Jim Thompson, Hotel Kempinski, Louis Vuitton, Fashion Biennale, The Ritz-Carlton, Nespresso, L’OCCITANE

เพียงบอกส่วนหนึ่งของแบรนด์และอีเวนต์ระดับโลกที่เคยร่วมงานกับนักวาดภาพประกอบคนนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลายเส้นของเธอต้องเป็นงานระดับสากลด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงแค่มีผลงานวาดรูปกับแบรนด์ที่โด่งดังเท่านั้น แต่ยังเคยทำงานกับเอเจนซี่จากหลายประเทศ ทั้งสวีเดน อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ฯลฯ และล่าสุดเธอเป็นเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Illustration Design ด้วย 

เตย-สุทธิภา คำแย้ม ไม่ได้ร่ำเรียนวาดรูปมาโดยตรง แต่ลายเส้นของศิลปินและนักวาดภาพประกอบคนนี้ เป็นงานคราฟต์แสนละเอียดอย่างมีเอกลักษณ์ วาดภาพที่สัมผัสได้ถึง Mystery of Nature เรื่องเล่าและตำนาน สื่อสารภาพที่เหมือนจริงแต่ผสมผสานจินตนาการเข้าด้วยกัน 

จากจุดเริ่มต้นของการเริ่มค้นหาตัวตนที่สวีเดนราวสิบปีก่อน สู่การค้นพบความชอบในธรรมชาติและการออกเดินทาง คว้าดินสอกดเป็นอาวุธคู่ใจ ตวัดลายเส้นสุดคม วาดรูปด้วยสมาธิ สรรสร้างภาพจากความทรงจำที่ประทับใจในธรรมชาติอย่างไหลลื่น

สำหรับผู้ที่อยากถอดเคล็ดลับนามธรรมของศิลปินในการก้าวเป็น Master หรือใครก็ตามที่กำลังตามหาสไตล์ของตัวเอง บทสนทนานี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับพักสายตา พร้อมละเลียดเรื่องราวประกอบภาพลายเส้นอันประณีตงดงาม 

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

Open for Possibilities

เตยจบด้านกราฟิกดีไซน์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์มาก่อน คอร์สที่เลือกเรียนต่อปริญญาโทในสวีเดนก็ไม่ได้สอนวาดรูป แต่เป็นหลักสูตร Individual Specialization ที่เธอบอกว่าเป็นคอร์สเปิดให้คิดเองว่าอยากทำอะไรและทำยังไง ไม่จำกัดประเภทงานว่าต้องเป็นงานดีไซน์หรือศิลปะ 

“อยากรู้เรื่องอะไรก็นัดคุยกับอาจารย์ ไม่ได้มีหัวข้อเลกเชอร์ตายตัว” ศิลปินเจ้าของลายเส้นระดับโลกว่า

หลักสูตรแบบนี้เปิดโอกาสให้ค้นหาตัวเองและทดลองทำสิ่งที่สนใจ ข้อดีคือมีคนหลากหลายความถนัดอยู่ด้วยกัน ทั้งนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ คนทำเซรามิก และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนบทสนทนาข้ามศาสตร์กันในคอร์ส 

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก
สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

จากนั้น เธอเลือกฝึกงานกับ Cooper & Gorfer ช่างภาพและศิลปินหญิงที่ทำงานหลากหลาย ทั้งรูปถ่ายแบบคอลลาจที่ได้แรงบันดาลใจจากผู้คนและสถานที่ระหว่างการเดินทาง งานศิลปะ ลายผ้า งานสำหรับลูกค้า เตยช่วยทำสารพัดอย่างทั้งถือไฟ ถือกล้อง จัดสถานที่ รวมทั้งวาดรูป

หากดูผิวเผิน งานของ Cooper & Gorfer อาจไม่ใช่การวาดภาพประกอบโดยตรง แต่มีแก่นการคิดงานที่น่าสนใจของศิลปิน คือ การนำเรื่องรอบตัวมาเล่าในงาน ออกเดินทางไปฟังเรื่องเล่าชีวิตผู้คนแล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจในศิลปะ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความทรงจำ และสิ่งที่พบเห็น หลากหลายเลเยอร์ในชีวิตมาผสมผสานกัน ออกมาเป็นสไตล์งานที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง 

แม้สุทธิภาจะบอกว่า “ช่วงอยู่ที่สวีเดนไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรพิเศษ อยากไปเห็นอะไรกว้างๆ ได้ลองโดยไม่ผิด” แต่ดูเหมือนว่าการเปิดกว้างกลับเปิดโอกาสให้ค้นพบตัวเองง่ายขึ้น

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

From Roaming on Earth to Paper

ที่สวีเดน การวาดภาพประกอบและทำลายผ้าเป็นที่นิยมและพบเห็นได้ทั่วไป สำหรับเธอ การแวดล้อมด้วยธรรมชาติของที่นั่นทำให้อยากวาดภาพ แค่เห็นมอสและไลเคนเกาะตามต้นไม้ก็อยากจับดินสอแล้ว เธอเล่าอย่างสนุกเมื่อนึกย้อนไป

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

แม้งานอดิเรกของเตย คือ เดินป่า ขึ้นภูเขา ชอบท่องเที่ยว และสนใจประวัติศาสตร์เก่า แต่ทุกครั้งที่ออกเดินทาง หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจมองหาสิ่งใดเพื่อเอามาวาด ไม่ได้บันทึกลายเส้นของธรรมชาติไว้ แต่ตั้งใจออกเดินทางเพื่อเดินทาง ถ่ายรูปเก็บไว้ในฐานะนักท่องเที่ยว แม้ไม่ได้อยู่สวีเดนแล้วก็ยังชอบเดินทาง ซึ่งนั่นทำให้แรงบันดาลใจในการวาดรูปไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก
สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

บทบาท Traveler และ Illustrator ของเธอซ้อนทับกันอย่างกลมกลืน การวาดรูปเปรียบเหมือนการออกเดินทางอีกครั้ง แต่เป็นการเดินทางของลายเส้นบนโลกกระดาษ

เมื่อเดินทางด้วยเท้า เตยบอกว่า “ชอบโมเมนต์ที่ไม่มีอะไรเลยระหว่างอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เห็นวิวทิวทัศน์แล้วซึมซับความรู้สึกบางอย่างมา” ส่วนการเดินทางด้วยดินสอเหมือน Replay ความทรงจำเหล่านั้นอีกครั้ง “ชอบการอยู่ในโมเมนต์นั้นๆ ทำงานช้าๆ แล้วค่อยๆ เติบโต เราเป็นคนนิ่ง ชอบทำงานคนเดียวอยู่แล้ว เวลาทำงานเลยเหมือนนั่งสมาธิ”

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

เทคนิคการวาดรูปที่ไร้กระบวนท่านี้ คือ การประทับความรู้สึกที่สัมผัสได้จากธรรมชาติ แล้วบันทึกไว้ด้วยภาพวาด ออกมาเป็นภาพที่ลึกลับเหมือนป่า สงบเหมือนใบไม้ ดอกไม้ค่อยๆ ผลิบาน เตยนิยามความลึกลับในภาพธรรมชาติของเธอด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษว่า ‘Exotic’

“งานเหมือนเยอะแต่เงียบ พูดเบาๆ มีพื้นที่ให้ตีความ ไม่ได้พูดความหมายของงานชัด เราเล่าเรื่องของเรา คนดูภาพรับสารเป็นเรื่องของเขา” ศิลปินนักเดินทางขยายความแนวทางการสร้างสรรค์งานของตัวเอง

ภาพของเตยจึงเหมือนโลกธรรมชาติใบย่อมอีกใบ เชิญชวนให้ผู้ชมออกเดินทางด้วยกันอีกครั้ง 

Bird by Bird 

เตยฝึกฝนวาดรูปด้วยการหัดเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผลงานช่วงแรก คือ Lunne เป็นภาพลูกนกพัฟฟินรูปร่างกลมในสวีเดนที่ใกล้สูญพันธ์ุ เมื่อเริ่มใช้ดินสอสเก็ตช์ ทดลองขีด ก็พบว่าเกิดลายเส้นที่น่าสนใจ

สุทธิภา คำแย้ม Illustrator ชาวไทยกับการเสกแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นลายเส้นระดับโลก

