ไหน

แล้วแต่โรงเรียนติดต่อมาเลย ถ้าโรงเรียนติดต่อมาแล้วคิวเราว่างเราก็จะไปให้ ส่วนใหญ่เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นติวสอบ O-NET ติวสอบ GAT PAT เวลาที่เราจะอยู่กับเด็กบางโรงเรียนก็ 3 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็ 6 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็อาจจะ 2 วัน 12 ชั่วโมง แต่ก็จะมีบางโรงเรียนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน แนะนำว่าควรจะอ่านหนังสืออย่างไร อ่านหนังสืออะไร หรือว่าไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยให้เด็กชอบ ให้เด็กสนุกกับวรรณคดีไทย แบบนี้ก็มี

ในฐานะที่คุณเองเป็นติวเตอร์สอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเด็กไทยเรียนไปเพื่อสอบ

ก็จริง ก็จริง (เน้นเสียง) คือตราบใดที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโรงเรียน ยังคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเด็กประสบความเร็จจากการเรียนชั้นมัธยมคือการสอบติดมหาวิทยาลัย มันก็ยังจะเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปแหละ

เรื่องการสอบเราเองก็ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ทำได้แค่นี้แหละ คือต้องให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อย่างเราเองเวลาไปสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสอนเพื่อติวสำหรับไปสอบ แต่เราจะพยายามแทรกสิ่งต่างๆ เรื่อยๆ ให้เด็กเห็นว่านอกจากเพื่อไปสอบ สิ่งที่เขาเรียนมันเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ต้องพยายามทำให้เด็กคิดว่าอย่าเรียนแค่เพื่อสอบเท่านั้นนะ เรียนไปแล้วต้องเอาไปใช้ ต้องให้เขารู้ว่าที่เรียนมันเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คือการเรียนทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ แล้วเราจะเรียนทำไม

แล้วคุณรู้สึกย้อนแย้งไหม ที่ตัวเองเชื่อในการเรียนเพื่อนำไปใช้ แต่สุดท้ายการสอนของคุณก็ถูกวัดผลจากการสอบอยู่ดี

ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกย้อนแย้งขนาดนั้น เพราะว่าเราก็เข้าใจระบบการศึกษาไทยส่วนหนึ่งว่าเวลาจะคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบ ถ้าไม่ใช้การสอบแล้วจะใช้วิธีไหนคัดเลือกถึงจะเหมาะสมกับสภาพสังคม ผู้ใหญ่ก็ยังลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ แต่เหมือนส่วนใหญ่จะลองยังไม่ค่อยถูกเสียมากกว่า

อันที่จริงปัญหามันก็สืบเนื่องมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน หลักสูตรไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เด็กและผู้ปกครองก็อยากจะเรียนในที่ที่เหมาะกับตัวเขา ที่ที่เขาอยากจะเรียน แล้วถ้าอยากจะเรียนในที่ที่อยากเรียนก็ต้องสอบ

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับการศึกษาบ้านเรา คุณพอจะมองเห็นปัญหาอะไรบ้างไหม

สิ่งที่ชัดมากอย่างหนึ่งคือ การศึกษาของประเทศนี้มันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่ประถม มัธยม คุณภาพของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกันเลย ทั้งคุณภาพด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคหรือคุณภาพครู คือมันไม่เท่ากันเลย แล้วพอมันไม่เท่ากันแบบนี้ ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพ

อย่างตอนนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมากๆ คือหลายๆ โรงเรียนให้เด็กสอบเข้า ป.1 ซึ่งเด็กอนุบาลแทนที่เขาจะมีชีวิตวัยเด็กไปเล่นกับเพื่อนเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านอื่นของชีวิต แต่ต้องมาติวเพื่อเข้า ป.1 ซึ่งผมจะรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่มันก็เข้าใจได้ เพราะมันก็สอดคล้องกับที่บอกว่าแต่ละโรงเรียนคุณภาพไม่เท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือ คุณต้องทำให้คุณภาพแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

คุณเชื่อว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาแก้ไม่ได้

เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยากมาก มากจนใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพยายามตระเวนสอนตามชนบทด้วยหรือเปล่า

ใช่ เราชอบไปสอนในชนบท เรามีความสุขมากเวลาไปสอนในต่างจังหวัดไกลๆ

เวลาเราไปสอนมันจะมีทั้งโรงเรียนที่มีตังค์และบางโรงเรียนที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ซึ่งสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีเงินที่ติดต่อมา ถ้าคิวเราได้ เราก็จะไปให้แบบที่ไม่คิดค่าตัว หรือบางครั้งเราก็จัดกิจกรรมติวการกุศลของเราเอง ครั้งแรกที่ทำคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งโรงเรียนที่เราเลือก เราเลือกโรงเรียนในชนบทจริงๆ เป็นที่ที่แทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีงบประมาณจะมาเชิญวิทยากรข้างนอกเข้าไป ซึ่งค่าตัวจากที่ทำงานในวงการบันเทิง จากที่ขายบัตรทอล์กโชว์ ส่วนหนึ่งก็จะเอาไปแปลงเป็นงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ถ้าผมไม่มีงานในวงการบันเทิงเลย หรือขายบัตรทอล์กโชว์ไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปสอนฟรีได้บ่อย ๆ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าชอบไปสอนในชนบท ชอบอะไร

ต้องบอกก่อนว่าเวลาทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากได้บุญนะ ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วได้บุญ ดีจังเลย แต่เราทำแล้วสนุกดี มีความสุขที่ได้เห็นเด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเวลาเราเข้าไปสอนจะสอนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าเราไม่สามารถจะให้ความรู้แบบเน้นๆ เนื้อ ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กก็พร้อมจะไปต่อยอดด้วยตนเองได้ เขาจะสนุกกับการค้นคว้ามากขึ้น

แล้วการที่เราได้ไปเจอไปพูดคุยกับเด็กในพื้นที่จริงๆ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นปัญหาอีกหลายๆ อย่าง เคยมีครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าสอนเรื่องอะไร แต่เราถามเด็กว่าลากับม้าผสมพันธุ์กันออกมาเป็นอะไร ซึ่งเด็กตอบว่า ลามะ แล้วมันไม่ใช่มุก คือเด็กไม่รู้จริงๆ แล้วทั้งห้องไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันคือ ‘ล่อ’ ซึ่งถ้าเราไม่ออกไปเจอจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่รู้จริงๆ

การได้ไปเจอเด็กเยอะๆ มันทำให้เรามีคลังคำถามมากขึ้นว่าอะไรที่คนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้เราได้พัฒนาเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากไปสอน มีอะไรที่คุณพยายามบอกเด็กๆ เหล่านั้นที่ได้เจอบ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่พยายามจะบอก เหมือนเป็นแนะแนวการศึกษา คือเราจะบอกให้เด็กหาความฝันของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่

เราเจอเด็กหลายๆ คนตามชนบท บางคนเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่เขาไม่กล้าทำ เพราะเขาคิดว่าเขาคือเด็กต่างจังหวัด ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เฮ้ย เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เราก็จะพยายามแทรกตรงนี้ให้เด็กได้หาตัวเองให้เจอ แต่ก็บอกไปด้วยว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราก็ต้องดูว่าแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขยังไงบ้าง แล้วถ้าเราอยากจะทำตามความฝันของตัวเอง มันทำได้มากน้อยแค่ไหน

เคยคิดไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ

เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เราไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แก้ที่ระบบ แก้ที่กระทรวง เราไม่มีอำนาจมากพอจะไปทำอะไรตรงนั้นอยู่แล้ว เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือการที่เราไปเป็นวิทยากร ไปสอนตามที่ต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแหละ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกดี มีความสุขกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ได้เข้าใจ แล้วก็มีพลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรารู้ว่าการที่เราทำตรงนี้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราโอเค มันก็ไม่ได้แย่นี่ การทำสิ่งที่เล็กๆ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย หรือ แพท วง Klear คือนักร้องหญิงคนเดียวในวงร็อกชายล้วน เจ้าของเพลงอกหักรักพังที่เกิดจากปลายปากกา และกลั่นออกมาจากประสบการณ์ชีวิตของเธอ

แพทบอกว่าเธอเหมือนเห็นตัวเองทุกครั้ง เมื่อมองลงมาจากเวทีแล้วเจอคนร้องไห้ เธอไม่เคยเดินลงมาหาเพื่อบอกให้ทุกคนหยุดเสียใจ แต่เธอลงมาเพื่อโอบกอด ร้องเพลงให้ฟัง คอยอยู่ข้าง ๆ จนกว่าจะหาย เพราะเข้าใจดีว่า ความรู้สึกผิดหวังราวกับโลกถล่มลงมามันเป็นอย่างไร

แม้จะฟังดูเกินจริง เราที่อายุน้อยกว่าแพทหลายปี ก็เหมือนมองเห็นเงาของตัวเองในตัวแพทด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แพทในวันนี้ที่แข็งแกร่งมากพอจะจ้องตากับความกลัว หรือเปิดเผยมุมอ่อนแอให้ใครเห็นได้สบาย แต่เป็นแพทในวัยที่เจ็บปวด โกรธโลก และยังคงกล่าวโทษความโชคร้ายอยู่เสมอ 

ถึงจะต้องพังกันไปข้าง ผ่านการร้องไห้ฟูมฟายโดยมีบทเพลงของเธอเป็นเพื่อน เปราะบางอยู่ภายในมากขนาดไหน แพทก็ยังทำให้เราอยากเป็นได้อย่างเธอสักวัน

หวังว่าผู้อ่านจะรู้สึกไม่ต่างกันนี้

สนทนาเคลียร์หัวใจกับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

ให้ความลับมันตายไปกับตัวฉัน

ย้อนกลับไปตั้งแต่แรก อะไรทำให้เด็กหญิงแพทเลือกเรียนคณะสถาปัตย์

พ่อเราเป็นสถาปนิก ส่วนแม่จบอักษร 

กล่องระบายสีหรือการวาดรูปมันเป็นของที่เขามีให้เราอยู่ทุกที่ เราเห็นเขาทำงาน ชีวิตนี้เราก็ทำอยู่ 2 อย่างตอนเด็ก ๆ คือ วาดรูปเล่นกับอ่านหนังสือ เราชอบเขียนบทกลอน จะเป็นคนที่มีสมุดบันทึกที่วาดเอง ตีเส้นตารางเอง

ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือมาก ตอนเลือกสายการเรียน ม.ปลาย ก็อยากจะไปสายศิลป์เลย ส่วนคุณพ่อคุณแม่เขาเห็นว่าเราเรียนดี เลยบอกว่าเรียนวิทย์ไปก่อน เพราะคุณแม่บอกว่าการอ่านหนังสือหรือภาษาเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นงานอดิเรกก็ได้ ไม่ต้องเป็นวิชาที่เราเรียน พอต้องเลือกมหาวิทยาลัย ก็ตัดสินใจว่าจะเรียนสถาปัตย์ รู้สึกว่าเป็นจุดที่ลงตัวระหว่างวิทย์กับศิลป์ 

แต่ยังไม่มีคำว่าร้องเพลงเลยนะ คุณเริ่มชอบการร้องเพลงตอนไหน

ตั้งแต่เด็กเหมือนกัน มารู้ตัวอีกทีก็ เออ ฉันเป็นคนที่แหกปากตลอดเวลา เป็นคนพูดมาก ชอบร้องให้ทุกคนฟัง ร้องไปเรื่อย ไม่ได้เรียนร้องเพลงนะ แต่ว่าประกวดร้องเพลง เพื่อนก็จะงง ๆ ที่เราประกวดชนะแล้วได้ร้องหน้าเวที 

เราทำกิจกรรมเยอะมาก นอกจากเรียนคือทำทุกอย่างเลย ร้องเพลง เต้นบัลเลต์ เต้นแจ๊ส เต้นแท็ป เทควันโด รำไทย แล้วก็เป็นนักกีฬาโรงเรียน วิ่ง กระโดดไกล กระโดดสูง เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ร้องเพลงเหมือนเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เราชอบ แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ม.ปลาย เราก็จะไปร้องเพลงอยู่กับเพื่อนในห้องดนตรี โดยไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นอาชีพ 

เอาจริง ๆ ไม่ได้หวัง ไม่ได้คาดฝัน แค่รู้สึกว่า สนุกดี มีความสุข เข้ามหาวิทยาลัยก็เดินตามสิ่งที่ตั้งใจ แต่จุฬาเขามีกิจกรรมละครสถาปัตย์ เราก็เข้าไปเป็นทีมเต้นคณะ แล้วเขาก็รู้ว่าแพทร้องเพลงได้ ให้ไปเทสต์เสียงทิ้งไว้ ปรากฏว่า ณัฐ มือกีตาร์วง Klear ก็เป็นหนึ่งในทีมทำเพลงละครสถาปัตย์ เขาก็เห็นว่าน้องคนนี้ร้องเพลงได้ อยากตั้งวงไปประกวดเลยลองชวนเรา เเล้วมันก็ทำมาเรื่อย ๆ

ซึ่งวง Klear เป็นวงชายล้วนมาตั้งแต่ตอนนั้นเลยไหม 

จริง ๆ ตอนแรกมือเปียโนเป็นผู้หญิงชื่อแพร เรียนนิเทศ มีเรา แพร พี่นัฐ พี่ณัฐ แล้วก็มีคีย์ มือเบสอีกคนเป็นผู้ชาย เพิ่งมาเปลี่ยนสมาชิกตอนเซ็นสัญญาว่าเหลือเป็น 4 คนนี้ 

ยากง่ายยังไงกับการที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในวงร็อก 

มันผ่านจุดที่ยากมาแล้ว (หัวเราะ)

นั่นคือ 

ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมานานมาก ช่วงแรก ๆ ก็แน่นอนแหละ ต่อให้เราเป็นผู้หญิงห้าวยังไง บางทีผู้ชายอยู่ด้วยกันแล้วเขาชอบลืมว่าเราเป็นผู้หญิง แล้วจะคุยกันในเรื่องที่ฉันไม่ควรได้ยินเรื่องนี้รึเปล่า พูดแซวผู้หญิงคนอื่น ด้วยความที่เขารู้สึกว่าก็สนิทกันแล้ว จนกระทั่งช่วงหนึ่งที่เรากำลังเดือดเลือดร้อนเพราะวัยรุ่นมาก เราส่งอีเมลไปหาทุกคน เป็นบทความเรื่องสิทธิสตรี (หัวเราะ)

