ประโยคที่ว่าอย่าตัดสินคนจากการมองภายนอกใช้ได้อย่างดีกับชายตรงหน้า

ลองหลับตาแล้วนึกภาพตาม ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ไว้ผมทรงเดรดล็อกแบบตำนานนักร้องเร็กเก้อย่าง Bob Marley เขาคือผู้ที่สนใจภาษาไทยแบบลงลึกและหลงใหลวรรณคดีไทยจนเล่าได้เป็นฉากๆ เขาคือแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่และเขียนหนังสือชื่อ สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง และที่สำคัญ

เขาคือครู

เขาคือ ครูทอม-จักรกฤต โยมพยอม หรือที่ใครๆ ต่างจดจำในนาม ‘ครูทอม คำไทย’

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทรงผมบนหัวไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่อยู่ในนั้น–ครูทอมมักตอบแบบนี้เสมอยามมีใครสักคนถามถึงเรื่องบุคลิกที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สนใจใคร่รู้

จากชายหนุ่มที่จบด้วยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาไทย เขาสร้างชื่อด้วยการเป็นแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ รวมถึงงานต่างๆ ในวงการบันเทิง ทั้งในฐานะพิธีกรและนักแสดง แม้จะออกตัวว่าชอบทำหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเน้นย้ำผ่านบทสัมภาษณ์ต่างๆ เสมอมาคือ เขามีความสุขกับการสอนหนังสือ นั่นจึงทำให้เขาเลือกเป็นครูตระเวนสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลโอกาส

ผมได้ข่าวว่าเขาจัดทอล์กโชว์ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘ครูทอม ออน สะเตด ตอน…ทอม-ขึ้น-คูล’ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ผมจึงนัดเขาในบ่ายวันฝนพรำเพื่อคุยเรื่องไทยๆ หลายๆ เรื่องก่อนขึ้นเวที

ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย เด็กไทย การศึกษาไทย และดราม่าเรื่องการเขียนคำไทยให้ถูก

        คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

ทำไมคุณมักพาตัวเองไปอยู่ดราม่าเรื่องคำผิดในโลกโซเชียล

เรื่องหนึ่งที่เรารู้สึกว่าคนมักจะเข้าใจผิดและคิดไปเองคือ คนชอบคิดว่าเรามักจะเข้าไปแก้คำผิดให้คนนั้นคนนี้ ซึ่งเราไม่ได้ทำเลย

คือเรารู้สึกว่าถ้าเป็นคนทั่วไปเขาจะใช้คำผิดมันก็เป็นเรื่องของเขา คือเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกัน เราจะไปแก้ให้เขาทำไม คนที่เราไปทักแก้คำผิดก็จะมีแต่เพื่อนสนิทที่เรารู้ว่าเขาเข้าใจ และเขายินดีให้เราเข้าไปแก้ให้ แล้วก็เวลาที่มีสื่อมวลชน สำนักข่าวต่างๆ เขียนผิด เราก็จะเข้าไปบอกว่าคำที่ผิดคืออะไร เพราะเรามองว่าสื่อมวลชนไม่ควรจะใช้ผิด เพราะจะมีคนอีกมากมายที่เห็นสื่อมวลชนใช้ผิดแล้วก็ใช้ตาม แต่คนทั่วไปใดๆ เราไม่เคยไปแก้คำผิดให้เขาเลยนะ แต่คนก็จะมองว่าเราชอบไปทำ ซึ่งกูไม่เคย (หัวเราะ)

ในมุมของคุณมีอะไรที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทยบ้างไหม

อย่างหนึ่งที่เจอเยอะมากคือ หลายๆ คนจะเข้าใจว่าภาษาไทยมันต้องเป็นแบบนี้ ต้องตายตัวเป๊ะๆ อย่างเช่นคนจะบอกว่าคำว่า ‘ครับ’ ต้องเป็นครับ ต้องเป็น บ ใบไม้ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ มันสามารถที่จะพลิกแพลงไปเป็นอย่างอื่นได้ อย่างคำว่า ‘นะครัช’ เรามองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางภาษารูปแบบหนึ่ง ทุกภาษาบนโลกมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภาษามีหลายแบบ เช่น เปลี่ยนการสะกดบ้าง เปลี่ยนความหมายบ้าง มีความหมายเพิ่มมา มีคำบางคำเกิดใหม่ หรือมีคำบางคำหายไป ซึ่งคำที่เกิดใหม่ในแต่ละยุคสมัยมันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังใช้ภาษานั้นอยู่ ภาษายังมีชีวิตอยู่ และมันยังเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ เรามองว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์มากๆ ของคนในแต่ละยุค

คือพิมพ์ ครัช คุณรับได้ แต่พิมพ์ คะ-ค่ะ ผิดรับไม่ได้

มันคนละอย่างกันนะ บางคนจะเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกันเลย กรณีของคะ-ค่ะผิดมันผิดมาจากการผันวรรณยุกต์ พอผันวรรณยุกต์ผิดปุ๊บมันทำให้ออกเสียงคนละอย่าง และบางครั้งก็ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป แต่ในกรณีของคำว่า ‘ครัช’ เราก็เข้าใจว่าความหมายของมันก็คือ ‘ครับ’ แต่สิ่งที่ต่างกันคือระดับความเป็นทางการ อย่างเราบอกว่าสวัสดีครับ อันนี้คือเป็นทางการ แต่พอบอกว่าสวัสดีครัช มันคือสวัสดีครับแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งหน้าที่มันต่างกัน เพราะว่าเราไม่อยากเป็นทางการแบบสวัสดีครับ เราเลยพูดว่าสวัสดีครัช เพียงแต่ว่าถ้าจะใช้คำแบบนี้คุณก็ต้องดูกาลเทศะว่าควรใช้ตอนไหน ตอนไหนไม่ควรใช้ มุมมองเราเป็นแบบนี้

