ผมนัดพบกับ แม็กซ์ณัฐวุฒิ เจนมานะ ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ ‘โลก (โรค) ซึมเศร้าของนักดนตรี’ ซึ่งจัดโดย Fungjai

โดยไม่ต้องปิดบัง นักร้องหนุ่มที่ไม่สังกัดค่ายใดผู้นี้เคยเผชิญหน้าอาการซึมเศร้าและฟันฝ่าจนผ่านพ้นมาได้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือเขาสามารถแปรเปลี่ยนช่วงเวลายากลำบากเป็นงานสร้างสรรค์ เปลี่ยนความมืดมิดเป็นแสงสว่าง

ช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตได้กลายเป็นเพลงที่เขาชอบที่สุดในอัลบั้ม Let There Be Light ชื่อ ปีศาจ ซึ่งเป็นซิงเกิลล่าสุดและซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้ม

หากจะบอกว่านักร้องผู้นี้ขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยความเจ็บปวดก็ไม่ผิดนัก

ด้วยกระแสเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ที่โด่งดังจนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ จากทีแรกที่ตั้งใจทำเพลงอินดี้วันหนึ่งกลับกลายเป็นเพลงมหาชน ถึงขั้นมีคนเอาไปรีมิกซ์เป็นเวอร์ชันสามช่า ทำให้การหาเวลาว่านั่งสนทนากันแม้ช่วงสั้นๆ ก็ยังเป็นเรื่องยาก

ผมรู้จักแม็กซ์ครั้งแรกจากการที่เขาเป็นผู้เข้าประกวดรายการ The Voice Thailand ในปีแรก ที่โดดเด่นทั้งบุคลิก หน้าตา และฝีไม้ลายมือ จนสุดท้ายเขาก็ได้เข้าไปอยู่ในทีมของโค้ชแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

ผมพบแม็กซ์ครั้งแรกจากการที่เขาเป็นนักเขียนร่วมสำนักพิมพ์เดียวกัน โดยชายหนุ่มเขียนหนังสือมาแล้ว 2 เล่มชื่อ Strange to Meet You และ The Boy Who Never Grows

“ผมว่าผมมีความเป็นนักเขียนมากกว่าเป็นนักร้องอีก” เขาบอกผมอย่างนี้ในช่วงหนึ่งของการสนทนา

ซึ่งคำว่า ‘เขียน’ ที่เขาว่า เขาหมายถึงทั้งเขียนหนังสือและเขียนเพลง

โชคดีของผมที่แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงชีวิตที่เวลาว่างคล้ายเป็นคนแปลกหน้าของแม็กซ์ เจนมานะ แต่เขาก็ยังเจียดเวลามานั่งคุยกัน และบทสนทนาก็เวียนวนอยู่กับสิ่งที่เขาคิดในชีวิตช่วงนี้ และสิ่งที่เขาเขียนในชีวิตช่วงนั้น

แม็กซ์ เจนมานะ

ช่วงนี้มีคำถามไหนที่คุณโดนสื่อถามบ่อยที่สุด

‘รู้สึกยังไงบ้างคะ ที่เพลงเข้าป่าดังมากเลยค่ะ’

ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าวง Radiohead รู้สึกยังไง (หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลาผมไปเล่น คนก็จะตะโกนว่า ‘เข้าป่า เข้าป่า เข้าป่า เมื่อไหร่จะเล่น’ แล้วเขาก็ถามคนรอบๆ ว่า ‘เมื่อไหร่เขาจะเล่นเข้าป่าวะ’ ซึ่งผมตั้งใจเอาไว้เพลงสุดท้ายเลย เอาไว้ปิด เพราะผมรู้ว่าถ้ากูเล่นก่อนคนเดินกลับแน่

 

ที่ว่าเข้าใจความรู้สึก Radiohead คือยังไง

แอบหมั่นไส้นิดๆ (หัวเราะ) ว่าคุณจะฟังเพลงเดียวเองเหรอ ไม่ฟังมิติอื่นของเราบ้างเลยเหรอ แต่ถ้ามองกลับกันเราก็ดีใจแหละ อย่างน้อยเขาก็ฟังเราสักเพลงหนึ่ง เพราะว่ามันมีเพลงเดียวที่ดังเวอร์วังมาก มันก็เลยมีทั้งผลดีผลเสีย

 

