“ขออภัยค่ะ ธนาคารไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ท่านได้ เนื่องจากท่านมีประวัติติดเครดิตบูโร”

เป็นประโยคที่คุ้นหูสำหรับหลายคนที่เคยถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมา คำว่า ‘ติดเครดิตบูโร’ นี้ตีความหมายได้ไม่กี่ทาง จึงไม่แปลกที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร มักถูกมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรและไม่เข้าใจ เหมือนกับบางหน่วยงานของภาครัฐอย่างกรมสรรพากร ที่พอพูดชื่อขึ้นมาก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังอย่างหวาดหวั่น ทั้งที่จริงแล้ว องค์กรแห่งนี้มีหน้าที่เก็บข้อมูลเครดิตของประชาชนในระบบ และเปิดเผยต่อสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิ์หรือหน้าที่ชี้นำหรือช่วยตัดสินใจการอนุมัติแต่อย่างใด

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ของเครดิตบูโรเข้ามารับตำแหน่งเบอร์หนึ่งขององค์กรแห่งนี้ พร้อมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ไม่เพียงต้องจัดการกับชีวิตของพนักงานในช่วงภาวะวิกฤตเท่านั้น เขายังต้องพาเครดิตบูโรออกมาอยู่ในที่แจ้ง อีกทั้งพูดกับคนหมู่มากให้เข้าใจบทบาทและการทำงานของบริษัทตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้จะพยายามให้ความรู้เรื่องการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนปัญหาหนี้ครัวเรือนจะยังรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจที่อยากจะหลบเลี่ยง

แต่เขาก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครดิตมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดยสมาคมธนาคารไทยได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการลดความเสี่ยงการปล่อยกู้สินเชื่อ จนกระทั่งเป็นรูปเป็นร่างได้จริงใน พ.ศ. 2542 เมื่อจดทะเบียนเป็น บริษัท ระบบข้อมูลกลาง จำกัด โดยจัดเก็บข้อมูลเครดิตบุคคลธรรมดาและข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ และเปลี่ยนมาเป็น บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด อย่างเต็มตัวใน พ.ศ. 2548 โดยเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของสถาบันการเงิน 107 แห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเช่าซื้อ และอื่นๆ มีรายได้หลักจากค่าธรรมเนียมการเข้าถึงข้อมูลเครดิตของผู้ยื่นกู้สินเชื่อที่นับล้านรายการต่อเดือน

สุรพลบอกกับเราว่าเขาเป็นซีอีโอบ้านนอก ไม่ได้มีฟอร์มหรือต้องหรูหราอะไร เพราะเติบโตมาจากการเป็นลูกพ่อค้าในต่างจังหวัด และเชื่อว่าผู้บริหารสูงสุดก็มีเรื่องที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่างเหมือนกับคนอื่นๆ 

นอกจากนี้ การตั้งคำถามด้วยความกล้าของคนรุ่นใหม่ ก็ทำให้เขาได้คิดทบทวนและปรับมุมมองต่อนิยามความสำเร็จของชีวิตเสียใหม่ โดยไม่อาจใช้บรรทัดฐานในยุคหนึ่ง ไปตัดสินเหตุการณ์หรือปัจจัยที่เกิดขึ้นในอีกยุคหนึ่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทุกรุ่นควรยึดถือ คือการรับฟังและเคารพในความคิดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมาจากคนละกลุ่มสังคมหรือช่วงอายุไหนก็ตามที

ปัจจุบัน ซีอีโอของเครดิตบูโรคนนี้กำลังใช้ชีวิตที่ 2 หลังจากชีวิตแรกที่แสนเคร่งเครียดจบลงและหัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่ จนเมื่อหมอในห้องฉุกเฉินพาเขากลับมาได้ มุมมองที่มีต่อการทำงานและโลกใบนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และนี่คือเรื่องราวของเขา