คนถามเราว่าทำไมซีเรียสกับคะค่ะ แต่ไม่ซีเรียสกับนะครับนะครัช คำตอบคือก็มันต่างกัน มันคนละก้อน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ อย่างคนที่ใช้คะ-ค่ะผิด นั่นแปลว่าเขาผิดเพราะเขาไม่รู้ แต่คนที่ใช้นะครัช ถามว่าเขาไม่รู้เหรอว่านะครับสะกดยังไง เขารู้ แต่เขาเลือกใช้นะครับที่เป็น ช ช้าง สะกดด้วยเหตุผลทางภาษา เพื่อลดระดับความเป็นทางการ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นว่าเวลาว่างๆ คุณชอบอ่านพจนานุกรม

คนอื่นไม่อ่านกันเหรอ (หัวเราะ) สนุกนะ ผมชอบ

พจนานุกรมมีอะไรน่าสนใจ

เวลาเจอศัพท์แปลกๆ เราจะรู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย ในนั้นมีคำแปลกๆ เยอะมาก เราได้เห็นได้รู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งพอคนถามว่ารู้ไปทำไม อ้าว ก็รู้น่ะ แค่นั้น รู้สึกสนุกเอง เป็นความสนุกส่วนตัวเวลาเราเจออะไรแปลกๆ หรือการนิยามความหมายแปลกๆ ในพจนานุกรม

อย่างเมื่อวานมีเพื่อนถามเรื่องคำว่า ‘กระโปก’ เราก็ไปเปิดพจนานุกรม คำว่า ‘กระโปก’ ความหมายที่หนึ่งคือส่วนของอวัยวะเพศชาย อีกความหมายหนึ่ง มันแปลว่าส่วนประกอบของล้อเกวียนตรงเพลา เราก็รู้สึกว่า ว้าว แปลกจังเลย คำนี้มันมีความหมายมากกว่าที่เราเคยรู้นะ ถึงแม้ว่าบางคำ บางความหมาย เราก็ยังนึกไม่ออกว่ากูรู้แล้วกูจะได้เอาไปใช้ตอนไหนวะ แต่แค่เรารู้ว่ามีคำนี้มันก็รู้สึกสนุกแล้ว

ล่าสุดคุณจัดงานทอล์กโชว์ ‘ทอมขึ้นคูล’ เห็นว่าก็จะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ทั้งเรื่องภาษาไทย วรรณคดีไทย

ใช่ ผมก็จะพูดถึงเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย แต่ก็ต้องอธิบายก่อนว่าโชว์นี้มันไม่ใช่การสอนนะ บางคนจะคิดว่าพอเป็นครูแล้วต้องมาสอน ซึ่งไม่ แต่เราจะมาเล่าเรื่องตลกผ่านเกร็ดเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย การศึกษาไทย แล้วก็ประสบการณ์การเดินทางหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกที่ไปมา

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยกับวรรณคดีไทยเป็นสิ่งที่อยู่บนหิ้ง แตะต้องได้ยาก แต่คุณกลับจะเอามาเล่าเป็นเรื่องตลก

อันนี้คือปัญหาหนึ่งเลยที่ทำให้คนไม่สนใจภาษาและวรรณคดีไทย ผมเคยเจอหลายคนบอกว่าเราต้องสืบสานวรรณคดีไทยเพราะว่าวรรณคดีไทยเป็นมรดกของชาติ แต่เรารู้สึกว่าเป็นมรดกของชาติแล้วยังไง เรารู้สึกว่าทำไมไม่บอกไปเลยว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ มันสนุกนะเว้ย อ่านวรรณคดีไทยเถอะ มันมีเกร็ดความรู้อันนี้นะ

ถ้าบอกว่าประโยชน์ของมันที่เห็นชัดคืออะไรบ้างมันจะทำให้คนรู้สึกว่าน่าอ่านกว่า การบอกว่าวรรณคดีไทยสนุก ตลก ได้ความรู้ มีเกร็ดอย่างนี้ เราว่ามันน่าอ่านกว่าการบอกว่าอ่านวรรณคดีไทยกันเถอะ เพราะวรรณคดีไทยคือมรดกของชาติ

ส่วนตัวเรารู้สึกว่าการที่เราเอาวรรณคดีไทย เอาภาษาไทย ไปไว้บนหิ้งมันไม่ใช่สิ่งที่ถูก มันเหมือนกับการแช่แข็ง อย่าทำแบบนั้นเลย ก็ในเมื่อวรรณคดีไทยหลายๆ เรื่องเขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อให้คนได้เสพความบันเทิงจากวรรณคดี ก็เอามันมาเล่นสิ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