เพลงดังมีผลเสียด้วยเหรอ

หนึ่งคือ คนทั่วไปเขาคาดหวังให้ทำเพลงคล้ายๆ แบบนี้ออกมาอีก สอง เป็นผลเสียกับเราเอง ผมนอยอยู่ช่วงหนึ่งว่าเราจะทำเพลงแบบนี้ได้อีกหรือเปล่า มันจะเป็น One Hit Wonder ไหม แล้วหลังจากนั้นตอนที่ผมแต่งเพลงใหม่ ผมก็เริ่มนอยแดก เขียนไม่ออกเว้ย ก็เลยไปคุยกับโปรดิวเซอร์ของผม เขาก็บอกว่ามันจะทำให้เป๋ จะทำให้เหนื่อย เพราะฉะนั้นไม่ต้องสนใจ มาตรฐานตัวเองเป็นยังไงทำให้ได้อย่างนั้นตลอดไป ถือว่าเพลงนี้มันเหมือนกับถูกหวย

คงเหมือนกับวง Foster the People ที่ผมเองชอบทั้งสามอัลบั้มเลยนะ แต่คนก็จะฟังแต่เพลง Pumped up Kicks ซึ่งเป็นเพลงที่เขาเกลียดที่สุดแล้ว แล้วเขาก็เอาไว้ปิดท้าย

แม็กซ์ เจนมานะ แม็กซ์ เจนมานะ

แล้วพอต้องร้องบ่อยๆ คุณเริ่มเกลียดเพลงตัวเองบ้างหรือยัง

แล้วแต่อารมณ์ คงเหมือนคบกับแฟน คือเริ่มงงๆ กับเธอแล้ว ทำไมเธอเรื่องเยอะจัง แต่สักพักหนึ่งก็คิดว่า เราก็ดีใจนะที่อยู่ด้วยกันมา แล้วเธอก็พาฉันไปเจอสิ่งต่างๆ พาฉันไปเที่ยวหลายที่เหมือนกัน

 

ตอนที่แต่งเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า เสร็จ รู้เลยมั้ยว่าเพลงนี้จะเปลี่ยนชีวิตของคุณไป

ไม่รู้ ผมแค่คิดว่ามันน่าจะเป็นเพลงที่คนพูดถึง ผมเองก็เพิ่งมาวิเคราะห์ใหม่ แล้วเห็นว่าเพลงนี้มีส่วนประกอบที่แปลกๆ คือถ้าสังเกตจะเห็นว่ามันเป็นเพลงที่ขึ้นต้นด้วยการเกริ่นมาก่อนเลย “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” แล้วก็เหมือนหลอกให้ฟังต่อ

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนก เฮ้ย เจอนกแล้วยังไง นกพูดอะไร จบท่อน Verse ยังไม่รู้เรื่องเลย ต้องไปฟังท่อนฮุกต่ออีก ฟังท่อนฮุกจนครึ่งฮุกก็ยังไม่รู้เรื่อง ต้องฟังจนจบ มันเหมือนหลอกให้คนฟังติดตาม เราคิดว่าถ้าเราเป็นคนฟังก็คงต้องฟังจนจบฮุกถึงจะรู้ว่ามึงพูดเรื่องอะไร (หัวเราะ)

ตอนแรกผมไปเปิดเพลงนี้ให้คนอื่นฟัง หลายคนเขาบอกว่า ‘เพลงเหี้ยอะไรวะ’ แล้วเขาก็ขำกัน ผมโดนล้อเลียน เคยเอาไปเปิดที่อื่นก็มีคนบอกว่าเพลงนี้ไม่น่าจะเหมาะกับที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้เปิดกันยับเลย เพลงนี้มันเลยเหมือนเป็นการปลดล็อกผม เหมือนครั้งหนึ่งที่ Johnny Cash ทำเพลงไปเล่นให้เจ้าของค่ายฟัง วันนั้น Johnny Cash เล่นเพลงหนึ่งออกมา แล้วมันไม่เหมือนกับเพลงอื่นๆ คือในขณะที่ทุกคนบนโลกทำเพลงเหมือนกันหมด เขาคิดว่าถ้าชีวิตมีโอกาสพูดเรื่องเรื่องเดียวก่อนที่คุณจะตาย คุณจะพูดเรื่องอะไร ซึ่งสำหรับผม เพลงของผมมันก็มีฟังก์ชันเดียวกันนี่แหละ มันเป็นเพลงที่จริงใจมาก เป็นเพลงไม่สนอะไรแล้ว คือผมอยากจะพูดเรื่องนี้

