ประโยคที่ว่าอย่าตัดสินคนจากการมองภายนอกใช้ได้อย่างดีกับชายตรงหน้า

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตาม ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ไว้ผมทรงเดรดล็อกแบบตำนานนักร้องเร็กเก้อย่าง Bob Marley เขาคือผู้ที่สนใจภาษาไทยแบบลงลึกและหลงใหลวรรณคดีไทยจนเล่าได้เป็นฉากๆ เขาคือแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่และเขียนหนังสือชื่อ สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง และที่สำคัญ

เขาคือครู

เขาคือ ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม หรือที่ใครๆ ต่างจดจำในนาม ‘ครูทอม คำไทย’

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทรงผมบนหัวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนั้น–ครูทอมมักตอบแบบนี้เสมอยามมีใครสักคนถามถึงเรื่องบุคลิกที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สนใจใคร่รู้

จากชายหนุ่มที่จบด้วยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาไทย เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ รวมถึงงานต่างๆ ในวงการบันเทิง ทั้งในฐานะพิธีกรและนักแสดง แม้จะออกตัวว่าชอบทำหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ เสมอมาคือ เขามีความสุขกับการสอนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเลือกเป็นครูตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลโอกาส

ผมได้ข่าวว่าเขาจัดทอล์กโชว์ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘ครูทอม ออน สะเตด ตอน…ทอม-ขึ้น-คูล’ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ผมจึงนัดเขาในบ่ายวันฝนพรำเพื่อคุยเรื่องไทยๆ หลายๆ เรื่องก่อนขึ้นเวที

ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย เด็กไทย การศึกษาไทย และดราม่าเรื่องการเขียนคำไทยให้ถูก

        คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทำไมคุณมักพาตัวเองไปอยู่ดราม่าเรื่องคำผิดในโลกโซเชียล

เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนมักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองคือ คนชอบคิดว่าเรามักจะเข้าไปแก้คำผิดให้คนนั้นคนนี้ ซึ่งเราไม่ได้ทำเลย

คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทั่วไปเขาจะใช้คำผิดมันก็เป็นเรื่องของเขา คือเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกัน เราจะไปแก้ให้เขาทำไม คนที่เราไปทักแก้คำผิดก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่เรารู้ว่าเขาเข้าใจ และเขายินดีให้เราเข้าไปแก้ให้ แล้วก็เวลาที่มีสื่อมวลชน สำนักข่าวต่างๆ เขียนผิด เราก็จะเข้าไปบอกว่าคำที่ผิดคืออะไร เพราะเรามองว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะใช้ผิด เพราะจะมีคนอีกมากมายที่เห็นสื่อมวลชนใช้ผิดแล้วก็ใช้ตาม แต่คนทั่วไปใดๆ เราไม่เคยไปแก้คำผิดให้เขาเลยนะ แต่คนก็จะมองว่าเราชอบไปทำ ซึ่งกูไม่เคย (หัวเราะ)

ในมุมของคุณมีอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทยบ้างไหม

อย่างหนึ่งที่เจอเยอะมากคือ หลายๆ คนจะเข้าใจว่าภาษาไทยมันต้องเป็นแบบนี้ ต้องตายตัวเป๊ะๆ อย่างเช่นคนจะบอกว่าคำว่า ‘ครับ’ ต้องเป็นครับ ต้องเป็น บ ใบไม้ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ มันสามารถที่จะพลิกแพลงไปเป็นอย่างอื่นได้ อย่างคำว่า ‘นะครัช’ เรามองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษารูปแบบหนึ่ง ทุกภาษาบนโลกมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษามีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนการสะกดบ้าง เปลี่ยนความหมายบ้าง มีความหมายเพิ่มมา มีคำบางคำเกิดใหม่ หรือมีคำบางคำหายไป ซึ่งคำที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังใช้ภาษานั้นอยู่ ภาษายังมีชีวิตอยู่ และมันยังเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์มากๆ ของคนในแต่ละยุค

คือพิมพ์ ครัช คุณรับได้ แต่พิมพ์ คะ-ค่ะ ผิดรับไม่ได้

มันคนละอย่างกันนะ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกันเลย กรณีของคะ-ค่ะผิดมันผิดมาจากการผันวรรณยุกต์ พอผันวรรณยุกต์ผิดปุ๊บมันทำให้ออกเสียงคนละอย่าง และบางครั้งก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แต่ในกรณีของคำว่า ‘ครัช’ เราก็เข้าใจว่าความหมายของมันก็คือ ‘ครับ’ แต่สิ่งที่ต่างกันคือระดับความเป็นทางการ อย่างเราบอกว่าสวัสดีครับ อันนี้คือเป็นทางการ แต่พอบอกว่าสวัสดีครัช มันคือสวัสดีครับแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่มันต่างกัน เพราะว่าเราไม่อยากเป็นทางการแบบสวัสดีครับ เราเลยพูดว่าสวัสดีครัช เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้คำแบบนี้คุณก็ต้องดูกาลเทศะว่าควรใช้ตอนไหน ตอนไหนไม่ควรใช้ มุมมองเราเป็นแบบนี้