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

เป็นซีอีโอที่เคยเกือบตายเมื่อหลายปีก่อน มันเกิดอะไรขึ้น

ไม่ได้เกือบตาย แต่ตายไปแล้ว ตอนนั้นเป็นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 การใช้ชีวิตก่อนหน้านั้นของผมคือกินและเที่ยว ไม่ระวังสุขภาพ ไม่ออกกำลังกาย มันเกิดขึ้นตอนผมอยู่ในงานเลี้ยงที่โรงแรม รู้สึกแน่นหน้าอกผิดปกติเลยเรียกรถตุ๊กตุ๊กไปที่โรงพยาบาลพญาไท 2 หายใจไม่ออก อาการมันบอกผมว่าน่าจะเป็นปัญหาใหญ่แน่ พอถึงโรงพยาบาลก็เข้าห้องฉุกเฉิน เหมือนในหนังเลย มีสายอะไรไม่รู้ระโยงระยางเต็มไปหมด หมอบอกว่าหลอดเลือดหัวใจผมตีบ ทำให้ช็อกและหัวใจล้มเหลว ต้องสวนหลอดเลือด แต่แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปครึ่งนาที 

ผมได้ยินเสียงสุดท้ายของหมอพูดว่า “อยู่กับผมก่อนนะ” แล้วผมก็เห็นภาพภรรยาอุ้มลูกทั้งสามคนมาหาเรา ตอนนั้นเข้าใจเลยว่าลูกและภรรยาคือห่วงที่รัดเราจริงๆ ห่วงแค่พวกเขานี่ล่ะ ไม่ได้ห่วงอะไรเลย จากนั้นหมอก็ปั๊มหัวใจจนฟื้นขึ้นมาแล้วไปสวนหลอดเลือดต่อ นอนโรงพยาบาลอยู่หลายวัน ระหว่างนั้นก็ถามตัวเองว่าเราจะกลับมาเป็นแบบนี้อีกมั้ย

ถือว่าสอบตกกับการใช้ชีวิตหรือเปล่า

สอบตกครับ ตอนนั้นหลังจากที่หมอเขาทำรายงานสรุปอาการออกมา ผมเอารายงานนั้นมาเขียนด้วยลายมือตัวเองว่า ‘พระท่านให้โอกาสแค่ครั้งเดียวนะ ไม่มีครั้งที่สอง’ แล้วก็เก็บเอาไว้ บอกกับตัวเองว่าเมื่ออายุมากขึ้นจะต้องไม่กลับไปนอนแบบนั้นอีก และหันมาเปลี่ยนวิถีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ นี่ถือเป็นชีวิตที่สองของผมนะ

กว่าจะใช้ชีวิตมาถึงจุดนี้ ที่มาของคนชื่อสุรพลเป็นอย่างไร

ผมเป็นเด็กบ้านนอก เป็นลูกคนจีนที่ค้าขายในจังหวัดเชียงราย แล้วก็มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พ่อแม่ส่งมาเรียนเพราะกลัวผมไปติดผู้หญิง ตอนนั้นจะมีแฟนแล้วการเรียนไม่ดี พ่อก็เลยส่งมานี่เลย อยู่ที่บ้านญาติ ไปช่วยเขาทำงานช่างประปา บ้านเขาทำอะไรเราก็ต้องทำ ทุกวันนี้ก็ยังทำได้นะ 

จากนั้นก็สอบเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไปทำงานเป็นฝ่ายสินเชื่อของธนาคาร ทำงานไปก็เรียน MBA ไปด้วย ตอนนั้นใครจะขึ้นมาเป็นผู้จัดการได้ต้องเรียน MBA เพราะโลกธุรกิจมีแค่สองภาษา คือ ภาษาบัญชีกับภาษากฎหมาย 

ตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจล่มสลาย คนทำงานถูกลดเงินเดือน ตอนนั้นผมมีเงินออมทั้งเนื้อทั้งตัวสองล้านหนึ่งแสนบาท มีลูกสามคนต้องเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายในบ้านภรรยาผมเป็นคนจัดการเองหมด ทุกวันนี้เงินผมก็ให้ภรรยาเก็บ ผมเป็นซีอีโอที่เครดิตบูโรหรือไปนั่งเป็นบอร์ดที่นั่นที่นี่ ตอนรายงานบัญชีทรัพย์สิน เชื่อมั้ยว่าบัญชีเงินฝากที่เป็นชื่อผมมีเงินอยู่สามแสนหกหมื่นบาทแค่นั้นเอง ที่เหลืออยู่กับภรรยาหมด ดังนั้นอย่าไปทะเลาะกับภรรยานะ 

