3 พฤศจิกายน 2560
24 K

บ่ายวันหยุดวันหนึ่ง ฉันมีนัดกับ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

วันนี้เป็นวันทำงานของเราทั้งคู่

ในร้านกาแฟเงียบสงบ กรรณนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ เขาลุกขึ้นยืนทักทายแล้วส่งยิ้มให้ ฉับพลันแดดที่ส่องเข้ามาก็อบอุ่นเรืองรอง ปากเขายิ้มกว้าง และนัยน์ตาโศกหลังแว่นตานั่นก็ยิ้มตามไปด้วย แม้เคยเห็นใบหน้าเดียวกันนี้ยิ้มแย้มอยู่บนโฆษณารถไฟฟ้า แต่เวอร์ชันมีเลือดเนื้อตรงหน้าดูดีกว่าหลายสิบเท่า

‘คุ้มแล้วที่ทำงานวันเสาร์’

ฉันคิดในใจขณะนั่งลงตรงข้ามนักแสดงหนุ่ม เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมาย-ทำความรู้จักผู้ชายคนนี้

เราคุยกันเรื่องการเรียนรู้ของคนอายุ 25 คนหนึ่ง จากนักแสดงจำเป็นให้พี่ๆ เพื่อนๆ ในคณะที่ศิลปากร จับพลัดจับผลูกลายเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอ โฆษณา หนังไวรัลสารพัด ละครโทรทัศน์อย่าง รัตนาวดี และ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 2 ล่าสุดเขากลายเป็นพิธีกรรับเชิญให้กับรายการ พื้นที่ชีวิต แถมยังหุ้นกับเพื่อนเปิดโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ที่ต้องทำงานทุกอย่างกันเองอีกต่างหาก

เพลงในร้านกาแฟไร้ความหมาย โซดาในแก้วสิ้นรสชาติ ชั่วขณะที่กรรณตอบทุกคำถามอย่างชัดเจนและเข้มข้น

นี่คือบทสนทนาของเรากรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

ท่านชายดนัยวัฒนา

I เด็กดื้อ

สิ่งที่คนมักเข้าใจกรรณผิดคืออะไร

คิดว่าผมเซอร์มาก (หัวเราะ) ผมว่าก็ไม่มากนะ ผมอาจจะแต่งตัวสบายๆ ชิลล์ๆ สกปรกๆ หน่อยในบางอารมณ์ แต่ในการใช้ชีวิต ผมให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาและการทำงานมาก อีกอย่างคือคิดว่าผมสบาย จากนามสกุล จากฐานะที่บ้าน ซึ่งผมว่าไม่เกี่ยว ไม่ว่าที่บ้านเป็นยังไง ข้อจำกัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีใครสบายซะทีเดียว

แล้วจริงๆ ชีวิตของกรรณง่ายไหม

หมายถึงการใช้ชีวิตหรือสิ่งที่เจอในชีวิต

สิ่งที่เจอ

ผมคงไม่เรียกว่าง่าย แต่มีคนลำบากกว่าผมเยอะ ไม่ถึงขั้นมีชีวิตเรียบง่าย ไม่เจออะไรเลย ไม่งั้นผมคงไม่เป็นคนคิดเยอะเท่านี้

ผมเจออะไรมาบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นลำบาก มีคนลำบากกว่าผมมากมายร้อยเท่าพันเท่า เลยรู้สึกว่าเรายังโชคดี และพอเจอบางอย่าง เราจะคิดเยอะขึ้นว่าจะทำอะไร จะใช้ชีวิตยังไง

สมมติชีวิตคือโรงเรียน ตอนนี้คุณเรียนอยู่ขั้นไหนแล้ว

ผมอยากอยู่อนุบาลมากเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าทุกอย่างสีสดมาก ตัวผมขาดไปเพราะเจอโลกเร็ว ผมเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ต้องดูแลตัวเอง มันทำให้เราต้องโตเร็วตั้งแต่อายุ 11 – 12 ถ้าอยู่เมืองไทยจะมีแม่ถามว่าอยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวแม่ทำให้กิน แต่อยู่ออสเตรเลียคือบินคนเดียว นั่งรถบัสคนเดียว นอนคนเดียว ถ้าไปกินข้าวไม่ทันก็ไม่มีให้กินแล้ว