คนถามเราว่าทำไมซีเรียสกับคะค่ะ แต่ไม่ซีเรียสกับนะครับนะครัช คำตอบคือก็มันต่างกัน มันคนละก้อน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างคนที่ใช้คะ-ค่ะผิด นั่นแปลว่าเขาผิดเพราะเขาไม่รู้ แต่คนที่ใช้นะครัช ถามว่าเขาไม่รู้เหรอว่านะครับสะกดยังไง เขารู้ แต่เขาเลือกใช้นะครับที่เป็น ช ช้าง สะกดด้วยเหตุผลทางภาษา เพื่อลดระดับความเป็นทางการ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นว่าเวลาว่างๆ คุณชอบอ่านพจนานุกรม

คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ (หัวเราะ) สนุกนะ ผมชอบ

พจนานุกรมมีอะไรน่าสนใจ

เวลาเจอศัพท์แปลกๆ เราจะรู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย ในนั้นมีคำแปลกๆ เยอะมาก เราได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งพอคนถามว่ารู้ไปทำไม อ้าว ก็รู้น่ะ แค่นั้น รู้สึกสนุกเอง เป็นความสนุกส่วนตัวเวลาเราเจออะไรแปลกๆ หรือการนิยามความหมายแปลกๆ ในพจนานุกรม

อย่างเมื่อวานมีเพื่อนถามเรื่องคำว่า ‘กระโปก’ เราก็ไปเปิดพจนานุกรม คำว่า ‘กระโปก’ ความหมายที่หนึ่งคือส่วนของอวัยวะเพศชาย อีกความหมายหนึ่ง มันแปลว่าส่วนประกอบของล้อเกวียนตรงเพลา เราก็รู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย คำนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้นะ ถึงแม้ว่าบางคำ บางความหมาย เราก็ยังนึกไม่ออกว่ากูรู้แล้วกูจะได้เอาไปใช้ตอนไหนวะ แต่แค่เรารู้ว่ามีคำนี้มันก็รู้สึกสนุกแล้ว

ล่าสุดคุณจัดงานทอล์กโชว์ ‘ทอมขึ้นคูล’ เห็นว่าก็จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย

ใช่ ผมก็จะพูดถึงเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ก็ต้องอธิบายก่อนว่าโชว์นี้มันไม่ใช่การสอนนะ บางคนจะคิดว่าพอเป็นครูแล้วต้องมาสอน ซึ่งไม่ แต่เราจะมาเล่าเรื่องตลกผ่านเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย การศึกษาไทย แล้วก็ประสบการณ์การเดินทางหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ไปมา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยกับวรรณคดีไทยเป็นสิ่งที่อยู่บนหิ้ง แตะต้องได้ยาก แต่คุณกลับจะเอามาเล่าเป็นเรื่องตลก

อันนี้คือปัญหาหนึ่งเลยที่ทำให้คนไม่สนใจภาษาและวรรณคดีไทย ผมเคยเจอหลายคนบอกว่าเราต้องสืบสานวรรณคดีไทยเพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ แต่เรารู้สึกว่าเป็นมรดกของชาติแล้วยังไง เรารู้สึกว่าทำไมไม่บอกไปเลยว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ มันสนุกนะเว้ย อ่านวรรณคดีไทยเถอะ มันมีเกร็ดความรู้อันนี้นะ

ถ้าบอกว่าประโยชน์ของมันที่เห็นชัดคืออะไรบ้างมันจะทำให้คนรู้สึกว่าน่าอ่านกว่า การบอกว่าวรรณคดีไทยสนุก ตลก ได้ความรู้ มีเกร็ดอย่างนี้ เราว่ามันน่าอ่านกว่าการบอกว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ เพราะวรรณคดีไทยคือมรดกของชาติ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการที่เราเอาวรรณคดีไทย เอาภาษาไทย ไปไว้บนหิ้งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูก มันเหมือนกับการแช่แข็ง อย่าทำแบบนั้นเลย ก็ในเมื่อวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องเขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อให้คนได้เสพความบันเทิงจากวรรณคดี ก็เอามันมาเล่นสิ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

มุมมองแบบนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้คุณบ้างไหม

ไม่ถือว่าเดือดร้อน แต่ก็มีคนที่บ่นว่าทำไมเราถึงเอาวรรณคดีมาเล่าในเชิงสนุกสนานแบบนี้ อ้าว ทำไมล่ะ ก็วรรณคดีมันสนุกน่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ฟังคุณพูดในงานทอล์กโชว์จบจะอยากกลับบ้านไปอ่านวรรณคดีไทยหรือเปิดพจนานุกรมอ่านตามคุณเลยไหม

