สิป อินติเมท (SYP Intimates) หรือเรียกสั้นๆ ว่า สิป (SYP)

ดีทั้งในความหมายของสิบเต็มสิบ และ Simple Yet Perfect

สิป เป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือของไทยที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำด้านใน

จากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของ เดีย – พัทธนันท์ วรกิตติกุล และ ฌอน – สิปปภาส ติระรัตนกุล คู่รักนักโฆษณาเจ้าของแบรนด์ ผู้สะสมชุดชั้นในลูกไม้จากการเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างๆ ก่อนตัดสินใจเรียนตัดเย็บและออกแบบชุดชั้นในอย่างจริงจังที่มหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบที่ดีอันดับต้นๆ ของโลก แม้จะไม่เคยจับดินสอร่างภาพมาก่อน

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะลุกขึ้นมาทำชุดชั้นในก็ทำได้เลย ลำพังแค่ความรักความชอบที่มีต่อชุดชั้นในนั้นไม่พอ คุณต้องมีเลือดนักสู้ด้วย เพราะมีด่านทดสอบที่รอปราบเซียนอยู่มากมาย จนไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเรามีจำนวนแบรนด์ชุดชั้นในทางเลือกสวนทางกับความหลากหลายของผู้หญิงนัก

ตลอดการสนทนา นอกจากโจทย์ของการทำชุดชั้นในของสิปจะสนุกแล้ว เราชอบเส้นทางการเข้าไปในโลกชุดชั้นในลูกไม้ที่รักซึ่งสนุกจนอยากเข้าไปนั่งเรียนด้วย รวมถึงอยากอาสาเป็นนางแบบลองใส่จริงทันทีเดี๋ยวนั้น

นึกโกรธตัวเองที่เกือบเอาอคติหรือความเชื่อที่คนเข้าใจตามกันว่าผ้าลูกไม้ใส่แล้วคันไม่สบายตัว และไม่เหมาะกับเมืองร้อน มาตัดสินก่อนจะได้ทำความรู้จัก สิป อินติเมท

แม้จะรู้สึกเขินเล็กกับลายบางๆ ของลูกไม้ไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าใส่แล้วกลายเป็นคนที่สวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใครอดใจรอไม่ไหว เราอนุญาตให้หนีไปลองเสื้อชั้นในก่อนกลับมาอ่านต่อได้นะ

โจทย์ของชุดชั้นในทางเลือก เริ่มจากความสงสัยในชุดชั้นในที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก

มากกว่า 80 % ของผู้หญิงใส่ชุดชั้นในผิดไซส์

“เคยมีลูกค้าเข้ามาบอกว่าเขาอยากลองใส่ชุดชั้นในของเราแต่เขาใส่คัพเอฟ ซึ่งเราดูรูปจากภาพโปรไฟล์แล้วยังไงก็ไม่น่าถึงคัพเอฟ จึงติดต่อเขาไปให้เขาช่วยวัดใหม่พร้อมส่งชุดชั้นในไปให้ลอง หลังจากค้นพบไซส์ที่แท้จริง เขาก็กลายเป็นแฟนคลับประจำที่มีชุดชั้นในของเราครบทุกรุ่น ทุกสี” เดียเล่าอย่างภูมิใจ

ผลของการใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ หากเล็กเกินไปจนเนื้อปลิ้นที่ใต้รักแร้ ในระยะยาวจะทำให้เนื้อไปกองรวมกันตรงนั้นตามความเคยชินของร่างกายที่ถูกชุดชั้นในรัดเอาไว้ หรือพื้นที่ที่ควรกระชับหน้าอกไม่พอดี ช่องว่างที่เกิดจะทำให้เนื้อหน้าอกย้ายที่หรือเปลี่ยนรูปไปจนกลายเป็นทรงที่ไม่สวยกระชับ