หนึ่งในผลงานที่ทำให้เตยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ คือ ภาพประกอบจากการฝึกงานกับ Cooper & Gorfer ชื่อ The Weather Diaries สำหรับ Nordic Fashion Biennale 2014 

งานแฟชั่นโชว์ของประเทศแถบนอร์ดิกที่เยอรมนีครั้งนั้น เตยนำเทกซ์เจอร์ของผ้าในงานแฟชั่นมาสร้างเป็นนก ถักถอลายเส้นของปีกนกด้วยผ้าปักเลื่อม มีเศษผ้า เศษด้ายหลุดรุ่ยออกมา วาดหางเป็นซิป ผลงานนี้เป็นชิ้นปูทางให้เอเจนซี่ยุโรปและต่างประเทศติดต่อเข้ามา

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

อีกความลับในงานวาดของเตย คือเธอได้ซ่อนเรื่องเล่าที่น้อยคนจะสังเกตเห็นเอาไว้ ตัวอย่างเช่น งาน Beneath the Dark Wing รูปนกเงือก เนื่องจากเป็นนกพันธ์ุหายากและใกล้สูญพันธ์ุ จนอาจกลายเป็นตำนานในวันหนึ่ง เตยจึงวาดปากนกให้คล้ายไม้ผุๆ เก่าแก่ มีลูกนกตัวเล็กซ่อนอยู่ เพื่อสื่อถึงการเลี้ยงลูก

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

การฝึกวาดรูปด้วยตัวเองของเตยเหมือนสำนวน Bird By Bird ที่แปลว่า One small step at a time. 

จากนักวาดมือใหม่ที่หัดบินด้วยการฝึกวาดนกตัวแรก นำไปสู่รูปนกรูปแล้วรูปเล่า สยายปีกกว้างสู่รูปอื่นๆ ตามมา ขณะเดียวกัน เธอบินได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะนักวาดภาพผู้สั่งสมประสบการณ์ไปพร้อมกับการพัฒนาฝีมือจนเป็นที่รู้จักไกลถึงอีกซีกโลก

Craft Details of Culture

ลายเส้นของเตยโลดแล่นทั้งในแบรนด์ไทยและแบรนด์ดังระดับโลกมากมาย แต่ละภาพล้วนถอดจากสิ่งที่พบเห็นมีอยู่จริง หรือมีที่มาที่ไปเสมอ

เธอถ่ายทอดความลึกลับของป่าเขตร้อน กลิ่นอายความเป็นเอเชียผ่านผ้าพันคอผ้าไหมไทย 10 ลายของจิม ทอมป์สัน ประกอบด้วยรูปหลากหลาย ทั้งสัตว์ในตำนานอย่างกิเลน เสือ ปลากัด รวงข้าว ดอกไม้ พืชพรรณนานาชนิดที่เคยพบเห็นมาจากธรรมชาติเขตร้อน เตยเล่าว่าลายเสือที่วาดได้แรงบันดาลใจมาจากเสือในจิตรกรรมของพุทธวัชรยาน

“ไปเที่ยวภูฏานมาแล้วประทับใจภาพเขียนในวัด รู้สึกเชื่อมโยงกับภาพเขียนเหล่านั้น เลยอยากทำภาพวาดที่เป็นตอนกลางคืนของเมือง” นักวาดภาพประกอบเล่าอย่างสนุก

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก
เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

หากเป็นงานที่อยากสื่อสารกลิ่นอายของวัฒนธรรม บางครั้งจะมีแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์มาผสมผสานด้วย อย่างลายมังกรสำหรับเทศกาลตรุษจีนของเกษรวิลเลจ เตยลงมือวาดโดยนึกถึงของเก่าจากจีนและผ้าปักจากราชวงศ์เก่า

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

นักวาดเผยเคล็ดลับความคราฟต์ในงานฉบับตัวเองว่า คือการสื่อสารกลิ่นของภูมิภาคและเรื่องราวของแบรนด์นั้นออกมาด้วยลายเส้น ตัวอย่างโจทย์การทำ Corporate Identity ให้ Kempinski อธิบายข้อนี้ได้อย่างเห็นภาพ เพราะต้องวาดดอกไม้จากทุกทวีปที่โรงแรมดำเนินการอยู่ คือ อเมริกาใต้ ยุโรป ลาตินอเมริกา เอเชีย พร้อมสื่อสารอารมณ์อ่อนหวานในแบบ Kempinski ไปด้วย

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก
เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

“พยายามเลือกดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของภูมิภาคนั้นมากที่สุด เช่น ดอกชบา กุหลาบ ถ้าเป็นดอกกุหลาบจากยุโรปจะวาดให้มีเถาสไตล์ยุโรปออกมา ปรับรายละเอียดของภาพไปเรื่อยๆ ให้ดอกไม้ดูนุ่มขึ้นอีกนิด หวานขึ้นอีกหน่อย จนได้ดอกที่พอใจใช่เลย” เธอย้ำถึงความประณีตในการทำงานกับแบรนด์ ซึ่งต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Reality + Imagination Through Her Perspective

สำหรับงานที่ต้องวาดในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เตยใช้วิธีท่องโลกอินเทอร์เน็ตแทนเดินป่าก่อนลงมือวาด ดังเช่นผลงานบนแพ็กเกจ Taylor of Harrogate แบรนด์กาแฟ Single Origin จากอังกฤษ ซึ่งอยากสื่อสารเรื่องราวของเมล็ดกาแฟจากแอฟริกาที่มีรสและกลิ่นอายของดอกไม้ มะม่วง เฮเซลนัท ไปจนถึงช็อกโกแลตคาราเมล 

“กาแฟเหล่านี้มีข้อมูลจำเพาะว่ามาจากแถบภูเขาลูกไหน เลยต้องรีเสิร์ชดูรูปว่าที่นั่นเป็นยังไง ดูภาพจากดาวเทียม ดูจากแผนที่ของจริง ให้เห็นภูมิศาสตร์ เห็นภาพรวมทั้งหมด แล้วมาสร้างภาพ” 

และเมื่อซึมซับความรู้สึกจากรูปจริงทั้งหมดแล้ว จึงถ่ายทอดลายเส้นละเมียดละไมที่สื่ออารมณ์ออกมาได้

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

การหาข้อมูลให้เห็นภาพที่สุดยังช่วยพาจินตนาการให้โลดแล่นไร้ขีดจำกัด วาดรูปสิงสาราสัตว์ที่ไม่เคยเห็นตัวจริง วาดรูปในดินแดนที่ไม่เคยไปเหยียบได้ อีกหนึ่งผลงานที่เดินทางด้วยดินสอไปไกลอีกทวีป คือ Wildes Afrika สมุดระบายสี สร้างลายเส้นมีชีวิตทั้งพืชพรรณและสัตว์จากแอฟริกานานาชนิด

อย่างไรก็ตาม ภาพวาดของเตยไม่ใช่ภาพวาดเสมือนจริงที่อยากวาดให้เหมือนเปี๊ยบ แต่เป็นภาพที่เก็บรายละเอียดมากที่สุดจากของจริง แล้วใส่จินตนาการผสมลงไป อย่างงาน Villa la madonna ตึกเก่าที่เจ้าของอยากอนุรักษ์ไว้ เตยวาดภาพจากสถานที่จริงโดยคงจุดเด่นของอาคาร ทั้งประตูสีเขียว ทางเข้าขนาบด้วยไร่องุ่น พร้อมวาดสิ่งที่รู้สึกผสมเข้าไปด้วย

ช่างเหมือนได้ดูรูปจริงผสมเวทมนตร์และจินตนาการที่โลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษ

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

Magic of Pencil

ในฐานะผู้ผันตัวจากกราฟิกดีไซเนอร์มาเป็นนักวาดภาพ เตยบอกว่าชอบความรู้สึกเวลาดินสอชนกระดาษ ซึ่งเวลาทำงานในคอมพิวเตอร์จะไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้

สมัยเรียนติวเข้าปริญญาตรี เธอเคยถูกบังคับให้ใช้ EE วาด Drawing แล้วพบว่าไม่ชอบ จนมาถูกใจดินสอกดที่ใช้วาดเป็นหลักในปัจจุบัน สลับกับการใช้ดินสอธรรมดาและปากกา โดยแต่ละงานเลือกใช้ขนาดไส้ดินสอและออกแรงหนักเบาให้เหมาะกับความรู้สึกในภาพ