การดูแลตัวเองตั้งแต่เด็กทำให้ผมโตเร็วมาก ผมไม่ได้เก็บความเป็นเด็กที่ควรจะมีไว้ เพราะรู้สึกว่าต้องโตเลย และต้องเข้าใจทุกอย่าง มันทำให้เราไม่มองทุกอย่างว่าใหม่ มองอะไรไม่สนุก ถ้าย้อนเวลาได้ ผมจะย้อนไปมองโลกแบบอนุบาล เข้าใจทุกอย่างอย่างเรียบง่าย และมองโลกด้วยสายตาสดใหม่

การเรียนหรือทำงานมันทำให้เรามองทุกอย่างลบไว้ก่อน คิดว่าโลกมีหลายเฉด น่ากลัว มัวแต่คิดว่าอะไรดีไม่ดี ซึ่งจริงๆ ตัวงานมันไม่มีแค่อยากหรือไม่อยากทำ น่าสนใจหรือไม่สนใจ ดีไม่ดีมันตามมาทีหลัง ผมอยากเดินทางกลับไปเด็กลงแบบ Benjamin Button

กำลังเอาวัยเด็กกลับมารึเปล่า

ใช่ มีความต้องการ มีความดื้อ บวกกับความรู้สึกว่า เออ ผมเข้าใจพี่ แต่อีกใจหนึ่งก็ ไม่ได้ อยากทำแบบเนี้ย ผมอยากทำงานดี ดื้อมากเลยเรื่องนี้ ผมอยากทำให้ดีที่สุดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม งานเบื้องหน้า เบื้องหลัง และชีวิตส่วนตัว

เพราะแบบนี้รึเปล่า งานเบื้องหน้าของคุณถึงประสบความสำเร็จ

ยัง (ตอบทันที) ผมยังยืนอยู่บนพื้น ไม่ได้ขึ้นบันไดเลย ตอนนี้มีแต่เดินไปข้างหน้า ถ้าไม่หยุดก็ยังโอเค มันคงขึ้นอยู่กับความพอใจของคนว่าจะหยุดตรงไหน ความอยากเก่งของผมยังไม่สิ้นสุด ผมยังอยากเดินต่อ เหมือนพี่ตูนที่ก้าวต่อไป (ยิ้ม) แต่คงไม่ไกลเท่าพี่ตูน เพราะพี่ตูนเดินข้ามประเทศ

ถ้าวันไหนไปต่อไม่ได้ คงแปลว่าไม่มี passion กับมันแล้ว ไม่รู้ว่าตัวผมในวัย 30 จะคิดยังไงนะ แต่ตอนนี้ที่อายุ 25 ถ้าผมยังเดินต่อไปได้ก็อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากแสดงสิ่งที่เราทำได้ และเราทำได้คนเดียว

II คนบ้างาน

กรรณ

สามีแห่งชาติ

คุณหลงใหลอะไรในศิลปะการแสดง

ผมไม่ใช่คนเปิดเผยตัวเองกับคนใหม่ๆ ในชีวิตประจำวันจริงๆ ติดบ้าน อยู่คนเดียวเยอะ แต่การแสดงทำให้ผมไม่ต้องคิดว่าผมเป็นตัวเอง มันเปิดให้เราทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี แค่ต้องรู้ว่าสถานการณ์คืออะไร ตัวละครต้องการอะไร และสื่อความต้องการตัวละครออกมา โดยลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นใคร อย่าง MV ง่ายๆ นั่งอยู่หน้าคอม จะเล่นเป็นตัวเองก็ได้ แค่ทำท่าลุ้นจังเลย แต่ผมคิดว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนแบบไหนวะถึงต้องมานั่งดูคอมแบบนี้ มันต้องงอแงแล้วอยากกลับไปคุยกับผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน ชีวิตจริงมันมีรึเปล่า มันสนุกตรงที่ว่ามันเป็นเรื่องของใคร แล้วเราจะสื่อออกไปยังไง ผ่านตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นผม ผมจะทำแบบนี้นะ แต่ผมคิดเผื่อทีมงานเลยว่าเขาอยากได้แบบไหน