เดียชวนเราสังเกตเสื้อผ้าสมัยสาวๆ ของแม่ว่ามักจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่าคนรุ่นเรามากแค่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เสื้อผ้าเปลี่ยนไปตามขนาดร่างกาย สไตล์ และตัวตนของแบรนด์ แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ชุดชั้นในก็ไม่เคยเปลี่ยน

“ชุดชั้นในที่มีในท้องตลาดเป็นชุดชั้นในโครงเล็กมาอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะเน้นการบีบดันทรงซึ่งส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกายในอนาคต เนื่องจากตรงหน้าอกมีต่อมน้ำเหลืองและเส้นเลือดเล็กๆ มากมาย การใส่ชุดชั้นในทรงแคบๆ ติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมงจะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นอุดตันเกิดเป็นซีสต์และมีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้าย

“คนเรามีอ้วนขึ้นและผอมลง เราจึงควรปรับชุดชั้นในให้เข้าร่างกาย” เดียสรุป

ความตั้งใจแรกของเดียคืออยากทำให้ สิป อินติเมท เป็นชุดชั้นในทางเลือก โดยส่งมอบชุดชั้นในลูกไม้คุณภาพที่ดีในราคาเท่าที่ทุกคนเคยจ่าย

ต่อมาเธออยากทำแบรนด์นี้ให้สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศเพราะรู้ดีว่าคนไทยมีฝีมือมาก แต่การเข้ามาทำธุรกิจชุดชั้นในโดยอาศัยความรักความหลงใหลชุดชั้นในเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

การรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชุดชั้นในแต่ละชาติ เพื่อทำแบรนด์ชุดชั้นในแห่งชาติ

ความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของเดียเกิดขึ้นจากความชอบ หลังได้ลองใส่แล้วรู้สึกสวยขึ้นมาในทันที แล้วยังใส่สบายอย่างที่ไม่เคยพบในแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ของไทย ความสงสัยทำให้เธอเริ่มเสาะหาและสะสมชุดชั้นในจากการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เธอรู้จักเนื้อผ้าลูกไม้และแพตเทิร์นที่สวยแปลกตาแต่ดีมากมาย

ชุดชั้นในของผู้หญิงแต่ละพื้นที่สะท้อนทัศนคติและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน

ในยุโรป มีแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของตลาดชุดชั้นในทั้งหมด เป็นผลมาจากการเติบโตท่ามกลางศิลปะ ทำให้พวกเธอละเอียดอ่อนกับการเลือกข้าวของเครื่องใช้มาก แม้ชุดชั้นในจะมีวิวัฒนาการมากมาย จากผ้าไม่ยืดกลายมาเป็นผ้ายืด มีโครงและฟองน้ำเพิ่มระดับความมั่นใจ ผู้หญิงยุโรปก็ไม่นิยมบราที่มีฟองน้ำอยู่ดี เพราะเธอไม่ชอบสิ่งที่ดูเกินจริงไปจากธรรมชาติ

ต่างจากฝั่งอเมริกาที่มีชุดชั้นในหลากหลาย โดยเฉพาะแบบเสริมทรง ดันทรง ซึ่งตรงกับค่านิยมในสังคมที่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก และการเรียกร้องความสนใจหรือทำให้สะดุดตา

ขณะที่ตลาดชุดชั้นในญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่การเสริมฟองน้ำ ทำให้ผู้หญิงคัพเอกลายเป็นผู้หญิงคัพอีได้ง่ายๆ และแม้ภายนอกจะแต่งการสไตล์มินิมอลแค่ไหน ชุดชั้นในของพวกเธอจะมีรายละเอียดของริบบิ้น โบ ดอกไม้ และผีเสื้อปัก โดยเฉพาะลูกไม้ต้องมีอย่างน้อย 3 สี แสดงถึงบุคลิกคนญี่ปุ่นที่ขี้เกรงใจและเก็บความรู้สึกเก่ง สำหรับตลาดจีนและฮ่องกงซึ่งใหญ่มากในเอเชียก็มีชุดชั้นในให้เลือกมากมายหลากหลายตามฐานะและความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกัน

ชาติที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ภายใต้ชุดที่ใส่ตามความเชื่อในศาสนามีความหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้าซ่อนอยู่ แบรนด์ชุดชั้นในราคาแพงๆ ที่เคยเห็นคนซื้อราคาสูงถึง 30,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับชุดชั้นในลูกไม้ของไทยที่มีอยู่ในตลาด มักเป็นลูกไม้คุณภาพไม่ดีมากนัก ทำให้เกิดอาการแพ้และคัน จนสร้างความเข้าใจผิดว่าชุดชั้นในลูกไม้ใส่แล้วไม่สบายตัว

ลูกไม้ที่ดีคือ ลูกไม้ที่มีความยืดหยุ่น 12 – 20 เปอร์เซ็นต์ และความยืดหยุ่นนี้เองที่ทำให้รู้สึกใส่สบาย นุ่มและไม่คัน

ถ้าคิดจะทำแบรนด์ชุดชั้นใน ก็ต้องรู้ทุกเรื่องของการออกแบบและตัดเย็บชุดชั้นใน

กว่าจะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือ มีด่านทดสอบเดียมากมาย เริ่มตั้งแต่หาโรงเรียนสอนแพตเทิร์นชุดชั้นใน เนื่องจากเป็นชุดที่สัมผัสกับร่างกายโดยตรง วิธีการตัดเย็บจึงมีรายละเอียดที่มากกว่าเครื่องแต่งกายประเภทอื่นหลายเท่า

“ชุดชั้นในลูกไม้ 1 ชิ้นประกอบด้วยชิ้นส่วนอย่างน้อย 12 ชิ้น แต่ละส่วนมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ส่วนนี้ต้องยืดได้ขณะที่ส่วนนั้นต้องไม่ยืด” เดียเล่าด้วยตาที่เป็นประกาย ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจไปแล้วตั้งแต่รู้จำนวนชิ้นส่วน

เพราะเป็นวิชาที่ไม่มีใครเปิดสอนอย่างจริงจังแล้วในปัจจุบัน กว่าจะเจอคุณครูที่ยอมสอน เดียต้องผ่านการเรียนแพตเทิร์นเสื้อเชิ้ตทั่วไป 101 ก่อนเป็นเวลา 6 เดือน นั่นทำให้เธอเข้าใจองค์ประกอบและรายละเอียดของชุดชั้นในเร็วขึ้น

ก่อนจะกลับไปเป็นนักเรียนออกแบบเต็มเวลาของหลักสูตรการออกแบบชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำหรือ Lingerie Design ที่ University of the Art London (London College of Fashion) ประเทศอังกฤษ

“ช่วงเวลาที่เรียน เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีความสุขมากเหมือนได้เปิดโลกใหม่” เดียรีบตอบเมื่อเราถามถึงความรู้สึกของเธอ

เดียและเพื่อนนักเรียนทั้งห้าจากต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างประสบการณ์ ต่างเหตุผล ทุ่มเทพลังเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือวิธีคิดและออกแบบชุดชั้นในหรือชุดว่ายน้ำที่ลงมือทำเองทุกกระบวนการ

แบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่

บทเรียนแรกสุดคือ การหาแรงบันดาลใจและแปลงแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นงานออกแบบ

“การบ้านที่ต้องทำทุกวันคือลองชุดชั้นในหลังเลิกเรียนอย่างน้อย 6 แบบไม่ซ้ำกัน เพื่อเล่าสู่กันฟังหน้าชั้นเรียนในเช้าวันถัดมา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน้าอกผู้หญิงมีเป็นร้อยแบบ ไม่มีใครหน้าอกเท่ากัน ยกเว้นคนทำศัลยกรรม เราจำเป็นต้องหาให้เจอว่าใส่แบบนี้แล้วสวยเพราะอะไร ไม่สวยเพราะอะไร เพื่อให้คำแนะนำถูกต้องแก่ลูกค้า และแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่ไม่ใช่แค่สวยดีน่าใช้” เดียเล่าบรรยากาศการเรียนการสอนที่เราอยากให้มีจริงๆ ในประเทศไทย

