บ่ายวันหยุดวันหนึ่ง ฉันมีนัดกับ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

วันนี้เป็นวันทำงานของเราทั้งคู่

ในร้านกาแฟเงียบสงบ กรรณนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ เขาลุกขึ้นยืนทักทายแล้วส่งยิ้มให้ ฉับพลันแดดที่ส่องเข้ามาก็อบอุ่นเรืองรอง ปากเขายิ้มกว้าง และนัยน์ตาโศกหลังแว่นตานั่นก็ยิ้มตามไปด้วย แม้เคยเห็นใบหน้าเดียวกันนี้ยิ้มแย้มอยู่บนโฆษณารถไฟฟ้า แต่เวอร์ชันมีเลือดเนื้อตรงหน้าดูดีกว่าหลายสิบเท่า

‘คุ้มแล้วที่ทำงานวันเสาร์’

ฉันคิดในใจขณะนั่งลงตรงข้ามนักแสดงหนุ่ม เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมาย-ทำความรู้จักผู้ชายคนนี้

เราคุยกันเรื่องการเรียนรู้ของคนอายุ 25 คนหนึ่ง จากนักแสดงจำเป็นให้พี่ๆ เพื่อนๆ ในคณะที่ศิลปากร จับพลัดจับผลูกลายเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอ โฆษณา หนังไวรัลสารพัด ละครโทรทัศน์อย่าง รัตนาวดี และ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 2 ล่าสุดเขากลายเป็นพิธีกรรับเชิญให้กับรายการ พื้นที่ชีวิต แถมยังหุ้นกับเพื่อนเปิดโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ที่ต้องทำงานทุกอย่างกันเองอีกต่างหาก

เพลงในร้านกาแฟไร้ความหมาย โซดาในแก้วสิ้นรสชาติ ชั่วขณะที่กรรณตอบทุกคำถามอย่างชัดเจนและเข้มข้น

นี่คือบทสนทนาของเรากรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

ท่านชายดนัยวัฒนา

I เด็กดื้อ

สิ่งที่คนมักเข้าใจกรรณผิดคืออะไร

คิดว่าผมเซอร์มาก (หัวเราะ) ผมว่าก็ไม่มากนะ ผมอาจจะแต่งตัวสบายๆ ชิลล์ๆ สกปรกๆ หน่อยในบางอารมณ์ แต่ในการใช้ชีวิต ผมให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาและการทำงานมาก อีกอย่างคือคิดว่าผมสบาย จากนามสกุล จากฐานะที่บ้าน ซึ่งผมว่าไม่เกี่ยว ไม่ว่าที่บ้านเป็นยังไง ข้อจำกัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีใครสบายซะทีเดียว

แล้วจริงๆ ชีวิตของกรรณง่ายไหม

หมายถึงการใช้ชีวิตหรือสิ่งที่เจอในชีวิต

สิ่งที่เจอ

ผมคงไม่เรียกว่าง่าย แต่มีคนลำบากกว่าผมเยอะ ไม่ถึงขั้นมีชีวิตเรียบง่าย ไม่เจออะไรเลย ไม่งั้นผมคงไม่เป็นคนคิดเยอะเท่านี้

ผมเจออะไรมาบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นลำบาก มีคนลำบากกว่าผมมากมายร้อยเท่าพันเท่า เลยรู้สึกว่าเรายังโชคดี และพอเจอบางอย่าง เราจะคิดเยอะขึ้นว่าจะทำอะไร จะใช้ชีวิตยังไง

สมมติชีวิตคือโรงเรียน ตอนนี้คุณเรียนอยู่ขั้นไหนแล้ว

ผมอยากอยู่อนุบาลมากเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าทุกอย่างสีสดมาก ตัวผมขาดไปเพราะเจอโลกเร็ว ผมเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ต้องดูแลตัวเอง มันทำให้เราต้องโตเร็วตั้งแต่อายุ 11 – 12 ถ้าอยู่เมืองไทยจะมีแม่ถามว่าอยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวแม่ทำให้กิน แต่อยู่ออสเตรเลียคือบินคนเดียว นั่งรถบัสคนเดียว นอนคนเดียว ถ้าไปกินข้าวไม่ทันก็ไม่มีให้กินแล้ว

การดูแลตัวเองตั้งแต่เด็กทำให้ผมโตเร็วมาก ผมไม่ได้เก็บความเป็นเด็กที่ควรจะมีไว้ เพราะรู้สึกว่าต้องโตเลย และต้องเข้าใจทุกอย่าง มันทำให้เราไม่มองทุกอย่างว่าใหม่ มองอะไรไม่สนุก ถ้าย้อนเวลาได้ ผมจะย้อนไปมองโลกแบบอนุบาล เข้าใจทุกอย่างอย่างเรียบง่าย และมองโลกด้วยสายตาสดใหม่

การเรียนหรือทำงานมันทำให้เรามองทุกอย่างลบไว้ก่อน คิดว่าโลกมีหลายเฉด น่ากลัว มัวแต่คิดว่าอะไรดีไม่ดี ซึ่งจริงๆ ตัวงานมันไม่มีแค่อยากหรือไม่อยากทำ น่าสนใจหรือไม่สนใจ ดีไม่ดีมันตามมาทีหลัง ผมอยากเดินทางกลับไปเด็กลงแบบ Benjamin Button

กำลังเอาวัยเด็กกลับมารึเปล่า

ใช่ มีความต้องการ มีความดื้อ บวกกับความรู้สึกว่า เออ ผมเข้าใจพี่ แต่อีกใจหนึ่งก็ ไม่ได้ อยากทำแบบเนี้ย ผมอยากทำงานดี ดื้อมากเลยเรื่องนี้ ผมอยากทำให้ดีที่สุดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม งานเบื้องหน้า เบื้องหลัง และชีวิตส่วนตัว

เพราะแบบนี้รึเปล่า งานเบื้องหน้าของคุณถึงประสบความสำเร็จ

ยัง (ตอบทันที) ผมยังยืนอยู่บนพื้น ไม่ได้ขึ้นบันไดเลย ตอนนี้มีแต่เดินไปข้างหน้า ถ้าไม่หยุดก็ยังโอเค มันคงขึ้นอยู่กับความพอใจของคนว่าจะหยุดตรงไหน ความอยากเก่งของผมยังไม่สิ้นสุด ผมยังอยากเดินต่อ เหมือนพี่ตูนที่ก้าวต่อไป (ยิ้ม) แต่คงไม่ไกลเท่าพี่ตูน เพราะพี่ตูนเดินข้ามประเทศ

ถ้าวันไหนไปต่อไม่ได้ คงแปลว่าไม่มี passion กับมันแล้ว ไม่รู้ว่าตัวผมในวัย 30 จะคิดยังไงนะ แต่ตอนนี้ที่อายุ 25 ถ้าผมยังเดินต่อไปได้ก็อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากแสดงสิ่งที่เราทำได้ และเราทำได้คนเดียว

