The Cloud x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สุธีร์ ปรีชาวุฒิ คือคนดูแลต้นไม้และนักสังเกตการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติประจำสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เขาเรียกตนว่าอย่างนั้น เราเห็นชอบอย่างไม่มีข้อโต้แย้งหลังจากเดินชมหนึ่งในสวนผลไม้ออร์แกนิกที่โดดเด่นที่สุดของจันทบุรี ผลผลิตจากสวนขนาด 100 กว่าไร่ของเขาวางขายในร้านค้าสินค้าปลอดภัยต่างๆ อย่างเลมอนฟาร์ม, ปันอยู่ปันกิน ไปจนถึงส่งออกให้ชาวต่างชาติที่ใส่ใจอาหารปลอดสารพิษ

การค้นคว้าจริงจังของคนดูแลต้นไม้คนนี้ ทำให้สวนนี้เป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ทีี่เกษตรกรออร์แกนิกรุ่นใหม่สนใจเข้ามาปรึกษาเสมอ สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ยินดีต้อนรับทั้งหน่วยงาน เกษตรกรรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยว ที่สนใจเรื่องออร์แกนิก ให้เข้ามาชม และพร้อมเสมอที่จะให้คำปรึกษา

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

สุธีร์เป็นลูกชาวนา ก่อนจะผันตัวเป็นลูกชาวสวน หลังจากคุณพ่อเปลี่ยนอาชีพมาปลูกผลไม้ เดิมทีคุณพ่อมีเนื้อที่ทำสวน 15 ไร่ สมัยนั้นเงาะราคา 15 บาท ค่าแรงงานวันละ 5 บาท ทำให้คุณพ่อมีเงินพอที่จะซื้อที่เพิ่มได้ ความโหดร้ายของอาชีพเกษตรกรคือแม้จะผ่านไป 50 ปี ค่าแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาท แต่เงาะยังราคาประมาณ 15 บาทเท่าเดิม

“เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การเกษตร” พ่อบอกสุธีร์ด้วยความหวังดีในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

ใบปริญญาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล จึงเป็นของขวัญตอบแทนความหวังดีของคุณพ่อ แต่ลูกชาวสวนคนนี้รู้ตัวดีว่าจะต้องกลับบ้านไปทำสวน เขาค้นพบเรื่องนี้เมื่อฝึกงานในโรงงานอุตสาหกรรมแถวนิคมมาบตาพุด

“เราเจอว่าตอนกลางวันเราอยู่อย่างปกติ พอกลางคืนเรานอนแล้วตื่นมาหายใจไม่สะดวก ลองแคะขี้มูกออกมาแล้วเป็นสีดำ แสดงว่ามลพิษสูงมาก รู้เลยว่างานวิศวะเครื่องกลต้องวนเวียนอยู่แบบนั้น ไปไหนไม่รอด

“หลังเรียนจบได้ 2 – 3 ปี เราเที่ยวห้างบ่อยขึ้น ไปเดินแผนกผักและผลไม้มากขึ้น เราคิดว่าผลไม้น่าจะทำอะไรได้มากกว่าการขายแม่ค้า เราไม่รู้จักหรอกออร์แกนิก รู้แค่ว่า 30 ปีก่อนคุณพ่อเป็นลูกค้าชั้นดีของปุ๋ยเคมี จนกระทั่งเขาหมดแรงล้มลงในสวน คุณหมอบอกว่า ในร่างกายมีสารเคมีมากเกินไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เรากลับบ้านมาทำเกษตรอินทรีย์”

ชาวจันทบุรีหลายคนตั้งตัวจนมั่งคั่งได้จากสวนผลไม้ และชาวเมืองจันท์หลายคนก็เจ็บป่วยเพราะสารพิษในสวนผลไม้เช่นกัน สุธีร์เรียนรู้เรื่องนี้จากคนใกล้ตัว หนุ่มวิศวะเครื่องกลฯ จึงเลือกทำสวนที่ปลอดภัยต่อชีวิตและครอบครัวของเขาก่อนเป็นอันดับแรก

จากวันที่กลับบ้านมาทำสวนโดยไม่รู้สักนิดว่าออร์แกนิกคืออะไร เพียงอาศัยการทดลองและเรียนรู้ด้วยตนเอง จนปัจจุบันสวนผลไม้ 4 แปลงใหญ่บนเนื้อที่ 100 ไร่ เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ด้วยการสร้างระบบนิเวศและสมดุลธรรมชาติ

ถ้าอยากรู้ว่าสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม ทำได้อย่างไร ไปเดินกลางสวนผลไม้แล้วฟังพร้อมกัน!