ผมเชื่อในคติคนจีน พ่อผมค้าขาย แม่ผมก็เป็นคนเก็บเงิน อย่างภรรยาผมก็เป็นนักบัญชี เขาจะมีรายงานให้ดูด้วยว่าตอนนี้่เงินอยู่ที่ไหนบ้าง จะลงทุนอะไรบ้าง 

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

เปรียบเทียบตอนวิกฤตต้มยำกุ้งกับวิกฤต COVID-19 ครั้งไหนหนักกว่ากัน

ผมว่า COVID-19 มันค่อยๆ เพิ่มแรงกดดันเราไปเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์บอกให้เราคิดว่า COVID-19 จะอยู่กับเราตลอดไป เพราะไม่รู้ว่าจะมี COVID-22 หรือ COVID-24 อีกหรีอเปล่า ชนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน หรือคนรายได้น้อย จะได้รับผลกระทบที่แรงมาก 

ผมคิดว่ามีสามอย่างที่ทำให้ผมรอดมาได้ในช่วงที่ผ่านมา คือ สติ วินัย และไอเดีย อย่างข้อแรกคือสติ คุณต้องรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน ฐานะเป็นยังไง อย่างผมมีเงินให้ใช้สามหมื่นบาทต่อเดือน เราก็ต้องใช้เงินให้อยู่ในงบประมาณ จะพาลูกไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้ ยังดีที่ผมมีรายได้เสริมจากการสอนหนังสือเข้ามาด้วย เราต้องรู้ว่าทำอะไรอยู่ ส่วนวินัยคือ เมื่อตกลงว่าจะใช้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น และไอเดียคือคิดเรื่องการหาเงินเพิ่มว่าจะเอามาจากไหน ตอนสอนหนังสือนี่ผมไปขอเขาสอนด้วย ได้ชั่วโมงละสามร้อยกว่าบาท มาวันนี้ผมไปบรรยายชั่วโมงหนึ่งก็หลายหมื่นบาทแล้ว แต่คำถามคือ ถ้าผมไม่เริ่มวันนั้นแล้วจะได้วันนี้มั้ย ไม่มีทางเลย

ช่วงที่เกิดวิกฤตและมีปัญหาการชำระหนี้แบบนี้ คนก็ยิ่งพูดถึงเครดิตบูโร คุณสุรพลเบื่อหรือไม่เวลาที่คนพูดถึงองค์กรในด้านลบหรือไม่เข้าใจ

ตอนทำงานธนาคารผมก็มีนิสัยแบบนั้น คือโทษคนอื่น ในสังคมไทยเราจะไม่พูดกันตรงๆ เมื่อต้องปฏิเสธใคร ถ้าเราให้สิ่งที่เขาต้องการไม่ได้ เราก็มักจะเลี่ยงบาลีชี้ไปที่อีกคนหนึ่งแทน เหมือนอย่างเครดิตบูโร เจ้าหน้าที่สินเชื่อมักคิดว่าเวลาให้สินเชื่อใครถือเป็นบุญคุณ ทั้งที่มันเป็นเรื่องบริการ คุณได้ดอกเบี้ยจากเขาเป็นรายได้จากค่าบริการนะ การทำงานแบบมืออาชีพไม่มีคำว่าบุญคุณหรอก แต่พอไม่ให้สินเชื่อเขา ก็เอาตัวรอดด้วยการบอกว่าเป็นเพราะอีกหน่วยงานหนึ่ง 

พอผมมาที่เครดิตบูโรก็เหมือนเวรกรรมมีจริง ต้องมาแก้ปัญหานี้ และเป็นสิ่งที่เครดิตบูโรทั่วโลกถูกมองเหมารวมแบบนี้อยู่แล้ว ตอนที่เขาได้ประโยชน์กันบนข้อมูลที่เราส่งให้ เขาจะไม่พูดถึงเรา ผมบอกคนในองค์กรว่าเราจะไม่ยอมเป็นถังขยะอยู่ในมุมมืด แล้วนั่งฟังเขาพูดกันอย่างเดียว เราต้องออกไปยืนพูดกับเขาข้างนอกอย่างตรงไปตรงมาว่าอะไรคืออะไร เรามีหน้าที่อะไร

