The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สุธีร์ ปรีชาวุฒิ คือคนดูแลต้นไม้และนักสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติประจำสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เขาเรียกตนว่าอย่างนั้น เราเห็นชอบอย่างไม่มีข้อโต้แย้งหลังจากเดินชมหนึ่งในสวนผลไม้ออร์แกนิกที่โดดเด่นที่สุดของจันทบุรี ผลผลิตจากสวนขนาด 100 กว่าไร่ของเขาวางขายในร้านค้าสินค้าปลอดภัยต่างๆ อย่างเลมอนฟาร์ม, ปันอยู่ปันกิน ไปจนถึงส่งออกให้ชาวต่างชาติที่ใส่ใจอาหารปลอดสารพิษ

การค้นคว้าจริงจังของคนดูแลต้นไม้คนนี้ ทำให้สวนนี้เป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ทีี่เกษตรกรออร์แกนิกรุ่นใหม่สนใจเข้ามาปรึกษาเสมอ สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ยินดีต้อนรับทั้งหน่วยงาน เกษตรกรรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว ที่สนใจเรื่องออร์แกนิก ให้เข้ามาชม และพร้อมเสมอที่จะให้คำปรึกษา

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

สุธีร์เป็นลูกชาวนา ก่อนจะผันตัวเป็นลูกชาวสวน หลังจากคุณพ่อเปลี่ยนอาชีพมาปลูกผลไม้ เดิมทีคุณพ่อมีเนื้อที่ทำสวน 15 ไร่ สมัยนั้นเงาะราคา 15 บาท ค่าแรงงานวันละ 5 บาท ทำให้คุณพ่อมีเงินพอที่จะซื้อที่เพิ่มได้ ความโหดร้ายของอาชีพเกษตรกรคือแม้จะผ่านไป 50 ปี ค่าแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท แต่เงาะยังราคาประมาณ 15 บาทเท่าเดิม

“เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การเกษตร” พ่อบอกสุธีร์ด้วยความหวังดีในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

ใบปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล จึงเป็นของขวัญตอบแทนความหวังดีของคุณพ่อ แต่ลูกชาวสวนคนนี้รู้ตัวดีว่าจะต้องกลับบ้านไปทำสวน เขาค้นพบเรื่องนี้เมื่อฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมแถวนิคมมาบตาพุด

“เราเจอว่าตอนกลางวันเราอยู่อย่างปกติ พอกลางคืนเรานอนแล้วตื่นมาหายใจไม่สะดวก ลองแคะขี้มูกออกมาแล้วเป็นสีดำ แสดงว่ามลพิษสูงมาก รู้เลยว่างานวิศวะเครื่องกลต้องวนเวียนอยู่แบบนั้น ไปไหนไม่รอด

“หลังเรียนจบได้ 2 – 3 ปี เราเที่ยวห้างบ่อยขึ้น ไปเดินแผนกผักและผลไม้มากขึ้น เราคิดว่าผลไม้น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการขายแม่ค้า เราไม่รู้จักหรอกออร์แกนิก รู้แค่ว่า 30 ปีก่อนคุณพ่อเป็นลูกค้าชั้นดีของปุ๋ยเคมี จนกระทั่งเขาหมดแรงล้มลงในสวน คุณหมอบอกว่า ในร่างกายมีสารเคมีมากเกินไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เรากลับบ้านมาทำเกษตรอินทรีย์”

ชาวจันทบุรีหลายคนตั้งตัวจนมั่งคั่งได้จากสวนผลไม้ และชาวเมืองจันท์หลายคนก็เจ็บป่วยเพราะสารพิษในสวนผลไม้เช่นกัน สุธีร์เรียนรู้เรื่องนี้จากคนใกล้ตัว หนุ่มวิศวะเครื่องกลฯ จึงเลือกทำสวนที่ปลอดภัยต่อชีวิตและครอบครัวของเขาก่อนเป็นอันดับแรก

จากวันที่กลับบ้านมาทำสวนโดยไม่รู้สักนิดว่าออร์แกนิกคืออะไร เพียงอาศัยการทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเอง จนปัจจุบันสวนผลไม้ 4 แปลงใหญ่บนเนื้อที่ 100 ไร่ เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ด้วยการสร้างระบบนิเวศและสมดุลธรรมชาติ

ถ้าอยากรู้ว่าสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ทำได้อย่างไร ไปเดินกลางสวนผลไม้แล้วฟังพร้อมกัน!