“ช่วงแรกๆ ชอบดินสอกด เพราะไม่เลอะเทอะ ใช้ง่าย สะดวก พอใช้มาเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเส้นคมดี ควบคุมง่าย สร้างเทกซ์เจอร์ที่เราต้องการได้ เช่น ถ้าเป็นกลีบดอกไม้ต้องผ่อนมือเยอะ เพื่อให้ความรู้สึกเบาบางและอ่อน ส่วนภูเขาวาดให้เส้นหนักแน่น” ศิลปินดินสอกดอธิบายเสริม

Colour & Pattern of Nature

หากเป็นงานลงสี เตยจะวาดด้วยดินสอก่อนแล้วค่อยลงในคอมพิวเตอร์ บางงานใช้หมึกวาดก็มี ตัวอย่างงานที่แต้มสีสันสดใส คือ In and Proud ภาพดอกไม้หลากสีหลายดอกมาเต้นระบำรวมกัน สื่อสารประเด็น LGBTQ ว่าแต่ละดอกต่างมีความสวยงามในแบบของตัวเอง

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

นอกจากรูปดอกไม้และสิ่งมีชีวิตแล้ว การถ่ายทอดภาพเป็นแพตเทิร์น Land Art ก็ไม่พ้นมือเธอคนนี้ ทั้งลายของแบรนด์เสื้อผ้า Irada มีแรงบันดาลใจจากลายหน้าตัดหินที่ซ้อนทับกันเป็นเวลานาน และลายเปลือกไม้ Rawgenic สำหรับเป็นแพ็กเกจของแบรนด์สบู่ออร์แกนิก

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก
เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

ที่งานของเตยมีความหลากหลาย เพราะเธอทดลองเปลี่ยนเทคนิคไปเรื่อยๆ ล่าสุด เตยใช้ปากกาไม้ไผ่ ซึ่งเป็นแท่งไม้ไผ่เหลากับหมึก Indian Ink ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป ทั้งในแง่กระบวนการและภาพที่ออกมา

“ตอนใช้ดินสอเราควบคุมได้ว่าไปทางไหน แต่พอเปลี่ยนไปใช้หมึก สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อหมึกตกลงบนกระดาษ มันควบคุมไม่ได้ วาดตรงนี้แล้วหมึกไหลไปต่อจุดนั้นโดยไม่ได้วางแผน”

การควบคุมน้ำหมึกไม่ได้นี้ กลายเป็นข้อดีที่ทำให้เตยได้วาดรูปแบบปล่อยมากขึ้น ออกมาเป็นรูปต้นไม้ที่แตกกิ่งก้าน โดยไม่มีฟอร์มมาก่อน 

Free-Flow Drawing

ในมุมมองของเตยนั้น การวาดรูปมีความอิสระ เป็นส่วนตัว และได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เธอชอบทั้งงานที่มีโจทย์จากลูกค้าและงานไม่มีโจทย์ที่วาดเพื่อให้คนสะสมภาพ 

การทำงานของเตยฟรีสไตล์ทั้งกระบวนการและผลงาน หลายรูปก็ลงมือวาดโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้ามากนัก ดูหน้างานว่าเหมาะกับการวาดด้วยเทคนิคไหน และเนื่องจากทำงานมาหลายรูปแบบ ทั้งปกหนังสือ บรรจุภัณฑ์ งานกระดาษ ลายผ้า วอลเปเปอร์ เซรามิก เคล็ดลับในการวาดภาพบนทุกวัสดุคือ 

“ต้องรู้ข้อจำกัดและข้อควรระวังของแต่ละวัสดุ เพื่อวาดงานที่พอดีกับสื่อนั้น เช่น เซรามิกไม่ควรวาดเส้นเล็กเกินไป เพราะจะทำให้พิมพ์ไม่ติด”

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

นอกจากทำงานของตัวเอง บางครั้งเส้นสองมิติของเตยก็ได้ร่วมงานกับศิลปินอื่นเพื่อเพิ่มมิติการเล่าเรื่อง ในงานวอลเปเปอร์ของอีเวนต์ Louis Vuitton Exotic ขนนกจากเส้นดินสอของเตยได้ประดับตกแต่งด้วย ทำให้งานประติมากรรมขนนกกระดาษของ Teaspoon Studio กลายเป็นงานสามมิติที่อลังการ

เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก
เบื้องหลังการวาดรูปสุดละเอียดของ เตย-สุทธิภา คำแย้ม ศิลปินและนักวาดภาพประกอบเจ้าของลายเส้นบนแบรนด์ดังระดับโลก

หากไล่ย้อนกลับไปข้างต้น แม้จะมีชิ้นงานตัวอย่างเพียงไม่กี่หยิบมือ แต่ตลอดกว่า 7 ปี ศิลปินหญิงคนนี้สร้างสรรค์ผลงานลายเส้นคมคายมามาก ลองผิดถูกด้วยตัวเอง หลายครั้งเกิดเป็นการเรียนรู้อย่างคาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม อนาคตเธออยากทำงานที่เปิดกว้างมากขึ้น ลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่ได้มีสเปกว่าอยากทำอะไรเป็นพิเศษ

เธอว่าอยากให้ธรรมชาตินำทางไปเหมือนวันที่ป็นนักวาดมือใหม่ ผู้เริ่มจรดปลายดินสอวาดรูปลงบนกระดาษเป็นครั้งแรก

5 แนวคิดจากนักวาดรูประดับสากลที่อยากส่งต่อให้ศิลปินไทยรุ่นน้อง

01 Be Yourself

“ทำงานที่เป็นตัวเอง ทำในสิ่งที่เราชอบและสนใจจริงๆ แล้วจะอยู่กับสิ่งนั้นได้นานและแฮปปี้”

02 Be Consistent 

“ทำงานสม่ำเสมอ ทำไปเรื่อยๆ”

03 Open for Inspiration

“มีแรงบันดาลใจเสมอ เปิดรับความรู้ใหม่ๆ นำสิ่งที่สนใจมาเชื่อมโยงกันได้เป็นเรื่องเดียว” 

04 Trust your Gut Feeling 

“ทำตามความรู้สึกตัวเอง ว่าควรทำยังไง เลือกทางไหน”

05 Just Draw It

“ไม่ต้องคิดว่าสวย หรือมีคำตอบว่าเป็นสไตล์ไหน แค่ลงมือทำ หยิบดินสอมาวาดเลย” 

ภาพผลงาน : สุทธิภา คำแย้ม

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

“วันสุดท้ายก่อนที่ผมจะออกมาจาก Greyhound ผมก็ยังนั่งทำงานที่ออฟฟิศจนสี่ทุ่มอยู่เลย เพราะมันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข”

น้ำเสียงแจ่มใสปลายสายของ ภาณุ อิงคะวัต ในวัยเกษียณเล่าเรื่องนี้โดยปราศจากความขมขื่นของคนรักงาน การหาคนเก่งครบเครื่องแบบเขาไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากเป็นนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ เขายังสวมหมวกผู้บริหารและนักธุรกิจที่ทำงานได้หลากหลาย ทั้งงานออกแบบการสื่อสาร โฆษณา ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น รวมถึงธุรกิจอาหารที่ประสบความความสำเร็จทั้งในแง่ชื่อเสียงและรายได้ รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Awards ที่เขาได้รับในปี 2021 สะท้อนการออกแบบการทำงานและการออกแบบชีวิตที่โดดเด่นตลอดมา

ปัญหาคลาสสิกของการทำงานคือโจทย์อันโหดหินลำบาก หรือเพื่อนร่วมงานที่น่าละเหี่ยใจ แต่ชายผู้ผ่านการทำงานเป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทยักษ์มีมุมมองที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง พลังงานที่ขับเคลื่อนเขาตลอดมาคือผู้คนรอบตัวและความท้าทายใหม่ๆ แม้เกษียณมาได้ 2 ปีแล้ว หลักการทำงานด้วยแพสชันเต็มเปี่ยม และไฟสร้างสรรค์ที่บันดาลสิ่งสนุกในวงการต่างๆ ยังคงลุกโชติช่วง จนเราต้องขอต่อคบเพลิง ส่งต่อพลังงานและบทเรียนการดีไซน์ชีวิตการทำงานให้เป็นสุขและเปี่ยมความหมาย