ก่อนจะขอให้เดียยกตัวอย่างแบรนด์ที่ชอบมากๆ ถึงขั้นยกให้เป็นครูชุดชั้นใน

แบรนด์แรกคือ La Perla เป็นแบรนด์อิตาลี เป็น Luxury brand แพทเทิร์นและการตัดเย็บสวยมาก เป็น Handmade ผลิตที่อิตาลี ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นงานที่ทำด้วยมือทั้งหมด จากรายละเอียดการเข้ามุมเล็กๆ น้อยๆ ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี Intimissimi แบรนด์อิตาลีที่พัฒนาแพตเทิร์นอยู่ตลอดเวลา และแบรนด์สุดท้ายคือ Else เป็นแบรนด์จากตุรกี ลายลูกไม้และการตัดต่อชิ้นส่วนของลูกไม้สวยมาก

เรียนรู้ที่จะไม่หมกหมุ่นอยู่แต่กับแบรนด์ของตัวเอง จนคนอื่นแตะต้องไม่ได้

วิชาหาแรงบันดาลใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับวิชาสังเคราะห์หาสไตล์ ซึ่งใช้เวลา 2 สัปดาห์ โดยที่ครูยังไม่ยอมให้จับผ้าลูกไม้สักชิ้นถ้ายังหาสไตล์ของตัวเองไม่เจอ ไม่เพียงเพื่อให้ได้คอนเซปต์ที่กำหนดแบรนด์ แต่ยังเป็นการกำหนดแกนหลักของงานออกแบบในแต่ละคอลเลกชันที่จะเกิดขึ้นตามมา

“ในห้องเรียน ครูจะให้เราออกแบบ 1 แบบ แล้ววาดซ้ำเป็น 6 รูป เพื่อแจกให้เพื่อนร่วมชั้นเติมสิ่งที่คิดว่าสวยลงไป จากนั้นให้เราเลือก 1 แบบที่เพื่อนเติมเต็มแบบของเราได้สมบูรณ์ที่สุด ทุกคนจะได้ร่วมกันทำสิ่งนี้ เป็นการเรียนการสอนที่เปลี่ยนทัศนคติเราไปเลย เพราะโดยปกติของคนทำแบรนด์จะหมกมุ่นอยู่กับแบรนด์และตัวเอง ไม่ยอมให้แตะต้องหรือแนะนำอะไรได้ วิธีการแบบนี้สอนให้เราเปิดรับ เพราะการที่เราชอบแบบแบบหนึ่งไม่ได้แปลว่าผู้บริโภคจะชอบเหมือนกันกับเรา” เดียเล่าก่อนเสริมว่า เธอและเพื่อนร่วมชั้นต้องฝึกทำสิ่งนี้ในทุกวัน

แรงบันดาลใจจากดอกไม้ในสวนสาธารณะที่เดินผ่านทุกวันระหว่างไปเรียนช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เธอคิดถึงดอกไม้ของเอเชียซึ่งมักจะเป็นดอกไม้เล็กๆ น่ารัก กลายมาเป็นคอนเซปต์ ‘ดอกไม้ของเอเชีย’ ที่เดียนำเสนอในชั้นและพัฒนาต่อ

จากนั้นลงมือเขียนแพตเทิร์นโดยคำนวนและปรับสัดส่วนผ่านหุ่นโดยละเอียด ไม่อาจคลาดเคลื่อนเกิน 0.5 เซนติเมตร แพตเทิร์นชุดชั้นในชิ้นแรกของเดียคือกางเกงในเอวสูงซึ่งสวยและใช้ได้จริง ไม่ดูโบราณ ปรับไม่ให้รัดต้นขามากเกิน

