The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สุธีร์ ปรีชาวุฒิ คือคนดูแลต้นไม้และนักสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติประจำสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เขาเรียกตนว่าอย่างนั้น เราเห็นชอบอย่างไม่มีข้อโต้แย้งหลังจากเดินชมหนึ่งในสวนผลไม้ออร์แกนิกที่โดดเด่นที่สุดของจันทบุรี ผลผลิตจากสวนขนาด 100 กว่าไร่ของเขาวางขายในร้านค้าสินค้าปลอดภัยต่างๆ อย่างเลมอนฟาร์ม, ปันอยู่ปันกิน ไปจนถึงส่งออกให้ชาวต่างชาติที่ใส่ใจอาหารปลอดสารพิษ

การค้นคว้าจริงจังของคนดูแลต้นไม้คนนี้ ทำให้สวนนี้เป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ทีี่เกษตรกรออร์แกนิกรุ่นใหม่สนใจเข้ามาปรึกษาเสมอ สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ยินดีต้อนรับทั้งหน่วยงาน เกษตรกรรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว ที่สนใจเรื่องออร์แกนิก ให้เข้ามาชม และพร้อมเสมอที่จะให้คำปรึกษา

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

สุธีร์เป็นลูกชาวนา ก่อนจะผันตัวเป็นลูกชาวสวน หลังจากคุณพ่อเปลี่ยนอาชีพมาปลูกผลไม้ เดิมทีคุณพ่อมีเนื้อที่ทำสวน 15 ไร่ สมัยนั้นเงาะราคา 15 บาท ค่าแรงงานวันละ 5 บาท ทำให้คุณพ่อมีเงินพอที่จะซื้อที่เพิ่มได้ ความโหดร้ายของอาชีพเกษตรกรคือแม้จะผ่านไป 50 ปี ค่าแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท แต่เงาะยังราคาประมาณ 15 บาทเท่าเดิม

“เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การเกษตร” พ่อบอกสุธีร์ด้วยความหวังดีในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

ใบปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล จึงเป็นของขวัญตอบแทนความหวังดีของคุณพ่อ แต่ลูกชาวสวนคนนี้รู้ตัวดีว่าจะต้องกลับบ้านไปทำสวน เขาค้นพบเรื่องนี้เมื่อฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมแถวนิคมมาบตาพุด

“เราเจอว่าตอนกลางวันเราอยู่อย่างปกติ พอกลางคืนเรานอนแล้วตื่นมาหายใจไม่สะดวก ลองแคะขี้มูกออกมาแล้วเป็นสีดำ แสดงว่ามลพิษสูงมาก รู้เลยว่างานวิศวะเครื่องกลต้องวนเวียนอยู่แบบนั้น ไปไหนไม่รอด

“หลังเรียนจบได้ 2 – 3 ปี เราเที่ยวห้างบ่อยขึ้น ไปเดินแผนกผักและผลไม้มากขึ้น เราคิดว่าผลไม้น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการขายแม่ค้า เราไม่รู้จักหรอกออร์แกนิก รู้แค่ว่า 30 ปีก่อนคุณพ่อเป็นลูกค้าชั้นดีของปุ๋ยเคมี จนกระทั่งเขาหมดแรงล้มลงในสวน คุณหมอบอกว่า ในร่างกายมีสารเคมีมากเกินไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เรากลับบ้านมาทำเกษตรอินทรีย์”

ชาวจันทบุรีหลายคนตั้งตัวจนมั่งคั่งได้จากสวนผลไม้ และชาวเมืองจันท์หลายคนก็เจ็บป่วยเพราะสารพิษในสวนผลไม้เช่นกัน สุธีร์เรียนรู้เรื่องนี้จากคนใกล้ตัว หนุ่มวิศวะเครื่องกลฯ จึงเลือกทำสวนที่ปลอดภัยต่อชีวิตและครอบครัวของเขาก่อนเป็นอันดับแรก

จากวันที่กลับบ้านมาทำสวนโดยไม่รู้สักนิดว่าออร์แกนิกคืออะไร เพียงอาศัยการทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเอง จนปัจจุบันสวนผลไม้ 4 แปลงใหญ่บนเนื้อที่ 100 ไร่ เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ด้วยการสร้างระบบนิเวศและสมดุลธรรมชาติ

ถ้าอยากรู้ว่าสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ทำได้อย่างไร ไปเดินกลางสวนผลไม้แล้วฟังพร้อมกัน!

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

โลกใบเล็กในสวนมังคุด

สุธีร์ชวนเรากระโดดขึ้นรถยนต์คู่ใจ ขับไปถึงสวนมังคุดแปลงที่ 1 ที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ คนดูแลต้นไม้ชวนเราดูใบต้นมังคุดเวลากระทบกับแสงแดด ใบมันวาวระยิบระยับ เป็นการส่งสัญญาณว่าต้นมังคุดสุขภาพดี

“เราเคยอ่านหนังสือของวนเกษตร เขาบอกว่า ในธรรมชาติที่ต้นไม้อยู่ร่วมกันจะมีการฟุ้งกระจายของแสง แสงมากระทบใบนี้แล้วส่งต่อไปให้ใบของต้นนู้น เป็นความเกื้อกูลกันของธรรมชาติ พอเรามามองก็มีความจริงอยู่”

ตลอดพื้นที่ของสวนมังคุดมีหญ้าสีเขียวขึ้นรกชัฏนั้นไม่ได้การันตีความขี้เกียจของชาวสวน แต่สุธีร์บอกว่าเขากำลังสร้างระบบนิเวศในธรรมชาติ เขาเลี้ยงหญ้าและใส่ปุ๋ยเพื่อให้แมลงดีและแมลงร้ายมาอยู่อาศัย แมลงดีคอยกินแมลงร้ายที่กัดกินใบและผลของต้นมังคุดอีกที  

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหญ้าชนิดไหนมีประโยชน์” เราถาม

“ชนิดไหนก็ตามที่มีรอยแทะ แสดงว่าแมลงกินได้ก็มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ แมลงศัตรูพืชแทนที่จะกินใบมังคุดก็เลือกกินหญ้า เราเลยเลี้ยงหญ้าให้เขามาอาศัย ถ้าสวนเราไม่มีหญ้า ต้นไม้จะแย่ เราเลยไม่ตัดหญ้าเตียนถึงดิน จะเหลือไว้ 1 คืบเสมอให้แมลงพอมีใบไว้อาศัย สวนมังคุดแปลงนี้ตอนเราปรับเป็นอินทรีย์ ปีแรกเราแทบไม่เจอแมลงเลย แต่เราเจอหนอนเต็มสวน มังคุดขี้เหร่มาก ลูกเล็ก ใบหงิกๆ งอๆ ผลผลิตได้นิดเดียว
         “พอเข้าปีที่ 3 เราชวนรุ่นพี่ที่เป็นนักกีฏวิทยามาช่วยดูแมลงให้ ปรากฏว่าชนิดแมลงมีมากขึ้น อย่างปีแรกแมลงศัตรูพืชเข้ามา ปีที่ 2 แมลงดีเข้ามากินแมลงศัตรูพืช พอปีที่ 3 เลยเห็นผลว่าทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสมดุล แสดงว่าทุกอย่างส่งผลและสัมพันธ์กันหมด ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ก็ไม่ดี ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยเกินไปก็ไม่ดี” สุธีร์เล่า

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ปรึกษาตัวเอง

เรากระโดดขึ้นรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปบริเวณป่าพรุที่เหลืออยู่แห่งเดียวในแถบหมู่บ้านขลุง เหตุที่เหลืออยู่แห่งเดียวเพราะพื้นที่อื่นถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ไปหมดแล้ว แต่สุธีร์ชอบความสมบูรณ์ของป่าเกินกว่าจะตัดใจเปลี่ยนผืนดินนี้เป็นพื้นที่ธุรกิจได้ลง อากาศเย็นสบาย จนดอกกล้วยไม้ป่าสีขาวแอบขึ้นตามกิ่งของต้นเงาะให้เราเห็นอยู่ตลอดทางเดินเข้าไปในสวนกว้างสุดสายตา

ระหว่างทางเราเกิดคำถาม แน่นอนว่าทุกคนอยากทำการเกษตรที่ปลอดภัย แต่เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องเริ่มอย่างไร