แล้วเครดิตบูโรทำหน้าที่อะไร

คือที่เก็บสมุดพกของคนที่เป็นหนี้ เวลาที่คนคนนั้นจะก่อหนี้เพิ่ม สมุดพกจะแสดงนิสัยของคนที่เป็นหนี้ว่าควรจะได้หนี้เพิ่มหรือไม่ เพราะมันแสดงความตั้งใจในการชำระหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาร่วมกับความสามารถในการชำระหนี้ก็คือรายได้และเรื่องหลักประกัน เหมือนกับผลตรวจสุขภาพเรา เราจะดูว่าคนคนนี้สุขภาพดีหรือเปล่า ก็มาจากค่าผลเลือดที่ตรวจ 

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น
ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

เครดิตบูโรบอกธนาคารไม่ให้ปล่อยกู้ได้หรือไม่

เราไปบอกไม่ได้ กฎหมายไม่ให้เราทำ และเราก็ไม่รู้ว่าใครขอสินเชื่อเมื่อไหร่ หรือธนาคารไปบอกตอนไหนว่าได้หรือไม่ได้ เรารู้แต่ว่ามีคนไปขอสินเชื่อ และอนุญาตให้เราเปิดเผยข้อมูลให้ธนาคารดู ข้อมูลที่เราส่งไปต้องถูกต้อง ครบถ้วน อย่างตัวผมเองไม่สามารถไปดูข้อมูลเครดิตคนอื่นนะ จับติดคุกได้นะครับ ไม่รอลงอาญาด้วย 

ถ้าผมจะดูข้อมูลของตัวเอง ผมยังต้องไปติดต่อที่ศูนย์บริการ ชำระเงินค่าธรรมเนียมเลย ถึงจะได้รายงานออกมา ทุกครั้งที่มีการเข้าไปแตะข้อมูลจะเกิดหลักฐานเสมอ และตามมาด้วยความรับผิดชอบทางกฎหมาย คนที่กำกับดูแลเราคือธนาคารแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต เขาสั่งห้ามเครดิตบูโรเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ให้ต่างไปจากที่สมาชิกได้นำส่งเรา ธนาคารส่งข้อมูลมายังไงเราก็แก้ไม่ได้ เหมือนสำนักทะเบียนของมหาวิทยาลัยนั่นล่ะ เกรดออกมาแล้วเราจะไปแก้ไขเกรดไม่ได้ ถึงเราจะไม่อยากให้ใครเห็น แต่ก็ต้องโชว์ เพราะว่ามันคือความจริงของสิ่งที่เราทำ 

ได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตในวงการการเงิน

ผมเรียนรู้ว่าสถาบันการเงินก็เหมือนเรือ เรือจะปลอดภัยที่สุดถ้าจอดอยู่ที่ท่า แต่ต้องถามว่าเรือมีหน้าที่อะไร เรือต้องออกทะเลไปเผชิญคลื่นลม วันนี้เรือไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ต้องออกจากอ่าวที่ปลอดภัย ฝ่าคลื่นด้วยฝีมือของกัปตันเพื่อไปช่วยคนที่เขาลอยคออยู่ เราช่วยทุกคนไม่ได้ แต่การที่เราได้แต่มองและจอดเรืออยู่เฉยๆ ไม่ไปช่วย ก็ต้องถามว่าเราได้ทำหน้าที่ของเรือแล้วหรือยัง มันต้องช่วยเขา

โรค COVID-19 อยู่กับเรามา 1 ปีแล้ว สิ่งที่เราจะเห็นนับจากนี้คืออะไร

ผลกระทบของ COVID-19 ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากลัวอย่างแรกคือ Income Shock รายได้หายไปหรือเหลือน้อยลง อีกอันก็คือคนติดกับดักหนี้ ก่อนหน้านั้นเรามีรายได้ระดับหนึ่ง เราก็ไปก่อหนี้และคิดว่าจะชำระหนี้ได้ ตอนนี้คือลูกหนี้ได้แต่ซื้อเวลาและไปต่ออย่างทุลักทุเล ขึ้นอยู่กับว่าเราได้จัดการผ่อนสั้นผ่อนยาวกับมันแค่ไหน 