มุมมองแบบนี้เคยสร้างความเดือดร้อนให้คุณบ้างไหม

ไม่ถือว่าเดือดร้อน แต่ก็มีคนที่บ่นว่าทำไมเราถึงเอาวรรณคดีมาเล่าในเชิงสนุกสนานแบบนี้ อ้าว ทำไมล่ะ ก็วรรณคดีมันสนุกน่ะ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

ฟังคุณพูดในงานทอล์กโชว์จบจะอยากกลับบ้านไปอ่านวรรณคดีไทยหรือเปิดพจนานุกรมอ่านตามคุณเลยไหม

จุดประสงค์หลักไม่ได้จะพูดเพื่อให้ทุกคนจะต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมหรือกลับไปอ่านวรรณคดีไทย ไม่ใช่เลย จุดประสงค์คือมาดูแล้วต้องสนุก ซึ่งเรามั่นใจมาก บางคนอาจจะรู้สึกว่า โอ้โห ดูอวดมาก ซึ่งใช่ เรามั่นใจอย่างนั้น คือถ้าเรากำลังทำโชว์อยู่แล้วเราไม่รู้สึกแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าโชว์เราธรรมดามาก ไม่ค่อยสนุกหรอก มันก็แย่แล้ว เหมือนเวลาเราจะขายของน่ะ เราต้องมั่นใจว่าของเราดี มีคุณภาพจริงๆ อยากจะให้คนมาดู อยากให้คนมาเห็น ถ้าเรายังไม่แน่ใจว่าของเราดีหรือเปล่า เราไม่ควรจะเอาไปขายใคร ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกแบบนั้นแล้วว่าของเราดีมากจริงๆ ดีชนิดที่คุณจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อบัตรเข้ามาดู

แล้วคุณรู้สึกยังไงที่เราต้องพยายามทำเรื่องที่มีคุณค่าให้เป็นเรื่องตลกเพื่อให้คนสนใจ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบริบทสังคมที่ทำให้คนไม่อยากรับอะไรที่เครียดๆ หรืออะไรที่จริงจังอีกแล้ว คนไทยหลายคนรู้สึกเครียดมากพอแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ในประเทศนี้ เวลาที่ต้องมาอ่านอะไรที่มันดูจริงจัง ที่มันเครียด เขาก็อาจจะคิดว่ามันยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นไปอีก เขาคงคิดว่าการเล่าเรื่องที่เนื้อหาจริงจังแต่ใช้กลวิธีที่เบาสมองจะทำให้เขามีความสุขกับการเสพเนื้อหาเหล่านั้นมากขึ้น

คุณคิดว่ามุมมองแบบนี้เป็นปัญหาไหม ที่อะไรก็ต้องทำให้ตลกคนถึงสนใจ

ใช่ เป็นปัญหามากๆ เลย เราเองเจอเด็กเยอะ เด็กมักจะมาบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนไม่ดี เพราะว่าครูไม่ตลก ซึ่งเราว่ามันไม่ใช่ สอนดีกับสอนตลกไม่เหมือนกัน ครูบางคนสอนดี สอนเข้าใจ ทำการบ้านต่างๆ มาสอนแต่เด็กไม่ชอบ เด็กบอกว่าครูไม่ตลกถือว่าสอนไม่ดี แบบนี้มันก็ไม่ใช่ ต้องบอกเด็กให้ปรับมุมคิดตรงนี้ใหม่ คือพอมีสื่อมากมาย มีครูที่สอนด้วยวิธีตลกๆ มากขึ้น เด็กก็เลยติดภาพว่าสอนตลกแปลว่าสอนสนุก แปลว่าสอนดี ถ้าครูในโรงเรียนจะสอนดีต้องตลกด้วย ซึ่งไม่ใช่

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

เห็นคุณเคยบอกว่าชอบสอนหนังสือมาก มีความสุขกับการสอน แล้วทำไมไม่เลือกเส้นทางเป็นครูประจำ

เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูประจำในโรงเรียนเลย เพราะว่าเราไม่ได้อยากเป็นครูอย่างเดียว เราอยากทำอย่างอื่นด้วย เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูประจำในโรงเรียนมันปิดโอกาสในการทำอย่างอื่น เราคงไม่ได้มาเล่นละคร คงไม่ได้ทำงานพิธีกร เพราะว่าต้องทุ่มเทกับการสอนมากๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้หรือตั้งแต่เมื่อก่อนครูไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ต้องมีภาระงานอย่างอื่นให้รับผิดชอบด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าไปเป็นครูประจำในโรงเรียนมันจะไม่ตอบโจทย์การทำงานของเรา เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันเหมาะกับความต้องการ เพราะว่าได้สอนด้วย ได้ทำงานสายวงการบันเทิงด้วย

ทุกวันนี้คุณสอนบ่อยแค่ไหน

แล้วแต่โรงเรียนติดต่อมาเลย ถ้าโรงเรียนติดต่อมาแล้วคิวเราว่างเราก็จะไปให้ ส่วนใหญ่เนื้อหาที่สอนก็จะเป็นติวสอบ O-NET ติวสอบ GAT PAT เวลาที่เราจะอยู่กับเด็กบางโรงเรียนก็ 3 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็ 6 ชั่วโมง บางโรงเรียนก็อาจจะ 2 วัน 12 ชั่วโมง แต่ก็จะมีบางโรงเรียนติดต่อมาอยากให้เราไปเป็นวิทยากรเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน แนะนำว่าควรจะอ่านหนังสืออย่างไร อ่านหนังสืออะไร หรือว่าไปเป็นวิทยากรเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีไทยให้เด็กชอบ ให้เด็กสนุกกับวรรณคดีไทย แบบนี้ก็มี

