สิป อินติเมท (SYP Intimates) หรือเรียกสั้นๆ ว่า สิป (SYP)

ดีทั้งในความหมายของสิบเต็มสิบ และ Simple Yet Perfect

สิป เป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือของไทยที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำด้านใน

จากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของ เดีย – พัทธนันท์ วรกิตติกุล และ ฌอน – สิปปภาส ติระรัตนกุล คู่รักนักโฆษณาเจ้าของแบรนด์ ผู้สะสมชุดชั้นในลูกไม้จากการเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างๆ ก่อนตัดสินใจเรียนตัดเย็บและออกแบบชุดชั้นในอย่างจริงจังที่มหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบที่ดีอันดับต้นๆ ของโลก แม้จะไม่เคยจับดินสอร่างภาพมาก่อน

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะลุกขึ้นมาทำชุดชั้นในก็ทำได้เลย ลำพังแค่ความรักความชอบที่มีต่อชุดชั้นในนั้นไม่พอ คุณต้องมีเลือดนักสู้ด้วย เพราะมีด่านทดสอบที่รอปราบเซียนอยู่มากมาย จนไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเรามีจำนวนแบรนด์ชุดชั้นในทางเลือกสวนทางกับความหลากหลายของผู้หญิงนัก

ตลอดการสนทนา นอกจากโจทย์ของการทำชุดชั้นในของสิปจะสนุกแล้ว เราชอบเส้นทางการเข้าไปในโลกชุดชั้นในลูกไม้ที่รักซึ่งสนุกจนอยากเข้าไปนั่งเรียนด้วย รวมถึงอยากอาสาเป็นนางแบบลองใส่จริงทันทีเดี๋ยวนั้น

นึกโกรธตัวเองที่เกือบเอาอคติหรือความเชื่อที่คนเข้าใจตามกันว่าผ้าลูกไม้ใส่แล้วคันไม่สบายตัว และไม่เหมาะกับเมืองร้อน มาตัดสินก่อนจะได้ทำความรู้จัก สิป อินติเมท

แม้จะรู้สึกเขินเล็กกับลายบางๆ ของลูกไม้ไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าใส่แล้วกลายเป็นคนที่สวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใครอดใจรอไม่ไหว เราอนุญาตให้หนีไปลองเสื้อชั้นในก่อนกลับมาอ่านต่อได้นะ

โจทย์ของชุดชั้นในทางเลือก เริ่มจากความสงสัยในชุดชั้นในที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก

มากกว่า 80 % ของผู้หญิงใส่ชุดชั้นในผิดไซส์

“เคยมีลูกค้าเข้ามาบอกว่าเขาอยากลองใส่ชุดชั้นในของเราแต่เขาใส่คัพเอฟ ซึ่งเราดูรูปจากภาพโปรไฟล์แล้วยังไงก็ไม่น่าถึงคัพเอฟ จึงติดต่อเขาไปให้เขาช่วยวัดใหม่พร้อมส่งชุดชั้นในไปให้ลอง หลังจากค้นพบไซส์ที่แท้จริง เขาก็กลายเป็นแฟนคลับประจำที่มีชุดชั้นในของเราครบทุกรุ่น ทุกสี” เดียเล่าอย่างภูมิใจ

ผลของการใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ หากเล็กเกินไปจนเนื้อปลิ้นที่ใต้รักแร้ ในระยะยาวจะทำให้เนื้อไปกองรวมกันตรงนั้นตามความเคยชินของร่างกายที่ถูกชุดชั้นในรัดเอาไว้ หรือพื้นที่ที่ควรกระชับหน้าอกไม่พอดี ช่องว่างที่เกิดจะทำให้เนื้อหน้าอกย้ายที่หรือเปลี่ยนรูปไปจนกลายเป็นทรงที่ไม่สวยกระชับ

เดียชวนเราสังเกตเสื้อผ้าสมัยสาวๆ ของแม่ว่ามักจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่าคนรุ่นเรามากแค่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เสื้อผ้าเปลี่ยนไปตามขนาดร่างกาย สไตล์ และตัวตนของแบรนด์ แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ชุดชั้นในก็ไม่เคยเปลี่ยน

“ชุดชั้นในที่มีในท้องตลาดเป็นชุดชั้นในโครงเล็กมาอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะเน้นการบีบดันทรงซึ่งส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกายในอนาคต เนื่องจากตรงหน้าอกมีต่อมน้ำเหลืองและเส้นเลือดเล็กๆ มากมาย การใส่ชุดชั้นในทรงแคบๆ ติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมงจะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นอุดตันเกิดเป็นซีสต์และมีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้าย

“คนเรามีอ้วนขึ้นและผอมลง เราจึงควรปรับชุดชั้นในให้เข้าร่างกาย” เดียสรุป

ความตั้งใจแรกของเดียคืออยากทำให้ สิป อินติเมท เป็นชุดชั้นในทางเลือก โดยส่งมอบชุดชั้นในลูกไม้คุณภาพที่ดีในราคาเท่าที่ทุกคนเคยจ่าย

ต่อมาเธออยากทำแบรนด์นี้ให้สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศเพราะรู้ดีว่าคนไทยมีฝีมือมาก แต่การเข้ามาทำธุรกิจชุดชั้นในโดยอาศัยความรักความหลงใหลชุดชั้นในเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

การรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชุดชั้นในแต่ละชาติ เพื่อทำแบรนด์ชุดชั้นในแห่งชาติ

ความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของเดียเกิดขึ้นจากความชอบ หลังได้ลองใส่แล้วรู้สึกสวยขึ้นมาในทันที แล้วยังใส่สบายอย่างที่ไม่เคยพบในแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ของไทย ความสงสัยทำให้เธอเริ่มเสาะหาและสะสมชุดชั้นในจากการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เธอรู้จักเนื้อผ้าลูกไม้และแพตเทิร์นที่สวยแปลกตาแต่ดีมากมาย

ชุดชั้นในของผู้หญิงแต่ละพื้นที่สะท้อนทัศนคติและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน