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

โลกใบเล็กในสวนมังคุด

สุธีร์ชวนเรากระโดดขึ้นรถยนต์คู่ใจ ขับไปถึงสวนมังคุดแปลงที่ 1 ที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ คนดูแลต้นไม้ชวนเราดูใบต้นมังคุดเวลากระทบกับแสงแดด ใบมันวาวระยิบระยับ เป็นการส่งสัญญาณว่าต้นมังคุดสุขภาพดี

“เราเคยอ่านหนังสือของวนเกษตร เขาบอกว่า ในธรรมชาติที่ต้นไม้อยู่ร่วมกันจะมีการฟุ้งกระจายของแสง แสงมากระทบใบนี้แล้วส่งต่อไปให้ใบของต้นนู้น เป็นความเกื้อกูลกันของธรรมชาติ พอเรามามองก็มีความจริงอยู่”

ตลอดพื้นที่ของสวนมังคุดมีหญ้าสีเขียวขึ้นรกชัฏนั้นไม่ได้การันตีความขี้เกียจของชาวสวน แต่สุธีร์บอกว่าเขากำลังสร้างระบบนิเวศในธรรมชาติ เขาเลี้ยงหญ้าและใส่ปุ๋ยเพื่อให้แมลงดีและแมลงร้ายมาอยู่อาศัย แมลงดีคอยกินแมลงร้ายที่กัดกินใบและผลของต้นมังคุดอีกที  

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหญ้าชนิดไหนมีประโยชน์” เราถาม

“ชนิดไหนก็ตามที่มีรอยแทะ แสดงว่าแมลงกินได้ก็มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ แมลงศัตรูพืชแทนที่จะกินใบมังคุดก็เลือกกินหญ้า เราเลยเลี้ยงหญ้าให้เขามาอาศัย ถ้าสวนเราไม่มีหญ้า ต้นไม้จะแย่ เราเลยไม่ตัดหญ้าเตียนถึงดิน จะเหลือไว้ 1 คืบเสมอให้แมลงพอมีใบไว้อาศัย สวนมังคุดแปลงนี้ตอนเราปรับเป็นอินทรีย์ ปีแรกเราแทบไม่เจอแมลงเลย แต่เราเจอหนอนเต็มสวน มังคุดขี้เหร่มาก ลูกเล็ก ใบหงิกๆ งอๆ ผลผลิตได้นิดเดียว
         “พอเข้าปีที่ 3 เราชวนรุ่นพี่ที่เป็นนักกีฏวิทยามาช่วยดูแมลงให้ ปรากฏว่าชนิดแมลงมีมากขึ้น อย่างปีแรกแมลงศัตรูพืชเข้ามา ปีที่ 2 แมลงดีเข้ามากินแมลงศัตรูพืช พอปีที่ 3 เลยเห็นผลว่าทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสมดุล แสดงว่าทุกอย่างส่งผลและสัมพันธ์กันหมด ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ก็ไม่ดี ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยเกินไปก็ไม่ดี” สุธีร์เล่า

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ปรึกษาตัวเอง

เรากระโดดขึ้นรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปบริเวณป่าพรุที่เหลืออยู่แห่งเดียวในแถบหมู่บ้านขลุง เหตุที่เหลืออยู่แห่งเดียวเพราะพื้นที่อื่นถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ไปหมดแล้ว แต่สุธีร์ชอบความสมบูรณ์ของป่าเกินกว่าจะตัดใจเปลี่ยนผืนดินนี้เป็นพื้นที่ธุรกิจได้ลง อากาศเย็นสบาย จนดอกกล้วยไม้ป่าสีขาวแอบขึ้นตามกิ่งของต้นเงาะให้เราเห็นอยู่ตลอดทางเดินเข้าไปในสวนกว้างสุดสายตา

ระหว่างทางเราเกิดคำถาม แน่นอนว่าทุกคนอยากทำการเกษตรที่ปลอดภัย แต่เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องเริ่มอย่างไร

“แต่ละคนปัจจัยไม่เหมือนกัน ต้องประเมินตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร ความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก ถ้าเราบอกว่าป่วย ต้องการรักษาตัวและต้องการหยุดใช้ยาเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น ก็หยุดเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ถ้าเรายังทำออร์แกนิกไม่เก่งหรือดินเราแย่มาก เราอาจจะต้องประเมินตัวเองว่าสภาวะที่เราทำอยู่ กับคนที่เขาทำออร์แกนิกมานานๆ มีความต่างกันอย่างไร ดินไม่ดีหรือต้นไม้ไม่โตเป็นเพราะอะไร
         “อย่างสวนของเราช่วงแรกมีปัญหาโรคและแมลง เพราะสมดุลธรรมชาติเราเสียมาก ฉะนั้น เราจะต้องยอมรับความพังในปีแรก การรับมือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีความรู้และประสบการณ์อย่างไร ถ้าเรารู้อีกอย่าง พื้นที่เป็นอีกอย่าง แสดงว่าความรู้คนละชุด ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ”

แล้วปีแรกของการเปลี่ยนมาทำออร์แกนิก สุธีร์ปรึกษาใคร เราถามต่อทันที

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“ปรึกษาตัวเอง (หัวเราะ) ว่าพร้อมทำมั้ย เพราะพื้นที่แต่ละอำเภอยังต่างกันเลย ขนาดแค่เราเดินไม่กี่ร้อยเมตรวิธีการทำเปลี่ยนหมดเลยนะ แปลงนู้นกับแปลงนี้ไม่เหมือนกัน และต้องดูเจ้าของด้วยว่าขี้เกียจแค่ไหน เจ้าของชอบอะไร ดินเป็นแบบไหน ความชื้นมีมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าขี้เกียจมากก็ปลูกป่า อาจจะเลี้ยงไก่ให้เดินในป่าด้วยก็ได้”

