31 Jan 2018
6 PAGES
10 K

เมื่อลองไล่เรียงรายชื่อดาวตลกแห่งยุคสมัย ชื่อของ แจ๊ส ชวนชื่น คือชื่อแรกๆ ที่ผมนึกถึง

แม้แทบทุกคนจะนิยามว่าเขาคือ ตลก แต่หากลองไล่เรียงดูจะพบว่างานที่เขาทำนั้นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง หรือนักร้องนำของวงดนตรีชื่อ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ที่ใครหลายคนครหาว่า ‘ก็แค่ตลกทำเพลง’ แต่ไปๆ มาๆ เพลงของเขากลับประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์อย่างมหาศาล

เพลง มือลั่น ที่เขาเป็นคนแต่งมียอดวิวทะลุล้านภายในค่ำคืน และตอนนี้มียอดวิวกว่า 200 ล้าน เป็นหนึ่งในเพลงไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดในปี 2017

ล่าสุดเขาคือหนึ่งในโปรดิวเซอร์รายการ Show Me The Money Thailand รายการค้นหาแร็พสตาร์ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเกาหลีใต้ เคียงข้างแร็พเปอร์คนอื่นๆ อย่าง Buddha Bless อุ๋ย–นที เอกวิจิตร, เอ็ม–กิตติพงษ์ คำสาตร์ และ โต้ง–สุรนันต์ ชุ่มธาราธร, ดาจิม-สุวิชชา สุภาวีระ, เป้ วงมายด์-บดินทร์ เจริญราษฎร์, ป๊อก Mindset-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, เดย์ ไทยเทเนียม และ เอ้ สมาชิกวง BOOM BOOM CASH

หากใครติดตามเขามาตั้งแต่สมัยเป็นตลกคาเฟ่ย่อมเห็นตรงกันว่าแจ๊สคือศิลปินคนหนึ่งของวงการที่ก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยคล้ายชีวิตเป็นการอิมโพรไวซ์ที่ไม่มีถูกไม่มีผิด

เมื่อได้นั่งคุยกันหลังช่วงซักซ้อมรายการ Show Me The Money Thailand ก่อนอัดจริงในวันรุ่งขึ้น ทำให้ผมพบว่าชายผู้นี้มีความเชื่อสำคัญสองประการ หนึ่งคือ เขาเชื่อว่าตลกต้องทันสมัย และสอง เขาเชื่อในการลงมือทำ

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ชื่อของเขายังอยู่ร่วมยุคสมัยในวันที่ตลกจำนวนไม่น้อยหล่นหายไปจากใจคน

แจ๊ส ชวนชื่น

เห็นคุณทำหลายอย่าง อยากรู้ว่าทุกวันนี้เวลากรอกช่องอาชีพในเอกสาร คุณกรอกว่าอะไร

อาชีพรับจ้าง เขียนอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเพิ่งขนของเล่นตลกใหม่ๆ ตอนนั้นอายุ 14 ย่าง 15 พ่อเคยพูดว่าอาชีพตลกก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพรับจ้าง ทุกวันนี้ก็เขียนว่า รับจ้าง ไม่เคยกรอกคำว่า ศิลปิน มันเขิน

 

คุณทำทั้งรายการทีวี ทั้งทำเพลงของตัวเอง ทั้งเป็นโปรดิวเซอร์รายการ Show Me The Money Thailand ช่วงนี้คือช่วงที่ชีวิตยุ่งที่สุดแล้วหรือยัง