การแสดงทำให้เราเป็นใครก็ได้ ไม่มีผิดถูก อาจจะมีดีไม่ดี แต่ตอนถ่ายอยู่ สำหรับผมมันไม่เคยแย่ การลองอีกหนึ่งเทคก็ไม่อาย ชีวิตจริงจะให้ผมเดินไปกลางถนนแล้วตะโกนว่า “เหนื่อยจังเลย!” คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ในบท มันก็กล้าขึ้นมา อยู่ดีๆ จะให้ทำอะไรก็ได้

คุณเรียนรู้การแสดงยังไง

ผมเรียนเบสิกการแสดงเล็กน้อย แต่ไม่เคยเรียนจริงจังเป็นเดือนเป็นปี มีคนสอนก็จดๆ ดูๆ เอาไว้ ผมเรียนรู้จากการดูหนัง ฟังบทสมภาษณ์ก็แค่บันดาลใจเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันช่วยขนาดนั้น ที่สำคัญต้องลองเก็บชั่วโมงบิน ลองเอาเองถึงจะรู้ ต้องเริ่มจากงานเล็กน้อยๆ ไปทีละก้าว นั่นช่วยเยอะสุด วิธีของผมคือทำการบ้านของตัวละครให้เยอะ พอไปถึงจะได้ไม่ต้องคิดว่าเราต้องทำอะไร

พอลองทำจริงๆ แล้วเฟลมันจะโต ถ้างานไหนรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แบบที่ต้องการ ผมค่อยมานั่งตอบคำถามตัวเองว่าทำไมตอนนั้นเราเล่นไม่ดี ตรงไหนที่เรารู้สึกว่ามีปัญหา

เล่นเป็นคุณชายก็แล้ว เกย์ก็แล้ว คนตาจะบอดก็แล้ว คาแรกเตอร์แบบไหนที่คุณอยากเล่นอีก

ผมไม่รู้ตัวเอง แต่ทุกคนจะบอกว่าต้องเป็นบทผู้ชายที่มีชีวิตไม่โอเคใช่ไหม กรรณถึงจะรับ (หัวเราะ) ผมว่าก็มีส่วน ผมชอบตัวละครที่มีจุดบกพร่อง มีความชำรุด มีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ไม่งั้นไม่รู้จะเชื่อมโยงยังไง ถึงไม่เคยเจอเรื่องพวกนั้น แต่เพราะมีมันถึงน่าสนใจ น่าค้นหา น่าสื่อสาร ถ้าเป็นคนที่เพอร์เฟกต์มากแล้วเราจะเล่าอะไร ตัวละครเพอร์เฟกต์สุดๆ ไม่รู้จะมีทำไม

ผมสงสัยว่าคาแรกเตอร์คนที่ตากำลังจะบอดรู้สึกยังไง อย่างตอนเล่น FOCUS (เบลอว่ารักแถบ) ผมเป็นคนสายตาสั้นประมาณ 300 ก็ถ่ายแบบไม่ใส่คอนแทคเลนส์ พอเบลอจริงๆ มันเกิดความน่าสนใจ เวลามองต้องเข้าใกล้มากแค่ไหน หรือต้องใช้เวลาตอบคำถามนานเท่าไหร่ สนุกดี ถือว่าโชคดีที่สายตาสั้น

จริงๆ ผมไม่มีเกณฑ์รับงาน ถ้าดูแล้วรู้สึกว่าผมเล่นได้ก็รับ ไม่ได้พูดเพื่อหลอกตัวเองหรือดูมั่นใจ มันมีความรู้สึกนั้นลึกๆ แต่มนุษย์มันก็ตลก บางอย่างรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แต่ก็ยังอยากลอง

