ลืมเรื่องความสามารถในการทำมือเป็นสัญลักษณ์มินิฮาร์ทไปก่อน เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ได้ทำมามีความน่าสนใจกว่านั้น

ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่เป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินตั้งแต่อายุ 17 ปี ตอนอายุ 19 แต่งเพลง หน้าหนาวที่แล้ว และคว้าแชมป์ Overdrive Guitar Contest มาครองได้โดยที่ขณะนั้นเขาไม่มีแม้กระทั่งกีตาร์เป็นของตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด What the duck มีเพลงฮิตมากมาย และได้ไปปรากฏตัวเป็นศิลปินรับเชิญบนเวทีตัดสิน Miss Universe Thailand 2017

ล่าสุดเขาเพิ่งคว้ารางวัลจากเวทีใหญ่ระดับเอเชียอย่าง 2018 MAMA Premiere in Korea ในฐานะ Best New Asian Artist Thailand

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือวงการเพลงบ้านเราช่วงหลังค่อนข้างขาดแคลนเรื่องน่าตื่นเต้น ศิลปินที่เล่นเป็นวงปิดในคอนเสิร์ตยังเป็นหน้าเดิมๆ มาเป็นสิบปี ท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น ปรากฏชื่อของ The TOYS ขึ้นในวงการดนตรี และสร้างเสียงฮือฮาอย่างสูงในโลกออนไลน์ วันนี้ในวัย 23 เราเชื่อว่าคงเหลือน้อยคนเต็มทีที่ไม่รู้จักเขา

ด้วยโปรไฟล์ที่ร่ายมา สถานะการเป็นทายาทอดีตนักร้อง นิตยา บุญสูงเนิน และหลานชายของ เจินเจิน บุญสูงเนิน แทบไม่จำเป็นต้องหยิบมาเอ่ยอ้างเพื่อเรียกร้องความสนใจใดๆ เพิ่มเติม

ก่อนที่เขาจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างเช่นวันนี้ ครั้งหนึ่งเราเคยคุยกับเขาถึงความคิดในวันนี้และเส้นทางชีวิตก่อนหน้า และอย่างที่บอกเอาไว้

ลืมเรื่องความสามารถในการทำมือเป็นสัญลักษณ์มินิฮาร์ทไปก่อน เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่ The TOYS หรือ ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน ได้ทำมามีความน่าสนใจกว่านั้น

The TOYS

เห็นตารางงานเดินสายของคุณใน Facebook แทบไม่เห็นวันว่างเลย เดือนนี้คุณได้นับไหมว่าอยู่กรุงเทพฯ กี่วัน

(นับนิ้ว) 4 วันครับ

เคยรู้สึกไหมว่าเรามาถึงจุดนี้เร็วเกินไป

ผมรู้สึกว่าผมเริ่มต้นเร็ว ผมก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าการที่เราอายุเท่านี้แล้วทำไม่ได้ ผมคิดว่านี่แหละสิ่งที่มันควรจะเป็นไป สิ่งนี้แหละถูกแล้ว

คิดว่าตัวเองผ่านโลกมามากพอที่จะทำสิ่งนี้ได้

ใช่ ผมหมายถึงในเรื่องประสบการณ์การทำงานนะ ไม่นับเรื่องของโลกภายนอก เรื่องงานผมไม่ต่างอะไรจากคนที่ทำงานมาเท่ากันไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ซึ่งมีหลายคนเรียนจบดนตรี มาร์เก็ตติ้ง โปรดักชัน หรือธุรกิจดนตรี ทุกคนก็ล้วนแต่จบไปแล้วจึงเริ่มทำงาน แต่ว่าผมมีโอกาสเร็วกว่าคนอื่น คือเราเริ่มที่จะศึกษาจากสิ่งที่เรียกว่าความท้าทาย

แล้วคุณเรียนดนตรีจากไหน

เรื่องของดนตรีผมว่ามันเหมือนภาษา เปรียบเทียบเหมือนคนที่ไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันแต่พูดภาษาเยอรมันได้ เพียงแค่เขาไปอยู่ประเทศเยอรมนีเขาก็จะพูดได้โดยที่ไม่ได้เรียนที่ไหนมาก่อน ผมว่ามันเป็นแพตเทิร์นเดียวกันกับที่ผมเป็น ผมเจอดนตรีในหลายรูปแบบ เราต้องเข้าใจว่าดนตรีมันเป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมก็คือสิ่งที่มันถูกถ่ายทอดเรื่อยๆ มันถูกนำเสนอขึ้นมาทุกรูปแบบ เราก็ซึมซับมาเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราก็เข้าใจ

เรียนรู้ด้วยตัวเองแล้วรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด

ในดนตรี ผมไม่เคยเจอสิ่งที่เรียกว่าผิด ผมไม่เคยเจออะไรก็ตามแต่ที่แบบ เฮ้ย นั่นผิดนะ มันอาจจะผิดจากทฤษฎี แต่คำว่าดนตรีจริงๆ แล้วคนที่เสพเขาไม่สนใจหรอกว่ามันจะผิดทฤษฎี คุณจะออกนอกแพตเทิร์น ออกนอกความคิด ออกนอกระบบ หรืออะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันอยู่ที่ระบบประมวลผลในสมองของคนฟัง

