เขียนเรื่องนี้ด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากไอร้อนของประเทศเรา ในอิตาลีตอนนี้ยังไม่ร้อนหรอก อากาศดีด้วยซ้ำ จะร้อนเอาจริงจัง สิงหาฯ โน่น แล้ว เมื่อเอย เมื่อนั้น เราก็จะได้เจออิตาเลียนเต็มเมืองไทย ส่วนจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น หรือหนีเสือปะจระเข้นั้น ก็แล้วแต่จะคิดกันไป

หน้าร้อนในอิตาลีนั้น นับคร่าว ๆ เอาช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม อย่าลืมว่าอิตาลีมี 4 ฤดู ฤดูละ 3 เดือน คูณ 4 ก็ 12 เดือน พอดิบพอดี

พอย่างเข้าหน้าร้อน อิตาเลียนก็จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งท่าจะเตรียมเที่ยวกันท่าเดียว เรื่องวางแผนเที่ยวน่ะเหรอ บางบ้านวางกันเป็นปี หาไม่แล้วที่พักหรืออะไรต่ออะไรก็จะเต็มเอา

ในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม อย่าได้ติดต่อธุรกิจ เพราะมักจะไม่ได้รับการตอบรับ จะทำอะไรให้รีบทำเสียตอนนี้ หรือไม่อีกทีก็เริ่มชีวิตกันใหม่ต้นเดือนกันยายน… ไม่ได้ฟังดูเหมือนโหราพยากรณ์เกินไปใช่ไหม

จะดึงดันไปเที่ยวอิตาลีช่วงนั้นเหรอ เอาซี่… (เสียงสูงมาก) ถ้าคิดว่ายังร้อนในไทยไม่พอ แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะของ Sales ช่วงกรกฎาฯ ก็ล่อตาล่อใจอยู่ใช่หยอกเสียเมื่อไหร่ แต่ถ้าไปช่วงเดือนสิงหาคมนั้น มีแนวโน้มสูงว่าจะได้พบเมืองร้าง หากคิดว่า ดีสิ เมืองจะได้สงบ ๆ ก็ให้นึกด้วยว่า ร้านอาหารใด ๆ ก็อาจจะปิดด้วย เราก็อาจจะต้องต้มมาม่ากินอย่างสงบ ในโรงแรมอันแสนสงบไปด้วยเช่นกัน

สรุปว่า คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมายนั่นเอง (โถ พระหมายของโยม โดนอีกแล้ว) เมื่อคนไม่อยู่ จะเปิดร้านไว้ทำไม ก็ถือโอกาสนี้ไปเที่ยวด้วยสิ

หยิบยืมเงินเที่ยว

การเที่ยวแต่ละครั้งใช้เงินจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะ อาจารย์ชาวอิตาเลียนเคยบอกว่า บางคนถึงกับหยิบยืมเงินคนใกล้ตัวเพื่อไปเที่ยว ร้อนถึงนักเรียนไทยผู้ไม่เข้าใจความคิดนี้เลย ถามว่า ทำไมไม่รอให้มีเงินแล้วค่อยไปเที่ยวละ อาจารย์บอกว่า “เพราะหน้าร้อนไม่เคยคอยใคร”

คำกล่าวสั้น ๆ ถึงแม้จะไม่สามารถอ้างถึงอิตาเลียนในภาพรวมได้ แต่สะท้อนให้ตระหนักได้ว่า ความแตกต่างระหว่างเรากับเขาอย่างหนึ่งคือ ฤดูกาลที่ชัดเจน สำหรับเรา ไปหน้าไหนก็คงไม่ต่างกันเท่าใดนัก ไม่สิ พอถึงหน้าหนาวเราก็เต้นหรับ ๆ ขยับเตรียมขึ้นเหนือเหมือนกันละ