จุดประสงค์หลักไม่ได้จะพูดเพื่อให้ทุกคนจะต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมหรือกลับไปอ่านวรรณคดีไทย ไม่ใช่เลย จุดประสงค์คือมาดูแล้วต้องสนุก ซึ่งเรามั่นใจมาก บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ดูอวดมาก ซึ่งใช่ เรามั่นใจอย่างนั้น คือถ้าเรากำลังทำโชว์อยู่แล้วเราไม่รู้สึกแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าโชว์เราธรรมดามาก ไม่ค่อยสนุกหรอก มันก็แย่แล้ว เหมือนเวลาเราจะขายของน่ะ เราต้องมั่นใจว่าของเราดี มีคุณภาพจริงๆ อยากจะให้คนมาดู อยากให้คนมาเห็น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าของเราดีหรือเปล่า เราไม่ควรจะเอาไปขายใคร ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกแบบนั้นแล้วว่าของเราดีมากจริงๆ ดีชนิดที่คุณจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อบัตรเข้ามาดู

แล้วคุณรู้สึกยังไงที่เราต้องพยายามทำเรื่องที่มีคุณค่าให้เป็นเรื่องตลกเพื่อให้คนสนใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบริบทสังคมที่ทำให้คนไม่อยากรับอะไรที่เครียดๆ หรืออะไรที่จริงจังอีกแล้ว คนไทยหลายคนรู้สึกเครียดมากพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศนี้ เวลาที่ต้องมาอ่านอะไรที่มันดูจริงจัง ที่มันเครียด เขาก็อาจจะคิดว่ามันยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นไปอีก เขาคงคิดว่าการเล่าเรื่องที่เนื้อหาจริงจังแต่ใช้กลวิธีที่เบาสมองจะทำให้เขามีความสุขกับการเสพเนื้อหาเหล่านั้นมากขึ้น

คุณคิดว่ามุมมองแบบนี้เป็นปัญหาไหม ที่อะไรก็ต้องทำให้ตลกคนถึงสนใจ

ใช่ เป็นปัญหามากๆ เลย เราเองเจอเด็กเยอะ เด็กมักจะมาบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่ดี เพราะว่าครูไม่ตลก ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ สอนดีกับสอนตลกไม่เหมือนกัน ครูบางคนสอนดี สอนเข้าใจ ทำการบ้านต่างๆ มาสอนแต่เด็กไม่ชอบ เด็กบอกว่าครูไม่ตลกถือว่าสอนไม่ดี แบบนี้มันก็ไม่ใช่ ต้องบอกเด็กให้ปรับมุมคิดตรงนี้ใหม่ คือพอมีสื่อมากมาย มีครูที่สอนด้วยวิธีตลกๆ มากขึ้น เด็กก็เลยติดภาพว่าสอนตลกแปลว่าสอนสนุก แปลว่าสอนดี ถ้าครูในโรงเรียนจะสอนดีต้องตลกด้วย ซึ่งไม่ใช่

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นคุณเคยบอกว่าชอบสอนหนังสือมาก มีความสุขกับการสอน แล้วทำไมไม่เลือกเส้นทางเป็นครูประจำ

เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูประจำในโรงเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นครูอย่างเดียว เราอยากทำอย่างอื่นด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูประจำในโรงเรียนมันปิดโอกาสในการทำอย่างอื่น เราคงไม่ได้มาเล่นละคร คงไม่ได้ทำงานพิธีกร เพราะว่าต้องทุ่มเทกับการสอนมากๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้หรือตั้งแต่เมื่อก่อนครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาระงานอย่างอื่นให้รับผิดชอบด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าไปเป็นครูประจำในโรงเรียนมันจะไม่ตอบโจทย์การทำงานของเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันเหมาะกับความต้องการ เพราะว่าได้สอนด้วย ได้ทำงานสายวงการบันเทิงด้วย

ทุกวันนี้คุณสอนบ่อยแค่ไหน

แล้วแต่โรงเรียนติดต่อมาเลย ถ้าโรงเรียนติดต่อมาแล้วคิวเราว่างเราก็จะไปให้ ส่วนใหญ่เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นติวสอบ O-NET ติวสอบ GAT PAT เวลาที่เราจะอยู่กับเด็กบางโรงเรียนก็ 3 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็ 6 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็อาจจะ 2 วัน 12 ชั่วโมง แต่ก็จะมีบางโรงเรียนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน แนะนำว่าควรจะอ่านหนังสืออย่างไร อ่านหนังสืออะไร หรือว่าไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยให้เด็กชอบ ให้เด็กสนุกกับวรรณคดีไทย แบบนี้ก็มี

ในฐานะที่คุณเองเป็นติวเตอร์สอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเด็กไทยเรียนไปเพื่อสอบ

ก็จริง ก็จริง (เน้นเสียง) คือตราบใดที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโรงเรียน ยังคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเด็กประสบความเร็จจากการเรียนชั้นมัธยมคือการสอบติดมหาวิทยาลัย มันก็ยังจะเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปแหละ

เรื่องการสอบเราเองก็ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ทำได้แค่นี้แหละ คือต้องให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อย่างเราเองเวลาไปสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสอนเพื่อติวสำหรับไปสอบ แต่เราจะพยายามแทรกสิ่งต่างๆ เรื่อยๆ ให้เด็กเห็นว่านอกจากเพื่อไปสอบ สิ่งที่เขาเรียนมันเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ต้องพยายามทำให้เด็กคิดว่าอย่าเรียนแค่เพื่อสอบเท่านั้นนะ เรียนไปแล้วต้องเอาไปใช้ ต้องให้เขารู้ว่าที่เรียนมันเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คือการเรียนทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ แล้วเราจะเรียนทำไม