The TOYS

แล้วในชีวิตเคยคุยกับคนที่เรียนทฤษฎีมาบ้างไหม คุยกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า

ผมเพิ่งมีโอกาสเป็นวิทยากรรับเชิญที่มหาวิทยาลัยมหิดล ไปพูดให้นักศึกษาปริญญาโททั้งห้องฟัง ผมรู้สึกว่าผมเกร็งมาก ที่ต้องพูดทฤษฎีที่หลายๆ คนมีความรู้มากกว่าผม

เราไม่ได้นั่งอยู่ในห้องบรรยายนั้น แต่อยากรู้ว่าคนอายุ 21 ที่ไม่ได้เรียนดนตรีมาพูดอะไรให้คนเรียนปริญญาโทฟัง

ผมบอกทุกคนว่าจริงๆ แล้วในห้องนี้เป็นห้องที่ผมอยากเข้ามาอยู่ที่สุด ตอนเด็กผมอยากเรียนดนตรีที่สุดแล้วในชีวิต เพียงแต่ว่าด้วยปัญหาทางบ้าน มันทำให้เราไม่ได้รับโอกาสในการศึกษาดนตรี ในห้องนี้ทุกคนได้รับโอกาสที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อน แล้วผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่ามันมีค่ามาก

บางคนอาจจะบอกว่าค่าเทอมแพง เรียนจบไปกี่ชาติกว่าจะได้คืน บางคนอาจจะเรียนไปทั้งหมดแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตจะเป็นยังไงต่อ แล้วดันไปทำอย่างอื่นต่อ หรือว่าไปทำแค่ 10 เปอร์เซ็นจากความรู้ที่เรียน ผมก็เลยพูดแนวทางที่มันสามารถต่อยอดได้ ในแต่ละสาขาที่เขาเรียน

จริงๆ คนเราเข้าใจผิดว่านักดนตรีไส้แห้ง ที่เขาไส้แห้งเพราะว่าเขาไม่ได้เจ๋งจริง ผมว่ามันก็เหมือนกับเสื้อผ้า ถ้าคุณรับเสื้อผ้ามาขายแล้วคุณไม่อัพเดทคอลเลกชันของมัน คุณก็จะขายได้แค่เดือนเดียว ทำไมพี่บอย โกสิยพงษ์ ถึงมีอาชีพที่มั่นคง ดำรงชีวิตไปจนประสบความสำเร็จ ผมว่ามันก็เหมือนคนทำงานทุกอาชีพก็คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

The TOYS The TOYS

เห็นว่าคุณดร็อปเรียนเอาไว้ เป็นเพราะคุณคิดว่าปริญญาหรือการเรียนไม่สำคัญหรือเปล่า

จริงๆ ปริญญาความรู้มันสำคัญสำหรับทุกคน แต่ว่าที่ผมดร็อปไว้เพราะเรื่องเวลา ผมไม่สามารถเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยได้ ถ้าเราทำอย่างงั้น เราต้องไปเรียนอีกแบบหนึ่งซึ่งผมไม่ชอบเลย ผมไม่ชอบการที่เราแค่ไปสอบ ผมชอบการที่เราได้ไปรับความรู้จริงๆ ผมเลยเลือกที่จะแยกไปเลย ปีนี้ทำงานๆ แล้วเราค่อยไปเรียนตอนที่พร้อมดีกว่า

ที่ว่าที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนให้เรียนดนตรี เขาให้เหตุผลกับคุณว่าอะไร

เหตุผลก็คือเรียนจบไปแล้วจะทำอะไร ซึ่งคงเป็นเหตุผลที่ทุกวันนี้ทุกคนคงต้องเจอ ผมคิดว่าเขาเจอกับตัวเองมากกว่าว่ามันไม่ยั่งยืน ด้วยเหตุผลบางอย่างเช่นรสนิยมที่เปลี่ยนไป การฟังเพลงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เหตุผลอะไรบางอย่างที่มันไม่นิ่ง ทุกอย่างมันมีการเปลี่ยนแปลง มันเสี่ยง ไม่มั่นคง ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องจริง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อีก 50 เปอร์เซ็นต์ มันเป็นมุมที่เขายังไม่เคยเห็นหรือเปล่า เราก็แค่อยากลองทำในมุมของเรา

ซึ่งตอนนั้นคุณก็ตอบเขาไม่ได้ว่าจบไปทำอะไร

คือเขาบอกว่าค่าเทอมเป็นแสน เรียนจบไปกี่ปีจะคืนทุน ตอนนั้นไม่ได้ตอบ ได้แต่อึ้ง แต่ว่าเขาเริ่มปล่อยหลังจากที่ผมได้เริ่มทำงานแรก คือผมจะดื้อในสิ่งที่ผมไม่เชื่อ แต่ในสิ่งที่ผมเชื่อว่ามันเป็นจริงหรือเป็นสิ่งที่ผมพิสูจน์ได้ว่ามันไม่ดี ผมฟัง เราจะต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างที่มันไม่จริง แต่คุณเชื่อไปแล้วว่ามันจริง

ป้าเจินเจิน บุญสูงเนิน เคยตั้งสเตตัสพูดถึงคุณว่า “หลานชายที่มีพรสวรรค์ของฉัน” ในครอบครัวคุณปกติชื่นชมกันแบบนี้อยู่แล้วไหม