“ตอนที่เสร็จสมบูรณ์ครูบอกว่าจะรอคอยการผลิตจริง เพราะสิ่งนี้จะเป็นที่นิยมในอีก 2 ปีข้างหน้าและก็เป็นตามที่ครูพูดจริงๆ” เดียยิ้ม

บทเรียนต่อมา คือการทำความรู้จักและเลือกสรรวัตถุดิบ  

ซึ่งก่อนหน้านี้ เดียใช้เวลาอยู่ 2 ปีในการตามหาโรงงานที่ผลิตลูกไม้แต่ไม่เคยหาเจอ จนกระทั่งมาเรียนที่นี่ซึ่งรวบรวมตัวอย่างผ้า รายชื่อและช่องทางการติดต่อแบรนด์และโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำจากทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ ผ้าลูกไม้เนื้อที่เดียชอบส่วนใหญ่ผลิตโดยโรงงานในประเทศไทย ซึ่งผลิตลูกไม้ส่งออกให้แบรนด์ในยุโรปมายาวนาน

“หลังจากเลือกผ้าลูกไม้ที่ชอบได้แล้ว ครูจะให้หัดวาดลายนั้นแบบละเอียด วาดจนเหมือนลอกลาย เส้นเล็กเส้นน้อยต้องวาดให้หมด เพราะมีผลต่อคนเย็บต่อลายชุดชั้นใน” เดียเล่าไปจนถึงเรียนวิธีนำเสนอไอเดียและแบบ วิธีขายของ ช่างเป็นหลักสูตรออกแบบที่น่าเรียนที่สุดในโลก

ด่านปราบเซียนของการทำแบรนด์ คือ โรงงานและผู้ผลิตวัตถุดิบ

หลังจากผ่านด่านการออกแบบชุดชั้นในจนเริ่มเข้าที่ ก็มาถึงด่านปราบเซียนของการผลิต

การหาวัตถุดิบและโรงงานเย็บชุดชั้นในในช่วงที่โรงงานผลิตชุดชั้นในภายในประเทศปิดตัวลง เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ ย้ายฐานการผลิตแบบนี้ ไม่ใช่งานเล็กๆ เลย ซึ่งกว่าเดียจะเจอโรงงานที่ยอมผลิตในหลักพันตัว โดยแลกกับการหาและสั่งซื้อวัตถุดิบเองทั้งหมด ก็ทำให้เรานับถือเธอในใจ

“ในการผลิตเสื้อผ้าทั่วไปจะใช้แค่ผ้า กระดุม ด้าย เท่านั้นจบ แต่สำหรับชุดชั้นในนั้นมีตะขอ ห่วง ยางอย่างน้อย 4 ชนิด โครง ลูกไม้ ผ้าดาม พลาสติกที่อยู่ข้างผ้า ป้ายเหล็ก โบเล็ก ที่สนุกคือ ไม่มีที่ไหนขายของเหล่านี้ด้วยกันเลย เราต้องติดต่อเองใหม่ทั้งหมด และเป็นการติดต่อตรงกับโรงงานซึ่งกำหนดการซื้อขั้นต่ำ” เป็นเวลากว่า 7 เดือนที่เดียรวบรวมวัตถุดิบเหล่านี้อย่างครบถ้วน

ไปจนถึงการหาโรงงานผลิตโครงพิเศษ ซึ่งเธอออกแบบให้กว้างขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับสรีระของคนในปัจจุบันจะทำให้รู้สึกใส่สบายขึ้น เพื่อลดการระคายเคือง รอยกดทับด้านข้างและทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือเป็นรอยแดง ซึ่งโครงที่สั่งทำพิเศษส่งผลต่อการออกแบบแพตเทิร์นของชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

แนวคิดที่หยิบผ้าไหมไทยมาใช้แทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

