สิป อินติเมท (SYP Intimates) หรือเรียกสั้นๆ ว่า สิป (SYP)

ดีทั้งในความหมายของสิบเต็มสิบ และ Simple Yet Perfect

สิป เป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือของไทยที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำด้านใน

จากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของ เดีย – พัทธนันท์ วรกิตติกุล และ ฌอน – สิปปภาส ติระรัตนกุล คู่รักนักโฆษณาเจ้าของแบรนด์ ผู้สะสมชุดชั้นในลูกไม้จากการเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างๆ ก่อนตัดสินใจเรียนตัดเย็บและออกแบบชุดชั้นในอย่างจริงจังที่มหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบที่ดีอันดับต้นๆ ของโลก แม้จะไม่เคยจับดินสอร่างภาพมาก่อน

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะลุกขึ้นมาทำชุดชั้นในก็ทำได้เลย ลำพังแค่ความรักความชอบที่มีต่อชุดชั้นในนั้นไม่พอ คุณต้องมีเลือดนักสู้ด้วย เพราะมีด่านทดสอบที่รอปราบเซียนอยู่มากมาย จนไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเรามีจำนวนแบรนด์ชุดชั้นในทางเลือกสวนทางกับความหลากหลายของผู้หญิงนัก

ตลอดการสนทนา นอกจากโจทย์ของการทำชุดชั้นในของสิปจะสนุกแล้ว เราชอบเส้นทางการเข้าไปในโลกชุดชั้นในลูกไม้ที่รักซึ่งสนุกจนอยากเข้าไปนั่งเรียนด้วย รวมถึงอยากอาสาเป็นนางแบบลองใส่จริงทันทีเดี๋ยวนั้น

นึกโกรธตัวเองที่เกือบเอาอคติหรือความเชื่อที่คนเข้าใจตามกันว่าผ้าลูกไม้ใส่แล้วคันไม่สบายตัว และไม่เหมาะกับเมืองร้อน มาตัดสินก่อนจะได้ทำความรู้จัก สิป อินติเมท

แม้จะรู้สึกเขินเล็กกับลายบางๆ ของลูกไม้ไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าใส่แล้วกลายเป็นคนที่สวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใครอดใจรอไม่ไหว เราอนุญาตให้หนีไปลองเสื้อชั้นในก่อนกลับมาอ่านต่อได้นะ

โจทย์ของชุดชั้นในทางเลือก เริ่มจากความสงสัยในชุดชั้นในที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก

มากกว่า 80 % ของผู้หญิงใส่ชุดชั้นในผิดไซส์

“เคยมีลูกค้าเข้ามาบอกว่าเขาอยากลองใส่ชุดชั้นในของเราแต่เขาใส่คัพเอฟ ซึ่งเราดูรูปจากภาพโปรไฟล์แล้วยังไงก็ไม่น่าถึงคัพเอฟ จึงติดต่อเขาไปให้เขาช่วยวัดใหม่พร้อมส่งชุดชั้นในไปให้ลอง หลังจากค้นพบไซส์ที่แท้จริง เขาก็กลายเป็นแฟนคลับประจำที่มีชุดชั้นในของเราครบทุกรุ่น ทุกสี” เดียเล่าอย่างภูมิใจ

ผลของการใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ หากเล็กเกินไปจนเนื้อปลิ้นที่ใต้รักแร้ ในระยะยาวจะทำให้เนื้อไปกองรวมกันตรงนั้นตามความเคยชินของร่างกายที่ถูกชุดชั้นในรัดเอาไว้ หรือพื้นที่ที่ควรกระชับหน้าอกไม่พอดี ช่องว่างที่เกิดจะทำให้เนื้อหน้าอกย้ายที่หรือเปลี่ยนรูปไปจนกลายเป็นทรงที่ไม่สวยกระชับ

เดียชวนเราสังเกตเสื้อผ้าสมัยสาวๆ ของแม่ว่ามักจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่าคนรุ่นเรามากแค่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เสื้อผ้าเปลี่ยนไปตามขนาดร่างกาย สไตล์ และตัวตนของแบรนด์ แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ชุดชั้นในก็ไม่เคยเปลี่ยน

“ชุดชั้นในที่มีในท้องตลาดเป็นชุดชั้นในโครงเล็กมาอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะเน้นการบีบดันทรงซึ่งส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกายในอนาคต เนื่องจากตรงหน้าอกมีต่อมน้ำเหลืองและเส้นเลือดเล็กๆ มากมาย การใส่ชุดชั้นในทรงแคบๆ ติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมงจะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นอุดตันเกิดเป็นซีสต์และมีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้าย

“คนเรามีอ้วนขึ้นและผอมลง เราจึงควรปรับชุดชั้นในให้เข้าร่างกาย” เดียสรุป

ความตั้งใจแรกของเดียคืออยากทำให้ สิป อินติเมท เป็นชุดชั้นในทางเลือก โดยส่งมอบชุดชั้นในลูกไม้คุณภาพที่ดีในราคาเท่าที่ทุกคนเคยจ่าย

ต่อมาเธออยากทำแบรนด์นี้ให้สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศเพราะรู้ดีว่าคนไทยมีฝีมือมาก แต่การเข้ามาทำธุรกิจชุดชั้นในโดยอาศัยความรักความหลงใหลชุดชั้นในเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

การรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชุดชั้นในแต่ละชาติ เพื่อทำแบรนด์ชุดชั้นในแห่งชาติ

ความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของเดียเกิดขึ้นจากความชอบ หลังได้ลองใส่แล้วรู้สึกสวยขึ้นมาในทันที แล้วยังใส่สบายอย่างที่ไม่เคยพบในแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ของไทย ความสงสัยทำให้เธอเริ่มเสาะหาและสะสมชุดชั้นในจากการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เธอรู้จักเนื้อผ้าลูกไม้และแพตเทิร์นที่สวยแปลกตาแต่ดีมากมาย