ไม่เลย เขาปล่อยให้ไปลุยเอง เขาไม่ค่อยชมกัน มีบ้างที่ให้เราทำตามที่เขาบอก แต่เราก็ไม่ค่อยทำ เลยรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยชมเราเลย แต่ว่าไม่ใช่ดื้อนะ เพียงแต่ว่าผมชอบเส้นทางที่ผมเดิน

The TOYS The TOYS

นอกจากป้าเจินเจินของคุณ คนมักพูดว่าทอยเป็นนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ คุณเคยนึกเถียงในใจมั้ยว่าจริงๆ แล้วมันเกิดจากการทำงานหนัก

ผมไม่มีพรสวรรค์อะไรทั้งนั้น ผมไม่รู้สึกถึงพรสวรรค์เลย พรสวรรค์คือสิ่งที่เกิดมาแล้วสามารถสร้างสรรค์ หรือทำอะไรก็ได้ แต่ว่าผมไม่มี ผมไม่รู้สึก ไม่ได้ยินเสียงพรสวรรค์อะไรในหัวเลย ผมแค่อยากทำอะไรให้มันสำเร็จ เรียกว่าพรแสวงหรือเปล่าที่เขาเรียกกัน

ในขณะที่บางคนจับกีตาร์มาซ้อมเล่นทั้งวันทั้งคืน แต่คุณในวัยเพียง 19 ปี ไม่มีแม้กระทั่งกีตาร์ของตัวเองตอนไปแข่งเวที Overdrive Guitar Contest แล้วได้แชมป์ สิ่งนี้ไม่ใช่พรสวรรค์เหรอ

มันเป็นเรื่องมุมมอง มันเหมือนมีโจทย์ ผมจะทำการบ้านก่อนว่าผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด เอาเพลงอะไรมาเล่น แล้วทำให้ผมได้รู้ว่าคนส่วนใหญ่เอาเพลงร็อกมา แต่ความจริงบางคนเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ แต่ว่าผมทำการบ้านมาดี ผมได้เห็นแต่ละคนว่า 7 คนที่เข้ารอบสุดท้ายเขาเอาร็อกมา เราก็แค่ไม่เล่นเพลงร็อก แม้ว่าเราจะลงจากเวทีไปแล้วอย่างน้อยกรรมการก็จำเราได้ มันเป็นการวางแผน ไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์เลย

คุณดูเป็นคนถ่อมตัวมาก

ผมว่ามันคือเรื่องจริง เราไม่ได้เก่ง มันไม่มีอยู่แล้วในวงการเพลงหรือว่าในดนตรีทุกแบบ ผมยังตามหาสิ่งนี้ไม่ได้ สมมติคนบอกว่าคนนั้นเก่งมาก คนนี้เก่งมาก เก่งอยู่ตรงไหน อะไรจุดที่ทำให้คนบอกว่าคนนั้นเก่ง คือดนตรีมันเป็นแค่การสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ มันเป็นเรื่องของรสนิยม 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของการถ่ายทอดมากกว่า บางคนถ่ายทอดได้ดี บางคนถ่ายทอดได้ใหม่ บางคนถ่ายทอดได้แปลก แค่นั้น

ถ้าความเก่งไม่มีจริง นักดนตรีคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จจากอะไร

การประสบความสำเร็จมีหลายรูปแบบมาก อย่างบางคนตั้งใจจะเป็นนักร้องเพื่อมีชื่อเสียง บางคนตั้งใจจะเป็นนักร้องเพื่อหารายได้ น้อยคนที่จะคิดว่าเราเดินเข้ามาสร้างผลงานใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้

The TOYS

แล้วอย่างคุณเป็นแบบไหน

ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักร้องจริงๆ ผมชอบทำดนตรี แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง ผมไม่ได้มีความคิดว่าชีวิตหนึ่งจะต้องมาเป็นนักร้อง หรือว่าเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ ผมคิดว่าผมอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่าสนองตัณหาตัวเองด้วยการทำเพลงขึ้นมา

คือในขณะที่บางคนอาจจะฟังเพลงเราไม่ค่อยรู้เรื่องตั้งแต่ครั้งแรก แต่ว่าตัวผมเองผมชอบเพลงต่างชาติหรือสากลที่ฟังไม่รู้เรื่องตั้งแต่ครั้งแรกเหมือนกัน ก็เลยเอามาใช้ ถ้าผมเปรียบเทียบก็อาจจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้องเพลงเกาหลี เราไม่รู้หรอกว่าเขาร้องอะไรในตอนแรก แต่เพลงมีคุณค่าเมื่อเราอยากรู้ เราจะไปตามหาว่ามันแปลว่าอะไร เช่นเดียวกัน ผมว่าอารมณ์น่าจะใกล้ๆ กับสิ่งที่ผมตามหาตรงนั้นอยู่

เห็นว่าเพลง หน้าหนาวที่แล้ว เคยถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงหนึ่งในตอนแรกด้วย

การปฏิเสธไม่ใช่เรื่องที่บอกว่าเราเฟล ที่บอกว่าเราแพ้ มันเหมือนเราเลิกกับแฟน บางทีเราเลิกกับแฟนคนนี้ ชีวิตดีเลย เรามองว่าการถูกปฏิเสธคือบันได เหมือนเราขี่จักรยาน เราล้ม มันไม่ได้บอกว่าการล้มแล้วคุณจะขี่ต่อไปไม่ได้ ตรงข้ามกันเลย เวลาคุณล้ม คุณปั่นได้เก่งขึ้น

