วรรณคดีไทยกับเทคโนโลยีภาพเสมือน (Augmented Reality) อาจฟังดูไม่เข้ากันเสียเท่าไร แต่สองสิ่งนี้โคจรมาพบกันในพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ ณ วัดเทพธิดารามวรวิหาร อย่างลงตัว ประจวบกับวาระวันสุนทรภู่ที่เวียนมาครบอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน เราจึงอยากขอเชิญชวนทุกคนไปเยี่ยมชมสถานที่สุดพิเศษแห่งนี้ด้วยกัน อีกทั้งพูดคุยกับ ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพธิดารามและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ ถึงที่มาที่ไปและแนวคิด ‘สุนทรภู่ never dies’ ที่จะส่งเสริมการส่งต่ออัตลักษณ์และความงดงามของภาษาไทยให้คนรุ่นใหม่ ผ่านทั้งเทคโนโลยีและการมีประสบการณ์ร่วมแบบไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

 ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวราภรณ์

หลวงพ่อมาต้อนรับพวกเราที่เรือน ‘มหากวีสามัญชน’ ซึ่งเป็นโซนแรกของพิพิธภัณฑ์ที่เปิดฉายวีดิทัศน์เล่าเรื่องประวัติของสุนทรภู่โดยสังเขป เป็นเรื่องที่เราหลายๆ คนคงได้เรียนรู้กันไปแล้วบ้างไม่มากก็น้อยที่โรงเรียน เล่าย้อนไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ที่เกิดในย่านวังหลัง (ปัจจุบันคือแถวศิริราช) 

จากนั้นจึงได้เป็นกวีรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทรัชกาลที่ 2 จนได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร แต่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 3 ท่านถึงคราวตกอับ และต้องหนีบวชไปประจำวัดหลายแห่ง รวมกันกว่า 18 พรรษา โดยท่านมาพำนักอยู่ที่กุฏิของวัดเทพธิดารามนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2383 ภายใต้การสนับสนุนของ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ หรือ พระองค์เจ้าวิลาศ และได้สร้างผลงานชิ้นเอกอย่าง พระอภัยมณี ถวายพระองค์ ไปจนถึงรำพันพิลาป ซึ่งเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่ท่านแต่งก่อนลาสิกขาใน พ.ศ. 2385 เป็นที่มาของการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อระลึกถึงท่านในบริเวณนี้นี่เอง

พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่
พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่

ท่านเจ้าคุณเล่าให้เราฟังว่า เมื่อก่อนกุฏิของสุนทรภู่เคยถูกทำเป็นห้องจัดแสดงขนาดเล็กเพียงห้องเดียว ส่วนกุฏิที่เหลือนั้นเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ สามเณร แต่พอทางสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้ามาซ่อมเขตพุทธาวาสในวัดอยู่ 4 – 5 ปี เมื่อเรียบร้อยสวยงามจึงได้เข้ามาดูในส่วนนี้ ประกอบกับตอนนั้นมีทางพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซติดต่อมาหาท่านจากทางโซเชียลมีเดีย บอกว่าต้องการสร้างรูปปั้นของสุนทรภู่ไว้ในมิวเซียมของเขาที่ลอนดอน เพราะท่านได้รับรางวัลเป็น The great poet of the world จาก UNESCO ใน พ.ศ. 2529 

“เราเลยเกิดแรงบันดาลใจ บอกทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ไปว่าวัดของเรามีของดีมากมาย น่าจะทำมิวเซียมจริงจังนะ แล้วเขาก็ตอบตกลง” โปรเจกต์การบูรณะและสร้างสรรค์ระดับมหากาฬจึงได้เริ่มต้นขึ้น

“เดิมทีเป็นคนที่ไม่สนใจ บอกตรงๆ เรื่องโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เนี่ยไม่ได้ชอบ” ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวราภรณ์เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนตนรับผิดชอบผลิตรายการทีวีในช่อง WBTV สถานีวิทยุโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติฯ วัดยานนาวา แต่เนื่องจากพระสงฆ์อีกท่านที่ต้องดูแลพิพิธภัณฑ์นี้มรณภาพไปเสียก่อน โปรเจกต์นี้จึงตกมาในมือท่านโดยปริยาย แต่แน่นอนว่าการสร้างงานในระดับนี้ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยฝ่ายเดียว

 ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวราภรณ์

 “ทางเราประชุมกัน 4 ฝ่าย อาตมาเป็นตัวแทนของทางวัด ทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็มา มีกรมศิลปากรที่มาให้คำแนะนำเรื่องการทำงานกับโบราณวัตถุและโบราณสถาน และบริษัทรักลูกที่ดูแลการทำนิทรรศการด้วย ซึ่งเราก็มาคุยกัน เขาถามเราว่าชอบไหม? เราก็ขอเพิ่มนิดนี่หน่อย ประชุมกัน 2 เดือนครั้ง 3 เดือนครั้งอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาต้องถามเราเนื่องจากเราจะเป็นผู้ใช้งาน”

ความโดดเด่นของการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่ว่าด้วยปูชนียบุคคลที่อื่นซึ่งมักมีแค่ประวัติ แต่ที่นี่มีการเชื่อมโยงเข้ากับบริบทและยุคสมัยด้วย อย่างในห้องที่ 2 มีชื่อว่า ‘แรงบันดาลใจไม่รู้จบ’ นอกจากมีการแสดงไทม์ไลน์ชีวิตและผลงานของท่านแล้ว ยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นด้วย อาทิ พ.ศ. 2362 ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นี เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ด้วยเรือกลไฟ สุนทรภู่ก็กล่าวถึงเรือรบขนาดใหญ่ของโจรสุหรั่งในงานของท่าน 

พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่
พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่

หรือการสมมติตัวละครชาวอังกฤษให้เป็นโจรสลัด แสดงให้เห็นอคติที่มีต่อชาวตะวันตกในฐานะนักล่าอาณานิคม จากเหตุการณ์อังกฤษยึดหงสาวดีใน พ.ศ. 2362 ผนังที่ติดกันก็พูดถึงการนำไปดัดแปลงต่อยอดของ พระอภัยมณี ในรูปแบบต่างๆ เช่น สุดสาคร ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกของไทยใน พ.ศ. 2522 และหนังสือการ์ตูน อภัยมณี ซาก้า ใน พ.ศ. 2544 แถมยังมีเพลง คำมั่นสัญญา ของครูเพลง สุรพล แสงเอก ที่ดัดแปลงมาจากคำกลอนตอนพระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวงเปิดคลอให้ฟังอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีตัวเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ที่ทำให้เราสามารถเข้าไปอยู่ในฉากเดียวกันกับภิกษุภู่ ในอิริยาบถต่างๆ ในจอโทรศัพท์หรืออุปกรณ์แท็บเล็ตของเราอย่างน่าอัศจรรย์! โดยท่านเจ้าคุณเล่าว่า ในตอนแรกตั้งใจจะไม่เอาส่วนนี้ เพราะต้องใช้งบประมาณเป็นล้าน แถมยังต้องไปถ่ายทำในสตูดิโอเหมือนทำภาพยนตร์สั้น และต้องหาดารานางแบบมาสวมวิญญาณเป็นสุนทรภู่ เป็นองค์หญิงวิลาส ซึ่งตอนนั้นทางวัดได้ใช้เงินไปกับมัลติมีเดียส่วนอื่นไปเป็นล้านแล้ว จึงลังเลว่าจะแบกรับไหวไหม 

พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่
พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่

“แต่ก็กลับมาคิดถึงจุดอ่อนของเราที่ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก มีไม่กี่ห้อง ก็เพิ่มไปอีกสักนิดดีกว่ามั้ง เพื่อความเอนเตอร์เทน เอาก็เอา เลยได้ AR มาเสริม ซึ่งตอนแรกได้แค่ถ่ายรูปอย่างเดียวนะ อาตมาอัพเดตให้ถ่ายวิดีโอเคลื่อนไหวได้ด้วย เรียกโปรแกรมเมอร์อีกคนมาช่วย ให้เหมือนที่เขาทำในต่างประเทศ”

เรียกได้ว่าเป็นการรับมือกับข้อจำกัดทางกายภาพของพื้นที่ด้วยการขยายสร้างพื้นที่โลกเสมือนเพิ่มเติมแทน “เราก็เลยใช้สโลแกนว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ไม่ใช่สถานที่ที่ตายแล้ว เหมือนไมเคิล แจ็กสัน เขาไม่เคยตายนะ หรือ เติ้งลี่จวิน ก็ยังกลับมาเปิดคอนเสิร์ตที่มาเก๊า ฮ่องกง ได้ อาตมาคิดว่าต่อไปสายัณห์หรือพุ่มพวงก็คงกลับมาได้ใน AR แล้วคนก็เข้าไปมีส่วนร่วมได้ด้วย”