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

โลกใบเล็กในสวนมังคุด

สุธีร์ชวนเรากระโดดขึ้นรถยนต์คู่ใจ ขับไปถึงสวนมังคุดแปลงที่ 1 ที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ คนดูแลต้นไม้ชวนเราดูใบต้นมังคุดเวลากระทบกับแสงแดด ใบมันวาวระยิบระยับ เป็นการส่งสัญญาณว่าต้นมังคุดสุขภาพดี

“เราเคยอ่านหนังสือของวนเกษตร เขาบอกว่า ในธรรมชาติที่ต้นไม้อยู่ร่วมกันจะมีการฟุ้งกระจายของแสง แสงมากระทบใบนี้แล้วส่งต่อไปให้ใบของต้นนู้น เป็นความเกื้อกูลกันของธรรมชาติ พอเรามามองก็มีความจริงอยู่”

ตลอดพื้นที่ของสวนมังคุดมีหญ้าสีเขียวขึ้นรกชัฏนั้นไม่ได้การันตีความขี้เกียจของชาวสวน แต่สุธีร์บอกว่าเขากำลังสร้างระบบนิเวศในธรรมชาติ เขาเลี้ยงหญ้าและใส่ปุ๋ยเพื่อให้แมลงดีและแมลงร้ายมาอยู่อาศัย แมลงดีคอยกินแมลงร้ายที่กัดกินใบและผลของต้นมังคุดอีกที  

“แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหญ้าชนิดไหนมีประโยชน์” เราถาม

“ชนิดไหนก็ตามที่มีรอยแทะ แสดงว่าแมลงกินได้ก็มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ แมลงศัตรูพืชแทนที่จะกินใบมังคุดก็เลือกกินหญ้า เราเลยเลี้ยงหญ้าให้เขามาอาศัย ถ้าสวนเราไม่มีหญ้า ต้นไม้จะแย่ เราเลยไม่ตัดหญ้าเตียนถึงดิน จะเหลือไว้ 1 คืบเสมอให้แมลงพอมีใบไว้อาศัย สวนมังคุดแปลงนี้ตอนเราปรับเป็นอินทรีย์ ปีแรกเราแทบไม่เจอแมลงเลย แต่เราเจอหนอนเต็มสวน มังคุดขี้เหร่มาก ลูกเล็ก ใบหงิกๆ งอๆ ผลผลิตได้นิดเดียว
         “พอเข้าปีที่ 3 เราชวนรุ่นพี่ที่เป็นนักกีฏวิทยามาช่วยดูแมลงให้ ปรากฏว่าชนิดแมลงมีมากขึ้น อย่างปีแรกแมลงศัตรูพืชเข้ามา ปีที่ 2 แมลงดีเข้ามากินแมลงศัตรูพืช พอปีที่ 3 เลยเห็นผลว่าทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสมดุล แสดงว่าทุกอย่างส่งผลและสัมพันธ์กันหมด ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป ก็ไม่ดี ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยเกินไปก็ไม่ดี” สุธีร์เล่า

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ปรึกษาตัวเอง

เรากระโดดขึ้นรถอีกครั้งเพื่อเดินทางไปบริเวณป่าพรุที่เหลืออยู่แห่งเดียวในแถบหมู่บ้านขลุง เหตุที่เหลืออยู่แห่งเดียวเพราะพื้นที่อื่นถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ไปหมดแล้ว แต่สุธีร์ชอบความสมบูรณ์ของป่าเกินกว่าจะตัดใจเปลี่ยนผืนดินนี้เป็นพื้นที่ธุรกิจได้ลง อากาศเย็นสบาย จนดอกกล้วยไม้ป่าสีขาวแอบขึ้นตามกิ่งของต้นเงาะให้เราเห็นอยู่ตลอดทางเดินเข้าไปในสวนกว้างสุดสายตา