ในยุโรป มีแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของตลาดชุดชั้นในทั้งหมด เป็นผลมาจากการเติบโตท่ามกลางศิลปะ ทำให้พวกเธอละเอียดอ่อนกับการเลือกข้าวของเครื่องใช้มาก แม้ชุดชั้นในจะมีวิวัฒนาการมากมาย จากผ้าไม่ยืดกลายมาเป็นผ้ายืด มีโครงและฟองน้ำเพิ่มระดับความมั่นใจ ผู้หญิงยุโรปก็ไม่นิยมบราที่มีฟองน้ำอยู่ดี เพราะเธอไม่ชอบสิ่งที่ดูเกินจริงไปจากธรรมชาติ

ต่างจากฝั่งอเมริกาที่มีชุดชั้นในหลากหลาย โดยเฉพาะแบบเสริมทรง ดันทรง ซึ่งตรงกับค่านิยมในสังคมที่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก และการเรียกร้องความสนใจหรือทำให้สะดุดตา

ขณะที่ตลาดชุดชั้นในญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่การเสริมฟองน้ำ ทำให้ผู้หญิงคัพเอกลายเป็นผู้หญิงคัพอีได้ง่ายๆ และแม้ภายนอกจะแต่งการสไตล์มินิมอลแค่ไหน ชุดชั้นในของพวกเธอจะมีรายละเอียดของริบบิ้น โบ ดอกไม้ และผีเสื้อปัก โดยเฉพาะลูกไม้ต้องมีอย่างน้อย 3 สี แสดงถึงบุคลิกคนญี่ปุ่นที่ขี้เกรงใจและเก็บความรู้สึกเก่ง สำหรับตลาดจีนและฮ่องกงซึ่งใหญ่มากในเอเชียก็มีชุดชั้นในให้เลือกมากมายหลากหลายตามฐานะและความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกัน

ชาติที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ภายใต้ชุดที่ใส่ตามความเชื่อในศาสนามีความหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้าซ่อนอยู่ แบรนด์ชุดชั้นในราคาแพงๆ ที่เคยเห็นคนซื้อราคาสูงถึง 30,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับชุดชั้นในลูกไม้ของไทยที่มีอยู่ในตลาด มักเป็นลูกไม้คุณภาพไม่ดีมากนัก ทำให้เกิดอาการแพ้และคัน จนสร้างความเข้าใจผิดว่าชุดชั้นในลูกไม้ใส่แล้วไม่สบายตัว

ลูกไม้ที่ดีคือ ลูกไม้ที่มีความยืดหยุ่น 12 – 20 เปอร์เซ็นต์ และความยืดหยุ่นนี้เองที่ทำให้รู้สึกใส่สบาย นุ่มและไม่คัน

ถ้าคิดจะทำแบรนด์ชุดชั้นใน ก็ต้องรู้ทุกเรื่องของการออกแบบและตัดเย็บชุดชั้นใน

กว่าจะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือ มีด่านทดสอบเดียมากมาย เริ่มตั้งแต่หาโรงเรียนสอนแพตเทิร์นชุดชั้นใน เนื่องจากเป็นชุดที่สัมผัสกับร่างกายโดยตรง วิธีการตัดเย็บจึงมีรายละเอียดที่มากกว่าเครื่องแต่งกายประเภทอื่นหลายเท่า

“ชุดชั้นในลูกไม้ 1 ชิ้นประกอบด้วยชิ้นส่วนอย่างน้อย 12 ชิ้น แต่ละส่วนมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ส่วนนี้ต้องยืดได้ขณะที่ส่วนนั้นต้องไม่ยืด” เดียเล่าด้วยตาที่เป็นประกาย ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจไปแล้วตั้งแต่รู้จำนวนชิ้นส่วน

เพราะเป็นวิชาที่ไม่มีใครเปิดสอนอย่างจริงจังแล้วในปัจจุบัน กว่าจะเจอคุณครูที่ยอมสอน เดียต้องผ่านการเรียนแพตเทิร์นเสื้อเชิ้ตทั่วไป 101 ก่อนเป็นเวลา 6 เดือน นั่นทำให้เธอเข้าใจองค์ประกอบและรายละเอียดของชุดชั้นในเร็วขึ้น

ก่อนจะกลับไปเป็นนักเรียนออกแบบเต็มเวลาของหลักสูตรการออกแบบชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำหรือ Lingerie Design ที่ University of the Art London (London College of Fashion) ประเทศอังกฤษ

“ช่วงเวลาที่เรียน เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีความสุขมากเหมือนได้เปิดโลกใหม่” เดียรีบตอบเมื่อเราถามถึงความรู้สึกของเธอ

เดียและเพื่อนนักเรียนทั้งห้าจากต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างประสบการณ์ ต่างเหตุผล ทุ่มเทพลังเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือวิธีคิดและออกแบบชุดชั้นในหรือชุดว่ายน้ำที่ลงมือทำเองทุกกระบวนการ

แบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่

บทเรียนแรกสุดคือ การหาแรงบันดาลใจและแปลงแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นงานออกแบบ

“การบ้านที่ต้องทำทุกวันคือลองชุดชั้นในหลังเลิกเรียนอย่างน้อย 6 แบบไม่ซ้ำกัน เพื่อเล่าสู่กันฟังหน้าชั้นเรียนในเช้าวันถัดมา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน้าอกผู้หญิงมีเป็นร้อยแบบ ไม่มีใครหน้าอกเท่ากัน ยกเว้นคนทำศัลยกรรม เราจำเป็นต้องหาให้เจอว่าใส่แบบนี้แล้วสวยเพราะอะไร ไม่สวยเพราะอะไร เพื่อให้คำแนะนำถูกต้องแก่ลูกค้า และแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่ไม่ใช่แค่สวยดีน่าใช้” เดียเล่าบรรยากาศการเรียนการสอนที่เราอยากให้มีจริงๆ ในประเทศไทย