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ชุมชนคนคว้าดาว

“ผมโตมาในลีโอเบอร์เนทท์ที่เคยเป็นไพรเวตคอมปานี บริษัทแม่อยู่ที่ชิคาโก มีอยู่ห้าสิบกว่าสาขาทั่วโลก วันนั้นผมก็เป็นเพียงแค่เด็กใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งเติบโตในวงการโฆษณา แต่ด้วยระบบการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากๆ แม้เราจะอยู่สาขาที่กรุงเทพฯ ผมกลับได้เรียนรู้มากมายจากการทำงานร่วมกับทีมต่างๆ ทั่วโลก เป็นโชคดีของผมมาก (เน้นเสียง) สังคมที่นี่เป็นมากกว่าที่ทำงาน เป็นที่เรียนรู้ และฟูมฟักเรา โดยเฉพาะวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า Stars Reacher Community ชุมชนของคนไขว่คว้าหาดวงดาว ที่มีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กัน มีความมุ่งมั่นเหมือนๆ กัน มันเป็นความทรงจำที่ผมไม่มีวันลืม

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

“อีกสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มากที่ผมเรียนรู้จากที่นี่ คือทฤษฎีของการสร้างแบรนด์ ถึงแม้แบรนด์จะเกิดขึ้นมาเป็นร้อยๆ ปี แต่ว่าเอาเข้าจริงๆ คนไม่ได้เข้าใจการทำ Branding จนกระทั่งเพิ่งมาเริ่มสนใจหรือศึกษาอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ว่า แบรนด์คือพลังที่สำคัญของการตลาด และถ้าสร้างให้แข็งแกร่งจะกลายเป็นอาวุธสำคัญด้านการตลาด สามารถสร้างคุณค่าทางใจและความผูกพันได้ล้ำลึกกว่าเพียงรูปลักษณะ หรือคุณลักษณะของสินค้าใดๆ รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใหม่ล้ำก็ตาม เพราะฉะนั้น ไอเดียที่ประสบความสำเร็จมันมีที่มา มันไม่ใช่แค่หลับตาแล้วคิดไรก็ได้ แค่สนุกๆ หรือว่าตลกๆ เข้าว่า

“งานสมัยก่อนที่ดีๆ เป็นงานที่อาจ Less Creative ไม่ต้องสุดเพี้ยน หรือไม่ต้องตลกตกเก้าอี้เสมอไป แต่ตอบโจทย์ทางการตลาด และเกี่ยวพันกับจิตวิญญาณของแบรนด์เสมอ ผมโตมากับคำสอนที่ว่า คนดูหนังโฆษณาเสร็จแล้ว จะพูดว่าอะไร “Wow, what a great commercial!” หรือ “Wow, what a great product!” คนอาจจะจดจำพระเอกหล่อ นางเอกสวยได้ หรือจำเนื้อเรื่องได้ แต่ในที่สุดแล้วโปรดักต์คืออะไร ดียังไง ทำให้เราอยากไปซื้อไหม หรือจำแบรนด์ได้มั้ย ภาพลักษณ์ที่เราทำไปทุกสิ่งทุกอย่าง มันส่งอะไรกลับไปที่เเบรนด์และสั่งสมให้เกิดคุณค่าอะไรกับเเบรนด์บ้าง”

เขายกตัวอย่างงานโฆษณาชิ้นเด็ดระดับตำนานสมัยก่อนให้ฟัง

“ลีโอ เบอร์เนทท์ ภูมิใจมาตลอดว่างานเราเนี่ย สร้างแบรนด์ให้กับลูกค้าหลายๆ แบรนด์ เราสร้างสรรค์คอนเซปต์ Amazing Thailand เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เราสร้างแคมเปญพลังไทยเพื่อไทยให้ ปตท. เราสร้าง Positioning ใหม่ทางการตลาดให้นีเวีย ซึ่งสมัยแรกนีเวียที่เข้าในไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็มุ่งเน้นแข่งขันกับจอห์นสันแอนด์จอห์นสันที่เป็นคู่แข่งโดยตรง

“จอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นเจ้าตลาดแห่งโลชั่นในไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี และเป็นเจ้าของสโลแกนที่รู้จักกันดีว่า “ดีสำหรับทารก ดีสำหรับคุณ” เน้นที่ความนุ่มนวลของผิวที่อ่อนละมุนเหมือนทารก แต่นีเวียก็อยากเปิดตัวในประเทศไทย และใช้ความนุ่มนวลเป็นจุดเด่นเช่นเดียวกัน เราก็บอกว่า เฮ้ย เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าไปสู้กับเขาตรงๆ อย่างนั้นคงสำเร็จยาก เราควรหันมาดูว่ามีช่องว่างในตลาดที่แตกต่างและแข็งแรงเท่าๆ กันให้เราได้ยืนไหม

“ในที่สุดเราก็ไปพบอินไซต์ข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากว่า ผู้หญิงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเด็กแรกรุ่นก็อยากเป็นสาวเต็มตัวเร็วๆ หรือสาวใหญ่แค่ไหนก็อยากดำรงความสาวให้นานที่สุด ซึ่งนำเราไปสู่ความคิดที่ว่า ความหมายของความนุ่มนวลของผู้หญิง มันมากกว่าแค่ผิวที่นุ่มนวล แต่มันคือเสน่ห์ที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงที่สยบทุกความแข็งกร้าว โดยเฉพาะจากเพศตรงข้ามอย่างผู้ชาย และเราก็สร้างสรรค์แคมเปญของโลชั่นทะนุถนอมผิวในวิถีทางที่แตกต่าง ทำให้ทุกคนต้องหันมาอยากรู้จักกับโลชั่นใหม่ยี่ห้อนี้

“แคมเปญโฆษณาของเรามุ่งเน้นไปที่ความเชื่อของนีเวียที่ว่า ผู้หญิงและความนุ่มนวลของผู้หญิงนี่แหละมีพลังมหาศาล สยบความแข็งแกร่งต่างๆ ของผู้ชายได้ ซึ่งก็เป็นแคมเปญที่ทำหน้าที่มากกว่าโฆษณาทั่วไป แต่เข้าถึงใจของผู้หญิง สร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้กับแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาชนกับช้างอย่าง J&J

“ผลงานที่ชอบอีกหนึ่งแคมเปญ ที่ถือว่าสร้างอิมแพ็คใหม่ๆ ให้วงการโฆษณาไทยในยุคนั้น คือแคมเปญโปรโมตการลดการใช้พลังงาน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นลูกค้ามาจ้างให้เราทำโฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น โลกยังไม่มีใครค่อยสนใจเรื่องนี้กันเหมือนในปัจจุบัน ทางลูกค้าเขาก็ตั้งชื่อโครงการมายาวๆ ตามสไตล์องค์กรใหญ่ระดับประเทศ เราก็บอกว่าอย่าเลย ใครจะมาจดจำ เอางี้ ใช้ชื่อสั้นๆ ว่า ‘รวมพลังหารสอง’ แล้วกัน ซึ่งลูกค้าก็ดีใจหาย ยอมตกลง”

“หนังโฆษณาอย่างอย่างเรื่อง ป.ปลา ที่ คุณม่ำ-สุธน เพ็ชรสุวรรณ กำกับจึงเกิดขึ้น โดยหยิบเอาอาขยานสมัยเด็กที่เราท่องมาเป็นไอเดียหลัก เพื่อสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน และอีกหลายๆ เรื่องตามมา ต้องขอบคุณลูกค้าดีๆ ทั้งหลายที่ให้ทั้งโอกาส และให้ความเชื่อมันในการสร้างสรรค์งานของพวกเราไว้ ณ ที่นี้เลย ผมกล้าพูดเลยครับว่างานดีๆ มักเกิดขึ้นมาจากลูกค้าที่ดีมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

“การทำงานที่นี่ยังสอนผมอีกว่า บริษัทก็เหมือนคอมมูนิตี้ ถ้าบริษัทนั้นๆ เป็นที่รวมของคนที่ใช่ ไม่จำเป็นต้องเก่งเลิศเลออย่างเดียว แต่ใช่เพราะเป็นทีมที่ลงตัว เชื่อมั่นในกันและกัน ผูกพันกันมากกว่าแค่ความเป็นที่ทำงาน ผมเชื่อว่าบริษัทนั้นจะประสบความสำเร็จ”