เราถามท่านเจ้าคุณว่า เคยมีผู้ชมที่ตำหนิหรือบอกว่าการตีความนี้ไม่เหมาะสมหรือไม่

พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่
พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่

“น้อยมาก” ท่านตอบด้วยรอยยิ้ม “มีเหมือนกันที่เขาตำหนิมาบ้าง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง เราอยู่ในทางพระก็ต้องเข้าใจ แล้วก็ไม่โกรธ แต่เราพยายามทำให้ดีขึ้นเท่าที่ได้” ท่านบอกต่อไปอีกว่ากระแสตอบรับโดยรวมดีมาก ถ้าไม่เชื่อ ท่านบอกว่าให้ลองไปดูในเพจเฟซบุ๊กของมิวเซียมได้

เมื่อได้คลุกคลีอยู่กับบทกวีและงานวรรณกรรมของสุนทรภู่หลายปีเข้า ท่านเจ้าคุณก็บอกว่าพิพิธภัณฑ์นี้ได้เปลี่ยนทัศคติของท่านต่อเรื่องโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ไปพอสมควร 

วัดเทพธิดารามวรวิหาร
วัดเทพธิดารามวรวิหาร

“ตอนนี้รู้สึกชอบมากขึ้น เริ่มอิน เริ่มสนุก ตอนแรกอึดอัดมาก กังวลว่าถ้าเขาให้เราร้องกลอนโชว์จะทำยังไง อย่างในห้องมณีปัญญา จะมีให้คนปะติดปะต่อรำพันพิลาป เพลงยาวถวายโอวาท กาพย์พระไชยสุริยา หรืออันที่ยากมากๆ อย่างนิราศสุพรรณ เราก็พยายามไปโหลดมาฟังมาศึกษาจากยูทูบ แล้วพยายามทำเสียงตาม เลียนแบบเขาทุกวันอยู่เป็นเดือนๆ ให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้ โชคดีที่ว่าเราเป็นนักแหล่มาก่อน เราเลยพอทำเสียงขึ้นสูงต่ำ ขึ้นจมูกอะไรอย่างนี้ได้บ้าง” ท่านเจ้าคุณเล่า

“พอเราทำได้ปุ๊บ เราเลยคิดไอเดียขึ้นมาว่า ต่อไปนี้พอเอาจิ๊กซอว์มาวางเป็นกลอนแล้วเนี่ย ในการเฉลย ทุกคนจะต้องมาร่ายกลอนกับเรา เหมือนบังคับให้มาร้องกลอนกับเรา ซึ่งเราก็ต้องโชว์ให้มันสุดๆ เพื่อสร้างความประทับใจ” ว่าแล้วท่านก็ผายมือให้เราลองประกอบชิ้นส่วนกลอนและร่ายกลอนกับท่านบัดเดี๋ยวนั้น ซึ่งต้องบอกเลยว่าเสียงและเทคนิคการร้องการเอื้อนของท่านนั้นสุดยอดสมคำร่ำลือจริงๆ ในขณะเดียวกันเราก็สงสัยว่า แล้วถ้าเป็นชาวต่างชาติเขาจะร้องได้ไหม? ซึ่งอันนี้ท่านเฉลยว่า 

วัดเทพธิดารามวรวิหาร
วัดเทพธิดารามวรวิหาร

“ถึงแม้จะไม่มีเขียนเป็นคำอ่านภาษาอังกฤษ มีแค่บทอธิบายว่ากลอนบทนี้หมายถึงอะไร อาตมาให้เขาร้องตาม…ส่วนมากเขาก็ชอบนะ เจอคนหนึ่งเป็นนักร้องโอเปร่า โอโห เสียงทำเหมือนเราเปี๊ยบ!”