แม็กซ์ เจนมานะ

แล้วตอนที่ได้ฟังเพลงนี้เวอร์ชันสามช่า รู้สึกยังไง

ผมชอบมาก (หัวเราะ) มันเหมือนปลดล็อกอีกอย่าง คือผมเคยพูดตอนเด็กๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งเพลงกูกลายเป็นสามช่าแสดงว่ามันถึงแล้ว ซึ่งวันนี้มันก็ถึงจริงๆ มันแตะคนไทยแล้ว คือผมตั้งใจทำอัลบั้มนี้เพื่อคนฟังคนไทย ผมตั้งใจรื้อวิธีการเขียนเพลงเพื่อให้คนไทยฟัง ผมเคยคิดว่าการที่จะเป็น Intellectual ต้องทำเพลงสากล พยายามคิดว่าทำเพลงภาษาอังกฤษดีกว่า ผมก็เลยทำ Henri Dunant ก่อน เอาอีโก้ผมก็ไปทิ้งไว้ตรงนั้น พอมาทำอัลบั้มนี้ผมก็พยายามบาลานซ์ ผมไปศึกษาว่าเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงเพื่่อชีวิต แต่งยังไง ไปทำการบ้าน หาวิธีเขียน ซึ่งที่ผ่านมาบางครั้งเราดูถูกเพลงเหล่านี้ไปหน่อย แล้วผมว่าสิ่งนี้แหละที่ทำให้เพลงผมไปแตะถึงรถบัมพ์ (หัวเราะ) ตอนนี้มันกลายเป็นป่าล้อมเมืองแล้ว

 

เห็นว่าช่วงนี้คิวงานต่างจังหวัดแน่นมาก

30 วัน พักวันเดียว

 

เคยถามตัวเองไหม ทำไมต้องทำหนักขนาดนี้

ถาม กูเป็นหนี้หรือเปล่าวะ (หัวเราะ) โอ้โห โคตรเหนื่อยเลย

คือผมไม่ได้เป็นหนี้ แต่ผมทำเพื่อครอบครัว ทำเพื่อตัวเอง จริงๆ มันก็เป็นไลฟ์สไตล์ที่ผมเคยคิดฝันอยากเป็น ก็สะใจดี คือมึงอยากรู้นักนี่ ว่า Touring Musician เป็นยังไง ก็รับไป ซึ่งน้อยคนนะที่จะมีโอกาสแบบนี้ เพียงแต่วันนี้มันเริ่มเยอะไป ตอนนี้มีคิวถึงเดือนธันวาคมแล้ว เดือนนี้ถึงเดือนมิถุนายนมีงานทุกวัน คือคนที่ขายโชว์เขาก็ขายกันสนุกเลย เพราะมันขายง่าย ของกำลังมา แต่พอหลังจากมิถุนายนผมก็พยายามขอวันพัก เพราะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองมีลิมิตเท่าไหร่ แอบรู้ช้าไปหน่อย โชคดีที่ผมเป็นคนที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง ในชีวิตแทบไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย เคยมีครั้งหนึ่งไปหาหมอเพราะว่านึกว่าเป็นไส้ติ่ง แต่พอเข้าไปแล้วจริงๆ เป็นโรคกระเพาะ เข้าไป 2 ชั่วโมงแล้วหมอไล่กลับ (หัวเราะ) แต่ช่วงที่ผ่านมาเหมือนผมทำร้ายร่างกายตัวเองเยอะมาก แต้มบุญน่าจะหมดแล้ว เลยต้องกลับมาดูแลตัวเอง

แม็กซ์ เจนมานะ แม็กซ์ เจนมานะ

ชื่อเสียงและความโด่งดังที่เข้ามา ชีวิตคุณต้องเอาอะไรไปแลกมาบ้าง

แลกเยอะมากเลย จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะแค่งานแบบผมนะ จริงๆ ทุกงานต้องแลกหมด ตอนที่ผมไปแข่งรายการ The Voice Thailand ผมก็ต้องแลกกับหลายๆ อย่าง ต้องแลกกับทางที่ผมเดินอยู่ ผมทิ้งงานที่ปรึกษาเพื่อที่จะได้มาทำงานเพลงซึ่งผมคิดว่าตัวเองมีแพสชันมากกว่า แล้วผมก็ต้องทำการบ้านใหม่ในฐานะศิลปิน เริ่มมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องแลกกับสุขภาพ มันเหมือนกับการลงทุนที่ผมต้องเสียบางอย่างไปเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่คิดว่าจะได้มา