กลับมามองเขาบ้าง ถ้าเขามีเงินในช่วงที่อากาศไม่ดีล่ะ ถ้ามีเงินในช่วงที่ลูก ๆ เปิดเทอมล่ะ ฯลฯ การไม่ไปเที่ยวหน้าร้อนก็คือ สูญเสียวันเวลาพักผ่อนไป 1 ปีนั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อตอนอิตาลีคิดจะปิดประเทศช่วงโควิดนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่คนอิตาเลียนจะเดือดเนื้อร้อนใจได้มากเท่ากับตอนที่กลัวว่า หน้าร้อนจะไม่ได้เที่ยว

ความร้อนแบบอิตาเลียน

ความร้อนของฤดูร้อนในอิตาลีหรือในยุโรปนั้น ยากแท้หยั่งถึง เรา ซึ่งถึงไม่ชอบแต่ก็แอบขิงคนทั้งโลกว่า เรามีหน้าร้อนที่ร้อนที่สุด ร้อนราวกับซ้อมตกนรกก็มิปานนั้น เมื่อเปรียบกับร้อนแบบอิตาลี เป็นความร้อนกันคนละแบบ

อิตาลีเวลาร้อนจัด ๆ จะร้อนแบบซาวน่า คือ แห้ง ๆ แผดเผา ในขณะที่ของไทยร้อนแบบห้องอบไอน้ำ เหงื่อตกเผาะ ๆ ๆ ตัวเหนียวหนุบหนับตลอดเวลา แต่ที่ทำให้หน้าร้อนในอิตาลีดูสิ้นหวังไปกว่า คือ เราโผไปหาความเย็นที่ไหนไม่ได้เลย ห้างก็ไม่ได้ใหญ่โตให้เราเดินแช่แอร์ได้ (อิตาเลียนเองก็ไม่ค่อยมีนิสัยชอบเดินห้าง) ร้านต่าง ๆ ถ้าไม่ใหญ่จริงก็ไม่มีแอร์

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
ภาพ : www.italymagazine.com

แล้วคลายร้อนกันอย่างไร

สมัยนี้ที่ไหนก็คงมีแอร์ แต่โดยทั่วไปสิ่งแรกที่ทำคือ เปิดประตู เปิดหน้าต่าง ให้ลมเข้า สมัยที่เรียนอยู่ในยุคต้น 90 ก็เป็นอย่างนั้น พอถึงหน้าร้อน โรงเรียนก็เปิดหน้าต่าง วันดีคืนดีคงเห็นว่าทั้งเด็กทั้งครูหน้าโรยกันไปตาม ๆ กัน ก็ซื้อพัดลมมาให้ตัวนึง นับว่าน่ารักมาก ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างชาติแห่งเมืองเซียน่ามา ณ ที่นี้ด้วย

ในยุคเดียวกัน บนรถก็เปิดหน้าต่าง ทั้งรถเมล์ รถไฟ โรงภาพยนตร์หลายแห่งปิดหน้าร้อน แต่ก็ทำให้เกิดความโรแมนติกในหลาย ๆ ที่ กล่าวคือ มีการจัดหนังกลางแปลง อย่างเช่นที่เมืองเซียน่า จัดฉายหนังกลางแปลงกันบนโรงละครโบราณ ที่ป้อมปราการของเมืองกันเลยทีเดียว

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
หนังกลางแปลงที่เซียนา
ภาพ : www.radiosienatv.it
คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
สถานที่ฉายหนังยามที่ไม่มีหนัง มันคือโรงละครโบราณ
ภาพ : www.gazzettadisiena.it

พัดลมของพี่ ส.ว.