ชุดชั้นในของผู้หญิงแต่ละพื้นที่สะท้อนทัศนคติและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน

ในยุโรป มีแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของตลาดชุดชั้นในทั้งหมด เป็นผลมาจากการเติบโตท่ามกลางศิลปะ ทำให้พวกเธอละเอียดอ่อนกับการเลือกข้าวของเครื่องใช้มาก แม้ชุดชั้นในจะมีวิวัฒนาการมากมาย จากผ้าไม่ยืดกลายมาเป็นผ้ายืด มีโครงและฟองน้ำเพิ่มระดับความมั่นใจ ผู้หญิงยุโรปก็ไม่นิยมบราที่มีฟองน้ำอยู่ดี เพราะเธอไม่ชอบสิ่งที่ดูเกินจริงไปจากธรรมชาติ

ต่างจากฝั่งอเมริกาที่มีชุดชั้นในหลากหลาย โดยเฉพาะแบบเสริมทรง ดันทรง ซึ่งตรงกับค่านิยมในสังคมที่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก และการเรียกร้องความสนใจหรือทำให้สะดุดตา

ขณะที่ตลาดชุดชั้นในญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่การเสริมฟองน้ำ ทำให้ผู้หญิงคัพเอกลายเป็นผู้หญิงคัพอีได้ง่ายๆ และแม้ภายนอกจะแต่งการสไตล์มินิมอลแค่ไหน ชุดชั้นในของพวกเธอจะมีรายละเอียดของริบบิ้น โบ ดอกไม้ และผีเสื้อปัก โดยเฉพาะลูกไม้ต้องมีอย่างน้อย 3 สี แสดงถึงบุคลิกคนญี่ปุ่นที่ขี้เกรงใจและเก็บความรู้สึกเก่ง สำหรับตลาดจีนและฮ่องกงซึ่งใหญ่มากในเอเชียก็มีชุดชั้นในให้เลือกมากมายหลากหลายตามฐานะและความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกัน

ชาติที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ภายใต้ชุดที่ใส่ตามความเชื่อในศาสนามีความหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้าซ่อนอยู่ แบรนด์ชุดชั้นในราคาแพงๆ ที่เคยเห็นคนซื้อราคาสูงถึง 30,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับชุดชั้นในลูกไม้ของไทยที่มีอยู่ในตลาด มักเป็นลูกไม้คุณภาพไม่ดีมากนัก ทำให้เกิดอาการแพ้และคัน จนสร้างความเข้าใจผิดว่าชุดชั้นในลูกไม้ใส่แล้วไม่สบายตัว

ลูกไม้ที่ดีคือ ลูกไม้ที่มีความยืดหยุ่น 12 – 20 เปอร์เซ็นต์ และความยืดหยุ่นนี้เองที่ทำให้รู้สึกใส่สบาย นุ่มและไม่คัน

ถ้าคิดจะทำแบรนด์ชุดชั้นใน ก็ต้องรู้ทุกเรื่องของการออกแบบและตัดเย็บชุดชั้นใน

กว่าจะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือ มีด่านทดสอบเดียมากมาย เริ่มตั้งแต่หาโรงเรียนสอนแพตเทิร์นชุดชั้นใน เนื่องจากเป็นชุดที่สัมผัสกับร่างกายโดยตรง วิธีการตัดเย็บจึงมีรายละเอียดที่มากกว่าเครื่องแต่งกายประเภทอื่นหลายเท่า

“ชุดชั้นในลูกไม้ 1 ชิ้นประกอบด้วยชิ้นส่วนอย่างน้อย 12 ชิ้น แต่ละส่วนมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ส่วนนี้ต้องยืดได้ขณะที่ส่วนนั้นต้องไม่ยืด” เดียเล่าด้วยตาที่เป็นประกาย ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจไปแล้วตั้งแต่รู้จำนวนชิ้นส่วน

เพราะเป็นวิชาที่ไม่มีใครเปิดสอนอย่างจริงจังแล้วในปัจจุบัน กว่าจะเจอคุณครูที่ยอมสอน เดียต้องผ่านการเรียนแพตเทิร์นเสื้อเชิ้ตทั่วไป 101 ก่อนเป็นเวลา 6 เดือน นั่นทำให้เธอเข้าใจองค์ประกอบและรายละเอียดของชุดชั้นในเร็วขึ้น

ก่อนจะกลับไปเป็นนักเรียนออกแบบเต็มเวลาของหลักสูตรการออกแบบชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำหรือ Lingerie Design ที่ University of the Art London (London College of Fashion) ประเทศอังกฤษ

“ช่วงเวลาที่เรียน เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีความสุขมากเหมือนได้เปิดโลกใหม่” เดียรีบตอบเมื่อเราถามถึงความรู้สึกของเธอ

เดียและเพื่อนนักเรียนทั้งห้าจากต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างประสบการณ์ ต่างเหตุผล ทุ่มเทพลังเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือวิธีคิดและออกแบบชุดชั้นในหรือชุดว่ายน้ำที่ลงมือทำเองทุกกระบวนการ

แบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่

บทเรียนแรกสุดคือ การหาแรงบันดาลใจและแปลงแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นงานออกแบบ

“การบ้านที่ต้องทำทุกวันคือลองชุดชั้นในหลังเลิกเรียนอย่างน้อย 6 แบบไม่ซ้ำกัน เพื่อเล่าสู่กันฟังหน้าชั้นเรียนในเช้าวันถัดมา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน้าอกผู้หญิงมีเป็นร้อยแบบ ไม่มีใครหน้าอกเท่ากัน ยกเว้นคนทำศัลยกรรม เราจำเป็นต้องหาให้เจอว่าใส่แบบนี้แล้วสวยเพราะอะไร ไม่สวยเพราะอะไร เพื่อให้คำแนะนำถูกต้องแก่ลูกค้า และแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่ไม่ใช่แค่สวยดีน่าใช้” เดียเล่าบรรยากาศการเรียนการสอนที่เราอยากให้มีจริงๆ ในประเทศไทย