“แต่ละคนปัจจัยไม่เหมือนกัน ต้องประเมินตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร ความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก ถ้าเราบอกว่าป่วย ต้องการรักษาตัวและต้องการหยุดใช้ยาเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น ก็หยุดเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ถ้าเรายังทำออร์แกนิกไม่เก่งหรือดินเราแย่มาก เราอาจจะต้องประเมินตัวเองว่าสภาวะที่เราทำอยู่ กับคนที่เขาทำออร์แกนิกมานานๆ มีความต่างกันอย่างไร ดินไม่ดีหรือต้นไม้ไม่โตเป็นเพราะอะไร
         “อย่างสวนของเราช่วงแรกมีปัญหาโรคและแมลง เพราะสมดุลธรรมชาติเราเสียมาก ฉะนั้น เราจะต้องยอมรับความพังในปีแรก การรับมือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีความรู้และประสบการณ์อย่างไร ถ้าเรารู้อีกอย่าง พื้นที่เป็นอีกอย่าง แสดงว่าความรู้คนละชุด ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ”

แล้วปีแรกของการเปลี่ยนมาทำออร์แกนิก สุธีร์ปรึกษาใคร เราถามต่อทันที

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“ปรึกษาตัวเอง (หัวเราะ) ว่าพร้อมทำมั้ย เพราะพื้นที่แต่ละอำเภอยังต่างกันเลย ขนาดแค่เราเดินไม่กี่ร้อยเมตรวิธีการทำเปลี่ยนหมดเลยนะ แปลงนู้นกับแปลงนี้ไม่เหมือนกัน และต้องดูเจ้าของด้วยว่าขี้เกียจแค่ไหน เจ้าของชอบอะไร ดินเป็นแบบไหน ความชื้นมีมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าขี้เกียจมากก็ปลูกป่า อาจจะเลี้ยงไก่ให้เดินในป่าด้วยก็ได้”

เสียงฝีเท้ายังคงขยับเป็นจังหวะ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทำให้เราได้ยินเสียงแมลงตัวจ้อยร้องอยู่ตลอดเวลา ระหว่างทางเราเจอหัวสับปะรด ต้นส้มมะปี๊ด ผักกูดต้นสูงอวบอ้วน ความผสมผสานกันทำให้เกิดสมดุล

“เราเป็นคนชอบทดลอง เราเชื่อว่าตำรา 1 เล่มคนที่เขียนก็จะมีความรู้เป็นของตัวเอง เราไม่เชื่อว่าคนหนึ่งคนจะสามารถไปอยู่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยหรือทั่วโลกได้ เพราะฉะนั้น ความรู้น่าจะแตกย่อยลงไปได้อีก เราไม่ได้บอกว่าคนเขียนหนังสือไม่เก่งนะ เราสามารถใช้เป็นแนวทางหรือชุดความรู้ได้ แต่เราก็ต้องทดลองเองด้วย พระพุทธเจ้าบอกให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าไปเชื่อคำพูดที่ฟังมา หลายกรณีเป็นแบบนั้น แต่บางกรณีคนเขียนเขาเขียนถูกแล้ว (หัวเราะ) เราสนุกกับการรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เพราะการรู้ว่าไม่รู้มันไปต่อได้ ถ้ารู้แล้วมันก็จบอยู่แค่นั้น”

เขายกตัวอย่างการทดลองให้ฟังว่าต้นไม้ต้องการเพื่อน แมลงต้องการเพื่อน นักดูแลต้นไม้เจอว่ามังคุดเป็นเพื่อนกับเงาะ อยู่ด้วยกันแล้วส่งเสริมกันเป็นอย่างดี เขาจึงไม่รอรีปลูกต้นมังคุดสลับต้นเงาะเป็นแนวยาวตลอดทั้งสวน

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

Don’t judge a fruit by its cover

เป้าหมายการมาเยือนสวนมังคุดแปลงที่ 2 และสวนเงาะแปลงที่ 1 คือการมาเห็นความต่างของสวนผลไม้อินทรีย์ที่มีระบบนิเวศสมดุล ต่างจากสวนมังคุดแปลงแรกที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ไม่นาน

ลูกมังคุดแปลงนี้อวบอ้วนกว่าแปลงก่อนหน้าชัดเจน น่าหม่ำเป็นที่สุด

แต่ยังอวบอ้วนไม่เท่าสวนมังคุดที่อัดฉีดสารเคมี ทั้งใส่ปุ๋ยในดินและฉีดสารอาหารทางใบ ให้ลูกมังคุดดกและใหญ่เบิ้มกว่าปกติ

ลูกมังคุดอวบอ้วนจากธรรมชาติปลอดสารเคมีไม่ได้ขายได้ราคาดีไปกว่าผลไม้ทั่วไปในท้องตลาด

“ในมุมของชาวสวน ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งมันไม่ได้ดีกว่า ลูกเราเล็กกว่าเขา พอไปถึงคนกิน หลายคนเลือกลูกใหญ่เอาไว้ก่อน แต่คนที่หยิบลูกเล็กของเราเขาก็ยินดีจ่ายในราคาที่เท่าหรือสูงกว่าลูกใหญ่ เพราะผลไม้ของเราสุขภาพดีกว่าแน่นอน เราสนใจตรงนั้น เพราะเรายังต้องมีชีวิต เงินสำหรับเราเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่นให้สวนเราเดินหน้าต่อได้”

นอกจากสุธีร์จะต้องการผลไม้สุขภาพดี เขายังต้องรักษารสชาติของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

แน่นอน แม่ค้าย่อมอยากได้ผลไม้ลูกสวยไว้เป็นหน้าเป็นตา แต่ลูกค้าบอกสุธีร์ว่า เขากินเนื้อ ไม่ได้กินเปลือก

ขนาดหนังสือยังมีวลีบอกว่า ‘Don’t judge a book by its cover’ ผลไม้ก็เหมือนกัน ถึงลูกจะเล็ก มีรอยข่วนจนเป็นแผล ยางเลอะเปรอะผิวด้านนอก ก็อย่าเพิ่งตัดสินกัน ถ้ายังไม่ลองปอกเปลือกชิมเนื้อด้านใน บอกเลยถึงไม่สวยแต่อร่อย! แต่การจะทำให้คนกินเชื่อว่าผลไม่สวยแต่รสชาติอร่อยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคนปลูกและคนกิน การที่คนกินได้รู้ว่าเขากินผลไม้ของใครอยู่ แล้ววันดีคืนดีเขาอยากไปดูต้นเงาะที่เขากิน พอเขามาเห็นแล้วจะรู้ว่ามันยาก ทำไมขายแค่ 20 บาท 50 บาท ขาย 70 ก็ไม่เป็นไรหรอก ฉะนั้น เกษตรกรก็ควรทำหน้าที่เกษตรกรให้ได้ผลผลิตที่ดี แล้วก็ส่งต่อให้กับคนที่อยู่ในเมืองคอยช่วยกัน

“คนเมืองอาจจะเป็นทั้งคนกินและคนกระจายสินค้าที่มีคุณธรรม หมายความว่าถ้าคนเมืองมาซื้อผลไม้ของเราไปส่งต่อ โดยไม่ยอมบอกคนกินว่าผลไม้มาจากไหน เพราะกลัวว่าลูกค้าจะสายตรงมาหาเราเลย แบบนี้เราจะบอกราคาแพงไว้ก่อน แต่ถ้าใครที่บอกที่มาที่ไปว่าผลไม้มาจากเกษตรกรคนไหน เราจะส่งต่อให้เขาในราคาที่ทุกคนอยู่ได้ เราไม่ได้ต้องการชื่อเสียง เรารู้สึกว่าข้อมูลของเกษตรกรควรจะถูกส่งต่อให้กับคนกิน คนกินควรรู้ว่าเขากินของใคร แล้วเกษตรกรก็ควรรู้ว่าของเขาจะไปอยู่ในคนกลุ่มไหน การสื่อสารจะทำให้เกษตรกรกับคนกินเข้าใจกัน

“ย้อนไปเมื่อก่อนจะมีปัญหาข้อมูลถูกตัดตอน เช่น ธรรมชาติของมังคุดเป็นแบบนี้ ผิวอาจจะไม่สวย แต่แม่ค้าบอกว่าไม่ได้ต้องผิวสวย ถ้าไม่สวยขายไม่ได้ คนกินก็เข้าใจว่าไม่สวยแสดงว่าของไม่ดี แต่เนื้อในมันดีกว่าของสวยอีกนะ ทำให้เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลง เป็นความจริงที่บีบให้เกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องทำแบบนั้น”

ความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มปลูกถึงการขายถึงมือลูกค้า คือหนทางรอดที่ทำให้ทั้งคนปลูก คนขาย และคนซื้อ มีชีวิตที่ดีต่อไป