ถ้าให้ย้อนมอง คุณเป็นคนที่ล้มบ่อยไหม

ล้มทุกวัน บ่อยมาก เพราะเราเจออะไรเยอะ โจทย์ที่ผ่านมามันก็มีทุกแบบ แผลเต็มตัว

มันมีโมเมนต์ไหนมั้ยที่รู้สึกว่าพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว

รู้สึกอย่างนั้นครั้งเดียว คือตอนทำงานแรก แล้วผมซื้อรถให้แม่ นั่นเป็นงานแรกที่ผมอยากพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็น ผมก็เลยซื้อรถให้แม่เอาไปใช้ตอนอายุ 17 แม่ก็ถามว่าไปทำอะไรมา ผมก็บอกว่าทำโปรดักชันมา ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามันเยอะ เขาก็ถามว่าใครให้ทำ ไปทำได้ยังไง ผมก็เล่าให้ฟัง

ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่สนใจว่าใครจะว่าผมอายุน้อยแล้วผมจะทำไม่ได้ คือผมหน้าด้าน ก็เดินเข้าไปตามบริษัทยื่นใบสมัคร ว่าผมมีความสามารถอะไร ผมยื่นไปหลายที่มาก น้อยคนที่จะกล้าวัดกับเรา แล้วมีโปรเจกต์นึงที่มีคนเขาตามหาอะไรใหม่ๆ พอดี ผมเลยได้ลองทำงานแรก จากนั้นเราก็ได้โปรดิวซ์เพลงมาเรื่อยๆ

The TOYS The TOYS

ที่บอกว่าน้อยบริษัทที่จะยอมเสี่ยงให้คุณทำ คุณคิดว่าเป็นเพราะเรื่องของฝีมือหรือเรื่องของอายุ

ผมว่าเพราะผมเด็ก คือเรารู้กันอยู่แล้วว่าทุกคนไม่ไว้ใจในการให้เด็กทำอะไร สมมติเด็กอายุ 7 ขวบจะเดินไปหยิบกีตาร์ยังโดนตีเลย เฮ้ย อย่าจับ แต่ถ้าเราคิดกลับกัน ปล่อยให้เด็กคนนั้นหยิบกีตาร์มาเล่น วันรุ่งขึ้นเขาชอบ 2 ปีผ่านไปเขาเก่ง เขาสามารถที่จะเป็นอาจารย์ต่อได้นะ

คุณมีปัญหากับการอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่มักตัดสินคนด้วยวัยไหม

ปัญหามันมี แต่ว่ามันก็มีวิธีรับมือ อย่างครั้งแรกที่ไปค่ายเพลงค่ายหนึ่ง ผมชอบผลงานค่ายนี้ ผมชอบศิลปิน ผมอยากเจอศิลปินที่ผมชื่นชอบ อยากเจอศิลปินที่ตอนเด็กเราฟังเพลงเขา ก็เดินใส่ชุดนักเรียนเข้าไปบอกว่าผมมายื่นใบสมัครงาน พี่เขาก็ถามว่ามาสมัครอะไร ยกของเหรอ

คือเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าเราเห็นเด็กคนหนึ่งใส่ชุดนักเรียนเดินเข้ามา เราจะคิดยังไง มันจะมาเป็นโปรดิวเซอร์เหรอ บ้า แล้วตอนนั้นเราก็ได้ทำจริงๆ ได้ยกของ ยกน้ำ ซึ่งก็เป็นธรรมดา ผมไม่ได้รู้สึกแย่อะไร มันก็ตื่นเต้นดี ผมได้เจอศิลปินที่ผมชอบ

นึกขอบคุณคนที่ไว้ใจเราให้ทำงานแรกมั้ย

บ้าดีที่กล้ารับ (ยิ้ม) มันต้องเป็นคนที่ใจเด็ดเท่านั้น ถึงจะกล้าวัดอะไรกับเด็ก

ทุกวันนี้พูดได้หรือยังว่าวัยไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปสำหรับคุณ

แน่นอน

แล้วสมมติวันหนึ่งคุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเจอเด็กที่โดนปฏิเสธมาแบบคุณ คุณอยากจะบอกอะไรกับเขา

ถ้าเขาล้มเหลวแล้วเขาเดินหันหลัง ผมก็จะสมน้ำหน้าเขา คือมันต้องลุกขึ้นมา เจอใครต้องเดินเข้าใส่ แค่นั้น เจอคนต่อยเรา เรายังต่อยเขากลับเลย มันไม่มีคำว่าชนะหรือแพ้ มีแต่เข้าใกล้ไปเรื่อยๆ เข้าใกล้อะไรบางอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่เชื่อว่าเราจะแพ้ เพราะถ้ามองดีๆ มันไม่มีอะไรเสียหายเลย อาจจะเสียอย่างเดียว คือเสียหน้า เขินจังเลยวันนี้ โดนปฏิเสธ โดนคนมองอย่างนี้อีกแล้ว แต่เราไม่แคร์ไง เราจะเดินเข้าไป

The TOYS

 

