สุพิชา สอนดำริห์ มีชื่อเล่นที่พี่น้องในวงการนิตยสารเรียกว่า เอ๋ คลีโอ

เธอมีชื่อเล่นว่า เอ๋ เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร CLEO ตั้งแต่อายุ 26 ปี เธอเป็นคนปั้นให้ CLEO เป็นนิตยสารผู้หญิงอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ถ้าไม่นับ CLEO ออสเตรเลียซึ่งเป็นต้นกำเนิด CLEO ไทย ถือว่ามียอดขาย ยอดโฆษณา และความดัง มากที่สุดในบรรดาเครือข่าย CLEO ทั้งโลก

นี่คือฝีมือ เอ๋ คลีโอ

ในเมืองไทย CLEO เป็นนิตยสารผู้หญิงที่มีแนวทางชัดเจนมาก จึงไม่ได้มีแค่ผู้อ่าน แต่มีแฟนคลับระดับที่เรียกได้ว่าเป็น สาวคลีโอ มากมายเกินหน้านิตยสารผู้หญิงหัวอื่น

นี่ก็ฝีมือ เอ๋ คลีโอ

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

เธอเรียนจบมาทางด้านรัฐศาสตร์ เริ่มต้นทำงานเอเจนซี่โฆษณาในตำแหน่งเออีกับโอกิลวี่ แล้วย้ายมาเป็น Buyer ให้ AsiaBooks ด้วยความรักหนังสือ ชอบเล่าเรื่อง เธอจึงถูกทาบทามให้นั่งเก้าอี้บรรณาธิการบริหาร CLEO

ก่อนสัมภาษณ์งาน เธอได้รับโจทย์ให้คิดเนื้อหา CLEO 3 ฉบับ เธอใช้เวลาไม่ถึงวัน ขีดตารางวางเนื้อหาในคอลัมน์ทั้งหมดที่อยากเห็น จนค้นพบว่าการได้เล่าเรื่องแบบนี้แหละ คืองานที่เธอตามหา จนกลายมาเป็นประโยคที่เธอพูดกับบรรณาธิการระดับภูมิภาคผู้สัมภาษณ์เธอว่า

“เชื่อสิ ในโลกนี้ไม่มีใครอยากได้งานนี้เท่าฉันจริงๆ”

CLEO คือชีวิตของเธอ จนผมไม่คิดว่า จะมีวันที่เธอไม่มีนามสกุลคลีโอต่อท้าย

หลังจากอยู่กับ CLEO นานถึง 18 ปี เธอใช้เวลา 1 นาที ตัดสินใจลาออก

ปัจจุบันเธอยังคงทำสื่อ แต่เป็นการทำเนื้อหาให้เครือสยามพิวรรธน์

ไม่นานมานี้เราได้คุยกันทางโทรศัพท์ เธอบอกว่า เธอกลับมาทำ CLEO อีกครั้ง

นั่นไม่ใช่เรื่องเกินคาดเดา แต่คำว่า กลับมาทำ ไม่ได้หมายถึงมีคนจ้างเธอไปเป็นบรรณาธิการ หรือเธอไปซื้อลิขสิทธิ์ชื่อ CLEO มาทำด้วยตัวเอง

แต่เธอติดต่อซื้อ CLEO จากออสเตรเลีย มาเป็นของตัวเอง

ปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เธอจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างนี้ เธอแบ่งเวลาจากงานประจำมาเขียนเนื้อหาลงเพจ CLEO จะเรียกว่าซ้อมเปิดตัวแบบเบาๆ ก็ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เป็นการทำงานที่ทั้งทีมมีเธอคนเดียว ทำเองทุกอย่างตั้งแต่เขียนยันทำกราฟิก

“เชื่อสิ ในโลกนี้ไม่มีใครอยากได้งานนี้เท่าฉันจริงๆ”

แม้ไม่ได้บอก, แต่วันนี้ดูเหมือน เอ๋ คลีโอ ก็ยังเชื่อแบบนั้น

เอ๋ สุพิชา จาก บ.ก. สู่การซื้อนิตยสาร CLEO จากออสเตรเลียมาเป็นของตัวเอง

การเป็นแม่น่าจะใช้พลังชีวิตเยอะมาก คุณยังเหลือพลังไปเริ่มต้นงานใหม่ๆ ในวัยสี่สิบเจ็ดอีกหรือ