ทุกคนช็อกไปเลย ตาเป็นจุด Scroll Down ลงมาคือเขียนยาวมาก เขาเลยค่อย ๆ คุยกัน มุมหนึ่งเราก็โชคดีนะได้เห็นว่าผู้ชายเขาอยู่ด้วยกันแบบนี้ คือจริง ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนเขาก็ได้ เราแค่ต้องเข้าใจ 

แล้วก็จะมีเรื่องความไม่ละเอียดอ่อนของผู้ชาย แต่พออยู่ ๆ ไปเราก็กลายผู้หญิงที่ไม่คิดเยอะ มีอะไรก็บอกทันที ไม่ปล่อยให้คิดเอาเอง งอน เก็บ แล้วก็คิดว่าผู้ชายต้องอ่านใจเราได้ ซึ่งผู้ชายอ่านไม่ได้หรอก ไม่เคยได้เลย 

ถ้าไม่พอใจก็ต้องพูด ไม่ชอบตรงนี้ก็ต้องพูด น้อยใจอะไรก็ต้องพูด 

แสดงว่าก่อนหน้านี้คุณเป็นผู้หญิงที่ยากและซับซ้อนมาก่อน 

ก็ปกติไหม งี่เง่าแล้วก็ดราม่า ดราม่าแล้วก็คิดเอง คิดเองแล้วก็น้อยใจ เราร้องไห้ตลอด 

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต
เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

ภาพลักษณ์ผู้หญิงคนเดียวในวงร็อกดูแข็งแกร่งมากนะ จริง ๆ แล้วตัวตนของคุณแข็งแกร่งอย่างนั้นไหม 

ไม่ (เสียงหนักแน่น)

ถ้าวงมาด้วยตอนนี้ วงจะส่ายหน้าเลย (หัวเราะ) จริง ๆ เราเปราะบางทางอารมณ์มากนะ 

ตอนนี้เราก็โตแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว อารมณ์ค่อนข้างมั่นคง แต่ว่าถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อน คือแตะนิดแตะหน่อย ร้องไห้นะ ไม่ได้เป็นคนเข้มแข็งอย่างที่ใครเห็นเลย เราร้องไห้เก่งมาก แล้วก็ค่อนข้างดาร์ก คิดมาก คิดเยอะ 

แล้วเราก็รู้สึกว่า แม่งไม่เห็นมีความสุขเลย คนรอบตัวเขาก็ดูไม่มีความสุข แค่นั้นเลย แค่รู้สึกว่าอยากมีความสุขแล้ว ค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นไปโฟกัสว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่ให้พลังงานไม่ดี คนไหนคุยด้วยแล้วรู้สึกแย่ เราก็จะถอยออกมา คือมักจะเลือกไปทำอะไรที่ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น กลายเป็นว่าโลกค่อย ๆ สว่างขึ้นมาเอง เพราะว่าเราเหนื่อยแล้วกับการเป็นคนดาร์ก 

เราว่าความเข้มแข็งถูกประทับตราว่าเป็นสิ่งดีงาม แล้วความอ่อนแอถูกประทับตราว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่เรามองว่ามันดีทั้งคู่แล้วมันต้องจับมือกันไป แพทยังเป็นคนร้องไห้ง่าย เพราะรู้สึกว่าน้ำตามันช่วยล้างจริง ๆ 

การร้องไห้คืออะไรสำหรับคุณ

แพทเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ศึกษาเรื่องจิตวิทยาเยอะ ทำให้รู้ว่าน้ำตาเป็นกลไกของธรรมชาติ เป็นสัญญาณที่บอกเราบางอย่าง สมมติว่าร้องไห้กับเรื่องนี้ แปลว่าเรื่องนี้มันมีความหมายกับเราเว้ย ร้องไห้ให้กับใคร มันแปลว่าคนนั้นสำคัญกับเรา หรือโกรธเรื่องไหน แปลว่าเรื่องนั้นกำลังสะท้อนอะไรกับใจเรา 

เพราะฉะนั้น เราจะบอกน้อง ๆ แฟน ๆ ที่มาดูเราแล้วร้องไห้ ว่าเราไม่เชื่อสิ่งที่สังคมชอบบอกว่า อย่าร้องไห้ให้ใครเห็น อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น เราไม่เชื่อ เพราะว่ายิ่งคุณเก็บมันมากเท่าไหร่ มันจะไประเบิดทางอื่น แล้วมันไม่เคยดีเลย เราเชื่อว่าเมื่อน้ำตามา ปล่อยให้ไหล ยิ่งปล่อยให้ไหลเร็ว ยิ่งจบเร็ว แล้วคุณจะเข้มแข็งเร็วกว่าคนที่ไม่ยอมร้องไห้ เพราะว่าเราไม่กลั้น เพราะว่าเราหันไปเผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเอง 

เวลากลัว เราจะไม่ฝืนทำเป็นเก่งแล้วเดินไป กลัวก็คือกลัว แล้วคุยกับตัวเองก่อน กอดตัวเองก่อน จับมือตัวเองก่อน เรากลัวว่ะ ใช่ เรากลัว พอเรายอมรับตรงนี้ มันก็จะไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น 

ถ้าน้ำตาจะไหล ๆ แล้วเราบอกว่า ต้องไม่ร้องไห้ กลายเป็นว่าใจมันสั่นกว่าเดิม ไม่ไหวก็คือไม่ไหว ร้องก็คือร้อง เหมือนวันก่อนที่เราขึ้นเวทีนั่นแหละ (หนึ่งวันก่อนขึ้นคอนเสิร์ต Marathon Concert Fest 2022 แพทเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการลำไส้อักเสบ) เราก็ยอมรับกับตัวเองว่าเรากลัว เพราะไม่รู้ว่าเราจะรอดไหม จะขึ้นเวทีได้รึเปล่า แล้วพอเห็นคนดูน้ำตาก็ไหลพรวดออกมาเลย แล้วก็ไม่คิดจะกลั้นด้วย เพราะรู้สึกว่า นี่คือความจริงใจจากเรา คุณค่ามันอยู่ที่เรา Show Up ในวันนี้ 

ถ้าเทียบว่าเราไม่ไหวแล้วเราไม่มา เรามาแล้วร้องไห้ต่อหน้าคนดูจนร้องเพลงไม่ได้ยังจะดีซะกว่า 

แต่กว่าจะมองได้แบบนี้ ขั้นตอนที่คุณต้องยอมรับว่าฉันเป็นคนอ่อนแอ ฉันเป็นผู้หญิงดราม่า มันยากไหม 

ยาก ยากมาก สุดท้ายมันกลับมาเป็นเพราะว่าเราไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไรกัน ถ้าเขาเห็นว่าเราอ่อนแอแล้วจะเป็นไรไป มันแค่ต้องก้าวข้ามไอ้จุดนั้น สุดท้ายเราจะค่อย ๆ กล้าที่จะรู้สึกว่าต่อให้เขาเห็น ชีวิตเราก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอก

เห็นด้วย 

ตรงนั้นแหละ ที่มันค่อย ๆ กะเทาะ ๆ ใจเรา ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นแบบ (ดีดนิ้ว) 

แต่ละครั้งที่เหตุการณ์มันเกิด เราต้องดูแลใจเราก่อน ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 เราก็จะค่อย ๆ โอเคขึ้นที่จะเปิดเผยความรู้สึกของตัวเอง 

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

คุณดูเป็นคนที่คุยกับตัวเองเยอะมาก ความอ่อนแอ ความเป็นผู้หญิงดาร์ก ๆ ความเป็นผู้หญิงดราม่า มันมีที่มาที่ไปยังไง 

เรียกว่าเป็นที่มา แต่เราว่าไม่ใช่ต้นเหตุ 

ที่มาก็คือเรื่องของคุณพ่อ คุณพ่อเสียตอนที่เราอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงที่เรายังยืนไม่ได้ด้วยตัวเอง วงดนตรีก็เพิ่งตั้ง ใช้ชีวิตอย่างลั้ลลามาตลอดเพราะว่าเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยต้องห่วงอะไรในชีวิตเลยทั้งสิ้น 

พอคุณพ่อเสียกะทันหัน กลายเป็นโลกทั้งใบมันถล่มลงมา สิ่งที่เราเคยตัว สิ่งที่เราเคยคิดว่าฉันจะไม่เป็นไร ไม่มีใครทำอะไรฉันได้ เหมือนมันสั่นคลอน เหมือนถูกตัดฐานรากทั้งหมด แล้วตึกก็โครมลงมาหมดเลย 

ด้วยความที่เราคิดซับซ้อนไม่ได้อย่างวันนี้ แค่รู้สึกว่าทำไมฉันต้องเจอแบบนี้ ชีวิตทำร้ายฉันทำไม โลกทำร้ายฉันทำไม แล้วตอนนั้นเรื่องแฟนก็ไม่ดีอีก เราไปคบคนที่มีแฟนแล้วโดยไม่รู้ตัว มีการขอแต่งงานกันแล้วเรียบร้อย คือเราคว้าสิ่งใดก็ตามที่เข้ามาหา เพราะเราต้องการผู้ชายสักคนหนึ่งที่พึ่งพิงได้จากเรื่องพ่อ กับคุณแม่ช่วงนั้นก็ห่างกัน เพราะแพทกับแม่ดีลเรื่องคุณพ่อเสียกะทันหันไม่ได้ทั้งคู่ กลายเป็นเราไม่มีคนคุยด้วย 

คราวนี้มันเหมือนมืดทุกทางที่เราหันไป แต่โชคยังดีที่มีวง Klear เพราะมันเป็นที่ระบายอารมณ์ของเรา คิดว่าถ้าไม่มีวง Klear คงจะไปไหนแล้วไม่รู้ ซึ่งถ้าเกิดย้อนกลับไปฟังอัลบั้มแรก เพลงวง Klear จะดาร์กมาก มันคือโลกของเราในตอนนั้นเลย 

หลังจากนั้น เพลงของคุณก็ยังเศร้ามากอยู่ดีนะ 

มันยังเศร้าอยู่ แต่เป็นความเศร้าในลักษณะที่เราเข้าใจแล้วไงว่าความเศร้าเป็นยังไง วันนี้กลายเป็นเรารู้สึกว่า ฉันจะต้องเจอเรื่องเหล่านั้นทั้งหมด เพราะว่าฉันจะต้องเข้าใจมันก่อน ฉันถึงจะเล่าเรื่องนี้หรือสื่อสารเรื่องนี้ให้กับคนอื่น แล้วมองหน้าเขาตรง ๆ ได้ว่า เออ ฉันเจอมาแล้ว ฉันเข้าใจว่ามันแย่ขนาดไหน 

เฮ้ย แต่มันไม่หนักไปสำหรับตัวคุณเหรอ 

หนักมาก เราก็พัง 

เหมือนต้องแบกรับทุกความเจ็บปวดก่อน เพื่อที่จะถ่ายทอดออกมา 

ตอนนั้นก็ไม่รู้นะว่าเราจะรับเพื่ออะไร แค่รู้สึกว่าชีวิตแม่งไม่แฟร์กับเราเลย ทำไมถึงต้องเจอเรื่องต่อ ๆ กันมา สิ่งเดียวที่เข้าใจคือ อารมณ์มนุษย์มันลงไปสุดได้แค่ไหน เราปล่อยตัวเองให้ดิ่งได้แค่ไหน มันทำให้เราได้อยู่ตรงนั้น

แล้วหลังจากเผชิญความเศร้ามาจนเข้าใจหมดแล้ว เพลงของวง Klear ต้องการสื่อสารอะไรกับคนฟังกันแน่

ตอนที่แต่งออกมาก็ต้องการสื่อสารโมเมนต์ของความเศร้าตรงจุดนั้นแหละ แต่พอเวลาผ่านมา วันนี้เราใช้มันอีกแบบหนึ่ง เราใช้มันในการดึงเขาขึ้นมาจากจุดนั้น 

เวลาย้อนกลับไปฟังเพลงเก่า ๆ แล้วเหมือนได้ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันที่เคยพังมาก ๆ ไหม 

ใช่ เราเห็นตัวเองเลย กลายเป็นว่าเราเห็นตัวเองทุกครั้งที่เราเห็นเพื่อนหรือน้องร้องไห้ ฉันรู้เลยว่ารู้สึกยังไง 

ถ้าอย่างงั้นพูดได้ไหมว่าทุกเพลงของวง Klear มาจากประสบการณ์ตรงของคุณทั้งนั้น 

ไม่ได้ บางเพลงมาจากประสบการณ์ตรง บางเพลงมาจากเรื่องของคนอื่น แต่แพทเอาความรู้สึกเศษเสี้ยวประสบการณ์ของตัวเองไปรวมกับเรื่องของเขา 

อย่างเช่น คำยินดี ก็มาจากเพื่อนคนหนึ่ง เจ้าของเรื่องเป็นผู้ชายนะ แล้วด้วยความที่เราก็เคยพังเรื่องความรัก ทำให้นึกออกว่า เวลาที่เราเห็นคนรักเก่ามีคนใหม่มันรู้สึกยังไง แล้วเราก็เขียนเพลงนี้ 

หรือ พันหมื่นเหตุผล เราไม่ได้เจอกับตัวแต่อยู่ในเหตุการณ์ของคนสองคนที่กำลังจะเลิกกัน แล้วก็ถ่ายทอดออกมาเพราะเราเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนเรา 

สนทนาเคลียร์หัวใจกับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง
เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต

เธอไหวค่อยไป

จำได้ไหม เพลงไหนที่เสียน้ำตาระหว่างแต่งเยอะที่สุด

แด่เธอที่รัก เป็นเพลงที่เปลี่ยนเนื้อเยอะมาก คือ เมโลดี้มีมานานแล้ว แต่เนื้อนี่ถูกเปลี่ยนมา 20 รอบ ไม่ได้สักที