II คนบ้างาน

กรรณ

สามีแห่งชาติ

คุณหลงใหลอะไรในศิลปะการแสดง

ผมไม่ใช่คนเปิดเผยตัวเองกับคนใหม่ๆ ในชีวิตประจำวันจริงๆ ติดบ้าน อยู่คนเดียวเยอะ แต่การแสดงทำให้ผมไม่ต้องคิดว่าผมเป็นตัวเอง มันเปิดให้เราทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี แค่ต้องรู้ว่าสถานการณ์คืออะไร ตัวละครต้องการอะไร และสื่อความต้องการตัวละครออกมา โดยลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นใคร อย่าง MV ง่ายๆ นั่งอยู่หน้าคอม จะเล่นเป็นตัวเองก็ได้ แค่ทำท่าลุ้นจังเลย แต่ผมคิดว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนแบบไหนวะถึงต้องมานั่งดูคอมแบบนี้ มันต้องงอแงแล้วอยากกลับไปคุยกับผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน ชีวิตจริงมันมีรึเปล่า มันสนุกตรงที่ว่ามันเป็นเรื่องของใคร แล้วเราจะสื่อออกไปยังไง ผ่านตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นผม ผมจะทำแบบนี้นะ แต่ผมคิดเผื่อทีมงานเลยว่าเขาอยากได้แบบไหน

การแสดงทำให้เราเป็นใครก็ได้ ไม่มีผิดถูก อาจจะมีดีไม่ดี แต่ตอนถ่ายอยู่ สำหรับผมมันไม่เคยแย่ การลองอีกหนึ่งเทคก็ไม่อาย ชีวิตจริงจะให้ผมเดินไปกลางถนนแล้วตะโกนว่า “เหนื่อยจังเลย!” คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ในบท มันก็กล้าขึ้นมา อยู่ดีๆ จะให้ทำอะไรก็ได้

คุณเรียนรู้การแสดงยังไง

ผมเรียนเบสิกการแสดงเล็กน้อย แต่ไม่เคยเรียนจริงจังเป็นเดือนเป็นปี มีคนสอนก็จดๆ ดูๆ เอาไว้ ผมเรียนรู้จากการดูหนัง ฟังบทสมภาษณ์ก็แค่บันดาลใจเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันช่วยขนาดนั้น ที่สำคัญต้องลองเก็บชั่วโมงบิน ลองเอาเองถึงจะรู้ ต้องเริ่มจากงานเล็กน้อยๆ ไปทีละก้าว นั่นช่วยเยอะสุด วิธีของผมคือทำการบ้านของตัวละครให้เยอะ พอไปถึงจะได้ไม่ต้องคิดว่าเราต้องทำอะไร

พอลองทำจริงๆ แล้วเฟลมันจะโต ถ้างานไหนรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แบบที่ต้องการ ผมค่อยมานั่งตอบคำถามตัวเองว่าทำไมตอนนั้นเราเล่นไม่ดี ตรงไหนที่เรารู้สึกว่ามีปัญหา

เล่นเป็นคุณชายก็แล้ว เกย์ก็แล้ว คนตาจะบอดก็แล้ว คาแรกเตอร์แบบไหนที่คุณอยากเล่นอีก

ผมไม่รู้ตัวเอง แต่ทุกคนจะบอกว่าต้องเป็นบทผู้ชายที่มีชีวิตไม่โอเคใช่ไหม กรรณถึงจะรับ (หัวเราะ) ผมว่าก็มีส่วน ผมชอบตัวละครที่มีจุดบกพร่อง มีความชำรุด มีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ไม่งั้นไม่รู้จะเชื่อมโยงยังไง ถึงไม่เคยเจอเรื่องพวกนั้น แต่เพราะมีมันถึงน่าสนใจ น่าค้นหา น่าสื่อสาร ถ้าเป็นคนที่เพอร์เฟกต์มากแล้วเราจะเล่าอะไร ตัวละครเพอร์เฟกต์สุดๆ ไม่รู้จะมีทำไม

ผมสงสัยว่าคาแรกเตอร์คนที่ตากำลังจะบอดรู้สึกยังไง อย่างตอนเล่น FOCUS (เบลอว่ารักแถบ) ผมเป็นคนสายตาสั้นประมาณ 300 ก็ถ่ายแบบไม่ใส่คอนแทคเลนส์ พอเบลอจริงๆ มันเกิดความน่าสนใจ เวลามองต้องเข้าใกล้มากแค่ไหน หรือต้องใช้เวลาตอบคำถามนานเท่าไหร่ สนุกดี ถือว่าโชคดีที่สายตาสั้น

จริงๆ ผมไม่มีเกณฑ์รับงาน ถ้าดูแล้วรู้สึกว่าผมเล่นได้ก็รับ ไม่ได้พูดเพื่อหลอกตัวเองหรือดูมั่นใจ มันมีความรู้สึกนั้นลึกๆ แต่มนุษย์มันก็ตลก บางอย่างรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แต่ก็ยังอยากลอง

กรรณ

กรรณ

งานแบบไหนที่ยาก แต่คุณก็รับอยู่ดี

จริงๆ แล้วยากหมด อะไรที่คิดว่าง่ายก็ยาก ไม่มีเกณฑ์เลย มันยากกันคนละแบบ แล้วมันสอนคนละอย่างหมด เป็น MV ก็ยาก เพราะต้องสื่อทุกอย่างโดยไม่พูด ถ้าเล่นแล้วพูดเยอะ ดูเล่นจริง มันก็ขัดมู้ด MV ที่ไม่ต้องการไดอะล็อก โฆษณาก็ยากที่มุมกล้อง จังหวะ บางทีเล่นดีให้ตายแต่กล้องรับไม่ทัน จังหวะไม่ได้ก็ไม่ได้อะไร ต้องเป๊ะ เพราะใน 30 วินาทีทุกช็อตมีความหมาย หนังก็มีความยากของมัน

ผมว่าทุกอย่างยากหมด ขึ้นอยู่กับว่าเรารับมือยังไง แล้วทำการบ้านมาพอรึเปล่า แต่บางอย่างก็ทำการบ้านไม่ได้ เรารู้คร่าวๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอไปถึงเราไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจริงๆ บางทีเราก็เตรียมตัวไม่ได้ การเป็นนักแสดงถึงสนุก เราแค่ต้องตามน้ำไปกับมัน คือเอาตัวรอดให้ได้นั่นเอง

แล้วเอาตัวรอดเก่งมั้ย

บางทีก็ตายกลางทางครับ (หัวเราะ) บางอย่างมันเอาตัวรอดไม่ได้ โชคมันไม่ได้เข้าข้างเราตลอด บางทีเราก็เป็นผู้โดนกระทำ ดวงไม่เจ๋งก็มีเยอะ

การแสดงเกี่ยวกับดวงตรงไหน

เกี่ยวนะ ผมเชื่อในจังหวะ บางวันทุกอย่างลงตัวมันก็ดีไปหมด บางวันต่อให้เป็นนักแสดงทีมเดิม แต่มีสักอย่างที่ไม่ดี มันไม่ดีไปทั้งวันเลยนะ ทุกคนจะรู้สึกว่าทำไมมันแห้ง เล่นยังไงก็จืดอย่างกับแกงจืด ซึ่งมันบอกไม่ได้ว่าวันไหนจะดีจะร้าย เราแค่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดตรงนั้น