เสียงฝีเท้ายังคงขยับเป็นจังหวะ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทำให้เราได้ยินเสียงแมลงตัวจ้อยร้องอยู่ตลอดเวลา ระหว่างทางเราเจอหัวสับปะรด ต้นส้มมะปี๊ด ผักกูดต้นสูงอวบอ้วน ความผสมผสานกันทำให้เกิดสมดุล

“เราเป็นคนชอบทดลอง เราเชื่อว่าตำรา 1 เล่มคนที่เขียนก็จะมีความรู้เป็นของตัวเอง เราไม่เชื่อว่าคนหนึ่งคนจะสามารถไปอยู่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยหรือทั่วโลกได้ เพราะฉะนั้น ความรู้น่าจะแตกย่อยลงไปได้อีก เราไม่ได้บอกว่าคนเขียนหนังสือไม่เก่งนะ เราสามารถใช้เป็นแนวทางหรือชุดความรู้ได้ แต่เราก็ต้องทดลองเองด้วย พระพุทธเจ้าบอกให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าไปเชื่อคำพูดที่ฟังมา หลายกรณีเป็นแบบนั้น แต่บางกรณีคนเขียนเขาเขียนถูกแล้ว (หัวเราะ) เราสนุกกับการรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เพราะการรู้ว่าไม่รู้มันไปต่อได้ ถ้ารู้แล้วมันก็จบอยู่แค่นั้น”

เขายกตัวอย่างการทดลองให้ฟังว่าต้นไม้ต้องการเพื่อน แมลงต้องการเพื่อน นักดูแลต้นไม้เจอว่ามังคุดเป็นเพื่อนกับเงาะ อยู่ด้วยกันแล้วส่งเสริมกันเป็นอย่างดี เขาจึงไม่รอรีปลูกต้นมังคุดสลับต้นเงาะเป็นแนวยาวตลอดทั้งสวน

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

Don’t judge a fruit by its cover

เป้าหมายการมาเยือนสวนมังคุดแปลงที่ 2 และสวนเงาะแปลงที่ 1 คือการมาเห็นความต่างของสวนผลไม้อินทรีย์ที่มีระบบนิเวศสมดุล ต่างจากสวนมังคุดแปลงแรกที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ไม่นาน

ลูกมังคุดแปลงนี้อวบอ้วนกว่าแปลงก่อนหน้าชัดเจน น่าหม่ำเป็นที่สุด

แต่ยังอวบอ้วนไม่เท่าสวนมังคุดที่อัดฉีดสารเคมี ทั้งใส่ปุ๋ยในดินและฉีดสารอาหารทางใบ ให้ลูกมังคุดดกและใหญ่เบิ้มกว่าปกติ

ลูกมังคุดอวบอ้วนจากธรรมชาติปลอดสารเคมีไม่ได้ขายได้ราคาดีไปกว่าผลไม้ทั่วไปในท้องตลาด

“ในมุมของชาวสวน ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งมันไม่ได้ดีกว่า ลูกเราเล็กกว่าเขา พอไปถึงคนกิน หลายคนเลือกลูกใหญ่เอาไว้ก่อน แต่คนที่หยิบลูกเล็กของเราเขาก็ยินดีจ่ายในราคาที่เท่าหรือสูงกว่าลูกใหญ่ เพราะผลไม้ของเราสุขภาพดีกว่าแน่นอน เราสนใจตรงนั้น เพราะเรายังต้องมีชีวิต เงินสำหรับเราเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่นให้สวนเราเดินหน้าต่อได้”

นอกจากสุธีร์จะต้องการผลไม้สุขภาพดี เขายังต้องรักษารสชาติของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

แน่นอน แม่ค้าย่อมอยากได้ผลไม้ลูกสวยไว้เป็นหน้าเป็นตา แต่ลูกค้าบอกสุธีร์ว่า เขากินเนื้อ ไม่ได้กินเปลือก

ขนาดหนังสือยังมีวลีบอกว่า ‘Don’t judge a book by its cover’ ผลไม้ก็เหมือนกัน ถึงลูกจะเล็ก มีรอยข่วนจนเป็นแผล ยางเลอะเปรอะผิวด้านนอก ก็อย่าเพิ่งตัดสินกัน ถ้ายังไม่ลองปอกเปลือกชิมเนื้อด้านใน บอกเลยถึงไม่สวยแต่อร่อย! แต่การจะทำให้คนกินเชื่อว่าผลไม่สวยแต่รสชาติอร่อยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคนปลูกและคนกิน การที่คนกินได้รู้ว่าเขากินผลไม้ของใครอยู่ แล้ววันดีคืนดีเขาอยากไปดูต้นเงาะที่เขากิน พอเขามาเห็นแล้วจะรู้ว่ามันยาก ทำไมขายแค่ 20 บาท 50 บาท ขาย 70 ก็ไม่เป็นไรหรอก ฉะนั้น เกษตรกรก็ควรทำหน้าที่เกษตรกรให้ได้ผลผลิตที่ดี แล้วก็ส่งต่อให้กับคนที่อยู่ในเมืองคอยช่วยกัน