ก่อนจะขอให้เดียยกตัวอย่างแบรนด์ที่ชอบมากๆ ถึงขั้นยกให้เป็นครูชุดชั้นใน

แบรนด์แรกคือ La Perla เป็นแบรนด์อิตาลี เป็น Luxury brand แพทเทิร์นและการตัดเย็บสวยมาก เป็น Handmade ผลิตที่อิตาลี ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นงานที่ทำด้วยมือทั้งหมด จากรายละเอียดการเข้ามุมเล็กๆ น้อยๆ ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี Intimissimi แบรนด์อิตาลีที่พัฒนาแพตเทิร์นอยู่ตลอดเวลา และแบรนด์สุดท้ายคือ Else เป็นแบรนด์จากตุรกี ลายลูกไม้และการตัดต่อชิ้นส่วนของลูกไม้สวยมาก

เรียนรู้ที่จะไม่หมกหมุ่นอยู่แต่กับแบรนด์ของตัวเอง จนคนอื่นแตะต้องไม่ได้

วิชาหาแรงบันดาลใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับวิชาสังเคราะห์หาสไตล์ ซึ่งใช้เวลา 2 สัปดาห์ โดยที่ครูยังไม่ยอมให้จับผ้าลูกไม้สักชิ้นถ้ายังหาสไตล์ของตัวเองไม่เจอ ไม่เพียงเพื่อให้ได้คอนเซปต์ที่กำหนดแบรนด์ แต่ยังเป็นการกำหนดแกนหลักของงานออกแบบในแต่ละคอลเลกชันที่จะเกิดขึ้นตามมา

“ในห้องเรียน ครูจะให้เราออกแบบ 1 แบบ แล้ววาดซ้ำเป็น 6 รูป เพื่อแจกให้เพื่อนร่วมชั้นเติมสิ่งที่คิดว่าสวยลงไป จากนั้นให้เราเลือก 1 แบบที่เพื่อนเติมเต็มแบบของเราได้สมบูรณ์ที่สุด ทุกคนจะได้ร่วมกันทำสิ่งนี้ เป็นการเรียนการสอนที่เปลี่ยนทัศนคติเราไปเลย เพราะโดยปกติของคนทำแบรนด์จะหมกมุ่นอยู่กับแบรนด์และตัวเอง ไม่ยอมให้แตะต้องหรือแนะนำอะไรได้ วิธีการแบบนี้สอนให้เราเปิดรับ เพราะการที่เราชอบแบบแบบหนึ่งไม่ได้แปลว่าผู้บริโภคจะชอบเหมือนกันกับเรา” เดียเล่าก่อนเสริมว่า เธอและเพื่อนร่วมชั้นต้องฝึกทำสิ่งนี้ในทุกวัน

แรงบันดาลใจจากดอกไม้ในสวนสาธารณะที่เดินผ่านทุกวันระหว่างไปเรียนช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เธอคิดถึงดอกไม้ของเอเชียซึ่งมักจะเป็นดอกไม้เล็กๆ น่ารัก กลายมาเป็นคอนเซปต์ ‘ดอกไม้ของเอเชีย’ ที่เดียนำเสนอในชั้นและพัฒนาต่อ

จากนั้นลงมือเขียนแพตเทิร์นโดยคำนวนและปรับสัดส่วนผ่านหุ่นโดยละเอียด ไม่อาจคลาดเคลื่อนเกิน 0.5 เซนติเมตร แพตเทิร์นชุดชั้นในชิ้นแรกของเดียคือกางเกงในเอวสูงซึ่งสวยและใช้ได้จริง ไม่ดูโบราณ ปรับไม่ให้รัดต้นขามากเกิน

“ตอนที่เสร็จสมบูรณ์ครูบอกว่าจะรอคอยการผลิตจริง เพราะสิ่งนี้จะเป็นที่นิยมในอีก 2 ปีข้างหน้าและก็เป็นตามที่ครูพูดจริงๆ” เดียยิ้ม

บทเรียนต่อมา คือการทำความรู้จักและเลือกสรรวัตถุดิบ  

ซึ่งก่อนหน้านี้ เดียใช้เวลาอยู่ 2 ปีในการตามหาโรงงานที่ผลิตลูกไม้แต่ไม่เคยหาเจอ จนกระทั่งมาเรียนที่นี่ซึ่งรวบรวมตัวอย่างผ้า รายชื่อและช่องทางการติดต่อแบรนด์และโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำจากทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ ผ้าลูกไม้เนื้อที่เดียชอบส่วนใหญ่ผลิตโดยโรงงานในประเทศไทย ซึ่งผลิตลูกไม้ส่งออกให้แบรนด์ในยุโรปมายาวนาน

“หลังจากเลือกผ้าลูกไม้ที่ชอบได้แล้ว ครูจะให้หัดวาดลายนั้นแบบละเอียด วาดจนเหมือนลอกลาย เส้นเล็กเส้นน้อยต้องวาดให้หมด เพราะมีผลต่อคนเย็บต่อลายชุดชั้นใน” เดียเล่าไปจนถึงเรียนวิธีนำเสนอไอเดียและแบบ วิธีขายของ ช่างเป็นหลักสูตรออกแบบที่น่าเรียนที่สุดในโลก

ด่านปราบเซียนของการทำแบรนด์ คือ โรงงานและผู้ผลิตวัตถุดิบ

หลังจากผ่านด่านการออกแบบชุดชั้นในจนเริ่มเข้าที่ ก็มาถึงด่านปราบเซียนของการผลิต

การหาวัตถุดิบและโรงงานเย็บชุดชั้นในในช่วงที่โรงงานผลิตชุดชั้นในภายในประเทศปิดตัวลง เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ ย้ายฐานการผลิตแบบนี้ ไม่ใช่งานเล็กๆ เลย ซึ่งกว่าเดียจะเจอโรงงานที่ยอมผลิตในหลักพันตัว โดยแลกกับการหาและสั่งซื้อวัตถุดิบเองทั้งหมด ก็ทำให้เรานับถือเธอในใจ

“ในการผลิตเสื้อผ้าทั่วไปจะใช้แค่ผ้า กระดุม ด้าย เท่านั้นจบ แต่สำหรับชุดชั้นในนั้นมีตะขอ ห่วง ยางอย่างน้อย 4 ชนิด โครง ลูกไม้ ผ้าดาม พลาสติกที่อยู่ข้างผ้า ป้ายเหล็ก โบเล็ก ที่สนุกคือ ไม่มีที่ไหนขายของเหล่านี้ด้วยกันเลย เราต้องติดต่อเองใหม่ทั้งหมด และเป็นการติดต่อตรงกับโรงงานซึ่งกำหนดการซื้อขั้นต่ำ” เป็นเวลากว่า 7 เดือนที่เดียรวบรวมวัตถุดิบเหล่านี้อย่างครบถ้วน