ขอแทรกเรื่องส่วนตัว ย้อนไปเมื่อปี 1992 อันเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักความร้อนของอิตาลี บ้านที่ฉันพักอยู่นั้น มีพี่คนไทยอยู่พร้อมกับแฟนอันเป็นหนุ่มหล่อลูกผู้มีอันจะกินจากทางใต้ของอิตาลี ให้ชื่อภาษาไทยยามเม้าต่อหน้าและลับหลังว่า พี่ ส.ว.อันย่อมาจาก Salvatore ซึ่งเจ้าตัวก็รู้ พูดชื่อนี้ทีไรหันขวับทุกที

พี่ ส.ว. รักแฟนมาก เมื่อสาวเจ้าบ่นว่าร้อน พี่ ส.ว. ได้ซื้อของที่ไม่ได้มีกันทุกบ้านมาให้ตนเองและแฟน นั่นคือ พัดลม

วันที่พี่ ส.ว. ถือพัดลมเข้าบ้านมานั้น คนข้างบ้านและผู้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยต่างมองตามอย่างตื่นเต้น มองตามตั้งแต่ประตูเข้าบ้านไปจนพี่ ส.ว. เปิดพัดลมให้มันส่ายหน้าไปมา ทุกคนทำหน้าเหมือนกลัวห้องจะพองลม

จะว่าไป พัดลมก็ไม่ได้แพงอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคิดว่าในปีหนึ่งจะได้เปิดแค่ราว 2 เดือน กับอีกอย่าง ลมที่ออกมาก็ไม่ค่อยต่างจากไดร์เป่าผมขนาดใหญ่สักเท่าไหร่ ก็ดูเป็นของฟุ่มเฟือยนิด ๆ สำหรับคนอิตาเลียน ทั้งนี้ไม่นับทางใต้ที่อุณหภูมิสูงกว่าทางเหนือ พัดลมก็อาจะไม่ได้เป็นของหายากเท่า

ของกินหน้าร้อน

ย่อมไม่ใช่ข้าวแช่ที่เอามาเข่นกันว่าของใครของแท้ คนไหนของปลอม คนนี้เจ้า คนนั้นไพร่

แน่นอน ไอศกรีมย่อมมาแรงโดยไม่ต้องเสียเวลาบรรยาย แต่อีกอย่างคือ ‘กรานีตา’ (granita) ต้นตำรับต้องของเกาะซิชีเลีย มันก็คล้าย ๆ น้ำผลไม้แช่เย็นจนขึ้นเกล็ดนั่นล่ะ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
กรานีตามะนาว
ภาพ : calabrianelpiatto.it

ส่วนผลไม้หน้าร้อนของอิตาลี ได้แก่ เชอรี่ สตรอเบอรี่ มะเดื่อ (Fig) แอปริคอต เนสโปลา (Nespola ในภาษาอิตาเลียน ชื่ออังกฤษคือ Medlar) ลูกพลัม พีช แตงโม เบอรี่ต่าง ๆ (อิตาเลียนเรียกรวม ๆ ว่า ผลไม้สีแดง) เมล่อน เป็นอาทิ

คลายร้อนตอนซัมเมอร์แบบคนอิตาลี อย่างที่คนเมืองร้อนอย่างเรานึกไม่ถึง
เนสโปลา
ภาพ : www.cedior.com

ส่วนผลไม้อีกอย่างที่จะโผล่มาตอนหน้าร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่ผลไม้อิตาเลียนหรอกนะ คือ มะพร้าว ขายชิ้นละราว ๆ 1 ยูโร การจัดวางของการขายมะพร้าวนี้เหมือนกันทุกแห่งคือ เรียงรายเป็นชั้นอยู่ในน้ำพุขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวทั้งอิตาเลียนและไม่อิตาเลียน ชอบซื้อเอามาขบกิน ใช่ ต้องขบ หรือไม่ก็เอากระต่ายมาขูด เพราะหน้าตาดูแก่ห้าวเหลือเกิน เหมาะแก่การนำไปคั้นกะทิต้มสายบัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : www.afar.com