“คนเมืองอาจจะเป็นทั้งคนกินและคนกระจายสินค้าที่มีคุณธรรม หมายความว่าถ้าคนเมืองมาซื้อผลไม้ของเราไปส่งต่อ โดยไม่ยอมบอกคนกินว่าผลไม้มาจากไหน เพราะกลัวว่าลูกค้าจะสายตรงมาหาเราเลย แบบนี้เราจะบอกราคาแพงไว้ก่อน แต่ถ้าใครที่บอกที่มาที่ไปว่าผลไม้มาจากเกษตรกรคนไหน เราจะส่งต่อให้เขาในราคาที่ทุกคนอยู่ได้ เราไม่ได้ต้องการชื่อเสียง เรารู้สึกว่าข้อมูลของเกษตรกรควรจะถูกส่งต่อให้กับคนกิน คนกินควรรู้ว่าเขากินของใคร แล้วเกษตรกรก็ควรรู้ว่าของเขาจะไปอยู่ในคนกลุ่มไหน การสื่อสารจะทำให้เกษตรกรกับคนกินเข้าใจกัน

“ย้อนไปเมื่อก่อนจะมีปัญหาข้อมูลถูกตัดตอน เช่น ธรรมชาติของมังคุดเป็นแบบนี้ ผิวอาจจะไม่สวย แต่แม่ค้าบอกว่าไม่ได้ต้องผิวสวย ถ้าไม่สวยขายไม่ได้ คนกินก็เข้าใจว่าไม่สวยแสดงว่าของไม่ดี แต่เนื้อในมันดีกว่าของสวยอีกนะ ทำให้เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลง เป็นความจริงที่บีบให้เกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องทำแบบนั้น”

ความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มปลูกถึงการขายถึงมือลูกค้า คือหนทางรอดที่ทำให้ทั้งคนปลูก คนขาย และคนซื้อ มีชีวิตที่ดีต่อไป

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนโลก

ปัจจุบันสวนผลไม้จำนวน 100 ไร่ 4 แปลง ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ออร์แกนิก เปลี่ยนจากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยคอกขี้ไก่ และใส่ใจการสร้างสมดุลให้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนมากกว่าการปกป้องผลไม้ให้ปลอดศัตรูพืช

“ออร์แกนิกของเราคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ถ้าหยุดสารเคมีแล้วไปหาสารทดแทนจากธรรมชาติมาทดแทนเคมี มันเป็นวิธีคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติ เอาชนะแมลง ถ้าเราตีความว่าออร์แกนิกคือการไม่ใช้สารเคมี แสดงว่าเวลาเจอโรคระบาด ‘ฉันจะเอาพริก เอาข่า มาฉีดมัน มันต้องตาย’ แต่สวนเราไม่ทำแบบนั้น

“ถ้ามีแมลงระบาด แสดงว่าแมลงอีกชนิดหายไป แล้วหายไปเพราะอะไร เราจะไปหาคำตอบแล้วก็แก้ปัญหา เพื่อให้สมดุลกลับมาเหมือนเดิม อาจจะต้องเอาต้นไม้บางชนิดมาปลูกให้แมลงมาอยู่ พอเขามาอยู่ในแปลงเราและไม่หายไป ก็จะไม่เกิดโรคระบาด มันเป็นการสร้างสมดุลธรรมชาติ เราพยายามดึงธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด”

การันตีได้จากต้นเงาะพุ่มสวย ใบมังคุดมันวาวระยิบระยับ และผักท้องถิ่นจากภาคใต้ ล้วนสุขภาพดีและออกดอกออกผลอุดมสมบูรณ์ จะชื่นชมดินจันท์ว่าดีงามก็ดูลำเอียง คนปลูกมือเย็นก็มีเหตุผล แต่ความครบเครื่องเรื่องธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรีก็มีส่วนทำให้ดอกผลเจริญงอกงาม ทั้งแม่น้ำ ภูเขา และความชื้นจากทะเลที่ชวนให้ฝนตกตลอดทั้งปี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“เมื่อก่อนเราพยายามจะชักชวนคนให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่เรารู้สึกว่าแต่ละคนมีความเชื่อมั่นเป็นของตนเอง แล้วทุกคนจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเห็นและรับรู้ เวลาคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากๆ มีคนมาบอกให้เขาทำแบบนี้ ทำแบบนั้น บางครั้งเขาก็ไม่เชื่อฟังนะ แต่สิ่งที่เขาจะเชื่อได้สนิทใจคือเขาเห็นจากสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ

“ฉะนั้น เรายังไม่ต้องไปคิดว่าจะเปลี่ยนโลก คิดแค่ว่าเราเปลี่ยนตัวเองให้ชัดหรือยัง ถ้าเรายังไม่ได้มีชีวิตที่ดีก็อย่าเพิ่งไปชวนคนอื่นหรือตัดสินคนอื่นว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น เพราะเรายังทำไม่ได้เลย ถ้าเราทำได้แล้ว เราไม่ต้องพูดอะไรมาก ไม่ต้องพูดจริงๆ นะ ไม่ต้องชวนด้วย เวลาไปคุยกับใครหรือเห็นใครใช้ชีวิต ทุกคนรับรู้ด้วยตัวเองว่าเขาเป็นยังไง เราคิดแค่นั้นเลย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ทุกคนหันมาใช้ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีแค่นี้เราก็ดีใจแล้ว”