แล้วคุณรู้สึกย้อนแย้งไหม ที่ตัวเองเชื่อในการเรียนเพื่อนำไปใช้ แต่สุดท้ายการสอนของคุณก็ถูกวัดผลจากการสอบอยู่ดี

ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกย้อนแย้งขนาดนั้น เพราะว่าเราก็เข้าใจระบบการศึกษาไทยส่วนหนึ่งว่าเวลาจะคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบ ถ้าไม่ใช้การสอบแล้วจะใช้วิธีไหนคัดเลือกถึงจะเหมาะสมกับสภาพสังคม ผู้ใหญ่ก็ยังลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ แต่เหมือนส่วนใหญ่จะลองยังไม่ค่อยถูกเสียมากกว่า

อันที่จริงปัญหามันก็สืบเนื่องมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน หลักสูตรไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เด็กและผู้ปกครองก็อยากจะเรียนในที่ที่เหมาะกับตัวเขา ที่ที่เขาอยากจะเรียน แล้วถ้าอยากจะเรียนในที่ที่อยากเรียนก็ต้องสอบ

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับการศึกษาบ้านเรา คุณพอจะมองเห็นปัญหาอะไรบ้างไหม

สิ่งที่ชัดมากอย่างหนึ่งคือ การศึกษาของประเทศนี้มันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่ประถม มัธยม คุณภาพของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกันเลย ทั้งคุณภาพด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคหรือคุณภาพครู คือมันไม่เท่ากันเลย แล้วพอมันไม่เท่ากันแบบนี้ ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพ

อย่างตอนนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมากๆ คือหลายๆ โรงเรียนให้เด็กสอบเข้า ป.1 ซึ่งเด็กอนุบาลแทนที่เขาจะมีชีวิตวัยเด็กไปเล่นกับเพื่อนเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านอื่นของชีวิต แต่ต้องมาติวเพื่อเข้า ป.1 ซึ่งผมจะรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่มันก็เข้าใจได้ เพราะมันก็สอดคล้องกับที่บอกว่าแต่ละโรงเรียนคุณภาพไม่เท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือ คุณต้องทำให้คุณภาพแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

คุณเชื่อว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาแก้ไม่ได้

เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยากมาก มากจนใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพยายามตระเวนสอนตามชนบทด้วยหรือเปล่า

ใช่ เราชอบไปสอนในชนบท เรามีความสุขมากเวลาไปสอนในต่างจังหวัดไกลๆ

เวลาเราไปสอนมันจะมีทั้งโรงเรียนที่มีตังค์และบางโรงเรียนที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ซึ่งสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีเงินที่ติดต่อมา ถ้าคิวเราได้ เราก็จะไปให้แบบที่ไม่คิดค่าตัว หรือบางครั้งเราก็จัดกิจกรรมติวการกุศลของเราเอง ครั้งแรกที่ทำคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งโรงเรียนที่เราเลือก เราเลือกโรงเรียนในชนบทจริงๆ เป็นที่ที่แทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีงบประมาณจะมาเชิญวิทยากรข้างนอกเข้าไป ซึ่งค่าตัวจากที่ทำงานในวงการบันเทิง จากที่ขายบัตรทอล์กโชว์ ส่วนหนึ่งก็จะเอาไปแปลงเป็นงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ถ้าผมไม่มีงานในวงการบันเทิงเลย หรือขายบัตรทอล์กโชว์ไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปสอนฟรีได้บ่อย ๆ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าชอบไปสอนในชนบท ชอบอะไร

ต้องบอกก่อนว่าเวลาทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากได้บุญนะ ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วได้บุญ ดีจังเลย แต่เราทำแล้วสนุกดี มีความสุขที่ได้เห็นเด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเวลาเราเข้าไปสอนจะสอนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าเราไม่สามารถจะให้ความรู้แบบเน้นๆ เนื้อ ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กก็พร้อมจะไปต่อยอดด้วยตนเองได้ เขาจะสนุกกับการค้นคว้ามากขึ้น

แล้วการที่เราได้ไปเจอไปพูดคุยกับเด็กในพื้นที่จริงๆ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นปัญหาอีกหลายๆ อย่าง เคยมีครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าสอนเรื่องอะไร แต่เราถามเด็กว่าลากับม้าผสมพันธุ์กันออกมาเป็นอะไร ซึ่งเด็กตอบว่า ลามะ แล้วมันไม่ใช่มุก คือเด็กไม่รู้จริงๆ แล้วทั้งห้องไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันคือ ‘ล่อ’ ซึ่งถ้าเราไม่ออกไปเจอจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่รู้จริงๆ

การได้ไปเจอเด็กเยอะๆ มันทำให้เรามีคลังคำถามมากขึ้นว่าอะไรที่คนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้เราได้พัฒนาเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากไปสอน มีอะไรที่คุณพยายามบอกเด็กๆ เหล่านั้นที่ได้เจอบ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่พยายามจะบอก เหมือนเป็นแนะแนวการศึกษา คือเราจะบอกให้เด็กหาความฝันของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่