อย่างที่ผมพิมพ์สเตตัสในเฟซบุ๊กเรื่องตอนนี้ผมมีปัญหาเส้นเสียงอักเสบ โชคดีที่ว่าครั้งนี้ผมรู้ตัว ผมเลยหยุดแอลกอฮอล์ หยุดบุหรี่ แล้วก็เริ่มปรับวิถีชีวิต อะไรที่ทำร้ายเราเราก็เริ่มตัดทิ้ง ตอนนี้เหมือนเราเริ่มทำงานเป็น พยายามแลกให้น้อย พยายามที่จะใช้จ่ายให้น้อย เพื่อให้ได้สิ่งที่เยอะกลับมา ตอนนี้เราก็พยายามดู อะไรที่ตัดได้ ตัด

 

อย่างที่คุณว่าเพลงนี้อาจเป็น One Hit Wonder คุณกลัวมั้ยว่าวันหนึ่งชีวิตจะถึงขาลง

ไม่กลัว เพราะผมเคยลงมาแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว และที่สำคัญก็คืออัลบั้มนี้มันได้ทำการปลดล็อกแล้ว ทีนี้ผมทำเพลงอะไรต่อไปก็น่าจะเริ่มมีฐานแฟนเพลง

อีกอย่างผมคิดว่าเพลงที่เราทำมันเป็นเพลงที่จะไม่หายไปในปีสองปี เพราะตอนที่ทำผมตั้งใจจะให้มันแทนหลายๆ อย่างในชีวิตผม ซึ่งมันน่าจะมีคุณค่าพอที่จะอยู่ได้ในระยะยาว ที่ผ่านมาผมพยายามจะเซ็ตทัศนคติที่ถูกต้องให้กับทั้งตัวเองและเด็กรุ่นใหม่ๆ ว่าคุณควรจะทำงานให้ดี มองงานในระยะยาว ไม่ใช่ฉาบฉวย

แม็กซ์ เจนมานะ

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่านี่คือช่วงที่ดีที่สุดของชีวิตไหม

ผมคิดว่าทุกช่วงมันดีหมดเลย มันดีในแบบของมัน ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราดันไปโฟกัสกับมุมที่มีแต่เงา พยายามแต่จะสนใจอดีตที่แก้ไม่ได้ หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งมันเสียเวลา เสียพลังงาน ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Peter F. Drucker เกี่ยวกับวิธีบริหารจัดการตัวเอง เขาบอกว่าคุณควรจะใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ซึ่งการใช้พลังงานน้อยที่สุดคือโฟกัสกับปัจจุบัน

 

คุณบอกว่าชีวิตโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน แต่การเขียนเพลงที่ใช้เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นวัตถุดิบ มันทำให้ต้องกลับไปอยู่กับอดีตหรือเปล่า

นี่แหละ ศิลปินแม่งซวย (หัวเราะ) ศิลปินที่ทำงานเองเขาต้องไปขุดอดีตตัวเองมาค้น ไปขุดอดีตคนอื่นมาคิด ค่อนข้างไม่อยู่กับปัจจุบัน สมมติถ้าให้ผมกลับไปเขียนเพลงใหม่ ผมก็คงจะจิตตกอีกนั่นแหละ มันใช้จ่ายวันคืนเป็นร้อยเพื่อที่จะเขียนออกมา เขียนไม่ออกก็ต้องพยายามค้นว่าในตอนนั้นเราคิดอะไรอยู่ ค้นใจตัวเองจนลึก ซึ่งความจริงเรื่องนี้มันก็แล้วแต่คน แต่สำหรับผม ผมค้นลึกมากเลย ซึ่งมันอันตราย มันเหมือนเราต้องกระโดดลงไป จะขึ้นมาได้หรือเปล่าไม่รู้

แม็กซ์ เจนมานะ

แล้วทำไมต้องค้นลึกลงไปในใจขนาดนั้นทั้งที่รู้ว่ามันก็มีผลเสีย

เราดันเป็นคนเอนจอยกับการดิ่งด้วยไง บางคนชอบเล่นกับปีศาจตัวเอง บางคนซาดิสต์ ซึ่งผมว่าผมเป็นแบบนั้น ชอบไปค้น บางอารมณ์ที่เจอเรื่องเศร้าๆ ก็ต้องเขียนบรรยายมันออกมาทีละย่อหน้า ทีละตัวอักษร แล้วก็ต้องเลือกตัวอักษรที่เจ็บที่สุด เฮิร์ตที่สุด เพื่อให้คนเข้าใจว่าเราเป็นอะไร และที่เราทำสิ่งนี้ก็เพื่อคนฟัง เพื่อให้คุณรู้ว่าอารมณ์แบบนี้มันเป็นยังไง คุณจะได้ไม่ต้องมาเจอแบบผม