ตอนแรกธีมของเพลงนี้คือความคิดถึง แต่เราใส่เนื้อเท่าไหร่ก็ไม่ผ่าน ไม่โดน ไม่ได้ จนสุดท้ายคืนวันนั้นมานั่งนึกถึงเพลงนี้ที่แจ๊สผับ ในร้านก็เสียงดังโช้งเช้งเลย ในหัวนึกว่าเราคิดถึงใครที่สุดในชีวิต แล้วเราคิดถึงคุณพ่อ เพราะเป็นคนที่คิดถึงแต่ไปหาไม่ได้ 

จำได้ว่าขอปากกาน้องเด็กเสิร์ฟมาเขียนเนื้อเพลงนี้บนกระดาษรองแก้ว พลิกด้านหลังแล้วก็เขียน กลับมาที่ห้องตัวเองก็เขียนต่อ ร้องไห้ไป สะอื้นไป เขียนไป จนฟ้าสว่าง น่าจะ 6 โมงเช้าถึงเขียนเสร็จ

ใคร หรือ อะไร ที่เป็นตัวบอกคุณว่า เพลงนี้ได้แล้ว เนื้อท่อนนี้ใช้ได้แล้ว

เนี่ย เป็นเรื่องที่ถ้าเล่าเดี๋ยวคนจะหาว่าเหนือธรรมชาติ (หัวเราะ)

มันอยากรู้ตรงเหนือธรรมชาตินี่แหละ

อยากจะบอกว่า เรารู้สึกว่าทุกเพลงที่เราเขียนไม่ใช่ของเราเลย มันไม่ใช่เนื้อของเรา มันมาจากอากาศ คือลอยมา คำมันมาจากไหนไม่รู้ แล้วก็เขียนจด เขียนจด เขียนจด บางทีมาตอนง่วงนอนจะหลับ มาเป็นท่อนเลย คือต้องตื่นขึ้นมาแล้วจด มี 3 เหตุการณ์ที่รู้ว่าจะมา

หนึ่ง คือเวลาที่จะหลับ 

สอง คือเวลาขับรถ ซึ่งเคยขับรถจะไปสตูดิโอ เราดันนึกเนื้อออก ก็ขับเลยไปจนถึงรังสิต จอดข้างทางแล้วก็เขียน เสร็จแล้วก็ขับต่อ เพราะเนื้อมันมาแล้วนึกออกไหม (หัวเราะ) 

สาม คือเวลาอาบน้ำ เราเป็นคนอาบน้ำนานมาก บางทีมีมาทั้งเพลงเลยนะ คือเพลง รูปวาดบนภาพถ่าย มาแบบเนื้อเมโลดี้เลย ไม่ได้มาแบบนิด ๆ หน่อย ๆ ในมือของฉันมีรูปถ่าย… (แพทร้องเพลง) แบบ ฮะ มาจากไหน

เหมือนกับเราทำสมาธิโดยไม่รู้ตัว เวลาเราเคลิ้ม ๆ กึ่งมีสติกึ่งไม่มี แล้วเวลาขับรถ แพทเป็นคนขับรถไม่เปิดเพลง ไม่รู้ทำไม หรือมันเป็นจุดที่สมาธิเกิด ถ้าใครเคยดูแอนิเมชันเรื่อง Soul มันจะมีจุดที่นักดนตรีด่ำดิ่งไป เป็นพื้นที่ปลอดภัย แล้วมันก็พาเราไปอีกเลเยอร์หนึ่ง 

เพลงไหนที่คุณใช้เวลาแต่งเร็วที่สุด 

เร็วที่สุดคือเพลง หาย เพลงแรก อัลบั้มแรก แล้วตอนนั้นก็ยังไม่ได้แต่งเพลงเก่ง จำได้ว่าแต่งที่ใต้ต้นจามจุรี นั่งเล่นกีตาร์ มีเรา ณัฐ กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง เล่นกันอยู่แค่ 2 คอร์ด G กับ C แล้วมันก็มา (ร้องทำนองดนตรี) 

แล้วณัฐก็บอก งั้นร้องว่า หาย ละกัน เราก็หายอะไรวะ (หัวเราะ) แล้วก็นั่งเขียนกันตรงนั้นว่าอะไรหาย น่าจะเป็นใจนะที่หาย เพื่อนก็มีเรื่องเล่าให้ฟังพอดีว่า คนนี้ ๆ เขาจะเดินทางไปต่างประเทศ พอกลับมาที่ห้องของแฟนแล้วมันรู้สึกใจหาย แค่นั้น ประมาณ 2 ชั่วโมงเราแต่งเสร็จเลย

เคลียร์หัวใจ แพท รัณนภันต์ ผู้หญิงที่กล้าเผชิญน้ำตา ความผิดหวัง และขีดจำกัดในชีวิต
สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

พูดถึง คำยินดี เพลงที่จะต้องมีคนยื่นโทรศัพท์มาให้โทรหาแฟนเก่าเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต 

ไม่โทรแล้วนะ ฉันไม่โทรแล้ว ฉันเลิกโทร 

ได้ข่าวมาว่า คุณเคยโดนให้โทรหาแฟนเก่ามากกว่า 30 เครื่องพร้อมกันบนเวที

มีทีมงาน Stage ช่วยถือด้วย เรานึกว่างานแถลงข่าว คือทุกคนยื่นโทรศัพท์มาให้ถือ แล้วเราก็ยืนไม่ได้เพราะว่าเสียวตก ดิฉันต้องนั่งขัดสมาธิบนเวทีแล้วก็ร้องเข้าไป

แต่ว่าจุดเริ่มต้นมันง่ายมาก เราไปดูคอนเสิร์ต The Script ที่มาเมืองไทยแล้วเขาโทรหาใครก็ไม่รู้กลางเวทีเลย เราก็มาเล่าให้ที่วงฟัง ถามว่าเล่นกันไหม โทรหาแฟนเก่าปะ คุยกันเล่น ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนกล้าทำจริง ทีแรกก็ลองร้านเล็ก ๆ ก่อน เฮ้ย มีคนอยากดูว่ะ ครั้งต่อมาไปเล่นที่ ม.รังสิต แต่ว่าเป็นงานใหญ่มาก ปรากฏว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินขึ้นเวทีมา แล้วก็โทรจริง ๆ จนคลิปนั้นมันเป็นคลิปไวรัล 

หลังจากนั้นทุกงานที่ไปก็จะต้องมีโทรหาแฟนเก่า แล้วก็จะมีร้านที่มาจ้างเพื่อให้โทรหาแฟนเก่า (หัวเราะ) มีน้อง ๆ ตามมาหลังเวที มาลานจอดรถ เวลาไปเล่นที่โรงเรียนก็จะแย่งกันปีนขึ้นมายืนเรียงแถวบนเวที แล้วทุกคนก็คือถือมือถือไว้ หรือบางทีก็มีผู้ชายที่ดูเป็นผู้ชายมาก ๆ แต่เขาขึ้นมายืนร้องไห้บนเวทีต่อหน้าทุกคน

ตอนโทรไปคุณคุยอะไรกับปลายสาย หรือร้องเพลงอย่างเดียว

ก็โทรเลย สมมติว่าชื่อ A กับ B ก็ฮัลโหล A เหรอ B บอกว่าอยากให้เราโทรมาร้องเพลงให้ฟัง