ยิ่งต้องทำเลย ถ้าเราไม่ทำ เราจะตั้งความหวังหรือเหวี่ยงสิ่งที่เราต้องการไปที่ลูก พอเราจัดการความต้องการของตัวเองได้ จะไม่ไปโดนเขาเลย ลูกจะเรียนอะไร จะเป็นอะไร ยังไงก็ได้ ความฝันของแม่ แม่ก็จัดการของแม่ ไม่ใช่เอาไปลงที่ลูก มันสำคัญมากเลยที่แม่ต้องมีฝันของตัวเอง ต้องตั้งใจและอดทนที่จะทำมัน

ความฝันที่ยังค้างคาของคุณคือการทำสื่อ

ใช่ เราถามตัวเองว่า วันนี้จะอยู่ได้ไหมถ้าไม่ทำสื่อ อยู่ไม่ได้ อีกสิบปีล่ะ ก็คงอยู่ไม่ได้ คนเรานอกจากปัจจัยสี่แล้ว ยังมีความฝันซ่อนอยู่ แค่ยอมรับแล้วทำมัน เราก็ เอาเว้ย ทำเลยละกัน

คุณหลงรักการทำสื่ออะไรขนาดนั้น

มันอยู่ในใจตลอดเวลา ไม่เคยเปลี่ยน เราอยากทำสื่อ เราพูดกับทุกคนตลอดเวลา เวลาที่คุยเรื่อง CLEO หน้าเราจะเปลี่ยน มันมีความสุข เราทำเพจของตัวเองเขียนบอกอะไรคนไปเรื่อย อยากเป็นสะพานเชื่อมให้ผู้หญิง มันเป็นงานที่อิสระ ไม่ต้องถามใครว่าดีไหม ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าทำอะไรบ้าง เรามีโอกาสได้เจอคนที่น่าสนใจ ได้ล้วงเรื่องของคน เรามีทักษะตรงนี้ เรานึกภาพตัวเองตอนแก่ๆ ว่า อยากรวมหนังสือสักเล่มเป็นคัมภีร์ให้ผู้หญิง น้องอ่านเล่มนี้เหอะ ไม่ต้องไปงมอะไร พี่สรุปมาให้หมดแล้ว ความรักเป็นแบบนี้ วิธีเลือกคู่เป็นแบบนี้ น้องไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกังวล มันเป็นอย่างนี้แหละ เชื่อพี่เถอะ

ถ้าเปิดหน้าแรกมา วันนี้คุณจะสอนน้องผู้หญิงว่า

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่ารีบ ซึ่งไม่เหมือนที่เราบอกใน CLEO ตอนที่เราเด็กกว่านี้ พอใช้ชีวิตมาประมาณหนึ่งก็พบว่า ไม่ต้องรีบหรอก บางอันก็รอได้จริงๆ ถ้าเราตั้งใจและพยายามทำ มันถึงจุดหมายได้จริงๆ เราเชื่อเรื่องการกำหนดทิศทางลึกๆ ในใจ ให้มีแกนของตัวเอง คิดถึงมันบ่อยๆ อย่าให้เฉ อะไรที่ไม่ใช่แก่นก็อย่ารีบ อย่าคิดมาก ค่อยๆ ลงมือทำไป

เอ๋ สุพิชา จาก บ.ก. สู่การซื้อนิตยสาร CLEO จากออสเตรเลียมาเป็นของตัวเอง

ระดับคุณ สร้างสื่อหัวใหม่ได้สบาย ทำไมต้องซื้อ CLEO กลับมาทำอีกรอบ

ตั้งใหม่อาจจะดูสดก็จริง แต่ในความเป็นจริงก็ยาก เราดูเพจอยู่สามสี่เพจ เรารู้ว่าการจะเพิ่มยอดโซเชียลมีเดียตอนนี้มันยาก แล้วเราก็ไม่ได้รวยขนาดทำสื่อเล่นๆ โดยไม่สนใจเงิน เราสร้างแบรนด์มาแข็งแรงขนาดนี้แล้ว เอามาต่อยอดจะดีกว่าไหม ไม่ต้องมานั่งอธิบายว่าสื่อเราเป็นแบบนี้ๆ นะ พอพูดชื่อ CLEO ก็ร้องอ๋อเลย อย่างน้อยก็ตัดปัญหาไปได้เรื่องนึง