ซึ่งที่ว่ามามันเป็นอารมณ์ของคนที่ทำงานแบบนี้ อย่าง Chester Bennington, Chris Cornell, พี่สิงห์ Sqweez Animal เขาก็ต้องสู้กับปีศาจ คนพวกนี้พูดถึงปีศาจหมดเลยนะ เป็นเรื่องแปลกมาก ตอนที่ผมรู้ข่าวผมก็ดิ่งตามเขาเลย ตอนคริส คอร์เนล จากไปผมเฮิร์ตมาก เพราะเขาเป็นไอดอลผมมาตั้งแต่เด็ก หลายๆ คนที่ต้องเจอปีศาจน่าสงสารนะ ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าเขาซ่อนความอ่อนไหวมากๆ เอาไว้ในเนื้อเพลงเขา ในเมโลดี้เขา เหมือนกับเขาต้องการความช่วยเหลือจากทุกคน

 

ซึ่งสิ่งที่คุณว่ามาก็เชื่อมโยงกับเพลง ปีศาจ ที่คุณแต่ง อยากรู้ว่า ‘ปีศาจ’ ในความหมายของคุณคืออะไร

มันน่าจะหมายถึงความเกลียดชังตัวเอง ความคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ตัวเองไม่ดี ตัวเองแย่ ซึ่งผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็น อย่างหนังสือ The Boy Who Never Grows ที่ผมเขียน ตอนนั้นผมเขียนเพราะผมไม่อยากโต ซึ่งผู้ใหญ่หลายคนจะมีปัญหานี้ ตื่นมามองกระจกตอนเช้าแล้วเจอคนในนั้นที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะโตมาเป็นคนแบบนี้

ผมโตมาแล้วถามตัวเองว่า กูเป็นคนแบบนี้เหรอวะ แล้วทำยังไงกูถึงจะไม่เป็นคนแบบนี้ คนอื่นคิดแบบนี้กับกูเหรอ แล้วมันก็จะเริ่มพารานอย ปีศาจมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยอารมณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความเนกาทีฟ ความไม่เคารพตัวเอง การไม่มีความเชื่อ ซึ่งมันทำร้ายตัวเอง นี่คือความอันตรายของปีศาจ แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งเรายอมรับตัวเอง ตื่นมาตอนเช้ามองกระจกแล้วคิดว่า มึงโอเคนะ มึงหน้าตาดีนะนี่ มึงเป็นคนที่เก่งนะ ปัจจุบันนี้มันโอเคแล้ว แล้วค่อยๆ ผ่านไป เราว่าเราก็อาจจะเป็นเพื่อนกับสิ่งที่เราเป็นในกระจกได้

แม็กซ์ เจนมานะ

คุณคิดอย่างไรตอนที่เห็นข่าวศิลปินที่รักจากไป

ผมเข้าใจทางเลือกเขา ซึ่งตอนที่ผมแย่ๆ ก็เสียวเหมือนกันนะ โชคดีที่ผมเป็นคนกลัวตาย ผมเป็นคนกลัวไม่สนุก จริงๆ แล้วผมอาจจะเป็นคนที่โพสิทีฟมากๆ คนหนึ่ง ผมเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ผมไม่อยากเสียความอยากรู้อยากเห็นไป เราอยากรู้ว่าชีวิตมันจะไปไหนต่อ ผมเป็นคนที่ถ้าจะเล่นเกมผมต้องสู้จนผ่านด่าน แต่ผมก็เข้าใจในทางเลือกของพวกเขา ผมว่าคนบางประเภทถูกสร้างมาให้เป็นแบบนี้ แล้วเขาเปลี่ยนตัวเองไม่ได้

ช่วงก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยมีความโกรธอยู่ข้างใน ผมร้องไห้ไม่ได้มาหลายปี ข้างในเศร้ามาก เหนื่อยมาก อยากร้องไห้ พยายามจะร้อง แต่ร้องไม่ออก ข้างในเกรี้ยวกราดมาก โกรธใครก็ไม่รู้ โกรธพระเจ้า โกรธทุกคน โกรธชีวิต อยากจะตะโกน ซึ่งมันอ่อนไหวมาก แล้วดนตรีก็เป็นเครื่องมือในการปลดปล่อย ระบาย