ของกินที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ไม่ได้มีเพียงผลไม้เท่านั้น ตามร้านขายเครื่องดื่ม (Bar) เครื่องดื่มบางอย่างก็จะมีขายเฉพาะช่วงหน้าร้อนเช่นกัน เช่น ชาพีชเย็น นมอัลมอนด์เย็น ปัจจุบันทุกอย่างมีขายเป็นกล่องหมดแล้ว แต่ถ้าจะกินแบบสด ๆ กดจ๊อกใส่แก้วแบบน้ำเก๊กฮวยตามตู้แช่หน้าร้านขายยาในเมืองไทย ต้องรอหน้าร้อนเท่านั้น หมดหน้าร้อน เก็บเรียบ อยากกินต้องทำเอง

คนอิตาเลียนไปไหนช่วงหน้าร้อน

โดยทั่วไปแล้ว ยุคก่อนโควิด สถิติบอกว่า คนอิตาเลียนนิยมเที่ยวในประเทศมากกว่านอกประเทศ ในประเทศก็ได้แก่ เกาะซาร์เดนยา (Sardegna) เกาะซิชิเลีย (Sicilia) แคว้นปูลเยีย (Puglia) ที่อยู่ตรงส้นรองเท้าบูต นอกประเทศก็ได้แก่ หมู่เกาะเล็ก ๆ แถวสเปน สรุปว่าโดยส่วนใหญ่ไม่ไปไหนไกล น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทางนั่นเอง เพราะเวลาไปทีก็ยกกันไปทั้งครอบครัว

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
เกาะซาร์เดนยา
ภาพ : www.worldatlas.com

แต่ในปี 2020 มหาวิทยาลัยคูซาโน (Università Cusano) ได้ทำวิจัยซึ่งก็อิงกับสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี (Istat) ออกมาว่า คนอิตาเลียนในท่องเที่ยวน้อยลงมาก และนิยมเที่ยวกันอยู่แต่ในแคว้นที่ตัวเองอยู่ การเที่ยวก็เป็นไปเพื่อพักผ่อนหย่อนใจจริง ๆ การเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ดูโบสถ์ ดูพิพิธภัณฑ์น้อยลงไม่ใช่แค่กว่าเดิม แต่ลดลงอย่างฮวบฮาบ

เหตุผลหลักของการไม่เที่ยว คือเรื่องเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง การกลัวโควิดมาเป็นอันดับสอง ส่วนถ้าจะออกไปเที่ยวนอกแคว้นนั้น แคว้นที่คนอยากไปที่สุดสองแคว้นคือ แคว้นทัสกานีและแคว้นปูลเยีย ที่ได้กล่าวไปแล้ว

แต่มีสถานที่อีกแห่ง ที่เชื่อว่า หากถามวัยรุ่นอิตาเลียนจะต้องติดโผอย่างแน่นอน คือ รีมีนี (Rimini)

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
รีมีนี 
ภาพ : it.hotels.com

รีมีนี เป็นเมืองที่มีชายหาดกว้าง ยาว ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอิตาลี อยู่ในแคว้นเอมิเลีย-โรมัญญา (Emilia-Romagna) แล้วก็มีเมืองอื่น ๆ ในละแวก เช่น เชเซนาติโค (Cesenatico) อันเป็นฉากของซีรีส์ Netflix เรื่อง ‘Summertime’ ใครอยากพอเห็นภาพวัยรุ่นอิตาเลียนในช่วงหน้าร้อนริมหาด ขอแนะนำให้ดูเรื่องนี้ เพลงเพราะ นางเอกหน้าเก๋มาก

วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : cdn.shopify.com
วิธีดับร้อนของชาวอิตาลีในช่วงซัมเมอร์ เขาทำอะไร ไปเที่ยวไหน กินอะไร และคลายร้อนกันยังไง
ภาพ : movieplayer.it

จริง ๆ แล้ว เคยคิดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปเริงร่าอยู่ริมหาดกับคนอิตาเลียน

แต่ไม่กล้าเสี่ยงเลย

โควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่กลัวกว่านั้นคือ

ขากลับ จะไม่ยอมกลับด้วยน่ะสิ

แหล่งข้อมูล 

www.unicusano.it/blog

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ในประวัติศาสตร์ของประเทศอันยาวนานหลายพันปี สืบไปได้ถึงยุคโรมันหรือก่อนหน้านั้น ล้วนมีผลต่อวิถีชีวิต การคิดอ่านของคนอิตาเลียนในปัจจุบันอย่างยากที่จะแยกออกว่า อันไหนมาจากยุคใดบ้าง

หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์อิตาลี ที่ยังหลงเหลืออนุสรณ์สถาน ความรักชาติ ความชิงชัง ความเจ็บช้ำน้ำใจให้เราสัมผัสได้ในปัจจุบัน คือ บาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และบุคคลที่คนอิตาเลียนพร้อมใจกันกล่าวโทษ นั่นคือ เบนีโต มุสโสลินี (Benito Mussolini)

มุสโสลินีเป็นใคร เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 1922 – 1943 ระยะเวลาราว 20 ปีนี้ ในประวัติศาสตร์อิตาลีเรียกว่า ‘ยี่สิบปีแห่งฟาชิสต์’ (Il ventennio fascista) อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 1939 – 1945 นั่นเอง

การพาประเทศไปแพ้สงครามนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ความเกลียดชังนั้นเริ่มมาตั้งแต่การที่มุสโสลินีพาประเทศอันเพิ่งสะบักสะบอมมาจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว

ทำไมถึงโทษมุสโสลินีอยู่คนเดียว

เพราะเขาเป็นเผด็จการ เปล่า ไม่ได้กล่าวหาว่าร้ายลอย ๆ เขาเองนั่นล่ะที่เป็นคนประกาศตนว่า เขาจะเป็นเผด็จการล่ะนะ

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://commons.wikimedia.org

มารู้จักมุสโสลินีกันหน่อยเป็นไร

ชื่อที่เราคุ้นว่ามุสโสลินีนั้นจริง ๆ คือนามสกุล ชื่อจริงของเขานั้น ยาวอีกนิดก็กรุงเทพฯ แล้ว คือ เบนีโต อมัลคาเร อันแดรฺอา แล้วก็ตบท้ายด้วยนามสกุล มุสโสลินี

ชื่อทั้งหมดนี้มีที่มาทั้งสิ้น พ่อของเธอซึ่งยังชีพด้วยการเป็นช่างเหล็กนั้น เป็นคนมีความคิดทางสังคมนิยมที่รุนแรงมาก ชื่อที่เรียงเป็นตับวิวาห์พระสมุทรนั้น มาจากรายนามของนักการเมืองแนวสังคมนิยมทั้งในและนอกประเทศอิตาลีทั้งสิ้น แต่พอใช้จริง ๆ ก็เหลือแค่เบนีโต ซึ่งเป็นชื่ออดีตผู้นำของเม็กซิโกเท่านั้น ด้วยความที่ไม่ใช่ชื่ออิตาเลียนนี้ จึงมีผู้เรียกผิดเรียกถูกว่า เบเนเด็ตโต อันเป็นชื่อที่สามัญกว่าสำหรับคนอิตาเลียน

มุสโสลินีเรียนเก่ง แต่เป็นคนเกเรชอบความรุนแรงแต่เล็ก ในวัยเด็กเคยแทงเพื่อนอย่างน้อยก็ 2 ครั้ง เปล่า ไม่ใช่ 2 จึ้ก แต่ 2 คน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง จึงทำให้เขาได้ทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ อันเป็นที่ซึ่งเขาแสดงความคิดทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ หนังสือพิมพ์ที่เขาทำแต่ละแห่งนั้น ล้วนเป็นหนังสือพิมพ์ของพวกสังคมนิยมทั้งสิ้น

ในวัยหนุ่ม ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หนังสือพิมพ์ที่เขาทำงานและพรรคสังคมนิยมที่เขาสังกัดอยู่นั้นยึดแนวเป็นกลาง แต่มุสโสลินีกลับออกไปเดินขบวนสนับสนุนสงคราม จึงทำให้เขาถูกขับออกจากวงโคจรของสังคมนิยมทั้งหมด แล้วไม่นาน อิตาลีก็เข้าสงคราม มุสโสลินีได้สมัครเข้าร่วมรบสมใจ แต่ก็บาดเจ็บกลับออกมา