นิตยสาร CLEO ตั้งใจพูดเรื่องอะไร

อย่างแรก พูดถึงสิ่งที่ผู้หญิงอยากรู้ อย่างที่สอง พูดเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิง เขาอาจจะคิดไม่ถึงว่าอยากรู้เรื่องนี้ แต่เราคิดว่าเขาควรต้องรู้ สุดท้ายคือการฟันธง ยุคนั้น CLEO ฟันธงเยอะมาก เช่น สาวโสดอย่าไปกังวลว่าตัวเองโสด เพราะมันคือความสุข ทุกอย่างที่เราฟันธงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกบวก ให้เขาอยากก้าวไปข้างหน้า เหมือนถามเพื่อนว่า คบคนนี้ดีไหม ช่วยคิดหน่อย เราก็ฟันธง คบไปเลย เดี๋ยวก็รู้ รู้แล้วค่อยว่ากัน จะเป็นลักษณะนั้น

แค่ซื้อลิขสิทธิ์มาทำต่อก็น่าจะพอ ทำไมถึงกับต้องลงทุนซื้อมาเป็นของคุณเลย

อาจจะเรียกว่าโชค เขาเสนอมาเอง ทีแรกมีคนให้เราช่วยประสานเรื่องซื้อลิขสิทธิ์หัวนิตยสารทั้งหลายในเครือเขามาทำในไทย สุดท้ายดีลนั้นล้มไป เขาก็ถามเราว่า ยูสนใจจะซื้อไหม ฟังราคาแล้วก็พอสู้ไหว

ตัดสินใจนานไหม

เราไม่เคยทำธุรกิจ ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งเรื่องตัวเลขเลย ก็เลยปรึกษาคนโน้นคนนี้ เพื่อนที่เราค่อนข้างเชื่อคนหนึ่งบอกว่า ถ้าต้องขายรถ ก็ขายแล้วไปซื้อเดี๋ยวนี้เลย (หัวเราะ) เราก็ยังไม่เชื่อนะ เลยไปถามพระอาจารย์สามรูป ก็พูดตรงกันหมดว่า ให้ซื้อ เราไม่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือยเลยมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง ก็เอาก้อนนี้ไปซื้อ

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี
ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

ตอนเป็น บ.ก. กับเป็นเจ้าของ ความรู้สึกต่างกันไหม

ตอนนี้เริ่มตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ

การกลับมารับตำแหน่ง บ.ก. CLEO รอบนี้ ต่างจากเดิมเยอะไหม

ต่างสิ เพราะไม่มีพนักงานเลย ทำคอนเทนต์คนเดียว ทำอาร์ตเวิร์กเองด้วย ไปหาแอปฯ ช่วยไดคัทรูป วางฟอนต์ เราอยากทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้นิ่งก่อน แล้วค่อยขยับขยายไปทีละก้าว พอเปิดตัวก็จะจ้างนักเขียนเพิ่ม

คุณน่าคิดถึง CLEO มากนะ ได้มาก็ลุยทันที ไม่รอวางแผน ไม่รอทีมเลย

ใช่ พอได้เพจเฟซบุ๊กมาแบบเป็นทางการวันแรกก็เปิดโรงเล่าเลย เป็นเรื่องร้านครัวซองต์ในสยามเซ็นเตอร์ ทำง่ายหน่อย แล้วก็เขียนบทความเรื่องผู้หญิงที่แต่งงานกับตัวเองเป็นบทความแรกมั้ง

เขียนบทบรรณาธิการแถลงเรื่องการกลับมาหรือยัง

ยัง เราไม่ชอบอวยตัวเอง ไม่ชอบบอกว่าตัวเองทำอะไร ยังคิดอยู่เลยว่าจะเขียนดีไหม ถ้า The Cloud เขียนแล้วก็จะขอแชร์เลยก็แล้วกัน (หัวเราะ)