ปัจจุบันเกษตรกรเมืองจันท์ที่โบกมือลาเกษตรเคมี หันหน้าเข้าหาวิถีเกษตรอินทรีย์ ในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มขึ้นถึง 100 ครัวเรือน

“เราเริ่มกลับไปคิดถึงคนที่เข้ามาทำในระบบนี้ใหม่ๆ เพราะคนที่ทำใหม่สำคัญกว่าคนที่ทำเก่า คนทำเก่ามีพรรคพวกอยู่แล้ว แต่คนทำใหม่เขาเคว้งมากเลยนะ ถ้าไม่มีใครไปซื้อของเขา เขาเลิกทำได้เลย เกษตรกรที่เพิ่งปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์แล้วความสมดุลระบบนิเวศยังไม่ได้ เขาจะไปขายให้ใครก็ยังไม่รู้ เราถึงบอกว่าไม่ต้องมาซื้อของเราก็ได้ ไปซื้อของคนที่เขาเริ่มทำอินทรีย์ ไปช่วยให้เขามีกำลังใจ มันเป็นการช่วยต่อโซ่ออกไปให้ไกลกว่าเดิม”

จากพ่อถึงลูกชาย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ลมเย็นเมืองจันท์พัดผ่านช่องภูเขา เมฆเปลี่ยนเป็นสีครึ้ม ไม่นานสายฝนก็โปรยปราย เราใช้สองมือป้องศรีษะพลางเดินตามหลังสุธีร์กลับไปขึ้นรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณป่าพรุ ก่อนจะถึงจุดหมายเขาไม่ลืมเก็บผักกูดกำเล็กที่เด็ดวางไว้ระหว่างพาเราเดินชมสวนผลไม้ออร์แกนิก เสียงปิดประตูรถสี่ประตูดังพร้อมกัน ปัง!

สุธีร์ออกรถและขับไปตามทางสวนยางขนาดย่อมของครอบครัว เขาพูดด้วยน้ำเสียงชอบใจว่า

“เราขโมยผักทางใต้มาปลูกเยอะ ชอบทรัพยากรของเขา ผักอร่อย ในสวนยางเราก็ปลูกไม้ป่าแซม กระวานก็มี ผักเหลียงก็มี เดือนหน้าว่าจะเอาสะตอมาปลูก พอต้นสะตอสูงก็จะคลุมต้นไม้ของเราได้พอดี” พอไปถึงบ้านกลางสวนถึงรู้ว่าภรรยาของสุธีร์เป็นชาวนาจากจังหวัดกำแพงเพชร มีทายาทสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม เวอร์ชันจูเนียร์เตรียมพร้อมไว้แล้วถึง 2 คน

“ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็ได้” ทายาทชาวสวนตั้งใจบอกลูกชายทั้งสองแบบนั้น พ่อเคยหวังดีอยากให้เขามีชีวิตที่ดีกว่า แต่เขาก็เลือกกลับมาอยู่ในสวนอยู่ดี

ในวันที่เป็นพ่อคน สุธีร์ไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายทั้งสองคนจะต้องสืบทอดสายเลือดเกษตรกร เขาเพียงปลูกฝังความรู้สึกและความรัก สิ่งสำคัญคือจิตใจและความผูกพันที่เด็กชายพอดีและเด็กชายมีสุขโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความสุข

ยิ่งกว่ามังคุดลูกโตหรือรายรับงดงามจากผลไม้ สิ่งที่ฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ตั้งใจปลูกคือชีวิตที่ดี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ที่อยู่ : ตำบลขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 22110
ติดต่อ : 0812511244
Facebook : Sutee Organic Farm

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จากการพูดคุยกันสั้น ๆ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษผ่านช่องทางออนไลน์ เราเรียนรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อ กุล-กุลชาติ เค้นา เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ดันให้การท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น เฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

กุลมีอาชีพหลักเป็น UX/UI Designer ทำงานแบบ Digital Nomad (กลุ่มคนที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เดินทางไปด้วย ทำงานไปด้วยจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก) เป็นผู้ปลุกปั้น ฟาร์มคิด ร้านอาหาร-กาแฟที่ขายความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวกินอร่อย เป็นหนึ่งในสามผู้สร้าง วิวผาม่าน ผู้ให้บริการพานักท่องเที่ยวไปดริปกาแฟหลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน ร่วมผลักดันการสร้าง มหา’ลัยไทบ้าน ร่วมกับกลุ่มมหาลัยเถื่อนและนักขับเคลื่อนในอำเภออื่น ๆ เพื่อเสริมพลังคนพื้นที่ที่ทำงานพัฒนาบ้านเกิด จนแตกหน่อออกมาเป็นโปรเจกต์เทคไทบ้าน’ ที่จะช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมกัน

ถ้าเล่าแค่ความดีงามของโปรเจกต์ที่เขาทำมันจะไปสนุกอะไร 

เมื่อความน่าสนใจของผู้ชายไทบ้านคนนี้มีซ่อนอยู่อีกหลากหลายมุม 

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Prototype ถึง MVP

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว นักออกแบบหนุ่มชื่อกุลได้เริ่มนำไอเดียในการขับเคลื่อนสังคมของเขาที่คุกรุ่นอยู่ในใจออกมา 