การแสดงครั้งไหนที่ดีสำหรับคุณ

ตอนถ่าย ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ฯ ดีมาก เพราะทีมงาน นักแสดง ผู้กำกับ ทุกอย่างจังหวะลงตัวพอดี แล้วทำงานง่าย เล่นอะไรก็เคลียร์ไปหมด เปลี่ยนอะไรนิดหน่อยเราก็เข้าใจ หรือเล่นโฆษณาไวรัลก็ดี ผมชอบทำงานหลายแบบ ได้เจอคน เจองานใหม่ๆ ถ้าเรารับงานสเกลเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเจออะไร ไม่พูดถึงลำบากไม่ลำบากนะ ไม่เกี่ยวกัน งานไม่มีงบ ไม่ใช่ตลาดสเกลใหญ่ บางทีก็สนุก มันให้อิสระเราในการทดลอง เปิดกว้าง น่าสนใจ ส่วนงานสเกลใหญ่ก็สนุกในความเป๊ะ ความเป็นมืออาชีพ

III นักทดลอง

ยิ้ม

สามีแห่งชาติ

ทำไมคุณถึงลองเป็นพิธีกรรับเชิญให้ พื้นที่ชีวิต

อย่าเรียกว่าพิธีกรเลย ผมยังไม่รู้สึกว่านำเสนออะไรได้เชี่ยวชาญ (หัวเราะ) อย่างพี่นิ้วกลมหรือพี่วรรณสิงห์ เขาเป็นพิธีกรที่ทำงานมานาน เขาสนใจเรื่องพวกนี้ การเดินทาง พบปะผู้คน ส่วนผมรู้สึกเหมือนเป็นคนพาไปเจอสิ่งต่างๆ มากกว่า ผมอยากเที่ยวอยู่แล้ว และชอบเก็บประสบการณ์ที่แปลกๆ ที่ไม่ใช่บ้าน ออกจาก comfort zone ไปนิดหนึ่งก็น่าจะดี

นิสัยส่วนตัวผมเป็นคนขี้อาย คุยอย่างนี้ยังพอได้ แต่ถ้าให้ผมเดินไปถามพี่ยามว่าวันนี้สบายดีเปล่า ขอนั่งรอรถตรงนี้ได้ไหม มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าแสดงอีก ผมทำตัวไม่ถูก บางคนจะโปรมาก แต่ผมรู้ตัวว่ามันจะ awkward ไม่รู้จะเก็บมือไม้ไว้ที่ไหน คิดเยอะ ยากกับการทำงานแบบนี้เหมือนกัน เพราะเขาต้องการความเป็นมิตรสูงมาก ความพุ่งทะลุไปข้างหน้า ซึ่งผมไม่มี

ผมแค่ได้โอกาสนี้มา และผมก็หยิบโอกาสนี้ไปด้วย ให้ผมเจอจริงๆ ได้ ไม่กลัว โจทย์ของ พื้นที่ชีวิต ช่วงนี้คือการเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ตอนของผมคือการเรียนรู้มุมมองของพระ และการเรียนรู้ของเด็กที่อังกฤษ ซึ่งให้ผมไปเข้าวัดหรือพาเด็ก 3 ขวบข้ามถนน ผมทำได้ และผมจะบอกว่ามันดียังไง หรือได้อะไรบ้าง

เทปแรกที่ไปเข้าวัดป่าสุคะโต คุณได้ค้นพบอะไรบ้าง

ได้นอน 2 ทุ่ม ตื่นตี 4 ทำวัดเช้าเย็น แต่ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย รู้สึกว่าที่นี่เงียบดีจัง 2 ทุ่มก็ง่วงแล้ว ไม่เพลีย ไม่ห่อเหี่ยว เทปนั้นเราไปเรียนรู้ว่าการบวชให้อะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่ง เล่าว่าคนที่บวชใหม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องบวช รู้สึกยังไงกับการบวชครั้งแรก อีกส่วนสำหรับคนที่บวชแล้ว สึกแล้ว แล้วกลับมาบวชอีก ก็น่าสนใจ และคนที่บวชไม่สึก แต่ก่อนหน้าจะบวชประสบความสำเร็จแล้ว ใช้ชีวิตเมืองนอก มีร้านอาหาร มีทุกอย่างของตัวเอง แล้วก็ขายทุกอย่าง แล้วบวชไม่สึกอีกเลย สำหรับผมเรื่องนี้น่าสนใจมาก (เน้นเสียง)

ผมไม่เคยบวช ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่พูดไปแล้วก็ไม่ได้บวช ผมบอกที่บ้านว่าจะบวชตอนเรียนจบ แต่พอจบก็เป็นช่วงที่ทำงานเยอะที่สุดเลย เลยไม่ได้บวช หลังจากนั้นเลยไม่พูดอีกแล้วว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่ถ้าผมเห็นช่องว่างที่ไม่ส่งผลกระทบกับงานและที่บ้าน ผมกะจะบวชเลย ไม่ต่างจากคนที่ว่างแล้วบินไปญี่ปุ่น

สามีแห่งชาติกรรณ

ไปถ่ายรายการที่วัดยังไม่เพียงพอ

มันไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเหมือนฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา เห็นประเทศไทยสบายๆ ตัดภาพมาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ มันไม่ง่ายเลย ลองมาอยู่สัก 2 ปีสิ จะรู้ว่าเหนื่อยนะ ถ้าแค่มาลองๆ อะไรคงดีไปหมด แต่ถ้าได้ใช้ชีวิตจริงๆ ได้เจออุปสรรคหรือสิ่งต่างๆ ระหว่างถือศีลสองร้อยกว่าข้อ ต้องทำทุกอย่างให้กระจ่าง มันไม่ง่าย เป็นสิ่งที่ต้องลองถึงจะรู้ว่าเป็นยังไง ผมกะจะบวชสักพรรษาหนึ่ง หรือนานเท่าที่จะทำได้ ผมเคยโดนพระทักตอนเด็กๆ ด้วยว่า นี่ท่าทางบวชแล้วจะไม่สึกนะเรา (หัวเราะ)

แล้วการไปถ่ายเทปต่อมาที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง

การเรียนรู้ของเด็กที่นี่เป็นวิธีที่ใช้ในแถบสแกนดิเนเวียมาสักพักแล้ว โรงเรียนไม่มีห้องเรียนเลย เป็นการเรียนรู้โดยสิ่งรอบตัว ตอนแรกผมคิดว่าเป็นโรงเรียนกลางป่า เด็กๆ ต้องใช้ survival mode ตลอดเวลา ต้องจุดไฟ ยิงกระต่ายกิน แต่จริงๆ มันเป็นโรงเรียนชานเมืองที่วิธีการเรียนการสอนไม่ได้อยู่บนกระดานดำ ที่นั่นเป็นโรงเรียนเล็กๆ มีหนังสือภาพ ของเล่น การเล่นบทบาทสมมติ มีครูใหญ่ 1 คนและครูดูแลเด็กๆ ไม่มีการยืนหน้าชั้นสอน แต่จะตีเนียนเข้าไปนั่งกับเด็ก ทำตัวเป็นเด็กและถามคำถามที่เด็กควรจะตอบ

