28 พฤษภาคม 2562
28 K

Swatch เกิดขึ้นมาจากวิกฤตนาฬิกาครั้งใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์

จากประเทศที่มีสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งคือ นาฬิกา

ในวันที่โลกรู้จักนาฬิกาใส่ถ่าน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป การยึดติดอยู่กับชื่อเสียงของการเป็นชาติที่ผลิตนาฬิกาประกอบคุณภาพดีที่สุดในโลกทำให้ตลาดนาฬิกาสวิสน่าเป็นห่วง

ไม่เพียงกู้สถานการณ์ Swatch ยังฉีกทุกกรอบของนาฬิกา ตั้งแต่ทำไมนาฬิกาต้องเป็นเหล็ก หรือต้องใส่กับสูท ตัวเรือนที่ใช้ชิ้นส่วนน้อยทำให้นาฬิกาสวิสเป็นที่จับต้องได้ รวมทั้งผลิตเพียงพอกับความต้องการของตลาด

Swatch Head Quarter, Switzerland

Swatch ใช้เวลาเพียง 36 ปี เปลี่ยนจากนาฬิกาพลาสติกที่คนสวิสเคยไม่ยอมรับให้กลายเป็นแบรนด์หลักของ The Swatch Group บริษัทนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่ชิ้นส่วนกลไกนาฬิกา จนถึงมีแบรนด์ดังระดับโลกในเครือนับสิบแบรนด์

The Cloud ชวน จักรพันธ์ ญาณประสิทธิ์เวทย์ Brand Manager ของ Swatch ประเทศไทย ผู้ได้รับ Swatch เรือนแรกในชีวิตเป็นของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์ มานั่งคุยเรื่องเบื้องหลังความเจ๋งของ Swatch

ตั้งแต่นโยบายเปลี่ยนถ่านฟรีตลอดชีพ ซึ่งต้นทุนค่าเปลี่ยนถ่านนาฬิกาของสวิส 3 ครั้ง รวมกันแล้วยังแพงกว่านาฬิกาตอนซื้อมาเสียอีก ทั้งยังให้เราเลือกเปลี่ยนถ่านที่ร้าน Swatch สาขาใดก็ได้ในโลก

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Swatch อาจจะคิดว่านี่คือแบรนด์นาฬิกาพลาสติกสำหรับวัยรุ่น แต่หากลองเดินเข้าไปร้าน Swatch ตอนนี้ คุณจะเจอนาฬิกาอย่างน้อย 500 แบบที่ตอบโจทย์ทุกคน ในทุกวัน และทุกไลฟ์สไตล์ ยิ่งได้ฟังแผนการตลาดที่ใช้ศิลปะและกีฬาในการทำแบรนด์ ก็ไม่แปลกใจว่าทำไม Swatch ดังมากขนาดนี้

ถึงเวลามาฟังเรื่องราวการสร้างแบรนด์ของ Swatch แล้ว ระหว่างบรรทัดถ้าใครจะขอตัวไปเลือกรุ่น ลาย หน้าปัด ตัวเรือน และสายนาฬิกา ก่อนกลับมาอ่านต่อก็ถือว่าไม่ผิดกติกา

เริ่มจับเวลา!

Swatch X You คอลเลกชันที่คุณออกแบบนาฬิกาเรือนโปรดได้เองตามต้องการ

1 Swatch เกิดขึ้นมากอบกู้สถานการณ์นาฬิกาสวิส

ชื่อเสียงที่มีมายาวนานของนาฬิกาสวิสถึงดินแดนผลิตนาฬิกาทำมือที่ไร้ผู้ใดเทียมทัด ทำให้นาฬิกาแบรนด์เก่าแบรนด์แก่ต่างติดอยู่กับความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่เป็นชาติผู้ผลิตนาฬิกาประกอบมือมีคุณภาพที่สุดในโลก จนเมื่อโลกรู้จักกับควอตซ์ แร่ธาตุที่ใช้สัญญาณกะพริบบอกเวลาแทนกลไกจากเฟืองที่ขยับ

การมาของเทคโนโลยีควอตซ์จากเอเชียและสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิด Quartz Crisis ที่ทำให้นาฬิกามีราคาถูกลงเพราะกลไกที่ทำให้การบอกเวลาเที่ยงตรงและแม่นยำกว่าเฟืองไขลาน ก่อนพัฒนาเป็นนาฬิการะบบไฟฟ้าใช้พลังงานจากถ่านซึ่งทำให้ต้นทุนนาฬิกาถูกลง และในวันที่โลกกำลังตื่นเต้นกับสิ่งนี้ กลับส่งผลกระทบครั้งใหญ่กับตลาดนาฬิกาสวิส ไม่เพียงส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงไปกว่าครึ่ง ยังส่งผลโดยตรงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศไปจนถึงการจ้างงานถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ

2 Swatch เกิดจากแนวคิดรวมกันเราอยู่ของที่ปรึกษาธุรกิจผู้ทำเรื่องควบรวมกิจการ

Swatch ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1983 จากแนวคิดของ Nicolas George Hayek เมื่อครั้งยังเป็นที่ปรึกษาธุรกิจซึ่งมองเห็นโอกาสในการควบรวมธุรกิจนาฬิกาเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้วันนี้กลุ่มบริษัท Swatch ไม่ได้มีแค่นาฬิกา แต่ประกอบด้วยธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำที่ผลิตชิ้นส่วนกลไกส่งให้แบรนด์อื่นๆ ในตลาดด้วย ทั้งมีแบรนด์นาฬิกาดังในเครือนับสิบ ตั้งแต่ Breguet แบรนด์นาฬิกาเก่าแก่แบรนด์แรกๆ ของโลก ไปจนถึงแบรนด์หรูระดับโลก เช่น OMEGA, LONGINES สิ่งที่ Swatch ทำสร้างจุดเปลี่ยนให้ตลาดนาฬิกาสวิสกลับมาสดใสอีกครั้ง

Swatch Flymagic ที่พลิกโฉมวงการนาฬิกา กับเทคโนโลยี Nivachron

3 ชื่อของ Swatch มาจาก Second Watch

นอกจากนัยของการเป็น Swiss Watch ชื่อของ Swatch มาจากโจทย์เริ่มต้นของแบรนด์ ที่อยากเป็น Second Watch ของทุกคน ที่จะหยิบมาใช้ในวันสบายๆ ไม่ต้องการพิธีรีตรองใดๆ ซึ่งจะมีสักกี่แบรนด์ในโลกที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าขอเป็นลำดับที่สองชัดเจนขนาดนี้

Swatch SISTEM51

4 Swatch ทำทุกอย่างที่คนไม่คิดว่านาฬิกาจะทำ

คนยุคก่อนจะมองว่านาฬิกาคือเครื่องประดับที่ใส่กับสูทหรือชุดทางการเท่านั้น Swatch ตั้งใจเป็นนาฬิกาที่คนคาดไม่ถึง เริ่มตั้งแต่การเป็นนาฬิกาพลาสติกเพื่อลบภาพจำว่านาฬิกาต้องเป็นเรือนเหล็กหรือไขลานได้เท่านั้น หรือการเป็นแบรนด์ที่ขายนาฬิกาหลายร้อยแบบตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว โดยคอลเลกชันแรกๆ ของ Swatch เป็นนาฬิกาหน้าปัดสีขาว สายสีดำ แสนเรียบง่ายทั้งๆ ที่จิตวิญญาณของแบรนด์คือนาฬิกาที่เต็มไปด้วยสีสัน

โดย Swatch รุ่นแรกเป็นนาฬิกาแผงวงจรที่มีชิ้นส่วนเพียง 51 ชิ้น ยึดด้วยสกรูตัวเดียว ประกอบด้วยเครื่องจักรซึ่งรองรับการผลิตจำนวนมหาศาล จากเดิมที่ผลิตนาฬิกาส่งออกได้เพียงหลักหมื่นต่อปี กลายเป็นผลิตได้นับล้านเรือน

Swatch SISTEM51

5 ลายเซ็นที่ซ่อนอยู่ในข้อต่อเชื่อมสายนาฬิกา

เอกลักษณ์ความเป็น Swatch อยู่ที่ข้อต่อเชื่อมสายนาฬิกาที่ไม่เหมือนกับแบรนด์ไหน รวมถึงหน้าปัดนาฬิกาที่มีให้เลือกหลายร้อยแบบ