“โปรเจกต์แรกที่เริ่มคือ ฟาร์มคิด เป็นชื่อในอุดมคติของผมก่อนที่จะกลับมาอยู่ที่ขอนแก่น ตอนนั้นผมไม่มี Business Model แค่อยากทำชุดปลูกผักคนเมือง เพื่อให้คนได้กินผักปลอดภัย ผมก็ให้พ่อตายิงไม้พาเลต ทำ Prototype ขึ้นมา ปรากฏว่าแค่กล่องก็หนัก 10 กก. เราไม่ได้คำนวณต้นทุนก่อน ก็เลยไม่เวิร์ก เลิกทำ” กุลเล่าจุดเริ่มต้นของฟาร์มคิดอย่างติดตลก

เมื่อโมเดลแรกไม่สำเร็จ เขาลองกลับไปทบทวนเป้าหมายจริง ๆ ว่าอยากทำอะไรกันแน่ และพบว่าหนทางในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการสร้างงานให้ชุมชน สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย จนถึงการฝึกฝนให้เด็ก ๆ คุ้นชินกับเทคโนโลยี ไม่ได้มีแค่แนวทางเดียว 

เมื่อเวลาผ่านไป ไอเดียถูกตกผลึกเป็นร้านอาหารพื้นถิ่น ‘ฟาร์มคิด’ เปิดในอำเภอภูผาม่าน บ้านเกิดของเขา

“ร้านฟาร์มคิดตอนแรกเป็นร้านขายสเต๊ก ตอนนั้นก็ห้าว คิดว่าตัวเองชอบทำสเต๊กก็เลยทำขาย จริง ๆ ขายได้โอเคนะ แต่ชีวิตพังเพราะเราต้องเลี้ยงลูก ทำงาน ประชุม เตรียมของขาย ธาตุไฟเข้าแทรกเหมือนกัน” กุลเล่าถึงช่วงเวลาที่ยังหาสมดุลระหว่างงานประจำกับความฝัน แต่นั่นไม่ใช่แค่ปัญหาเดียวที่เขาต้องเจอ “เปิดร้านไปได้ไม่ถึง 6 เดือน โควิด-19 ก็มา ซึ่งปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่เราเจอ คือการหมุนเวียนของเงินมันน้อย เพราะอำเภอภูผาม่านไม่มีคนมาท่องเที่ยวเลย เป็นเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก” 

ถ้าเป็นคนอื่นคงยอมแพ้และปิดร้านอาหารไปแล้วใช่ไหม

แต่กุลไม่ได้เลือกเส้นทางนั้น เขากลับเลือกชวนเพื่อน ๆ สายเทคที่ทำงานด้วยกันมาจัดอีเวนต์ด้านเทคโนโลยีกลางทุ่งนา พร้อมไลฟ์สดอวดคนในเมืองด้วยว่าบ้านฉันมีวิวสวยขนาดนี้ จนใคร ๆ ก็อิจฉา เป็นที่มาของอีกหลายกิจกรรมที่เลือกภูผาม่านเป็นฉากหลัง

เมื่อภูผาม่านบ้านนาถูกค้นพบในฐานะ Hidden Gem สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ก็เริ่มมีองค์กรรัฐและเอกชนให้ความสนใจ ดึงดูดให้ผู้คนใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงไอเดียในการทำธุรกิจแบบใหม่ ๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาถึงกุลด้วย

“หลังจาก ททท. และ TCDC เข้ามาร่วมทำทริปโปรโมตการท่องเที่ยวให้ภูผาม่าน เราก็ได้รับไอเดียจากช่างภาพของ TCDC ท่านหนึ่ง เขาบอกให้ผมเฝ้ามองหนองสมอให้เขา หากในหนองจะมีน้ำเอ่อ ให้รีบบอกเขาเลย เขาจะมาถ่ายภาพภูเขาสะท้อนน้ำพร้อมแสงเช้า ซึ่งมันสวยมาก” ชายหนุ่มเล่าพลางอวดภาพวิวที่หนองสมอที่เป็นแบกกราวนด์ในโปรแกรม Zoom ของเขา

“แถมเขายังให้ไอเดียด้วยว่า เราน่าจะลองเอากาแฟมาดริปกันที่นี่ ผมกับน้องอีก 2 คน คือ พิมพ์กับต๋อง เลยสั่งชุดดริปกาแฟมาลองไลฟ์ลง Facebook ปรากฏว่าคนสนใจ หลังจากนั้นไม่กี่วันเราก็เปิดเพจรับจองคิวให้คนมาดริปกาแฟพร้อมชมวิวกับเราที่นี่เลย เป็นการทำ MVP (บริการตัวอย่าง) เหมือนที่ทำกันในวงการสตาร์ทอัพนั่นแหละครับ เป็นที่มาของ วิวผาม่าน ที่เราพาคนมาชมวิวและดริปกาแฟด้วยกันที่หนองสมอ ทุกวันนี้คิวยังเต็มอยู่ตลอดเลย” กุลเล่าอย่างภาคภูมิใจ 