ที่สุด ยุ่งสุดๆ ทำเกือบทุกวัน เดือนที่ไม่ได้หยุดเลยก็มี เดือนหนึ่งหยุดวันเดียวก็มี ส่วนใหญ่จะหยุดเต็มที่ไม่เกิน 3 วันต่อเดือน ซึ่งสำหรับเรานี่คือยุ่งแล้ว ไม่ได้อยู่กับตัวเองเหมือนเมื่อก่อน สมัยก่อนเราถ่ายรายการหรือถ่ายหนังเราจะรู้เวลาที่เราจะกลับ คือเราเเค่ไปทำงานให้เขาโดยที่เราไม่ต้องคิดอะไร เเต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ เราเริ่มสร้างงานแล้ว ทีนี้กลายเป็นว่าพอกลับมาจะต้องนั่งคิดว่ายังไงดีวะ เพลงหน้าโชว์หน้าจะเป็นแบบไหนดี เฮ้ย ไอ้เพลงนี้น่าเอามาเล่นมาใช้ในโชว์ได้ ทำอย่างนี้ตอนเล่นคอนเสิร์ตน่าจะสนุกดีนะ เหมือนต้องมาคุยงานกับตัวเอง กลับกลายเป็นว่าพอเสร็จจากงานทีวี เราต้องมาคิดงานตรงนี้อีก ซึ่งเมื่อก่อนไม่ต้องคิดอะไรเลย กลับบ้านนั่งกินเบียร์ ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย ได้พักผ่อน

 

ฟังดูเหมือนดนตรีเป็นภาระของชีวิต เเล้วทำไปทำไม

เราอยากให้คิดกลับกัน สำหรับคนอื่นไม่รู้เป็นยังไง เราเริ่มทำงานวงการบันเทิงมา เรามีตังค์ เเต่ว่ามันไม่เยอะ นี่พูดจากใจเลย เเต่พอเรามาทำวงดนตรีมันได้ครบเลย หนึ่ง เรารัก สอง เหนื่อยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร สาม ได้เงินดี สี่ ได้ทำงานที่ตัวเองวางไว้ทั้งหมด เราขายงานเราไป เราไม่ต้องถูกบังคับว่าเราต้องเล่นแบบนั้นเเบบนี้ พอเราได้มาเจอดนตรีกลับกลายเป็นว่างานในวงการบันเทิงต่างหากที่เหมือนเป็นภาระ วงการดนตรีเหมือนเป็นงานของเราเเล้ว มันทำให้เรารู้ว่านี่เเหละคือกู ตอนทำงานบันเทิงมันเหมือนกับเราสู้รบว่าจะทำยังไงให้คนได้เห็นตัวตนของเรา เเต่อันนี้คือโหมดที่ทุกคนไม่เคยเห็นในตัวเรา เราชอบฟังเพลง เราชอบร้องเพลง อยากเป็นนักร้องตั้งเเต่เด็กเเต่ไม่มีใครรู้ พอได้ทำแล้วมันยิ่งเข้าตีน ยิ่งเข้าคอ กลับกลายเป็นเเบบนั้น

Show Me The Money Thailand Show Me The Money Thailand

คุณดูมีแพสชันกับดนตรีมาก เวลาได้ยินคนดูถูกว่า ก็แค่ตลกมาร้องเพลง คุณรู้สึกยังไง

เราเถียงในใจ เราคิดอย่างเดียวว่าคำพวกนี้เป็นเเรงผลักดัน เราจะไม่ถือโทษโกรธ คิดอย่างเดียวเลยว่ากูจะทำให้มึงเห็น ทำให้ดูว่ากูไม่ใช่เเค่ตลก คือด้วยอาชีพตลกเราว่าต้องมีคนคิดแหละ บางทีเป็นคนในวงการด้วยที่คิดว่า ตลกเชย ตลกล้าสมัย ตลกไปวันๆ ตลกเเต่งตัวหรือมีบุคลิกสู้ดาราไม่ได้ เเต่เราคิดปลดเเอกกับตัวเองว่า กูจะทำให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่าตลกไม่ใช่อย่างที่คุณคิด มันไม่ได้เป็นการเอาชนะแต่เป็นการพิสูจน์

ทุกวันนี้เรายังมีงานจ้าง อย่างน้อยทำเพลงก็ยังมีคนฟัง เราพยายามทำให้ทุกคนเห็น เราจะเอางานของเราเป็นตัวพิสูจน์ เหมือนตอนที่ทำเพลงช้า มันสุ่มเสี่ยงมาก เพราะมองเผินๆ มันไม่ใช่มึง เเต่เราจะพิสูจน์ยังไงให้คนมองว่าจริงๆ เเล้วคือกู คือจริงๆ เราทำได้หมดเเหละ เเต่ดีไม่ดีไม่รู้นะ จะมีใครรู้บ้างว่าเราฟังเพลงหมดทุกเเนว ไม่มีใครรู้ ตั้งเเต่วันเเรกที่ทำวงคนมองเราว่าเราทำอะไร เจอคนนิ่งใส่ คนไม่เอากับเรา แต่เราสู้จนมันได้มา