กรรณ

กรรณ

งานแบบไหนที่ยาก แต่คุณก็รับอยู่ดี

จริงๆ แล้วยากหมด อะไรที่คิดว่าง่ายก็ยาก ไม่มีเกณฑ์เลย มันยากกันคนละแบบ แล้วมันสอนคนละอย่างหมด เป็น MV ก็ยาก เพราะต้องสื่อทุกอย่างโดยไม่พูด ถ้าเล่นแล้วพูดเยอะ ดูเล่นจริง มันก็ขัดมู้ด MV ที่ไม่ต้องการไดอะล็อก โฆษณาก็ยากที่มุมกล้อง จังหวะ บางทีเล่นดีให้ตายแต่กล้องรับไม่ทัน จังหวะไม่ได้ก็ไม่ได้อะไร ต้องเป๊ะ เพราะใน 30 วินาทีทุกช็อตมีความหมาย หนังก็มีความยากของมัน

ผมว่าทุกอย่างยากหมด ขึ้นอยู่กับว่าเรารับมือยังไง แล้วทำการบ้านมาพอรึเปล่า แต่บางอย่างก็ทำการบ้านไม่ได้ เรารู้คร่าวๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอไปถึงเราไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจริงๆ บางทีเราก็เตรียมตัวไม่ได้ การเป็นนักแสดงถึงสนุก เราแค่ต้องตามน้ำไปกับมัน คือเอาตัวรอดให้ได้นั่นเอง

แล้วเอาตัวรอดเก่งมั้ย

บางทีก็ตายกลางทางครับ (หัวเราะ) บางอย่างมันเอาตัวรอดไม่ได้ โชคมันไม่ได้เข้าข้างเราตลอด บางทีเราก็เป็นผู้โดนกระทำ ดวงไม่เจ๋งก็มีเยอะ

การแสดงเกี่ยวกับดวงตรงไหน

เกี่ยวนะ ผมเชื่อในจังหวะ บางวันทุกอย่างลงตัวมันก็ดีไปหมด บางวันต่อให้เป็นนักแสดงทีมเดิม แต่มีสักอย่างที่ไม่ดี มันไม่ดีไปทั้งวันเลยนะ ทุกคนจะรู้สึกว่าทำไมมันแห้ง เล่นยังไงก็จืดอย่างกับแกงจืด ซึ่งมันบอกไม่ได้ว่าวันไหนจะดีจะร้าย เราแค่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดตรงนั้น

การแสดงครั้งไหนที่ดีสำหรับคุณ

ตอนถ่าย ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ฯ ดีมาก เพราะทีมงาน นักแสดง ผู้กำกับ ทุกอย่างจังหวะลงตัวพอดี แล้วทำงานง่าย เล่นอะไรก็เคลียร์ไปหมด เปลี่ยนอะไรนิดหน่อยเราก็เข้าใจ หรือเล่นโฆษณาไวรัลก็ดี ผมชอบทำงานหลายแบบ ได้เจอคน เจองานใหม่ๆ ถ้าเรารับงานสเกลเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเจออะไร ไม่พูดถึงลำบากไม่ลำบากนะ ไม่เกี่ยวกัน งานไม่มีงบ ไม่ใช่ตลาดสเกลใหญ่ บางทีก็สนุก มันให้อิสระเราในการทดลอง เปิดกว้าง น่าสนใจ ส่วนงานสเกลใหญ่ก็สนุกในความเป๊ะ ความเป็นมืออาชีพ

III นักทดลอง

ยิ้ม

สามีแห่งชาติ

ทำไมคุณถึงลองเป็นพิธีกรรับเชิญให้ พื้นที่ชีวิต

อย่าเรียกว่าพิธีกรเลย ผมยังไม่รู้สึกว่านำเสนออะไรได้เชี่ยวชาญ (หัวเราะ) อย่างพี่นิ้วกลมหรือพี่วรรณสิงห์ เขาเป็นพิธีกรที่ทำงานมานาน เขาสนใจเรื่องพวกนี้ การเดินทาง พบปะผู้คน ส่วนผมรู้สึกเหมือนเป็นคนพาไปเจอสิ่งต่างๆ มากกว่า ผมอยากเที่ยวอยู่แล้ว และชอบเก็บประสบการณ์ที่แปลกๆ ที่ไม่ใช่บ้าน ออกจาก comfort zone ไปนิดหนึ่งก็น่าจะดี