ก่อนจะขอให้เดียยกตัวอย่างแบรนด์ที่ชอบมากๆ ถึงขั้นยกให้เป็นครูชุดชั้นใน

แบรนด์แรกคือ La Perla เป็นแบรนด์อิตาลี เป็น Luxury brand แพทเทิร์นและการตัดเย็บสวยมาก เป็น Handmade ผลิตที่อิตาลี ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นงานที่ทำด้วยมือทั้งหมด จากรายละเอียดการเข้ามุมเล็กๆ น้อยๆ ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี Intimissimi แบรนด์อิตาลีที่พัฒนาแพตเทิร์นอยู่ตลอดเวลา และแบรนด์สุดท้ายคือ Else เป็นแบรนด์จากตุรกี ลายลูกไม้และการตัดต่อชิ้นส่วนของลูกไม้สวยมาก

เรียนรู้ที่จะไม่หมกหมุ่นอยู่แต่กับแบรนด์ของตัวเอง จนคนอื่นแตะต้องไม่ได้

วิชาหาแรงบันดาลใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับวิชาสังเคราะห์หาสไตล์ ซึ่งใช้เวลา 2 สัปดาห์ โดยที่ครูยังไม่ยอมให้จับผ้าลูกไม้สักชิ้นถ้ายังหาสไตล์ของตัวเองไม่เจอ ไม่เพียงเพื่อให้ได้คอนเซปต์ที่กำหนดแบรนด์ แต่ยังเป็นการกำหนดแกนหลักของงานออกแบบในแต่ละคอลเลกชันที่จะเกิดขึ้นตามมา

“ในห้องเรียน ครูจะให้เราออกแบบ 1 แบบ แล้ววาดซ้ำเป็น 6 รูป เพื่อแจกให้เพื่อนร่วมชั้นเติมสิ่งที่คิดว่าสวยลงไป จากนั้นให้เราเลือก 1 แบบที่เพื่อนเติมเต็มแบบของเราได้สมบูรณ์ที่สุด ทุกคนจะได้ร่วมกันทำสิ่งนี้ เป็นการเรียนการสอนที่เปลี่ยนทัศนคติเราไปเลย เพราะโดยปกติของคนทำแบรนด์จะหมกมุ่นอยู่กับแบรนด์และตัวเอง ไม่ยอมให้แตะต้องหรือแนะนำอะไรได้ วิธีการแบบนี้สอนให้เราเปิดรับ เพราะการที่เราชอบแบบแบบหนึ่งไม่ได้แปลว่าผู้บริโภคจะชอบเหมือนกันกับเรา” เดียเล่าก่อนเสริมว่า เธอและเพื่อนร่วมชั้นต้องฝึกทำสิ่งนี้ในทุกวัน

แรงบันดาลใจจากดอกไม้ในสวนสาธารณะที่เดินผ่านทุกวันระหว่างไปเรียนช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เธอคิดถึงดอกไม้ของเอเชียซึ่งมักจะเป็นดอกไม้เล็กๆ น่ารัก กลายมาเป็นคอนเซปต์ ‘ดอกไม้ของเอเชีย’ ที่เดียนำเสนอในชั้นและพัฒนาต่อ

จากนั้นลงมือเขียนแพตเทิร์นโดยคำนวนและปรับสัดส่วนผ่านหุ่นโดยละเอียด ไม่อาจคลาดเคลื่อนเกิน 0.5 เซนติเมตร แพตเทิร์นชุดชั้นในชิ้นแรกของเดียคือกางเกงในเอวสูงซึ่งสวยและใช้ได้จริง ไม่ดูโบราณ ปรับไม่ให้รัดต้นขามากเกิน

“ตอนที่เสร็จสมบูรณ์ครูบอกว่าจะรอคอยการผลิตจริง เพราะสิ่งนี้จะเป็นที่นิยมในอีก 2 ปีข้างหน้าและก็เป็นตามที่ครูพูดจริงๆ” เดียยิ้ม

บทเรียนต่อมา คือการทำความรู้จักและเลือกสรรวัตถุดิบ  

ซึ่งก่อนหน้านี้ เดียใช้เวลาอยู่ 2 ปีในการตามหาโรงงานที่ผลิตลูกไม้แต่ไม่เคยหาเจอ จนกระทั่งมาเรียนที่นี่ซึ่งรวบรวมตัวอย่างผ้า รายชื่อและช่องทางการติดต่อแบรนด์และโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำจากทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ ผ้าลูกไม้เนื้อที่เดียชอบส่วนใหญ่ผลิตโดยโรงงานในประเทศไทย ซึ่งผลิตลูกไม้ส่งออกให้แบรนด์ในยุโรปมายาวนาน

“หลังจากเลือกผ้าลูกไม้ที่ชอบได้แล้ว ครูจะให้หัดวาดลายนั้นแบบละเอียด วาดจนเหมือนลอกลาย เส้นเล็กเส้นน้อยต้องวาดให้หมด เพราะมีผลต่อคนเย็บต่อลายชุดชั้นใน” เดียเล่าไปจนถึงเรียนวิธีนำเสนอไอเดียและแบบ วิธีขายของ ช่างเป็นหลักสูตรออกแบบที่น่าเรียนที่สุดในโลก

ด่านปราบเซียนของการทำแบรนด์ คือ โรงงานและผู้ผลิตวัตถุดิบ

หลังจากผ่านด่านการออกแบบชุดชั้นในจนเริ่มเข้าที่ ก็มาถึงด่านปราบเซียนของการผลิต

การหาวัตถุดิบและโรงงานเย็บชุดชั้นในในช่วงที่โรงงานผลิตชุดชั้นในภายในประเทศปิดตัวลง เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ ย้ายฐานการผลิตแบบนี้ ไม่ใช่งานเล็กๆ เลย ซึ่งกว่าเดียจะเจอโรงงานที่ยอมผลิตในหลักพันตัว โดยแลกกับการหาและสั่งซื้อวัตถุดิบเองทั้งหมด ก็ทำให้เรานับถือเธอในใจ