ในฐานะที่คุณเองเป็นติวเตอร์สอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเด็กไทยเรียนไปเพื่อสอบ

ก็จริง ก็จริง (เน้นเสียง) คือตราบใดที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งโรงเรียน ยังคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าเด็กประสบความเร็จจากการเรียนชั้นมัธยมคือการสอบติดมหาวิทยาลัย มันก็ยังจะเป็นวงจรแบบนี้ต่อไปแหละ

เรื่องการสอบเราเองก็ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไร เราก็ทำได้แค่นี้แหละ คือต้องให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ด้วย อย่างเราเองเวลาไปสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการสอนเพื่อติวสำหรับไปสอบ แต่เราจะพยายามแทรกสิ่งต่างๆ เรื่อยๆ ให้เด็กเห็นว่านอกจากเพื่อไปสอบ สิ่งที่เขาเรียนมันเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง ต้องพยายามทำให้เด็กคิดว่าอย่าเรียนแค่เพื่อสอบเท่านั้นนะ เรียนไปแล้วต้องเอาไปใช้ ต้องให้เขารู้ว่าที่เรียนมันเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง คือการเรียนทุกอย่างบนโลกนี้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ แล้วเราจะเรียนทำไม

แล้วคุณรู้สึกย้อนแย้งไหม ที่ตัวเองเชื่อในการเรียนเพื่อนำไปใช้ แต่สุดท้ายการสอนของคุณก็ถูกวัดผลจากการสอบอยู่ดี

ใช่ แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกย้อนแย้งขนาดนั้น เพราะว่าเราก็เข้าใจระบบการศึกษาไทยส่วนหนึ่งว่าเวลาจะคัดเลือกเด็กเข้าไปเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยก็ต้องสอบ ถ้าไม่ใช้การสอบแล้วจะใช้วิธีไหนคัดเลือกถึงจะเหมาะสมกับสภาพสังคม ผู้ใหญ่ก็ยังลองผิดลองถูกอยู่เรื่อยๆ แต่เหมือนส่วนใหญ่จะลองยังไม่ค่อยถูกเสียมากกว่า

อันที่จริงปัญหามันก็สืบเนื่องมาจากการที่แต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน หลักสูตรไม่เหมือนกัน สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น มันไม่ใช่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เด็กและผู้ปกครองก็อยากจะเรียนในที่ที่เหมาะกับตัวเขา ที่ที่เขาอยากจะเรียน แล้วถ้าอยากจะเรียนในที่ที่อยากเรียนก็ต้องสอบ

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่กับการศึกษาบ้านเรา คุณพอจะมองเห็นปัญหาอะไรบ้างไหม

สิ่งที่ชัดมากอย่างหนึ่งคือ การศึกษาของประเทศนี้มันไม่เท่าเทียมกัน ตั้งแต่ประถม มัธยม คุณภาพของแต่ละโรงเรียนไม่เท่าเทียมกันเลย ทั้งคุณภาพด้านต่างๆ ทั้งสาธารณูปโภคหรือคุณภาพครู คือมันไม่เท่ากันเลย แล้วพอมันไม่เท่ากันแบบนี้ ผู้ปกครองก็อยากให้ลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ผู้ปกครองมั่นใจในคุณภาพ

อย่างตอนนี้ สิ่งที่เราไม่ชอบมากๆ คือหลายๆ โรงเรียนให้เด็กสอบเข้า ป.1 ซึ่งเด็กอนุบาลแทนที่เขาจะมีชีวิตวัยเด็กไปเล่นกับเพื่อนเพื่อไปพัฒนาทักษะด้านอื่นของชีวิต แต่ต้องมาติวเพื่อเข้า ป.1 ซึ่งผมจะรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนี้ แต่มันก็เข้าใจได้ เพราะมันก็สอดคล้องกับที่บอกว่าแต่ละโรงเรียนคุณภาพไม่เท่ากัน ซึ่งการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือ คุณต้องทำให้คุณภาพแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

คุณเชื่อว่าปัญหาความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาแก้ไม่ได้

เรารู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยากมาก มากจนใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย

อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณพยายามตระเวนสอนตามชนบทด้วยหรือเปล่า

ใช่ เราชอบไปสอนในชนบท เรามีความสุขมากเวลาไปสอนในต่างจังหวัดไกลๆ

เวลาเราไปสอนมันจะมีทั้งโรงเรียนที่มีตังค์และบางโรงเรียนที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส ซึ่งสำหรับโรงเรียนที่ไม่มีเงินที่ติดต่อมา ถ้าคิวเราได้ เราก็จะไปให้แบบที่ไม่คิดค่าตัว หรือบางครั้งเราก็จัดกิจกรรมติวการกุศลของเราเอง ครั้งแรกที่ทำคือเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ซึ่งโรงเรียนที่เราเลือก เราเลือกโรงเรียนในชนบทจริงๆ เป็นที่ที่แทบจะไม่มีโอกาส ไม่มีงบประมาณจะมาเชิญวิทยากรข้างนอกเข้าไป ซึ่งค่าตัวจากที่ทำงานในวงการบันเทิง จากที่ขายบัตรทอล์กโชว์ ส่วนหนึ่งก็จะเอาไปแปลงเป็นงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมการกุศลเหล่านี้ ถ้าผมไม่มีงานในวงการบันเทิงเลย หรือขายบัตรทอล์กโชว์ไม่ได้ ก็คงยากที่จะไปสอนฟรีได้บ่อย ๆ (หัวเราะ)

