ผู้คนอายุน้อยหลากหลายสัญชาติเดินกันขวักไขว่ ทักทายพูดคุยกันตามทางเดินห้องเรียน

บางคนเปิดประตูเข้าไปใช้ห้องอ่านหนังสือส่วนตัวเพราะต้องการใช้สมาธิ

บางคนเดินเลยไปถึงบาร์ที่เต็มไปด้วยขนมและบอร์ดเกมให้ยืมเล่น

บางคนก็ยังยืนคุยอยู่กับผู้สอนที่เพิ่งบรรยายจบไปเมื่อครู่

มหาวิทยาลัยบรรยากาศสดใสนามว่า ‘Harbour.Space’ ที่เรามาในวันนี้ เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในอาคารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอีกทีหนึ่ง

ความแปลกใหม่ของระบบการเรียน เป็นเหตุผลที่ทำให้เรามายืนอยู่ที่นี่ในวันนี้ ทั้งการเรียนไปพัฒนาสตาร์ทอัพของตัวเอง การเรียนแบบทีละวิชาอย่างเข้มข้น จบวิชาหนึ่งค่อยต่ออีกวิชาหนึ่ง การที่ผู้สอนเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละสายงานที่ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาโทหรือเอก รวมถึงมีระบบการให้ทุนสำหรับนักศึกษาที่มีความสามารถ ทั้งหมดทั้งมวลนี้มาจากแพสชันของหญิงสาวจากยูเครน ผู้เคยขาดโอกาสทางการศึกษา

Svetlana Velikanova อดีตเด็กยากจนยูเครน สู่นักพัฒนาการศึกษาผู้เชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทย

“สวัสดีค่ะ! ฉันชื่อ Lana เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Harbour.Space University” 

สตรีในเชิ้ตขาวนามว่า Svetlana Velikanova หรือที่ใคร ๆ เรียกง่าย ๆ ว่า ‘Lana’ นั่งลงข้าง ๆ เราในโต๊ะจีนมื้อค่ำ และกล่าวแนะนำตัวอย่างเรียบง่ายหลังจากที่ไปเผชิญรถติดกรุงเทพฯ มา เธอดูกระตือรือร้นพร้อมจะพูดคุยมาก ๆ จนเรารู้สึกอุ่นใจว่าบทสนทนานี้จะราบรื่นไปด้วยดี

อยากรู้แล้วสิว่าคนที่คิดหลักสูตรนอกกรอบนี้ขึ้นมา ผ่านประสบการณ์ชีวิตและการศึกษาอย่างไรมาบ้าง

เด็กหญิงผู้ไม่มีกางเกงยีนส์ใส่

Svetlana เกิดและเติบโตที่ยูเครน ในเมืองยากจนอย่าง Mariupol จนเมื่อปี 2014 เกิดสงครามในเมือง ทำให้เธอต้องจากประเทศมา เราออกจะแปลกใจนิดหน่อย เพราะ Harbour.Space มีต้นตอมาจากประเทศสเปน เลยพาลนึกไปว่าผู้ก่อตั้งจะมาจากสเปนด้วย

“เมืองที่ฉันอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต มันเป็นเมืองอุตสาหกรรมมาก ๆ เลย ผู้คนต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปทำงานที่โรงงานเย็บผ้า โรงงานถ่านหิน โรงงานเหล็ก” เธอเล่าถึงบรรยากาศของบ้านเกิดให้เราภาพตาม ในขณะที่พักจากทานอาหาร

สมัยเด็ก ๆ ก่อนที่แม่จะแต่งงานกับพ่อ แม่เลี้ยงเดี่ยวของเธอทำงานเป็นคุณครูอนุบาล นั่นทำให้ Svetlana โตมากับการนั่งฟังแม่พูดเรื่องการพัฒนาเด็ก

“อย่าเป็นครูเด็ดขาด” แม่เตือนเธอแบบนี้เสมอ “งานครูหนักมากนะ เธอต้องรักการเป็นครูจริง ๆ อย่าเป็นครูโดยที่ไม่รักวิชาชีพ”

Svetlana Velikanova อดีตเด็กยากจนยูเครน สู่นักพัฒนาการศึกษาผู้เชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทย

Svetlana เติบโตมาในสังคมคอมมิวนิสต์ และศึกษาในโรงเรียนแสนธรรมดาค่อนไปทางแย่ในระบบของโซเวียต ทำให้เธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ ตรงกันข้ามกับตอนนี้ที่นั่งคุยกับเราด้วยภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อลื่นไหลจนเบรกไม่อยู่