ขอบคุณสถานที่
REC. Vinyl Records and Cafe

Writer

นันท์นภัส พลเศรษฐเลิศ

เด็กฝึกงานที่กำลังรอรับปริญญา ใช้ชีวิตไปมาๆระหว่างกรุงเทพฯ-ศรีสะเกษ รักการอยู่บ้าน พอๆกับการอยู่นอกบ้าน ยังไม่ชัดว่าจะได้ประกอบอาชีพอะไร แต่ตั้งใจจะหัดขีดเขียนให้ดี

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม, ค่อม ชวนชื่น, นุ้ย เชิญยิ้ม, แจ๊ส ชวนชื่น, โรเบิร์ต สายควัน, เหน่ง เชิญยิ้ม

คุณนึกภาพบริษัทที่มีพนักงานเป็นกลุ่มคนด้านบนออกไหมว่าทิศทางบริษัทจะเป็นอย่างไร คุณคาดหวังสิ่งใดจากพนักงานเหล่านี้

สำหรับผม แน่นอนว่าไม่ได้คิดถึงเรื่องซีเรียสอย่างตัวเลขกำไรในแต่ละไตรมาส หรือความมั่นคงของบริษัทในอนาคต

ผมคิดถึงความฮาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ในวันที่บริษัทอื่นหยุดทำการเนื่องในวันหยุดชดเชยวันแม่ ผมเดินทางไปเยือน บริษัท ฮา ไม่จำกัด เนื่องจากนี่เป็นวันแรกที่พวกเขากลับมาเปิดทำการ หลังจากปิดตัวชั่วคราวไปราวเดือนกว่าๆ

หากใครจำได้ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพวกเขาเพิ่งแถลงข่าวปิดตัวเนื่องจากหลุดผังจากช่องเดิมหลังออกอากาศมาราว 2 ปี ครั้งนั้นเองที่ บริษัท ฮา ไม่จำกัด สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาส แถลงการณ์ในเพจเฟซบุ๊กมียอดไลก์หลักหมื่นและคนคอมเมนต์หลักพัน คลิปแถลงการณ์ในยูทูบมียอดวิวเกือบล้าน บ่งบอกชัดเจนว่ามีคนโหยหาจังหวะตลกเฉพาะตัวของพวกเขาอยู่ไม่น้อย

ว่ากันตามตรง รายการตลกบ้านเราก็มีอยู่ไม่น้อย รายการซิตคอมก็หาดูได้ไม่ยาก สิ่งที่น่าสนใจคืออะไรทำให้ บริษัท ฮา ไม่จำกัด โดดเด้งออกมาจากรายการเหล่านั้น อะไรทำให้ผู้คนโหยหารายการนี้

ไม่ต้องไปเปิดรายงานประจำปีของบริษัทให้วุ่นวาย พนักงานทยอยมาถึงออฟฟิศแล้ว ไปฟังจากปากพวกเขาน่าจะได้เรื่องได้ราวกว่าผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
1.

มันไม่ใช่ซิตคอมแบบที่เราคิดบนกระดาษแล้ว

ที่สตูดิโอถ่ายทำซึ่งเปรียบเสมือนออฟฟิศของพวกเขา พนักงานบริษัทคนแรกที่ผมเจอคือ โรเบิร์ต สายควัน

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แค่เห็นหน้าผมก็แอบฮาในใจเมื่อคิดถึงมุกตลกที่ผ่านๆ มาของเขา

ที่พวกเราต้องหยุดไปสี่สิบกว่าวันเพราะพี่โรเบิร์ตเขาหยุดไปทำหน้า” เป๋าอิทธิพล อำพา โปรดิวเซอร์หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของรายการแซวตลกขวัญใจโลกโซเชียลฯ

“นี่ขนาดทำแล้วนะ” โรเบิร์ต แซวตัวเองด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย เรียกเสียงหัวเราะให้คนรอบข้าง

หลังจากที่เหล่าตลกหน้าคุ้นมากันครบถ้วน แต่ละคนก็สับเปลี่ยนกันไปยืนกลางแดดจ้าในชุดสูทเพื่อถ่ายทำคลิปโปรโมตการกลับมาของรายการ

กูเอะใจแล้ว ทำไมวันนี้ทากันแดดให้กูหนาจัง” นุ้ย เชิญยิ้ม พูดยิ้มๆ ท่ามกลางแดดร้อนๆ ไม่ต้องสงสัยว่ามีเสียงหัวเราะตามมาไหม

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด

หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า ตลกตัวจริงไม่ตลก’ แต่การมาอยู่ท่ามกลางเหล่าพี่ๆ ตลกเหล่านี้ ผมกลับรู้สึกว่าประโยคนั้นเป็นเพียงคำพูดของคนนอกที่ไม่ได้สนิทสนมกับเขาเพียงพอ สารภาพตามตรงว่าตัวเองแอบนั่งหัวเราะไม่หยุดเมื่อได้นั่งฟังพวกเขาคุยกัน อำกัน หยอกล้อกัน และคงต้องให้เครดิตกับ เป๋า ผู้รับเหมาเป็นทั้งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์รายการที่มองเห็นความฮานอกจอนี้แล้วหยิบมาใช้อย่างลงตัว

ไม่แน่ใจว่าซิตคอมรายการอื่นมีบทที่แข็งแรงแค่ไหน แต่สำหรับ บริษัท ฮา ไม่จำกัด ผู้กำกับปล่อยให้นักแสดงเล่นกันเหมือนที่พวกเขาคุยเล่นกันในชีวิตจริง