 

คุณมีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว มาทำวงดนตรีมันไม่ง่ายกว่าคนอื่นหรอ

มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เราขายวงตั้งเเต่ค่าตัว 4 หมื่นบาททั้งวง เพราะว่าบางงานเขาอยากจ้างเแค่เรา แต่เราไม่เอาเพราะเรามีวง เราเจอมาหมด ไม่ได้หมายความว่า มึงมีชื่อเสียงแล้วเขาจะมาเฮกับมึงเพราะคนเขามาฟังเพลง

เราทำมาทุกอย่างจนวันหนึ่งแม้มันไม่ได้ดีที่สุด เเต่มันเป็นที่พูดถึง เราได้มีตัวตนในวงการว่าเป็นวงที่เอนเตอร์เทน ได้ขึ้นเวทีใหญ่ ซึ่งเราเป็นวงห่าอะไรก็ไม่รู้ ดัง แว้นฟ้อหล่อเฟี้ยว เพลงเดียวเเต่ได้ขึ้นเวทีนั้นเวทีนี้ เราก็ทดสอบมาเรื่อยๆ จนมาหลังๆ เริ่มมีเพลงเราก็รู้สึกมีไฟ คิดว่ากูต้องทำ อยากสร้างงาน

 

เห็นว่ากีตาร์คุณก็เล่นไม่เป็น พื้นฐานการทำเพลงก็ไม่มี ทำไมถึงทำเพลงจนมียอดวิว 200 ล้านถึง 2 เพลงได้

เราเล่นกีตาร์ไม่เป็น เล่นดนตรีไม่ได้ เเต่เราฟังเพลงมาตั้งเเต่เด็ก ฟังเพลงมาทุกเเนว ลิเกเรารู้ ลำตัดเรารู้ ฐานทุกฐานเรารู้หมดเลย เราก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจดนตรี เข้าใจคีย์ เข้าใจจังหวะ เข้าใจแนวดนตรี ดนตรีแนวนี้อารมณ์ประมาณนี้ เราเสพงานเยอะ และเรากล้าลงมือที่จะทำ เมื่อก่อนเราก็ไม่กล้านะ ขนาดทำวงก็ไม่กล้าแต่งเพลงเอง แต่เราฟังคำคำหนึ่งของใครสักคน เขาบอกว่า ‘มึงต้องลงมือทำ อย่ามัวแต่คิด ทำผิดถูกช่างมัน’ เออเว้ย จริง ลงมือทำ พลาดช่างมัน พอมันเกิดขึ้นมาแล้วไฟมันจะมา ไฟมาแล้วก็ทำอีก ทำอีก ทำอีก

เราดันโชคดี ยุคนี้ช่องทางมันง่ายขึ้น มียูทูบ เเล้วยุคนี้ใครเเปลกได้เปรียบ เพราะฉะนั้น เราคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่เเล้ว บางคนเขาอาจจะเขียนคำสละสลวย แต่เรามีภาษาของเรา อย่างคนอื่นเขาใช้ฉันกับเธอ เราเอาความเป็นลูกทุุ่งเข้าไปด้วย เป็นพี่กับเอ็ง อย่างเพลง มือลั่น คำมันแปลกกว่าคนอื่น แล้วมันเป็นสิ่งที่พี่ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว

Show Me The Money Thailand

Show Me The Money Thailand

แล้วคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแร็พอย่างคุณมาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์อย่างรายการ Show Me The Money Thailand ได้ยังไง