เขาพาเด็กๆ เดินไปสวนป่า ไปกินแอปเปิ้ล สอนเด็กใส่ชุดกันฝน ถ้าฝนตกก็ให้ลุยฝนเลย ทำให้เด็กกล้า ไม่เลี้ยงแบบกลัวว่าจะเจ็บ เด็กจะเดินลงคูก็ปล่อยไป ถ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือก็ยืนดู เราไปเรียนรู้ว่าการเรียนการสอนแบบนี้ต่างจากเรายังไง แล้วได้อะไรที่ไม่เหมือนกับการเรียนในห้องบ้างพื้นที่ชีวิต

พื้นที่ชีวิต

พื้นที่ชีวิต

ผลลัพธ์จากการทดลองออกจาก comfort zone ครั้งนี้คืออะไร

ถ้าเราอยากเข้าใจอะไรสักอย่าง เราต้องลอง มันไม่เกี่ยวกับเรื่องใหญ่ มันเกี่ยวกับเรื่องที่เล็กที่สุดที่เราต้องทำ ต้องสัมผัสเอง ผมตกลงรับงาน พื้นที่ชีวิต ไม่ใช่เพราะต่อไปผมอยากเป็นพิธีกรการเดินทาง แต่การออกจากโซนที่เราสบายๆ เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่กับคนใหม่ๆ ไม่งั้นผมก็เป็นคนที่อยู่บ้านชิลล์ๆ มีงานก็ไปทำ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไม่ต้องไปคุยกับใคร นี่เราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไร จะต้องรับมือกับคนแบบไหน

กรอบอะไรที่คุณอยากจะก้าวข้ามไปอีก

ตอนนี้ผมได้เล่น MV โฆษณา ซีรีส์ ละคร แต่ยังไม่เคยลองเล่นหนังยาว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลอง เพราะถ้าเราได้มีโอกาสเป็นตัวละครหนึ่งทั้งเรื่อง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาสักชั่วโมง-ชั่วโมงครึ่งก็น่าสนุก เพราะการเล่นหนังสั้นมีอย่างอื่นช่วยเยอะ กิมมิกของผู้กำกับ การใช้ซาวนด์ มันช่วยเล่าเรื่องได้ แต่หนังยาวคาแรกเตอร์ต้องเสถียร แม้กระทั่งละครเวทีผมก็อยากจะลองนะ แต่มันเป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่น่าจะยากสุดแล้ว จะโปรเจกต์เสียงไปถึงคนดูหลังสุดยังไง การขยับร่างกายเพื่อสื่อสารก็น่าสนใจมาก

IV คนเบื้องหลัง

สามีแห่งชาติ

สามีแห่งชาติ

ทำไมคุณถึงตัดสินใจทำงานเบื้องหลังควบคู่กับงานเบื้องหน้าไปด้วย

พอจบมหา’ลัย ผมอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจว่าเราจะทำงานแสดงเป็นอาชีพหลักอย่างเดียวหรือทำอย่างอื่นที่เราเคยเรียนทำโปรดักชันมา ผมอยากมีเวลากลับไปเป็นผู้ช่วย หรือกำกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าไปช่วยคนอื่นเขาแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ผมมาไม่ได้ เพราะผมติดแสดง มันเป็นข้ออ้างที่จับปลาสองมือมาก จะเอายังไง ซ้ายหรือขวาคงต้องเลือก

สุดท้ายผมเลยหุ้นกับเพื่อนสนิทและญาติที่อยากทำสื่อวิดีโอ เขามาชวนเปิดโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ผมรู้สึกว่ามันเข้าทางพอดี แต่ถามว่าเหนื่อยมั้ย มาก เราเริ่มต้นมาไม่ถึงปี มีกันแค่ 4 – 5 คน ทำเองแทบทุกอย่าง ค่อนข้างยาก เพราะผมมีเวลาน้อยกว่าคนอื่น บางทีผมก็รู้สึกผิดกับเพื่อนว่าทำงานไม่เต็มที่ คนอื่นเขาทำงานเต็มเวลา แต่ผมมี 2 อาชีพ แสดงเสร็จกลางคืนก็มาตัดต่อ หรือบางวันว่างก็นั่งตัดงานไป หลังๆ พองานเยอะขึ้นก็ต้องแยก งานนี้ผมกำกับ งานนี้เป็นครีเอทีฟให้ งานนี้โปรดิวซ์ให้ ไม่งั้นทำไม่ทัน หลักๆ ตอนนี้ผมเป็น Creative / Director

คิดว่าจะทำงานคู่ขนานแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน

ผมต้องทำให้ได้ พูดกันตรงๆ การทำงานเบื้องหน้ามีอายุขัยของมัน เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันไหนจะบูม วันไหนจะไส้แห้ง ผมไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าต่อไปประเทศเราจะขยายช่วงอายุนักแสดงรึเปล่า แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่ายังทำงานนี้ได้ถึงเมื่อไหร่ ก็อยากทำให้มันสุดนะ แต่งานเบื้องหลังถ้าทำไปทีละขั้น ต่อไปเราทำให้มันมั่นคงได้

พอมาทำแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นธุรกิจ ไม่ใช่แค่เราได้งานมา เฮ้ย เดี๋ยวเราคิด นายกำกับ ชีวิตจริงพอได้งานมาคือมีแต่ตัวเลขเพียบ เงินพอไหม ภาษีเท่าไหร่เนี่ย

ผมอยากทำให้ดีทั้งคู่ เห็นผู้กำกับบางคนก็มีบริษัทโปรดักชันของตัวเอง มันอาจจะยากหน่อยสำหรับนักแสดง แต่ผมพยายามเก็บมันไว้แยกกัน

งานไหนที่คุณอยากตื่นเช้ามาทำที่สุด

ขึ้นอยู่กับโปรเจกต์ๆ ไป แต่แทบจะทุกงานเลย บางทีพี่โทรมาบอกว่ามีงานตัดต่อ ตอนตี 4 นี่อยากไปมาก รอตื่นเลย วันไหนมีขายงานจะตื่นเต้น และงานง่ายๆ อย่างกินข้าวเช้ากับแม่นี่ตื่นเต้นที่สุด เพราะกลัวตื่นไม่ทัน (หัวเราะ)

ถ้ายังหลงใหลในงานอยู่ ไม่ว่าเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง ผมก็ตื่นเต้นอยากทำทั้งนั้น ถ้าไม่ชอบคงรู้ตัวไปแล้ว คงหยุดไปแล้ว เพราะผมไม่ใช่คนที่ทนทำอะไรที่ไม่ชอบได้ขนาดนั้น ถ้าไม่ตื่นเต้นคงมีปัญหาแล้วล่ะครับ