“ในการผลิตเสื้อผ้าทั่วไปจะใช้แค่ผ้า กระดุม ด้าย เท่านั้นจบ แต่สำหรับชุดชั้นในนั้นมีตะขอ ห่วง ยางอย่างน้อย 4 ชนิด โครง ลูกไม้ ผ้าดาม พลาสติกที่อยู่ข้างผ้า ป้ายเหล็ก โบเล็ก ที่สนุกคือ ไม่มีที่ไหนขายของเหล่านี้ด้วยกันเลย เราต้องติดต่อเองใหม่ทั้งหมด และเป็นการติดต่อตรงกับโรงงานซึ่งกำหนดการซื้อขั้นต่ำ” เป็นเวลากว่า 7 เดือนที่เดียรวบรวมวัตถุดิบเหล่านี้อย่างครบถ้วน

ไปจนถึงการหาโรงงานผลิตโครงพิเศษ ซึ่งเธอออกแบบให้กว้างขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับสรีระของคนในปัจจุบันจะทำให้รู้สึกใส่สบายขึ้น เพื่อลดการระคายเคือง รอยกดทับด้านข้างและทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือเป็นรอยแดง ซึ่งโครงที่สั่งทำพิเศษส่งผลต่อการออกแบบแพตเทิร์นของชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

แนวคิดที่หยิบผ้าไหมไทยมาใช้แทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

นอกจากวิชาความรู้ โรงเรียนสอนออกแบบยังแนะนำให้รู้จักสุดยอดงานประจำปี ที่ๆ เป็นเหมือนดิสนีย์แลนด์แห่งวงการชุดชั้นใน

Interfilière คืองานมหกรรมที่รวมทุกเรื่องของวงการชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำ จัดขึ้นที่ปารีส มิลาน นิวยอร์ก ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ยิ่งใหญ่มาก เป็นงานงานเดียวที่กำหนดเทรนด์ชุดชั้นในในโลก ไม่เพียงรวมแบรนด์จากทั่วโลกแล้ว ในงานยังเต็มไปด้วยนางแบบชุดชั้นในเดินไปมาทั่วงาน

“ที่น่าสนใจคือเทรนด์ชุดชั้นในเมื่อก่อนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนเสื้อผ้าทั่วไป แต่ 4 – 5 ปีหลังนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ทั้งมีการพัฒนาวัตถุดิบและวัสดุใหม่ๆ ขณะที่หลายๆ ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับผ้าธรรมชาติและวัสดุรีไซเคิล ทำให้เรารู้สึกอยากหาวัสดุที่มีเอกลักษณ์ และเพิ่มตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้น เราก็กลับมามองว่าเราน่าจะมีอะไรซักอย่างที่บอกความเป็นไทย” เดียเล่าย้อนถึงที่มาของแนวคิดที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

เพราะคนไทยยังไม่ชินกับการใส่บราลูกไม้โดยที่ไม่มีอะไรปิด เดียจึงนำไอเดียผ้าไหมไทยมาต่อยอดแทนฟองน้ำ เดียเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอพยายามพัฒนาให้ผ้าไหมยืดได้ แต่ด้วยโครงสร้างของเส้นใยธรรมชาติที่จะขาดเมื่อยืด จนได้รู้จักกับโรงงานที่ผลิตผ้าไหมส่งออกให้ญี่ปุ่น

“เวลาพูดคำว่าผ้าไหม คนจะติดภาพชุดไปงานแข็งๆ แต่ในความจริงแล้ว มีผ้าไหมที่นิ่มและเรียบเนียนมากๆ อยู่จริง แต่มีผลิตอยู่เพียง 2 โรงงานเท่านั้น” เดียยิ้ม

หลังจากวางจำหน่ายชุดชั้นในลูกไม้ผ้าไหมรุ่นแรกก็ทำให้แฟนๆ เรียกร้องหารุ่นสอง ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มาพร้อมโครงที่ออกแบบพิเศษ

“เราแอบมีความฝันเล็กๆ อยากให้เคท มิดเดิลตัน ได้ใส่ชุดชั้นในลูกไม้ที่ทำจากผ้าไหมไทยของเรา เพราะเรารู้สึกว่าลูกไม้ของไทยเราดีมากๆ เลยนะ ฝีมือเราสู้งานของประเทศอื่นๆ สบายเลย” เดียเล่าความฝันด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่ผู้ชายไม่เคยบอกผู้หญิงอย่างเรา

“ในมุมของผู้ชาย เราชอบชุดชั้นในลูกไม้เพราะสวยเข้ากันดีกับสรีระที่เป็นธรรมชาติ” ฌอน ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ที่เป็นทั้งพาร์ตเนอร์และคู่ชีวิต เล่าเสริมเรื่องที่ผู้ชายไม่เคยบอกเรา

เป็นธรรมชาติของผู้ชายที่ชอบดูของสวยงาม แต่เพราะเขารู้ว่าเรื่องนี้ช่างละเอียดอ่อน การเอ่ยปากชมหรือแนะนำเรื่องชุดชั้นที่สวยกับผู้หญิงอาจจะสร้างเรื่องกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็น

“ไม่ต่างจากเครื่องสำอาง วันไหนที่คุณแต่งหน้าสวยเราก็ชื่นชม ในบางวันที่แต่งหน้าน้อยหรือหน้าสดเราก็จะไม่ร้องทักให้เสียบรรยากาศ” ฌอนยืนยันอีกครั้งว่าผู้ชายสนใจมองแต่เลือกที่จะไม่พูด

เป้าหมายของสิปคือการเป็นชุดชั้นในลูกไม้ที่สวยช่วยเสริมความมั่นใจที่อยู่ลึกข้างในของผู้หญิง