“ในโรงเรียนของเรา ไม่มีใครคิดถึงความสำเร็จ ไม่มีใครคิดถึงอนาคต ไม่มีใครมีความหวัง” พูดจบเธอก็หัวเราะอีกครั้งตามประสาคนร่าเริง เราได้แต่นิ่ง ไม่ได้ร่วมหัวเราะไปกับเธอ เพราะสิ่งที่เพิ่งได้ยินไม่ได้น่าขำเท่าไรนัก

“เราแม่ลูกต้องใช้ชีวิตอยู่ในหอ สหภาพโซเวียตไม่นิยมชมชอบแม่เลี้ยงเดี่ยวหรอก เขาชอบครอบครัวที่มีพ่อ แม่ ลูก ถ้าคุณเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณจะเป็นคนสุดท้ายที่รัฐจะจัดหาสวัสดิการอะไรมาให้ ทั้งที่อยู่หรือการศึกษาลูก ฉะนั้น ฉันก็เลยโตมาในสภาพแวดล้อมที่แย่กว่าเด็กคนอื่นไปอีก”

ชีวิตวัยเด็กของเธอเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใช้คำว่าลำบากเลยก็คงไม่มากไป หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1991 แม่ของเธอก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้ว่าจะทำงานไม่ได้หยุด แต่ตลอด 6 ปี ตั้งแต่ 1991 จนถึง 1997 แม่ของเธอไม่ได้รับเงินเดือนแม้สักนิด

“เราซื้ออะไรไม่ได้เลย ได้แต่รอ รอ รอ ต่อคิวเพื่อจะได้ทุกอย่างมา ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยหิวมากจนต้องขโมยอาหารมากิน ฉันก็เลยดร็อปเรียนหลายครั้งเพื่อมาทำงานจิปาถะที่พอจะหาได้

“ตอนนั้นฉันบอกแม่ว่า แม่ หนูไปโรงเรียนไม่ไหวแล้วนะ หนูต้องใส่ชุดสหภาพโซเวียต แต่คนอื่นเขาใส่กางเกงยีนส์ ทุกคนจะหัวเราะหนู” เธอเล่าถึงอดีต “ที่สำคัญ ฉันต้องทำงานหาเงินมาซื้อข้าวกินด้วย”

การที่เธอหยุดเรียนมาทำงานเป็นฝันร้ายของแม่เลยก็ว่าได้ แม่ถึงขั้นอ้อนวอนให้เธอกลับเข้าระบบการศึกษาอีกครั้ง แต่สำหรับเธอแล้ว สถานการณ์บีบให้เธอต้องเลือกระหว่างการเรียนและปากท้อง หากทำงาน เธอก็มีข้าวกิน แต่หากเลือกเรียนหนังสือ ก็ต้องอดข้าว บางทีชีวิตก็ไม่ได้ให้ทางเลือกกับคุณมากนัก

Svetlana Velikanova อดีตเด็กยากจนยูเครน สู่นักพัฒนาการศึกษาผู้เชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทย

“ถึงอย่างนั้นฉันก็กลับไปเรียนจนจบไฮสกูลนะ พอเรียนจบฉันก็ไปเป็นดีเจในคลื่นวิทยุประจำเมือง ถึงจะต้องแข่งขันเพื่อให้ได้เข้าไป แต่พวกเขาก็เลือกฉัน เพราะฉันตลกแล้วก็พลังเยอะ” กระทั่งตอนนี้ เธอก็ยังดูตลกและพลังเยอะ เหมาะกับอาชีพดีเจอยู่อย่างนั้น

หลังจากที่ทำงานไปได้สักพัก เธอก็ย้ายไปที่สำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่ที่ Moscow ตามที่เธอต้องการ และพบกับคำพูดที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“ถ้าคุณให้บทเรียนชีวิตกับฉันได้สักหนึ่งอย่าง คุณจะพูดว่าอะไรเหรอ” Svetlana เอ่ยปากถามหัวหน้าในคลื่นวิทยุที่เธอเคารพ

“ถ้าคุณมีโอกาส จงเรียนภาษาอังกฤษ” เขาตอบอย่างหนักแน่น

จงเรียนภาษาอังกฤษ

Svetlana Velikanova อดีตเด็กยากจนยูเครน สู่นักพัฒนาการศึกษาผู้เชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทย

ใช้การศึกษาเป็นตั๋วเดินทาง

เมื่อเติบโตอายุได้ 18 ปี Svetlana แต่งงานกับชายอายุมากกว่า 13 ปี ผู้อาสาช่วยทำความฝันของเธอให้เป็นจริง และความฝันของเธอในตอนนั้นก็คือการเรียนภาษาอังกฤษ ตามที่ได้รับคำแนะนำจากหัวหน้า

“ฉันได้เจอผู้คนที่น่าสนใจมากมายในโรงเรียนสอนภาษา และทุกคนอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษหรืออเมริกา! การศึกษามันแพงมากเลยนะคุณ ฉันจะเอาเงินจากไหนมาเรียนตั้ง 50,000 ยูโรต่อปี และต้องเรียน 4 ปีกว่าจะจบ” เธอเล่าอย่างใส่อารมณ์ “จนกระทั่งเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งบอกฉันว่าที่ฟินแลนด์เรียนฟรี ถึงจ่ายก็จ่ายน้อยมาก ลองไปเรียนดูสิ ฉันก็เลยได้ไปเรียน International Business Administration and Economics ที่ฟินแลนด์”

ภาษาอังกฤษทำให้เด็กหญิงชาวยูเครนคนนี้ได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง ระหว่างเป็นนักศึกษา เธอได้พบกับ ‘คนเจ๋ง ๆ’ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น CEO ของ Nokia ในยุคที่กำลังบูมมาก ๆ หรือบริษัทระดับโลกอื่น ๆ แต่คนชอบคิดวิเคราะห์อย่างเธอ ก็ตั้งคำถามกับระบบการเรียนของฟินแลนด์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าการศึกษาดีที่สุดในโลกเหมือนกัน

“มันแปลกนะ ไม่มีใครถามเราเลยว่าเราคิดยังไงกับวิชาที่ได้เรียนไป ทั้ง ๆ ที่เราเรียนแบบท่องจำหนังสือ แล้วถ้าสิ่งที่อยู่ในหนังสือมันไม่จริงล่ะ ทำไมเราไม่เคยได้ถกเถียงกันบ้าง

“ฉันเริ่มคิดว่าวันหนึ่งการศึกษาจะต้องเปลี่ยนไป และถ้ามีโอกาส วันหนึ่งฉันจะเปิดมหาวิทยาลัยที่แตกต่างจากที่เคยมีมาก่อน ที่ที่จะรับฟังความเห็นของนักเรียน ที่ที่นักเรียนจะพูดคุยกับครูได้” เธอพูดด้วยสายตาที่เป็นประกาย “ตอนนั้นฉันไม่มีเงินหรือความกล้าจะเปิดหรอกนะ แค่คิดไว้ในหัว”

Svetlana Velikanova อดีตเด็กยากจนยูเครน สู่นักพัฒนาการศึกษาผู้เชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทย

ด้วยความคิดว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพราะไม่มีเงิน Svetlana จึงอยากทำงานธนาคาร หลังจากเรียนจบจากฟินแลนด์เธอจึงตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Banking ที่สวิตเซอร์แลนด์และบาร์เซโลนา แล้วเรียนจบมาทำงานธนาคาร City Bank อย่างใจหวัง

“พอย้ายไปทำที่ Morgan Stanley ฉันเริ่มได้เงินเยอะมาก ๆ และกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านในตอนนั้น” จุดเปลี่ยนอีกจุดได้เกิดขึ้นแล้ว “ลองจินตนาการดู จากที่ไม่มีอะไรเลย อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นเศรษฐี! ฉันช็อกมาก”

สิ่งที่ Svetlana ทำหลังจากที่ตกใจกับความร่ำรวยของตัวเอง คือเธอเริ่มให้เงินผู้คนที่ไม่รู้ภาษาไปเรียนหนังสือ และส่งเสริมให้คนที่มีเงินใช้เงินไปกับการส่งเสริมการศึกษาของผู้อื่นด้วย

“ฉันคิดว่าไอเดียนี้มันเจ๋งมากนะ!” เธอระเบิดคำพูดอย่างตื่นเต้น “ฉันเป็นคนมั่นอกมั่นใจคนหนึ่ง เลยคิดไปถึงว่า ถ้าฉันไปโน้มน้าวให้ Bill Gates ที่มีเงินแสนล้าน ใช้เงินสนับสนุนการศึกษาสักพันล้าน จะมีผู้คนอีกตั้งกี่คนที่มีโอกาสได้เรียนโรงเรียนดี ๆ แต่ถึงอย่างนั้นคนขาดโอกาสก็มีมากมาย และเราต้องใช้เงินเยอะเกินไป ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือต้องสร้างระบบขึ้นมาใหม่”