ระหว่างทางเราเกิดคำถาม แน่นอนว่าทุกคนอยากทำการเกษตรที่ปลอดภัย แต่เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วการเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ต้องเริ่มอย่างไร

“แต่ละคนปัจจัยไม่เหมือนกัน ต้องประเมินตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร ความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก ถ้าเราบอกว่าป่วย ต้องการรักษาตัวและต้องการหยุดใช้ยาเพื่อให้ร่างกายดีขึ้น ก็หยุดเลยร้อยเปอร์เซ็นต์ ในทางกลับกัน ถ้าเรายังทำออร์แกนิกไม่เก่งหรือดินเราแย่มาก เราอาจจะต้องประเมินตัวเองว่าสภาวะที่เราทำอยู่ กับคนที่เขาทำออร์แกนิกมานานๆ มีความต่างกันอย่างไร ดินไม่ดีหรือต้นไม้ไม่โตเป็นเพราะอะไร
         “อย่างสวนของเราช่วงแรกมีปัญหาโรคและแมลง เพราะสมดุลธรรมชาติเราเสียมาก ฉะนั้น เราจะต้องยอมรับความพังในปีแรก การรับมือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีความรู้และประสบการณ์อย่างไร ถ้าเรารู้อีกอย่าง พื้นที่เป็นอีกอย่าง แสดงว่าความรู้คนละชุด ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ”

แล้วปีแรกของการเปลี่ยนมาทำออร์แกนิก สุธีร์ปรึกษาใคร เราถามต่อทันที

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“ปรึกษาตัวเอง (หัวเราะ) ว่าพร้อมทำมั้ย เพราะพื้นที่แต่ละอำเภอยังต่างกันเลย ขนาดแค่เราเดินไม่กี่ร้อยเมตรวิธีการทำเปลี่ยนหมดเลยนะ แปลงนู้นกับแปลงนี้ไม่เหมือนกัน และต้องดูเจ้าของด้วยว่าขี้เกียจแค่ไหน เจ้าของชอบอะไร ดินเป็นแบบไหน ความชื้นมีมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าขี้เกียจมากก็ปลูกป่า อาจจะเลี้ยงไก่ให้เดินในป่าด้วยก็ได้”

เสียงฝีเท้ายังคงขยับเป็นจังหวะ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติทำให้เราได้ยินเสียงแมลงตัวจ้อยร้องอยู่ตลอดเวลา ระหว่างทางเราเจอหัวสับปะรด ต้นส้มมะปี๊ด ผักกูดต้นสูงอวบอ้วน ความผสมผสานกันทำให้เกิดสมดุล

“เราเป็นคนชอบทดลอง เราเชื่อว่าตำรา 1 เล่มคนที่เขียนก็จะมีความรู้เป็นของตัวเอง เราไม่เชื่อว่าคนหนึ่งคนจะสามารถไปอยู่ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยหรือทั่วโลกได้ เพราะฉะนั้น ความรู้น่าจะแตกย่อยลงไปได้อีก เราไม่ได้บอกว่าคนเขียนหนังสือไม่เก่งนะ เราสามารถใช้เป็นแนวทางหรือชุดความรู้ได้ แต่เราก็ต้องทดลองเองด้วย พระพุทธเจ้าบอกให้เราเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่าไปเชื่อคำพูดที่ฟังมา หลายกรณีเป็นแบบนั้น แต่บางกรณีคนเขียนเขาเขียนถูกแล้ว (หัวเราะ) เราสนุกกับการรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เพราะการรู้ว่าไม่รู้มันไปต่อได้ ถ้ารู้แล้วมันก็จบอยู่แค่นั้น”

เขายกตัวอย่างการทดลองให้ฟังว่าต้นไม้ต้องการเพื่อน แมลงต้องการเพื่อน นักดูแลต้นไม้เจอว่ามังคุดเป็นเพื่อนกับเงาะ อยู่ด้วยกันแล้วส่งเสริมกันเป็นอย่างดี เขาจึงไม่รอรีปลูกต้นมังคุดสลับต้นเงาะเป็นแนวยาวตลอดทั้งสวน