Swatch Transformation

6 แบรนด์ผู้ทำ Collaboration กับงานศิลปะก่อนกาล

มากกว่าการเป็นนาฬิกาพลาสติก Swatch จับกลุ่มผู้รักงานศิลปะด้วยการออกคอลเลกชันร่วมกับศิลปินตั้งแต่ปี 1985 ซึ่งคนแรกคือ Kiki Picasso ศิลปินและกราฟิกดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส กับงานแนวอาวองการ์ด Swatch ไม่เพียงแจ้งเกิดให้แก่ศิลปินรุ่นใหม่ ยังทำให้คนรักศิลปะทั่วโลกได้เก็บสะสมงานที่ตัวเองชอบมาตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา และไม่ใช่แค่ศิลปินวาดภาพ แต่รวมถึงศิลปินทุกแขนง ประติมากร ศิลปินทำสื่อร่วมสมัย คนทำภาพยนตร์ ช่างภาพ เป็นต้น

งานของ Keith Haring ศิลปินกราฟิตี้ชาวอเมริกันก็ทำงานร่วมกับ Swatch ตั้งแต่ปี 1986 และปีที่แล้วมี Swatch Damien Hirst รุ่นมิกกี้เมาส์ ที่เกิดจากการใช้ภาพเรขาคณิตมาเรียงต่อกันซึ่งเป็นลายเซ็นของศิลปิน ก็ขายหมดทั่วโลกภายในเวลาสั้นๆ

 
Swatch Pigcasso
Swatch Damien Hirst รุ่นมิกกี้เมาส์
Swatch Biennale Art Venice 2019

7 แบรนด์นาฬิกาที่สร้าง Talking Piece เก่ง

โจทย์ของการออกแบบนาฬิกาทุกรุ่น คือ Talking Piece มีเรื่องราวให้พูดถึง เช่น นาฬิการุ่นที่หน้าปัดวิ้งๆ เพราะใช้วัสดุ Solar Spectrum บนหน้าปัด หรือเล่นใหญ่ด้วยการ Swatch เรือนใหญ่ที่สุดในโลกหลังเปิดตัวแบรนด์ได้เพียง 1 ปี เป็นนาฬิกาขนาดยาว 162 เมตร และมีน้ำหนัก 13 ตัน แขวนอยู่บนที่อาคารสำนักงานใหญ่ของธนาคาร Commerzbank ที่แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ก่อนย้ายไปแขวนบนตึกที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น ณ เวลานั้น ในปีต่อมา

8 ทำ Art Marketing แบบเล่นใหญ่ เทกโอเวอร์เมืองมาดริด ประเทศสเปน เพื่อทำ Swatch City

Swatch เป็นแบรนด์นาฬิกาที่พูดเรื่องศิลปะและกีฬาเยอะมาก โดยเฉพาะในตลาดยุโรป เช่นปีที่ผ่านมามีโปรเจกต์ชื่อ Swatch City ที่เทกโอเวอร์ย่านหนึ่งในเมืองมาดริด ประเทศสเปน ทาสีตึกทั้งย่านเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่จัดงานสร้างสรรค์ตลอดเดือนมีทั้งเวิร์กช็อปและเสวนา คอนเสิร์ต พื้นที่แสดงงานของศิลปินรุ่นใหม่ของเมือง

9 มี The Swatch Art Peace Hotel ที่เซี่ยงไฮ้ให้ศิลปินพักฟรี

เช่าเมืองมาดริดยังทำมาแล้วนับประสาอะไรกับซื้อโรงแรมที่เซี่ยงไฮ้แล้วตั้งชื่อว่า The Swatch Art Peace Hotel เปิดให้บริการสาธารณชนครั้งแรกปี 2011 แบ่งพื้นที่จำนวน 2 ชั้นของโรงแรมทำเป็นที่พักฟรีแก่ศิลปินแลกกับทำงานผลงานศิลปะ มีศิลปินกว่า 150 คนจาก 39 ประเทศแวะเวียนมาพัก ก่อนจัดแสดงงานร่วมกันในปี 2014

10 ทำ Sport Marketing โดยสนับสนุนการแข่งขันของกีฬาที่ไม่มียูนิฟอร์ม

สำหรับการสนับสนุนเรื่องกีฬา Swatch ในทางหนึ่งถือเป็นมิติใหม่ของนาฬิกาพลาสติกที่นาฬิกาเหล็กสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความสู้ทนในทุกสภาพอากาศและสถานการณ์ เช่น กีฬาสโนว์บอร์ด วอลเลย์บอลชายหาด ล่าสุด Swatch เป็นพาร์ตเนอร์สนับสนุนการแข่งขันบังคับโดรน รวมถึงกีฬาเซิร์ฟบอร์ดในอเมริกา