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

25 ปีผ่านไป ภาณุที่นั่งเก้าอี้ CEO ในขณะนั้นตัดสินใจออกมาทำ Greyhound อีกแบรนด์หนึ่งที่ภาณุและเพื่อนสนิท 4 คนร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วยการเริ่มต้นเป็นแค่งานอดิเรก แต่ยิ่งนับวัน Greyhound กลับยิ่งเติบโตแบบพรวดพราด และพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ

“ผมออกมาจากลีโอ เบอร์เนทท์ ด้วยกล่องหนังสือเพียงสามสี่กล่อง และเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนๆ ที่ผมรักที่นั่น แต่ไม่ลืมพกเอาคำขวัญที่จารึกอยู่บนกำแพงหน้าทางเข้าบริษัทที่มิสเตอร์ลีโอ เบอร์เนทท์ เป็นผู้เขียนเอาไว้

“ไขว่คว้าหาดวงดาว เราอาจจะเอื้อมไปไม่ถึงมันเลยสักดวง แต่อย่างน้อย มือของเราก็จะไม่เปื้อนโคลน”

กำเนิด Greyhound

ค.ศ. 1980 แบรนด์เสื้อผ้ามินิมอลเรียบเก๋สำหรับผู้ชายถือกำเนิดขึ้นใจกลางสยามเซ็นเตอร์ โดย ภาณุ อิงคะวัต และกลุ่มเพื่อน อดีตหัวเรือใหญ่ของลีโอ เบอร์เนทท์ เข้าใจศิลปะ วงการโฆษณา และเข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ความคิดสร้างสรรค์ในทุกอณูของเสื้อผ้าที่เรียบง่าย กระตุกให้วัยรุ่นและคนทั้งวงการเสื้อผ้าหันมามอง Greyhound 

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound

18 ปีต่อมา เกรย์ฮาวด์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นแสนเก๋ ก็โดดออกจากตู้เสื้อผ้ามาเปิด Greyhound Café ร้านแฟชั่นคาเฟ่สุดชิคสีขาว เทา ดำ เสิร์ฟอาหารแบบ Basic with a twist อร่อย เข้าใจง่าย แต่มีลูกเล่นสนุกๆ บนโต๊ะกินข้าว บรรยากาศ กระทั่งดอกไม้บนโต๊ะหรือยูนิฟอร์มพนักงาน ก็ออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ Fashionable Time ที่อิ่มอร่อยมากว่า 20 ปี

“คนก็งงกับผมว่า เอ๊ะ ทำไมอยู่ดีๆ ทำโฆษณาแล้วมาทำแฟชั่น แล้วทำแฟชั่นอยู่ดีๆ มาเปิดร้านอาหาร แล้วแบรนด์เดียวกันด้วย แล้วแต่ละอย่างก็ประสบความสำเร็จได้ มันเกี่ยวอะไรกัน ผมก็ถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกันนั้นเหมือนกันนะ แล้วในที่สุดผมก็เจอคำตอบ

“เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมก็ไม่ได้เรียนโฆษณาหรือการตลาดมาเลย ผมจบกราฟิกดีไซน์ และหลายๆ คนที่ลีโอ เบอร์เนทท์ ก็ไม่ได้จบโฆษณา ตอนมาทำแฟชั่น ผมและเพื่อนๆ ที่ Greyhound ก็ไม่ได้จบแฟชั่นดีไซน์กันสักคน หุ้นส่วนผมจบเลขาบ้าง จบครูบ้าง น้องๆ ดีไซเนอร์แต่ละคนบ้างก็จบกราฟิก จบโปรดักต์ดีไซน์ จบจิตกรรม ทำแพตเทิร์นกันก็ไม่เป็น พอมาทำร้านอาหารก็ไม่ได้จบ Le Cordon Bleu

“แต่สิ่งหนึ่งที่เรามีเหมือนกัน คือเราเป็นคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กันในแต่ละชุมชน สมัยอยู่ลีโอ เบอร์เนทท์ ก็เป็นพวกบ้าหนังโฆษณา ชอบดูโฆษณาดีๆ และมานั่งวิเคราะห์กันว่าทำไมไอเดียเขาถึงดีได้ขนาดนั้น พอมาทำเสื้อผ้า ก็เป็นกลุ่มคนที่สนุกกับการแต่งตัวเหมือนกัน และเลยมาชอบกินอาหารอร่อยๆ เหมือนกัน เลยสรุปว่าจริงๆ เราเป็นไลฟ์สไตล์พรีเซนเตอร์ละมั้ง เราพรีเซนต์ไลฟ์สไตล์ที่เรียกว่า ‘เกรย์ฮาวด์สไตล์’ ออกมา ต้องอยู่อย่างนี้ แต่งตัวอย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้ กินก็แบบนี้ สวยงามแบบนี้

“พอเราเจอตรงนั้น เออ มันเปลี่ยนมุมมองตัวเราเอง เราทำอะไรก็ได้แล้วทีนี้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราชอบ อยากนำเสนอ อยากสร้างสรรค์ของดีๆ สนุกๆ ให้คนอื่นๆ ที่ชอบอะไรคล้ายๆ เราได้ลอง ได้สัมผัส ได้ใช้ด้วย มันเลยกลายมาเป็นความสุขที่เราสามารถคิดต่อยอดไปได้เรื่อยๆ และก็เติบโตจนเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง

ภาณุ อิงคะวัต ชีวิตนักออกแบบ ผู้บริหาร และคนรักงาน ตั้งแต่ Leo Burnett ถึง Greyhound
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร

“พอมาดูแลธุรกิจของเราเอง เราได้เรียนรู้อีกเยอะมาก เพราะต้องแบกรับโดยตรง ร้อนหนาวมันจับต้องได้ชัดเจน” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์เอ่ย “ต้องขวนขวายแก้ปัญหา ไม่ใช่นั่งออกแบบอย่างเดียว ลงมือคลุกฝุ่นอยู่กับมัน ภาษาเอเจนซี่เรียกว่าตีนดำ ต้องลงจากหอคอยงาช้าง ถึงจะเห็นปัญหาที่แท้จริง เห็นช่องทางของโอกาสต่างๆ

“ผมได้รู้เรื่องรูปแบบการทำธุรกิจ ผมเชื่อในการจัดแถวทุกอย่างให้ตรง เป็นหมวดเป็นหมู่ หน้าที่ใครก็ต้องชัดเจน สายงานต้องเป็นระบบ แต่เมื่อทำงานจริงก็ต้องช่วยกัน กอดคอกันได้ ที่ลีโอ เบอร์เนทท์ มีคนจัดแถวมาให้หมดแล้ว เราเพียงเดินตามแถวไป พอเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เราต้องพยายามสร้างและผลักดันระเบียบวินัยให้เกิดขึ้นและติดตามผล ยืนหยัดทำให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ไปข้างหน้า พอสร้างคอมมูนิตี้ของตัวเองแล้ว รู้เลยว่าการสร้างปรัชญาองค์กรเหมือนที่ลีโอ เบอร์เนทท์ ทำไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“นอกเหนือจากการก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงิน แต่อีกส่วนที่สำคัญและผมไม่เคยลืมจากการทำงานที่ลีโอ เบอร์เนทท์ คือการสร้าง Culture ให้กับองค์กร ในที่สุดแล้ว Greyhound เชื่อในอะไร คน Greyhound ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีทัศนคติอย่างไรในการทำงานและแม้แต่ในการดำเนินชีวิต บริษัทใหญ่ๆ ใช้เงินมหาศาลในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดขึ้นและแข็งแรง เพราะเขาเห็นความสำคัญ แต่ SME มักจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้และมุ่งหน้าค้าขายไปวันต่อวัน ซึ่งถ้าคิดดีๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้แหละคือปรัชญาของบริษัทหรือของแบรนด์ ไม่ใช่แค่เจ้าของแบรนด์เท่านั้นที่ต้องรู้ แต่ยิ่งสื่อสารหรือปลูกฝังให้กับพนักงานมากเท่าไหร่ พวกเขานั่นแหละจะกลายเป็นกำลังที่สำคัญที่ช่วยเราขับเคลื่อนบริษัทและแบรนด์ไปได้อย่างถูกทิศทางและรวดเร็ว