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

Don’t judge a fruit by its cover

เป้าหมายการมาเยือนสวนมังคุดแปลงที่ 2 และสวนเงาะแปลงที่ 1 คือการมาเห็นความต่างของสวนผลไม้อินทรีย์ที่มีระบบนิเวศสมดุล ต่างจากสวนมังคุดแปลงแรกที่เพิ่งเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ไม่นาน

ลูกมังคุดแปลงนี้อวบอ้วนกว่าแปลงก่อนหน้าชัดเจน น่าหม่ำเป็นที่สุด

แต่ยังอวบอ้วนไม่เท่าสวนมังคุดที่อัดฉีดสารเคมี ทั้งใส่ปุ๋ยในดินและฉีดสารอาหารทางใบ ให้ลูกมังคุดดกและใหญ่เบิ้มกว่าปกติ

ลูกมังคุดอวบอ้วนจากธรรมชาติปลอดสารเคมีไม่ได้ขายได้ราคาดีไปกว่าผลไม้ทั่วไปในท้องตลาด

“ในมุมของชาวสวน ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งมันไม่ได้ดีกว่า ลูกเราเล็กกว่าเขา พอไปถึงคนกิน หลายคนเลือกลูกใหญ่เอาไว้ก่อน แต่คนที่หยิบลูกเล็กของเราเขาก็ยินดีจ่ายในราคาที่เท่าหรือสูงกว่าลูกใหญ่ เพราะผลไม้ของเราสุขภาพดีกว่าแน่นอน เราสนใจตรงนั้น เพราะเรายังต้องมีชีวิต เงินสำหรับเราเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่นให้สวนเราเดินหน้าต่อได้”

นอกจากสุธีร์จะต้องการผลไม้สุขภาพดี เขายังต้องรักษารสชาติของธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด

แน่นอน แม่ค้าย่อมอยากได้ผลไม้ลูกสวยไว้เป็นหน้าเป็นตา แต่ลูกค้าบอกสุธีร์ว่า เขากินเนื้อ ไม่ได้กินเปลือก

ขนาดหนังสือยังมีวลีบอกว่า ‘Don’t judge a book by its cover’ ผลไม้ก็เหมือนกัน ถึงลูกจะเล็ก มีรอยข่วนจนเป็นแผล ยางเลอะเปรอะผิวด้านนอก ก็อย่าเพิ่งตัดสินกัน ถ้ายังไม่ลองปอกเปลือกชิมเนื้อด้านใน บอกเลยถึงไม่สวยแต่อร่อย! แต่การจะทำให้คนกินเชื่อว่าผลไม่สวยแต่รสชาติอร่อยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคนปลูกและคนกิน การที่คนกินได้รู้ว่าเขากินผลไม้ของใครอยู่ แล้ววันดีคืนดีเขาอยากไปดูต้นเงาะที่เขากิน พอเขามาเห็นแล้วจะรู้ว่ามันยาก ทำไมขายแค่ 20 บาท 50 บาท ขาย 70 ก็ไม่เป็นไรหรอก ฉะนั้น เกษตรกรก็ควรทำหน้าที่เกษตรกรให้ได้ผลผลิตที่ดี แล้วก็ส่งต่อให้กับคนที่อยู่ในเมืองคอยช่วยกัน

“คนเมืองอาจจะเป็นทั้งคนกินและคนกระจายสินค้าที่มีคุณธรรม หมายความว่าถ้าคนเมืองมาซื้อผลไม้ของเราไปส่งต่อ โดยไม่ยอมบอกคนกินว่าผลไม้มาจากไหน เพราะกลัวว่าลูกค้าจะสายตรงมาหาเราเลย แบบนี้เราจะบอกราคาแพงไว้ก่อน แต่ถ้าใครที่บอกที่มาที่ไปว่าผลไม้มาจากเกษตรกรคนไหน เราจะส่งต่อให้เขาในราคาที่ทุกคนอยู่ได้ เราไม่ได้ต้องการชื่อเสียง เรารู้สึกว่าข้อมูลของเกษตรกรควรจะถูกส่งต่อให้กับคนกิน คนกินควรรู้ว่าเขากินของใคร แล้วเกษตรกรก็ควรรู้ว่าของเขาจะไปอยู่ในคนกลุ่มไหน การสื่อสารจะทำให้เกษตรกรกับคนกินเข้าใจกัน