ที่บอกว่าชอบไปสอนในชนบท ชอบอะไร

ต้องบอกก่อนว่าเวลาทำ เราไม่ได้รู้สึกว่าเราอยากได้บุญนะ ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วได้บุญ ดีจังเลย แต่เราทำแล้วสนุกดี มีความสุขที่ได้เห็นเด็กได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเวลาเราเข้าไปสอนจะสอนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แน่นอนว่าเราไม่สามารถจะให้ความรู้แบบเน้นๆ เนื้อ ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยเด็กก็พร้อมจะไปต่อยอดด้วยตนเองได้ เขาจะสนุกกับการค้นคว้ามากขึ้น

แล้วการที่เราได้ไปเจอไปพูดคุยกับเด็กในพื้นที่จริงๆ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นปัญหาอีกหลายๆ อย่าง เคยมีครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าสอนเรื่องอะไร แต่เราถามเด็กว่าลากับม้าผสมพันธุ์กันออกมาเป็นอะไร ซึ่งเด็กตอบว่า ลามะ แล้วมันไม่ใช่มุก คือเด็กไม่รู้จริงๆ แล้วทั้งห้องไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันคือ ‘ล่อ’ ซึ่งถ้าเราไม่ออกไปเจอจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่าเด็กไม่รู้จริงๆ

การได้ไปเจอเด็กเยอะๆ มันทำให้เรามีคลังคำถามมากขึ้นว่าอะไรที่คนยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ทำให้เราได้พัฒนาเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น

นอกจากไปสอน มีอะไรที่คุณพยายามบอกเด็กๆ เหล่านั้นที่ได้เจอบ้าง

อีกอย่างหนึ่งที่พยายามจะบอก เหมือนเป็นแนะแนวการศึกษา คือเราจะบอกให้เด็กหาความฝันของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเจออะไรก็แล้วแต่

เราเจอเด็กหลายๆ คนตามชนบท บางคนเขารู้ว่าเขาอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่เขาไม่กล้าทำ เพราะเขาคิดว่าเขาคือเด็กต่างจังหวัด ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เราก็เล่าให้เขาฟังว่า เฮ้ย เราก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกันนะ เราก็จะพยายามแทรกตรงนี้ให้เด็กได้หาตัวเองให้เจอ แต่ก็บอกไปด้วยว่าเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราก็ต้องดูว่าแต่ละชีวิตมีเงื่อนไขยังไงบ้าง แล้วถ้าเราอยากจะทำตามความฝันของตัวเอง มันทำได้มากน้อยแค่ไหน

เคยคิดไหมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องโครงสร้าง สิ่งที่เราทำมันเล็กน้อยและไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ

เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ใหญ่โตอะไรอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เราไปแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แก้ที่ระบบ แก้ที่กระทรวง เราไม่มีอำนาจมากพอจะไปทำอะไรตรงนั้นอยู่แล้ว เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ นั่นคือการที่เราไปเป็นวิทยากร ไปสอนตามที่ต่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรแหละ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เด็กบางกลุ่มรู้สึกดี มีความสุขกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น ได้เข้าใจ แล้วก็มีพลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น เรารู้ว่าการที่เราทำตรงนี้มันเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เราโอเค มันก็ไม่ได้แย่นี่ การทำสิ่งที่เล็กๆ

คุยกับ ครูทอม เรื่องอะไรไทยๆ และสิ่งที่จะเอาลงจากหิ้งในทอล์กโชว์แรกของชีวิต

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เจมส์ ธีรดนย์ ไม่สบาย

เย็นวันที่เราพบกัน ฉันได้รับข่าวว่า ‘เจมมี่เจมส์’ เป็นไข้เล็กน้อย ใบหน้าของนักแสดงหนุ่มซีดขาว แต่แววตายังมีประกายแจ่มใส อาการป่วยรบกวนร่างกาย แต่ข้างในหนุ่มน้อยยังเปี่ยมด้วยพลัง ความกระตือรือร้นแบบที่เราเห็นในตัว ซัน HORMONES วัยว้าวุ่น หรือ พัฒน์ จาก ฉลาดเกมส์โกง เปล่งประกายยามเจรจา ความร่าเริงเปิดเผยนี้เองคงเป็นเหตุให้ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เราต่างมองเห็นตัวตนสนุกสนานของ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผ่านซีรีส์หรือภาพยนตร์เสมอ

จนกระทั่งภาพ SOS skate ซึม ซ่าส์ ซีรีส์ลำดับที่ 3 ใน Project S The Series ปล่อยออกมา เจมส์พลิกบทบาทไปรับบท ‘บู’ เด็กหนุ่มซึมเศร้าที่ค้นพบการเยียวยาจากการเล่นสเก็ตบอร์ด ดวงตาลึกโหล ใบหน้าซูบผอม และท่าทางอมทุกข์ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมหรือกระทั่งตัวเจมส์เองคุ้นเคยเลยสักนิด บทบาทคนป่วยข้างในใจทำให้เขาเติบโตขึ้น และน่าสนใจเกินกว่าจะมองเพียงในหน้าจอ ฉันต้องขอพบนักแสดงหนุ่มตัวจริงสักรอบ