“สิ่งหนึ่งที่ผมชอบงานที่ผมทำไม่ว่าจะตั้งแต่ลีโอ เบอร์เนทท์ หรือ เกรย์ฮาวด์ คือการที่เราได้ปั้นอะไรบางอย่างจากโจทย์ จากข้อมูลกว้างๆ ผ่านการตั้งคำถามกันเยอะๆ แล้วคำตอบมันจะค่อยๆ ก่อตัวกันขึ้นมา ผ่านการปั้น แล้วก็ปั้น ตบซ้าย คลึงขวา ถ้าส่วนนี้มันเบี้ยวไปก็ตบมันกลับ ถ้าส่วนนี้แบนไปก็ดึงมันขึ้น ค่อยๆ ปั้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเห็นผลลัพธ์ที่เรารู้สึกภูมิใจออกมา นั่นคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเราได้ทุกครั้ง โจทย์จึงเป็นจุดเริ่มต้น เป็น Challenge ที่สำคัญทุกครั้ง

“เรากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร พูดกับใคร มีกลุ่มเป้าหมายคือใคร เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราไม่หลงทาง และถูกความคิดแบบฝันเฟื่องพาเราไปอย่างไม่มีทิศทาง ผมเชื่ออย่างนั้น”

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

นักออกแบบและผู้บริหารเอ่ยย้ำว่า ไม่ใช่ทุกงานทุกโปรเจกต์จะประสบความสำเร็จไปเสียหมด ที่ล้มเหลวล้มเลิกไปก็มาก แต่หมุดหมายหนึ่งที่เขาภูมิใจ คือการได้ร่วมกันปั้นให้เกรย์ฮาวด์กลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีพลัง และเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก มีสาขาในหลายประเทศต่างแดน เกรย์ฮาวด์แฟชั่นได้รับความสนใจและถูกสั่งไปขายถึงเบอร์ลิน นิวยอร์ก มอสโคว์ ซิดนีย์ โตเกียว สิงค์โปร์ และโซล ส่วนร้านอาหารก็ขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ไปในหลายเมืองในแถบเอเชีย อย่างฮ่องกง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กัวลาลัมเปอร์ สิงค์โปร์ จาการ์ต้า และข้ามไปถึงลอนดอนรวมถึง 17 สาขาด้วยกัน

ดีไซน์งาน ดีไซน์ชีวิต

ตัวอย่างงานมันๆ ที่น่าสนุกของ Greyhound เช่น การที่ทั้งทีมได้มีโอกาสบุกลุยไป เปิดสาขาที่ลอนดอนใน ค.ศ. 2017 ซึ่งวางแผนอยู่ 3 ปีเต็ม เพื่อจัดบางกอกใส่จานไปเสิร์ฟอีกซีกโลกอย่างภาคภูมิ ถ้าไม่มีโจทย์ที่ชัดเจน พวกเขาคงยก Greyhound Café อย่างที่เป็นที่กรุงเทพฯ ไปง่ายๆ แต่พอไปศึกษาตลาดอาหารไทยที่นั่นใหม่ ถึงได้รู้ว่าดูถูกผู้บริโภคที่นั่นไม่ได้ ถึงขั้นต้องใช้คำว่า “ขอบคุณลอนดอนที่ทำให้เราตาสว่างขึ้น”

ถึงจะเป็นต่างชาติ แต่วันนี้พวกเขารู้จักอาหารไทยแบบลึกซึ้ง กินปลาร้ากินแจ่วกันสบายมาก แม้ Greyhound จะไปเปิดร้านอาหารไทย ซึ่งต่างไปจากจุดยืนหลักของ Greyhound Café ที่กรุงเทพฯ แต่ในฐานะแบรนด์แฟชั่น จะไปแบบไทยเอิงเงยไม่ได้ ต้องหาจุดยืนที่น่าสนใจไปเสนอฝรั่งที่รักอาหารไทยรุ่นใหม่ให้ได้ 

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร

ภาณุและทีมหยิบความวุ่นวายแบบ Beautiful Chaos ของบางกอกมาปรุงใหม่ เพราะคนกรุงเทพฯ กินอาหารไม่เหมือนคนไทยต่างจังหวัด เช่น กินเบอร์เกอร์เนื้อกับใบกะเพรา สปาเกตตี้ปลาเค็ม หรือผัดขี้เมา หรือสปาเกตตี้คาโบนาร่าที่เติมเครื่องเทศแบบจัดจ้าน ไม่เหมือนฝรั่งกิน ผสานตั้งแต่กลิ่นอายสตรีทฟู้ดในผัดกะเพรา จนถึงร้านเหลาแบบใส่ล็อบสเตอร์ โดยทำให้รสชาติเหมือนที่กรุงเทพฯ มากที่สุด

แม้แต่การออกแบบเมนู ชาวลอนดอนเตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าใส่รูปถ่าย เพราะจะทำให้ดูเหมือนร้านอาหารจีนราคาย่อมเยา ทีมนักออกแบบก็อดไม่ได้ที่จะรับคำท้า ปรับเปลี่ยนวิธีจัดจานใหม่ให้ร่วมสมัย ถ่ายรูปกันด้วยช่างภาพระดับท็อปของไทย วาดเลย์เอาต์กันสุดฤทธิ์ จนลอนดอนเนอร์บอกว่านี่ไม่ใช่เมนูอาหาร แต่เป็นแฟชั่นแมกกาซีน การตกแต่งภายในร้านก็ออกแบบอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว จนได้รับการรีวิวดีเยี่ยมจากเจ้าบ้าน ทั้งในแง่ดีไซน์ตกแต่งร้านและอาหารที่มอบประสบการณ์แสนสนุก

การค้นพบครั้งนี้จึงกลายเป็นเส้นทางใหม่ให้ภาณุและทีมเกรย์ฮาวด์ได้เปิดความคิดใหม่ๆ พัฒนาคอนเซ็ปต์ของ Greyhound Café ที่จะออกสู่ต่างประเทศไปได้อีกมากมาย

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : www.ellethailand.com

ในแง่เสื้อผ้า คอลเลกชัน BANGKOK POSE บนรันเวย์ Elle Fashion Week 2019 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ใส่ความสร้างสรรค์สไตล์เกรย์ฮาวด์เข้าไปให้นอกคอก ตีความ Street Brand ของตัวเองด้วย Street of Bangkok หยิบสายไฟระโยงระยางและความเยินขึ้นเวที แล้วนายแบบนางแบบทั้งหลายก็เดินเป็นคนธรรมดา คุยโทรศัพท์ไป เดินไปถ่ายรูปไป จิ้มมือถือส่งข้อความไป กลายเป็นโชว์ที่เป็นที่จดจำสุดๆ ในปีนั้น

IKEA x Greyhound Original
IKEA x Greyhound Original

อีกโปรเจกต์หนึ่งที่เป็นงานชิ้นสำคัญ นั่นคือ คอลเลกชัน SAMMANKOPPLA (ซัม-มัน-คอป-ล่า) ซึ่งถือเป็นการจับมือกันครั้งแรกระหว่างแบรนด์ระดับโลกอย่าง IKEA กับแบรนด์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง Greyhound Original ร่วมกันผลิตสินค้าสไตล์สแกนดิ-เอเชียน วางขายทั่วโลก 

“อยู่ดีๆ อิเกียก็ส่งอีเมลมาบอกว่าอยากจะขอทำงาน Collab ร่วมกันกับเกรย์ฮาวด์ เราก็คิดกันว่าตลกแล้ว ไม่ใช่ของจริงแน่นอน มันต้องเป็น Fake Mail แน่นอน เขาส่งอีเมลมาถึงสองครั้งโดยเราไม่ตอบกลับ แต่เขาก็ส่งมาอีก เราก็เริ่มรู้สึก เอ๊ะ จริงเปล่าวะ เลยติดต่ออิเกียเมืองไทย ถามว่ามีชื่อคนนี้ทำงานที่อิเกียมั้ย เขาก็เช็กให้ว่าที่สวีเดนมีจริงๆ เราก็เลยตอบรับไป เขาบินมาคุยถึงที่ร้าน Greyhound Café เลย และในที่สุดโครงการนี้ก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับผมและน้องๆ ทุกคนที่ได้ทำงานร่วมกับเขา

“ก่อนเริ่มงานเขาพาเราไปรู้จักตัวตนของ IKEA กันถึงบ้านเกิดเลย ชื่อเมือง Älmhult ซึ่งเป็นเมืองเล็กมากๆ ประมาณบางกะเจ้าเลยครับ อยู่ไกลจากเมืองหลวงของสวีเดนมาก อิเกียเกิดที่นี่ แล้วร้านแรกของอิเกียก็อยู่ที่นี่” 