ไปจนถึงการหาโรงงานผลิตโครงพิเศษ ซึ่งเธอออกแบบให้กว้างขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับสรีระของคนในปัจจุบันจะทำให้รู้สึกใส่สบายขึ้น เพื่อลดการระคายเคือง รอยกดทับด้านข้างและทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือเป็นรอยแดง ซึ่งโครงที่สั่งทำพิเศษส่งผลต่อการออกแบบแพตเทิร์นของชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

แนวคิดที่หยิบผ้าไหมไทยมาใช้แทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

นอกจากวิชาความรู้ โรงเรียนสอนออกแบบยังแนะนำให้รู้จักสุดยอดงานประจำปี ที่ๆ เป็นเหมือนดิสนีย์แลนด์แห่งวงการชุดชั้นใน

Interfilière คืองานมหกรรมที่รวมทุกเรื่องของวงการชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำ จัดขึ้นที่ปารีส มิลาน นิวยอร์ก ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ยิ่งใหญ่มาก เป็นงานงานเดียวที่กำหนดเทรนด์ชุดชั้นในในโลก ไม่เพียงรวมแบรนด์จากทั่วโลกแล้ว ในงานยังเต็มไปด้วยนางแบบชุดชั้นในเดินไปมาทั่วงาน

“ที่น่าสนใจคือเทรนด์ชุดชั้นในเมื่อก่อนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนเสื้อผ้าทั่วไป แต่ 4 – 5 ปีหลังนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ทั้งมีการพัฒนาวัตถุดิบและวัสดุใหม่ๆ ขณะที่หลายๆ ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับผ้าธรรมชาติและวัสดุรีไซเคิล ทำให้เรารู้สึกอยากหาวัสดุที่มีเอกลักษณ์ และเพิ่มตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้น เราก็กลับมามองว่าเราน่าจะมีอะไรซักอย่างที่บอกความเป็นไทย” เดียเล่าย้อนถึงที่มาของแนวคิดที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

เพราะคนไทยยังไม่ชินกับการใส่บราลูกไม้โดยที่ไม่มีอะไรปิด เดียจึงนำไอเดียผ้าไหมไทยมาต่อยอดแทนฟองน้ำ เดียเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอพยายามพัฒนาให้ผ้าไหมยืดได้ แต่ด้วยโครงสร้างของเส้นใยธรรมชาติที่จะขาดเมื่อยืด จนได้รู้จักกับโรงงานที่ผลิตผ้าไหมส่งออกให้ญี่ปุ่น

“เวลาพูดคำว่าผ้าไหม คนจะติดภาพชุดไปงานแข็งๆ แต่ในความจริงแล้ว มีผ้าไหมที่นิ่มและเรียบเนียนมากๆ อยู่จริง แต่มีผลิตอยู่เพียง 2 โรงงานเท่านั้น” เดียยิ้ม

หลังจากวางจำหน่ายชุดชั้นในลูกไม้ผ้าไหมรุ่นแรกก็ทำให้แฟนๆ เรียกร้องหารุ่นสอง ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มาพร้อมโครงที่ออกแบบพิเศษ

“เราแอบมีความฝันเล็กๆ อยากให้เคท มิดเดิลตัน ได้ใส่ชุดชั้นในลูกไม้ที่ทำจากผ้าไหมไทยของเรา เพราะเรารู้สึกว่าลูกไม้ของไทยเราดีมากๆ เลยนะ ฝีมือเราสู้งานของประเทศอื่นๆ สบายเลย” เดียเล่าความฝันด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่ผู้ชายไม่เคยบอกผู้หญิงอย่างเรา

“ในมุมของผู้ชาย เราชอบชุดชั้นในลูกไม้เพราะสวยเข้ากันดีกับสรีระที่เป็นธรรมชาติ” ฌอน ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ที่เป็นทั้งพาร์ตเนอร์และคู่ชีวิต เล่าเสริมเรื่องที่ผู้ชายไม่เคยบอกเรา

เป็นธรรมชาติของผู้ชายที่ชอบดูของสวยงาม แต่เพราะเขารู้ว่าเรื่องนี้ช่างละเอียดอ่อน การเอ่ยปากชมหรือแนะนำเรื่องชุดชั้นที่สวยกับผู้หญิงอาจจะสร้างเรื่องกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็น

“ไม่ต่างจากเครื่องสำอาง วันไหนที่คุณแต่งหน้าสวยเราก็ชื่นชม ในบางวันที่แต่งหน้าน้อยหรือหน้าสดเราก็จะไม่ร้องทักให้เสียบรรยากาศ” ฌอนยืนยันอีกครั้งว่าผู้ชายสนใจมองแต่เลือกที่จะไม่พูด

เป้าหมายของสิปคือการเป็นชุดชั้นในลูกไม้ที่สวยช่วยเสริมความมั่นใจที่อยู่ลึกข้างในของผู้หญิง

“ลองหมุนตัวสัก 1 – 2 รอบหน้ากระจก เพื่อชื่นชมสร้างมวลบวกที่ตัวเองรู้สึกดีกับตัวเองก่อนออกจากบ้านไปเริ่มต้นวันดีๆ” เดียเล่า

“ใช่ ผู้หญิงที่มั่นใจจากด้านใน ช่วยส่งพลังบวกถึงคนรอบข้างได้จริงๆ นะ พอมั่นใจจากข้างในทุกอย่างก็จะดูดีขึ้น แค่ใส่ชุดชั้นในสวยๆ ก็ทำให้มั่นใจจากข้างในง่ายๆ ได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องรอใส่ในวันพิเศษเท่านั้น” ฌอนเสริม

นอกจากเรื่องความสวยมั่นใจในตัวเอง ความน่ารักของแบรนด์ที่เรามองว่าเป็นจุดแข็ง คือการที่ชุดชั้นในของสิปมีส่วนช่วยให้สถาบันครอบครัวกลับมาสดใสแข็งแรง