จาก Prototype เล็ก ๆ ที่ไม่เวิร์กในวันนั้น มาถึง MVP ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อการพัฒนาชุมชนในวันนี้ 

เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความเป็นไปได้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตามมา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

Network ถึง Infrastructure

แน่นอนว่าในจุดเริ่มต้นของการผลักดันภูผาม่านเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย

กุลบอกกับเราว่าเขาผ่านมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบ้านพี่เมืองน้อง

“นอกจากอำเภอภูผาม่านแล้ว บ้านพี่เมืองน้องอย่างอำเภอสีชมพูเขาก็ทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ด้วย เราเป็นเมล็ดพันธ์ุที่เติบโตมาด้วยกัน ต่างคนต่างก็อยากโชว์ศักยภาพของพื้นที่ตัวเอง จนมีโครงการหนึ่งที่รัฐสนับสนุน จัดให้คนรุ่นใหม่มาเจอกัน เราร่วมกับ ครูสอญอ-สัญญา มัครินทร์, คุณนุ-อนุวัตร บับพาวะตา แก๊งอำเภอสีชมพู ประชุมกับ พี่ก๋วย-พฤหัส พหลกุลบุตร จากมหาลัยเถื่อน ระดมความคิดกันกลายเป็นชื่อ มหา’ลัยไทบ้าน ขึ้นมา” กุลโยงใยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างโปรเจกต์การท่องเที่ยวกับโปรเจกต์การศึกษาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม

“มหา’ลัยไทบ้านเป็นการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ คนไทบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาทอล์ก มาแชร์ มาเสริมพลังให้กัน ทำไมนักพูดต้องอยู่บนเวที TED เท่านั้น จะอยู่บนรถแต๊ก ๆ แบบไทบ้านเราได้มั้ย เพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับพื้นที่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเรียนรู้ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่ละคนต่างเป็น Contributor” ชายหนุ่มอธิบายหน้าที่ของมหาลัยไทบ้าน

กุลชัดเจนแต่แรกว่าเขาต้องการนำเทคโนโลยีมาสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างอาชีพและโอกาสให้กับคนในชุมชน เขาจึงสร้างสาขาย่อยของตัวเองขึ้นมาภายใต้ร่มของมหา’ลัยไทบ้าน ชื่อว่า เทคไทบ้าน มีฟังก์ชันในการค้นหาบทบาทและจุดยืนที่เหมาะสมของเทคโนโลยีต่อชุมชนแห่งนี้

“ช่วงนี้มีคำฮิตคำหนึ่ง คือคำว่า ชนบทดิจิทัล ซึ่งผมตั้งคำถามว่าเราพร้อมจริงหรือเปล่า” กุลเปรย “จริง ๆ พวกของหรืออุปกรณ์มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสาสัญญาณ ไวไฟ แต่คนในชนบทเป็นเพียงผู้ใช้งาน ยังไม่ได้เป็นผู้สร้าง ผู้แบ่งปัน หรือผู้แก้ปัญหา

เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น
เทคไทบ้าน โปรเจกต์พัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยี สู่พื้นที่ Digital Nomad กลางทุ่งภูผาม่าน ขอนแก่น

“กรณีที่เจอล่าสุดคือหลานของผมเอง ผมสังเกตว่าเขาเรียนออนไลน์ติดปัญหาเยอะมาก ตั้งแต่เปิดไลน์ เข้าห้องเรียนไม่ทัน กรอกโค้ดไม่ได้ ต้องโหลด Google Classroom แต่ไม่รู้จักว่าคืออะไร ขนาดหลานอยู่กับผมที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีระดับหนึ่งยังเจอปัญหาขนาดนี้ แล้วเด็กในชุมชน ในหมู่บ้านที่อยู่กับตายาย ใครจะแก้ปัญหาให้เขา

“ผมเลยคิดได้ว่าเทคไทบ้านน่าจะเป็นโปรเจกต์ที่เชื่อมได้ โดยเอาเด็ก ๆ มาฝึกให้เป็นไอทีซัพพอร์ต”

เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการพาเด็ก ๆ ไปร่วมสำรวจและเก็บข้อมูลร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวในชุมชนโดยใช้ Google Document ที่มีฟังก์ชันแปลงเสียงเป็นภาพ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินกับเทคโนโลยี ข้อมูลที่เด็ก ๆ เก็บมาเหล่านั้น กุลไม่ได้ปล่อยให้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย แต่นำมาเป็นต้นทุนในการสร้างเว็บไซต์นำเที่ยวชุมชนที่ชื่อ phuphaman.org เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เชื่อถือได้ รวมถึงได้สร้างแท่นแสกน QR Code ติดไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน เป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์เข้าด้วยกัน เอาไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่

“นี่คือการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนครับ” กุลสรุปรวบความ 

“นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ ชาวบ้านไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ๆ ซึ่งเราตั้งใจจะเปิดให้เว็บไซต์นี้เป็น Open Source ทุกอำเภอเอาโค้ดของเว็บนี้ไปทำเว็บของตัวเองได้เลย มีวิธีการทั้งหมดตั้งแต่การเก็บข้อมูลจนถึงเอาข้อมูลเข้าระบบ”