เราเจอเด็กหลายๆ คนตามชนบท บางคนเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่เขาไม่กล้าทำ เพราะเขาคิดว่าเขาคือเด็กต่างจังหวัด ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เฮ้ย เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เราก็จะพยายามแทรกตรงนี้ให้เด็กได้หาตัวเองให้เจอ แต่ก็บอกไปด้วยว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราก็ต้องดูว่าแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขยังไงบ้าง แล้วถ้าเราอยากจะทำตามความฝันของตัวเอง มันทำได้มากน้อยแค่ไหน

เคยคิดไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ

เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เราไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แก้ที่ระบบ แก้ที่กระทรวง เราไม่มีอำนาจมากพอจะไปทำอะไรตรงนั้นอยู่แล้ว เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือการที่เราไปเป็นวิทยากร ไปสอนตามที่ต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแหละ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกดี มีความสุขกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ได้เข้าใจ แล้วก็มีพลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรารู้ว่าการที่เราทำตรงนี้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราโอเค มันก็ไม่ได้แย่นี่ การทำสิ่งที่เล็กๆ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud X PONY

แม้ ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ บรรณาธิการนิตยสาร The Jam Factory ผู้จัดการแกลเลอรี่ ช่างภาพ และอดีตพิธีกรรายการ Strawberry Cheesecake จะยืนกรานว่าเรื่องราวนิวยอร์กของเธอนั้นสั้นเกินกว่าจะพูดคุย เราก็ยังยืนยันว่าสนใจช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติตัวเองจากคนเบื้องหน้าสู่การทำงานเบื้องหลังของเธออยู่ดี

นิวยอร์กของผ้าป่านเริ่มต้นขึ้นด้วยคำถามง่ายๆ โจทย์ใหญ่แห่งยุคสมัยอย่างการค้นหาตัวเองจุดประกายให้ใครต่อใครยอมแลกบางสิ่งเพื่อบางอย่าง

นอกจากเรื่องที่เรารู้อย่างการออกเดินทางเพื่อถ่ายรูปบ้านเมืองและผู้คนในอีกฟากฝั่งมหาสมุทร วิธีการคิดและการตกตะกอนในตัวเองของผ้าป่าน เปลี่ยนภาพจำอันฉูดฉาดของนิวยอร์กที่เคยมีอย่างสิ้นเชิง

จริงอยู่ เรื่องราว 30 วันนิวยอร์กอาจจะสั้นเกินกว่าที่ชีวิตใครจะตกผลึก

แล้วคนเราต้องการเวลาเท่าไหร่สำหรับการทำความเข้าใจตัวเอง

CHAPTER 01

“เราทำงานเบื้องหน้ามาตั้งแต่อายุ 15 และทำมาโดยตลอด มีช่วงหนึ่งที่เราถ่ายงานทั้งเดือน มาถึงจุดที่ถามตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เหรอ”

เมื่องานเบื้องหน้าที่ใครๆ ก็ฝันไม่ใช่คำตอบของผ้าป่าน แล้วอะไรล่ะที่ใช่ เราถามผ้าป่านพร้อมกับที่เธอถามตัวเอง

ผ้าป่านก็เหมือนกับเราทุกคน ในวันที่เรียนจบ ยังไม่ทันที่จะได้รับใบประกาศจากทางการที่ยืนยันทั้งศักดิ์และสิทธิ์ถึงองค์ความรู้ของแหล่งเรียนมา พวกเราก็ออกข้อสอบคำถามอัตนัยให้ชีวิต ว่าด้วยเรื่อง ‘กระบวนการค้นหาตัวตนภาคปฏิบัติ’ พร้อมด้วยกระดาษคำตอบที่มากพอให้คุณยกมือขอได้ตลอดเวลา

นิวยอร์ก เข้ามาเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ จากคำเชิญชวนของเพื่อนสาว (แพร-รัมภาพร วรสีหะ) ช่างภาพที่มาเรียนต่อที่ International Center of Photography (ICP) ในแมนฮัตตัน

“ช่วงก่อนไปนิวยอร์ก เราดูข่าวเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในข่าวเป็นเรื่องของทหารที่ถูกรถกระบะขับเทียบแล้วประกบยิงขณะที่ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ จากนั้นข่าวก็ตัดเข้าสู่ข่าวต่อไป เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมทุกคนเคยชินได้ขนาดนั้น เหตุการณ์นั้นกระทบจิตใจเรามาก หลังจากวันนั้นเราก็ตั้งใจว่าเราคงต้องทำอะไรสักอย่าง จริงๆ เราแอบคิดจะนำภาพในอินสตาแกรมที่เป็นชุดต้นไม้แห้งตายมาทำโปสการ์ดระดมเงินทุนช่วยองค์กรที่ทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง และตอนที่จะไปนิวยอร์กเราก็คิดว่า เราน่าจะได้ชุดภาพต้นไม้กลับมาอีก” นี่จึงเป็นที่มาของทริปเดินนิวยอร์กตลอด 30 วัน