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนโลก

ปัจจุบันสวนผลไม้จำนวน 100 ไร่ 4 แปลง ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ออร์แกนิก เปลี่ยนจากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยคอกขี้ไก่ และใส่ใจการสร้างสมดุลให้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนมากกว่าการปกป้องผลไม้ให้ปลอดศัตรูพืช

“ออร์แกนิกของเราคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ถ้าหยุดสารเคมีแล้วไปหาสารทดแทนจากธรรมชาติมาทดแทนเคมี มันเป็นวิธีคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติ เอาชนะแมลง ถ้าเราตีความว่าออร์แกนิกคือการไม่ใช้สารเคมี แสดงว่าเวลาเจอโรคระบาด ‘ฉันจะเอาพริก เอาข่า มาฉีดมัน มันต้องตาย’ แต่สวนเราไม่ทำแบบนั้น

“ถ้ามีแมลงระบาด แสดงว่าแมลงอีกชนิดหายไป แล้วหายไปเพราะอะไร เราจะไปหาคำตอบแล้วก็แก้ปัญหา เพื่อให้สมดุลกลับมาเหมือนเดิม อาจจะต้องเอาต้นไม้บางชนิดมาปลูกให้แมลงมาอยู่ พอเขามาอยู่ในแปลงเราและไม่หายไป ก็จะไม่เกิดโรคระบาด มันเป็นการสร้างสมดุลธรรมชาติ เราพยายามดึงธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด”

การันตีได้จากต้นเงาะพุ่มสวย ใบมังคุดมันวาวระยิบระยับ และผักท้องถิ่นจากภาคใต้ ล้วนสุขภาพดีและออกดอกออกผลอุดมสมบูรณ์ จะชื่นชมดินจันท์ว่าดีงามก็ดูลำเอียง คนปลูกมือเย็นก็มีเหตุผล แต่ความครบเครื่องเรื่องธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรีก็มีส่วนทำให้ดอกผลเจริญงอกงาม ทั้งแม่น้ำ ภูเขา และความชื้นจากทะเลที่ชวนให้ฝนตกตลอดทั้งปี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“เมื่อก่อนเราพยายามจะชักชวนคนให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่เรารู้สึกว่าแต่ละคนมีความเชื่อมั่นเป็นของตนเอง แล้วทุกคนจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเห็นและรับรู้ เวลาคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากๆ มีคนมาบอกให้เขาทำแบบนี้ ทำแบบนั้น บางครั้งเขาก็ไม่เชื่อฟังนะ แต่สิ่งที่เขาจะเชื่อได้สนิทใจคือเขาเห็นจากสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ

“ฉะนั้น เรายังไม่ต้องไปคิดว่าจะเปลี่ยนโลก คิดแค่ว่าเราเปลี่ยนตัวเองให้ชัดหรือยัง ถ้าเรายังไม่ได้มีชีวิตที่ดีก็อย่าเพิ่งไปชวนคนอื่นหรือตัดสินคนอื่นว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น เพราะเรายังทำไม่ได้เลย ถ้าเราทำได้แล้ว เราไม่ต้องพูดอะไรมาก ไม่ต้องพูดจริงๆ นะ ไม่ต้องชวนด้วย เวลาไปคุยกับใครหรือเห็นใครใช้ชีวิต ทุกคนรับรู้ด้วยตัวเองว่าเขาเป็นยังไง เราคิดแค่นั้นเลย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ทุกคนหันมาใช้ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีแค่นี้เราก็ดีใจแล้ว”

ปัจจุบันเกษตรกรเมืองจันท์ที่โบกมือลาเกษตรเคมี หันหน้าเข้าหาวิถีเกษตรอินทรีย์ ในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มขึ้นถึง 100 ครัวเรือน

“เราเริ่มกลับไปคิดถึงคนที่เข้ามาทำในระบบนี้ใหม่ๆ เพราะคนที่ทำใหม่สำคัญกว่าคนที่ทำเก่า คนทำเก่ามีพรรคพวกอยู่แล้ว แต่คนทำใหม่เขาเคว้งมากเลยนะ ถ้าไม่มีใครไปซื้อของเขา เขาเลิกทำได้เลย เกษตรกรที่เพิ่งปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์แล้วความสมดุลระบบนิเวศยังไม่ได้ เขาจะไปขายให้ใครก็ยังไม่รู้ เราถึงบอกว่าไม่ต้องมาซื้อของเราก็ได้ ไปซื้อของคนที่เขาเริ่มทำอินทรีย์ ไปช่วยให้เขามีกำลังใจ มันเป็นการช่วยต่อโซ่ออกไปให้ไกลกว่าเดิม”

จากพ่อถึงลูกชาย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ลมเย็นเมืองจันท์พัดผ่านช่องภูเขา เมฆเปลี่ยนเป็นสีครึ้ม ไม่นานสายฝนก็โปรยปราย เราใช้สองมือป้องศรีษะพลางเดินตามหลังสุธีร์กลับไปขึ้นรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณป่าพรุ ก่อนจะถึงจุดหมายเขาไม่ลืมเก็บผักกูดกำเล็กที่เด็ดวางไว้ระหว่างพาเราเดินชมสวนผลไม้ออร์แกนิก เสียงปิดประตูรถสี่ประตูดังพร้อมกัน ปัง!

สุธีร์ออกรถและขับไปตามทางสวนยางขนาดย่อมของครอบครัว เขาพูดด้วยน้ำเสียงชอบใจว่า

“เราขโมยผักทางใต้มาปลูกเยอะ ชอบทรัพยากรของเขา ผักอร่อย ในสวนยางเราก็ปลูกไม้ป่าแซม กระวานก็มี ผักเหลียงก็มี เดือนหน้าว่าจะเอาสะตอมาปลูก พอต้นสะตอสูงก็จะคลุมต้นไม้ของเราได้พอดี” พอไปถึงบ้านกลางสวนถึงรู้ว่าภรรยาของสุธีร์เป็นชาวนาจากจังหวัดกำแพงเพชร มีทายาทสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม เวอร์ชันจูเนียร์เตรียมพร้อมไว้แล้วถึง 2 คน

“ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็ได้” ทายาทชาวสวนตั้งใจบอกลูกชายทั้งสองแบบนั้น พ่อเคยหวังดีอยากให้เขามีชีวิตที่ดีกว่า แต่เขาก็เลือกกลับมาอยู่ในสวนอยู่ดี

ในวันที่เป็นพ่อคน สุธีร์ไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายทั้งสองคนจะต้องสืบทอดสายเลือดเกษตรกร เขาเพียงปลูกฝังความรู้สึกและความรัก สิ่งสำคัญคือจิตใจและความผูกพันที่เด็กชายพอดีและเด็กชายมีสุขโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความสุข

ยิ่งกว่ามังคุดลูกโตหรือรายรับงดงามจากผลไม้ สิ่งที่ฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ตั้งใจปลูกคือชีวิตที่ดี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ที่อยู่ : ตำบลขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 22110
ติดต่อ : 0812511244
Facebook : Sutee Organic Farm

The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สุธีร์ ปรีชาวุฒิ คือคนดูแลต้นไม้และนักสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติประจำสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เขาเรียกตนว่าอย่างนั้น เราเห็นชอบอย่างไม่มีข้อโต้แย้งหลังจากเดินชมหนึ่งในสวนผลไม้ออร์แกนิกที่โดดเด่นที่สุดของจันทบุรี ผลผลิตจากสวนขนาด 100 กว่าไร่ของเขาวางขายในร้านค้าสินค้าปลอดภัยต่างๆ อย่างเลมอนฟาร์ม, ปันอยู่ปันกิน ไปจนถึงส่งออกให้ชาวต่างชาติที่ใส่ใจอาหารปลอดสารพิษ

การค้นคว้าจริงจังของคนดูแลต้นไม้คนนี้ ทำให้สวนนี้เป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ทีี่เกษตรกรออร์แกนิกรุ่นใหม่สนใจเข้ามาปรึกษาเสมอ สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ยินดีต้อนรับทั้งหน่วยงาน เกษตรกรรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว ที่สนใจเรื่องออร์แกนิก ให้เข้ามาชม และพร้อมเสมอที่จะให้คำปรึกษา

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

สุธีร์เป็นลูกชาวนา ก่อนจะผันตัวเป็นลูกชาวสวน หลังจากคุณพ่อเปลี่ยนอาชีพมาปลูกผลไม้ เดิมทีคุณพ่อมีเนื้อที่ทำสวน 15 ไร่ สมัยนั้นเงาะราคา 15 บาท ค่าแรงงานวันละ 5 บาท ทำให้คุณพ่อมีเงินพอที่จะซื้อที่เพิ่มได้ ความโหดร้ายของอาชีพเกษตรกรคือแม้จะผ่านไป 50 ปี ค่าแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท แต่เงาะยังราคาประมาณ 15 บาทเท่าเดิม

“เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การเกษตร” พ่อบอกสุธีร์ด้วยความหวังดีในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

ใบปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล จึงเป็นของขวัญตอบแทนความหวังดีของคุณพ่อ แต่ลูกชาวสวนคนนี้รู้ตัวดีว่าจะต้องกลับบ้านไปทำสวน เขาค้นพบเรื่องนี้เมื่อฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมแถวนิคมมาบตาพุด

“เราเจอว่าตอนกลางวันเราอยู่อย่างปกติ พอกลางคืนเรานอนแล้วตื่นมาหายใจไม่สะดวก ลองแคะขี้มูกออกมาแล้วเป็นสีดำ แสดงว่ามลพิษสูงมาก รู้เลยว่างานวิศวะเครื่องกลต้องวนเวียนอยู่แบบนั้น ไปไหนไม่รอด

“หลังเรียนจบได้ 2 – 3 ปี เราเที่ยวห้างบ่อยขึ้น ไปเดินแผนกผักและผลไม้มากขึ้น เราคิดว่าผลไม้น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการขายแม่ค้า เราไม่รู้จักหรอกออร์แกนิก รู้แค่ว่า 30 ปีก่อนคุณพ่อเป็นลูกค้าชั้นดีของปุ๋ยเคมี จนกระทั่งเขาหมดแรงล้มลงในสวน คุณหมอบอกว่า ในร่างกายมีสารเคมีมากเกินไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เรากลับบ้านมาทำเกษตรอินทรีย์”

ชาวจันทบุรีหลายคนตั้งตัวจนมั่งคั่งได้จากสวนผลไม้ และชาวเมืองจันท์หลายคนก็เจ็บป่วยเพราะสารพิษในสวนผลไม้เช่นกัน สุธีร์เรียนรู้เรื่องนี้จากคนใกล้ตัว หนุ่มวิศวะเครื่องกลฯ จึงเลือกทำสวนที่ปลอดภัยต่อชีวิตและครอบครัวของเขาก่อนเป็นอันดับแรก

จากวันที่กลับบ้านมาทำสวนโดยไม่รู้สักนิดว่าออร์แกนิกคืออะไร เพียงอาศัยการทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเอง จนปัจจุบันสวนผลไม้ 4 แปลงใหญ่บนเนื้อที่ 100 ไร่ เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ด้วยการสร้างระบบนิเวศและสมดุลธรรมชาติ

ถ้าอยากรู้ว่าสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ทำได้อย่างไร ไปเดินกลางสวนผลไม้แล้วฟังพร้อมกัน!

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

โลกใบเล็กในสวนมังคุด

สุธีร์ชวนเรากระโดดขึ้นรถยนต์คู่ใจ ขับไปถึงสวนมังคุดแปลงที่ 1 ที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ คนดูแลต้นไม้ชวนเราดูใบต้นมังคุดเวลากระทบกับแสงแดด ใบมันวาวระยิบระยับ เป็นการส่งสัญญาณว่าต้นมังคุดสุขภาพดี

“เราเคยอ่านหนังสือของวนเกษตร เขาบอกว่า ในธรรมชาติที่ต้นไม้อยู่ร่วมกันจะมีการฟุ้งกระจายของแสง แสงมากระทบใบนี้แล้วส่งต่อไปให้ใบของต้นนู้น เป็นความเกื้อกูลกันของธรรมชาติ พอเรามามองก็มีความจริงอยู่”

ตลอดพื้นที่ของสวนมังคุดมีหญ้าสีเขียวขึ้นรกชัฏนั้นไม่ได้การันตีความขี้เกียจของชาวสวน แต่สุธีร์บอกว่าเขากำลังสร้างระบบนิเวศในธรรมชาติ เขาเลี้ยงหญ้าและใส่ปุ๋ยเพื่อให้แมลงดีและแมลงร้ายมาอยู่อาศัย แมลงดีคอยกินแมลงร้ายที่กัดกินใบและผลของต้นมังคุดอีกที  

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหญ้าชนิดไหนมีประโยชน์” เราถาม

“ชนิดไหนก็ตามที่มีรอยแทะ แสดงว่าแมลงกินได้ก็มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ แมลงศัตรูพืชแทนที่จะกินใบมังคุดก็เลือกกินหญ้า เราเลยเลี้ยงหญ้าให้เขามาอาศัย ถ้าสวนเราไม่มีหญ้า ต้นไม้จะแย่ เราเลยไม่ตัดหญ้าเตียนถึงดิน จะเหลือไว้ 1 คืบเสมอให้แมลงพอมีใบไว้อาศัย สวนมังคุดแปลงนี้ตอนเราปรับเป็นอินทรีย์ ปีแรกเราแทบไม่เจอแมลงเลย แต่เราเจอหนอนเต็มสวน มังคุดขี้เหร่มาก ลูกเล็ก ใบหงิกๆ งอๆ ผลผลิตได้นิดเดียว
         “พอเข้าปีที่ 3 เราชวนรุ่นพี่ที่เป็นนักกีฏวิทยามาช่วยดูแมลงให้ ปรากฏว่าชนิดแมลงมีมากขึ้น อย่างปีแรกแมลงศัตรูพืชเข้ามา ปีที่ 2 แมลงดีเข้ามากินแมลงศัตรูพืช พอปีที่ 3 เลยเห็นผลว่าทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสมดุล แสดงว่าทุกอย่างส่งผลและสัมพันธ์กันหมด ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ก็ไม่ดี ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยเกินไปก็ไม่ดี” สุธีร์เล่า

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ปรึกษาตัวเอง

เรากระโดดขึ้นรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปบริเวณป่าพรุที่เหลืออยู่แห่งเดียวในแถบหมู่บ้านขลุง เหตุที่เหลืออยู่แห่งเดียวเพราะพื้นที่อื่นถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ไปหมดแล้ว แต่สุธีร์ชอบความสมบูรณ์ของป่าเกินกว่าจะตัดใจเปลี่ยนผืนดินนี้เป็นพื้นที่ธุรกิจได้ลง อากาศเย็นสบาย จนดอกกล้วยไม้ป่าสีขาวแอบขึ้นตามกิ่งของต้นเงาะให้เราเห็นอยู่ตลอดทางเดินเข้าไปในสวนกว้างสุดสายตา

ระหว่างทางเราเกิดคำถาม แน่นอนว่าทุกคนอยากทำการเกษตรที่ปลอดภัย แต่เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องเริ่มอย่างไร

“แต่ละคนปัจจัยไม่เหมือนกัน ต้องประเมินตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร ความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก ถ้าเราบอกว่าป่วย ต้องการรักษาตัวและต้องการหยุดใช้ยาเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น ก็หยุดเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ถ้าเรายังทำออร์แกนิกไม่เก่งหรือดินเราแย่มาก เราอาจจะต้องประเมินตัวเองว่าสภาวะที่เราทำอยู่ กับคนที่เขาทำออร์แกนิกมานานๆ มีความต่างกันอย่างไร ดินไม่ดีหรือต้นไม้ไม่โตเป็นเพราะอะไร
         “อย่างสวนของเราช่วงแรกมีปัญหาโรคและแมลง เพราะสมดุลธรรมชาติเราเสียมาก ฉะนั้น เราจะต้องยอมรับความพังในปีแรก การรับมือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีความรู้และประสบการณ์อย่างไร ถ้าเรารู้อีกอย่าง พื้นที่เป็นอีกอย่าง แสดงว่าความรู้คนละชุด ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ”

แล้วปีแรกของการเปลี่ยนมาทำออร์แกนิก สุธีร์ปรึกษาใคร เราถามต่อทันที

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“ปรึกษาตัวเอง (หัวเราะ) ว่าพร้อมทำมั้ย เพราะพื้นที่แต่ละอำเภอยังต่างกันเลย ขนาดแค่เราเดินไม่กี่ร้อยเมตรวิธีการทำเปลี่ยนหมดเลยนะ แปลงนู้นกับแปลงนี้ไม่เหมือนกัน และต้องดูเจ้าของด้วยว่าขี้เกียจแค่ไหน เจ้าของชอบอะไร ดินเป็นแบบไหน ความชื้นมีมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าขี้เกียจมากก็ปลูกป่า อาจจะเลี้ยงไก่ให้เดินในป่าด้วยก็ได้”