“ย้อนไปเมื่อก่อนจะมีปัญหาข้อมูลถูกตัดตอน เช่น ธรรมชาติของมังคุดเป็นแบบนี้ ผิวอาจจะไม่สวย แต่แม่ค้าบอกว่าไม่ได้ต้องผิวสวย ถ้าไม่สวยขายไม่ได้ คนกินก็เข้าใจว่าไม่สวยแสดงว่าของไม่ดี แต่เนื้อในมันดีกว่าของสวยอีกนะ ทำให้เกษตรกรต้องใช้ยาฆ่าแมลง เป็นความจริงที่บีบให้เกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องทำแบบนั้น”

ความโปร่งใสตั้งแต่เริ่มปลูกถึงการขายถึงมือลูกค้า คือหนทางรอดที่ทำให้ทั้งคนปลูก คนขาย และคนซื้อ มีชีวิตที่ดีต่อไป

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนโลก

ปัจจุบันสวนผลไม้จำนวน 100 ไร่ 4 แปลง ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้ออร์แกนิก เปลี่ยนจากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยคอกขี้ไก่ และใส่ใจการสร้างสมดุลให้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่ยั่งยืนมากกว่าการปกป้องผลไม้ให้ปลอดศัตรูพืช

“ออร์แกนิกของเราคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ถ้าหยุดสารเคมีแล้วไปหาสารทดแทนจากธรรมชาติมาทดแทนเคมี มันเป็นวิธีคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติ เอาชนะแมลง ถ้าเราตีความว่าออร์แกนิกคือการไม่ใช้สารเคมี แสดงว่าเวลาเจอโรคระบาด ‘ฉันจะเอาพริก เอาข่า มาฉีดมัน มันต้องตาย’ แต่สวนเราไม่ทำแบบนั้น

“ถ้ามีแมลงระบาด แสดงว่าแมลงอีกชนิดหายไป แล้วหายไปเพราะอะไร เราจะไปหาคำตอบแล้วก็แก้ปัญหา เพื่อให้สมดุลกลับมาเหมือนเดิม อาจจะต้องเอาต้นไม้บางชนิดมาปลูกให้แมลงมาอยู่ พอเขามาอยู่ในแปลงเราและไม่หายไป ก็จะไม่เกิดโรคระบาด มันเป็นการสร้างสมดุลธรรมชาติ เราพยายามดึงธรรมชาติออกมาให้ได้มากที่สุด”

การันตีได้จากต้นเงาะพุ่มสวย ใบมังคุดมันวาวระยิบระยับ และผักท้องถิ่นจากภาคใต้ ล้วนสุขภาพดีและออกดอกออกผลอุดมสมบูรณ์ จะชื่นชมดินจันท์ว่าดีงามก็ดูลำเอียง คนปลูกมือเย็นก็มีเหตุผล แต่ความครบเครื่องเรื่องธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรีก็มีส่วนทำให้ดอกผลเจริญงอกงาม ทั้งแม่น้ำ ภูเขา และความชื้นจากทะเลที่ชวนให้ฝนตกตลอดทั้งปี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

“เมื่อก่อนเราพยายามจะชักชวนคนให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ แต่เรารู้สึกว่าแต่ละคนมีความเชื่อมั่นเป็นของตนเอง แล้วทุกคนจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเห็นและรับรู้ เวลาคนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากๆ มีคนมาบอกให้เขาทำแบบนี้ ทำแบบนั้น บางครั้งเขาก็ไม่เชื่อฟังนะ แต่สิ่งที่เขาจะเชื่อได้สนิทใจคือเขาเห็นจากสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ

“ฉะนั้น เรายังไม่ต้องไปคิดว่าจะเปลี่ยนโลก คิดแค่ว่าเราเปลี่ยนตัวเองให้ชัดหรือยัง ถ้าเรายังไม่ได้มีชีวิตที่ดีก็อย่าเพิ่งไปชวนคนอื่นหรือตัดสินคนอื่นว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น เพราะเรายังทำไม่ได้เลย ถ้าเราทำได้แล้ว เราไม่ต้องพูดอะไรมาก ไม่ต้องพูดจริงๆ นะ ไม่ต้องชวนด้วย เวลาไปคุยกับใครหรือเห็นใครใช้ชีวิต ทุกคนรับรู้ด้วยตัวเองว่าเขาเป็นยังไง เราคิดแค่นั้นเลย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ทุกคนหันมาใช้ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีแค่นี้เราก็ดีใจแล้ว”