“มีพี่ที่ออฟฟิศเก่าท่านหนึ่งเขาไม่เคยลงรูปสามีในโซเชียลฯ มาก่อนเลยนะ จนเมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์นับจากวันที่อุดหนุนชุดชั้นในไป ก็ลงรูปไปเที่ยวหัวหินกับสามี พร้อมกับบอกว่าสามีชมว่าสวย” เดียเล่าผลตอบรับที่เราฟังแล้วยิ้มตาม

แม้จะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้น้องใหม่ แต่สิป อินติเมท ตั้งใจจะออกแบบใหม่ๆ ทุก 2 เดือน เพราะลูกค้าเริ่มถามหาแบบใหม่ๆ หลังจากที่เพิ่งซื้อไปไม่นาน และลูกค้าส่วนใหญ่ของแบรนด์เป็นลูกค้าประจำที่ซื้อทุกแบบทุกสีที่มี

นอกจากช่องทางจำหน่ายในออนไลน์แล้ว ยังตามไปลองและสัมผัสผ้าลูกไม้คุณภาพดีก่อนตัดสินใจได้ที่ร้าน The Wonder Room สยามเซ็นเตอร์ และที่ร้าน Pomelo ทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“Everyday is special with beautiful lingerie.” เพราะชุดชั้นในสวยๆ ทำให้ทุกวันเป็นวันพิเศษ – สิป อินติเมท

SYP INTIMATES
www.sypintimates.com
Instagram :   @sypintimates
Lesson Learnt

สิ่งที่เดียย้ำเสมอตลอดการสนทนาคือ ความรู้จริงในสิ่งที่ทำ ต้องไม่ใช่แค่อยาก แต่ต้องรอบคอบ รู้วิธีคำนวณต้นทุน รู้หลักการเบื้องต้นของการทำธุรกิจ ศึกษาสิ่งที่ควรรู้ในการทำธุรกิจนั้นๆ ให้ครบแล้วค่อยตัดสินใจ บางทีความชอบของเราอาจจะอยู่แค่ซื้อสะสมก็โอเค ไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจ

ขณะที่ฌอนเสริมว่า ในการทำธุรกิจเราจำเป็นต้องรู้และเตือนตัวเองเสมอว่า จุดประสงค์ในวันที่เริ่มต้นทำสิ่งนี้คืออะไร กลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ และเพื่ออะไร

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

สำหรับ ‘โรงเรียนปิติศึกษา’ (Pitisuksa School Chiang Rai Montessori) Montessori แห่งแรกของจังหวัดเชียงราย ‘ต้นไม้ สายลม แสงแดด ดิน หญ้า’ ไม่ใช่ของตกแต่งที่ทำให้สถานศึกษาดูดี แต่ทั้งหมดคือสื่อการเรียนการสอนและเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการชิ้นสำคัญจากธรรมชาติ เพื่อการเติบโตตามธรรมชาติของเด็ก

ว่าแต่การศึกษา Montessori (มอนเตสซอรี่) ที่เราพูดถึงคืออะไร

Montessori คือหลักสูตรอายุกว่า 120 ปี มีต้นกำเนิดจากแพทย์หญิงชาวอิตาลี มาเรีย มอนเตสซอรี่ (Maria Montessori) โดยเน้นให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ เติบโตตามธรรมชาติและความต้องการของตนเองอย่างมีความสุข ซึ่งในหลายประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่การศึกษาทางเลือก แต่คือรูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้ทั่วไป

แล้ว Montessori ที่เน้นการเล่นมากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ได้ผลจริงหรือ

การพัฒนาการศึกษาที่เป็น ‘ทางเลือก’ ในสังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง

เหล่าผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โรงเรียนเติบโตได้อย่างไร

The Cloud ขอเดินตาม ณัฐฬส วังวิญญู, นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ กรรมการ และ ครูอ้อย-ปิยะนุช ชัชวรัตน์ ผู้อำนวยการ ไปหาคำตอบทั้งหมดใต้เงาไม้ ในอาคารที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางเสียงภาษาอังกฤษดังเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ที่เป็นเครื่องบ่งบอกว่าพวกเขากำลังมีความสุขแค่ไหน

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

2542

Welcome to Pitisuksa School

25 ปีก่อน เชียงรายเป็นจังหวัดที่โรคเอดส์และวัณโรคระบาดหนัก นักวิจัยจากต่างประเทศ ทั้ง CDC สหรัฐอเมริกา RIT ของญี่ปุ่น และอังกฤษ เข้ามาทำวิจัยในพื้นที่พร้อมครอบครัว ทำให้ผู้ปกครองต้องการหาสถานศึกษาให้ลูก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีโรงเรียนนานาชาติ พวกเขาจึงรวมตัวกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิปิติศึกษา’ ขึ้นใน พ.ศ. 2542 มีนักเรียน 12 คน คละวัยกันทั้งหมด

ปรากฏว่าสิ่งที่ริเริ่มได้ผลตอบรับดี จากตำบลป่างิ้ว ทางตอนใต้ของเชียงราย พวกเขาจึงย้ายมายังพื้นที่ปัจจุบันใน พ.ศ. 2545 เปลี่ยนสวนลิ้นจี่ เงินบริจาคจากเจ้าของที่ดิน และการระดมทุนจากผู้ปกครองมาเป็นอาคารและปัจจัยในการพัฒนาลูกหลาน

เรามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบและคิดว่า บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะ พื้นที่วิ่งเล่นแยะ

แต่พวกเขาทั้งหมดหันมาบอกเราพร้อมกันว่า ยังไม่เพียงพอ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ช่วงนี้โรงเรียนกำลังเติบโต มีนักเรียน 240 คน ที่ดินเดิมกลับกลายเป็นคับแคบอีกครั้ง พวกเขาจึงวางแผนเพื่อไปยังสถานที่ที่กว้างพอให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดย Master Plan แห่งใหม่ออกแบบโดย อาจารย์จุลพร นันทพานิช ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ป่า’ เพราะเชื่อว่าธรรมชาติสำคัญต่อการเรียนรู้ มีสระน้ำเพื่อศึกษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเสมือนลำเหมืองในภาคเหนือ มีทุ่งนาสำหรับทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องป่า เวิร์กชอปงานฝีมือ และสร้างความสุนทรีให้ตัวเด็กเอง