ในปีแรกท่านเจ้าคุณบอกว่าท่านไม่ได้ไปไหนเลย ประจำอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เองและพานำชมเองทุกวัน แต่ 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีทีมงานที่ทำแทนได้ จึงเริ่มปล่อยวางได้ ยกเว้นเรื่องขับกลอนที่พวกเขายังต้องฝึกเพิ่มพอสมควร

ก่อนเข้าไปในโซนสุดท้าย ‘ใต้ร่มกาสาวพัสตร์’ หรือกุฏิที่เป็นไฮไลต์สำคัญของพิพิธภัณฑ์นี้ ท่านเจ้าคุณชี้ให้เรายืนโพสต์ถ่ายรูปกับ AR ข้างๆ ต้นชาหน้ากุฏิเสียก่อน โดนท่านเล่าว่า ต้นชาและต้นชมพู่หน้ากุฏินี้ถูกกล่าวถึงในรำพันพิลาป จึงทำให้รู้ว่าเป็นกุฏินี้เองที่ภิกษุภู่เคยจำวัดอยู่ ด้านในมีการจัดแสดงวัตถุโบราณที่เชื่อกันว่าท่านเคยใช้ในสมัยนั้น เช่น ตาลปัตรที่ทำจากใบตาล บาตร ปิ่นโต รวมไปถึงอัฐบริขารอื่นๆ ด้วย  

วัดเทพธิดารามวรวิหาร

“เราคิดว่าในอนาคตเราอยากจะให้สังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น ชาวบ้านรอบๆ วัด เด็กๆ รุ่นใหม่ อยู่ในโรงเรียนใกล้ๆ ก็อยากให้มาฝึกทำงานที่นี่ เป็นอาสาสมัครก็ดี มานำชมก็ดี เพราะเราเป็นวัดที่อยู่ในเขตพระนคร ที่นี่เป็นเขตการท่องเที่ยวเลย เรื่องอาหารการกินรอบๆ นี้ก็อร่อยระดับโลก มีทั้งเจ๊ไฝ มีผัดไทยทิพย์สมัย คอระฆัง ฯลฯ คือเราอยากให้ชุมชนมาสนใจ ส่งต่อให้เขา” 

ท่านเจ้าคุณฝากประชาสัมพันธ์ด้วยว่า ในงานวันสุนทรภู่ปีนี้ทางวัดจัดกิจกรรมร่วมกับชุมชน ในช่วงเช้ามีทำบุญให้ทานก่อน มีถวายเพลพระสงฆ์ 9 รูปร่วมกับแขกดาราคนดังมากมาย ช่วงบ่ายมีประกวดแต่งกลอน แต่งกายย้อนยุค วรรณกรรม วรรณคดี สุนทรภู่ แล้วก็ยังเชิญชาวบ้านที่เป็นแม่ค้ารถเข็นมาออกร้านฟรี ไม่เก็บค่าที่ด้วย

ก่อนจะกลับท่านเข้าไปในกุฏิเพื่อหยิบรางวัลการร่ายกลอนดีเด่นมาให้คนละหนึ่งชิ้น เป็นเข็มกลัดรูปองค์หญิงวิลาสพร้อมชื่อวัดเสร็จสรรพ ขณะที่ส่งมอบท่านบอกกับพวกเราว่าท่านอยากให้คนรุ่นใหม่มาย้อนดูว่าคนสมัยโบราณ ในยุคที่ไม่มีเทคโนโลยีให้ความบันเทิง ไม่มีทีวี ไม่มีซีรีส์ ให้ดูเหมือนทุกวันนี้ พอเขากลับบ้านมาจากการทำงานเหนื่อยๆ เขาก็ใช้โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน นี่แหละเป็นเครื่องบันเทิง มานั่งล้อมวงกันแต่งกลอน ดวลกลอนกัน เป็นวิถีชีวิตของไทยแต่เดิม ส่วนอีกอย่างคือเรื่องภาษาไทยที่อยู่กับคนไทยเรามานาน เราควรรู้วิธีใช้ภาษาอย่างไรให้สนุก แตกฉาน และได้ประโยชน์มากที่สุด

วัดเทพธิดารามวรวิหาร
วัดเทพธิดารามวรวิหาร

คำพูดของท่านทำให้เราตั้งข้อสังเกตว่ากาพย์กลอนในสมัยนั้นอาจจะไม่ต่างนักกับการแร็พในสมัยนี้กระมัง?