วันนึงพี่เป๋า (อิทธิพล อำพา) เขามาถามว่า แจ๊สฟังฮิปฮอปมาบ้างมั้ย เราก็บอกว่า ฟังมานาน เพลงไทยเทเนียมหรือเพลงไหนผมฟังหมด เขาก็บอกว่า พี่จะให้แจ๊สมาเป็นโปรดิวเซอร์ในรายการ ผมก็บอกปัดไป 2 รอบก่อนจะรับ คือรายการนี้มันคือมหากาพย์ของเกาหลีเลยนะเว้ย เราไม่กล้าเข้าไป เพราะว่ารู้วงการแร็พเปอร์มันเซนซิทีฟ มึงเป็นใคร มาจากไหน มึงมาอยู่ในพื้นที่ของพวกกูได้ยังไง มึงเจ๋งขนาดไหน เรากลัวสิ่งนี้ ซึ่งเรารู้ว่าต้องมีแน่ๆ

 

แล้วได้ถามตัวเองมั้ยว่า กูมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

คิดเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วฮิปฮอปมันอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว แค่เราโง่ เราเขียนภาษาอังกฤษไม่เป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เราฟังเพลง Pharrell Williams ฟัง Snoop Dogg ฟัง Eminem ฟังหมด ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เราจับจังหวะได้ จับสำเนียงได้ เข้าใจตรงนี้ รู้ว่าฮิปฮอปมันก็จะมีจังหวะหลายแบบ อยู่ที่จะเลือกเอาแบบไหน แล้วแต่ก่อนเราเคยลองเขียนไรม์แร็พเองด้วย ช่วงที่ไทยเทเนียมกำลังดัง ช่วงที่ดาจิมกำลังดัง ซึ่งความชอบของเราไม่มีใครเห็นหรอก อย่างท่อนหนึ่งที่เราร้องในเพลง TOGETHER เราก็เขียนเอง

ถามว่าตรงนั้นมันเป็นที่ของเรามั้ย ก็ไม่ใช่ แต่เราก็บอกตัวเองว่า รายการนี้เราเปิดโอกาสให้กับผู้เข้าร่วมแข่งขันที่เขาอยากพิสูจน์ตัวเองใช่มั้ย ซึ่งงานนี้กูก็เช่นกัน กูก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน ไม่ต่างจากพวกเขา ผมพูดกับน้าเน็กและทุกคนก่อนอัดรายการว่ากลัวมาก แต่ที่ทุกคนพูดกลับมาคือ แจ๊สคุณทำได้ คุณผ่านความสำเร็จมาแล้ว คุณทำเพลงได้ คุณมีวงดนตรีของคุณ ซึ่งเราต้องขอบคุณพวกเขา เขาให้กำลังใจเรา

แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่มันทำให้เราลบความกลัวไป คือชีวิตเราครอบครัวเราขลุกกับลิเกมาก่อน ใช้กลอน เขียนกลอนมาก่อน ซึ่งสำหรับเรามันไม่ต่างกันเว่ย สัมผัสนอกสัมผัสใน เราพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นแต่เราก็จะเอาความเป็นแบบนี้ของเราของครอบครัวเรามาใช้ คือเราใส่รองเท้าเหมือนเขาแหละ อาจจะใส่คนละข้าง แต่เราเดินได้ ถ้าถามว่าทำได้มั้ย ยังไม่รู้นะ แต่เราอยากจะทำมันให้ได้

 

ดูเหมือนชีวิตที่ผ่านมาคุณจะไม่กลัวในการกระโดดไปยังพื้นที่ใหม่ๆ

เรากลัว แต่เราผ่านมาทุกอย่างแล้ว สมัยก่อนเราไม่ได้มีความมั่นใจมากขนาดนี้นะ เมื่อก่อนก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง เข้าสตูดิโอทีหนึ่งก็หงอๆ สวัสดีครับ สวัสดีครับ ไม่กล้าจะเป็นตัวเอง เบอร์มันไม่ได้ เราอยู่ในวงการเรารู้ว่าอะไรมันคืออะไร จนผ่านมาเรื่อยๆ เรากลับคิดว่ามันเป็นวัฏจักร มองอะไรทุกอย่างเฉยๆ ไปหมด ทุกคนเกิดมาเพื่อสู้ สู้เสร็จปุ๊บมึงก็จะได้บารมี มึงได้บารมีคนก็จะมาสนใจเป็นธรรมดา พอมึงหมดค่าก็ไม่มีใครสนใจ