“ลองหมุนตัวสัก 1 – 2 รอบหน้ากระจก เพื่อชื่นชมสร้างมวลบวกที่ตัวเองรู้สึกดีกับตัวเองก่อนออกจากบ้านไปเริ่มต้นวันดีๆ” เดียเล่า

“ใช่ ผู้หญิงที่มั่นใจจากด้านใน ช่วยส่งพลังบวกถึงคนรอบข้างได้จริงๆ นะ พอมั่นใจจากข้างในทุกอย่างก็จะดูดีขึ้น แค่ใส่ชุดชั้นในสวยๆ ก็ทำให้มั่นใจจากข้างในง่ายๆ ได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องรอใส่ในวันพิเศษเท่านั้น” ฌอนเสริม

นอกจากเรื่องความสวยมั่นใจในตัวเอง ความน่ารักของแบรนด์ที่เรามองว่าเป็นจุดแข็ง คือการที่ชุดชั้นในของสิปมีส่วนช่วยให้สถาบันครอบครัวกลับมาสดใสแข็งแรง

“มีพี่ที่ออฟฟิศเก่าท่านหนึ่งเขาไม่เคยลงรูปสามีในโซเชียลฯ มาก่อนเลยนะ จนเมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์นับจากวันที่อุดหนุนชุดชั้นในไป ก็ลงรูปไปเที่ยวหัวหินกับสามี พร้อมกับบอกว่าสามีชมว่าสวย” เดียเล่าผลตอบรับที่เราฟังแล้วยิ้มตาม

แม้จะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้น้องใหม่ แต่สิป อินติเมท ตั้งใจจะออกแบบใหม่ๆ ทุก 2 เดือน เพราะลูกค้าเริ่มถามหาแบบใหม่ๆ หลังจากที่เพิ่งซื้อไปไม่นาน และลูกค้าส่วนใหญ่ของแบรนด์เป็นลูกค้าประจำที่ซื้อทุกแบบทุกสีที่มี

นอกจากช่องทางจำหน่ายในออนไลน์แล้ว ยังตามไปลองและสัมผัสผ้าลูกไม้คุณภาพดีก่อนตัดสินใจได้ที่ร้าน The Wonder Room สยามเซ็นเตอร์ และที่ร้าน Pomelo ทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“Everyday is special with beautiful lingerie.” เพราะชุดชั้นในสวยๆ ทำให้ทุกวันเป็นวันพิเศษ – สิป อินติเมท

SYP INTIMATES
www.sypintimates.com
Instagram :   @sypintimates
Lesson Learnt

สิ่งที่เดียย้ำเสมอตลอดการสนทนาคือ ความรู้จริงในสิ่งที่ทำ ต้องไม่ใช่แค่อยาก แต่ต้องรอบคอบ รู้วิธีคำนวณต้นทุน รู้หลักการเบื้องต้นของการทำธุรกิจ ศึกษาสิ่งที่ควรรู้ในการทำธุรกิจนั้นๆ ให้ครบแล้วค่อยตัดสินใจ บางทีความชอบของเราอาจจะอยู่แค่ซื้อสะสมก็โอเค ไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจ

ขณะที่ฌอนเสริมว่า ในการทำธุรกิจเราจำเป็นต้องรู้และเตือนตัวเองเสมอว่า จุดประสงค์ในวันที่เริ่มต้นทำสิ่งนี้คืออะไร กลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ และเพื่ออะไร

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ย้อนเวลาไปเมื่อ 2 ปีก่อนได้เกิดธุรกิจบริการรับ-ส่ง เลือดใหม่ชื่อ ‘Go MAMMA’ บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุไปยังที่ต่างๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักไม่ใช่ผู้ใช้ แต่เป็นลูกหลานที่อยากให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายเดินทางอย่างปลอดภัย

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

Go MAMMA ทำงานด้วยหลักการสั้นๆ เพียงหนึ่งวลี คือ ‘ไว้ใจได้’ เน้นจุดขายเรื่องความสบายใจ เป็นทางเลือกใหม่ให้กับลูกหลานและผู้สูงอายุใช้บริการขนส่ง โดยมั่นใจได้ว่าสะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล และเป็น Senior Taxi เจ้าแรกของไทยที่มีความเชื่อว่า 

“ธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต แต่คือการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีไลฟ์สไตล์ที่อยากได้จริงๆ” 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

The Cloud เปิดออฟฟิศพูดคุยกับ เป้-รสรี ซันจวน หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่พลิกไอเดียแท็กซี่หลากสีธรรมดาๆ ให้กลายเป็น Senior Taxi สัญชาติไทยที่วิ่งให้บริการทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมาแล้วกว่า 2 ปี

Pain Point ของตัวเอง + Pain Point ของผู้ใช้

ปมที่มาของ Go MAMMA เกิดจากคุณป้าของเป้ที่เป็นสาวโสด จะเดินทางไปไหนทีต้องรอหลานๆ พาไป ซึ่งหลานทั้ง 6 คนต่างก็มีงานและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ครั้นจะจ้างคนขับรถก็ดูเกินความจำเป็น บังเอิญธุรกิจของสามีเป้เปิดอู่แท็กซี่อยู่แล้ว จึงลองเรียกแท็กซี่เข้ามารับคุณป้าไปทำธุระ เลือกเฉพาะที่ไว้ใจได้เพื่อคอยรับ-ส่ง ผ่านไปสักพักคุณป้าเริ่มชินและคุ้นเคย

“พอทำแบบนี้มาสักพักดูเขาแฮปปี้ขึ้น แรกๆ เขาก็ไม่ค่อยอยากไปนะ เพราะเขาไม่คุ้น ส่งใครมารับก็ไม่รู้ แต่พอเขาเริ่มเดินทางไปหลายครั้ง แล้วเราพยายามให้เป็นคนขับรถคนเดิม ความกังวลก็น้อยลง” 