 “อาตมาว่ามันก็เป็นอะไรที่คล้ายๆ กันนะ คนชอบกันคนละแนว เป็นคนละอารมณ์ มีลักษณะพิเศษของเขา จะว่าไปสมัยที่สุนทรภู่แต่งกลอนเป็นนิยายเรื่องแรกก็โดนคนโจมตีมาก เพราะสมัยก่อนเขาจะแต่งกลอนก็เพื่อสอนธรรมะหรือเป็นโวหารจีบกัน แต่สุนทรภู่เป็นคนแรกที่บังอาจเอากลอนมาแต่งเป็นนวนิยาย คือ โคบุตร ซึ่งพอทำไปทำมากลายเป็นได้รับความสนใจมาก ด้วยเหตุผลหนึ่งคือ มีภาษาที่สลวยสวยเก๋และเนื้อหาที่มีจินตนาการ มันแฟนตาซี เหมือน แฮร์รี่ พอตเตอร์ นะ มีนางยักษ์ นางฟ้า หรือแม้กระทั่งมีการประยุกต์เหตุการณ์บ้านเมือง ตัวละครชาวต่างชาติอย่างนางละเวงเข้ามาด้วย มันเป็นความลงตัว ทันสมัยมาก” 

กว่าจะรู้ตัวอีกทีอาทิตย์ก็เริ่มจะลับฟ้าเสียแล้ว ท่านเจ้าคุณเดินออกมาส่งเราที่หน้าพิพิธภัณฑ์และกล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า “สุนทรภู่ never dies นะ…ถึงตัวตายแต่ผลงานท่านยังทำงานแทนเสมอ เราก็ต้องทำพิพิธภัณฑ์ของเราให้ไม่ตายด้วยเช่นกัน” 

AR

ทั้งวิสัยทัศน์ในการนำ AR มาใช้ก็ดี ทั้งการเล็งเห็นความสำคัญของชุมชนในการช่วยสืบสานก็ดี เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่านี่จะเป็นแนวทางที่ช่วยส่งต่อมรดกของสุนทรภู่ให้คงอยู่ไปได้ตราบนานเท่านาน แม้เราจะแต่งกลอนสดุดีให้ท่านไม่ได้ ก็ขอเป็นกำลังใจและฝากบทความสั้นๆ นี้ไว้ให้สักบทหนึ่งแล้วกัน

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

แจ้งเกิดในโลกใบใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 

“นี่ครับ ห้องเก็บงานของผม” โน้ต-วัจนสินธุ์ จารุวัฒนกิตติ ไม่ได้เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในห้องเก็บสะสมงานศิลปะตามปกติ แต่ระรัวนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ป้อนรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว และกดปุ่ม Enter หันหน้าจอมาทางเราเพื่อแสดงภาพแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังสีขาว แขวนผลงานศิลปะหลายชิ้น โดยมีชื่อ Mr.Palette เป็นเจ้าของสถานที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Oncyber 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังนั่งอยู่ (ในเชิงกายภาพ) กับคุณโน้ตที่แกลเลอรี่ Palette Artspace ในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม้เป็นแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ Palette Artspace ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยที่ตั้งทำเลทอง และการตกแต่งเรียบง่ายดูเป็นมิตร อีกทั้งโซนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มน่านั่ง 

การทำงานซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่และในโลกเสมือนควบคู่กันไปเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์การทำงานของแกลเลอรี่หลายแห่งในปัจจุบัน ว่าแล้วเราเลยถือโอกาสชวนคุณโน้ตพูดคุยถึงกระบวนการและประสบกาณ์ของเขา ให้เราได้รู้จักกับทิศทางของการซื้อขายศิลปะในโลกดิจิทัลมากขึ้น การขยับขยายจากภาพแขวนบนผนัง ไปสู่การเปิดประมูล NFT บนอินเทอร์เน็ตนั้น จะเป็นโอกาสทองอย่างที่หลายๆ คนฝันหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการฆ่าเวลาในช่วงโควิด-19 กันแน่  

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

สรรพสีสันบน Palette  

คุณโน้ตบอกเราว่า เขาใกล้ชิดศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อ (อุทัยพันธุ์ จารุวัฒนกิตติ) เป็นนักสะสม Erotic Art หลังจากรับช่วงดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของทางบ้าน คุณโน้ตคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นศิลปิน ภายหลังเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เขาได้พบเจอหลากหลายศิลปินที่รุ่นใหม่และรุ่นเก่าในวงการ จนได้ต่อยอดมาเปิดแกลเลอรี่ Palette Artspace เมื่อ ค.ศ. 2019 ในที่สุด 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT
เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