ผ้าป่านบอกเราตลอดบทสนทนาว่า ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องราวสวยหรูชวนฝัน ก่อนออกเดินทางเธอต้องนำแผนการชีวิตล่วงหน้าทั้งหมดเสนอขอใบอนุญาตจากครอบครัว ประกอบด้วย เงินเก็บจากการทำงานตั้งแต่อายุ 15 แผนการใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง และการใช้ชีวิตในแต่ละเดือนช่วงที่กลับมากรุงเทพฯ เมื่อครบเวลากำหนด พร้อมแจ้งช่วงเวลาสิ้นสุดการพักร้อนยาวๆ นี้เพื่อมองหางานใหม่หลังลาออกจากเส้นทางเบื้องหน้าแสนสบาย

นอกจากภาพจำในหนังแล้ว ผ้าป่านมีข้อมูลเกี่ยวกับนิวยอร์กไม่มากมาย ไม่มีที่ไหนอยากไป ห้ามพลาด หรือเป็นพิเศษกว่าที่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการออกเดินทางในยุคนั้นไม่ได้เป็นกิจกรรมที่นิยมแบบทุกวันนี้ ไม่ได้มีรีวิวเกี่ยวกับนิวยอร์กมากมายนัก อีกส่วนเป็นเพราะ แม้กระทั่งเธอก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังตามหาจากนิวยอร์กนั้นคืออะไร

“เราไปด้วยความว่างเปล่ามากๆ โอเค หยุดงาน แล้วไปเลย ไปถึงเพื่อนก็จะอธิบายให้ฟัง ถนนเป็นแบบนี้นะ โหลดแอพพลิเคชันนี้นะ เพื่อดูว่าจะนั่งรถไฟฟ้าไปลงตรงไหนและเดินอย่างไร แค่นั้นเลย”

CHAPTER 02

สำหรับใครหลายคน นิวยอร์กเป็นเมืองแห่งความฝัน เมืองที่มีผู้คนหลากหลาย เมืองแห่งโอกาส เมืองแห่งเสรีภาพ แต่สำหรับผ้าป่าน คำนิยามเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลกับเธอ

ผ้าป่านเล่าว่า เธอชอบฟังเรื่องราวของที่คนออกเดินทางแล้วได้พบสถานที่ใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ แต่สำหรับตัวเธอเมื่อกลับมาจากนิวยอร์กนั้น เธอรู้จักเพื่อนใหม่เพียงนิ้วมือนับ

หากสังเกตจากบุคลิกและไลฟสไตล์ของเธอ คุณคงจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า เมืองที่มีพลังงานใหม่ๆ ใหลเวียนอยู่ตลอดเวลาอย่างนิวยอร์ก มีอิทธิพลต่อสาวพลังเหลือล้นคนนี้อย่างไร

“แต่ละวัน เราจะนั่งรถไฟขึ้นไปตามถนนเส้นบน แล้วเดินไล่ลงมาจนกลับที่พักของเพื่อนในย่าน Time Square เป็นการเดินสำรวจและถ่ายภาพอย่างเดียว เราจำไม่ได้ว่าเราเจออะไรบ้าง ไม่รู้ว่าสถานที่นั้นๆ คือที่ไหน สำคัญอย่างไร จำได้เพียงว่า ขณะที่เดินๆ อยู่ ถ้าเงยหน้ามาเราจะเจอตึก Empire State เราก็ขึ้นไปดูวิว แค่นี้เลย มีบางช่วงที่เราดูพระอาทิตย์ตกติดๆ กัน 3 วันใน 3 สถานที่ เป็นช่วงเวลาที่ชอบมาก วันแรกไปตึก Empire State วันต่อมาไปดูที่สะพาน Brooklyn อีกวันไป Williamsburg จริงๆ มันคงไม่ได้อยู่ที่สถานที่หรอก มันอยู่ที่เวลา

“เราเป็นคนพลังเยอะ ทำนู่นทำนี่แบบนี้ตลอดเวลา เราไม่เคยหยุดคุยกับตัวเองเลย พอได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่ติดต่อใครไม่ได้มาก เราก็ได้อยู่กับตัวเอง ปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ต้องรู้สึกแบกรับอะไรอย่างที่เคย เพราะตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เราติดต่อสื่อสารกับคนอยู่ตลอด” ผ้าป่านบอกว่า นี่เป็นช่วงแรกในชีวิตที่เธอได้ใช้เวลากับตัวเองจริงๆ

เมื่อได้อยู่กับตัวเอง เราจึงได้สังเกตหัวใจตัวเอง

“ปกติเราไม่ใช้คนเขียนไดอารี่ จะมีบ้างที่เขียนสรุปความรู้สึก แต่ตอนไปนิวยอร์กเราเขียนไดอารี่ทุกวัน เราไปที่ไหนมาบ้าง แต่ละวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เชื่อไหมว่าในนั้นเต็มไปด้วยความกดดันมากด้วยคำถามจากตัวเรา เรามาทำอะไรที่นี่ เราจะทำยังไงกับเงินที่ใช้จ่ายไปมากมายขนาดนี้ หลังลาออกจากงานแล้วชีวิตจะเป็นยังไงต่อ” ผ้าป่านเล่าให้เราฟังถึงชุดความคิดที่วนเวียนอยู่รอบตัวเธอตลอด 15 วันแรกที่นิวยอร์ก