แม็กซ์ เจนมานะ

ทำไมคุณถึงไม่ทำเพลงที่บอกเล่าความทรงจำอันดี เรื่องที่ยิ้มกับมันได้ ทำไมต้องไปดึงสิ่งที่เจ็บปวดมาเขียน

พูดถึงเรื่องนี้มีศิลปินอยู่ 2 คนที่ผมอยากพูดถึง คนแรกคือ Jason Mraz ผมเคยไปสัมภาษณ์เขา ผมถามเขาว่า ทำไมถึงไม่ทำเพลงที่ดาร์กแบบ Plane หรือเพลงแบบ Mr. Curiosity มันเพราะมากเลย เจสันบอกว่า ‘ผมก็ยังเขียนเพลงแบบนั้นอยู่นะ แต่ผมไม่มาปล่อยให้คนฟังแล้ว ผมไม่อยากโยนขี้ให้คนฟัง ผมไม่อยากจะโยนความโศกเศร้าให้คน ผมอยากจะทำให้โลกนี้เป็น Better Place ผมอยากจะทำให้คนรู้สึกดี อยากจะส่งต่อความสุข’ นี่เป็นไอเดียของเขา

อีกคนคือ Damien Rice ผมไปดูคอนเสิร์ตเขา แล้วเขาบอกว่าคุณอาจจะคิดว่าผมเป็นคนที่เศร้าที่สุดในโลกใบนี้ แต่จริงๆ ผมเป็นคนแฮปปี้ที่สุดในโลก พวกคุณน่ะซวย เพราะผมน่ะโยนขี้ให้พวกคุณ ผมเลยรอด แต่ผมทำเพื่อพวกคุณนะ เพราะเมื่อพวกคุณออกจากฮอลล์นี้ไป คุณจะคิดว่าโลกนี้ดีกว่าในฮอลล์นั้นมากเลย พอพวกคุณไปเจอโลก ไปใช้ชีวิตประจำวัน ก็จะคิดว่า ชีวิตกูดีกว่าเดเมียนว่ะ’ ซึ่งมันก็เป็นอีกวิธีคิดหนึ่ง สำหรับผม มันก็เป็นทางเลือกว่าแต่ละคนจะเลือกเอาเพลงมาใช้แบบไหน

แม็กซ์ เจนมานะ

แต่คุณก็เลือกที่จะโยนขี้ให้คนฟัง

(หัวเราะ) 4 เพลงแรกออกมาโยนขี้ แต่เพลงสุดท้ายผมก็พูดแต่เรื่องดีๆ คือผมจะมีความอะลุ่มอล่วย อย่างเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า แม้มันจะมีความตัดพ้อ แต่ตอนจบก็บอกว่า “เผื่อเธอเหงาขึ้นมาจะได้กลับมารักกัน” ผมจะแอบซ่อนความโพสิทีฟไว้บ้าง เพราะช่วงที่เขียนเพลงเป็นช่วงที่ผมพยายามทำตัวเองให้คิดบวก ถ้าผมคิดลบผมจะทำงานให้ดีไม่ได้ อย่างอัลบั้มนี้ที่ชื่อ Let There Be Light มันหมายถึง ‘จงมีแสงสว่าง’ ซึ่งในไบเบิลมันเป็นคำแรกที่สร้างทุกอย่าง เป็นคำที่ครีเอทีฟที่สุด แสงสว่างคือสิ่งที่ครีเอทีฟที่สุด มันสร้างชีวิต เพราะฉะนั้น เพลงสุดท้ายของผมจึงเป็นเพลงที่พูดถึงแสงสว่างชัดเจน ประเด็นทั้งหมดคือคุณต้องมีความหวัง เห็นแสงสว่าง

 

เมื่อสักครู่คุณบอกว่าคนที่เป็นศิลปินนั้นซวย ต้องนั่งค้นเรื่องราวอันเจ็บปวดมาเล่า แล้วเรื่องที่ดีมากๆ ของการเป็นศิลปินคืออะไร

เรื่องที่ดีที่ผมพูดกับตัวเองบ่อยๆ คือโชคดีว่ะ กูได้ระบาย และโชคดีมากที่ระบายแล้วมีคนฟัง ถ้าไม่ได้ระบายผมคงเดี้ยงไปนานแล้ว ในโชคดีก็มีโชคร้าย และในโชคร้ายก็มีโชคดี

แม็กซ์ เจนมานะ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load