อย่างที่เราบอก เราเห็นโลกในวงการบันเทิง จนเรารู้ว่ามันไม่มีอะไร เรารู้แล้วว่าโลกนี้เป็นโลกที่คนมโน คนที่เสพเราเขาก็มโน ออกทีวี หน้าตาดี เขาก็มโนว่าคือเทพบุตร ทั้งๆ ที่กูก็เหมือนพวกมึง ไม่ได้แตกต่างกัน มันแค่นี้แหละ อยู่ที่ว่าเราจะยังไงต่อ วันนี้เป็นอย่างนี้แล้วยังไงต่อ ยามมีชื่อเสียงมีคนมาถ่ายรูปแล้วยังไงต่อ

Show Me The Money Thailand Show Me The Money Thailand

คือไม่ได้เหลิงกับสิ่งที่เข้ามา

ไม่ได้ตื่นเต้น เพราะเราอยู่ในทุกจุดมาแล้ว อยู่ในจุดที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีคนเรียกชื่อกูได้วะ ขอให้เรียกแจ๊สสักครั้งหนึ่ง จำชื่อกูได้บ้างแค่นั้นพอ แล้ววันหนึ่งมันเลยมาแล้ว คือสิ่งที่ตั้งเป้าไว้มีแค่นี้ ขอให้มีคนเรียกกูว่าแจ๊ส รู้จักแจ๊ส จนพอมาถึงตอนนี้ ที่เหลือถือว่ากำไรหมดแล้ว มันเกินตรงนั้นมาแล้ว

เราเลยคิดไง ว่าแล้วยังไงต่อ พอชีวิตคนเรามีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา พอมาอยู่แบบนี้ ก็คิดว่า เออ เมื่อก่อนไม่เห็นมีใครอะไรกับกูแบบนี้เลย เรามองเป็นปม คือแล้วยังไงต่อ เราถึงใช้ชีวิตของเราแบบไม่อยากเป็นคนที่รักษาภาพลักษณ์ตัวเอง เรากลายเป็นคนคิดต่างไปเลย

 

เท่าที่ดูคุณเป็นตลกคาเฟ่ไม่กี่คนนะที่สามารถปรับตัวในยุคนี้ได้

อย่างที่บอก ว่ามันเป็นปม เราคิดว่าตลกต้องทันสมัย ต้องรู้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วย มึงจะมาแต่งตัวแบบแก่ๆ ไม่ได้ เราต้องอยู่ให้ได้ทุกโลก คือเล่นขำอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่ามึงจะอยู่ได้ทุกที่นะ ถ้าคุณไม่สร้างพื้นที่ของคุณไว้ ต่อไปวงการทีวีจะตายนะ วงการหนังสือก็เหมือนกัน ถูกมั้ย คุณก็น่าจะรู้ เดี๋ยวนี้มีอะไรมากกว่านั้นอะ เราก็คิดว่าดาราถ้าวันหนึ่งทีวีมันหายไปอะ ตายเลยนะ ถ้าคุณไม่ได้สร้างพื้นที่ของตัวเอง

 

คิดว่าตัวเองเป็นคนทะเยอทะยานมั้ย เลยมาถึงจุดนี้

ไม่เคย เราเป็นคนไม่เบียดใคร ไม่เหยียบหัวใครเพื่อจะขึ้นมา สมมติตลก 4 – 5 คนไปเล่นกันบนเวที เราสามารถจับไมค์เฉยๆ แล้วไม่เล่นอะไรก็ได้นะ แต่ด้วยความจำเป็น เราเป็นตลกจะไม่เล่นอะไรเลยเหรอ ก็ต้องเล่น บอกไม่ถูกเหมือนกัน เมียก็ด่าเราว่า ‘แจ๊ส ทำไมมึงเป็นคนแบบนี้ เจอผู้ใหญ่มึงไม่ไหว้’ เราก็บอกว่า เฮ้ย เราไหว้ คือเจอหน้าเราก็สวัสดีแล้วก็ไป แต่ว่าเราแค่ไม่เข้าไปแบบ ‘ผมฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ’ หรือ ‘พี่มีอะไรเรียกใช้ผมได้นะครับ’ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นเว่ย มึงแค่เป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ ทำงานให้เต็มที่ แล้วเขาจะนึกถึงมึงเอ