บทสนทนาระหว่างผ้าป่านและผ้าป่านตัดสลับกันไปมาผ่านหน้ากระดาษและระหว่างนั่งเฉย มีทั้งการตั้งคำถาม ให้คำตอบ ปลอบและอภัยแก่ตัวเอง ด้วยสาระสำคัญเดิมๆ ที่บอกไม่ให้กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่ดึงสติให้เตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่อาจจะรออยู่

หลังจากที่เวลาล่วงเลยผ่านไป 15 วัน ช่วงเวลาที่ผ้าป่านรอคอยก็มาถึง

“วันนั้นเราไปที่เซ็นทรัลพาร์ก เราจดจำรายละเอียดทั้งหมดได้ไม่แน่ชัด แต่ยังจะความรู้สึกของวันนั้นได้อยู่ ระหว่างที่เรานั่งอยู่ในสวนที่เซ็นทรัลพาร์ก กำลังมองดูเด็กเล็กๆ วิ่งเล่นอยู่กับคุณตา จะว่าไปภาพตรงหน้านั้นไม่ต่างจากฉากในหนังรักที่คุ้นเคยกันสักเรื่อง ภาพทุกอย่างค่อยๆ เกิดขึ้นช้าๆ ทุกอย่างสงบมาก และมีความสุขมาก

“ขณะที่เรานั่งอยู่คนเดียว ในหัวก็คิดว่า ถ้าเราหายไปตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยนะ จริงๆ ตัวเราเองเป็นศูนย์ เราไม่ได้สำคัญไปกว่าใครเลย เราวิ่งวุ่นกับบางสิ่งนั้นๆ เพราะอะไร ก่อนหน้านี้เราก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองสำคัญมากนะ แต่หมายความถึงการไม่ยึดติดกับกระบวนการข้างใน เหมือนเรายอมให้อภัยตัวเองจริงๆ อยู่ดีๆ เราก็ร้องไห้ออกมา” ผ้าป่านเล่าความรู้สึกที่เข้าใจแล้วอิสระที่เกิดจากการปล่อยวางนั้นคืออะไร

นอกจากสลายความคิดวนเวียนที่มีในช่วง 15 วันแรกได้อย่างปลิดทิ้ง ยังทำให้การเดินเที่ยวนิวยอร์กครึ่งเดือนหลังสนุกขึ้นทันตา

“นิวยอร์กของเราจบลงแบบนั้น จบลงด้วย… จำชื่อสถานที่อะไรก็ไม่ได้” ผ้าป่านเล่าด้วยเสียหัวเราะ

แต่ถึงอย่างนั้น วิธีปลดล็อกตัวเองที่ผ้าป่านค้นพบในเซ็นทรัลพาร์กก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกการเดินทางของเธอหลังจากกลับจากนิวยอร์ก เช่น เนปาลและเบอร์ลินในปีถัดมามีความหมาย เพราะเธอพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่การรับพลังจากข้างนอก หากแต่เป็นพลังที่เราได้จากการตกผลึกสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเองเมื่ออยู่กับตัวเอง

CHAPTER 03

หลังกลับจากนิวยอร์ก ผ้าป่านสารภาพว่าเธอใช้เวลาทั้งปีนั้นเข้าถ้ำฝึกฝนวิทยายุทธ์ทำภาพในแบบที่เธอชอบ อาศัยการดูให้เยอะและลงมือทำให้มากๆ แล้วถามตัวเองว่าเห็นต่างกับสิ่งนี้อย่างไรเพื่อที่จะได้รู้สไตล์ของตัวเอง

“เราชอบภาพขาวดำยุคเก่า ดูงานยุค 60 และ 70 มากๆ จะเห็นว่างานยุคนี้จะเล่นกับแสง รูปทรง ทิศทาง เรื่องมุมและเหลี่ยม เรื่องจังหวะเป็นหลัก ซึ่งเราชอบงานของ Henri Cartier-Bresson (อ็องรี การ์ติเยร์-เบรสซง) มาก งานเราก็เลยเป็นสไตล์นั้น จะแก่ๆ หน่อย ไม่ค่อยเชื่อมต่อกับคนยุคนี้เท่าไหร่” ผ้าป่านอธิบายลักษณ์งานสไตล์โปรดของเธอให้ฟัง

ก่อนจะถามถึงช่วงเวลาและจังหวะของนิวยอร์กที่สะกดให้เธอยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพ

“ช่างภาพสายสตรีทมักจะถูกดึงดูดด้วยจังหวะและบุคลิกน่าสนใจของคน แต่สำหรับเรา แสงและผิวสัมผัสจะทำงานกับเราเป็นพิเศษ สมมติถ้าเจอแสงสวย เราจะตัดสินใจยืนรอตรงนี้แหละ อีก 20 นาทีเดี๋ยวต้องมีอะไรเกิดขึ้น วิธีการของเราคือแบบนั้น เมื่อเจอมุมที่สวย แสงที่ใช่ ผิวสัมผัสให้ความรู้สึกที่ดี มีเงาพาดลงมา มีเส้นนำสายตา เราก็จะวางกรอบนั้น ยืนรอไปเรื่อยๆ ภาวนาในใจขอให้มีคนที่แต่งตัวคล้ายภาพในหัวของเราปรากฏตัวขึ้นในกรอบที่คิดไว้” ผ้าป่านเล่าความเป็นมาของชุดภาพขาวดำจากนิวยอร์กที่เป็นเสมือนประตูโอกาสเปลี่ยนชีวิตของเธออย่างสิ้นเชิง

หลังจากที่ผ้าป่านนำชุดภาพถ่ายจากนิวยอร์กนี้ไปปรึกษาเรื่องผลิตโปสการ์ดพี่ติ้ว (วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์) ตามความตั้งใจเดิม นอกจากจะเข้าตาพี่ติ้วอย่างจังแล้ว เขาตัดสินใจชวนเธอจัดนิทรรศการ โดยสร้างความมั่นใจให้เธอผ่านคำแนะนำและชื่นชมจากอาจารย์และช่างภาพอาวุโสของสมาคมช่างภาพขาวดำแห่งประเทศไทย จนเกิดเป็นนิทรรศการ No[w]here Man จัดแสดงที่ Maya’s Secret Gallery ถนนสีลม แล้วนำรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิเพื่อนหญิง ที่ทำงานช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผ้าป่านบอกว่าทั้งหมดเกิดขึ้นเป็นเพราะความโชคดี แต่ใครก็รู้ว่า การรักษาโอกาสนั้นไว้ให้ได้และให้ดี ไม่ใช่เรื่องของโชคเลยสักนิด

“เรารู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งกาจไปกว่าใคร แต่มันเป็นโอกาสที่เข้ามาหาเรา และเราก็พร้อมที่จะทำโอกาสนั้นให้ดีที่สุด ที่บ้านเราสอนเสมอว่า ให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเพราะไม่มีใครรู้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไหร่ ในวันที่โอกาสเข้ามาแล้วเราไม่พร้อม คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวของเรา

“เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิด เราแค่ได้รับอิสรภาพ และยอมอนุญาตให้ตัวเองได้ลองทำสิ่งนั้น เรียนรู้และใช้เวลากับมันจริงๆ ซึ่งเราเชื่อว่าในที่สุดมันจะมีทางของมันที่เป็นคำตอบของเรื่อง เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นมีระยะเวลาช้าเร็วเท่าไหร่”

นิวยอร์กมีส่วนทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นหรือเปล่า เราถาม

“จริงๆ เป็นเพราะในทุกกระบวนล้วนมีความไม่สวยงามอยู่ในนั้น เพราะว่ารู้สึกทุกข์ เราจึงหาคำตอบ และแก้ไขมัน ดังนั้นโปรดอดทนในกระบวนการสร้างความแข็งแกร่ง อย่าฉาบฉวย อย่าอยากได้แค่ผลลัพธ์ปลายทาง ทุกคนที่เราเห็นว่าเส้นทางปลายทางสวยงามของเขา ล้วนผ่านเรื่องเหล่านี้มาทั้งนั้น” คำตอบของผ้าป่านทำให้เราคิดถึงตัวละคร Andrea Sachs (แอนเดรีย แซคส์) ของ Anne Hathaway ใน The Devil Wears Prada อย่างไรอย่างนั้น

ช่วงเวลาสั้นๆ ในนิวยอร์กสอนบทเรียนสั้นๆ ให้ผ้าป่าน เรียนรู้ที่จะให้อิสระกับตัวเอง

การมองเห็นและยอมรับกับตัวเองว่า ใช่ เราจับมันแน่นไป และมันก็มีหนทางหรือวิธีอื่นๆ ที่จะไปถึงตรงนั้น แค่ยอมให้พื้นที่ว่างกับมัน

และหากคุณติดตามเธออยู่เหมือนกันกับเรา คุณก็จะพบว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้สาวน้อยคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเอง และชัดเจนกับสิ่งที่เธอเลือกแล้ว มีนิวยอร์กเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่มากก็น้อย

ถ้าวันนั้นไม่ได้ตัดสินใจไปนิวยอร์กคิดว่าชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไร เราถามทิ้งท้าย

“ถ้าวันนั้นไม่ได้ไปนิวยอร์ก เราอาจจะยังทำงานเบื้องหน้าอยู่และคงรู้สึกไม่ดีกับการที่ตัวเองไม่สวย ไม่รู้จักการให้คุณค่าแก่ตัวเองในแง่มุมอื่น ซึ่งเราอยากบอกกับทุกคนเสมอมาว่า โลกเรามันกว้างมาก ไม่ได้บอกว่าให้ไปเที่ยว แต่ความหลากหลายของคนในโลกทำให้รู้ว่าคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ความสวย มันอยู่ที่อย่างอื่น และเราเจอมันหรือเปล่า”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load