นอกจากวิชาความรู้ โรงเรียนสอนออกแบบยังแนะนำให้รู้จักสุดยอดงานประจำปี ที่ๆ เป็นเหมือนดิสนีย์แลนด์แห่งวงการชุดชั้นใน

Interfilière คืองานมหกรรมที่รวมทุกเรื่องของวงการชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำ จัดขึ้นที่ปารีส มิลาน นิวยอร์ก ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ยิ่งใหญ่มาก เป็นงานงานเดียวที่กำหนดเทรนด์ชุดชั้นในในโลก ไม่เพียงรวมแบรนด์จากทั่วโลกแล้ว ในงานยังเต็มไปด้วยนางแบบชุดชั้นในเดินไปมาทั่วงาน

“ที่น่าสนใจคือเทรนด์ชุดชั้นในเมื่อก่อนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนเสื้อผ้าทั่วไป แต่ 4 – 5 ปีหลังนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ทั้งมีการพัฒนาวัตถุดิบและวัสดุใหม่ๆ ขณะที่หลายๆ ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับผ้าธรรมชาติและวัสดุรีไซเคิล ทำให้เรารู้สึกอยากหาวัสดุที่มีเอกลักษณ์ และเพิ่มตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้น เราก็กลับมามองว่าเราน่าจะมีอะไรซักอย่างที่บอกความเป็นไทย” เดียเล่าย้อนถึงที่มาของแนวคิดที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

เพราะคนไทยยังไม่ชินกับการใส่บราลูกไม้โดยที่ไม่มีอะไรปิด เดียจึงนำไอเดียผ้าไหมไทยมาต่อยอดแทนฟองน้ำ เดียเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอพยายามพัฒนาให้ผ้าไหมยืดได้ แต่ด้วยโครงสร้างของเส้นใยธรรมชาติที่จะขาดเมื่อยืด จนได้รู้จักกับโรงงานที่ผลิตผ้าไหมส่งออกให้ญี่ปุ่น

“เวลาพูดคำว่าผ้าไหม คนจะติดภาพชุดไปงานแข็งๆ แต่ในความจริงแล้ว มีผ้าไหมที่นิ่มและเรียบเนียนมากๆ อยู่จริง แต่มีผลิตอยู่เพียง 2 โรงงานเท่านั้น” เดียยิ้ม

หลังจากวางจำหน่ายชุดชั้นในลูกไม้ผ้าไหมรุ่นแรกก็ทำให้แฟนๆ เรียกร้องหารุ่นสอง ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มาพร้อมโครงที่ออกแบบพิเศษ

“เราแอบมีความฝันเล็กๆ อยากให้เคท มิดเดิลตัน ได้ใส่ชุดชั้นในลูกไม้ที่ทำจากผ้าไหมไทยของเรา เพราะเรารู้สึกว่าลูกไม้ของไทยเราดีมากๆ เลยนะ ฝีมือเราสู้งานของประเทศอื่นๆ สบายเลย” เดียเล่าความฝันด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่ผู้ชายไม่เคยบอกผู้หญิงอย่างเรา

“ในมุมของผู้ชาย เราชอบชุดชั้นในลูกไม้เพราะสวยเข้ากันดีกับสรีระที่เป็นธรรมชาติ” ฌอน ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ที่เป็นทั้งพาร์ตเนอร์และคู่ชีวิต เล่าเสริมเรื่องที่ผู้ชายไม่เคยบอกเรา

เป็นธรรมชาติของผู้ชายที่ชอบดูของสวยงาม แต่เพราะเขารู้ว่าเรื่องนี้ช่างละเอียดอ่อน การเอ่ยปากชมหรือแนะนำเรื่องชุดชั้นที่สวยกับผู้หญิงอาจจะสร้างเรื่องกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็น