“ผมอยากให้พื้นที่ของ Palette Artspace ต่อยอดและสนับสนุนศิลปินคนไทยรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างงาน ได้มีโปรไฟล์ ทำพอร์ตไปสมัครงาน ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอได้เห็นความสำเร็จของน้องๆ ผมก็มีความสุขไปด้วย” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตมักสนใจคัดสรรและติดต่อศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาแสดงงาน จากนิทรรศการจบการศึกษา รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram สลับไปกับหยิบยืมผลงานของศิลปินระดับใหญ่ๆ มาจัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเปิดพื้นที่ได้ไม่นานนัก วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คุณโน้ตต้องขบคิดวิธีการไปต่อในฐานะแกลเลอริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่มาตรการของรัฐทำให้ไม่สามารถเดินดูงานในพื้นที่กายภาพได้ คุณโน้ตก็ได้แรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์อย่างน่าอัศจรรย์

การสร้างแกลเลอรี่ในโลกเสมือนจริง

“ครั้งแรกที่ผมเข้าไปเห็นคลิปใน YouTube ผมมั่นใจมากว่าผมต้องมี ผมเชื่อว่ามาถูกทาง” 

คุณโน้ตเล่าถึงวิดีโอคลิปหนึ่งที่อธิบายถึงการสร้างแกลเลอรี่ที่สามารถเอา ‘ตัวเรา’ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง และในอนาคต ผู้ใช้จะสื่อสาร คุยกันได้เหมือนที่เราแชตกันในเกม อาจมีการเลือกใส่เสื้อผ้า การซื้อไอเท็ม หรือมีบัตรผ่านเข้าสถานที่แต่ละแห่งในรูปแบบต่างๆ ลองจินตนาการว่า ถึงจะมีโควิด แต่เราก็มางานเปิดนิทรรศการศิลปะแบบสบายๆ ในมือถือกระป๋องเบียร์ เดินดูงานศิลปะอยู่ที่บ้าน กดลิงก์เพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์ของศิลปิน อ่าน Wall-Text แม้แต่จะซื้อหรือประมูลงานศิลปะก็ยังทำได้ และสำหรับเขา นั่นคือการทำลายกำแพงของโลกศิลปะในรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง 

“เราอาจยังไม่รู้เส้นทางของมันมากนัก แต่นับว่าเราเป็นคนแรกๆ ในไทยที่กล้าเดินเข้าไปในโลกใบนั้น” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตเล่าต่อว่าต้องขอบคุณแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Clubhouse ที่กลายเป็นแหล่งความรู้นอกกระแสจากทั่วทุกมุมโลกสำหรับเขา โดยวันหนึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสอยู่ร่วมในห้องแชตที่กำลังพูดถึงข่าวดังในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการกระชากหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะให้เปลี่ยนบทใหม่ อย่างการเผางานที่จับต้องได้และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ NFT (Non-fungible Token) โดยผู้ครอบครองผลงาน Morons (2006) ของ Banksy ได้จุดไฟเผาผลงาน และอัดคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงใน YouTube จุดประสงค์เพื่อให้งานออริจินัลที่จับต้องได้หายไป และนำผลงานชิ้นนี้ไปแขวนไว้ในเว็บไซต์ Opensea ในรูปแบบ NFT อีกด้วย

และนั่นคือครั้งแรกที่คุณโน้ตได้ยินคำว่า NFT

ศิลปะในฐานะทรัพย์สินดิจิทัล

เราขอให้คุณโน้ตอธิบายตลาดการวางขายงาน NFT ด้วยการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งคุณโน้ตอธิบายอย่างกว้างๆ ให้เห็นภาพว่า “เว็บไซต์ตลาดขายงานศิลปะ NFT ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ปูเสื่อขายได้คือ Opensea ต่อมาตลาดที่เรียกว่าเป็นห้างประจำจังหวัด คือต้องได้รับเชิญ (Invite) ศิลปินคือ Foundation และตลาดขายงานไฮเอนด์ที่ต้องได้รับเลือกจากภัณฑารักษ์ คือ SuperRare” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของวงการนั้นมาจาก Blockchain ที่ทำให้งานดิจิทัลอาร์ตมีมูลค่า เพราะการซื้อขายต้นฉบับนั้นจะถูกส่งต่อโดยตรวจสอบที่มาที่ไป และยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เรียกว่ามีความโปร่งใสและไม่สามาถทำสำเนาได้ ประกอบกับ Tokenization คือกระบวนการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยสร้าง Token เป็นตัวแทนของสิทธิหรือทรัพย์สิน อย่างงานศิลปะ Digital Artwork ก็แปลงเป็นโทเคนได้ 