ครูอ้อยเล่าว่า เธอตั้งใจลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกคนที่สองซึ่งเป็นออทิสติก สามีของเธอเป็นกรรมการโรงเรียนยุคก่อนจึงชวนมาทำงานที่นี่ พร้อมให้ลูกมาเรียน จากที่จบเศรษฐศาสตร์จึงเรียนครูเพิ่มในสาขา Montessori สำหรับเด็กพิเศษ และเรียนต่อทางการบริหารการศึกษาเพื่อมาเป็นผู้จัดการโรงเรียน

โครงสร้างดั้งเดิมเป็นรูปแบบมูลนิธิ แต่มีข้อจำกัดเยอะ เมื่อไม่แสวงหาผลกำไรจึงระดมทุนพัฒนาต่อได้ยาก ไม่เกิดการบริหารอย่างยั่งยืน เมื่อไม่ยั่งยืน ความเชื่อมั่นของผู้ปกครองจึงไม่เกิด โรงเรียนก็ขยับขยายไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีการเปลี่ยนวาระของผู้รับอนุญาต ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ ทางกรรมการจึงพิจารณาโครงสร้างใหม่ให้เลี้ยงต้นเองได้ เพื่อพาทุกคนเดินไปข้างหน้า

“คุณณัฐฬส ชวน นายแพทย์ธีระวัฒน์ ศรีนัครินทร มา เขาจึงบอกว่าเราต้องเปลี่ยนเป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บริษัทไตรสิกขา คุณณัฐฬสเป็นผู้รับใบอนุญาต 

“ครูอ้อยทำหน้าที่ School Director ควบ School Manager ถ้าโรงเรียนรัฐบาลจะไม่มีตำแหน่งหลัง เพราะไม่ต้องคิดวิธีหาเงิน แต่ในเอกชนต้องมี บริหารเงินอย่างไร พัฒนาบุคลากรอย่างไร เก็บค่าเทอมมาเท่าไหร่ต้องบริหารให้พอ ประเด็นคือต้องไม่ขาดทุน พอได้โครงแบบนี้เราก็ต้องทำให้ผู้ปกครองเห็นว่าเราเปลี่ยนแปลงและยังคงอยู่ คุณนุกก็เริ่มรีโนเวตสถานที่อีกทาง”

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

หลังจากนั้นปิติศึกษาก็ไม่เคยหยุดอยู่ที่เดิม แม้จะมีคำถามจากสังคมถึงความไม่เชื่อมั่นในรูปแบบการเรียนการสอน แต่ศักยภาพของเด็กที่จบไปกลับแสดงผลลัพธ์ของความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

“หลายคนถามว่าสถานศึกษาแบบนี้เหมาะสมกับสังคมเราอย่างไร ผมถามต่อว่า จริง ๆ แล้วสังคมต้องการสถานศึกษาแบบไหน ที่มีในปัจจุบันตอบโจทย์หรือเปล่า ตอนนี้เราทำในสิ่งที่เชื่อว่าการศึกษาควรจะเป็น เส้นทางการศึกษาที่แท้จริงไม่ได้มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ แต่คือการพัฒนาความเป็นมุนษย์ให้สมบูรณ์ในแบบของพวกเขาเอง” 

นุกทิ้งท้ายก่อนเริ่มอธิบายถึงสิ่งที่โรงเรียนตั้งใจมอบให้เด็ก เพื่อให้เด็กไปมอบกับสังคม

Montessori

โรงเรียนที่ไม่ควรเป็นทางเลือก

“เรานิยามตัวเองว่าเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทุกคนเรียนรู้ด้วยกันทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง โดยให้ความอิสระ (Independent) เป็นเรื่องใหญ่ สังคมบอกว่าคุณฉลาด คุณเก่ง จริง ๆ ไม่ใช่ เรามีคุณค่าในตัวเอง

“สังคมบางส่วนยังคงความเชื่อเรื่องการท่องจำและวัดผลด้วยการสอบไม่ต่างจากโรงงานผลิตคน แต่ Montessori เชื่อว่าศักภาพของมนุษย์ไปได้ไกลและหลากหลายกว่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องถนัดสิ่งเดียวกัน”

ณัฐฬสยืนยันว่า เด็กต้องมีอิสระทั้งร่างกายและจิตใจถึงจะนำไปสู่การพัฒนาที่ดี พวกเขาคือผู้สร้างความหมายและคุณค่าของตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีความคิดนี้ การสร้างทัศนคติดังกล่าวตั้งแต่เด็กจึงเป็นรากฐานสำคัญ

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ให้เด็กเรียนตามธรรมชาติอย่างมีความสุข

ปิติศึกษาใช้หลักสูตรบูรณาการไทย-มอนเตสซอรี่ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยจัดตามโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งหลักสูตรเป็น 5 ระดับ ได้แก่ เตรียมอนุบาล (อายุ 2 – 3 ปี) อนุบาล (อายุ 3 – 6 ปี) ประถมต้น (อายุ 6 – 9 ปี) ประถมปลาย (อายุ 9 – 12 ปี) และมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12 – 15 ปี) 

ทั้งหมดเป็นการแบ่งแบบคละ ไม่มีการแบ่งเกรด ไม่มีการตีตราว่าเด็กเก่งหรือไม่เก่ง แม้อายุจะต่างกันแต่ก็เป็นการเรียนรู้ตามช่วงวัย ให้น้องเรียนรู้จากพี่ และพี่พัฒนาความเป็นผู้นำจากน้อง โดย 1 ห้องมีนักเรียนไม่เกิน 25 คน พร้อมครูไทย 1 คน และครูต่างชาติ 1 คน

ปรัชญาการสื่อสารแบบ Montessori ไม่เน้นท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการทำงานกับสื่อ ซึ่งลักษณะคล้ายของเล่น มีการแบ่งพื้นที่ในห้องเรียนเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ทักษะชีวิต ประสาทสัมผัส ภาษา คณิตศาสตร์ และ Cultural Science เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พืช หรือสัตว์ โดยการจัดห้องเรียนเป็นอิสระของครูผู้ดูแล