“ไม่ต่างจากเครื่องสำอาง วันไหนที่คุณแต่งหน้าสวยเราก็ชื่นชม ในบางวันที่แต่งหน้าน้อยหรือหน้าสดเราก็จะไม่ร้องทักให้เสียบรรยากาศ” ฌอนยืนยันอีกครั้งว่าผู้ชายสนใจมองแต่เลือกที่จะไม่พูด

เป้าหมายของสิปคือการเป็นชุดชั้นในลูกไม้ที่สวยช่วยเสริมความมั่นใจที่อยู่ลึกข้างในของผู้หญิง

“ลองหมุนตัวสัก 1 – 2 รอบหน้ากระจก เพื่อชื่นชมสร้างมวลบวกที่ตัวเองรู้สึกดีกับตัวเองก่อนออกจากบ้านไปเริ่มต้นวันดีๆ” เดียเล่า

“ใช่ ผู้หญิงที่มั่นใจจากด้านใน ช่วยส่งพลังบวกถึงคนรอบข้างได้จริงๆ นะ พอมั่นใจจากข้างในทุกอย่างก็จะดูดีขึ้น แค่ใส่ชุดชั้นในสวยๆ ก็ทำให้มั่นใจจากข้างในง่ายๆ ได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องรอใส่ในวันพิเศษเท่านั้น” ฌอนเสริม

นอกจากเรื่องความสวยมั่นใจในตัวเอง ความน่ารักของแบรนด์ที่เรามองว่าเป็นจุดแข็ง คือการที่ชุดชั้นในของสิปมีส่วนช่วยให้สถาบันครอบครัวกลับมาสดใสแข็งแรง

“มีพี่ที่ออฟฟิศเก่าท่านหนึ่งเขาไม่เคยลงรูปสามีในโซเชียลฯ มาก่อนเลยนะ จนเมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์นับจากวันที่อุดหนุนชุดชั้นในไป ก็ลงรูปไปเที่ยวหัวหินกับสามี พร้อมกับบอกว่าสามีชมว่าสวย” เดียเล่าผลตอบรับที่เราฟังแล้วยิ้มตาม

แม้จะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้น้องใหม่ แต่สิป อินติเมท ตั้งใจจะออกแบบใหม่ๆ ทุก 2 เดือน เพราะลูกค้าเริ่มถามหาแบบใหม่ๆ หลังจากที่เพิ่งซื้อไปไม่นาน และลูกค้าส่วนใหญ่ของแบรนด์เป็นลูกค้าประจำที่ซื้อทุกแบบทุกสีที่มี

นอกจากช่องทางจำหน่ายในออนไลน์แล้ว ยังตามไปลองและสัมผัสผ้าลูกไม้คุณภาพดีก่อนตัดสินใจได้ที่ร้าน The Wonder Room สยามเซ็นเตอร์ และที่ร้าน Pomelo ทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“Everyday is special with beautiful lingerie.” เพราะชุดชั้นในสวยๆ ทำให้ทุกวันเป็นวันพิเศษ – สิป อินติเมท

SYP INTIMATES
www.sypintimates.com
Instagram :   @sypintimates
Lesson Learnt

สิ่งที่เดียย้ำเสมอตลอดการสนทนาคือ ความรู้จริงในสิ่งที่ทำ ต้องไม่ใช่แค่อยาก แต่ต้องรอบคอบ รู้วิธีคำนวณต้นทุน รู้หลักการเบื้องต้นของการทำธุรกิจ ศึกษาสิ่งที่ควรรู้ในการทำธุรกิจนั้นๆ ให้ครบแล้วค่อยตัดสินใจ บางทีความชอบของเราอาจจะอยู่แค่ซื้อสะสมก็โอเค ไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจ

ขณะที่ฌอนเสริมว่า ในการทำธุรกิจเราจำเป็นต้องรู้และเตือนตัวเองเสมอว่า จุดประสงค์ในวันที่เริ่มต้นทำสิ่งนี้คืออะไร กลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ และเพื่ออะไร

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load