เจมส์จิบน้ำอุ่น ฉันจิบน้ำเย็น เรานั่งลงสนทนากันเรื่องความป่วยไข้ และการไถลออกจากบทบาทที่เคยเป็น ไปแตะขอบความเศร้าที่ฝั่งตรงข้าม เพื่อหวนกลับสู่สมดุลอีกครั้ง

เจมส์ ธีรดนย์

โรคภัยอะไรที่คุณรู้จักดีที่สุด

ภูมิแพ้ ผมแพ้อากาศ ชอบมีอาการหวัดตอนเช้า ช่วงนึงเป็นหนักมาก เคยแพ้กุ้งด้วย กินแล้วปากบวมมาก แต่ผมชอบกินซีฟู้ดปิ้งย่างมาก เลยสู้ กินไปเรื่อยๆ แต่ก่อนไม่เข้าใจว่ากุ้งอร่อยตรงไหน ตอนนี้ก็เรียบร้อย เอาชนะได้แล้ว

ก่อนหน้ารับบท ‘บู’ คุณรู้จักโรคซึมเศร้ามากแค่ไหน

ไม่อยู่ในความคิดผมเลย ผมเคยได้ยินเรื่องโรคซึมเศร้ามาบ้าง แต่ไม่ได้เข้าใจ แต่ก็ไม่เคยไปตัดสินคนที่เป็น

ก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าพูดเรื่องโรคซึมเศร้า พูดผิดพูดถูกเดี๋ยวโดนด่า แต่ตอนนี้เรียนรู้แล้วว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าความคิดของเราไม่ได้ไปตัดสินใคร เบียดเบียนใคร ก็ไม่แปลกถ้าเราจะพูด ผมเห็นหลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ผมว่าไม่ผิดเลยนะ แต่ถ้าพูดโดยที่ไม่เข้าใจโรคนี้ แล้วไปโทษคนที่เป็น ไปตัดสินคนที่เป็น รู้สึกว่าไม่ควร

ในชีวิตจริง คุณเจอคนเป็นโรคซึมเศร้าบ้างมั้ย

เจอไม่มาก มีทั้งเพื่อนที่มหา’ลัยและเพื่อนที่ทำงาน บางคนผมไม่รู้ว่าเป็น พอรู้นี่ตกใจเหมือนกันนะ โรคซึมเศร้าไม่ได้มีอาการแบบเดียว มันเป็นเรื่องของสารเคมีในสมอง เราไม่รู้ว่าในหัวตอนนี้เขากำลังสู้อยู่หรือกำลังท้อ มันลึกมาก

เจมส์ ธีรดนย์ เจมส์ ธีรดนย์

จากแทบไม่รู้จักโรคนี้เลย คุณเตรียมตัวรับบทนี้อย่างไร

ตอนแรกไม่รู้ว่าต้องเล่นเป็นโรคซึมเศร้า พอรู้ผมดีใจนะ คาแรกเตอร์เก่าผมคือเด็ก ม.ปลาย ที่เป็นเพลย์บอย บ้านรวย เฮฮาปาร์ตี้ ใน ฉลาดเกมส์โกง ถือว่าไปสุดแล้วสำหรับคาแรกเตอร์นั้น ถ้าไปครึ่งๆ กลางๆ ผมคงเซ็ง ถ้าต้องได้รับบทแบบเดิมก็เซ็ง ผมเลยดีใจที่ได้รับบทที่ท้าทายมากๆ แล้วเราจะได้ตีแผ่เรื่องนี้ให้คนเข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น เพราะเรื่องดำเนินผ่านตัวละครบู

ตอนแรกผมรู้แค่ว่าจะได้รับบทเล่นสเก็ตบอร์ด ก็ไปฝึกสเก็ตบอร์ดตั้งแต่รู้เลย ก่อนหน้านี้ไม่เคยเล่น แต่โชคดีที่ที่ธรรมศาสตร์มีลานสเก็ตพอดี ผมก็ลองเล่น แต่ยังเล่นไม่ค่อยเป็น จนตอนหลังมีครูมาสอน ก็เจ็บตัวมาบ้าง แขนขวาหักไปรอบนึง แต่เล่นไปเรื่อยๆ ก็ชอบนะ ผมอยากเตรียมตัวให้เหมาะกับบทมากที่สุด

นอกจากฝึกสเก็ตบอร์ด คุณต้องเตรียมตัวอะไรอีก

ต่อมาก็เรื่องร่ายกาย ผมทิ้งตัวเองตั้งแต่ถ่าย ฉลาดเกมส์โกง เสร็จ ตอนแรกดูแลตัวเองมาก พี่พัฒน์ (พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์-ผู้กำกับ) บอกว่าเรื่องนี้อยากให้ผอมเลย ไม่เอากล้ามเลย เมื่อก่อนผมหนัก 60 มีกล้าม ก็เลิกเล่นกล้าม งดข้าว คือถ้าลดน้ำหนักดีๆ แบบออกกำลังกายไปด้วย ร่างกายจะแข็งแรง กล้ามจะอยู่ ดูสุขภาพดีไงครับ