ทุกวันนี้คุณทำงานประจำ เลี้ยงลูก แล้วก็เขียนเรื่องลงเพจ CLEO ทุกวัน

เขียนทุกวัน อย่างน้อยๆ วันละสองเรื่อง

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

มีพลังเหลือขนาดนั้น

นี่เยอะเหรอ เรายังไปเขียนเพจ Momscream แล้วก็เพจตัวเองอีกนะ บางวันก็เขียนห้าหกเรื่อง เรื่องไหนที่เรารู้สึก ก็เอามันไปอยู่ข้างใน เปิดคอมยี่สิบนาทีเสร็จ ตั้งแต่วันที่เรารู้สึกว่าตัวเองชอบงานสายนี้ เรารู้สึกว่ามันใช่จริงๆ เป็น Flow โดยธรรมชาติ มันคันมาก ถ้าไม่เขียนตอนนี้เนี่ยไม่ได้ บางทีต้องจอดรถเขียนเลย ตอนนั่งเครื่องบินนี่ออกมาเป็นกุรุสๆ เลย ยิ่งหัวโล่งๆ นี่ออกมาเองแบบสุดๆ เลย

สาวคลีโอวันนี้ควรสนใจอะไร

เราคิด Tagline ว่า Go, Grab the World. Be Sexy, Be Positive, Be Real. มันคือสิ่งที่เราคิดมาตลอด เราอยากให้ผู้หญิงไทยไปสนุกกับโลกเยอะๆ เจออะไรก็ปะทะเผชิญหน้ากับมัน อยากให้เซ็กซี่ ไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัวนะ แต่เป็นทัศนคติ กล้าแสดงความเห็นในที่ประชุม กล้าทำอะไรนอกกรอบ Positive ไม่ใช่มองโลกบวกนะ แต่อะไรที่พูดไปแล้วทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์กับตัวเองและคนอื่นก็ไม่ต้องทำหรอก สุดท้าย อย่าเพ้อฝันอย่างเดียว อยู่บนความเป็นจริงด้วย 

เพราะฉะนั้น CLEO จะมีครบทุกเรื่องเลย เราเขียนได้ทุกเรื่อง ตอนมีข่าว ปรินซ์ฟิลิปส์ (Prince Philip) เราก็เขียนเรื่องรักแท้มีจริง เพราะเห็นเขาอยู่คู่กับควีนมาตลอด ตอน บิล เกตส์ (Bill Gates) เลิกกับเมีย ก็ตีความออกมาว่า ใจคนยากแท้หยั่งถึง อยู่กันมาขนาดนั้นเขายังเลิกกันได้ เราอย่าไปคาดหวังอะไรมากเลย เป็นการเขียนทุกเรื่องให้เชื่อมโยงไปหาความสนใจของผู้หญิง

ตอนนี้ผู้หญิงเขาสนใจอะไร

ตรงนี้ยากเลย เมื่อก่อนความสนใจของผู้หญิงไม่ได้ซับซ้อนขนาดนี้ เมื่อก่อนเราอาจจะทำหัวข้อธรรมดาๆ เช่น อยากรู้ว่าเขาเป็นรักแท้ของคุณไหม ลองทำควิซอันนี้ดูสิ แต่ตอนนี้ในความรู้สึกผู้หญิงมีหลายมิติขึ้น เรื่องความสัมพันธ์บางมุมก็อาจจะไม่เป็นที่สนใจเหมือนเมื่อก่อน เราต้องลองถูกลองผิดอีกเยอะเลย

CLEO จะเอาอะไรไปสู้สื่อออนไลน์และบิวตี้บล็อกเกอร์ทั้งหลาย

จุดแข็งที่สุดของเราคือเป็นเพื่อนของผู้หญิง เป็นเพื่อนเม้ามอย อยากรู้อะไร เศร้าอะไร งงอะไร แล้วก็ไม่ตัดสิน เคารพทุกคน เราทำเรื่องของผู้หญิงธรรมดาๆ เยอะมาก ถ้าอ่าน CLEO แล้วจะรู้สึกว่า เราก็เป็นอย่างนั้น ผู้หญิงจะรู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องเยอะขึ้น เราไม่ได้มองว่า CLEO เป็นสื่อ คืออยากเป็นเพื่อน เพื่อนที่เป็นศูนย์กลางในการต่อจุดให้ผู้หญิง พาไปเจอสิ่งต่างๆ ทำเวิร์กช็อปกับ The Cloud ก็ต่อจุดด้านที่ The Cloud ถนัดให้สาวคลีโอ ไปต่อจุดกับคนทำเนื้อหาด้านดาราศาสตร์ สาวคลีโอก็รู้เรื่องอวกาศได้ เป็นการขยายสาวคลีโอออกไปให้กว้างไกลที่สุดแบบไม่มีขีดจำกัด