NFT แปลตรงตัวว่าเป็นโทเคนในรูปแบบที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนแทนด้วยสิ่งอื่นได้ (Non-fungible Token) เหล่าแพลตฟอร์มตลาดการขายงานศิลปะอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Opensea, Foundation และ SuperRare จะทำการ Tokenize งานศิลปะดิจิทัลบนระบบ Ethereum Blockchain โดยผู้ครอบครองโทเคน จะได้รับใบรับรองความเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ 

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาซื้อผลงาน NFT นั้น จะถูกกำหนดโดยตลาดแต่ละแห่งด้วย (ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ Ethereum)    

“ในเชิง Business เอาจริงๆ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการเก็บสะสม ผมว่าใช่สำหรับยุคนี้” เขาเล่าถึงเส้นทางการขยับขยายสู่วงการศิลปะออนไลน์ด้วยความตื่นเต้น เริ่มจากทดลองเปิดงานนิทรรศการ 8 Bits จัดแสดงผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน โดยใช้แพลตฟอร์ม Cryptovoxels และอีกทั้งนิทรรศการ Love Distancing จัดแสดงผลงานของศิลปินนักเคลื่อนไหว วสันต์ สิทธิเขตต์ โดยการติดตั้งจอ LED ฉายภาพงานศิลปะจากในแกลเลอรี่ หันออกด้านนอกตัวอาคาร หวังให้ผู้ที่เดินขึ้นลงบันได BTS สถานีทองหล่อ มองเห็น แม้ว่าในช่วงเวลานั้น แกลเลอรี่จะเปิดให้เข้าชมตามปกติไม่ได้ แต่เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Palette Artspace ก็จะพบกับ QR Code ที่ยกสมาร์ทโฟนกดเข้าไปชมนิทรรศการเต็มรูปแบบได้ทางออนไลน์ 

 “พอเราทำนิทรรศการออนไลน์ งานศิลปะถูกส่งตรงไปถึงสายตาคนทั่วโลก มีคนสนใจ มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ พอเป็นข่าว ก็ยิ่งได้รับยอดเข้าชมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั้งโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้” คุณโน้ตเล่าให้ฟังถึงผลตอบรับของนิทรรศการล่าสุด คือ 2D Afterlife โดย แพน-จินห์นิภา นิวาศะบุตร นำเสนอภาพสีน้ำมันของตัวละครสมมติที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 50 ภาพ ผ่านแนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ โดยผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อตัวละครสมมติเหล่านี้ได้ ด้วยการวางดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ บนหิ้งหน้ารูปเคารพ และไว้อาลัยแก่การจากไปของผู้วายชนม์ ที่แท้จริงแล้วไม่เคยมีชีวิตอยู่

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน
การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

 นิทรรศการนี้จัดขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี่ขนานไปกับนิทรรศการออนไลน์ มียอดการเข้าชมทางออนไลน์มากกว่า 8,000 ครั้ง ไต่ระดับขึ้นมาเป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในสัปดาห์แรกที่เปิดงาน ตัวเลขนี้ทำให้คุณโน้ตมองเห็นว่า Palette Artspace ยังคงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล-The Sandbox 

งานเหล่านั้นคือจุดเริ่มของ Virtual Exhibition ที่คุณโน้ตสนใจ แต่ไม่นานนักเขาเรียนรู้ว่าแพลตฟอร์ม Artsteps.com มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องจัดแสดง ต้องรื้อลบผลงานเก่าออกหากต้องการจะจัดแสดงงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแสดงผลงานศิลปะของคุณโน้ต เขาไม่ต้องการจะลบนิทรรศการใดๆ ออกจากโลกเสมือนจริงแม้แต่งานเดียว 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“หลังจากที่เริ่มทำนิทรรศการออนไลน์บน Artsteps ผมเริ่มขยับไปซื้อที่ดินใน The Sandbox ผมอยากมีพื้นที่ของตัวเอง พอมาศึกษาดีๆ หลังจากที่ซื้อไปแล้วก็เพิ่งค้นเจอว่า กว่าเว็บไซต์จะเปิดใช้งานได้เต็มร้อยคือปีหน้า (ค.ศ. 2022) ผมเลยได้โอกาสซื้อที่ดินตอนราคายังไม่สูงมาก ล่าสุดได้ยินมาว่าราคาขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปในตัว ซึ่งพอถึงวันที่ใช้พื้นที่ได้จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ทำแบบที่ฝันไว้รึเปล่า” 

