เมื่อลองไล่เรียงรายชื่อดาวตลกแห่งยุคสมัย ชื่อของ แจ๊ส ชวนชื่น คือชื่อแรกๆ ที่ผมนึกถึง

แม้แทบทุกคนจะนิยามว่าเขาคือ ตลก แต่หากลองไล่เรียงดูจะพบว่างานที่เขาทำนั้นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง หรือนักร้องนำของวงดนตรีชื่อ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ที่ใครหลายคนครหาว่า ‘ก็แค่ตลกทำเพลง’ แต่ไปๆ มาๆ เพลงของเขากลับประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์อย่างมหาศาล

เพลง มือลั่น ที่เขาเป็นคนแต่งมียอดวิวทะลุล้านภายในค่ำคืน และตอนนี้มียอดวิวกว่า 200 ล้าน เป็นหนึ่งในเพลงไทยที่ประสบความสำเร็จที่สุดในปี 2017

ล่าสุดเขาคือหนึ่งในโปรดิวเซอร์รายการ Show Me The Money Thailand รายการค้นหาแร็พสตาร์ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากประเทศเกาหลีใต้ เคียงข้างแร็พเปอร์คนอื่นๆ อย่าง Buddha Bless อุ๋ย–นที เอกวิจิตร, เอ็ม–กิตติพงษ์ คำสาตร์ และ โต้ง–สุรนันต์ ชุ่มธาราธร, ดาจิม-สุวิชชา สุภาวีระ, เป้ วงมายด์-บดินทร์ เจริญราษฎร์, ป๊อก Mindset-ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, เดย์ ไทยเทเนียม และ เอ้ สมาชิกวง BOOM BOOM CASH

หากใครติดตามเขามาตั้งแต่สมัยเป็นตลกคาเฟ่ย่อมเห็นตรงกันว่าแจ๊สคือศิลปินคนหนึ่งของวงการที่ก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยคล้ายชีวิตเป็นการอิมโพรไวซ์ที่ไม่มีถูกไม่มีผิด

เมื่อได้นั่งคุยกันหลังช่วงซักซ้อมรายการ Show Me The Money Thailand ก่อนอัดจริงในวันรุ่งขึ้น ทำให้ผมพบว่าชายผู้นี้มีความเชื่อสำคัญสองประการ หนึ่งคือ เขาเชื่อว่าตลกต้องทันสมัย และสอง เขาเชื่อในการลงมือทำ

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ชื่อของเขายังอยู่ร่วมยุคสมัยในวันที่ตลกจำนวนไม่น้อยหล่นหายไปจากใจคน

แจ๊ส ชวนชื่น

เห็นคุณทำหลายอย่าง อยากรู้ว่าทุกวันนี้เวลากรอกช่องอาชีพในเอกสาร คุณกรอกว่าอะไร

อาชีพรับจ้าง เขียนอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยเพิ่งขนของเล่นตลกใหม่ๆ ตอนนั้นอายุ 14 ย่าง 15 พ่อเคยพูดว่าอาชีพตลกก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพรับจ้าง ทุกวันนี้ก็เขียนว่า รับจ้าง ไม่เคยกรอกคำว่า ศิลปิน มันเขิน

คุณทำทั้งรายการทีวี ทั้งทำเพลงของตัวเอง ทั้งเป็นโปรดิวเซอร์รายการ Show Me The Money Thailand ช่วงนี้คือช่วงที่ชีวิตยุ่งที่สุดแล้วหรือยัง