ซึ่งระบบที่ว่า ก็คือระบบของ Harbour.Space มหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ที่เธอก่อตั้งในเวลาต่อมานั่นเอง

“ต้องขอบคุณการศึกษาจริง ๆ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันได้มาทุกวันนี้ คิดดูว่าถ้าฉันไม่ได้รับโอกาสจากสามีของฉัน จากประเทศต่าง ๆ ที่ได้ไปเรียน ชีวิตคงผิดไปจากนี้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

“ฉันอยากสร้างโอกาสนี้ให้กับคนอื่น ๆ บ้าง”

Svetlana Velikanova อดีตเด็กยากจนยูเครน สู่นักพัฒนาการศึกษาผู้เชื่อมั่นในศักยภาพเด็กไทย

มหาวิทยาลัยระบบใหม่

Harbour.Space University โดดเด่นเรื่องระบบให้ทุน พวกเขามีทุน 100% เหลือเฟือให้กับนักศึกษาที่มีพรสวรรค์และมีพอร์ตโฟลิโอที่ดี หลังจากที่มหาวิทยาลัยได้เจอคนเหล่านั้นผ่านการทำแคมเปญใน LinkedIn หรือช่องทางอื่น ๆ ก็จะนัดมาสัมภาษณ์เพื่อดูว่าสื่อสารภาษาอังกฤษได้แค่ไหน และหากสาขาที่ต้องการเรียนนั้นเป็นเชิงเทคนิค อย่าง Computer Science หรือ Data Science ก็จะต้องมีแบบทดสอบให้ทำก่อนรับเข้าเรียน

อีกระบบให้ทุนหนึ่งที่น่าสนใจ คือการที่ Harbour.Space ได้เป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทชั้นนำหลายที่ แล้วเสนอนักเรียนเก่ง ๆ ให้ไปช่วยบริษัทเหล่านั้นทำงานระหว่างที่กำลังเรียนอยู่ (และไม่ต้องมีสัญญาผู้มัดหลังเรียนจบ) โดยบริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนการศึกษาให้ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลายคนจะได้โอกาสดี ๆ ในชีวิต

มื้อค่ำกับ Svetlana Velikanova CEO ของ Harbour.Space พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตวัยเยาว์ที่ไม่ง่าย และแนวคิดแปลกใหม่ของมหาวิทยาลัย

ก่อนเราจะได้มาเจอ Svetlana เรามีโอกาสได้นั่งคุยกับเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับความพิเศษ 5 อย่างของ Harbour.Space ที่สร้างสรรค์มาจากประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดของ Svetlana นอกเหนือไปจากเรื่องทุนที่ได้กล่าวไป

อย่างที่ 1 Intensive Course : ผู้สอนไม่จำเป็นต้องจบ ป.โท หรือ ป.เอก แต่เป็นผู้มาจากอุตสาหกรรมนั้น ๆ จริง ๆ โดยนักศึกษาจะต้องเรียนทีละวิชา แต่ละวิชายาว 3 สัปดาห์ และเรียนทุกวัน วันละ 3 ชั่วโมง พอจบวิชาหนึ่งก็เรียนวิชาใหม่ต่ออีก 3 สัปดาห์ ซึ่งคลาสหนึ่งมีนักศึกษาแค่ 25 คน

อย่างที่ 2 Project-based Learning : นักศึกษาทุกคนจะถูกผลักดันให้คิดค้นโปรเจกต์ คิดสตาร์ทอัพของตัวเองขึ้นมาเมื่อเริ่มคลาสแรก แล้วนำสตาร์ทอัพนี้ไปพัฒนาต่อในคลาสต่อ ๆ ไป ซึ่งมีข้อดีตรงที่ผู้เรียนจะได้ใช้วิชาให้เป็นประโยชน์จริง ๆ

อย่างที่ 3 Global Environment : มหาวิทยาลัยมี 2 สาขา ได้แก่ สาขาบาร์เซโลนาและสาขากรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยนักศึกษาจากทั้งสองที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้

อย่างที่ 4 Interdisciplinary Skills : หากเรียนสาขาใดอยู่ แล้วไปสนใจศาสตร์ข้ามสาขา ก็ Take Course เพื่อเพิ่มทักษะได้