โรคซึมเศร้ามีหลายแบบ แตกต่างกันออกไป บางคนกินเยอะกว่าปกติ บางคนกินข้าวน้อยกว่าปกติ แล้วตัวละครผมเป็นประเภทไม่หิว ผมก็ค่อยๆ ลดน้ำหนักมาเรื่อยๆ ยกเว้นช่วงที่ถ่าย ฉลาดเกมส์โกง ตอนนั้นยังผอมมากไม่ได้ หลังจากถ่ายเสร็จก็ลดน้ำหนักจนซูบเลย ตื่นเช้า กินกาแฟ เข้าห้องเรียน แล้วก็ใช้ชีวิต กินข้าวเย็น แล้วก็นอน

แล้วอยู่ไหว เล่นสเก็ตไหวเหรอ

บางวันไม่ไหวก็กิน 2 มื้อ แต่คือกินน้อยมาก ครึ่งจานก็อิ่มแล้ว ลดแบบโภชนาการแย่ๆ ล่องลอยมาก เพื่อนมาบอกทีหลังว่าช่วงนั้นผมหงุดหงิดง่ายมาก เป็นผลข้างเคียงของการไม่กินอาหารนานๆ ลดน้ำหนักฮวบเฉียบพลัน ถ้าดูในเทรเลอร์จะเห็นว่าผอม ลดเหลือ 51 – 52 กิโลกรัม ผมเริ่มลดกล้ามตั้งแต่เดือนตุลาฯ พอถ่าย ฉลาดเกมส์โกง เสร็จเดือนกุมภาฯ ก็ลดอีกหนักๆ 2 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องรักษาหุ่นไว้จนถ่ายเสร็จ ตอนนี้เสร็จหมดแล้ว ผมพร้อมจะกลับไปกินข้าว กลับไปฟิตเนสอีกครั้ง มันถึงเวลาแล้ว

เจมส์ ธีรดนย์ เจมส์ ธีรดนย์

แล้วด้านโรคซึมเศร้าล่ะ เตรียมตัวยังไง

พาร์ตโรคซึมเศร้า ผมคุยกับพี่พัฒน์มาตลอด รีเสิร์ชด้วยการอ่านเว็บบ้าง ดูเฟซบุ๊กของคนเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง คุยกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจริงๆ และคุยกับจิตแพทย์ด้วย คือผมเรียนสายวิทย์ ผมก็อยากรู้ว่าโรคนี้มันเกิดจากสารเคมีในสมองตัวไหน แล้วยาที่กินเป็นสารเคมีแบบไหน ผลข้างเคียงที่เกิดกับแต่ละคนก็แตกต่างกัน ทำให้ง่วง อาเจียน ช่วงที่ดูหนักๆ คือช่วงที่ผมหาตัวละคร ผมไม่ได้หาคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องหาตัว ‘บู’ ก่อน ว่าเขาเป็นใคร แบ็กกราวนด์ชีวิตบูเป็นยังไง ผมสร้างคนคนหนึ่งขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่คนที่เคยเห็น แล้วค่อยเอาโรคซึมเศร้ามาครอบ

บูเป็นคนยังไง

พื้นฐานของบูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าเข้าสังคม รู้สึกว่าโดนกดอยู่ตลอดเวลา ด้วยปัญหาหลายๆ อย่างที่มีในเรื่อง ทำให้เขาปิดกั้นตัวเองและเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบบู บางคนอาจเฮฮา แต่พออยู่คนเดียว ความคิดอาจถูกดูดไปหาความเศร้า

ผมไม่ได้เล่นแค่ข้างนอก พอได้ตัวบูแล้ว รู้ว่าภายนอกเขาเป็นยังไง ระบบความคิดเป็นยังไง ถึงได้รู้ว่ารีแอ็กชั่นที่เขาจะโต้ตอบกับสิ่งรอบข้างเป็นยังไง แล้วบูเทกยาตัวไหน เทกแล้วเปลี่ยนไปยังไง

ตัวบูไม่อยากให้คนเห็นเยอะ กลัวสายตาคนมอง ผมเลยดีไซน์ตัวละครให้เดินก้มตลอด ชอบจิกขา จิกมือ ดึงสติตัวเองให้เจ็บเพราะจะได้รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ ช่วงที่เล่นเลยปวดหลังน่าดู  

การสร้างคนที่เศร้าขึ้นมาส่งผลกับชีวิตคุณอย่างไรบ้าง

ผมเป็นคน extrovert มาก ได้รับบท introvert มากๆ มีช่วงที่ตกใจกับตัวเองว่า เฮ้ย ปกติเราไม่ใช่คนแบบนี้นี่ ทำไมกระบวนการความคิดเราเป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นกับเรา ไปเที่ยวต่างประเทศ นึกว่าจะอินกับแสงสีเสียงในเมือง เปล่าเลย อินกับธรรมชาติ ไปนั่งบนเขาชมวิว เหมือนเจอตัวเองอีกมุมนึง

พอช่วงถ่ายเสร็จก็หนักเพราะเจอเรื่องเครียดหลายเรื่อง คนทักว่าติดตัวละครบูมา ซึ่งก็อาจจะจริง ผมกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้า เลยไปหาจิตแพทย์ แต่เพราะรู้จักโรคนี้เต็มๆ แล้ว เลยรู้ว่าที่จิตแพทย์ถาม เขาถามเรื่องอาการซึมเศร้าชัวร์ๆ ผมเลยตอบหลบในครั้งแรก ไม่ยอมกินยา แล้วช่วงนั้นผมคุยปรึกษาหลายคน คิดว่าน่าจะดีขึ้นได้ ปรากฏว่าเป็นหนักเลย มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่โลกหม่นหมองมาก เหนื่อย ช่วงเย็นคือดาวน์สุดๆ