ที่สุด ยุ่งสุดๆ ทำเกือบทุกวัน เดือนที่ไม่ได้หยุดเลยก็มี เดือนหนึ่งหยุดวันเดียวก็มี ส่วนใหญ่จะหยุดเต็มที่ไม่เกิน 3 วันต่อเดือน ซึ่งสำหรับเรานี่คือยุ่งแล้ว ไม่ได้อยู่กับตัวเองเหมือนเมื่อก่อน สมัยก่อนเราถ่ายรายการหรือถ่ายหนังเราจะรู้เวลาที่เราจะกลับ คือเราเเค่ไปทำงานให้เขาโดยที่เราไม่ต้องคิดอะไร เเต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ เราเริ่มสร้างงานแล้ว ทีนี้กลายเป็นว่าพอกลับมาจะต้องนั่งคิดว่ายังไงดีวะ เพลงหน้าโชว์หน้าจะเป็นแบบไหนดี เฮ้ย ไอ้เพลงนี้น่าเอามาเล่นมาใช้ในโชว์ได้ ทำอย่างนี้ตอนเล่นคอนเสิร์ตน่าจะสนุกดีนะ เหมือนต้องมาคุยงานกับตัวเอง กลับกลายเป็นว่าพอเสร็จจากงานทีวี เราต้องมาคิดงานตรงนี้อีก ซึ่งเมื่อก่อนไม่ต้องคิดอะไรเลย กลับบ้านนั่งกินเบียร์ ดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย ได้พักผ่อน

ฟังดูเหมือนดนตรีเป็นภาระของชีวิต เเล้วทำไปทำไม

เราอยากให้คิดกลับกัน สำหรับคนอื่นไม่รู้เป็นยังไง เราเริ่มทำงานวงการบันเทิงมา เรามีตังค์ เเต่ว่ามันไม่เยอะ นี่พูดจากใจเลย เเต่พอเรามาทำวงดนตรีมันได้ครบเลย หนึ่ง เรารัก สอง เหนื่อยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร สาม ได้เงินดี สี่ ได้ทำงานที่ตัวเองวางไว้ทั้งหมด เราขายงานเราไป เราไม่ต้องถูกบังคับว่าเราต้องเล่นแบบนั้นเเบบนี้ พอเราได้มาเจอดนตรีกลับกลายเป็นว่างานในวงการบันเทิงต่างหากที่เหมือนเป็นภาระ วงการดนตรีเหมือนเป็นงานของเราเเล้ว มันทำให้เรารู้ว่านี่เเหละคือกู ตอนทำงานบันเทิงมันเหมือนกับเราสู้รบว่าจะทำยังไงให้คนได้เห็นตัวตนของเรา เเต่อันนี้คือโหมดที่ทุกคนไม่เคยเห็นในตัวเรา เราชอบฟังเพลง เราชอบร้องเพลง อยากเป็นนักร้องตั้งเเต่เด็กเเต่ไม่มีใครรู้ พอได้ทำแล้วมันยิ่งเข้าตีน ยิ่งเข้าคอ กลับกลายเป็นเเบบนั้น

Show Me The Money Thailand Show Me The Money Thailand

คุณดูมีแพสชันกับดนตรีมาก เวลาได้ยินคนดูถูกว่า ก็แค่ตลกมาร้องเพลง คุณรู้สึกยังไง

เราเถียงในใจ เราคิดอย่างเดียวว่าคำพวกนี้เป็นเเรงผลักดัน เราจะไม่ถือโทษโกรธ คิดอย่างเดียวเลยว่ากูจะทำให้มึงเห็น ทำให้ดูว่ากูไม่ใช่เเค่ตลก คือด้วยอาชีพตลกเราว่าต้องมีคนคิดแหละ บางทีเป็นคนในวงการด้วยที่คิดว่า ตลกเชย ตลกล้าสมัย ตลกไปวันๆ ตลกเเต่งตัวหรือมีบุคลิกสู้ดาราไม่ได้ เเต่เราคิดปลดเเอกกับตัวเองว่า กูจะทำให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่าตลกไม่ใช่อย่างที่คุณคิด มันไม่ได้เป็นการเอาชนะแต่เป็นการพิสูจน์

ทุกวันนี้เรายังมีงานจ้าง อย่างน้อยทำเพลงก็ยังมีคนฟัง เราพยายามทำให้ทุกคนเห็น เราจะเอางานของเราเป็นตัวพิสูจน์ เหมือนตอนที่ทำเพลงช้า มันสุ่มเสี่ยงมาก เพราะมองเผินๆ มันไม่ใช่มึง เเต่เราจะพิสูจน์ยังไงให้คนมองว่าจริงๆ เเล้วคือกู คือจริงๆ เราทำได้หมดเเหละ เเต่ดีไม่ดีไม่รู้นะ จะมีใครรู้บ้างว่าเราฟังเพลงหมดทุกเเนว ไม่มีใครรู้ ตั้งเเต่วันเเรกที่ทำวงคนมองเราว่าเราทำอะไร เจอคนนิ่งใส่ คนไม่เอากับเรา แต่เราสู้จนมันได้มา

คุณมีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้ว มาทำวงดนตรีมันไม่ง่ายกว่าคนอื่นหรอ

มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เราขายวงตั้งเเต่ค่าตัว 4 หมื่นบาททั้งวง เพราะว่าบางงานเขาอยากจ้างเแค่เรา แต่เราไม่เอาเพราะเรามีวง เราเจอมาหมด ไม่ได้หมายความว่า มึงมีชื่อเสียงแล้วเขาจะมาเฮกับมึงเพราะคนเขามาฟังเพลง

เราทำมาทุกอย่างจนวันหนึ่งแม้มันไม่ได้ดีที่สุด เเต่มันเป็นที่พูดถึง เราได้มีตัวตนในวงการว่าเป็นวงที่เอนเตอร์เทน ได้ขึ้นเวทีใหญ่ ซึ่งเราเป็นวงห่าอะไรก็ไม่รู้ ดัง แว้นฟ้อหล่อเฟี้ยว เพลงเดียวเเต่ได้ขึ้นเวทีนั้นเวทีนี้ เราก็ทดสอบมาเรื่อยๆ จนมาหลังๆ เริ่มมีเพลงเราก็รู้สึกมีไฟ คิดว่ากูต้องทำ อยากสร้างงาน

เห็นว่ากีตาร์คุณก็เล่นไม่เป็น พื้นฐานการทำเพลงก็ไม่มี ทำไมถึงทำเพลงจนมียอดวิว 200 ล้านถึง 2 เพลงได้

เราเล่นกีตาร์ไม่เป็น เล่นดนตรีไม่ได้ เเต่เราฟังเพลงมาตั้งเเต่เด็ก ฟังเพลงมาทุกเเนว ลิเกเรารู้ ลำตัดเรารู้ ฐานทุกฐานเรารู้หมดเลย เราก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าใจดนตรี เข้าใจคีย์ เข้าใจจังหวะ เข้าใจแนวดนตรี ดนตรีแนวนี้อารมณ์ประมาณนี้ เราเสพงานเยอะ และเรากล้าลงมือที่จะทำ เมื่อก่อนเราก็ไม่กล้านะ ขนาดทำวงก็ไม่กล้าแต่งเพลงเอง แต่เราฟังคำคำหนึ่งของใครสักคน เขาบอกว่า ‘มึงต้องลงมือทำ อย่ามัวแต่คิด ทำผิดถูกช่างมัน’ เออเว้ย จริง ลงมือทำ พลาดช่างมัน พอมันเกิดขึ้นมาแล้วไฟมันจะมา ไฟมาแล้วก็ทำอีก ทำอีก ทำอีก

เราดันโชคดี ยุคนี้ช่องทางมันง่ายขึ้น มียูทูบ เเล้วยุคนี้ใครเเปลกได้เปรียบ เพราะฉะนั้น เราคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่เเล้ว บางคนเขาอาจจะเขียนคำสละสลวย แต่เรามีภาษาของเรา อย่างคนอื่นเขาใช้ฉันกับเธอ เราเอาความเป็นลูกทุุ่งเข้าไปด้วย เป็นพี่กับเอ็ง อย่างเพลง มือลั่น คำมันแปลกกว่าคนอื่น แล้วมันเป็นสิ่งที่พี่ตั้งใจจะทำอยู่แล้ว

Show Me The Money Thailand

Show Me The Money Thailand

แล้วคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแร็พอย่างคุณมาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์อย่างรายการ Show Me The Money Thailand ได้ยังไง