ปัจจุบันเกษตรกรเมืองจันท์ที่โบกมือลาเกษตรเคมี หันหน้าเข้าหาวิถีเกษตรอินทรีย์ ในจังหวัดจันทบุรีเพิ่มขึ้นถึง 100 ครัวเรือน

“เราเริ่มกลับไปคิดถึงคนที่เข้ามาทำในระบบนี้ใหม่ๆ เพราะคนที่ทำใหม่สำคัญกว่าคนที่ทำเก่า คนทำเก่ามีพรรคพวกอยู่แล้ว แต่คนทำใหม่เขาเคว้งมากเลยนะ ถ้าไม่มีใครไปซื้อของเขา เขาเลิกทำได้เลย เกษตรกรที่เพิ่งปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์แล้วความสมดุลระบบนิเวศยังไม่ได้ เขาจะไปขายให้ใครก็ยังไม่รู้ เราถึงบอกว่าไม่ต้องมาซื้อของเราก็ได้ ไปซื้อของคนที่เขาเริ่มทำอินทรีย์ ไปช่วยให้เขามีกำลังใจ มันเป็นการช่วยต่อโซ่ออกไปให้ไกลกว่าเดิม”

จากพ่อถึงลูกชาย

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ลมเย็นเมืองจันท์พัดผ่านช่องภูเขา เมฆเปลี่ยนเป็นสีครึ้ม ไม่นานสายฝนก็โปรยปราย เราใช้สองมือป้องศรีษะพลางเดินตามหลังสุธีร์กลับไปขึ้นรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณป่าพรุ ก่อนจะถึงจุดหมายเขาไม่ลืมเก็บผักกูดกำเล็กที่เด็ดวางไว้ระหว่างพาเราเดินชมสวนผลไม้ออร์แกนิก เสียงปิดประตูรถสี่ประตูดังพร้อมกัน ปัง!

สุธีร์ออกรถและขับไปตามทางสวนยางขนาดย่อมของครอบครัว เขาพูดด้วยน้ำเสียงชอบใจว่า

“เราขโมยผักทางใต้มาปลูกเยอะ ชอบทรัพยากรของเขา ผักอร่อย ในสวนยางเราก็ปลูกไม้ป่าแซม กระวานก็มี ผักเหลียงก็มี เดือนหน้าว่าจะเอาสะตอมาปลูก พอต้นสะตอสูงก็จะคลุมต้นไม้ของเราได้พอดี” พอไปถึงบ้านกลางสวนถึงรู้ว่าภรรยาของสุธีร์เป็นชาวนาจากจังหวัดกำแพงเพชร มีทายาทสุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม เวอร์ชันจูเนียร์เตรียมพร้อมไว้แล้วถึง 2 คน

“ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นเกษตรกรก็ได้” ทายาทชาวสวนตั้งใจบอกลูกชายทั้งสองแบบนั้น พ่อเคยหวังดีอยากให้เขามีชีวิตที่ดีกว่า แต่เขาก็เลือกกลับมาอยู่ในสวนอยู่ดี

ในวันที่เป็นพ่อคน สุธีร์ไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายทั้งสองคนจะต้องสืบทอดสายเลือดเกษตรกร เขาเพียงปลูกฝังความรู้สึกและความรัก สิ่งสำคัญคือจิตใจและความผูกพันที่เด็กชายพอดีและเด็กชายมีสุขโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยความสุข

ยิ่งกว่ามังคุดลูกโตหรือรายรับงดงามจากผลไม้ สิ่งที่ฟาร์มเกษตรอินทรีย์แห่งนี้ตั้งใจปลูกคือชีวิตที่ดี

สุธีร์ ออร์แกนิก ฟาร์ม

ที่อยู่ : ตำบลขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี 22110
ติดต่อ : 0812511244
Facebook : Sutee Organic Farm

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
109

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load