เขาอึ้งไหม หรือว่า 

มีทุกแบบ มีตั้งแต่พอได้ยินว่าจะร้องก็ตัดสาย หรือบางคนก็เงียบ แปลว่าฟังอยู่

เหมือนคุณกลายเป็นที่ปรึกษาด้านความรักของแฟนคลับหรือของคนทั่วไปไปแล้วนะ

ก็น่าจะมาจากช่วง คำยินดี นี่แหละ 

กลายเป็นโมเมนต์ที่ทุกคนรู้สึกว่า เขาสัมผัสกับเราได้ ไม่ใช่แค่เป็นศิลปินที่อยู่บนเวทีแล้วเขาไม่รู้จัก พอเราโทรหาแฟนเก่าเขาได้ก็คงรู้สึกเหมือนเราเป็นญาติ เป็นเพื่อน เป็นพี่ ใครสักคน ที่ผ่านมา เราไม่ค่อยรู้สึกอยู่แล้วว่าเราเป็นดารา ศิลปิน เราจะรู้สึกตลอดว่าเราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แล้วเราก็อยากให้ทุกคนเห็นสิ่งนั้น ว่าเราเป็นห่วงเขา As a Human to Another Human 

คลิปต่อมาที่เป็นไวรัลใกล้ ๆ กันคือ เพลง พันหมื่นเหตุผล 

น้องผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ในร้าน เราเห็นก็ทนไม่ได้ เลยลงไปหา ไปกอด ไปร้องเพลงกับเขา แล้วก็บอกเขาในสิ่งที่เราอยากจะบอกกับตัวเองในอดีต ว่า คนที่ไม่ใช่ ทิ้งไปก็ดีแล้ว ร้องไห้ไปเถอะ เดี๋ยววันหนึ่งจะรู้เองว่า ขอบคุณนะที่เลิกกัน

บางคนส่งข้อความเข้ามาเล่าในเรื่องที่ไม่เล่าให้ใครฟังในโลกนี้ มีคนที่มาหาเราก่อนเราขึ้นเวทีแล้วบอกว่า พี่ หนูเกือบฆ่าตัวตาย แต่หนูไม่ทำ เพราะหนูอยากเจอพี่ เราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็รีบลงมาอยู่กับเขาจนเขาโอเค เพื่อนในวงก็ Follow Up น้อง คุยกันตลอด 

ช่วงที่ทำเพลง รักให้ตาย เราทำแคมเปญเรื่องความรุนแรงในครอบครัว มีคนใช้เฟซบุ๊กปลอมส่งข้อความมาหาเรา แอบส่งมาคุย เพื่อหาวิธีที่จะออกมาจากชีวิตคนคนนี้ เหมือนว่าเราได้ไปเป็นหูให้กับคนที่เขาไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เพราะเราห่างไกลจากเขามากพอที่จะไม่ไปรู้เรื่องราวในชีวิตเขา แต่เราใกล้ใจเขามากพอที่เขาจะเล่าให้ฟัง

สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนกลับมาให้เราเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ คุณค่าของการเป็นศิลปินไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง เงินทอง หรือแสงไฟ 

คุณค่าที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะทำอาชีพนี้ ไปจนกว่าจะไม่ไหว มันคือเรื่องพวกนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าคุณมีโอกาส จงจุดไฟเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนในวันแย่ ๆ ของเขา ชื่อเสียงของเรามันคือกระบอกเสียง คือโอกาสที่ทำให้เราดูแลใจคนได้มากขึ้น

เห็นคุณให้คำปรึกษาทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง เป็นดีเจ แล้วก็ทำยูทูบด้วย ปัญหาอะไรที่เจอเยอะสุด

ปัญหาที่เขาอยากจะแก้ที่สุดคือเรื่องของการมูฟออน การติดอยู่กับเรื่องอะไรสักอย่างแล้วไปต่อไม่ได้ ติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีแล้วออกไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้เลย คือทุกคนที่ติดต่อเข้ามาเขารอดแล้ว

เพราะว่า

เขาเอื้อมมือหาความช่วยเหลือแล้วไง เขาถามหา How แล้วนะ ถ้าคนที่ยังวนอยู่ก็คงจะไม่ถามหาความช่วยเหลือ คงจะไม่ถามว่าทำยังไง 

แล้วสำหรับคนที่ยังไม่เริ่ม คุณอยากบอกอะไรกับเขา

เราได้มาจาก ดร.แพม-ปรมา มุทิตาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา บอกว่า ถ้าสมมติเรามีเพื่อนที่มันวนอยู่อย่างนั้น ดื้อ พูดเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง ให้เปลี่ยนคำถาม 

เวลาที่เขามาบ่น มาร้องไห้ แทนที่จะบอกว่า ออกมาจากคนนี้ได้แล้ว หรือเลิกกับมันสักทีเถอะ ให้เปลี่ยนเป็นถามว่า จะทนจนถึงเมื่อไหร่ เหตุการณ์ไหนที่จะทำให้รู้สึกว่าทนไม่ไหว แล้วเขาจะเริ่มคิด

อีกอย่างคือให้บอกเขาว่า ยังมีฉันนะ ให้เขารู้ว่าถ้าออกมาแล้วเขาจะไม่เคว้งคว้างจนไม่กล้าออกมา ยังไงเขาก็จะเจอเรา

ในฐานะที่ปรึกษาที่ให้กำลังใจคนอื่นมากมาย อยากรู้ว่าเวลาตัวคุณเองมีปัญหา คุณปรึกษาใคร

แฟนกับแม่ แล้วก็เพื่อนสนิท ถ้าไม่ใช่ 3 คนนี้จะไปปรึกษาคนที่เขาทำสิ่งนั้น ๆ สำเร็จแล้ว 

เราระวังมากเลยกับการไปหาที่ปรึกษา จะไม่ปรึกษาคนที่ไม่เคยทำสิ่งนั้น จะไม่ปรึกษาคนที่ไม่เคยผ่านเรื่องนี้ ถ้าเราอยากลาออกจากงานประจำ ไปทำธุรกิจตัวเองเล็ก ๆ แต่เราไปถามคนที่ทำงานที่เดียวกับเรา ที่เขาเองก็ไม่กล้าลาออกเหมือนกัน คำตอบที่เขาให้เราไม่มีทางทำให้เราลาออกได้เลย เราควรไปถามคนที่ลาออกแล้ว ทำร้านแล้ว ต่อให้ไม่รู้จักกันก็ต้องไปถาม 

ทุกวันนี้แพทก็จะเป็นแบบนั้น ค่อนข้างหน้าด้านหาที่ปรึกษา ผู้ใหญ่ที่อาจจะไม่ได้รู้จักกันขนาดนั้น แล้วโดยส่วนมาก ทุกคนยินดีมากที่จะแชร์ประสบการณ์ที่เขาเคยผ่านมา เหมือนเขาอยากบอกจะตาย แต่ไม่รู้จะบอกใคร รอคอยที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมานาน 