นิสัยส่วนตัวผมเป็นคนขี้อาย คุยอย่างนี้ยังพอได้ แต่ถ้าให้ผมเดินไปถามพี่ยามว่าวันนี้สบายดีเปล่า ขอนั่งรอรถตรงนี้ได้ไหม มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าแสดงอีก ผมทำตัวไม่ถูก บางคนจะโปรมาก แต่ผมรู้ตัวว่ามันจะ awkward ไม่รู้จะเก็บมือไม้ไว้ที่ไหน คิดเยอะ ยากกับการทำงานแบบนี้เหมือนกัน เพราะเขาต้องการความเป็นมิตรสูงมาก ความพุ่งทะลุไปข้างหน้า ซึ่งผมไม่มี

ผมแค่ได้โอกาสนี้มา และผมก็หยิบโอกาสนี้ไปด้วย ให้ผมเจอจริงๆ ได้ ไม่กลัว โจทย์ของ พื้นที่ชีวิต ช่วงนี้คือการเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ตอนของผมคือการเรียนรู้มุมมองของพระ และการเรียนรู้ของเด็กที่อังกฤษ ซึ่งให้ผมไปเข้าวัดหรือพาเด็ก 3 ขวบข้ามถนน ผมทำได้ และผมจะบอกว่ามันดียังไง หรือได้อะไรบ้าง

เทปแรกที่ไปเข้าวัดป่าสุคะโต คุณได้ค้นพบอะไรบ้าง

ได้นอน 2 ทุ่ม ตื่นตี 4 ทำวัดเช้าเย็น แต่ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย รู้สึกว่าที่นี่เงียบดีจัง 2 ทุ่มก็ง่วงแล้ว ไม่เพลีย ไม่ห่อเหี่ยว เทปนั้นเราไปเรียนรู้ว่าการบวชให้อะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่ง เล่าว่าคนที่บวชใหม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องบวช รู้สึกยังไงกับการบวชครั้งแรก อีกส่วนสำหรับคนที่บวชแล้ว สึกแล้ว แล้วกลับมาบวชอีก ก็น่าสนใจ และคนที่บวชไม่สึก แต่ก่อนหน้าจะบวชประสบความสำเร็จแล้ว ใช้ชีวิตเมืองนอก มีร้านอาหาร มีทุกอย่างของตัวเอง แล้วก็ขายทุกอย่าง แล้วบวชไม่สึกอีกเลย สำหรับผมเรื่องนี้น่าสนใจมาก (เน้นเสียง)

ผมไม่เคยบวช ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่พูดไปแล้วก็ไม่ได้บวช ผมบอกที่บ้านว่าจะบวชตอนเรียนจบ แต่พอจบก็เป็นช่วงที่ทำงานเยอะที่สุดเลย เลยไม่ได้บวช หลังจากนั้นเลยไม่พูดอีกแล้วว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่ถ้าผมเห็นช่องว่างที่ไม่ส่งผลกระทบกับงานและที่บ้าน ผมกะจะบวชเลย ไม่ต่างจากคนที่ว่างแล้วบินไปญี่ปุ่น

สามีแห่งชาติกรรณ

ไปถ่ายรายการที่วัดยังไม่เพียงพอ

มันไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเหมือนฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา เห็นประเทศไทยสบายๆ ตัดภาพมาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ มันไม่ง่ายเลย ลองมาอยู่สัก 2 ปีสิ จะรู้ว่าเหนื่อยนะ ถ้าแค่มาลองๆ อะไรคงดีไปหมด แต่ถ้าได้ใช้ชีวิตจริงๆ ได้เจออุปสรรคหรือสิ่งต่างๆ ระหว่างถือศีลสองร้อยกว่าข้อ ต้องทำทุกอย่างให้กระจ่าง มันไม่ง่าย เป็นสิ่งที่ต้องลองถึงจะรู้ว่าเป็นยังไง ผมกะจะบวชสักพรรษาหนึ่ง หรือนานเท่าที่จะทำได้ ผมเคยโดนพระทักตอนเด็กๆ ด้วยว่า นี่ท่าทางบวชแล้วจะไม่สึกนะเรา (หัวเราะ)