วันนึงพี่เป๋า (อิทธิพล อำพา) เขามาถามว่า แจ๊สฟังฮิปฮอปมาบ้างมั้ย เราก็บอกว่า ฟังมานาน เพลงไทยเทเนียมหรือเพลงไหนผมฟังหมด เขาก็บอกว่า พี่จะให้แจ๊สมาเป็นโปรดิวเซอร์ในรายการ ผมก็บอกปัดไป 2 รอบก่อนจะรับ คือรายการนี้มันคือมหากาพย์ของเกาหลีเลยนะเว้ย เราไม่กล้าเข้าไป เพราะว่ารู้วงการแร็พเปอร์มันเซนซิทีฟ มึงเป็นใคร มาจากไหน มึงมาอยู่ในพื้นที่ของพวกกูได้ยังไง มึงเจ๋งขนาดไหน เรากลัวสิ่งนี้ ซึ่งเรารู้ว่าต้องมีแน่ๆ

แล้วได้ถามตัวเองมั้ยว่า กูมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง

คิดเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วฮิปฮอปมันอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว แค่เราโง่ เราเขียนภาษาอังกฤษไม่เป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เราฟังเพลง Pharrell Williams ฟัง Snoop Dogg ฟัง Eminem ฟังหมด ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เราจับจังหวะได้ จับสำเนียงได้ เข้าใจตรงนี้ รู้ว่าฮิปฮอปมันก็จะมีจังหวะหลายแบบ อยู่ที่จะเลือกเอาแบบไหน แล้วแต่ก่อนเราเคยลองเขียนไรม์แร็พเองด้วย ช่วงที่ไทยเทเนียมกำลังดัง ช่วงที่ดาจิมกำลังดัง ซึ่งความชอบของเราไม่มีใครเห็นหรอก อย่างท่อนหนึ่งที่เราร้องในเพลง TOGETHER เราก็เขียนเอง

ถามว่าตรงนั้นมันเป็นที่ของเรามั้ย ก็ไม่ใช่ แต่เราก็บอกตัวเองว่า รายการนี้เราเปิดโอกาสให้กับผู้เข้าร่วมแข่งขันที่เขาอยากพิสูจน์ตัวเองใช่มั้ย ซึ่งงานนี้กูก็เช่นกัน กูก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน ไม่ต่างจากพวกเขา ผมพูดกับน้าเน็กและทุกคนก่อนอัดรายการว่ากลัวมาก แต่ที่ทุกคนพูดกลับมาคือ แจ๊สคุณทำได้ คุณผ่านความสำเร็จมาแล้ว คุณทำเพลงได้ คุณมีวงดนตรีของคุณ ซึ่งเราต้องขอบคุณพวกเขา เขาให้กำลังใจเรา

แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่มันทำให้เราลบความกลัวไป คือชีวิตเราครอบครัวเราขลุกกับลิเกมาก่อน ใช้กลอน เขียนกลอนมาก่อน ซึ่งสำหรับเรามันไม่ต่างกันเว่ย สัมผัสนอกสัมผัสใน เราพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นแต่เราก็จะเอาความเป็นแบบนี้ของเราของครอบครัวเรามาใช้ คือเราใส่รองเท้าเหมือนเขาแหละ อาจจะใส่คนละข้าง แต่เราเดินได้ ถ้าถามว่าทำได้มั้ย ยังไม่รู้นะ แต่เราอยากจะทำมันให้ได้

ดูเหมือนชีวิตที่ผ่านมาคุณจะไม่กลัวในการกระโดดไปยังพื้นที่ใหม่ๆ

เรากลัว แต่เราผ่านมาทุกอย่างแล้ว สมัยก่อนเราไม่ได้มีความมั่นใจมากขนาดนี้นะ เมื่อก่อนก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง เข้าสตูดิโอทีหนึ่งก็หงอๆ สวัสดีครับ สวัสดีครับ ไม่กล้าจะเป็นตัวเอง เบอร์มันไม่ได้ เราอยู่ในวงการเรารู้ว่าอะไรมันคืออะไร จนผ่านมาเรื่อยๆ เรากลับคิดว่ามันเป็นวัฏจักร มองอะไรทุกอย่างเฉยๆ ไปหมด ทุกคนเกิดมาเพื่อสู้ สู้เสร็จปุ๊บมึงก็จะได้บารมี มึงได้บารมีคนก็จะมาสนใจเป็นธรรมดา พอมึงหมดค่าก็ไม่มีใครสนใจ