เพื่อนรักไม่ได้แปลว่าจะให้คำตอบได้ทุกเรื่อง เขาเป็นที่พิงทางใจของเรา เป็นอ้อมกอดให้เราได้ ไปร้องไห้ใส่มันได้ แต่อาจจะฟังคำแนะนำที่เขาไม่เคยผ่านไม่ได้ ถ้าจะหาหนทาง หาคำตอบ หรือจะแก้ปัญหา อยากให้ไปหาคนที่เขาเก่งกว่าเราในเรื่องนั้น ๆ

แล้วปัญหาอะไรที่คุณมักจะปรึกษาคนอื่น แก้ไขเองไม่ได้

เรื่องงานใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำ แม้แต่หลัง ๆ นี้จะทำเพลงใหม่ก็ไม่ถามคนเดิม ๆ เรากลับไปถามแฟนเพลง เพราะเขารู้ดีกว่าเราว่าเขาอยากฟังอะไร 

สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง
สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

กระโดดกอด

ช่วงหลังคุณลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ เยอะ ทั้งถ่ายแบบ แต่งตัวเซ็กซี่ ตีขัน ฯลฯ คุณเคยบอกว่าสิ่งเหล่านั้นคือการก้าวผ่านขีดจำกัดต่าง ๆ ของตัวเอง อยากรู้ว่าอะไรคือขีดจำกัดนั้น

ขีดจำกัดของพวกเราทั้งหลาย คือตัวตนทั้งนั้นเลย สิ่งที่ทำไปอันนั้นไม่ใช่ฉัน อันนี้ไม่ใช่ฉัน เป็นตัวตนที่เราขีดไว้แล้ว ฉันเป็น Rock Star ใส่สีดำ ทำตัวแมน ๆ หน่อยแล้วสบายใจ อยู่ท่ามกลางผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากแล้วจะเขิน

สิ่งใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยทำก็เพราะกลัวทำแล้วแป้ก กลัวทำแล้วออกมาไม่ดี ถ่ายแบบเราก็ไม่เคยทำ ไม่กล้า คล้าย ๆ ว่ามันเป็นเกราะที่เราสร้างขึ้นมาเอง คิดว่าตรงนี้เราปลอดภัย อย่าก้าวออกไปเลย 

การก้าวออกมาครั้งนี้เกิดจากการที่เราอยากไปไกลกว่านี้ คิดกับตัวเองมาตลอดว่า ทำยังไงให้วง Klear ไปได้ไกลกว่าที่เป็นมา ทำยังไงให้มันดูแลใจคนได้มากกว่านี้ แต่มันก็ต้องดังกว่านี้ใช่รึเปล่า แล้วเราติดอะไรอยู่ อ๋อ ก็ติดไอ้สิ่งที่เราคิดว่าจะไม่ทำ สิ่งที่เราบอกว่า นั่นไม่ใช่ฉัน 

พออยู่ในวงการดนตรีที่เป็นแบนด์ของประเทศไทย มันไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว เหลือฉันหนึ่งคน เวลาที่เราอยู่ในค่าย Genie Record มองไปมีแต่ผู้ชาย เสื้อดำ กางเกงยีน หน้าเข้ม รองเท้าบูต เราก็ซึมซับมาสิบกว่าปีจริง ๆ นะ เหมือนอยู่สบายในแบบนั้นแหละ แล้วเราก็รอดมาตลอด รอดมาอย่างดี

แต่พอช่วงโควิดที่เราห่างจากทุกคน ห่างจากทุกอย่าง เหมือน Break Through ตัวเอง กลับไปหาว่า เด็กหญิงแพท ก่อนหน้าที่จะเป็นร็อกเกอร์เนี่ย มันเป็นใครวะ อุ๊ยตายแล้ว ตอนเด็ก ๆ ใส่ชุดนางฟ้าออกไปล่ามังกร แล้วก็มีไม้กายสิทธิ์อันหนึ่ง จริง ๆ แล้วเราเป็นเด็กช่างฝัน เราชอบศิลปะ เราชอบการแต่งตัว ชอบผจญภัย ชอบการท่องเที่ยว แล้วเราก็ค่อย ๆ ถามหาคนรอบตัวว่า ใครที่จะพาเราไปทำสิ่งใหม่ ๆ ได้บ้าง เพราะเราอยากกลับมาแต่งตัว 

หรือ Crystal Singing Bowl ก็เป็นเรื่องใหม่ ๆ ที่ไปลองทำ เพราะรู้สึกว่าอยากจะทำอะไรเพราะแค่สนุกแล้ว ทำโดยที่ไม่กลัวว่าจะไปกระทบกับ แพทวง Klear ไหม สุดท้ายมันคือตัวตนที่เราตั้งกรอบขึ้นมาทั้งหมดเลย ทำให้เราไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบสนุกเต็มที่อย่างที่เราอยากใช้ 

ส่วนมันจะทำให้ใครต้องปรับตัวบ้าง ส่วนตัวรู้สึกว่าก็ให้เป็นหน้าที่ของเขา (หัวเราะ)

กำลังจะถามเลยว่าปฏิกิริยาคนรอบข้างเป็นยังไง

ไม่รู้ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไร เราอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข อยากใช้ให้มันเต็มที่ อยากมีแพสชันกับทุกอย่างที่ทำอีกครั้งหนึ่ง เรารู้สึกว่าเรื่องศิลปะ เรื่องการผจญภัยมันหายไปจากเรา เพราะกรอบบางอย่าง

มีขีดจำกัดอะไรอีกที่คุณยังก้าวข้ามไม่พ้น หรือไม่กล้าที่จะก้าวออกไป

(นิ่งคิด) เราไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เพราะว่าตอนนี้กำลังไล่ทำอยู่

มีลิสต์

ไม่ถึงกับมีลิสต์ ช่วงนี้คืออยากทำ อยากแต่งตัว อยากให้ทุกคนเห็นความเป็นผู้หญิง 

ถ้าถามว่าอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ ตอนนี้น่าจะไม่มี แต่ว่าขีดจำกัดที่ยังกลัวก็น่าจะเป็นเรื่องอายุ เราก็กำลังเรียนรู้และเล่นสนุกกับแต่ละอายุที่กำลังเดินหน้าไปของเราเหมือนกัน 

เพราะเราเริ่มเดินทางเร็ว ตอนที่เริ่มทำวง เราคิดว่า 30 ก็เลิกทำแล้ว ด้วยความที่วงการบันเทิงสมัยนั้นคนเกิน 30 คือจบ แต่พออยู่มาเรื่อย ๆ เอ๊ะ มันไม่จบ เพลง คำยินดี เพิ่งมาพีกตอนอายุ 29 แล้วจะเอาไงต่อวะ แล้วตอนนี้มันก็ 30 กลาง ๆ แล้วไงต่อวะ แต่เรายังสนุกอยู่เลย 

นี่น่าจะกลายเป็นขีดจำกัดต่อ ๆ ไปที่เราอยากจะสนุกแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่มันต้องท้าทายทั้งกรอบของสังคมและที่ตัวเราเองเป็น 

อย่าไปกังวลถึงอนาคตข้างหน้าให้มากนักเลย ถ้าวันนี้ยังสนุก ก็คิดทุกวันเป็นวันนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็คงดีไปเรื่อย ๆ เอง ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เรากำลังเวิร์กกับตัวเองอยู่