เสียงฝีเท้ายังคงขยับเป็นจังหวะ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทำให้เราได้ยินเสียงแมลงตัวจ้อยร้องอยู่ตลอดเวลา ระหว่างทางเราเจอหัวสับปะรด ต้นส้มมะปี๊ด ผักกูดต้นสูงอวบอ้วน ความผสมผสานกันทำให้เกิดสมดุล

“เราเป็นคนชอบทดลอง เราเชื่อว่าตำรา 1 เล่มคนที่เขียนก็จะมีความรู้เป็นของตัวเอง เราไม่เชื่อว่าคนหนึ่งคนจะสามารถไปอยู่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยหรือทั่วโลกได้ เพราะฉะนั้น ความรู้น่าจะแตกย่อยลงไปได้อีก เราไม่ได้บอกว่าคนเขียนหนังสือไม่เก่งนะ เราสามารถใช้เป็นแนวทางหรือชุดความรู้ได้ แต่เราก็ต้องทดลองเองด้วย พระพุทธเจ้าบอกให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าไปเชื่อคำพูดที่ฟังมา หลายกรณีเป็นแบบนั้น แต่บางกรณีคนเขียนเขาเขียนถูกแล้ว (หัวเราะ) เราสนุกกับการรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เพราะการรู้ว่าไม่รู้มันไปต่อได้ ถ้ารู้แล้วมันก็จบอยู่แค่นั้น”

เขายกตัวอย่างการทดลองให้ฟังว่าต้นไม้ต้องการเพื่อน แมลงต้องการเพื่อน นักดูแลต้นไม้เจอว่ามังคุดเป็นเพื่อนกับเงาะ อยู่ด้วยกันแล้วส่งเสริมกันเป็นอย่างดี เขาจึงไม่รอรีปลูกต้นมังคุดสลับต้นเงาะเป็นแนวยาวตลอดทั้งสวน

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

Don’t judge a fruit by its cover

เป้าหมายการมาเยือนสวนมังคุดแปลงที่ 2 และสวนเงาะแปลงที่ 1 คือการมาเห็นความต่างของสวนผลไม้อินทรีย์ที่มีระบบนิเวศสมดุล ต่างจากสวนมังคุดแปลงแรกที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ไม่นาน

ลูกมังคุดแปลงนี้อวบอ้วนกว่าแปลงก่อนหน้าชัดเจน น่าหม่ำเป็นที่สุด

แต่ยังอวบอ้วนไม่เท่าสวนมังคุดที่อัดฉีดสารเคมี ทั้งใส่ปุ๋ยในดินและฉีดสารอาหารทางใบ ให้ลูกมังคุดดกและใหญ่เบิ้มกว่าปกติ

ลูกมังคุดอวบอ้วนจากธรรมชาติปลอดสารเคมีไม่ได้ขายได้ราคาดีไปกว่าผลไม้ทั่วไปในท้องตลาด

“ในมุมของชาวสวน ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งมันไม่ได้ดีกว่า ลูกเราเล็กกว่าเขา พอไปถึงคนกิน หลายคนเลือกลูกใหญ่เอาไว้ก่อน แต่คนที่หยิบลูกเล็กของเราเขาก็ยินดีจ่ายในราคาที่เท่าหรือสูงกว่าลูกใหญ่ เพราะผลไม้ของเราสุขภาพดีกว่าแน่นอน เราสนใจตรงนั้น เพราะเรายังต้องมีชีวิต เงินสำหรับเราเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่นให้สวนเราเดินหน้าต่อได้”

นอกจากสุธีร์จะต้องการผลไม้สุขภาพดี เขายังต้องรักษารสชาติของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

แน่นอน แม่ค้าย่อมอยากได้ผลไม้ลูกสวยไว้เป็นหน้าเป็นตา แต่ลูกค้าบอกสุธีร์ว่า เขากินเนื้อ ไม่ได้กินเปลือก

ขนาดหนังสือยังมีวลีบอกว่า ‘Don’t judge a book by its cover’ ผลไม้ก็เหมือนกัน ถึงลูกจะเล็ก มีรอยข่วนจนเป็นแผล ยางเลอะเปรอะผิวด้านนอก ก็อย่าเพิ่งตัดสินกัน ถ้ายังไม่ลองปอกเปลือกชิมเนื้อด้านใน บอกเลยถึงไม่สวยแต่อร่อย! แต่การจะทำให้คนกินเชื่อว่าผลไม่สวยแต่รสชาติอร่อยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคนปลูกและคนกิน การที่คนกินได้รู้ว่าเขากินผลไม้ของใครอยู่ แล้ววันดีคืนดีเขาอยากไปดูต้นเงาะที่เขากิน พอเขามาเห็นแล้วจะรู้ว่ามันยาก ทำไมขายแค่ 20 บาท 50 บาท ขาย 70 ก็ไม่เป็นไรหรอก ฉะนั้น เกษตรกรก็ควรทำหน้าที่เกษตรกรให้ได้ผลผลิตที่ดี แล้วก็ส่งต่อให้กับคนที่อยู่ในเมืองคอยช่วยกัน

“คนเมืองอาจจะเป็นทั้งคนกินและคนกระจายสินค้าที่มีคุณธรรม หมายความว่าถ้าคนเมืองมาซื้อผลไม้ของเราไปส่งต่อ โดยไม่ยอมบอกคนกินว่าผลไม้มาจากไหน เพราะกลัวว่าลูกค้าจะสายตรงมาหาเราเลย แบบนี้เราจะบอกราคาแพงไว้ก่อน แต่ถ้าใครที่บอกที่มาที่ไปว่าผลไม้มาจากเกษตรกรคนไหน เราจะส่งต่อให้เขาในราคาที่ทุกคนอยู่ได้ เราไม่ได้ต้องการชื่อเสียง เรารู้สึกว่าข้อมูลของเกษตรกรควรจะถูกส่งต่อให้กับคนกิน คนกินควรรู้ว่าเขากินของใคร แล้วเกษตรกรก็ควรรู้ว่าของเขาจะไปอยู่ในคนกลุ่มไหน การสื่อสารจะทำให้เกษตรกรกับคนกินเข้าใจกัน

“ย้อนไปเมื่อก่อนจะมีปัญหาข้อมูลถูกตัดตอน เช่น ธรรมชาติของมังคุดเป็นแบบนี้ ผิวอาจจะไม่สวย แต่แม่ค้าบอกว่าไม่ได้ต้องผิวสวย ถ้าไม่สวยขายไม่ได้ คนกินก็เข้าใจว่าไม่สวยแสดงว่าของไม่ดี แต่เนื้อในมันดีกว่าของสวยอีกนะ ทำให้เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลง เป็นความจริงที่บีบให้เกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องทำแบบนั้น”

ความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มปลูกถึงการขายถึงมือลูกค้า คือหนทางรอดที่ทำให้ทั้งคนปลูก คนขาย และคนซื้อ มีชีวิตที่ดีต่อไป

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนโลก

ปัจจุบันสวนผลไม้จำนวน 100 ไร่ 4 แปลง ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ออร์แกนิก เปลี่ยนจากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยคอกขี้ไก่ และใส่ใจการสร้างสมดุลให้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนมากกว่าการปกป้องผลไม้ให้ปลอดศัตรูพืช

“ออร์แกนิกของเราคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ถ้าหยุดสารเคมีแล้วไปหาสารทดแทนจากธรรมชาติมาทดแทนเคมี มันเป็นวิธีคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติ เอาชนะแมลง ถ้าเราตีความว่าออร์แกนิกคือการไม่ใช้สารเคมี แสดงว่าเวลาเจอโรคระบาด ‘ฉันจะเอาพริก เอาข่า มาฉีดมัน มันต้องตาย’ แต่สวนเราไม่ทำแบบนั้น

“ถ้ามีแมลงระบาด แสดงว่าแมลงอีกชนิดหายไป แล้วหายไปเพราะอะไร เราจะไปหาคำตอบแล้วก็แก้ปัญหา เพื่อให้สมดุลกลับมาเหมือนเดิม อาจจะต้องเอาต้นไม้บางชนิดมาปลูกให้แมลงมาอยู่ พอเขามาอยู่ในแปลงเราและไม่หายไป ก็จะไม่เกิดโรคระบาด มันเป็นการสร้างสมดุลธรรมชาติ เราพยายามดึงธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด”