“Swatch เป็นแบรนด์ที่สนับสนุนเรื่องตัวตนผู้สวมใส่เสมอมา เรื่องกีฬาก็เล่นกันจะเห็นว่า Swatch จะสนับสนุนการแข่งขันของกีฬาที่ไม่มียูนิฟอร์ม” ตัวแทนแบรนด์จากประเทศไทยเล่าเหตุผลสนับสนุน

11 แบรนด์นาฬิกาที่มีทีมสร้างสรรค์เป็นใหญ่

ที่มาของคอนเซปต์และงานออกแบบสนุกๆ มาจาก creative center ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่เมืองซูริก ที่เดียวกับ Swatch Museum และภายในปีนี้ทั้งหมดก็จะย้ายมาอยู่สำนักงานใหญ่ที่บีล เมืองเล็กๆ ในรัฐเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ล่าสุดกับ BIG BOLD นาฬิกา 6 ดีไซน์ที่แฝงกลิ่นอายสตรีทแวร์

12 นโยบายเปลี่ยนถ่านนาฬิกาจากสวิสฟรีตลอดชีพ และจะเลือกเปลี่ยนที่ร้าน Swatch สาขาไหนในโลกก็ได้

เป็นนโยบายที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปีมานี้ จากโจทย์ที่อยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาที่ร้าน

“ตอนมาก็ตั้งใจแค่เอาถ่านมาเปลี่ยน เมื่อเห็นนาฬิกานับร้อยแบบที่เรียงรายในร้าน เป็นใครก็ยากจะห้ามใจไม่ให้รับนาฬิกาเรือนอื่นกลับบ้านไปด้วยกัน” ตัวแทนจาก Swatch ประเทศไทยเล่า ก่อนจะเสริมว่านโยบายนี้นำมาซึ่งต้นทุนมหาศาลมากเพราะเป็นถ่านแท้จากสวิตเซอร์แลนด์ หากเป็น 3 – 4 ครั้งก็มีมูลค่าเกินกว่าราคานาฬิกาตอนที่ซื้อมาอีก

สำหรับบริการอื่นๆ เช่น ขัดหน้าปัด เปลี่ยนสาย ก็สามารถทำได้เลยที่ Dr.Swatch ในร้าน Swatch ทุกสาขาในโลก ในราคาไม่แพง

13 Swatch กับ Smart Watch ในอนาคต  

แฟนคลับจะรู้ว่า Swatch เคยทำนาฬิกาดิจิทัลมาแล้วหลายรุ่น แต่เพราะเชื่อมั่นในจิตวิญญาณของนาฬิกาที่เดินด้วยเข็มเป็นเหตุผลว่าทำไม Swatch ไม่ทำ Smart Watch

Swatch Skin Irony

14 Swatch มีนาฬิกาสำหรับทุกคน ทุกความสนใจ

มีแบรนด์นาฬิกาสำหรับพัฒนาการเด็กชื่อ Flik Flak ที่ไม่เพียงสอนเด็กๆ เรื่องบอกเวลา วัสดุที่ใช้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยเด็กๆ เป็นหลัก มีนาฬิกาหรูรุ่น Flymagic ที่พลิกโฉมวงการนาฬิกา ด้วยเทคโนโลยี Nivachron ทั้งแม่นยำและไม่มีผลต่อสนามแม่เหล็ก ใช้วัสดุเกรดเดียวกับนาฬิกาประกอบที่มีราคาหลักล้าน สิ่งที่ท้าทายคือยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่แน่ใจว่าชิ้นส่วนพลาสติกในเครื่องวงจรจะทำลายกรอบความเป็นนาฬิกาคล้ายใส่ข้อเทียม แต่ในความเป็นจริงเป็นนวัตกรรมใหม่มากในโลก

มีนาฬิกาวัยรุ่นที่เหมาะกับสายสตรีท อย่างรุ่นใหม่ล่าสุด Big Bold หน้าปัด 47 มม. ตัวเรือนใหญ่แทนความขบถเล็กๆ หรือรุ่น Skin Irony ที่ตัวเรือนบางเรียบเหมาะกับสไตล์มินิมอลในราคาไม่แพง

15 นาฬิกา Swatch กับทิศทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปีหน้าเราจะได้เห็นนาฬิกาใหม่ๆ จาก Swatch โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  รวมถึงการใช้พลังของนาฬิกาที่มีความยั่งยืน  และการลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ยังเปิดเผยตอนนี้ไม่ได้แต่คนรัก Swatch ที่รักโลกรู้แล้วจะต้องรักแน่นอน

Line : @swatch_th
Facebook : swatchthailand
Instagram : swatch_th

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
1 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load