หากมองในภาพรวมแล้ว การทำงานของกุลเริ่มจากความไม่มี ความไม่พร้อม ก่อร่างสร้างตัวขึ้นบนเครือข่ายของผู้คน จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนชุมชนบ้านเกิดของเขา ทั้งการสร้างเด็ก ๆ ให้มีความพร้อม จนถึงสร้างช่องทางให้ข้อมูล

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Zero ถึง Hero

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ชายชื่อกุลปฏิเสธที่จะเชื่อว่าเขาทำไม่ได้

“ผมมองว่าก่อนหน้านี้ภูผาม่านเองก็ไม่พร้อม แล้วใครเป็นคนทำให้มันพร้อม” เขาตอบสั้น ๆ เมื่อเราถามว่า ไอเดียลักษณะนี้จะเกิดขึ้นที่อื่นได้อย่างไร “ผมมีโควตหนึ่งประจำใจว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดในทัศนคติของคุณคืออะไร… มันควรจะเป็นคุณนะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น ผมพูดกับทุกคนว่า ถ้าคุณอยากเห็น คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

คำตอบของกุลไม่ได้ออกมาแบบคนโลกสวย เขาเข้าใจอย่างดีถึงความยากและข้อจำกัดของคนทำงานขับเคลื่อนชุมชน

“ปากท้องเป็นข้อจำกัดสำคัญ ไม่มีใครอยากเพิ่มภาระโดยที่ตัวเองไม่ปลอดภัย” กุลเสริมอย่างเรียบง่าย “คุณภาพชีวิตเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อสังคมสำหรับผม ถ้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ มีหน้าที่การงานหรือ Ecosystem ที่ทำให้เราทำงานที่บ้านและเติบโตได้ ผมว่าคนทำงานเพื่อสังคมจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมถึงจริงจังเรื่องการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องรอด

“ช่วงแรกก็หมดไฟเหมือนกันนะ เคยคิดว่าเลิกทำดีกว่าไหม แต่พอถึงจุดหนึ่งเราเลิกทำไม่ได้ เพราะบริบทสังคมที่อยากเห็นมันทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่น่ารอดแน่ ต่อให้เราเลี้ยงลูกดี ส่งลูกไปเรียนดี ๆ แต่บริบททางสังคมไม่เอื้อให้ลูกเรามีความสุขในพื้นที่ที่เขาอยู่หรือสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้เขามีความสุข มีอิสระในการคิด ถ้าตัวผมคนเดียวอาจจะทำงานไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ สื่อสารไปก็ได้ แต่เด็ก ๆ ทั้งลูกหลานของเราเขารอไม่ได้”

นั่นคือแรงผลักดันในใจที่พาให้ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันอุดมคติให้เกิดขึ้นได้จริงในบ้านเกิดของเขาเอง

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Local ถึง Global

เราอดถามกุลไม่ได้ว่า ทำงานขับเคลื่อนมาแล้วหลายปี เห็นพื้นที่ภูผาม่านเข้าใกล้อุดมคติที่เคยมีมากขนาดไหน

“หลังจากทำงานมา 6 ปี ภูผาม่านเข้าใกล้พื้นที่ในอุดมคติของผมมาก จนผมเริ่มคิดว่าต่อให้ไม่มีตัวเรามันก็น่าจะไปต่อได้ ผมไม่ชอบทำอะไรที่ยึดโยงกับตัวเองเยอะ ๆ เพราะมันกดดัน ผมเลยทำเทคไทบ้านเป็น Open Source เป็นชุมชน เป็นต้นไอเดีย แต่แก่นของมันคือการนำเทคโนโลยีมาทำให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราต้องเก็บภารกิจนี้ไว้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในระดับที่เหมาะสมกับเขา

“อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเห็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ Digital Nomad จากทั่วโลกที่จะเข้ามาในภูผาม่าน เป็นเมืองที่รองรับพลเมืองโลกแล้ว หลัง ๆ มีฝรั่งมาฟาร์มคิดเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เขาบอกว่าเขาเสิร์ช Google และดูรีวิวใน Google Maps

“อีกอย่าง ไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่อินเทอร์เน็ตดีมากจากการโหวตของ Digital Nomad ทั่วโลก และปัจจุบันก็มีหลายคนที่กำลังพยายามทำเพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ อยู่ในหลายพื้นที่ ต้องลองติดตามกันต่อไปครับ” กุลกล่าวปิดท้าย

คำตอบที่ไม่ลังเลใจของกุลเป็นสิ่งที่เสริมแรงใจให้เราเป็นอย่างดี และสะกิดให้เราคิดได้ว่า 

‘ถ้าพนักงานประจำที่ควบตำแหน่งคุณพ่อลูกหนึ่งอย่างเขาทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้เกิดขึ้นได้ เราก็ทำได้เช่นกัน’

กุลชาติ เค้นา ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้วยเทคโนโลยี และโปรเจกต์พัฒนาชุมชนสู่ Digital Nomad

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load