การันตีได้จากต้นเงาะพุ่มสวย ใบมังคุดมันวาวระยิบระยับ และผักท้องถิ่นจากภาคใต้ ล้วนสุขภาพดีและออกดอกออกผลอุดมสมบูรณ์ จะชื่นชมดินจันท์ว่าดีงามก็ดูลำเอียง คนปลูกมือเย็นก็มีเหตุผล แต่ความครบเครื่องเรื่องธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรีก็มีส่วนทำให้ดอกผลเจริญงอกงาม ทั้งแม่น้ำ ภูเขา และความชื้นจากทะเลที่ชวนให้ฝนตกตลอดทั้งปี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“เมื่อก่อนเราพยายามจะชักชวนคนให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่เรารู้สึกว่าแต่ละคนมีความเชื่อมั่นเป็นของตนเอง แล้วทุกคนจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเห็นและรับรู้ เวลาคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากๆ มีคนมาบอกให้เขาทำแบบนี้ ทำแบบนั้น บางครั้งเขาก็ไม่เชื่อฟังนะ แต่สิ่งที่เขาจะเชื่อได้สนิทใจคือเขาเห็นจากสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ

“ฉะนั้น เรายังไม่ต้องไปคิดว่าจะเปลี่ยนโลก คิดแค่ว่าเราเปลี่ยนตัวเองให้ชัดหรือยัง ถ้าเรายังไม่ได้มีชีวิตที่ดีก็อย่าเพิ่งไปชวนคนอื่นหรือตัดสินคนอื่นว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น เพราะเรายังทำไม่ได้เลย ถ้าเราทำได้แล้ว เราไม่ต้องพูดอะไรมาก ไม่ต้องพูดจริงๆ นะ ไม่ต้องชวนด้วย เวลาไปคุยกับใครหรือเห็นใครใช้ชีวิต ทุกคนรับรู้ด้วยตัวเองว่าเขาเป็นยังไง เราคิดแค่นั้นเลย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ทุกคนหันมาใช้ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีแค่นี้เราก็ดีใจแล้ว”

ปัจจุบันเกษตรกรเมืองจันท์ที่โบกมือลาเกษตรเคมี หันหน้าเข้าหาวิถีเกษตรอินทรีย์ ในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มขึ้นถึง 100 ครัวเรือน

“เราเริ่มกลับไปคิดถึงคนที่เข้ามาทำในระบบนี้ใหม่ๆ เพราะคนที่ทำใหม่สำคัญกว่าคนที่ทำเก่า คนทำเก่ามีพรรคพวกอยู่แล้ว แต่คนทำใหม่เขาเคว้งมากเลยนะ ถ้าไม่มีใครไปซื้อของเขา เขาเลิกทำได้เลย เกษตรกรที่เพิ่งปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์แล้วความสมดุลระบบนิเวศยังไม่ได้ เขาจะไปขายให้ใครก็ยังไม่รู้ เราถึงบอกว่าไม่ต้องมาซื้อของเราก็ได้ ไปซื้อของคนที่เขาเริ่มทำอินทรีย์ ไปช่วยให้เขามีกำลังใจ มันเป็นการช่วยต่อโซ่ออกไปให้ไกลกว่าเดิม”

จากพ่อถึงลูกชาย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ลมเย็นเมืองจันท์พัดผ่านช่องภูเขา เมฆเปลี่ยนเป็นสีครึ้ม ไม่นานสายฝนก็โปรยปราย เราใช้สองมือป้องศรีษะพลางเดินตามหลังสุธีร์กลับไปขึ้นรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณป่าพรุ ก่อนจะถึงจุดหมายเขาไม่ลืมเก็บผักกูดกำเล็กที่เด็ดวางไว้ระหว่างพาเราเดินชมสวนผลไม้ออร์แกนิก เสียงปิดประตูรถสี่ประตูดังพร้อมกัน ปัง!

สุธีร์ออกรถและขับไปตามทางสวนยางขนาดย่อมของครอบครัว เขาพูดด้วยน้ำเสียงชอบใจว่า

“เราขโมยผักทางใต้มาปลูกเยอะ ชอบทรัพยากรของเขา ผักอร่อย ในสวนยางเราก็ปลูกไม้ป่าแซม กระวานก็มี ผักเหลียงก็มี เดือนหน้าว่าจะเอาสะตอมาปลูก พอต้นสะตอสูงก็จะคลุมต้นไม้ของเราได้พอดี” พอไปถึงบ้านกลางสวนถึงรู้ว่าภรรยาของสุธีร์เป็นชาวนาจากจังหวัดกำแพงเพชร มีทายาทสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม เวอร์ชันจูเนียร์เตรียมพร้อมไว้แล้วถึง 2 คน

“ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็ได้” ทายาทชาวสวนตั้งใจบอกลูกชายทั้งสองแบบนั้น พ่อเคยหวังดีอยากให้เขามีชีวิตที่ดีกว่า แต่เขาก็เลือกกลับมาอยู่ในสวนอยู่ดี

ในวันที่เป็นพ่อคน สุธีร์ไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายทั้งสองคนจะต้องสืบทอดสายเลือดเกษตรกร เขาเพียงปลูกฝังความรู้สึกและความรัก สิ่งสำคัญคือจิตใจและความผูกพันที่เด็กชายพอดีและเด็กชายมีสุขโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความสุข

ยิ่งกว่ามังคุดลูกโตหรือรายรับงดงามจากผลไม้ สิ่งที่ฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ตั้งใจปลูกคือชีวิตที่ดี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ที่อยู่ : ตำบลขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 22110
ติดต่อ : 0812511244
Facebook : Sutee Organic Farm

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ คืออาจารย์ นักวิจัย และที่ปรึกษาทางธุรกิจที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนที่เราเคยพบเจอ 

เริ่มตั้งแต่การแต่งกายภายนอกที่สวมใส่ผ้าไทยอยู่เสมอ สลัดภาพดอกเตอร์จากเมืองนอกทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และภายในที่คิดถึงทั้งการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจและสังคมไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว ผ่านการใช้งานวิจัยเป็นตัวขับเคลื่อน เปลี่ยนเรื่องยากให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

จากประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี เขาให้คำปรึกษา ผลักดันผู้ประกอบอาหารเล็กใหญ่มามากกว่า 2,000 ราย และอีกนับร้อยชุมชน ตั้งแต่กระดาษว่างเปล่าจนถึงผลิตภัณฑ์ขายดิบขายดีในท้องตลาด 

เราอาจเปิดเผยชื่อสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจของที่ปรึกษา แต่เชื่อว่าหลายแบรนด์เคยผ่านตาคุณมาอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นคือน้ำเต้าหู้โทฟุซังและกล้วยตาก Banana Society

ปัจจุบัน เขาคือผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร (EAST) ทำงานร่วมกับหน่วยงานมากมาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ ทั้ง SME และธุรกิจท้องถิ่นให้เฉิดฉาย

การให้คำปรึกษาของอาจารย์นั้นไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่รับโจทย์ แก้ปัญหา แต่พากลับไปคิดถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณของธุรกิจว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร เพราะไม่อยากให้เกิดธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวแล้วล้มหายตายจากไป แต่ควรจะขับเคลื่อนสังคมด้วย แม้จะใช้เวลานาน ทำงานแทบไม่ได้หยุดก็ตาม

ต่อให้คุณไม่ได้ทำงานในวงการอาหาร แต่เราอยากให้คุณได้อ่านเรื่องราวนี้ไปด้วยกัน

เพราะนี่เป็นบทสนทนาที่จะชวนตั้งคำถามที่คุณอาจรู้สึกว่าควรมีใครสักคนถามคุณมาตั้งนานแล้ว และกลับไปตามหารากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง

01

อาหารและงานที่ดี

“อาหารที่ดีต้องประโลมตา บรรจงรส จรรโลงใจ” บัณฑิตกล่าวคำพูดของคุณแม่ อดีตนักเรียนโรงเรียนการเรือน ที่ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในเส้นทางชีวิตของเขา

“แม่บอกเสมอว่าอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมที่สำคัญของเรา คำพูดดังกล่าวยังเป็นสิ่งที่ผมใช้บอกลูกศิษย์อยู่เสมอเลย” 

แต่ย้อนไปในวัยเด็ก ความสนใจด้านอาหารยังไม่เกิดขึ้นในความคิดของบัณฑิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นการทำงานของโรงงานอาหารที่แม่เขาเป็นผู้จัดการอยู่ และการเข้าเรียนด้านเทคโนโลยีอาหารที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็อาจถือเป็นเรื่องจับพลัดจับผลู 

จนกระทั่งเจออีกหนึ่งแรงบันดาลใจคืออาจารย์ผู้ชี้ทาง

“ในรุ่นผม เราถูกปลูกฝังกันว่ามหาวิทยาลัยถือเป็นหนึ่งในร่มเงาที่ทำให้สังคมผาสุก ซึ่งไม่เกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่เรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม หน้าที่ของอาจารย์ที่เติมปัญญาและเปลี่ยนผู้คนคือหนึ่งในหนทางนั้น

“มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ด้วยว่า การทำงานที่ดีคืองานที่ ‘สัมผัสฟ้า ซับน้ำตาดิน’ คือไปถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้วเอาลงมาแก้ไขปัญหาให้กับสังคม นั่นกลายเป็นปรัชญาในการทำงานของผม” 

หลังเรียนจบ บัณฑิตศึกษาต่อด้านวิศวกรรมอาหารจนถึงระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการโรงงานที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่สายวิชาการตามเจตนารมณ์ที่เคยมี และค้นพบจุดบอดที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้ามาทำอะไร

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

“เราค้นพบว่างานวิจัยที่ดีคือพื้นฐานของทุกอย่างเลย แต่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่บอกคนได้ว่าคุณมีความรู้แล้ว จะเอาความรู้ไปสร้าง Know-how ของตัวเองได้อย่างไร และต้องมี Know-why ด้วย คือไม่ใช่จะทำแต่สินค้าออกมาขาย แต่ต้องรู้ว่าทำไปทำไม ตอบโจทย์ตลาดไหม

“นอกจากสร้างผลกำไรแล้ว เรามองว่าธุรกิจควรสร้างประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น สนับสนุนชาวบ้าน เชิดชูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่สามารถออกแบบกระบวนการทางสังคม” อาจารย์เล่าความเชื่อเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน พร้อมบอกว่าตอนนั้นยังไม่เห็นภาพเหมือนกันว่างานนี้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องลองดู

เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจการเชื่อมองค์ความรู้จากงานวิจัยที่คนมักมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยาก เข้าสู่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม

02 

Ego & Eco

ธุรกิจที่บัณฑิตดำเนินการให้คำปรึกษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ โดยทำงานร่วมกันผ่านการร่วมมือกับองค์กรต่างๆ 

หนึ่ง ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานเช่นเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP ภายใต้การกำกับดูแลของ สวทช.) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการตั้งแต่ยังมีเพียงแค่โจทย์ วางคอนเซปต์ วิจัย จนถึงทดสอบตลาด

เช่น imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

imo imo ผลิตภัณฑ์แปรรูปมันม่วงที่จุดกระแสเรื่องมันม่วงเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

สอง ธุรกิจพื้นถิ่นหรือธุรกิจชุมชนที่มักมีวัตถุดิบและแรงงาน แต่อาจขาดทักษะผู้ประกอบการและต้องการความช่วยเหลือ บัณฑิตและทีมงานจะลงพื้นที่ไปสำรวจความเป็นอยู่ พูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

“ผมมองว่าหน้าที่ของผมคือการช่วยคนให้กินดีอยู่ดี มีงานทำ มีความสุขในพื้นที่ เราเข้าไปเป็นเหมือนตัวเร่ง (Catalyst) ให้แต่ละชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เวียนพื้นที่ไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เราร่วมมือด้วย”

โดยทั้งสองแบบ บัณฑิตไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่จะแฝงกระบวนการตามหาหัวใจของธุรกิจ เพื่อสร้าง ‘Soul Business’ ที่อยู่รอดและคำนึงถึงทั้ง Ego (ตัวเอง) และ Eco (ระบบนิเวศ) 

“แต่ละธุรกิจเป็นเหมือนร่างกายที่ต้องการอวัยวะแตกต่างกันไป เราพบว่าต่อให้ภูมิคุ้มกันดีแค่ไหน แต่ถ้าทั้งระบบไม่มี Herd Immunity เวลาคนอื่นตาย คุณก็ตายด้วย เหมือนปลาหนึ่งตัวที่เน่าในบ่อ

“คนอาจจะบอกว่าเราโง่ที่ทำแบบนี้ เพราะทำแล้วไม่เห็นเกิดอะไรขึ้นมา แต่เขาไปวัดจากเรื่องเงินอย่างเดียว แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร”

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำอย่างไรล่ะจึงจะสร้าง Soul Business ให้เกิดขึ้นจริง 

Pinarie, Lupin chips
03

Search Inside Yourself

“คนอยากทำธุรกิจมาปรึกษาร้อยคน จะตอบคำถามเราไม่ได้สักแปดสิบคนแล้วเดินกลับไปอึ้งๆ” บัณฑิตเล่าบรรยากาศการให้คำแนะนำธุรกิจที่ทำให้คนงง และต้องกลับไปคิดทบทวนคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

ไม่ได้โหดร้ายเย่อหยิ่งแต่อย่างใด สถานการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะคนชอบเข้ามาหาหนทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แสวงหาวิธีสร้างรายได้ทางธุรกิจเสร็จสรรพ แต่ลืมคำนึงถึงว่าตัวเองเป็นใคร ทำไปเพื่ออะไร

“จริงๆ การทำสินค้าเป็นสิ่งที่มาทีหลังเลย อย่างแรกที่คุณควรทำคือสำรวจตัวเองก่อนว่าพร้อมไหม สมมติผลตอบแทนต้องรออีกสักประมาณสี่ปีอย่างต่ำ คุณทนได้หรือเปล่า คุณแน่ใจไหมว่าจะขายให้ใคร เขามีแนวโน้มจะชอบของคุณหรือเปล่า พอเหลือยี่สิบคน ก็จะถามลึกไปอีกว่าสภาพคล่องเป็นอย่างไร จะหาเงินทุนจากไหน บางคนแค่ตั้งโจทย์ใช้เวลาเก้าเดือน 

“เราต้องตั้งคำถามเหล่านี้ให้มีคำตอบชัดก่อน ถ้าไม่ชัด เราไม่ทำ ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นภาพคนที่มีมะม่วงล้นก็กวนขาย แต่ไม่รู้ว่าขายใคร ทำไปเป็นปีก็ไม่หมด เห็น SME เกิดสิบ ตายแปด ในหนึ่งปี เราไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เลยต้องพาเขาไปเห็นปัญหาของตัวเอง ด้วยตัวเองก่อน” บัณฑิตเล่ากระบวนการที่คิดอย่างละเอียด เพราะธุรกิจขนาดเล็กต้องคิดคำนวณให้รัดกุมอย่างมาก บางครั้งต้องล้มกระดาน คิดโจทย์ใหม่ตั้งแต่ต้น

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

ส่วนระหว่างทาง เขาและทีมจะพยายามเสริมแทรกการคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ใช่บอกตรงๆ แต่ผ่านคำถามให้คิด

เช่น ถ้าทำธุรกิจที่มีแหล่งวัตถุดิบ 2 เจ้า เจ้าแรกเป็นเกรดเอ ราคา 17 บาท เจ้าสองเป็นเกรดซี ราคา 7 บาท บัณฑิตจะถามว่าวัตถุดิบแบบไหนเหมาะกับงานของเรา เราอาจต้องการแค่เกรดซีเพื่อนำมาแปรรูปต่อก็ได้ พร้อมถามว่าเจ้าของวัตถุดิบจะได้อะไรจากเราบ้าง ถือเป็นราคาที่ดีไหม เราเอาเปรียบเขาหรือเปล่า

“ระหว่างการให้คำปรึกษา เราจะกระตุ้นให้คนเห็นว่าธุรกิจที่เขาทำสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้อีกมากแค่ไหน เขาจะค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ 

“แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นในปีเดียวนะ บางคนต้องใช้เวลานานห้าถึงสิบปีเลย เขาถึงจะเห็นว่าตัวเองเดินได้แบบไม่ต้องเอาเปรียบใคร ระหว่างนั้นเราจะคอยเลี้ยงดูและทำให้เขาเห็น แม้ใช้เวลานานมากก็ตาม”

04

นักสืบ พยาบาล แพทย์ ครู

“เห็นการแต่งตัวของผมไหม ผมใส่แบบนี้แล้วเหมือนคุณลุงในชุมชนเลย” บัณฑิตเล่าหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้เขาทำงานร่วมกับชุมชนสำเร็จ ในขณะที่หลายคนทำแล้วไม่เกิดผล

“การทำงานกับชุมชนต้องเริ่มจากทัศนคติก่อน ต้องเริ่มจากว่าเราไม่ได้เป็นผู้กอบกู้ หรือจะเอาอะไรไปให้เขานะ แต่ในฐานะเพื่อนที่ไปเรียนรู้ ผมไม่เคยบอกเลยว่าจะไปช่วยอะไรเขา แต่เริ่มจากมองเห็นปัญหาด้วยแว่นตาเดียวกันกับเขาก่อน คุยกับเขา เขากินอะไรก็กิน บางคนแค่ต้องการที่ระบาย เราก็ฟัง ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปด้วยแนวคิดนี้ ”

บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต
บัณฑิต อินณวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ใช้งานวิจัยพัฒนาธุรกิจอาหารชุมชนกว่า 100 แห่งให้เติบโต

บัณฑิตเสริมต่อว่า เขาพยายามวางตัวให้เป็นนักสืบก่อนเมื่อเริ่มเข้าไปในชุมชน เพื่อถามคำถามต่างๆ ให้เขาได้คิดและตอบ หลังจากนั้นจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลเยียวยาบาดแผลของคนไข้ ต่อด้วยเป็นแพทย์ผ่าตัดที่ลงมือแก้ไขปัญหา และสุดท้ายเป็นคุณครูที่ช่วยถอดบทเรียนสิ่งที่ได้เรียนรู้

แต่คนจำนวนมากเริ่มสวมบทบาทการลงพื้นที่ด้วยการเป็นตำรวจ ตรวจจับข้อผิดพลาด ตามด้วยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลและปอเต็กตึ้ง ทำให้การทำงานร่วมกับชุมชนล้มเหลว

หวานอย่างมีหวัง
หวานอย่างมีหวัง

หนึ่งในเคสที่ประสบความสำเร็จในการทำงานชุมชนของบัณฑิตคือ ‘หวานอย่างมีหวัง’ น้ำตาลมะพร้าวแท้ของ อาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู จากจังหวัดสมุทรสงคราม ที่รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ไม่ให้สูญหาย

“อาจารย์ปรีชาเป็นคนสอนผมว่านักวิชาการชอบเอาซากความรู้มาเก็บไว้เต็มตู้หนังสือเลย แต่เขาไม่อยากได้สิ่งนั้น อยากได้หลักวิชาการคู่กับวิชานอกตำราที่กลั่นกรองมาจากภูมิปัญญามากกว่า” 

น้ำตาลมะพร้าวนี้มีสรรพคุณมากมาย คนเบาหวานทานได้เพราะมีอินนูลิน ลดการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร เก็บเกี่ยวจากต้นมะพร้าววันละ 2 เวลา เรียกว่าน้ำตาลเช้าและน้ำตาลบ่าย ด้วยกระบอกไม้ไผ่ที่ช่วยให้น้ำตาลเสียช้าและไม่ต้องใส่สารเพิ่ม (แลกมากับกระบวนการล้างและต้มที่เพิ่มขึ้น) ดำเนินงานโดยกลุ่มในชุมชนที่มีความเข้มแข็ง 

แต่ปัญหาคือ คนไม่ค่อยเชื่ออาจารย์ปรีชา เพราะไม่ได้เป็นนักวิชาการ และผู้ผลิตจำนวนมากใส่สารปลอมปนในน้ำตาลเยอะ ทำลายความเป็นธรรมชาติ แต่กลับเรียกผลิตภัณฑ์ตัวเองว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้อยู่เต็มตลาด

บัณฑิตจึงเข้าไปคิดเรื่องแบรนด์ จนเกิดเป็นคำว่า ‘น้ำตาลของจริง’ และเก็บข้อมูลให้คนเห็นว่าใน 1 ปี น้ำตาลแต่ละช่วงเป็นอย่างไรบ้าง ข้อดีข้อด้อยเป็นอย่างไร พิสูจน์เรื่องวัสดุต่างๆ ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ 

หลังดำเนินงานมากว่า 5 ปี น้ำตาลมะพร้าวของอาจารย์ปรีชากำลังจะได้รับการจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสมุทรสงคราม และที่ผ่านมา มีคนติดต่อเข้าไปดูงานมากถึงปีละหลายพันคน 

“เราได้นำความรู้วิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ภูมิปัญญา ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เรียนรู้วิธีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชุมชนด้วย” บัณฑิตยิ้ม งานแบบนี้ไม่มีใครเด่นกว่าใคร เพราะถือเป็นการทำงานร่วมกันของจริง

05

ออกดอก ขยายผล

หลายคนชื่นชมแนวคิดของบัณฑิต แต่มองว่าการทำงานช้าเกินไป ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว (Speed & Scale)

ด้วยเหตุนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา บัณฑิตจึงพยายามมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและเครื่องมือทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มหนึ่งที่ลักษณะคล้ายสถาบัน มีทั้งคอร์สออนไลน์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง หากมีปัญหา ก็มีทีมให้คำปรึกษาคอยช่วยโค้ช มีห้องวิจัยให้มาฝึกทดลองอย่างครบครัน 

รวมถึงพยายามขยายเครือข่ายให้มากขึ้น เช่น ร่วมงานกับหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในเครือข่ายมากถึง 33 สถาบัน

“เราอาจทำคนเดียวไม่ไหว ก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย ให้อาจารย์และนักศึกษานำกระบวนการที่เราใช้ไปขยายผลต่อผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยในพื้นที่” 

และอีกโปรเจกต์หนึ่งที่บัณฑิตกำลังพัฒนาร่วมกับชุมชนอยู่คือ ‘Route to the Root’ พัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา ให้ผู้บริโภคสำรวจกลับไปได้ถึงรากเหง้า ที่มาไปที่ของสินค้าแต่ละอย่าง โดยติดต่อไปวางขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อสร้างตลาดให้แก่ชุมชน 

รักษารากฐานแบบเดิมไว้ แต่ขยายผลให้กว้างไกลขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการมากขึ้น เป็นความหวังให้กับธุรกิจโดยเฉพาะในยามวิกฤตเช่นนี้

06

ใจใหญ่กว่าตัว

“ผมตั้งคำถามกับตัวเองเยอะมากๆ เลยว่าทำอะไรอยู่ บางทีทำไปก็ดูจะไม่เห็นผลเลย เคยคิดว่าจะหยุดเหมือนกัน” บัณฑิตเล่าว่าทำงานในแวดวงมานาน 20 กว่าปี ย่อมมีท้อบ้างเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะช่วงปีแรกๆ ที่อัตราความสำเร็จของธุรกิจที่ให้คำปรึกษาอยู่ที่ราว 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก่อนจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์

“สิ่งที่ทำให้ผมยังทำงานต่อคือการถามตัวเองว่า หนึ่ง เราทำแล้วได้อะไร สอง ถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจไหม หลายครั้งคนมักติดอยู่ที่คำถามข้อแรก แต่ผมจะพยายามถามตัวเองข้อที่สองก่อน แล้วได้คำตอบเสมอว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจมาก

“ผมมองว่าโอกาสในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิตมันไม่ได้มีมาบ่อย ถ้าไม่คว้าไว้ก็เป็นอากาศ และถึงต้องล้มเหลว เรามองว่ามันคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น ต้องล้มบ่อยๆ จนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

“สองความคิดนี้ทำให้ไม่ว่าต้องทำงานหนักแค่ไหน ไม่ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ ผมยังคงทำอยู่ มันมีโดดเดี่ยวบ้างบนเส้นทางนี้ แต่ชีวิตก็เป็นแบบนั้น เกิดมาคนเดียว เราก็ตายคนเดียวเหมือนกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เส้นทางนี้ไม่หนักหนาจนเกินไปคือ ทีมงานที่ทำงานร่วมกันภายในทีม EAST กับบัณฑิตราว 20 คนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี 

“ก่อนน้องๆ ในทีมจะเข้ามาทำงานร่วมกัน คำถามหลักที่ผมจะถามพวกเขาคือ ถ้าคุณทำงานสักชิ้นแล้วต้องล้ม คุณคิดว่าคุณล้มได้สักกี่ครั้ง คำตอบของเขาจะบ่งชี้เองว่าเขาเหมาะกับงานนี้หรือเปล่า หลายคนตอบว่าล้มได้เยอะ คำถามคือ พอคุณลุกขึ้นมา คุณมีวิธีจัดการตัวเองอย่างไร

“สุดท้าย ผมถามว่าถ้างานเหล่านี้เกิดพรากชีวิตส่วนอื่นๆ ของคุณขึ้นมา คุณจะเสียดายลมหายใจตรงนี้ไหม เพราะงานแบบนี้ล้มเยอะมากนะ คุณจะรู้สึกล้มเหลว สูญเสียศักดิ์ศรี และวันหยุดของเราคือวันที่คนอื่นประสบความสำเร็จ ดังนั้น เราไม่ได้หาคนเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ แต่เราตามหาคนที่ใจใหญ่กว่าตัวมหาศาล” 

คนที่มีคุณสมบัตินี้คือทีมงานที่อยู่เคียงข้างบัณฑิต และพร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยให้ไม่น้อยหน้าใคร

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load