“Help me to do it myself เด็กอนุบาลของเราช่วยเหลือตัวเองได้ 

“เด็กประถมศึกษาเรียน Cosmic Education แปลว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เรียนรู้จาก 5 เรื่อง คือ การกำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก การกำเนิดสิ่งมีชีวิต การกำเนิดตัวอักษร และตัวเลข จากนั้นจึงกระจายออกเป็นวิชาต่าง ๆ ซึ่งต้องเรียนผ่านการกระทำ ไม่ใช่กระดาน

“สำหรับเด็กโตต้องเตรียมเขาให้เป็นผู้ใหญ่ Help me to become an independent adult ไม่ได้เรียนแค่ 8 กลุ่มสาระ แต่มีเรื่อง Humanity ทักษะชีวิต การทำงาน การพัฒนาตนเอง มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กรู้จักแบ่งปันและดูแลคนอื่น เป็น Golbal Citizen ที่ดี ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น และเคารพสิ่งแวดล้อม” ผู้อำนวยการอธิบาย

เป้าหมายของการศึกษา คือการทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น

จุดหมายปลายทางของปิติศึกษาคือ สันติภาพ เริ่มจากเด็กที่จบไปแล้วปรับตัวได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมไหน ดูแลตนเองและผู้อื่นได้ เข้าใจและชื่นชมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมโลก 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Parenting Classroom

ห้องเรียนดูแลผู้ปกครอง

“ความท้าทายที่เจอคือการสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง เขาต้องเข้าใจในแบบเรา เพราะรูปแบบการเรียนค่อนข้างแตกต่างและละเอียดอ่อน ผู้ปกครองต่างชาติจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ง่ายกว่า” 

ครูอ้อยเล่าถึงเรื่องที่เคยเป็นประเด็นน่ากังวล แต่ในตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าต้องจัดการกับความไม่เข้าใจอย่างไร

“เรามี Parenting Classroom ให้ความรู้พ่อแม่ว่า ถ้าคุณเลือกส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษา คุณควรรู้อะไร เรายังต้องทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและต้องทำมากขึ้น เพราะพวกเขาต้องช่วยสนับสนุนการเรียนรู้แบบนี้ที่บ้าน ทั้งในแง่การสื่อสาร การจัดการสิ่งแวดล้อม และเวลา

“สมมติพ่อแม่ไม่เห็นคุณค่าของเวลา กลับบ้านไปลูกเปิดโทรทัศน์ดู ให้คนอื่นเลี้ยง อยู่โรงเรียนล้างจานเอง แต่กลับบ้านมีคนล้างให้ แม้เราจะสอน แต่ที่บ้านสปอยล์เหมือนเดิม สิ่งที่ท้าทายจึงเป็นการเอาพ่อแม่มาเรียนด้วย การทำโรงเรียนคือการทำการเรียนรู้ให้พ่อแม่ไปพร้อมกัน โตไปพร้อมกับเด็ก ไม่ใช่พ่อแม่อยู่ที่เดิมจะกลายเป็นอุปสรรค” ณัฐฬสอธิบาย

“ยิ่งถ้าเป็นเด็กเล็ก กล้ามเนื้อมัดเล็กกับมัดใหญ่เป็นตัวทำให้เซลล์สมองถูกประดิษฐ์ในช่วง 0 – 6 ปี ถ้าเกิดให้ดูแต่จอ เซลล์สมองจะหยุดพัฒนา แต่ถ้าเกิดเขาได้จับหรือปีนต้นไม้จะยิ่งผลิตเยอะ” นุกเสริมในฐานะคุณพ่อที่ส่งลูกมาเรียนที่ปิติศึกษาเช่นกัน

แผนของพวกเขาคือการจัดเวิร์กชอปผู้ปกครอง นั่งคุยและให้ผู้ใหญ่ซึบซับสิ่งเดียวกับที่ลูกจะได้

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“ผู้ปกครองสำคัญมาก เพราะเป็นเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เราต้องอยู่ได้ด้วยค่าเทอม จำนวนของเด็กจึงสำคัญ ค่าเทอมเราโปร่งใส เก็บเท่าไหร่ ขออนุญาตเขตเท่านั้น ไม่มีเพิ่มเติมยกเว้นไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดก็แจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น”

การบริหารความเชื่อมั่นคือสิ่งที่ห้ามละเลย ครูอ้อยรับหน้าที่พาทัวร์โรงเรียน ประเมินความพร้อมเด็ก และอธิบายให้ผู้ปกครองฟังทุกอย่าง ดังนั้นผู้ปกครองทุกคนจะต้องได้พบผู้อำนวยการ พร้อมข้อมูลที่ครบทุกรายละเอียด

We are your supporters

ส่งเสริมในทุกทาง

01 หลักสูตรสู่ความสุข

ความสุขเกิดได้ใน 3 มิติ อย่างแรกคือ ตัวตนของเด็ก พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้าได้กับทุกสภาพแวดล้อม มีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตัวเอง เป็นตัวเอง พึ่งตนเอง เป็นอิสระ เชื่อมั่น และดูแลคนอื่นได้

ด้านสังคม พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจ อยากช่วยเหลือสังคม เรียนรู้วิธีการบอกความต้องการของตนเองอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการสร้างและรักษาความสัมพันธ์

มิติด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าสิ่งที่ผ่านมาดูเป็นนามธรรม ทดสอบไม่ได้ด้วยกระดาษข้อสอบ นั่นก็เพราะทางโรงเรียนไม่เน้นการแข่งขัน ไม่มีการสอบ ไม่มีการบ้าน เด็กได้ความรู้ในสิ่งที่ต้องการ โดยมีครูเป็นผู้จัดหาความรู้ให้เพียงพอต่อการส่งเด็กไปรู้จักโลกกว้าง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