อย่างที่เราบอก เราเห็นโลกในวงการบันเทิง จนเรารู้ว่ามันไม่มีอะไร เรารู้แล้วว่าโลกนี้เป็นโลกที่คนมโน คนที่เสพเราเขาก็มโน ออกทีวี หน้าตาดี เขาก็มโนว่าคือเทพบุตร ทั้งๆ ที่กูก็เหมือนพวกมึง ไม่ได้แตกต่างกัน มันแค่นี้แหละ อยู่ที่ว่าเราจะยังไงต่อ วันนี้เป็นอย่างนี้แล้วยังไงต่อ ยามมีชื่อเสียงมีคนมาถ่ายรูปแล้วยังไงต่อ

Show Me The Money Thailand Show Me The Money Thailand

คือไม่ได้เหลิงกับสิ่งที่เข้ามา

ไม่ได้ตื่นเต้น เพราะเราอยู่ในทุกจุดมาแล้ว อยู่ในจุดที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีคนเรียกชื่อกูได้วะ ขอให้เรียกแจ๊สสักครั้งหนึ่ง จำชื่อกูได้บ้างแค่นั้นพอ แล้ววันหนึ่งมันเลยมาแล้ว คือสิ่งที่ตั้งเป้าไว้มีแค่นี้ ขอให้มีคนเรียกกูว่าแจ๊ส รู้จักแจ๊ส จนพอมาถึงตอนนี้ ที่เหลือถือว่ากำไรหมดแล้ว มันเกินตรงนั้นมาแล้ว

เราเลยคิดไง ว่าแล้วยังไงต่อ พอชีวิตคนเรามีชื่อเสียง มีคนนับหน้าถือตา พอมาอยู่แบบนี้ ก็คิดว่า เออ เมื่อก่อนไม่เห็นมีใครอะไรกับกูแบบนี้เลย เรามองเป็นปม คือแล้วยังไงต่อ เราถึงใช้ชีวิตของเราแบบไม่อยากเป็นคนที่รักษาภาพลักษณ์ตัวเอง เรากลายเป็นคนคิดต่างไปเลย

เท่าที่ดูคุณเป็นตลกคาเฟ่ไม่กี่คนนะที่สามารถปรับตัวในยุคนี้ได้

อย่างที่บอก ว่ามันเป็นปม เราคิดว่าตลกต้องทันสมัย ต้องรู้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วย มึงจะมาแต่งตัวแบบแก่ๆ ไม่ได้ เราต้องอยู่ให้ได้ทุกโลก คือเล่นขำอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่ามึงจะอยู่ได้ทุกที่นะ ถ้าคุณไม่สร้างพื้นที่ของคุณไว้ ต่อไปวงการทีวีจะตายนะ วงการหนังสือก็เหมือนกัน ถูกมั้ย คุณก็น่าจะรู้ เดี๋ยวนี้มีอะไรมากกว่านั้นอะ เราก็คิดว่าดาราถ้าวันหนึ่งทีวีมันหายไปอะ ตายเลยนะ ถ้าคุณไม่ได้สร้างพื้นที่ของตัวเอง

คิดว่าตัวเองเป็นคนทะเยอทะยานมั้ย เลยมาถึงจุดนี้

ไม่เคย เราเป็นคนไม่เบียดใคร ไม่เหยียบหัวใครเพื่อจะขึ้นมา สมมติตลก 4 – 5 คนไปเล่นกันบนเวที เราสามารถจับไมค์เฉยๆ แล้วไม่เล่นอะไรก็ได้นะ แต่ด้วยความจำเป็น เราเป็นตลกจะไม่เล่นอะไรเลยเหรอ ก็ต้องเล่น บอกไม่ถูกเหมือนกัน เมียก็ด่าเราว่า ‘แจ๊ส ทำไมมึงเป็นคนแบบนี้ เจอผู้ใหญ่มึงไม่ไหว้’ เราก็บอกว่า เฮ้ย เราไหว้ คือเจอหน้าเราก็สวัสดีแล้วก็ไป แต่ว่าเราแค่ไม่เข้าไปแบบ ‘ผมฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ’ หรือ ‘พี่มีอะไรเรียกใช้ผมได้นะครับ’ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นเว่ย มึงแค่เป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ ทำงานให้เต็มที่ แล้วเขาจะนึกถึงมึงเอ