คุณมองแผนธุรกิจไว้ยังไง

ตอนนี้ทำแพ็กสปอนเซอร์เสร็จแล้ว พอเปิดตัวก็จะไปเดินสายพบเอเจนซี่ เอาโปรเจกต์ไปเสนอ มะรืนก็นัดคุยกับลูกค้ารายหนึ่ง เราลงปฏิทินกิจกรรมแล้วว่า แต่ละเดือนจะทำอะไรบ้าง เตรียมขายอีเวนต์ ที่คิดไว้ก็มีฟอรัม ทริป ออนไลน์โค้ชชิ่ง ในอนาคตอาจจะมีอีคอมเมิร์ช จะทำคาเฟ่ก็ได้ อ้อ โปรเจกต์หนุ่มโสดในฝันก็มีนะ ตอนนี้เริ่มมองหาผู้ชายแล้ว (หัวเราะ)

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

ถ้าพูดถึง CLEO สิ่งแรกๆ ที่คนมักจะคิดถึงคือฉบับ 50 หนุ่มโสดในฝัน ตอนเดือนกันยายน ฉบับนี้ถือว่าดังถล่มทลายแค่ไหน

นี่ไม่ใช่เล่มที่ขายดีสุดนะ เราได้เรียนรู้ว่าเล่มที่ผู้ชายขึ้นปกขายไม่ดีเลย เจ้านายฝรั่งเคยสอนเราว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามนะสุพิชา อย่าเอาผู้ชายขึ้นปก พูดเหมือน บ.ก. Glamour UK เลย Marie Claire เคยเอาผู้ชายขึ้นปกแค่เล่มเดียว ยอดขายก็แย่ที่สุด ขนาด เดวิด เบ็คแฮม (David Beackham) นะ มันเป็นโลกของผู้หญิง

ผู้หญิงไม่ได้อยากดูรูปอ่านเรื่องของผู้ชายเหรอ

ตอนนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ตอนนั้นผู้หญิงรักตัวเอง อยากรู้เรื่องตัวเอง อยากเห็น พอลล่า เทเลอร์ อยากรู้ว่าเขาใช้ลิปสติกอะไร พอลงเรื่องผู้ชายมันไกลตัวผู้หญิงไป เล่มหนุ่มโสดในฝันไม่ได้ดังในหมู่ผู้หญิงเท่าในหมู่กะเทยหรือเกย์นะ แต่เป็นโปรเจกต์ที่ดึงลูกค้าได้เยอะ จุดมุ่งหมายคืออยากบอกผู้หญิงว่า Guys Next Door มีจริง หนุ่มคลีโอก็จะดูเป็นคนธรรมดา เมื่อก่อนหนุ่มส่งพิซซ่าก็มี

เป็นเวทีที่แจ้งเกิดให้คนดังเยอะมาก

ใช่ๆ อย่าง ปอ ทฤษฎี, บอย ปกรณ์, เชฟอิ๊ก เป็นการหาแบบพลิกแผ่นดินเลย เราเคยไปนั่งเฝ้าหน้าผับสองสลึงตอนตีสอง ไปตามโรงเรียนอินเตอร์ ไปต่างจังหวัดก็ต้องหา เคยเจอในปั๊มน้ำมันด้วยนะ เป็นงานที่คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า เพราะมันเหนื่อยมาก พอถึงซีซั่นที่ต้องทำทุกคนจะถอนหายใจ มาอีกคนหนึ่งแล้ว ไปสัมภาษณ์หน่อยสิ ตอนเลือกรูปจัดเลย์เอาต์ก็ต้องใช้เซนส์เยอะมาก แต่ก็มันดี