แวะมาพูดถึงโปรเจกต์ บ้านแสงจันท์ ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่อยากทำมานานไหม

เป็นเรื่องที่ 2 เรื่องมาชนกันดีกว่า หนึ่ง คือ เราว่าชื่อเสียงมันควรจะทำประโยชน์ให้กับผู้คนได้เป็นรูปธรรม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร ตอนนั้นก็เก็บไว้ในใจ 

ประจวบกับได้ไปรู้จักกับ หมอโน้ต-นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญระดับสูง สาขามะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า แล้วก็คุณหมอชวนไปช่วยประกาศรับบริจาคสร้างตึกที่จันทบุรี ซึ่งคุณพ่อแพททำงานสุดท้ายที่จันทบุรี แล้วคุณพ่อเป็นโรคมะเร็ง เราก็เลยช่วยเรื่องนี้เต็มที่เลย 

พอสร้างตึกนั้นเสร็จ หมอโน้ตก็มานั่งคุยกับเราหลังเวทีคอนเสิร์ต แล้วถามว่าจำตึกนั้นได้ไหม มันทันสมัยมากเลย ผู้คนเดินทางมาจากทั่วภาคเลย แต่กลายเป็นว่าผู้คนเดินทางมามีเครื่องมือใช้ แต่ไม่มีที่นอน แล้วหมอโน้ตกำลังจะสร้างตึกอาคารที่พักให้คนมาพักฟรี เราก็จบสถาปัตย์ แฟนเราก็มีบริษัทสถาปนิก เลยเอ่ยปากขอลองทำแบบให้ และจะช่วยโปรโมตโปรเจกต์นี้เต็มที่ ช่วยกันหาเงินมาสร้าง 

มันยากไหม การเป็นนักร้องกับสถาปนิกไปพร้อมกัน

ไม่ยาก เพราะว่ามีแฟน (หัวเราะ) เอาตรง ๆ แพทไม่ได้ลงมือทำ โปรเจกต์นี้ต้องขอบคุณสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบตกแต่งภายใน จิตอาสา ทั้งหมดคือ 20 คนที่มาทำงานให้โดยไม่คิดเงินเลยสักบาท เราแค่บอกเฉย ๆ ว่ามีโปรเจกต์นี้อยู่ ใครอยากมาร่วมบ้าง 

การที่จะรวบรวมคนมาช่วยกันสร้างอะไรดี ๆ สักอย่างหนึ่งให้สำเร็จ จริง ๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้น ต่อให้เราไม่มีเวลาทำ แต่เรามีเวลาที่จะพูด แล้วก็ประสานงานให้มันเกิด 

เป็นงานที่เติมเต็มชีวิตเรามากว่า ในที่สุดชื่อเสียงที่ได้มามันก็เป็นประโยชน์กับใครแล้ว ปกติผู้ป่วยกับญาติเขาต้องเสียเงินไปนอนโรงแรม หรือบางคนก็ยอมนอนพื้น วันนี้เขามีที่พักแล้ว เราชื่นใจมาก

พูดถึงคอนเสิร์ตใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากที่คุณกลายเป็นคนใหม่ ได้ทำอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำหลายอย่าง ในคอนเสิร์ตนี้จะมีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นบ้าง

ที่แน่ ๆ จะมี Crystal Singing Bowl ที่น่าจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย อีกอย่างคือน่าจะได้เห็นการเรียบเรียงเพลงใหม่ เพลงที่เคยฟังมามันอาจจะดิ่งได้มากกว่านั้นอีก

ยังได้อีกเหรอ

ด้วยความที่มันชื่อ The Klear Sky Concert #จะเป็นทุกท้องฟ้าให้เธอ เรามองว่าท้องฟ้าแต่ละแบบให้ Mood แตกต่างกัน ท้องฟ้ากลางคืนให้ความรู้สึกอย่างไร ลองจินตนาการว่า เราร้องเพลงเวลาไหนจะเศร้าที่สุด ท้องฟ้าตอนเย็น กำลังจะมืดรึเปล่า บรรยากาศตรงนั้นมันจะพาผู้คนให้ไปที่สุดของอารมณ์ได้ 

แล้วสิ่งที่พูดในคอนเสิร์ตจะไม่เหมือนกับงานอื่น ๆ เราตั้งใจว่ามันต้องให้อะไรกับคนที่ไป เหมือนไปชาร์จแบตชีวิตให้เขา เติมพลังให้เขา ให้กลับไปแล้วมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น 

คุณมีส่วนร่วมอะไรบ้างในคอนเสิร์ตนี้

วงทำกันเองทุกอย่างเลย คุยกันว่าอยากได้อะไร ต้องทำอะไรบ้าง หรือภาพฝันที่มีในหัวเราเป็นยังไง แล้วก็มีทีมงานที่ช่วยสานฝันให้มันเป็นจริง จัดวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

คุณใช้ประสบการณ์ตัวเองแต่งเพลงมาพอสมควรนะ ถ้าให้แต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตช่วงนี้ มันจะเป็นเพลงที่เล่าเรื่องอะไร

คงจะพูดว่า ขอบคุณนะที่วันนี้เรายังมีกัน 

ฉันไม่รู้หรอก พรุ่งนี้ฉันจะเสียเธอไปไหม เธอจะเสียฉันไปหรือเปล่า ณ โมเมนต์นี้ ตรงนี้คือเรามีกัน อยากให้รู้ว่าขอบคุณนะ

อยากให้ประเมินตัวเองตอนนี้ ถ้าคะแนนเต็ม 10 คุณให้ตัวเองเท่าไร และต้องหักคะแนนอะไรไปบ้าง

ช่วงนี้เก่ง (หัวเราะ) 

เราไม่เคยให้คะแนนตัวเองสูงเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต ช่วงนี้ให้ 9 เลย หัก 1 คะแนน เพราะเราในเมื่อก่อนกดดันตัวเองเก่งมาก ด่าตัวเองเก่ง ไม่เคยมีอะไรดี ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง คนอื่นบอกว่าดีแล้ว เราก็จะบอกว่าดีไม่พอตลอด เป็นนิสัยเก่าที่มันก็ยังไม่หายสักที เวลาที่เรา Down จริง ๆ เหนื่อยจริง ๆ ทั้งร่างกายและจิตใจ นิสัยเก่าก็กลับมาเหมือนกัน เรายังมี Devil ตัวเดิมที่ยังไม่หมดฤทธิ์แล้วจะกลับมาเมื่อเราอ่อนแอ ฉันรู้ว่าแกยังอยู่ ฉันรู้ว่าเรายังมีความดาร์กเดิม ๆ แค่เขาสงบเร็วขึ้น เพราะเราฟังเขามากขึ้น 

นี่คือ 1 แต้มนั้นที่ก็เป็นเรื่องธรรมดา และคิดว่าคงมีต่อไปเรื่อย ๆ

สนทนากับ ‘แพท รัณนภันต์’ ในวันที่ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเริ่มทลายกรอบของชีวิตด้วยการเป็นตัวเอง

ขอบคุณสถานที่

โรงแรม Mode Sathorn Hotel Bangkok 

144 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load