และสำหรับผู้ชมอย่างเราๆ นี่ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด อย่างแท้จริง

ตอนแรกพี่เอ-วราวุธ เจนธนากุล เขาบอกว่าเราต้องทำซิทคอมเรื่องนึง เพื่อให้เป็นตลกทางเลือกใหม่ของคนดูทีวี เพราะตอนนั้นก็มีแต่กลุ่มเดิมๆ” เป๋าย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในวันจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทที่มีพนักงาน 3 คนในช่วงเริ่มต้น คือ ตั๊ก บริบูรณ์, บอล เชิญยิ้ม และ ค่อม ชวนชื่น ก่อนจะมีเพื่อนฝูงตลกตามมาสมทบจนเต็มทีมอย่างในปัจจุบัน “ความตั้งใจแรกเลยคือมันจะเหมือนซิตคอมจริงๆ แต่ทันทีที่นับ ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แอ็คชั่น พอเห็นเขาเล่นกันก็บอกตัวเองว่ามันไม่ใช่แล้ว มันไม่ใช่ซิตคอมแบบที่เราคิดบนกระดาษแล้ว แต่มันมีอะไรบางอย่างไม่รู้ที่เราเห็นแล้วมันตลก ตลกกว่าที่เราเคยดูในทีวีอีก จังหวะที่เขาเล่นกัน หลุดกัน มันมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าเกิดเราบังคับด้วยบท มันก็จะต้องเทค พูดใหม่ เทค พูดใหม่

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

“คำถามคือไอ้สิ่งที่เราดูในสตูดิโอแล้วมันตลก ทำไมคนดูไม่ได้เห็น”

เป็นจริงอย่างที่ใครบางคนว่าไว้ว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ ด้วยคำถามที่ว่า ‘ทำไมคนดูไม่ได้เห็น’ ตั้งแต่เทปแรกเป็นต้นมา เป๋าจึงตัดสินใจให้สวัสดิการกับพนักงาน บริษัท ฮา ไม่จำกัด ทุกคนเป็นอิสระในการแสดง

จะล้อจะเล่นอะไรปล่อยของกันให้เต็มที่ คนทางบ้านจะได้ฮาด้วย

เราจะมีแค่โครงเรื่อง ว่าเราจะเล่นอะไร ไปเพื่ออะไร สังเกตเขาก็อ่านกัน ดูกัน เขารู้แล้วล่ะว่ามันคืออะไร เพราะถ้าจะให้ไม่มีบทเลยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะบางวันพวกเขาก็แบลงก์มา บางวันเขาก็เหนื่อยล้ากันมา ดังนั้นเราต้องมีโครงให้เขาเดิน เหมือนกับเราเป็นคนสร้างสนามบอล เรามีสนามบอลมาตรฐาน มีสนามหญ้าที่ดี มีลูกบอลที่ดี มีแผนการเล่นที่ดี แล้วสุดท้ายนักฟุตบอลแต่ละคนก็จะโชว์ทักษะของเขาเอง”

แจ๊ส ชวนชื่น ตลกจากยุคคาเฟ่รุ่นสุดท้าย ที่นั่งอยู่ไม่ไกลเปรียบเปรยว่าการเล่นตลกของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด คล้ายเวลาตลกนั่งคุยกันหลังเวที

“ที่เหมือนในคาเฟ่คืออะไรรู้มั้ย” แจ๊สเกริ่นด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ “ความรู้สึกเรามันเหมือนตอนที่ตลกนั่งดื่มกินกันหลังเลิกงานแล้วคุยเล่นกัน มันคือตลกที่เล่นกันข้างล่างจริงๆ เป็นแบบนี้เลยนะ อำกัน ซึ่งไม่มีใครเห็นมุมนี้หรอก ตลกจริงๆ เขาไม่ได้สนุกตลอดเวลานะที่ต้องมาเล่นมุกอะไรเป็นล็อกๆ เขาก็จะเอาสิ่งที่เขาเล่นบนเวทีมาอำกันเอง มาเล่นกันข้างล่าง”

หากใครมีโอกาสมายืนดูการถ่ายทำในสตูดิโอคงเห็นภาพเดียวกันกับผม นั่นคือภาพการถ่ายทำที่แทบไม่มีการสั่งเทค และเป็นการถ่ายทำที่แยกไม่ออกว่าตอนนี้กำลังถ่ายอยู่จริงๆ หรือพวกเขากำลังคุยเล่นกัน

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด
2.

เดี๋ยวนี้วัยรุ่นชอบเห็นความหายนะของตลก

“นี่เปิดบริษัทใหม่มุกมึงยังไม่ไปไหนเลย” นุ้ย เชิญยิ้ม อำเพื่อนตลกระหว่างซ้อมถ่ายทำเทปแรกหลังย้ายมาอยู่ช่อง ONE

นี่คือจุดเด่นอีกประการที่ทำเอาใครหลายคนนั่งหัวเราะเสียอาการ นั่นคือการเอามุกเดิมแบบที่เราคุ้นเคยจากยุคคาเฟ่รุ่งเรืองมาหักมุกหักมุม มาแซวมาขยี้