คุณยังจำคำสอนอะไรของ บ.ก. CLEO ออสเตรเลียได้บ้าง

เขาสอนเราให้ทำเพื่อคนอ่านอย่างเดียว เขาบอกว่าเราไม่ต้องสนใจโฆษณา เนื้อหาต้องมาก่อนลูกค้า เขาให้แบ่งสัดส่วนหนังสือ เนื้อหาหกสิบ โฆษณาสี่สิบ เท่าที่เทียบกับนิตยสารผู้หญิงเล่มอื่นตอนนั้น  เราน่าจะเป็นเล่มเดียวที่แบ่งเปอร์เซ็นต์โหดขนาดนั้น แปลว่า ถ้าช่วงปิดเล่มมีโฆษณาเพิ่มสิบหน้า เราจะทำเนื้อหาเพิ่มสามสิบหน้า มันเป็นงานที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงปิดเล่มที่เหนื่อยปางตาย แต่เราโหดขั้นนั้นเพราะซื่อตรงกับคนอ่าน CLEO เลยเป็นนิตยสารที่หนามาก ถ้ามีงานโฆษณาจากลูกค้ามาลงแล้วเอาไม่อยู่ เราจะต้องงอกเนื้อหาที่คนอ่านรู้สึกว่าเอาอยู่มาเพิ่มทันที

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าโฆษณาจะเยอะแค่ไหน คนอ่านก็จะไม่รู้สึกว่ามีแต่โฆษณา

ใช่

เอ๋ สุพิชา จาก บ.ก. สู่การซื้อนิตยสาร CLEO จากออสเตรเลียมาเป็นของตัวเอง

มีคนอ่านมานั่งนับหน้าโฆษณาเทียบกับเนื้อหาจริงๆ เหรอ

คนอ่านไม่ได้นับ แต่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ซื้อ CLEO แล้วคุ้ม โคตรหนา เนื้อหาโคตรเยอะ ซื้อเล่มเดียวอ่านไปได้เรื่อยๆ รู้สึกคุ้มแล้ว แล้วเราก็มีกฎว่า หนึ่งหน้าของคอลัมน์ประจำ ต้องมีเรื่องเล็กๆ อย่างน้อยห้าเรื่อง หรือหน้าที่เป็นเซกชันบิวตี้ ถ้าทำเรื่องลิปสติก เราจะบอกน้องๆ ว่าต้องมีอย่างน้อยเจ็ดยี่ห้อในหนึ่งหน้า

ทำไม

มันคือความหลากหลาย โลกนี้มีของเยอะ เราต้องใส่ไปเยอะๆ ให้เป็นทางเลือก สมมติมี Clé de Peau แท่งละสองพัน เราจะมี L’Oréal แท่งละสามร้อยด้วย แล้วก็มาจากความหยิ่งของเราด้วย เวลาลูกค้าส่งอะไรมา เราจะไม่มีทางลงหนึ่งหน้าหนึ่งชิ้น กระปุกละสองหมื่นก็ไม่ลง จะรอรวมกับกระปุกละห้าร้อย พันนึง แล้วค่อยลง

คนอาจจะคิดว่า CLEO ใช้บิวตี้นำ แต่ไม่ใช่ๆ แรกๆ แฟชั่นของเรามาอันดับหนึ่งในทุกการสำรวจ ทั้งที่แฟชั่นเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะทำให้คนสนใจ ตอนนั้นทิศทางแฟชั่นของเราคือ เลือกใช้ทุกอย่างที่ซื้อได้ แฟชั่นเราจะไม่มีแบรนด์เนมเลย มีแพลตินัมเยอะมาก ร้านในสยามก็เยอะ CLEO ก็เลยเป็นมิตรกับผู้หญิงมาก เพราะเขาจับต้องได้จริง พอจับต้องได้ เขาก็เชื่อมากขึ้น เลยเป็นสาวกอันเหนียวแน่น

คุณเป็น บ.ก. อยู่สิบแปดปี ไม่เบื่อบ้างหรือ

เราไม่เคยเบื่อการทำเนื้อหาเลยสักวัน ไม่เคยรู้สึกว่าทำเรื่องซ้ำเดิม ทั้งๆ ที่มีคอลัมน์ประจำประมาณเจ็ดสิบห้าคอลัมน์ ทุกเล่มต้องเปลี่ยนตลอด ถ้าต้องทำแต่เรื่องดาราดัง เราคงท้อ แต่ผู้หญิงธรรมดาๆ ก็อยู่ใน CLEO ได้ เปิดกว้างมาก ก็เลยไม่เบื่อ