อย่างที่ 5 Customize Learning Plan : แต่ละปีจะมีคนให้คำปรึกษาว่าผู้เรียนรู้สึกชอบไม่ชอบวิชาอะไร ถนัดด้านไหน และช่วยวางแผนการเรียนต่อไป

มื้อค่ำกับ Svetlana Velikanova CEO ของ Harbour.Space พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตวัยเยาว์ที่ไม่ง่าย และแนวคิดแปลกใหม่ของมหาวิทยาลัย
มื้อค่ำกับ Svetlana Velikanova CEO ของ Harbour.Space พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตวัยเยาว์ที่ไม่ง่าย และแนวคิดแปลกใหม่ของมหาวิทยาลัย

“เราวางแผนจะให้อีก 1,000 ทุนในปีนี้” Svetlana บอกกับเรา “ฉันทำเพราะว่าฟินแลนด์ดีกับฉัน สเปนก็ดี สวิตเซอร์แลนด์ก็ด้วย พวกเขาให้โอกาสฉันได้เรียนหนังสือ ตอนนี้ฉันประสบความสำเร็จแล้วก็เลยอยากจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง และหวังว่าสิ่งที่ฉันทำจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นเหมือนกัน”

ตอนนี้คุณมองการศึกษาในโลกนี้อย่างไรบ้าง? – เราถาม

“ความรู้มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานะ แต่พวกเขาไล่อาจารย์คนเดิมออกไม่ได้” เธอหัวเราะดัง “บางทีก็คิดว่าทำไมวิชาบ้านี่ถึงยังสอนในมหาวิทยาลัยอยู่ได้ เชยมาก ๆ เลย”

แล้ววิชาอะไรล่ะ ที่คุณจะแนะนำเด็ก ๆ เจเนอเรชันใหม่ให้เรียน

“ภาษาที่น่าเรียนที่สุดตอนนี้คือ Coding” CEO ตอบทันควัน เธอบอกว่าตอนนี้กำลังทำโครงการสอนวิชา Coding และ Mathematics ให้กับเด็ก ๆ อายุ 10-18 ปี อยู่ด้วย “Design ก็อะเมซิ่งนะคุณ ไม่ใช่แค่ความงาม แต่มันคือกระบวนการ Design ที่ประยุกต์ใช้ได้กับทุกสิ่ง แม้แต่เวลาจะทะลายกรอบระบบการศึกษาเก่า ๆ เราก็ต้องใช้ดีไซเนอร์

“ฉันคิดว่า Coding, Design รวมถึง Leadership และ Enterpreneurship ด้วย ฉันอยากให้คนรุ่นใหม่ทำอะไรเป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปเข้า Google หรอก! ทำสิ่งที่ดีกว่านั้น!” Svetlana ยิ้มกว้าง

มื้อค่ำกับ Svetlana Velikanova CEO ของ Harbour.Space พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตวัยเยาว์ที่ไม่ง่าย และแนวคิดแปลกใหม่ของมหาวิทยาลัย

หลังจากนั้น เราได้ฟังเธอเล่าอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษาในประเทศไทยในมุมของเธอ การเรียนการสอนออนไลน์ระหว่างที่มีวิกฤตการณ์โรคระบาด ไปจนถึงเล่าเหตุการณ์สนุก ๆ หลายอย่างที่เจอในการมาเยือนกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ กว่าจะแล้วใจเวลาก็ล่วงเลยไปถึง 4 ทุ่ม 

“ความหวังของฉันคือการที่ผู้มีอิทธิพลและมีทรัพยากรจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาการศึกษามากขึ้น มันไม่ได้ยากนะ ถ้าฉันเป็นนายกฯ ประเทศไทย ฉันรู้ว่าจะทำยังไง มันไม่ต้องใช้เงินมากมายเลย แค่เปลี่ยนวิธีคิด”

การได้นั่งคุยกับคนที่เปี่ยมไปด้วยแพสชันนี่ให้พลังดีจริง ๆ

มื้อค่ำกับ Svetlana Velikanova CEO ของ Harbour.Space พูดคุยเกี่ยวกับชีวิตวัยเยาว์ที่ไม่ง่าย และแนวคิดแปลกใหม่ของมหาวิทยาลัย

ภาพ : Almaz Aubakirov, Soopakorn Srisakul, Chaichoompol Vathakanon

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load