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : นภษร ศรีวิลาศ

“เราได้เรียนรู้ ได้ตื่นตาตื่นใจในความคิดของเขาด้วย เขาเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ อิเกียไปจับมือกับคนหลากหลายเลเวลมาก หลายรูปแบบมาก จับมือกับ NASA โดยใช้วัสดุที่นำหนักเบาในยานอวกาศมาพัฒนาสินค้า จับมือกับชาวประมงสเปน เพื่อเก็บขยะพลาสติกในมหาสมุทรแอตแลนติกมารียูสเป็นวัสดุใหม่

“ผมไม่เข้าใจอยู่ตั้งนานว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา จนกระทั่งวันสุดท้ายก่อนจะทำโปรดักต์เสร็จ ใช้เวลาสามปี คุณเชื่อไหม ของยี่สิบห้าชิ้น ใช้เวลาสามปี ตั้งแต่ออกแบบจนขึ้นตัวอย่างสุดท้ายเสร็จ และก่อนจะ Launch เขาก็จัด Global Press Conference พรีเซนต์คอลเลกชันอิเกียทั้งหมดที่เป็น Collaboration Project ในปีนั้น ให้นักข่าวทั่วโลกบินไปดู 

“เราถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำ คือการตอบโจทย์ทุกแง่มุมของการใช้ชีวิตของโลกยุคใหม่ เช่น คอลเลกชันดวงโคมที่ใช้พลังแสงอาทิตย์ ซึ่งยังเป็นเทคโนโลยีราคาแพง แต่กำลังจะหาซื้อได้ในราคาอีเกีย โดยมุ่งทำให้บ้านเล็กบ้านน้อยในที่ห่างไกลความเจริญที่ไฟฟ้าไปไม่ถึงได้มีไฟใช้ ในขณะที่บ้านคนชั้นกลางก็ลดค่าไฟได้ด้วย ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ตอบสนองคนเล่นคอมพิวเตอร์เกมวันละหลายๆ ชั่วโมงจนหลังขดหลังแข็ง ออกแบบอาหารรูปแบบใหม่ที่ใช้เนื้อสัตว์น้อยลง ลดก๊าซเรือนกระจก เราก็ได้เรียนรู้ว่าเขาอยากทำงานกับเรา เพราะเขาเชื่อว่าเอเชียคืออนาคต และอยากมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมเอเชียมากขึ้น เขาจึงเลือกไทยแลนด์ที่เป็น Destination Holiday ที่ใครๆ ก็อยากมา”

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : นภษร ศรีวิลาศ

“สิ่งที่ประทับใจผมมากจากการได้ทำงานโครงการนี้ คือได้เข้าใจในปรัชญาการออกแบบของเขา ซึ่งสะท้อนกลับไปที่จุดยืนของแบรนด์ได้อย่างน่าทึ่ง นั่นคือ Democratic Design หมายความว่าทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะใช้ของสวย ของดี เพราะฉะนั้น อิเกียจะทำทุกอย่างให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี ยาจก หรือใครก็ตาม เข้าถึงของสวย ของดี ดูสิมันเป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่และอยู่กับแบรนด์ไปได้ยาวนานจริงๆ และทุกปีอิเกียจะพัฒนาโปรเจกต์ย่อยมากมายเพื่อผลิตสินค้าให้ตรงกับทุกแง่มุมชีวิต โดยสอดคล้องกับเทรนด์โลกตลอดเวลา นี่คือการทำให้แบรนด์ไม่หยุดอยู่กับที่ เป็นแบรนด์เก่าแก่แต่ไม่มีวันแก่ไปตามกาลเวลา”

แถวหลังของรถบัส

“การทำงานเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ผมมีห้องทำงานที่สบาย อยู่ตรงระเบียง มีต้นไม้ ไม่ได้อยู่เป็นตึกชั้นสูงๆ แล้วก็มีผู้คนเดินเข้าเดินออกทักทายกัน มีอาหารกลางวันกินร่วมกัน พลังมันไม่ได้มาจากแค่งานอย่างเดียว มันคือการแชร์ความสุขของคอมมูนิตี้ มันก็เลยทำให้เกิดพลังไปด้วยกัน ช่วยกันดึงช่วยกันผลักอะไรอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่ามันไปต่อได้เสมอ

“เมื่อเวลาที่ต้องจากกันมาถึง หลังจากทำงานอยู่ที่เกรฮาวด์มาครบสี่สิบปี แน่นอนก็เศร้าสลดมากครับ เพราะพนักงานหลายคนก็ทำงานกันมาเป็นสิบๆ ปี ตั้งแต่วันแรกของการทำงานเลยก็มี แต่ว่าก็ถึงเวลาที่น้องๆ เขาจะได้เติบโตขึ้นมา

“ผมก็เป็นอย่างนี้กับลีโอ เบอร์เนทท์ นะครับ ตอนที่ออกมาจากลีโอ เบอร์เนทท์ คือถึงเวลาที่คนรุ่นใหม่จะต้องขึ้นมาเทคโอเวอร์ และก็นำไปสู่อะไรใหม่ๆ ได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมก็เขียนไว้ในจดหมายลากับเขา ผมบอกว่าถึงเวลาที่ผมจะไปนั่งแถวหลังของรถบัสเกรย์ฮาวด์คันนี้แล้ว และให้เขาได้ขับนำทางพาผมไปที่ใหม่ๆ บ้าง เป็นที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน ผมเชื่อว่ามันจะเป็นเส้นทางใหม่ที่สนุกๆ และทำให้ผมได้เจออะไรใหม่ๆ มากมาย”

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

ตั้งแต่เกษียณตัวเองจากเก้าอี้ผู้บริหารใน ค.ศ. 2019 โดยปล่อยมือให้บริษัท Mudman ซึ่งเข้ามาซื้อกิจการเครือ Greyhound ตั้งแต่ 5 ปีก่อนหน้าลงมือบริหารเต็มตัว เส้นทางการทำงานของภาณุไม่รีบร้อนเหมือนก่อน แต่ยังมีโปรเจกต์มากมายที่เขาสนุกกับการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ทั้งการทำงานเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแคมเปญต่างๆ ให้ สสส. การได้เข้าไปช่วยมูลนิธิรามาธิบดีฯ ด้านการสื่อสารเป็นระยะๆ คิดสร้างสรรค์แบรนด์ใหม่ให้เพื่อนที่ขอให้ช่วย ไปจนถึงงานสอนเลกเชอร์ให้ทั้งนิสิต นักศึกษา และองค์กรต่างๆ 

“ดีกว่าอยู่เฉยๆ วันแรกที่เกษียณเนี่ย ผมรู้สึกเหมือนกันนะว่าจ๋อยเลย ตื่นขึ้นมานี่มันไม่เหมือนเดิม มันไม่มีอะไรให้ทำ ไม่มีนัด ไม่มีประชุมอะไรอย่างเงี้ย เราก็รู้สึกแปลกๆ” คนรักงานยอมรับ 

“เรา Take มาเยอะแล้ว เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ Give Back บ้างครับ คนอื่นเขาทุ่มเทให้สังคมกันเยอะแยะมากมาย เราเห็นแล้วรู้สึกว่าเราเองยังไม่ได้ให้อะไรเลย นี่เป็นสิ่งผมเคยพูดกับตัวเองมานานแล้วแต่ไม่ได้ทำสักที”

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้และสั่งสมมาตลอดช่วงเวลา 40 กว่าปีของการทำงาน ภาณุยินดีเผยเคล็ดลับการทำงานสร้างสรรค์ที่เขาเรียนรู้ตั้งแต่นับหนึ่งในวงการโฆษณา จนถึงการสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์ให้เติบโตไม่หยุดยั้ง

ถอดบทเรียนการออกแบบอย่างสร้างสรรค์แบบฉบับผู้บริหารบริษัทโฆษณา สู่บริษัทไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหาร
ภาพ : ภัทรานิษฐ์ พัวพงศกร

สิ่งที่ผมเรียนรู้มาตลอด 40 กว่าปีของการทำงาน ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องๆ