แจ๊ส ชวนชื่น แจ๊ส ชวนชื่น

ถึงวันนี้คุณรู้สูตรหรือยังว่าทำยังไงให้เพลงดัง

ไม่รู้ แล้วเราจะเบื่อมากที่ใครหลายคนมาถามว่าทำไมเพลงถึงดัง เป็นคำถามที่โง่มาก ความรู้สึกเราคือมึงไม่รู้หรอก มึงมีหน้าที่ทำ พี่เอกชัย ศรีวิชัย เคยบอกเราประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า ‘แจ๊ส เราทำเพลงมา มันมีเพลงที่เราชอบตั้งเยอะ แต่มันไม่ดัง แล้วก็มีเพลงที่ไม่ได้ชอบหลายเพลง แต่ดัง เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่ทำ คนฟังจะเป็นคนตัดสิน’ เราฟังแล้วเข้าใจเลย ดีก็คือดี ไม่ดีก็ทำต่อ หน้าที่เรามีเท่านี้ อยู่ที่ว่าพวกคุณไปยึดติดกับมันหรือเปล่าแค่นั้นเอง ซึ่งบางคนยึดติด แต่ในความรู้สึกของเรา เราต้องหัวเราะให้กับชื่อเสียง โอเค 200 ล้านแล้ว ไปต่อสิ อย่างนี้สนุกกว่า ไม่ใช่ว่ามานั่งชื่นชมกับ 200 ล้านวิว นั่งมองทุกวันมึงจะได้อะไรกลับมา ทำต่อสิ สนุกกว่า ไม่ใช่จะมายืนแอ็คอยู่ ทำให้มันได้อีก

เราจำคำคำหนึ่งมา เขาบอกต่อยได้เข็มขัดมันง่าย แต่รักษาแชมป์แม่งยาก ซึ่งมันก็จริง รักษาแชมป์มันยากกว่า เราก็ไม่รู้หรอกว่าจะอยู่ได้นานขนาดไหน แต่เราทำด้วยความเต็มที่อย่างนี้ตลอด ไม่มีเฟก ไม่มีแกล้งทำ ไม่มีใส่หัวโขน กูจะทำในสิ่งที่เป็นกู แค่นั้น จนวันหนึ่งหมดชื่อเสียงแล้ว คนไม่ชอบมึงแล้ว เพราะว่าสุดท้ายแล้วคำว่าใหม่มาเก่าไปมันมีจริงๆ นะ คำคำนี้มันมีจริง

คือวันหนึ่งคุณก็จะหมดอายุ

สุดท้ายแล้ววันหนึ่ง พี่ตูน บอดี้สแลม ก็จะเป็นแบบ พี่หนุ่ย อำพล ความแก่มันไม่เข้าใครออกใครหรอก ถูกไหม คือมันก็จะมีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมา เพลงพี่หนุ่ย อำพล ก็ยังมีคนชอบ เราก็ชอบ แต่สุดท้ายแล้ว ถามว่าเราเป็นวัยรุ่นเราก็อยากเสพเพลงรุ่นเดียวกัน เราว่ามันเป็นวัฏจักร มันมีวันหมดอายุ มีหมดไฟ มีอิ่มตัว มีหมด

กลัวมั้ยว่าวันหนึ่งจะหมดเวลาของคุณแล้ว

เราเป็นคนไม่คิดถึงอนาคต เราคิดแค่วันต่อวัน อย่างที่เขาบอก แน่นอนคือไม่แน่นอน มันไม่มีอะไรแน่นอนเลยเว่ย เราคิดตลอดว่าคนข้างบนเขาขีดมาให้แล้ว ว่ามึงจะต้องเป็นแบบนี้ มึงแค่มีหน้าที่สู้ สู้ สู้ คำเดียวคือสู้ วันหนึ่งไม่มีแดกก็ต้องสู้ คุ้ยขยะก็ต้องสู้ ดีกว่าอยู่เฉยๆ

แจ๊ส ชวนชื่น

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load