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

บรรณาธิการนิตยสารที่ประสบความสำเร็จ มักจะต้องแลกด้วยอะไรบางอย่างในชีวิต คุณสูญเสียอะไรไปบ้าง

ชีวิตพังทลายยับเลย อันแรกคือความรักพัง เราไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักอย่างมีสติ ไม่ดูแลเลย ไม่สนจิตใจเขา เราเขียนเรื่องความรักนะ แต่อยากบอกคนอ่านว่าเราก็เอาตัวไม่รอดเหมือนกัน เรื่องเพื่อนก็พัง เราเคยบอกเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตว่าไม่ว่าง จนกระทั่งเขาขอร้องเราเพราะเขามีปัญหาจริงๆ เราก็ไม่ว่าง สุดท้ายก็ช่วยเขาไม่ทันแล้ว 

เราดูแลครอบครัวตัวเองได้ไม่ดีเลย เราทำงานหนักจนต้องไปหาจิตแพทย์ ซึ่งก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เราเคยไปเที่ยวออสเตรเลียกับน้องสาวประมาณเจ็ดวัน เรานอนตั้งแต่ในสนามบิน นอนในโรงแรมอย่างเดียวทั้งวัน ทุกวัน เราทำงานตลอดเวลา ไม่เคยมีเวลาให้ตัวเอง ไปทริปได้นั่งมองทะเลบ้าง พอคิดอะไรออกก็เขียนทันที เราเคยมีแฟนเป็นคนต่างชาติ เคยบินไปหาเขา เจอกันก็เดี๋ยวๆๆ ขอตรวจปก ขอตรวจงานแป๊บหนึ่ง จนเขาคว่ำมือถือเดินหายไปเลย เราเสียดายคนดีๆ ที่ผ่านเข้ามามากเลย

ถ้าชีวิตบอบช้ำขนาดนั้น อะไรคือสิ่งที่ยังดึงคุณไว้กับอาชีพนี้

มันเป็นงานที่เป็นตัวเรามากๆ พอเจอเรื่องดีๆ คิดอะไรออก เราอยากบอกโลก รักไหมก็ไม่รู้ ไม่ได้ถึงขั้นกรีดเลือดตัวเองเพื่อปกป้องงานนะ แล้วเราก็ไม่ได้อยากเอาตัวเองออกสื่อด้วย เราสนใจแค่ปิดเล่ม เรื่องพอไหม มีเรื่องดีๆ พอหรือยัง คนอ่านจะชอบไหม ลูกค้าเราก็ไม่ได้สนใจ ของแบรนด์เนมก็มีนับชิ้นได้ เราไม่ได้สนใจในความเป็นแฟชั่นด้วย

ตอนลาออกตัดสินใจนานไหม

นาทีเดียวมั้ง ไปลาออก เก็บของ ขอใช้วันพักร้อน แล้วไม่เคยเข้าไปอีกเลย จบ ไม่มีเลี้ยงส่ง

ทำไมลาจากกันง่ายขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้น

เราทำมานานจนอยากทำอย่างอื่นบ้าง ไปคุยกับผู้บริหารแต่ว่าเขาคิดไม่เหมือนเรา พอเราไม่ได้ทำ แล้วให้คนอื่นมาทำแทน ก็เสียความรู้สึก มันคงไม่ใช่แล้วหละ ตอนนั้นสยามพิวรรธน์ติดต่อมาให้ไปทำคอนเทนต์ให้ เรารู้สึกว่าหมดเวลากับ CLEO แล้ว แต่เรายังอยากทำสื่ออยู่ ไม่ต้องเป็น CLEO เป็นอะไรก็ได้ เลยตัดสินใจออกไปทำอะไรใหม่ๆ

หลังจากลาออก ยังได้อ่าน CLEO เล่มใหม่ๆ ไหม

ไม่อ่านเลย ตอนอยู่ก็ไม่ได้เปิดอ่านอยู่แล้ว เพราะคนทำนิตยสารมาเยอะๆ ทั้งวัน มันไม่อยากอ่านอะไรแล้ว นิสัยเราไม่ชอบอ่านนิตยสารไทยด้วยมั้ง ก็เลิกดูไปเลย