จากนี้จะเห็นมหกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าเราผ่านไปได้ด้วยเงื่อนไขว่าจะไม่เจออะไรมาช็อกเศรษฐกิจเราอีก ดังนั้น พ.ศ. 2564 – 2565 จะเป็นปีที่เราต้องอยู่ให้รอด อยู่ให้เป็น เพื่อจะได้ไปฟื้นตัวใน พ.ศ. 2566 ด้วยพฤติกรรมใหม่ ระหว่างนี้ก็ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ช่วยค่าครองชีพ ผ่อนหนักให้เป็นเบา ลากหนี้ที่มีให้ยาวออกไป เราไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ถึงมีวัคซีนก็ใช่ว่าเราจะกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม หน้ากากก็ยังต้องใส่ 

สิ่งที่สำคัญคือ ผู้บริหารหรือคนที่เป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรอยู่ในภาวะที่ใช้ปัญญาในอดีตมาวางแผนแก้ไขปัญหาที่คิดว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือ Unknown the Unknown เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้อะไร ถ้าเรารู้ว่าไม่รู้อะไร เราก็ยังไปหาคำตอบได้ แต่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งที่เราไม่รู้ ทางออกที่บอกๆ กันตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า

การทำงานที่เครดิตบูโรวันนี้แตกต่างจากวันแรกอย่างไร

สัปดาห์แรกที่ผมมาเป็นซีอีโอ ตอนนั้นสำนักงานยังอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ปีนั้นมีความวุ่นวายทางการเมือง เราต้องบริหารจัดการวิกฤตตั้งแต่ก้าวแรก ต้องดูแลขวัญกำลังใจของพนักงาน ตอนนั้นความเข้าใจผิดเรื่องเครดิตบูโรเยอะกว่านี้มาก ต้องพัฒนาตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของสถาบันการเงินด้วย 

สิ่งที่ผมพลาดในช่วงแรกคือ ใช้ความเกรี้ยวกราดในการบริหารจัดการ คือบริหารบนความกลัว เพราะตอนนั้นผมเชื่อว่า ถ้าทำให้ลูกน้องกลัว เขาจะทำตามคำสั่งเรา และผมก็พบว่าผลประกอบการมันไม่ได้ดีขึ้น เพราะใจเราไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นของเขา เราไม่ฟัง แต่เราพูด เราสั่ง เดี๋ยวนี้ผมนั่งฟังทำความเข้าใจกับเขา ผมไม่เข้าใจตรงไหนก็บอกไปตรงๆ ว่าไม่เข้าใจ ซีอีโอที่โง่ที่สุด คือซีอีโอที่พยักหน้าแสร้งว่าเข้าใจ ทั้งที่ไม่เข้าใจเลย อย่างทีมไอทีผมต้องอธิบายผมซ้ำแล้วซ้ำอีกกว่าผมจะเข้าใจ

นอกจากนั้น ผมจัดระเบียบบริษัท จัดทีมใหม่ เป็นหัวหน้าทีมเจ็ดถึงแปดคน แต่ละคนมีหน้าที่ทำงานลงลึกในฟังก์ชันงานของตัวเอง ผมให้อิสระพวกเขาได้ทำหน้าที่ ตัวผมเองคุมเรื่องการพัฒนาบุคลากรและบัญชีการเงิน เช็คทุกใบที่เป็นรายจ่ายบริษัท ต้องให้ผมเป็นคนเซ็น

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

ต้องล้วงลูกบ้างหรือไม่

บางเรื่องจำเป็นต้องถาม ผมก็ถาม แต่ตอนสุดท้าย หนังสือที่ออกไปองค์กรอื่นในนามเครดิตบูโร ผมต้องเป็นคนเซ็น องค์กรนี้มีแค่ซีอีโอ สายงาน ฝ่ายงาน และส่วนงานเท่านั้น ผมนี่เป็นซีอีโอที่บ้านนอกสุดๆ ฟังดูไม่เท่นะ แต่ผมเดินไปคุยกับพนักงานได้ ไม่เข้าใจก็เดินไปถาม มันไม่ใช่เรื่องน่าละอาย สมัยก่อนเราตั้งคำถามด้วยความเกรี้ยวกราด เพราะเราคาดหวังว่าจะได้คำตอบเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ คำตอบของลูกน้องของผมจะมาพร้อมกับทางเลือกแต่ละทาง ผมก็จะถามต่อว่าทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด แต่ละทางมีผลกระทบทางลบกับเราอย่างไร