จุดเริ่มต้นที่เกิดจากการแก้ปัญหาของตัวเอง บวกกับประสบการณ์จากการทำงานบริการดูแลเด็กกว่า 15 ปี ทำให้เห็นว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งในบ้านที่มักจะถูกละเลย 

“มีคุณตาคุณยาย จะมาเยี่ยมเยียน มาหาหลาน หรือบางทีบ้านคุณตาคุณยายอยู่ข้างบ้าน เขาก็เล่า Pain Point ผู้สูงอายุในบ้านให้เราฟัง ซึ่งเหมือนบ้านเราเลยนะ ไหนๆ เราทำให้บ้านเราแล้ว ก็ทำให้บ้านคนอื่นเลยแล้วกัน”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ก่อนจะเป็น Senior Taxi

“ธุรกิจเดิมที่ทำชื่อ Bangkok Nanny Center ตอนนั้นดูแลแค่เด็กอย่างเดียว เราจัดส่งพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์ ผ่านการอบรมแล้ว ส่งให้ไปดูแลลูกของลูกค้าที่บ้าน มีหลักสูตรอบรมคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เพื่อไปดูแลลูกของตัวเอง” 

เป้บอกกับเราว่าเคยมีความคิดจะทำ Nursing Home ให้ผู้สูงอายุ เธอไปดูงานกว่า 10 ที่ แต่ภาพที่เห็นไม่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทำต่อ ไม่ใช่บ้านที่มีผู้สูงอายุในบรรยากาศแจ่มใส แต่กลับเป็นภาพผู้ป่วยติดเตียง คุณย่าคุณยายวัยชรากับแววตาเศร้าสร้อย 

นั่นไม่ใช่ภาพที่เธออยากให้เป็น ธุรกิจที่เธออยากทำจึงต้องแก้ปัญหาและช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ประเด็นตั้งต้นของเธอจึงเป็นการสำรวจอินไซต์ของคนในบ้านทั้งฝั่งลูกหลานและผู้สูงอายุ ทำให้รู้ว่าที่จริงแล้วผู้ใหญ่ในบ้านก็อยากออกไปทำกิจกรรมข้างนอกเหมือนกับคนวัยอื่น อยากไปไหนมาไหนด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็เกรงใจลูกหลานที่ต้องสละเวลางานไปรับไปส่ง

ส่วนลูกหลานในบ้านไม่มีใครอยากทิ้งพ่อแม่ให้เหงา แต่ด้วยหน้าที่การงานและภาระที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้คนสองกลุ่มค่อยๆ ห่างกันทีละน้อยๆ 

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

“เราพยายามทำให้ช่องว่างระหว่างวัยแคบที่สุด ถ้าทำให้ไม่มี Gap เลยเป็นไปไม่ได้ แต่ทำยังไงให้ตัวลูกหลานไม่รู้สึกว่าเขาทิ้งพ่อแม่ เขาจะหาบริการที่ทำแทนเขาได้ โดยต้องเป็นบริการที่ไว้ใจได้และสบายใจที่สุด เพื่อลดความรู้สึกผิดในตัวลูกหลาน ส่วนตัวผู้สูงอายุเองก็อยากให้ลูกหลานไปด้วย ทำยังไงให้ลูกหลานรู้สึกว่าแม่ไปกับคนอื่น แล้วแม่สบายใจจริง ๆ 

“ไม่ใช่ปากบอกว่าสบายใจ แต่ต้องสบายใจจริงๆ” 

แตกต่างด้วยบริการและความใส่ใจ

บริการของ Go MAMMA คือบริการรถแท็กซี่รับ-ส่ง ที่ไม่เหมือนกับแท็กซี่ทั่วไป 

“เราไม่ได้เป็นแค่การเดินทางในการรับ-ส่ง แต่เราต้องการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เหมือนสร้างอิสรภาพในการเดินทาง สร้างความอุ่นใจ และลดความกังวลให้กับลูกหลาน ให้เขายังคงประชุมงานต่อได้ ยังทำมาหากินได้”

สิ่งที่ลูกค้าจะได้จากบริการนี้จึงมี 2 อย่าง หนึ่ง ความอุ่นใจและความสบายใจของผู้ใช้งานอย่างผู้สูงอายุ และสอง ความไร้กังวลของลูกหลาน ที่ไม่ต้องพะวงว่าครอบครัวที่เขารักจะเดินทางไปกับใคร 

การเรียกใช้บริการ เพียงแค่คุณยกโทรศัพท์ขึ้นมาจองรถผ่านระบบ Call Center ระบุเป้าหมายการเดินทาง ระบุตำแหน่งที่ต้องการให้รถไปรับ-ส่ง จากนั้นชำระเงิน แล้วนั่งรอสบายๆ ให้รถมารับ แม้ลูกหลานไม่ได้ไปด้วยก็วางใจได้ เพราะรถทุกคันติดตั้งระบบ Tracking พร้อมระบบแชทโต้ตอบกับคนขับ แจ้งสถานะการเดินทาง คนขับจะช่วยดูแลการขึ้น-ลงรถได้อย่างปลอดภัย เพราะผ่านการอบรมการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ มีสเปรย์เช็ดพื้นผิวสัมผัส เจลล้างมือ แมสก์ปิดจมูก พร้อมมีกระดาษทิชชูและน้ำเตรียมไว้ให้ลูกค้าด้วย

ลูกค้าที่เดินทางไม่สะดวกหรือต้องนั่งรถเข็น ก็เรียกใช้บริการผู้ดูแลเพิ่มได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง สามารถเรียกใช้บริการได้ 2 รูปแบบ ทั้งแบบเที่ยวเดียวและรอรับกลับ 