01 ทำในสิ่งที่รัก รักในสิ่งที่ทำ

“อาจฟังดู Cliche แต่มันก็ใช่ เพราะเมื่อเรา Passionate กับสิ่งที่เราทำ รักและสนุกกับมัน เราจะทำมันได้แบบไม่มีเบื่อ การปั้นงาน การสร้างไอเดียอะไรต่างๆ ทำแล้วทำอีก ผิดแล้วผิดอีก ก็แก้แล้วแก้อีกได้ มันคือเหตุผลที่ทำให้เราอยากลุกจากที่นอนทุกเช้า จริงอย่างที่เขาพูดกันไว้ครับ”

02 เริ่มจากการตั้งโจทย์ที่ดี

“ผมเชื่อเสมอเลยครับว่า การทำงานให้ดีต้องเริ่มจากโจทย์ที่ดี โจทย์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม จะออกแบบร้านใหม่ ออกแบบคอลเลกชันใหม่ หรือแค่ออกแบบเมนูเล่มใหม่ เรากำลังพูดกับใคร เขาต้องการอะไร สิ่งที่เราจะมอบให้เขาเป็นประโยชน์อะไรกับเขา เราจะเชื่อมต่อเขากับเราได้ยังไง อะไรอยู่ในใจเขา เราจะเข้าไปนั่งในใจเขาได้ยังไง ตีความโจทย์ให้ออกแล้วเราจะไม่หลงทาง และโจทย์นั้นแหละจะนำไปสู่งานที่ดี” 

03 ทำงานกับคนเก่ง

“ต้องทำงานกับคนเก่งให้ได้มากที่สุด ผมพยายามแวดล้อมตัวผมเองด้วยคนเก่งๆ เสาะหาคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาอยู่ในทีม เพราะว่าคนเก่งเท่านั้นที่จะช่วยกันต่อยอดได้ คนหนึ่งคนจะเป็นอะไรทุกอย่างเองไม่ได้ ผมทำโฆษณามา แต่กำกับหนังเองก็ทำไม่ได้ มันก็ต้องมีคนมาช่วยผมถ่าย ช่วยกำกับ ตัดต่อ ต้องมีช่างภาพมาถ่ายรูปแฟชั่นให้ผม เป็นดีไซเนอร์ก็ต้องมีช่างแพตเทิร์นที่เก่ง ช่างตัดเย็บที่เก่ง

“เก่ง บวกเก่ง บวกเก่ง เท่ากับการต่อยอดไปสู่อะไรดีๆ แต่ถ้าเก่ง บวกไม่เก่ง บวกไม่เก่ง มันจะเจอทางตัน ความสำเร็จมีแต่จะลดลง หรืออยู่แต่ในกรอบเดิมๆ ของตัวเราเอง เพราะเขาช่วยต่อยอดอะไรเราไม่ได้” 

04 สร้างสภาพแวดล้อมที่ใช่

“ตอนนี้คุณทำงานแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ หรือมีคนช่วยคุณมองปัญหา ช่วยคิดหาทางออกใหม่ๆ ไปด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน แล้วก็ช่วยกัน Push and Pull กันรึเปล่า ทีมเวิร์กสำคัญมากนะครับ

“บริษัทอยู่ได้ด้วยความเป็นทีม จงช่วยกันทำงาน ในฐานะหัวหน้าของทีม คุณควรจะรู้ว่าใครเก่งอะไร และเราจะได้ประโยชน์สูงสุดจากเขาได้อย่างไร ชุมชนหนึ่งๆ มันมีหลายเลเยอร์ หลายเลเวล ที่เราเรียนรู้จากคนในคอมมูนิตี้ของเราได้ ผมรู้สึกว่าการเอาหัวมาชนกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดทุกครั้ง มาร์เก็ตติ้งต้องเข้าใจสิ่งที่หน่วยสร้างสรรค์กำลังมองหา ครีเอทีฟหรือดีไซเนอร์ก็ต้องเข้าใจสิ่งที่มาร์เก็ตติ้งกำลังมองหาด้วย และก็ถกเถียงกัน แชร์ความคิดกันครับ มันถึงจะนำไปสู่ทางแก้ที่แฮปปี้ร่วมกัน ไม่มีทางหรอกที่เราจะพาบริษัทวิ่งไปข้างหน้าจนถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ หันกลับมาอีกที อ้าว อยู่ไหนกันหมดแล้วเนี่ย มันไม่มีประโยชน์ ถ้าจะไปให้ประสบความสำเร็จต้องไปด้วยกัน โตต้องโตพร้อมกัน

เขาถึงบอกไงว่า “กองทัพไปได้เร็วที่สุด อยู่ที่คนสุดท้ายเสมอ” ถ้าพลทหารกองหลังที่อยู่ท้ายแถวกลับรั้งท้าย ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ว่ากองหน้าเขาไปไหนกันแล้ว ยัวมัวหลงทางอยู่เนี่ย กองทัพมันไปไม่ได้ไกลหรือเร็วพอหรอกครับ 

“วัฒนธรรมของแบรนด์หรือบริษัทขึ้นอยู่กับผู้นำที่ดี ซึ่งทำให้คนรู้สึกว่าที่เขาทำงานอยู่นี่ไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ทำเพื่อตัวเขาเอง พอทำแล้วเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ สนุกในสิ่งที่ได้ทำ และบริษัทก็เชื่อในสิ่งนั้น เราแชร์ความเชื่อร่วมกัน มันจึงเกิดความรู้สึกเป็นคอมมูนิตี้ที่มีความสุขในการทำงาน”

05 ถอยมามองจากมุมสูงหรือระยะไกลบ้าง

อย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาขลุกอยู่กับงาน จนไม่มีเวลาถอยมาดูภาพรวมในระยะไกล หาเวลามองข้ามช็อตบ้าง อย่ามัวแต่เพ่งจุดเล็กๆ ตลอดเวลาถ้าคุณเรียนศิลปะ โดยเฉพาะวิชา Life Drawing อาจารย์จะสอนให้ถอยหลังมาแล้วยืนหรี่ตาดู เราจะลดรายละเอียดของสิ่งที่เราเห็นลง แต่กลับเห็นองค์ประกอบรวมได้ดีขึ้น

06 สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ

“การลงทุนระยะยาวกับแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแบรนด์คือพลังที่ไม่ใช่แค่การซื้อการขายวันต่อวัน แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงระยะยาว แบรนด์มีอารมณ์และความรู้สึกซ่อนอยู่มาก เพราะฉะนั้น เราต้องหาให้ได้ว่าอะไรเป็นจุดเด่นที่พิเศษเฉพาะตัวที่เราต้องหยิบออกมาไฮไลต์ให้คนเห็น แล้วก็นำสิ่งนั้นไปต่อให้ติดกับคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ถ้าต่อกันติด ถูกใจกัน โดนใจกัน มันจะเหมือน Long-lasting Relationship ที่นำไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนของคุณเลยทีเดียว

“สิ่งที่เป็นจุดเด่นและพิเศษของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า แบรนด์ข้าวแกง แบรนด์กระเป๋าอะไรก็ตาม ไม่ใช่คุณลักษณะ ไม่ใช่แค่วัสดุหรือวัตถุดิบ แต่ต้องยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะหรือเทคโนโลยีที่คุณภูมิใจวันนี้ มันกลายเป็นของที่ตามกันทันหมด และจะล้าสมัยได้ในไม่นาน

“สิ่งพิเศษที่ว่านี้อาจเป็นความคิด ความเชื่อ ความชอบ ทัศนคติก็ได้ที่ทำให้แบรนด์หนึ่งแตกต่างจากแบรนด์หนึ่ง เช่นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Apple จุดขายเขาไม่ได้เกี่ยวกับตัวโลหะกรอบนอกของเครื่อง ซอฟต์แวร์ หรือรูปลักษณ์ของดีไซน์อะไรแบบซื่อๆ อย่างนั้นเลย แต่มันคือ Attitude ของแบรนด์ที่ทำให้มีคุณค่ายิ่งใหญ่ไปกว่าแค่เป็นแบรนด์เทคโนโลยีเฉยๆ มันคือ Belief หรือความเชื่อที่ว่า At Apple we “Think Different” และเขามุ่งพูดไปกับกลุ่มคนที่ต้องการ Think Different เหมือนกัน คนที่จะเปลี่ยนโลกด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ โอ้โห เวลาสองอย่างนี้มาเจอกันเนี่ย มันก็เป็น Long-term Business Strategy ได้ตลอดกาล นำพาให้ธุรกิจติบโตไปได้ยาวไกล”

ภาพ : ภาณุ อิงคะวัต

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load