แจ๊ส ชวนชื่น แจ๊ส ชวนชื่น

ถึงวันนี้คุณรู้สูตรหรือยังว่าทำยังไงให้เพลงดัง

ไม่รู้ แล้วเราจะเบื่อมากที่ใครหลายคนมาถามว่าทำไมเพลงถึงดัง เป็นคำถามที่โง่มาก ความรู้สึกเราคือมึงไม่รู้หรอก มึงมีหน้าที่ทำ พี่เอกชัย ศรีวิชัย เคยบอกเราประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า ‘แจ๊ส เราทำเพลงมา มันมีเพลงที่เราชอบตั้งเยอะ แต่มันไม่ดัง แล้วก็มีเพลงที่ไม่ได้ชอบหลายเพลง แต่ดัง เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่ทำ คนฟังจะเป็นคนตัดสิน’ เราฟังแล้วเข้าใจเลย ดีก็คือดี ไม่ดีก็ทำต่อ หน้าที่เรามีเท่านี้ อยู่ที่ว่าพวกคุณไปยึดติดกับมันหรือเปล่าแค่นั้นเอง ซึ่งบางคนยึดติด แต่ในความรู้สึกของเรา เราต้องหัวเราะให้กับชื่อเสียง โอเค 200 ล้านแล้ว ไปต่อสิ อย่างนี้สนุกกว่า ไม่ใช่ว่ามานั่งชื่นชมกับ 200 ล้านวิว นั่งมองทุกวันมึงจะได้อะไรกลับมา ทำต่อสิ สนุกกว่า ไม่ใช่จะมายืนแอ็คอยู่ ทำให้มันได้อีก

เราจำคำคำหนึ่งมา เขาบอกต่อยได้เข็มขัดมันง่าย แต่รักษาแชมป์แม่งยาก ซึ่งมันก็จริง รักษาแชมป์มันยากกว่า เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะอยู่ได้นานขนาดไหน แต่เราทำด้วยความเต็มที่อย่างนี้ตลอด ไม่มีเฟก ไม่มีแกล้งทำ ไม่มีใส่หัวโขน กูจะทำในสิ่งที่เป็นกู แค่นั้น จนวันหนึ่งหมดชื่อเสียงแล้ว คนไม่ชอบมึงแล้ว เพราะว่าสุดท้ายแล้วคำว่าใหม่มาเก่าไปมันมีจริงๆ นะ คำคำนี้มันมีจริง

 

คือวันหนึ่งคุณก็จะหมดอายุ

สุดท้ายแล้ววันหนึ่ง พี่ตูน บอดี้สแลม ก็จะเป็นแบบ พี่หนุ่ย อำพล ความแก่มันไม่เข้าใครออกใครหรอก ถูกไหม คือมันก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมา เพลงพี่หนุ่ย อำพล ก็ยังมีคนชอบ เราก็ชอบ แต่สุดท้ายแล้ว ถามว่าเราเป็นวัยรุ่นเราก็อยากเสพเพลงรุ่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นวัฏจักร มันมีวันหมดอายุ มีหมดไฟ มีอิ่มตัว มีหมด

 

กลัวมั้ยว่าวันหนึ่งจะหมดเวลาของคุณแล้ว

เราเป็นคนไม่คิดถึงอนาคต เราคิดแค่วันต่อวัน อย่างที่เขาบอก แน่นอนคือไม่แน่นอน มันไม่มีอะไรแน่นอนเลยเว่ย เราคิดตลอดว่าคนข้างบนเขาขีดมาให้แล้ว ว่ามึงจะต้องเป็นแบบนี้ มึงแค่มีหน้าที่สู้ สู้ สู้ คำเดียวคือสู้ วันหนึ่งไม่มีแดกก็ต้องสู้ คุ้ยขยะก็ต้องสู้ ดีกว่าอยู่เฉยๆ

แจ๊ส ชวนชื่น

ภาพ: ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

CONTRIBUTORS

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

บรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'