“ถ้าวันหนึ่งเรามีจุดแข็ง มันจะกลายเป็นจุดอ่อนได้ แต่สิ่งที่ Go MAMMA ทำ คือสร้างความแตกต่าง เป็นความแตกต่างที่ไม่ใช่ระหว่างเรากับคู่แข่งนะ เราสร้างความแตกต่างในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าต้องการแบบไหน เราทำแบบนั้น”

Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน
Go MAMMA บริการแท็กซี่รับ-ส่งผู้สูงอายุเจ้าแรกในไทย เน้นปลอดภัย และความสบายใจของลูกหลาน

ไม่ใช่ใครก็ทำได้

ประสบการณ์ที่ผู้ใช้บริการจะได้รับ ไม่ใช่แค่การบริการ แต่ยังได้ความสบายใจ 

พนักงานขับรถและผู้ดูแลของ Go MAMMA ทุกคน ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติอย่างเข้มข้นมาแล้ว พวกเขาต้องไม่มีปัญหาการเงิน ไม่มีประวัติอาชญากรรม และต้องผ่านการอบรม ทั้งเรื่องการปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และจิตวิทยาผู้สูงอายุ 

หลังจากนั้นพวกเขาต้องผ่านการประเมินอีกครั้ง เพื่อให้พร้อมสำหรับการให้บริการลูกค้า ซึ่งทีมเทรนนิ่งหรือผู้ที่ให้ความรู้แก่พนักงานทุกคน ประกอบด้วยนักกายภาพดูแลเรื่องการเคลื่อนย้าย อาจารย์จากโรงพยาบาลศิริราชผู้เชี่ยวชาญเรื่อง CPR พยาบาลอายุรกรรม การทำความสะอาด ที่มาของโรคและผลข้างเคียง การวัดความดัน รวมถึงนักจิตวิทยา

“ถ้าเป็นคนขับแท็กซี่จะต้องตามกฎของสหกรณ์ ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ มีใบรับรองเพื่อคัดกรอง ผู้ดูแลต้องมีประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุมาก่อน ต้องจบอย่างน้อยผู้ช่วยพยาบาล เราไม่ได้รับลักษณะที่เคยมีประสบการณ์ดูแลย่ายายที่บ้าน แค่นั้นไม่พอ 

“รถที่ใช้คือรถเช่าซื้อ ไม่ได้เป็นรถกลับที่พอเขาเช่าเสร็จก็คืน รถไม่ใช่ของเขา ความอันตรายมีสูง เพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เขาไม่รักษารถด้วย แต่รถที่เราใช้ คนขับเป็นเจ้าของรถเอง เขาจะรักษารถ เวลาขับไม่ฉวัดเฉวียนมาก เพราะว่าเป็นรถของตัวเอง”

หัวใจแห่งการบริการคืออันดับ 1 ความสามารถคืออันดับ 2

เพราะพนักงานคือคนที่อยู่ใกล้ลูกค้า และสะท้อนความใส่ใจของแบรนด์ได้มากที่สุด การคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นพนักงานจึงต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เป้เล่าว่าเธอไม่ได้เลือกแค่คนมีความสามารถ แต่เธอเลือกคนที่ทัศนคติ ถ้ามีใจในการบริการแล้ว พวกเขาก็จะพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ดูแลลูกค้าที่มาใช้บริการได้เหมือนกับดูแลญาติผู้ใหญ่ของตัวเอง 

“เรารู้อยู่แล้วว่าการทำงานกับคน Mindset เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่ทักษะพัฒนาได้ เพราะฉะนั้น เวลาคัดเลือก เราเลือกจาก Mindset ก่อน เพราะใช้เวลาอบรมแค่วันสองวันแล้วจะเปลี่ยนเขาเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ 

“ถ้า Mindset เขาได้ ความคิดเขาดี เขาจะเข้าใจ พฤติกรรมเขาจะแสดงออกเอง เขาทำเพราะใส่ใจ เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทมีกฎให้ทำตาม แล้วเราค่อยมาเติมทักษะที่จำเป็น”

 ดูแลกันในวันที่สถานการณ์ยังน่ากังวล

นอกจากรองรับการเดินทางของผู้สูงอายุเพื่อไปพบหมอ ไปโรงพยาบาล ไปพบปะสังสรรค์ ยังมีบริการพาไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นอีกทางเลือกให้กับลูกหลาน ในวันที่การรับวัคซีนยังระบุความแน่นอนเพื่อไปลางานไม่ได้ ที่สำคัญ Go MAMMA เน้นความปลอดภัยสูงสุด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำในการเดินทางอย่างเคร่งครัด 

“เรามีทั้งหมดสี่มาตรการ คือ ฉีดพ่นทำความสะอาดทุกวัน ทำความสะอาดพื้นผิวภายในรถหลังจากที่ผู้โดยสารลงไปแล้ว ใส่แมสก์ตามปกติ และใช้เจลแอลกอฮอล์ โควิด-19 รอบแรกเราติดแผ่นกั้นแบบใสไปแล้ว แต่ไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากว่าเชื้อเปลี่ยน เราก็เลยต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ไปด้วย”

เป้และบริษัทได้เฟ้นหาวัสดุที่จะดูและทั้งพนักงานขับรถและลูกค้า ด้วยการติดแผ่นกั้นมาตรฐาน SCG ระหว่างคนขับและผู้โดยสาร พร้อมทั้งจัดหาวัคซีนที่ดีให้กับพนักงานทุกคน เพราะนอกจากการดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัย คนขับและพนักงานทุกคนก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด เนื่องจากพวกเขาคือคนที่ต้องดูแลคนอื่นให้ไกลจากโรคและปลอดภัยจากความเสี่ยง

“อุปกรณ์เบื้องต้นในการป้องกันโควิด-19 เรามีให้หมด บอกวิธีการป้องกันตัวของเขาด้วย มีการจองฉีดวัคซีนให้ พนักงานขับรถก็ทยอยฉีดกันอยู่ แต่คนขับไม่ต้องจองเอง เราจองให้”