“แต่หากต้องการดูคะแนน เราเห็นคะแนน O-net ด้วยความที่เรียนเป็นอังกฤษ เรื่องภาษาดีมากอยู่แล้ว หากดูคะแนนเฉลี่ยทุกวิชาล้วนสูงกว่าระดับภาคและระดับชาติ คะแนนที่เกาะกลุ่มสะท้อนภาพรวมแต่ละวิชา วิธีการเรียนการสอนไม่ได้มีท่องจำ ไม่ได้มีสอบ แต่เราก็พัฒนาให้ผู้ปกครองเห็นเสมอ” ครูอ้อยอธิบาย

02 ครูเป็นตัวของตัวเอง

ปิติศึกษามองว่า ครูคือผู้อำนวยความสะดวกให้เด็ก ไม่ใช่ผู้สอน เพราะหากสอนนักเรียนในห้องที่มีอายุต่างกันย่อมมีเด็กที่เรียนไม่ทัน ครูจึงเป็นผู้ประเมินและดูแลเด็กตามที่ธรรมชาติของเขาต้องการ

ครูในโรงเรียนมาจากหลายประเทศ ทั้งเปรู รัสเซีย อังกฤษ อเมริกา ฟิลิปปินส์ อินเดีย ทุกคนได้รับอนุญาตให้เป็นตัวเอง ถือเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมที่หลากหลาย ภายในห้องมีทั้งครูไทยและครูต่างชาติ ทำงานกันเป็นทีม

หากเกิดปัญหาให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขและนึกถึงความสัมพันธ์เป็นหลัก ครูไม่ต้องทำงานเอกสารและเสนอกรรมการโรงเรียนได้ว่ามีสิ่งที่ไหนต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุง

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

03 อาหารดีและอิ่มท้อง

ปิติศึกษาจัดอาหารโดยคำนึงถึงโภชนาการเป็นหลัก อาหารกลางวัน 1 มื้อ เลือกวัตถุดิบที่ปลอดสารพิษมากที่สุด โดยติดต่อไปยังหมู่บ้านที่ปลูกโดยตรง ไม่ใส่ผงชูรสเด็ดขาด ส่วนอาหารว่าง 2 มื้อ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล

นักเรียนไม่ต้องมีเงินติดตัว เพราะไม่ขายขนม ไม่มีของหวาน แม้กระทั่งเด็กที่เอานมมาดื่มจะขอความร่วมมือผู้ปกครองงดนมรสหวาน นมรสช็อกโกแลต หรือนมเปรี้ยว ให้เด็กดื่มนมรสธรรมชาติ

04 ให้ทุกวันเป็นรันเวย์

วันจันทร์เป็นวันเดียวที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อสีขาว กระเปงสีส้มสำหรับผู้หญิง และกางเกงสีเดียวกันสำหรับผู้ชาย ที่เหลือแต่งอะไรมาเรียนก็ได้ที่เสริมความมั่นใจให้กับพวกเขา

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

05 อาคารที่สร้างจากความใส่ใจ

อาคารหลังใหม่ได้รับการออกแบบโดยนุก ซึ่งเป็นสถาปนิก อาคารหลังนี้ประหยัดพลังงานแบบ Passive คือลดการใช้งานมากกว่าการหาพลังงานสะอาดมาทดแทน หน้าต่างรับลมจากทิศทางที่เหมาะสม ไฟไม่จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา หลังคาเป็นแบบสองชั้นเพื่อให้มีการระบายอากาศ

ห้องเรียนปกติเปิดประตูออกไปเรียนด้านนอกได้ แต่เนื่องจากอาคารหลังนี้มี 2 ชั้น และห้องเรียนอยู่ชั้นบน ทำให้มีการเติมชั้นลอยให้เด็กเล่นเพื่อรู้สึกผ่อนคลาย

โซน Practical Life ช่วยจำลองการใช้ชีวิตจริง มีครัวให้เด็กเตรียมของว่างให้เพื่อน ๆ นอกจากนี้ห้องเรียนของ Montessori ยังออกแบบให้มี Wet Area หรือพื้นที่เปียก มีที่ให้เด็กซักล้าง และทำความสะอาด 

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

06 สิ่งแวดล้อมที่ดีในทุกแง่มุม

ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความสะอาด ความปลอดภัย และเอื้อต่อการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมภายนอกมีสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ให้เด็กสัมผัส สำรวจ และค้นหา 

ผู้ปกครองหลายคนสะท้อนมาว่า เข้ามาแล้วไม่รู้สึกกดดัน เพราะมีต้นไม้เยอะ ด้านหลังเป็นสวนให้เด็กเลี้ยงกระต่ายและปลากันเอง

07 กิจกรรมหลากหลาย

การลงมือทำคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ปิติศึกษามีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เสมอ พร้อมเปิดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งในและนอกห้องเรียน เช่น Farming ให้เด็กลองทำการเกษตร Product Exchange เรียนรู้การผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย Self-Expression การแสดงออกในลักษณะศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การพูดในที่สาธารณะ หรือการแสดงละคร

โรงเรียนปิติศึกษา Montessori แห่งแรกในเชียงรายที่ปูทางให้เด็กเติบโตตามธรรมชาติอย่างมีความสุข เพื่อเป็นพลเมืองโลก

Lessons Learned

  • แม้โรงเรียนจะต้องทำกำไรในฐานะธุรกิจ แต่อย่ามองเรื่องธุรกิจเป็นหลัก ให้มองเป็นเรื่องการบริหารการศึกษาและการพัฒนาคน เพื่อสร้างเด็กที่เคารพตนเองและผู้อื่น ให้นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่กว่าเดิม
  • อย่ายึดติดและอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเวลาที่ความเดิม ๆ ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนา
  • ทำโรงเรียน ต้องมองให้กว้าง ดูแลทั้งเด็ก ผู้ปกครอง ครู และสิ่งแวดล้อม เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันหมด
  • อย่าวัดผลความสำเร็จด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่ซับซ้อนเกินกว่าจะมีกฎเกณฑ์มาประเมินผล
  • จงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรักษาความเชื่อใจผ่านการกระทำอย่างสม่ำเสมอ แม้หลายครั้งคนอื่นจะมองว่าแปลกแยกก็ตาม
  • อย่าละทิ้งความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด แม้ธุรกิจจะเติบโตแล้ว

 

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load