กรรณ

ยิ้ม

ขอขอบคุณ: เพ็ญพิชชา พัฒนจักร
ขอบคุณสถานที่
ACMEN Ekkamai Complex

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากไม่ร้องเพลงด้วยลูกเอื้อนอย่างคนรักลูกกรุง อาร์ม-กรกันต์ สุทธิโกเศศ ก็ร่ายกลอนสักบทของสุนทรภู่ โดยเราพยายามต่อกลอน เท่าที่ยังพอจำได้

ท่ามกลางความเงียบของโรงละคร 1,069 ที่นั่งในวันที่ไม่มีการแสดง อาร์มจดจ่อกับการจัดท่าทางหน้ากล้อง เช่นเดียวกับช่างภาพของเราที่วิ่งขึ้นลงระหว่างที่นั่งอย่างขะมักเขม้น

ก่อนที่เขาจะมานั่งอยู่ตรงนี้ เราใช้เวลา 47 นาที เพื่อพูดคุยกับอาร์ม ชายหลายบทบาทที่เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง พิธีกร นักพากย์ ผู้ประกาศข่าวช่อง Workpoint 23 หน้ากากระฆังจาก The Mask Singer ทาสแมว พุทธมามกะ คนอกหัก คนที่ไม่เคยขอบคุณตัวเอง และคนสบาย ๆ ที่บอกว่าไม่ต้องจำเขาก็ได้ แค่รู้สึกดีต่อกันก็พอ

เจ้าตัวบอกกับเราว่า เขาไม่เคยมีเวลาตกตะกอนชีวิตอย่างนี้มาก่อน และคำถามของเรา ทำให้เขาได้ย้อนมองตนเองอีกครั้งในวันที่เติบใหญ่ แต่ยังไม่หยุดเติบโต

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Work Work Work Work Work

ใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าเราจะได้คิวคุณมา หน้าตาตารางงานของคุณเดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

(เปิดโทรศัพท์ให้ดูตารางงานหลากสีที่มองไม่เห็นช่องว่าง)

งานประจำผมจะลงตารางอยู่แล้ว สีน้ำเงินคืออีเวนต์ สีเขียวคืองานพิชชิง สีดำคือมีงานอื่นจนต้องลางานประจำ ส่วนสีส้มคือธุระสำหรับศาสนา

สีส้มเป็นสิ่งที่ต้องมีในตารางเสมอไหม

มี เราจัดลำดับความสำคัญในชีวิต หลายคนบอกว่า เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม แต่เรามีความสุขดี ไม่มีทุกข์อะไร เพียงแต่ชีวิตควรมีอะไรที่มั่นคง บางครั้งการวิ่งไปดูแลอาจารย์ที่เราเคารพอาจทำให้เหนื่อยกาย แต่ข้างในเราอิ่ม เลยเหมือนการพักผ่อน

มีเวลานอนบ้างไหม

นอนแปลว่าอะไรหรอครับ (หัวเราะ) ล้อเล่น เรื่องนอนสำคัญมาก เพียงแค่ช่วงนี้งานค่อนข้างหนักหน่วง เมื่อคืนโชคดีที่ได้นอนเก็บไว้ 6 – 7 ชั่วโมง ถือว่าโอเค คืนก่อนหน้านั้นนอน 5 ชั่วโมง เพราะเราต้องตื่นเช้ามาอ่านข่าวทุกวันจันทร์-ศุกร์ ไม่ว่าจะทำงานดึกยังไง 6 โมงก็ต้องตื่น แต่ไม่เบื่อนะ เป็นหน้าที่ที่เราชอบและสนุกที่จะทำ

การเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ต้นเลยไหม

เอาจริง ๆ ตอนเรียนคณะนิเทศ จุฬาฯ วิชาที่ไม่เคยสนใจเรียนเลยคือวารสารสนเทศ เพราะคิดว่าไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่สุดท้ายเราก็มาเป็นผู้ประกาศข่าว โชคชะตาผันผวนอยู่

จากตารางงานที่แน่นหนาของคุณ มีอะไรที่จะมาแทรกงานหรือสำคัญกว่างานได้บ้าง

เวลาผมจัดลำดับชีวิต ครอบครัวมาก่อนอันดับหนึ่ง วันพักผ่อนบางทีก็พาครอบครัวไปเที่ยว ส่วนอันดับสองคืองาน บางทีอันดับหนึ่งกับสองก็ไล่บี้กันบ้าง

ถามว่าเวลาไม่กลับบ้าน คุณพ่อคุณแม่มีบ่น มีถามถึงบ้างไหม พอดีเราปูทางเข้าวงการมาตั้งแต่เข้ามัธยมศึกษา ทำกิจกรรม เล่นละครนิเทศ เลิกดึกดื่นเที่ยงคืน บางวันค้างบ้านรุ่นพี่ ครอบครัวรู้ว่าเราไม่ใช่คนเหลวไหล เวลาที่ติดงาน ไม่ได้ไปทานข้าวด้วย เขาก็รู้ว่าทำงานจริง ๆ

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

Multiple Arms

ถ้าให้เลือกหนึ่งบทบาทที่คุณชอบที่สุด บทบาทนั้นคืออะไร

โห! อ่านข่าว นักร้อง พิธีกร นักแสดงละครเวที ตอบยากมากเลย เพราะทุกอย่างสนุกและมีเสน่ห์ในแบบของมัน ที่สำคัญคือได้เงิน แต่กระบวนการที่ชอบที่สุดขอเลือกการแสดงละครเวทีแล้วกัน

ในแง่งบ อาจต้องบอกว่าละครเวทีไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะเป็นงานที่กินคิว ต้องเสียสละคิวให้คนอื่น ต้องรักสิ่งที่ทำมากถึงอยู่กับมันได้นาน แต่มวลมันอบอุ่น ถ้าเป็นภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ใช้คิวน้อยกว่า ต่างคนต่างมาเจอกันเฉพาะเวลาก็จบ แถมยังเหนื่อยกว่า เพราะโลเคชันเปลี่ยน ขณะที่การแสดงในโรงละคร เราวางแผนชีวิตได้

อีกอย่างคือมันขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งองค์กร 30 – 50 ชีวิต นักแสดง ผู้กำกับ ทีมเสียง ทีมแสง ทีมเอฟเฟกต์ ทีมเสื้อผ้า เรามีเกมบัดดี้ให้เล่น ทั้งหมดคือเรื่องของความสัมพันธ์ของคนเดิม ๆ ในที่เดิม ๆ ได้แชร์มุมมองชีวิต โดยเฉพาะละครในมหาวิทยาลัย ละครนิเทศ

ในวัย 34 คุณมองเรื่องความสัมพันธ์อย่างไรบ้าง

บางทีเราสังเกตว่า ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เหนื่อยและวุ่นวายกับชีวิตเหมือนกัน แต่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ด้วยหน้าที่การงานต้องไปเจอผู้คน เราทิ้งความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ไม่ใช่สิ่งที่กระทบการทำงานและจิตใจ วัยนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการมากกว่า

นอกจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีบทบาทไหนที่ยังไม่ได้ทำ แต่อยากทำไหม

นั่นสิ พี่ยังไม่ได้ทำอะไรบ้างนะ (ทำท่าคิด) อาจจะเป็นเบื้องหลัง กำกับ หรือโปรดิวเซอร์ คิดว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ยังไม่ถึงเวลา อนาคตอาจจะมีจังหวะเวลาที่เหมาะสม 

น้องมาเจอตอนที่พี่ไฟแรงเรื่องการเข้าวัดพอดี พี่ก็จะให้สัมภาษณ์ประมาณนี้นะ (หัวเราะ) ภาพพี่อีก 5 ปีอาจไม่ใช่แบบนี้ก็ได้ น่าจะเปลี่ยนไปแล้ว

แล้วจากที่เข้าวงการมา 13 ปี อาร์ม กรกันต์ เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการมองชีวิต

ก็เปลี่ยนตามสิ่งรอบตัวที่หล่อหลอมเราขึ้นมา แต่สิ่งที่ อาร์ม กรกันต์ ยังเหมือนเดิมคือความใจดี สิ่งที่เพิ่มมาตามวัยคือกิจกรรม งาน วัด เพื่อน แมว

ส่วนมุมมองชีวิต คำถามที่ว่าชีวิตคืออะไรเป็นสิ่งที่ ครูป๋อม-ไศลทิพย์ จารุภูมิ อาจารย์คณะนิเทศเคยถามผมและเพื่อนเพื่อดูว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไร 

คำตอบของผมในวันนั้นกับวันนี้ยังคงเป็นคำตอบเดียวกัน ชีวิตคือการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่เพิ่มเติมคือ เราเรียนรู้เพื่อปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก คำตอบเราธรรมดาไม่หวือหวาเลยเนอะ เราเป็นคนอยู่กับความเป็นจริง เพราะอยากให้ใช้ได้จริง

ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว
ชีวิตที่ขอบคุณทุกคนของ อาร์ม กรกันต์ คนรักเพลงลูกกรุง แมว วัด และการตื่น 6.00 น. มาอ่านข่าว

คุณถือเป็นลูกชายคนหนึ่งของ Workpoint ออกรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่นที่ 1 ในฐานะหน้ากากระฆัง คุณคิดว่าความดังคืออะไร และคุณมองว่าตัวเองดังหรือยัง

โห! สำหรับผมความดังคือการที่เราเดินไปแล้วคนทักเราถูก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองดังไหม โดนคัดออกตั้งแต่แรก ๆ ด้วย (หัวเราะ) แต่ช่วงเป็นหน้ากากระฆังคือช่วงที่พีกมาก มีงานติดต่อเข้ามาไม่ขาด เคยชิมลางตอนไปทัวร์แบบไป-กลับช่วงนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสจริง ๆ เดินไปไหนคนก็เรียก แต่พอเวลาผ่านไป คนใหม่ขึ้นมามันก็เป็นเรื่องปกติ เขาเรียกว่า โลกธรรม 8 เป็นธรรมดาของโลก

ถ้าเลือกได้คุณอยากให้คนจดจำ อาร์ม กรกันต์ ในมุมไหน

แต่ก่อนคิดว่าคงตอบได้ ตอนนี้ผมว่า ไม่ต้องจำอาร์มหรอก แค่เรามีไมตรีต่อกันก็พอแล้ว ถ้าคนลืมเรา แปลว่าอาจจะไม่มีงานในวงการ แต่ถ้าพูดถึงอุดมคติ วันหนึ่งที่คนไม่รู้จัก อาร์ม กรกันต์ เลยมันจะมาถึงแน่นอน เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เพราะฉะนั้น เราเลยต้องเตรียมตัว จาก Someone เป็น No one เพราะมันคืออนิจจังของทุกคนที่สักวันต้องถูกลืม

ถ้าทำใจได้ตั้งแต่วันนี้ มันก็เคลียร์เลย เพียงแต่เรายังมีบทบาทหน้าที่ต้องทำ เพราะเรามีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีแมว 10 ตัวที่ค่าใช้จ่ายเยอะ มีบ้านที่ต้องผ่อน งานก็ต้องมีและต้องทำต่อไป

แต่เราไม่อยากให้คนมองเป็นสายบุญขนาดนั้นนะ เราไม่ได้ดีกว่าใคร ที่พูดไปเพราะแค่สนใจปรัชญาชีวิต เรื่องไม่ดีก็มีทำอยู่บ้าง โกหกสีขาว แกล้งแมวก็ยังทำอยู่ (หัวเราะ)

แล้วคุณอยากประสบความสำเร็จไหม ในด้านไหน

ง่าย ๆ เลย ขอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ เพราะเราใช้ชีวิตเกือบรายวัน หมายความว่าเตรียมตัววันนี้ เพื่อทำงานพรุ่งนี้ ประสบความสำเร็จให้ทำมาหากินพอเลี้ยงพ่อแม่และแมวได้ เพราะสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดคือครอบครัว

คุณคิดว่าความความสำเร็จเกิดจากอะไรบ้าง

คนชอบบอกว่า คนที่ประสบความสำเร็จต้องเก่ง แต่ผมว่าต้องเฮงด้วย เพราะคนที่ตีระนาดเก่งกว่าผมมีเยอะ นักแสดง นักร้อง ผู้ประกาศข่าวหลายคนพูดได้เก่งกว่าผม ความเฮงเลยเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมความพร้อม เมื่อพร้อมและโอกาสมา จึงจะกลายเป็นความสำเร็จ แต่เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ได้พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงนะ เราก็มีวันที่ไม่พร้อม แต่พยายามทำให้ดีที่สุด

แล้วอาร์มอยากเฮงหรือเก่งมากกว่ากัน

อยากเก่งเยอะกว่า เพราะถ้าเฮงอย่างเดียวแล้วไม่เก่ง ยังไงก็แป๊ก เฮงในที่นี้ก็แค่ไม่อยากโชคร้าย แต่เราโชคดีอยู่แล้วที่เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนทุกอย่างที่อยากทำ โตขึ้นมาผมถึงรู้ว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือความโชคดีที่สุด

ถ้าวันนี้ต้องขอบคุณใครสักคน อาร์ม กรกันต์ อยากขอบคุณใคร

เยอะเลย พ่อแม่ที่อ้าแขนรับเราอย่างสุดหัวใจ ขอบ คุณครูเอก-จิระชัย กุลละวณิชย์ ที่สอนเรามากกว่าการสอนร้องเพลง ท่านสอนวิธีวางตัวในสังคม สอนวิธีคิด การวางแผนชีวิต ท่านแบ่งปันประสบการณ์ให้อาร์มเยอะมาก เป็นข้อคิดที่มีค่าทั้งหมด

ขอบคุณเพื่อน คนที่อยู่รอบข้าง เป็นไหล่ให้เราซบในเรื่องหนักและเรื่องเบา ผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส โดยเฉพาะใน Workpoint และทุกงาน มีความสุขทุกครั้งที่เขานึกถึงเราและทุกครั้งที่ได้ทำงาน

จากที่ฟังมา คุณไม่ขอบคุณตัวเองบ้างหรอ

นั่นคงเป็นเรื่องของตัวตน อาร์มมองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป เลยขอบคุณคนอื่นมากกว่า ถ้าเรายังอยากมีลมหายใจ เรายังอยากยืนอยู่ตรงนี้ ยังไงก็ต้องเดินต่ออยู่แล้ว

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

What Makes You, You?