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

การมีลูกเปลี่ยนชีวิตคุณไปยังไงบ้าง

การใช้ชีวิตไม่ค่อยเปลี่ยนนะ เพราะเราต้องรับผิดชอบงาน แต่เปลี่ยนในแง่ความทนทาน ตัวตนบางอย่างก็สูญสิ้นไปเลย แล้วก็มีความสำคัญบางอย่างงอกออกมา ความเป็นแม่มันจะเปลี่ยนคุณมากๆ เลย อาจจะนิ่งขึ้น มีสติขึ้น แยกแยะได้มากขึ้น เพราะสภาวะการเลี้ยงลูกเนี่ยมันทนทานจริงๆ ต้องต่อสู้กับความกลัวในใจเราตั้งแต่ตอนท้องว่าลูกจะปกติไหม ลูกคนโตเรามีอัตราไม่ปกติหนึ่งในสองร้อย ซึ่งมันหน้าสิ่วหน้าขวานมาก เรากลัวจนถึงวันที่เห็นลูกออกมา ตอนเลี้ยงลูกก็กลัว ปล่อยไว้ก็กลัวจะร้องไห้ มันวิตกทุกนาที เราต้องหาทางต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ มันช่วยตบๆ ให้เรานิ่งขึ้น

สำหรับผู้หญิง การเป็นแม่ต่างจากวัยอื่นๆ ยังไง

เรียกว่าลูกคือคำตอบของทุกอย่างเลย ที่เราเคยสงสัยทั้งหมด มันคือตรงนี้เลย เช่นเรื่องอารมณ์ เรากับลูกต่อท่ออารมณ์ถึงกันแบบน่าตกใจมาก วันไหนเราเครียด ลูกก็หงุดหงิด วันไหนเราร่าเริง เขาก็เล่นกับตัวเองได้ ขนาดวาดรูปเขายังวาดสิ่งที่อยู่ในใจเราเลย เราเคยไปหาพระอาจารย์ ท่านถามว่าโยมเอ๋จะลาออกเหรอ เรางงว่ารู้ได้ไง ท่านบอกว่า นั่นไงรูปที่ลูกวาด เขาวาดรูปรถเมล์แล้วมีคนจะลง เพราะฉะนั้น เราต้องทำตัวดีๆ จะได้ไม่เด้งไปโดนเขา เราเครียดเขาก็รู้ มันเปลี่ยนให้เราต้องสงบ สว่าง สะอาด ตลอดเวลา เก็บกดไม่ได้ เขาเป็นที่สุดของตัวชี้วัดในทุกอย่าง

ชีวิตที่อยู่เพื่อทำสื่อให้สาวไทย กับการคืนชีพ CLEO มาลุยออนไลน์ของอดีต บ.ก. CLEO ที่เป็นนานถึง 18 ปี

เราจะได้เห็นนิตยสาร CLEO แบบกระดาษอีกครั้งไหม

อยากมีนะ แต่ต้องรอเรามั่นคงถึงระดับหนึ่งก่อน เราเห็นภาพว่ามี ตอนอยู่ CLEO เราทำเล่มใหญ่ เล่มเล็ก ฟรีก๊อปปี้ แล้วก็ออนไลน์ เป็นคนละเนื้อหากันหมดเลย ทำพร้อมกันสี่อันได้ เราก็น่าจะทำเล่มได้ มันเป็นเรื่องของอนาคต

รอบนี้คุณอยากพา CLEO ไปให้ถึงจุดไหน

ฝันสุดๆ ของเรามีสองระดับ แบบเอเชียใกล้ๆ ตัวคือ โคตรอยากเป็นตัวแทนสาวไทยไปสัมภาษณ์ กงยู (Gong Yoo) เพราะเขาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ง่ายๆ กับอีกอย่างคือ อยากพาสาวคลีโอไปทัวร์อวกาศ เพื่อที่จะได้มองชีวิตจากมุมตรงนั้นดู

ถ้าวันนี้คุณได้สัมภาษณ์กงยูคำถามเดียว คุณจะถามว่า

คุณเหงาใจมั้ย

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load