จากมุกเดิมๆ ช้ำๆ ซ้ำๆ จึงเกิดเป็นมุกใหม่ๆ อย่างไม่จำกัดในบริษัทนี้

“สมมติถ้าเทียบเป็นขนม ตลกคาเฟ่คือขนมในยุคหนึ่ง ถ้าเราเอามาขายแพ็กเกจแบบเดิม คนก็ไม่ซื้อ แต่เราคิดว่าในเมื่อเนื้อในมันดี ขนมมันอร่อยมากเลย เราก็เลยพยายามหีบห่อแพ็คเกจจิ้งใหม่” เป๋า อธิบายระหว่างพักการถ่ายทำ “บริษัทฮาเล่นมุกคาเฟ่เหมือนกัน แต่ในเมื่อคนดูเดาทางถูก แล้วเราจะทำยังไง เรากลัวไม่ขำใช่มั้ย ในเมื่อคนเดาทางถูกเราก็เล่นย้อนศรเลย จะเรียกว่าหน้าด้านก็ได้ แต่ด้วยวิธีการถ่ายทำ วิธีการนำเสนอ แล้วก็การล้อเลียนมันก็เลยดูใหม่ขึ้น”

บอล เชิญยิ้ม หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เสริมในประเด็นเดียวกัน “บางคนเคยดูมุกไวพจน์ เพ็ดตะพึด เราก็เอามาบิดสิ แกล้งหักมุก บางทีอีกคนเขาเล่นมาเราแกล้งไม่สนใจบ้าง เหมือนตั๊กเล่นเราแกล้งไม่สนใจปล่อยผ่าน มันก็จะได้วิธีการอีกวิธีนึง มันก็จะเงียบบ้าง ฮาบ้าง ผสมกันไป ผมว่าพอมารวมกันแล้วมันกลายเป็นลงตัว เคมีมันเข้ากัน คนเลยชอบ ไม่งั้นคนไม่ฮือฮาอย่างนี้หรอก”

ที่อีกมุมหนึ่งในสตูดิโอ ผมเห็นแจ๊สนอนพักอยู่บนเตียงเคียงข้างน้าค่อม ใครหลายคนในโลกโซเชียลฯ ยกย่องให้เขาและบริษัทฮาไม่จำกัด คือตัวแทนของตลกยุค 4G

ว่าแต่ตลกยุค 4G ต่างจากตลกยุคคาเฟ่ยังไง-ผมสงสัย จึงเดินเข้าไปร่วมเตียงกับเขา

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

“นี่แหละตลกยุค 4G เขานอนให้สัมภาษณ์อย่างนี้แหละ” น้าค่อมซึ่งนั่งเอกเขนกบนเตียงชิงตอบ ก่อนที่แจ๊สซึ่งนอนอยู่ข้างๆ จะพูดต่อ “มันต่างกัน สำหรับเราต้องจับจุดคนดู ต้องรู้จักคนดูก่อน พื้นฐานเรามี เราสามารถเล่นได้ทุกอย่างแหละ แต่ไม่รู้ว่าอันไหนดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่รู้นะ แต่ตลกมันต้องแถกไป เอาตัวไถไปให้มันได้ ยุคนี้คนชอบดูอะไรสดๆ คนไม่ชอบอะไรที่ตั้งใจ ไม่ชอบอะไรที่เตี๊ยมมา เราต้องเกี่ยวเอาประสบการณ์ที่เรามีมาใช้ให้เร็ว เหมือนดึงลิ้นชักตรงนี้ออกมา ดึงลิ้นชักตรงนั้นออกมา เอาเอกสารเล่มนี้ออกมาใช้ เราต้องไว

“เดี๋ยวนี้วัยรุ่นชอบเห็นความหายนะของตลก คือพอแม่งเล่นแล้วไม่ฮา แต่มันกลับทำให้ฮาได้ มันคืออีกแบบนึงเลยนะ มึงหักมุกกันเอง แต่เฮ้ย มันฮา มันจี้ มันเห็นแล้วสะใจ คนดูก็ดูแล้วยิ้มแบบสะใจ ก็เลยเกิดเป็นมิติใหม่ของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด

หากใครที่ติดตาม บริษัท ฮา ไม่จำกัด มาตั้งแต่วันแรกย่อมสังเกตได้ว่าอีกหนึ่งจุดที่ทำให้รายการโด่งดังในโลกโซเชียล คือมุกที่ทันเหตุการณ์ กล้าหยิบเรื่องหมิ่นเหม่มาล้อเลียน มาหยิกแกมหยอก

“อันนี้คือความตั้งใจเลย” เป๋าตอบทันทีเมื่อผมถามไถ่ “ตอนแรกๆ เราล้อเลียนอะไรกันบางอย่างแล้วมันเกิดกระแส เราก็เลยเรียนรู้ อ๋อ คนเขากำลังสนใจ บางทีสังคมไทยเขาอยากเห็นอะไรที่มันไว สด ตอนนั้น เราก็เลยเอาสิ่งนั้นมาทำ แต่เจตนาเราไม่ได้ตั้งใจที่จะไปตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดีนะ

“พี่บอลกับน้าค่อมสอนผมว่า จำอวดคือจำคนอื่นมาอวด การล้อเลียนก็คือการจำเหตุการณ์มาอวดคนอื่นอีกที เราก็เลยกล้าที่จะทำ ใจเราไม่ได้คิดว่าเราจะซ้ำเติมใครหรือไม่ได้ดูถูกใคร เราทำเพื่อความสนุก”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด
3.

เราสนิทกันมากจนเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้

บางคนบอกว่าหัวใจของการเล่นตลกคือต้องอย่าบอกว่าคุณจะเล่นตลก

แต่เมื่อถามพวกเขา พวกเขาบอกว่าหัวใจของการเล่นตลกคือความเป็นพี่เป็นน้อง และเป็นเพื่อน

ทุกคนพูดตรงกันว่าหากไม่ใช่คนกลุ่มนี้ที่อยู่รายรอบ หลายๆ มุกเขาคงไม่กล้าเล่น ไม่กล้าอำ แต่ที่กล้าทำเพราะความผูกพันที่สั่งสมกันมา

“พวกเราเป็นพี่น้องที่เกี่ยวกันมานาน” แจ๊ส เริ่มพูดก่อน “ผมเคยอยู่กับพี่บอล เคยเล่นคาเฟ่กับพี่บอลมาเกือบปี พี่ค่อมก็เหมือนอาจารย์ผมตั้งนานแล้ว พี่ตั๊กก็เหมือนพี่คนนึง เคยถ่ายรายการ โอโน่ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เขามีความสนใจที่อยากจะเล่นตลก พี่นุ้ยก็เป็นพี่อีกคนที่เราเคยเจอมา มันกลมเกลียว เล่นกันด้วยความสนิท เราสนิทกันมากจนเกิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ แล้วผมก็เชื่อด้วยว่าผมไปที่อื่นผมก็ไม่ใช่แบบนี้”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

ความสำเร็จของ บริษัท ฮา ไม่จำกัด เกิดจากความสนิท เราทั้งหมดสนิทกันหมด อย่างคุณตั๊กนี่ก็สนิทกัน สนิทมาก” บอล เชิญยิ้ม พูดถึงเพื่อน

“เฮ้ย ไม่สนิท ผมไม่สนิท” ตั๊กพูดด้วยสีหน้าซีเรียสราวกับสิ่งที่พูดคือเรืี่องจริง บอลมองค้อนก่อนพูดต่อ

“พอสนิทกันเราก็เลยเล่นแกล้งนู่นนี่นั่น อำกันได้ อำตั๊กเรื่องไปเที่ยวหมอนวดจนบางคนเชื่อไปแล้ว อย่างน้าค่อมก็อำแกเรื่องสุขภาพ เรื่องเบาหวาน หรือเอาโรเบิร์ต สายควัน มาอำเรื่องยา จนเริ่มเป็นกระแส ซึ่งพี่เบิร์ตเขาไม่ได้ติดยาแล้วนะ แต่เราอำ เพราะรูปร่างทรงเขายังเหมือนอยู่” บอลพูดถึงความสนิทสนมกันของเพื่อนๆ ร่วมบริษัท

“ผมโดนถามเยอะ พี่เติมมายัง เต็มถังหรือเปล่า อย่าไปทางนั้นนะพี่ ตำรวจเขาตั้งด่าน ผมโดนแซวตลอด” โรเบิร์ต สายควัน พูดถึงผลที่ได้รับจากกระแสในโลกโซเชียลฯ “เราก็กลายเป็นมุกทางนี้ไป แต่เราก็ไม่ซีเรียส เพราะเรื่องยาเรื่องอะไรมันเป็นแค่เรื่องอดีตที่เราเคยผ่านมาในชีวิต ตอนนี้เราก็ไม่ได้ยุ่ง ไม่ได้ข้องแวะ แล้วเราก็ดีใจนะ ที่มีน้องๆ หลายคนที่เขาเคยมีปัญหากับยาเสพติดมาบอกเราว่าได้พี่เป็นไอดอลแล้วก็เลิกยาได้ ไม่ข้องแวะแล้ว ถ้ามีเวลาว่างก็จะไปพูดตามมหาวิทยาลัยบ้าง ตามค่ายทหารบ้าง เรื่องราวของพิษภัยยาเสพติด บอกเขาว่ามันไม่ดี เราผ่านมาแล้ว หลายคนก็เข้ามาขอบคุณ เราก็มีกำลังใจ”

บริษัท ฮา ไม่จำกัด

ก่อนจะปล่อยพวกเขาไปถ่ายทำฉากถัดไป ผมชงคำถามสุดท้ายให้แจ๊สได้ตอบ ความสนิทสนม ความเป็นพี่เป็นน้อง สำคัญยังไงกับการเล่นตลก”

“มันทำให้เราเล่นไม่เกร็ง บางทีสมมติผมไปเล่นกับตลกรุ่นใหญ่ที่ผมไม่ได้สนิทมาก ผมก็จะเกรงบารมี จะเล่นอะไรก็ไม่กล้า ไม่เป็นตัวเอง แต่อยู่ที่นี่ผมเป็นตัวเอง พูดอะไรก็ได้ แล้วมันจะพรั่งพรู ความสามารถเราไม่ถูกปิดกั้น ไม่ถูกปิดฝาขวด

“พอฝามันเปิด ทุกอย่างก็พร้อมที่จะพุ่งออกมา”

หลังพูดจบพวกเขาเดินไปเข้าฉากถัดไป แล้วก็จริงอย่างที่เขาว่าไว้

สิ่งต่างๆ พวยพุ่งออกมาเป็นความฮาไม่จำกัด

บริษัท ฮา ไม่จำกัด
บริษัท ฮา ไม่จำกัด

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load