แล้วการไปถ่ายเทปต่อมาที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง

การเรียนรู้ของเด็กที่นี่เป็นวิธีที่ใช้ในแถบสแกนดิเนเวียมาสักพักแล้ว โรงเรียนไม่มีห้องเรียนเลย เป็นการเรียนรู้โดยสิ่งรอบตัว ตอนแรกผมคิดว่าเป็นโรงเรียนกลางป่า เด็กๆ ต้องใช้ survival mode ตลอดเวลา ต้องจุดไฟ ยิงกระต่ายกิน แต่จริงๆ มันเป็นโรงเรียนชานเมืองที่วิธีการเรียนการสอนไม่ได้อยู่บนกระดานดำ ที่นั่นเป็นโรงเรียนเล็กๆ มีหนังสือภาพ ของเล่น การเล่นบทบาทสมมติ มีครูใหญ่ 1 คนและครูดูแลเด็กๆ ไม่มีการยืนหน้าชั้นสอน แต่จะตีเนียนเข้าไปนั่งกับเด็ก ทำตัวเป็นเด็กและถามคำถามที่เด็กควรจะตอบ

เขาพาเด็กๆ เดินไปสวนป่า ไปกินแอปเปิ้ล สอนเด็กใส่ชุดกันฝน ถ้าฝนตกก็ให้ลุยฝนเลย ทำให้เด็กกล้า ไม่เลี้ยงแบบกลัวว่าจะเจ็บ เด็กจะเดินลงคูก็ปล่อยไป ถ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือก็ยืนดู เราไปเรียนรู้ว่าการเรียนการสอนแบบนี้ต่างจากเรายังไง แล้วได้อะไรที่ไม่เหมือนกับการเรียนในห้องบ้างพื้นที่ชีวิต

พื้นที่ชีวิต

พื้นที่ชีวิต

ผลลัพธ์จากการทดลองออกจาก comfort zone ครั้งนี้คืออะไร

ถ้าเราอยากเข้าใจอะไรสักอย่าง เราต้องลอง มันไม่เกี่ยวกับเรื่องใหญ่ มันเกี่ยวกับเรื่องที่เล็กที่สุดที่เราต้องทำ ต้องสัมผัสเอง ผมตกลงรับงาน พื้นที่ชีวิต ไม่ใช่เพราะต่อไปผมอยากเป็นพิธีกรการเดินทาง แต่การออกจากโซนที่เราสบายๆ เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่กับคนใหม่ๆ ไม่งั้นผมก็เป็นคนที่อยู่บ้านชิลล์ๆ มีงานก็ไปทำ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไม่ต้องไปคุยกับใคร นี่เราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไร จะต้องรับมือกับคนแบบไหน

กรอบอะไรที่คุณอยากจะก้าวข้ามไปอีก

ตอนนี้ผมได้เล่น MV โฆษณา ซีรีส์ ละคร แต่ยังไม่เคยลองเล่นหนังยาว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลอง เพราะถ้าเราได้มีโอกาสเป็นตัวละครหนึ่งทั้งเรื่อง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาสักชั่วโมง-ชั่วโมงครึ่งก็น่าสนุก เพราะการเล่นหนังสั้นมีอย่างอื่นช่วยเยอะ กิมมิกของผู้กำกับ การใช้ซาวนด์ มันช่วยเล่าเรื่องได้ แต่หนังยาวคาแรกเตอร์ต้องเสถียร แม้กระทั่งละครเวทีผมก็อยากจะลองนะ แต่มันเป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่น่าจะยากสุดแล้ว จะโปรเจกต์เสียงไปถึงคนดูหลังสุดยังไง การขยับร่างกายเพื่อสื่อสารก็น่าสนใจมาก