ทำไมถึงได้รับผลกระทบมากขนาดนั้น

อาจเพราะติดคาแรกเตอร์ อาจเพราะจิตสั่งกายว่าเรากลัวจะเป็นแบบนี้ไปตลอด ยิ่งมีเรื่องเรียน เรื่องงานเข้ามา เป็นช่วงที่เราอ่อนแออยู่ พอเจอเรื่องหนักก็เป๋ เลยไปหาหมออีกรอบนึง คราวนี้ไปคนเดียว หมอบอกว่าเป็นภาวะเครียดและสั่งยาลดเครียดให้ ผมเพิ่งหยุดกินไปช่วงวันแม่และดีขึ้นแล้ว บาลานซ์ตัวเองได้ ตอนนี้หลุดออกมาได้แล้ว เหมือนเป็นการออกจากคาแรกเตอร์ ต้องใช้เวลา

ผมคิดว่าอาชีพนักแสดง ต่อให้เล่นได้เก่งแค่ไหน สุดท้ายแล้วนักแสดงที่ดีคือต้องเข้าได้ออกได้ เข้าได้แล้วจมคือทำได้งานเดียว เข้าได้ออกได้แล้วเรียนรู้ นั่นคือสิ่งที่นักแสดงต้องทำ

เจมส์ ธีรดนย์ เจมส์ ธีรดนย์

คุณเคยติดตัวละครอื่นที่เล่นมั้ย

ไม่ ซันใน HORMOMES วัยว้าวุ่น น่ะสร้างมาจากผมอยู่เยอะ พัฒน์ใน ฉลาดเกมส์โกง ก็มีความคล้ายผมอยู่เยอะเหมือนกัน ผมก็ได้เรียนรู้นะ แต่ว่าตัวเราก่อนเล่นกับหลังเล่นก็ไม่เปลี่ยน เรื่องนี้มันต่างกับผมเหมือนหยินกับหยาง เราเป็นหยินมาก่อน พอเจอหยางในตัว แล้วมันเข้ามารวมกันได้ ทำให้รู้สึกว่าเป็นการเรียนรู้ครั้งใหญ่มาก

แล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างคือสมาธิ เวลาจะจูนเข้าต้องใช้สมาธิสูงมาก ผมไปออกกองไม่มีใครคุยกับผมเลยทั้งวัน เอาน้ำมาให้ยังไม่กล้าเลย เพราะเป็นบูตั้งแต่ถึงกองยันเลิกกอง เป็นมวลหม่นๆ เดินไปเดินมาในกองตั้งแต่ตี 5 ครึ่งถึง 5 ทุ่ม กลับบ้านแต่ละวันนี่หมดพลัง ตรงข้ามกับตอนถ่าย ฉลาดเกมส์โกง ผมดู Steve Jobs ดู The Wolf of Wall Street มันมาก พยายามหาวิธีพูดแบบดึงความสนใจคน การไปกองแต่ละวันเลยสนุกเฮฮามาก

ดูเหมือนว่าตัวละครก่อนๆ ของคุณต้องการความสนใจ แต่ตัวละครบูต้องการความเห็นอกเห็นใจ

ไม่เคยคิดแบบนั้นเลย แต่ผมคิดว่าบูคงไม่ได้ต้องการความเห็นใจ เพราะถึงต้องการไปก็อาจไม่ได้ ลึกๆ เขาแค่ต้องการความรักและการยอมรับ ซึ่งตัวละครอื่นๆ ก็ต้องการการยอมรับเหมือนกันนะ แต่มันแตกต่าง คนละอย่างกัน

เจมส์ ธีรดนย์

ในอนาคต คุณอยากรับบทแบบไหนอีกบ้าง

แบบไหนก็ได้ บทเด็กก็ได้ บทผู้ใหญ่ก็ได้ ขอแค่ทุกคนรอบข้างทุ่มเท มีแพสชัน มีความละเอียด และให้ผมได้ใช้เวลากับมันเต็มที่ อยากได้บทที่มีความพิเศษในตัวของมัน อาจเป็นหน้าที่ผมที่ต้องทำเอง ผมแค่อยากกระโจนลงไปทำให้ดีที่สุด

คำถามสุดท้ายสำหรับคนป่วยวันนี้ โรคที่คุณไม่อยากเป็นที่สุดคืออะไร

โห ไม่อยากเป็นเลย เหมือนที่เขาบอกว่า ‘ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ’ ก็จริงนะ เวลาไม่ป่วยนี่ดีมาก ถ้าป่วย มีเงินเป็นล้านก็ไม่ได้ใช้ เลยไม่อยากเป็นโรคอะไรทั้งนั้น ภูมิแพ้ก็ไม่อยากเป็น ตอนนี้ถ่ายเสร็จหมดแล้ว ผมพร้อมจะกลับไปกินข้าว กลับไปฟิตเนสอีกครั้ง ได้เวลากลับไปแข็งแรงแล้ว (หัวเราะ)

เจมส์ ธีรดนย์

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load