ย้อนกลับไปวัยเด็ก ยังจำได้ไหมว่าอาชีพแรกที่คุณตอบครูว่าอยากทำคืออะไร

อยากเป็นวิศวกร แต่ไม่ได้อยากไปออกแบบหรือตรวจสอบอะไรเลย เราแค่ชอบคำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยที่ออกเสียงแล้วดูเก่ง (หัวเราะ)

ต่อมาตอนที่อยากเข้านิเทศ จุฬาฯ มีภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน ของผู้กำกับไฟแรง 6 คน นั่นคือเหตุผลแรกที่อยากเข้าเรียน เพราะอยากเป็นผู้กำกับ ส่วนอีกเหตุผลคือ ไปดูละครนิเทศฯ แล้วอยากยืนอยู่บนนั้นบ้าง สังเกตว่าไม่ได้คิดถึงอาชีพในอนาคตเลย

แล้วอะไรคือเหตุผลที่อาชีพผู้กำกับไม่ได้ไปต่อ

เราลองเป็นเด็กฟิล์ม เรียนสาขาวิชาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ตอนเรียนคิดว่ามันเหนื่อยจัง นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราทุ่มเทได้มากพอ แต่ก็เข้าภาค 2 ปีเต็ม ไม่ได้ย้ายสาย จบไปค่อยว่ากัน ก็คงจะทำงานเรื่องเพลงอยู่ดี เพราะตอนปี 3 ได้ไปประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ครั้งแรกคือ KPN Award Thailand Singing Contest 2009 ครั้งที่ 18 ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ Popular Vote พอมีคนเริ่มรู้จัก ไปออกงาน มันได้เงิน เราคิดคงจะทำสิ่งนี้แหละ เลยยึดเป็นอาชีพมา

จากที่ผ่านคุณเหมือนยังไม่ได้มีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้มีความฝันหรือยัง

ก็เห็นเลขบ้างบางคืน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ ตอนนี้ยังไม่มีเลย ฝันของผมคงเป็นการทำแบบที่ทำอยู่ทุกวันไปเรื่อย ๆ เป็นการ Maintain

ส่วนการเติบโต ผมมองว่าเป็นโบนัส

คุณเชื่อเรื่องโชคชะตาสร้างชีวิตบ้างไหม

เราคิดว่าหลายส่วนประกอบกัน ความชอบในเรื่องนั้น ๆ โชคชะตาก็คงมี แต่ความขวนขวายเราก็มีเอง ฝึกระนาดใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างเรื่อง โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คิดว่าอันนี้เป็นโชคชะตาเหมือนกัน เพราะเขาแคสต์กันมาเยอะมาก เราเป็นคนสุดท้าย เพิ่งรู้ด้วยว่าตอนนั้นถึงขั้นผู้บริหารไปทาบทามให้ พี่หนึ่ง จักรวาล ฝึกระนาดแล้ว

ที่ได้ไป เพราะไปลงเรียนการแสดงกับครูเงาะ เพื่อนเราชื่อ ครูลูกแก้ว ขับรถมาส่งที่บ้านแล้วเล่าให้ฟัง เราหูผึ่งบอกไปเลยว่า เราตีระนาดได้นะ ขอไปแคสต์ได้ไหม เพื่อนยังไม่เชื่อเลย แต่เขาก็นัดให้ ปรากฏว่าได้

เห็นไหม เรามีความพร้อมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มจาก ป.4 แค่เล่นได้ แต่ยังประชันไม่ได้ กลายมาเป็นโอกาสให้เรา

คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ

เหนื่อยมาก แต่เรากลัวที่จะปล่อยมันไป เพราะโอกาสไม่ได้เข้ามาทุกวัน สุดท้ายก็อยากลองกระโดดเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำกับมันดูว่ารอดไหม ส่วนตอนนี้อายุ 34 แล้ว ถ้าไม่รอดก็ต้องปล่อยมันไป เก็บแรงไปทำในสิ่งที่ดีกว่า หรือเก็บแรงไปพักผ่อน

แม้กระทั่งบางคนที่ชอบบอกให้เราเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน มันเหนื่อยนะเอาจริง รู้สึกว่าแค่ทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้ว ถ้ามีเวลามากพอค่อยติดปีกให้ตัวเองไปต่อก็ได้ แต่ต้องมีเวลาให้ตัวเองด้วย นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายเรื่องงาน

ตอนนี้ใครนึกถึงอาร์มก็จะมีเสียงระนาดลอยมาด้วยทั้ง ๆ ที่คุณเรียนโรงเรียนคริสต์ คุณไปเริ่มจับระนาดได้อย่างไร

มันมาจากชาติปางก่อน (หัวเราะ) ล้อเล่นครับ พอดีผมอยากโดดเรียนตอนประถม ก็เลยไปเข้าชมรมดนตรีไทย เราก็ยืนหนึ่งเล่นระนาดเอกประถมคนเดียวในโรงเรียน 2,000 คน ทุกคนแย่งเล่นบอล แต่ผมไม่เล่นกีฬาเลย 

เออทำไมนะ (นิ่งคิด) ถ้าไม่ถามนี่จำไม่ได้แล้วนะ เพราะเคยพลาดไปยืนตรงโกลด์ฟุตบอลขณะที่โค้ชกำลังสาธิตการยิงพอดี อัดเข้าเต็มท้อง ผมเลยเกรง ๆ ตั้งแต่นั้น

มีอะไรที่คุณคิดว่าตัวเองทำ และคนอื่นไม่ทำอีกไหม

ชอบถือหนังสือธรรมะตั้งแต่ประถม เพราะคิดว่าเท่ หนังสือท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านไม่รู้เรื่องแต่อยากอ่าน มีบางเล่มที่อ่านแล้วเข้าใจ นอกจากนี้ก็ชอบทำบุญ คิดโปรเจกต์เพื่อศาสนามาตั้งแต่เด็ก ๆ

แล้วเรื่องการร้องเพลง ก่อนประกวด KPN Award คุณไปฝึกร้องเพลงจากใคร

คุณพ่อ คุณแม่ คุณป้า ชอบถล่มร้านอาหารและยึดไมค์ร้องเพลง (หัวเราะ) เขาก็ร้องเพลงสุนทราภรณ์กัน เราเลยเรียนร้องเพลงจากสุนทราภรณ์ เพลงแรกที่ร้องคือ พรานทะเล ฟังวนและแกะตามต้นฉบับได้