IV คนเบื้องหลัง

สามีแห่งชาติ

สามีแห่งชาติ

ทำไมคุณถึงตัดสินใจทำงานเบื้องหลังควบคู่กับงานเบื้องหน้าไปด้วย

พอจบมหา’ลัย ผมอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจว่าเราจะทำงานแสดงเป็นอาชีพหลักอย่างเดียวหรือทำอย่างอื่นที่เราเคยเรียนทำโปรดักชันมา ผมอยากมีเวลากลับไปเป็นผู้ช่วย หรือกำกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าไปช่วยคนอื่นเขาแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ผมมาไม่ได้ เพราะผมติดแสดง มันเป็นข้ออ้างที่จับปลาสองมือมาก จะเอายังไง ซ้ายหรือขวาคงต้องเลือก

สุดท้ายผมเลยหุ้นกับเพื่อนสนิทและญาติที่อยากทำสื่อวิดีโอ เขามาชวนเปิดโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ผมรู้สึกว่ามันเข้าทางพอดี แต่ถามว่าเหนื่อยมั้ย มาก เราเริ่มต้นมาไม่ถึงปี มีกันแค่ 4 – 5 คน ทำเองแทบทุกอย่าง ค่อนข้างยาก เพราะผมมีเวลาน้อยกว่าคนอื่น บางทีผมก็รู้สึกผิดกับเพื่อนว่าทำงานไม่เต็มที่ คนอื่นเขาทำงานเต็มเวลา แต่ผมมี 2 อาชีพ แสดงเสร็จกลางคืนก็มาตัดต่อ หรือบางวันว่างก็นั่งตัดงานไป หลังๆ พองานเยอะขึ้นก็ต้องแยก งานนี้ผมกำกับ งานนี้เป็นครีเอทีฟให้ งานนี้โปรดิวซ์ให้ ไม่งั้นทำไม่ทัน หลักๆ ตอนนี้ผมเป็น Creative / Director

คิดว่าจะทำงานคู่ขนานแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน

ผมต้องทำให้ได้ พูดกันตรงๆ การทำงานเบื้องหน้ามีอายุขัยของมัน เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันไหนจะบูม วันไหนจะไส้แห้ง ผมไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าต่อไปประเทศเราจะขยายช่วงอายุนักแสดงรึเปล่า แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่ายังทำงานนี้ได้ถึงเมื่อไหร่ ก็อยากทำให้มันสุดนะ แต่งานเบื้องหลังถ้าทำไปทีละขั้น ต่อไปเราทำให้มันมั่นคงได้

พอมาทำแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นธุรกิจ ไม่ใช่แค่เราได้งานมา เฮ้ย เดี๋ยวเราคิด นายกำกับ ชีวิตจริงพอได้งานมาคือมีแต่ตัวเลขเพียบ เงินพอไหม ภาษีเท่าไหร่เนี่ย

ผมอยากทำให้ดีทั้งคู่ เห็นผู้กำกับบางคนก็มีบริษัทโปรดักชันของตัวเอง มันอาจจะยากหน่อยสำหรับนักแสดง แต่ผมพยายามเก็บมันไว้แยกกัน

งานไหนที่คุณอยากตื่นเช้ามาทำที่สุด

ขึ้นอยู่กับโปรเจกต์ๆ ไป แต่แทบจะทุกงานเลย บางทีพี่โทรมาบอกว่ามีงานตัดต่อ ตอนตี 4 นี่อยากไปมาก รอตื่นเลย วันไหนมีขายงานจะตื่นเต้น และงานง่ายๆ อย่างกินข้าวเช้ากับแม่นี่ตื่นเต้นที่สุด เพราะกลัวตื่นไม่ทัน (หัวเราะ)

ถ้ายังหลงใหลในงานอยู่ ไม่ว่าเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง ผมก็ตื่นเต้นอยากทำทั้งนั้น ถ้าไม่ชอบคงรู้ตัวไปแล้ว คงหยุดไปแล้ว เพราะผมไม่ใช่คนที่ทนทำอะไรที่ไม่ชอบได้ขนาดนั้น ถ้าไม่ตื่นเต้นคงมีปัญหาแล้วล่ะครับ

กรรณ

ยิ้ม

ขอขอบคุณ: เพ็ญพิชชา พัฒนจักร
ขอบคุณสถานที่
ACMEN Ekkamai Complex

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load