เห็นว่าคุณสุรพลต้องปรับความคิดไม่ใช่แค่กับลูกน้อง กระทั่งลูกๆ ที่บ้านก็ต้องปรับด้วย

ใช่ ลูกๆ เขาถามผมว่า คนรุ่นผมหรือเบบี้บูมเมอร์นี่ภาคภูมิใจอะไรนักหนา กับการที่ตัวเองได้ฝ่าฟันความยากลำบากด้วยวิธีการแปลกๆ บางคนก็เห็นแก่ตัวหรือทำอะไรต่อมิอะไรบ้าง แล้วเราก็ภาคภูมิใจกับมัน 

ทำไมเราไม่ตั้งคำถามว่าความยากลำบากเหล่านี้ ถ้ามันมีการบริการจัดการที่ดีแต่แรกแล้ว คนรุ่นผมก็จะได้ไม่ต้องยากลำบาก และส่งผ่านความคิดว่าต้องเจอกับลำบากต่อไป ต้องเอาชนะความลำบากให้ได้ก่อนจึงจะประสบความสำเร็จ นี่เป็นวิธีการสื่อสารที่เราต้องคุยกับคนรุ่นใหม่นะ เพราะเขาตั้งคำถามว่า ถ้ามันมีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ คนรุ่นผมอาจไม่ต้องลำบากขนาดนี้ และส่งผ่านความเชื่อความคิดแบบนี้ก็ได้

เห็นด้วยหรือไม่

ผมเห็นด้วยบางเรื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศ เช่น เราควรมีฟุตปาทที่ดีกว่านี้หรือไม่ มีต้นไม้ที่ดีกว่านี้หรือไม่ ทำไมเราเป็นประเทศที่น้ำท่าบริบูรณ์ดี แต่พื้นที่สีเขียวในเมืองกลับน้อย ทำไมเราไม่มีสวนสาธารณะทุกหัวมุมของถนนหรือที่ใหญ่ๆ ประเทศเราถ้าจะมี Central Park แบบนิวยอร์ก ทำไมจะไม่ได้ 

แต่ก็มีมุมที่ผมไม่เห็นด้วย คือเราต้องมองเข้าไปก่อนว่าเงื่อนไขและข้อจำกัดในอดีตนั้นมันได้ถูกบริหารจัดการด้วยวิธีการไหน เราเอาเครื่องมือสมัยใหม่ในวันนี้ไปจัดการกับเรื่องในวันนั้นไม่ได้ ที่บ้านผมเราคุยกันแบบนี้ ถ้าเราต้องการจะคุยกับคนรุ่นใหม่ คุณไม่สามารถแกล้งเป็นคนรุ่นใหม่แล้วไปคุยกับเขา คุณต้องเป็นคนรุ่นนี้แหละ แต่คุณต้องอ่านในสิ่งที่พวกเขาอ่าน คุยกับพวกเขา คุยด้วยความอดทน มีขันติ 

คิดว่าผู้ใหญ่บ้านเราไม่มีขันติ หรือเด็กที่ไม่อดทน

ผู้ใหญ่เราฟังน้อยไป เหตุผลที่เราฟังน้อย เพราะเราคิดว่าเรารับผิดชอบมากกว่าเขา ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ คำตอบคือพวกเขาต้องรับผิดชอบมากกว่าเรา เพราะเราเหลือเวลาบนโลกนี้น้อยกว่าเขา เขาเหลือเวลาตั้งเยอะ พวกเขาต้องรับผิดชอบกว่าเรา อย่าทำตัวเราเองให้เป็นภาระกับเขา เราต้องทำตัวให้แข็งแรง ดูแลสุขภาพ อย่าไปตั้งเงื่อนไขว่าเขาต้องมาดูแลเราตอนแก่ เราจึงจะบอกเขาไม่ให้ไปเป็นภาระของสังคมได้ มือที่ขอไม่เคยสูงกว่ามือที่ให้นะ