คุณโน้ตหัวเราะเบาๆ ใต้หน้ากากอย่างอารมณ์ดี แสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ไม่หวังผลกำไรปุบปับ เขาบอกเราว่าในโลกออนไลน์นี้ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ ความเป็นไปได้นั้นยังอีกมาก และเราทุกคนคงต้องศึกษาลองผิดลองถูกกันไปอีกสักพัก

เรื่องที่ต้องรู้และความโปร่งใสในตลาดค้างานศิลปะ

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมของ Palette Artspace สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

เมื่อถามว่าเขามีอะไรจะบอกผู้สนใจเข้าวงการซื้อขายศิลปะออนไลน์บ้าง คุณโน้ตได้ให้คำแนะนำเรามากมาย อาทิ การซื้อขาย NFT นั้นมีทั้งการขายแบบเสนอราคาและการขายแบบประมูล ซึ่งการเสนอราคา ศิลปินสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความพอใจ แถมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะถูกบันทึกเอาไว้ ทำให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะชิ้นนั้นและต้องการซื้อ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของราคางาน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกศิลปะแห่งความเป็นจริง ที่การตั้งราคาซื้อขายชิ้นงานนั้นเป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อนตามกลไกของวงการตลาดศิลปะ ดีลเลอร์และภัณฑารักษ์ ยากที่คนภายนอกจะรู้

ทว่าในตลาดออนไลน์ เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของงานศิลปะแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดโดยตัวศิลปินเอง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าอาจไม่เปิดเผย หากผู้ซื้อยังไม่กดชำระเงิน การซื้องานศิลปะ NFT จึงคล้ายกับการเสี่ยงดวง อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปรากฏให้เห็นภายหลังการซื้อ เช่น ผู้ซื้ออาจได้รับผลงานชิ้นจริงไปด้วยหลังจากซื้อชิ้นงาน NFT 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทราบคือค่าแก๊ส (Gas Fee) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บไปพร้อมๆ กับการซื้อขายผลงานศิลปะ คล้ายกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ คุณโน้ตยกตัวอย่างว่า “งานศิลปะในรูปแบบ NFT บางชิ้น มีค่า Gas Fee สูงกว่าสองเท่าของราคางาน” ดังนั้น นอกเหนือจากรสนิยมในการสะสมงานแล้ว การซื้องานศิลปะ NFT จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าใครคือศิลปิน และเขามีทิศทางในการสร้างงานอย่างไร งานของเขาลอกใครมาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ห้องเก็บงาน’ พื้นที่ในโลกเสมือนจริงที่เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจเข้ามาชมคอลเลกชันส่วนตัว หรือผลงานศิลปะ NFT ที่เราซื้อมาจากในตลาดดังกล่าว เราอาจสร้างเป็นช็อปเพื่อขายงานต่อ หรือจัดแสดงให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาเที่ยวชม หรือสุดแล้วแต่ที่เราจะออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ณ ขณะปัจจุบัน

The New Chapter of Digital Art 

ก่อนจากกัน เราถามคุณโน้ตถึงแนวคิดในอนาคตของวงการศิลปะ 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“การกระจายอำนาจจากจุดศูนย์กลาง (Decentralize) กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคสมัย ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ทุกคนเป็นศิลปินได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง”  คุณโน้ตตอบ “ในแง่หนึ่ง ข้อดีของ NFT คือการที่คนในโลกศิลปะได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น ได้เข้าใจมุมมองและจุดที่ต้องการการสนับสนุนและเชื่อมต่อสู่โลกภายนอก ที่สำคัญ งานศิลปะในรูปแบบ NFT เหมือนเป็นบัตรเชิญที่ชวนให้โลกทั้งใบหันมามองเห็นฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และตามหารากของศิลปะไทยมากขึ้นกว่าเดิม” 

ใครสนใจชมนิทรรศการล่าสุดของ Palette Artspace แวะไปได้ที่พื้นที่ทางกายภาพ ติดทางออก 3 BTS ทองหล่อ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 18.00 น. (นัดล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ : 06 1417 4000 ) หรือเข้าชมในโลกเสมือนที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม www.palettebkk.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load