เราฝึกร้องจากเพลงลูกกรุง เพราะคิดว่าเสียงมันเนิบดี แต่หารู้ไม่ว่าการผ่อนลมเนี่ยยาก กลายเป็นฝึกของยากก่อน พอมาร้องป๊อปเลยง่าย

ยังจำละครเวทีเรื่องแรกที่เล่นได้ไหม ถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นผู้กำกับได้ คุณจะบอกอะไรกับเด็กคนนั้นบ้าง

จำได้สิ โตขึ้นผมจะขี่รุ้ง โรงเรียนของผมไปขอลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ถ้าย้อนกลับไปก็คงจะบอกให้เล่นไปเถอะ เพราะเป็นเด็กมาก อยากให้เขาสนุกให้เต็มที่ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาแสดงตอนนี้ โรงละครพังเลยนะ ไม่มีพื้นฐานอะไรทั้งสิ้น

ปัจจุบัน คุณแสดงละครเวทีไปกี่เรื่องแล้ว

ละครเวทีสุนทราภรณ์ เพลงรักเพลงแผ่นดิน โดยเพลงเอก ถือเป็นเรื่องที่ 10 ถ้านับละครที่คนดูต้องซื้อบัตรมาชม

เรยา เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องแรก แสดงคู่กับ คุณชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ส่วน โหมโรง เดอะ มิวสิคัล คือเรื่องที่ 3 

จากเรื่องที่เคยแคสต์มา คุณเคยอกหักตกรอบบ้างไหม

เคย มีเรื่องหนึ่งไปแคสต์มา 3 เดือน ยังไม่ได้แสดงนะ ทั้งซ้อมและท่องบทพูดบางส่วนมาแล้ว เป็นเรื่องในโรงใหญ่ ผู้กำกับมาจากอังกฤษ เวลาเราทำอะไร เขาจะเป็นคนตรวจการบ้าน เพราะฉะนั้นจะเป็นมาตรฐานเดียวกับที่อังกฤษ เรื่องนี้สร้างความหวังให้เราเยอะมาก เพราะเข้าไปแคสต์ 5 ตัวละคร คิดในใจว่าต้องได้สักตัว แต่ปรากฏว่า 3 เดือนไม่ได้เลยสักบท ก็อกหักไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปเล่นเรื่อง เรยาฯ พอดี

อกหักครั้งนั้นคุ้มค่าไหม

การอกหักครั้งนั้นสอนเราเยอะมาก ทั้งเรื่องการร้อง เล่น วินัย กระบวนการการทำละครในมาตรฐานสากล เป็นการอกหักที่คุ้มค่า

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ปัจจุบัน ดูคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยซื้อบัตรชมละครเวทีกันแล้ว คุณคิดอย่างไร หรือต้องเป็นละครเพลงเท่านั้นถึงจะมีคนชม

คิดว่าคนแค่ยังกลัวโควิด-19 อยู่ กับเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะบัตรดูละครเวทีราคาไม่เหมือนดูหนัง คนต้องตั้งใจออกจากบ้าน แต่มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงเพื่อมอบความพึงพอใจที่ไม่เหมือนสื่ออื่น บางเรื่องมีอุดมการณ์สอดแทรก บางเรื่องเหมือนพาเราย้อนเวลากลับไปหาสิ่งที่ปัจจุบันคิดถึง

เมืองไทยเราอาจจะชินกับการแสดงละครเวทีที่ต้องมีการร้องเพลง แต่ของอเมริกา อังกฤษ ต่างประเทศเขามีละครพูดเยอะมาก อย่างของไทย เนื้อคู่ 11 ฉาก จากวันแรกถึงวันลา ของ พี่บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ก็เป็นละครพูดที่เราชอบมากเหมือนกัน

ในฐานะนักแสดงละครเวทีอาชีพ คุณคิดว่าการเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

ต้องมีวินัย เสียสละคิวให้คนอื่น เพราะเราไม่ได้เล่นแค่คนเดียว ต้องเล่นให้ทีมแสง Blocking เล่นให้ผู้กำกับดู วินัยสำคัญมาก เพราะขับเคลื่อนทั้งองค์กร และต้องเป็นคนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งเราพยายามมีให้ครบ แม้บางวันจะพร่องไปบ้าง

ละครเวทีสุนทราภรณ์ ได้ Restage อีกครั้งหนึ่ง บุคคลในตำนานและเพลงที่ถูกเรียกว่า ‘เพลงเก่า’ ให้พลังกับคุณที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง

เรียกว่าให้พลังซึ่งกันและกันดีกว่า นี่เป็นเรื่องแรกที่เราจับมือทีมงานทุกคนเพื่อรวมพลังก่อนแสดง แล้วเรารู้สึกว่ากำลังจะเปลี่ยนชีวิตใครบางคน เพราะสื่อบันเทิงของคนรุ่นพ่อแม่ที่จิ้มถึงใจเขามีน้อยมาก เพลงที่เขาฟังตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วกลับมาฟังจนมีกำลังวังชามันแทบไม่มี 

เรามีความสุขที่ได้ออกไปแสดง เพราะรู้ว่ามันคือสิ่งที่ดีมาก พอจบการแสดง คนทั้งโรงละคร ผู้ใหญ่ที่นั่งรถเข็นมา มีไม้เท้ามาเป็นขาที่สาม คนที่จับมือลูกหลานมา เขาลุกขึ้นเต้นและยิ้ม กลับไปเรารู้ว่าเขาไม่จบแน่นอน เขาจะเอาเพลงที่ฟังไปคุยกับเพื่อน เพลงนั้นของศรีสุดา เพลงนี้ร้องตอนวันลอยกระทง เธอจำเรื่องในวันนั้นได้ไหม มันคือการจุดประกายความสุขต่อ

ทุกครั้งที่จะออกไปแสดง ผู้กำกับบอกเสมอว่า ลองหาเป้าหมายดู ละครสักเรื่องอาจทำให้คนที่อยากทำร้ายตัวเองชั่งใจคิด บางคนอาจมีความกล้าในการเผชิญสิ่งที่หวาดกลัว หรือเขาอาจกล้าที่จะบอกรักใครสักคน มันมีประโยชน์แน่นอน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้ดีที่สุดทุกเรื่อง เช่นเดียวกับงานอื่น ๆ ในตอนนี้และในอนาคต ตราบใดที่คนยังเห็นว่าเราทำอะไรสักอย่างได้ เราก็จะคว้าโอกาสต่อไปและทำให้ดีเสมอ

อ้อ! อุปสรรคเดียวคือ เวลา เพราะเรามีเวลาจำกัดและต้องนอนครับ

เข้าโรงละคร มาตกตะกอนแต่ละบทบาทชีวิตของ ‘อาร์ม กรกันต์’ นักร้อง นักแสดง ผู้ประกาศข่าว คนรักวัด และทาสแมว 10 ตัว

ขอบคุณสถานที่

โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน

ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 (แผนที่)

เว็บไซต์ : siampicganesha

Facebook : KBank Siam Pic-Ganesha

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load