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

เรื่องที่คุณสุรพลพูดบ่อยคือชีวิตที่ไม่ปรุงแต่ง ถ้าเป็นอย่างนั้นถือว่าแห้งเหี่ยว ไม่มีความสุขหรือเปล่า

เปล่าเลย เรามักคิดว่าเราทำสิ่งนี้เพราะเราให้รางวัลกับชีวิต ผมถามว่าตอนคุณตายคุณเอาไปด้วยได้มั้ย คุณจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่มีใครใหญ่กว่าโลง อาจเพราะผมผ่านชีวิตแรกมา ถ้าไม่ผ่านความตายครั้งนั้นก็อาจคิดแบบนี้ไม่ได้ ทุกคนจะต้องผ่านประสบการณ์ในชีวิตที่ทำให้คิดได้และคิดเป็น 

คำว่าไม่ปรุงแต่ง ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช้ชีวิตหรูหรานะ ถ้าคุณมีรายได้มาก ไม่มีหนี้ มีเงินออม ถ้าอยากได้กล้องดีๆ สักตัว คุณก็ซื้อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ารายได้มีปัญหา หนี้ก็เยอะ เลี้ยงลูกยังทำไม่ดี คุณก็ยังจะไปเที่ยวให้ได้ ทั้งที่สถานการณ์เป็นแบบนี้ ก็ต้องถามว่าความเหมาะสมมันอยู่ที่ตรงไหน ถ้าเรามีอยู่สองหมื่น แต่ใช้ชีวิตสองแสน ส่วนต่างนี้เราก็เติมด้วยภาระหนี้ที่คุณก็ไม่รู้จะแก้ยังไง แบบนี้มันไม่ใช่

ทุกวันนี้ผมกินข้าวไข่เจียวหรือข้าวกะเพราะกับไข่ต้ม ที่ออฟฟิศนี้จะรู้กัน ผมมีรองเท้าที่ใส่ทำงานสองคู่และรองเท้าวิ่ง สามคู่ เสื้อก็ไม่ได้ซื้อเป็นปี เพราะในตู้เสื้อผ้ามีอยู่เยอะแล้ว ว่างๆ ก็เอาของมาบริจาคให้คนอื่น เราต้องคิดว่าซีอีโอก็คือมนุษย์ อย่าทำตัวกึ่งเทพ พูดภาษาเทพกับคนอื่น พูดภาษาคนดีที่สุด เพราะซีอีโอคือคนทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเหมือนกัน เมื่อจบจากหน้าที่ไปแล้วคุณก็จบ ผมขับรถไม่เป็น จนถึงวันนี้พยายามขับรถเองก็ขับไม่ได้ ผมนั่งรถได้ทุกแบบนั่นล่ะครับ เราไปสร้างบรรทัดฐานว่าคนตำแหน่งนี้ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ มันไม่ใช่ชีวิตจริง มันไม่ใช่แบบนี้ มันเป็นแค่เปลือก

วันข้างหน้าที่ลงจากตำแหน่งนี้ไปแล้วจะไปทำอะไร

ผมคุยกับภรรยาแล้ว ชีวิตหลังเกษียณของเราจะไปขายของที่โรงเรียนอนุบาล ลูกค้าก็คือเด็กๆ ที่มาซื้อของช่วงเช้ากับเย็น หน้าที่เราคือไปหาของมาขายเพื่อทำให้พวกเด็กๆ มีความสุข 

จะทำจริงๆ หรือ

จริงสิ ผมไม่อยากไปเป็นกรรมการที่นั่นที่นี่ ไม่เอา เช้ามาผมก็ไปเปิดร้าน เย็นก็กลับบ้าน วันไหนไปซื้อของผมก็ไปกับภรรยา ตอนไหนร้านเงียบผมก็อ่านหนังสือ ภรรยาก็ฟังธรรมะ ความสุขมีแค่นี้ เราได้เตรียมเงินออมเอาไว้แล้ว สิ่งที่เตรียมให้ลูกก็มีแล้ว เขาจะใช้ชีวิตยังไงก็เรื่องของเขา พวกผมเองก็จะเป็นคนสูงอายุที่ได้เจอกับเด็กๆ น่ารักทุกคน คนสูงอายุเขาก็อยากได้ชีวิตแบบนี้กัน