โตช้าแต่มั่นคง และโตไปด้วยกันทั้งระบบ

Go MAMMA เปิดให้บริการในช่วงที่เริ่มมีสถานการณ์โรคระบาด และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกต่อแบบปากต่อปากของลูกค้า หากเทียบกับธุรกิจในแวดวงเดียวกัน ถือเป็นการก้าวเดินด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก แต่ทุกก้าวล้วนเป็นก้าวที่มั่นคง 

“ในแต่ละสเต็ปที่เราก้าว บริการที่เราให้ถ้าเกิดความผิดพลาด ต้องไม่มีคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เราทำ เราก้าวแต่ละก้าวแบบเอาช้าแต่ชัวร์ ในช่วงสองปีแรกค่อนข้างช้า เพราะกว่าเราจะคิดคอนเซปต์ กว่าจะบอกว่าเราเป็นบริษัทเพื่อการเดินทางนะ แต่ไม่ใช่แค่ปลอดภัยเฉยๆ บางทีลูกค้าต้องการทั้งความปลอดภัยและความสบายใจ เราต้องการไปถึงจุดนั้น เราถึงต้องพัฒนาการบริการ ต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์เรื่องความไว้ใจ เราทำงานมาเกือบปีกับแค่เรื่องนี้ แล้วเวลาเราคิด เราคิดจากมุมของลูกค้าเสมอ มันเลยทำให้เราใช้เวลาค่อนข้างเยอะ” 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่านี่คือเรื่องราวของสตาร์ทอัพรถรับ-ส่งผู้สูงอายุ แต่สำหรับเป้ ธุรกิจนี้ไม่ใช่สตาร์ทอัพ แม้จะมีคอนเซปต์ตั้งต้นคือ Pain Point เหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือการค่อยๆ โตขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า และสิ่งที่นอกเหนือไปจากการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจแล้ว พนักงานทุกคนคือฟันเฟืองที่หมุนให้ธุรกิจดำเนินไปได้ Go MAMMA จึงดูแลพนักงาน เฉกเช่นเดียวกับที่พนักงานดูแลลูกค้า 

“เราไม่ได้แค่ดูแลและยกระดับชีวิตผู้สูงอายุ เราดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานแท็กซี่ด้วย ว่าเขาอยู่กับเรา เขาเสียสละดูแลผู้สูงอายุที่อาจจะเหนื่อยหน่อย แค่รับทั่วไป จอดรถเสร็จมีคนขึ้นไปเลยง่ายกว่า แต่นี่คือคนขับต้องลงจากรถมาให้บริการ ขึ้นรถเสร็จถึงที่หมายต้องลงจากรถมาให้บริการอีก มันใช้พลังงานเยอะกว่า เราจึงดูแลพนักงานขับรถด้วย ว่ารายได้ที่เขาได้ต้องเพียงพอ ช่วงนี้คนขับรับงานเราสองถึงสามเคสก็กลับบ้านได้เลย เพราะพอกับค่าเช่าที่เขาต้องจ่ายรายวัน” 

ขอเป็นธุรกิจที่อยู่ดูแลตามช่วงชีวิตของลูกค้า

“Go MAMMA ไม่ได้ออกแบบธุรกิจมาแค่ปีถึงสองปี เราอยู่ไปตามวัฏจักรของลูกค้า เวลานี้เขาอายุห้าสิบห้า อีกห้าปีข้างหน้าเขาจะหกสิบ เราเองถึงจุดนั้นก็อยากเป็นบริการที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดเรื่องบริการผู้สูงอายุ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่ในแง่ของการดูแลและความเข้าใจผู้สูงอายุ”

เป้กล่าวกับเราด้วยแววตาที่มุ่งมั่น 

สิ่งที่เธออยากทำ ไม่ใช่แค่การช่วยให้ผู้สูงอายุได้ออกไปใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การออกไปหาหมอ  แต่เป็นการสนับสนุนให้เขามีไลฟ์สไตล์ที่เขาอยากได้จริงๆ การได้ออกไปทำสิ่งที่ชอบ ใช้เวลากับกลุ่มเพื่อน ทานข้าว ร้องคาราโอเกะ 

“ออกไปแค่สามชั่วโมง อาจทำให้เขากลับมาอยู่ได้เป็นเดือนๆ พอเขาจิตใจกระชุ่มกระชวย สภาพร่างกายเขาดี ลูกหลานก็สบายใจ แม่ไม่หงุดหงิด ลูกหลานไม่หงุดหงิด สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็ดีขึ้น มันคือห่วงโซ่ที่เรามอง เราอยากเห็นภาพรวมดีขึ้น แปลว่าเราตอบโจทย์ครอบครัวทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของเราคือ Family Support Center และ Go MAMMA เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของภาพทั้งหมด”

Lessons Learned

  • ทำธุรกิจบริการด้วยใจ มองธุรกิจในมุมผู้ใช้ ทำความเข้าใจปัญหาที่ผู้ใช้งานพบเจอ ทำให้พัฒนาได้ตรงจุด เกิดเป็นประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้บริการในที่สุด
  • เลือกคนที่มีทัศนคติเหมือนๆ กัน มีเป้าหมายคล้ายๆ กัน อาจไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่จะเป็นคนที่จะส่งต่อความตั้งใจขององค์กรไปสู่ลูกค้าได้ดีที่สุด
  • มองว่าทุกคนในทีมคือฟันเฟืองของธุรกิจ สร้างทีมที่ดี ดูแลทีมเหมือนที่อยากดูแลลูกค้า เพราะเขาคือคนที่จะดูแลลูกค้าต่อไป
  • หาจุดขายของตัวเองให้เจอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สินค้าหรือบริการที่ทำให้ธุรกิจแตกต่าง แต่เป็นทัศนคติ ความตั้งใจ และความเอาใจใส่ ที่ทำให้เกิดเป็นสินค้าและบริการนั้นก็ได้เช่นกัน

Writer

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load