ชีวิตที่สองของ ‘สุรพล โอภาสเสถียร’ สมุดพกเครดิตบูโร และการตั้งคำถามของคนต่างรุ่น

Questions answered by CEO of National Credit Bureau

ปกติดื่มชาหรือกาแฟ

กาแฟดำ ไม่ใส่น้ำตาล ผมกินกาแฟดริปวันละแก้ว 

นอนวันละกี่ชั่วโมง

ผมเข้านอนสี่ทุ่มครึ่งไม่เกินห้าทุ่ม ตื่นประมาณหกโมงเช้า หกโมงครึ่งก็ต้องลุกแล้ว ตื่นมาก็จะไปช่วยภรรยาทำกับข้าว

สถานที่ที่ชอบไปมากที่สุด

อุโบสถที่วัดบวรนิเฯ ไม่รู้ทำไม บอกไม่ถูก ทุกครั้งที่ต้องการกำลังใจหรือคิดอะไรก็ตามจะไปที่นี่ และนั่งมองพระพุทธรูป สวยมากเลย

ประเทศสุดท้ายที่ไปก่อน COVID-19

ผมไปสิงคโปร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ตอนนั้นตัดสินใจยากอยู่เพราะเริ่มมีข่าว COVID-19 แล้ว แต่เราตัดสินใจไป เพราะปลายทางเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเรา และทริปนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กรดีมาก

ประเทศแรกที่จะไปหลังจากที่กลับมาท่องเที่ยวได้

ไต้หวันครับ เพราะพันธมิตรทางธุรกิจที่เราอยากคุยเป็นคนแรกอยู่ที่นั่น ก็เป็นเรื่องงาน

เคยชินกับการสวมหน้ากากหรือยัง

ผมว่ามันเป็นเหมือนอวัยวะที่เพิ่มเข้ามาแล้ว ตอนนี้ออกกำลังกายก็ยังต้องใส่นะ ผมออกกำลังกายสัปดาห์ละสี่ครั้ง อย่างวันเสาร์หรืออาทิตย์ต้องออกไปวิ่งที่สวนรถไฟ ทุกวันที่มาทำงานก็จะออกกำลังกายก่อนตอนเช้าแล้วเข้าออฟฟิศ

นิสัยตอนนี้แตกต่างจากตอนอายุ 20 อย่างไร

ความเกรี้ยวกราดมันหายไป แต่ก่อนขี้โมโห ใครพูดผิดสักคำไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้เฉยๆ

สิ่งที่ยังไม่เคยทำในชีวิตนี้

สิ่งที่ไม่เคยทำและผมไม่คิดจะทำด้วย คือการวิ่งมาราธอน ผมไม่อยากเลย เพราะรู้ขีดจำกัดของตัวเองว่าได้แค่ไหน ถึงจะชอบวิ่งก็ตามที

ให้เลือกไปเที่ยว จะไปทะเลหรือภูเขา

ภูเขา เพราะผมเป็นเด็กทางภาคเหนือ ผมไม่ชอบทะเล กลัวจมน้ำ

ถ้าฝุ่น PM 2.5 เป็นแบบนี้ไปอีกนานจะทำอย่างไร

ก็ต้องอยู่กับมัน ประเทศเราโตมาจากเกษตรกรรม ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง มีมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ปัญหานั้นไม่โดนกับตัวเรา เราก็เลยทนมาได้ แต่เกษตรกรเขาทนมานานแล้ว ปัญหาฝุ่นเป็นปัญหาที่พวกเราก่อขึ้น เพราะฉะนั้น เราก็ต้องทนกับมัน เหมือนที่เกษตรกรต้องทนเรื่องน้ำนั่นล่ะ จนกว่าการบริการจัดการจะดีขึ้น 

คุณห้ามลูกไปชุมนุมหรือเปล่า

ไม่ห้าม ไม่เคยห้าม แต่ผมพูดกับลูกว่าต้องรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ผมบอกแค่นี้ ผมเคารพในตัวพวกเขา พวกเขาก็เคารพผม จะอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่เคารพกันและกัน ผมก็ยังกอดพวกเขาทุกวัน

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load