จากการผ่านสงคราม จากการอกหักจากสังคมนิยม และจะด้วยอะไรอีกก็ตาม มุสโสลินีคิดว่า อิตาลีควรจะต้องมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ มุสโสลินีได้กลับมาทำงานในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง และได้แสดงความคิดเห็นของตนไปอย่างกว้างขวาง มุสโสลินีเบื่อความจอมปลอมของประชาธิปไตย มีความคิดว่าการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งไร้สาระ และอาจมองไม่เห็นทางในการฟื้นฟูประเทศด้วยวิธีแบบเดิม ๆ และฝักใฝ่ในทางการนำประเทศอย่างดุดันเหี้ยมหาญประหนึ่งชาวโรมัน เขาได้ก่อตั้งขบวนการขึ้นมาขบวนการหนึ่ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนมากมาย ในไม่กี่ปีขบวนการที่เขาคิดก่อตั้งก็มีผู้ร่วมด้วยช่วยกันเรือนแสนจากทั่วประเทศ และเป็นขบวนการที่มีบทบาทสำคัญมากในประวัติศาสตร์ นั่นคือ ขบวนการฟาชิสม์ (Fascism)

ฟาชิสม์ หรือ พวกฟาชิสต์ ตั้งมาจากคำว่า Fascio ซึ่งหมายถึงขวานโบราณของชาวโรมันที่มีด้ามจับเป็นกิ่งไม้พันรวมหนักแน่น อันเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี มุสโสลินีผู้มีวาทศิลป์อันน่าทึ่งได้ปลุกระดมเชิญชวนผู้คนให้ร่วมแนวคิดของตน อันจะนำประเทศไปสู่ความเกรียงไกรเฉกเช่นจักรวรรดิโรมันในอดีต ผู้คนเข้าร่วมกันมากมาย และเรียกมุสโสลินีด้วยคำว่า ดูเช (Duce) อันมาจากคำว่า Dux ในภาษาละตินที่แปลว่า ผู้นำ นั่นเอง

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : https://it.cleanpng.com

สภาพอิตาลีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ถึงแม้จะอยู่ในฝ่ายผู้ชนะสงคราม แต่ก็บอบช้ำสะบักสะบอมเต็มที รัฐบาลของ พระเจ้าวิตตอริโอ เอ็มมานูเอเลที่ 3 ก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในที่สุดวันหนึ่งในปี 1922 มุสโสลินีก็บัญชาการทัพฟาชิสต์ของตนให้เดินตบเท้าเข้าสู่โรม (Marcia su Roma) พระเจ้าวิตตอริโอกลัวว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง บีบให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก แล้วเชิญมุสโสลินีซึ่งนั่งยิ้มอยู่ที่มิลาน ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และนั่นคือจุดเริ่มของ 20 ปีแห่งฟาชิสม์

อิตาลี 20 ปีในมือมุสโสลินี จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์กับความบอบช้ำที่ยังเหลือถึงตอนนี้
ภาพ : www.britannica.com

สิ่งแรกที่มุสโสลินีทำคือเปลี่ยนรัฐสภาให้มีพรรคเดียวคือพรรคของตน กวาดล้างพวกสังคมนิยมออกไปด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนรุนแรง แล้ววันหนึ่งก็ประกาศกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปว่า ตนจะปกครองแบบเผด็จการละนะ

จากนั้นก็เป็นกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ เพราะเมื่อมีผู้นำคนเดียวแล้ว ก็ต้องทำให้คนรักและศรัทธา ช่วงนี้มุสโสลินีออกงานหนักมาก ไม่ได้ไปตัดริบบิ้นปล่อยลูกโป่งอย่างที่คิด หากแต่ลงไม้ลงมือทำทุกสิ่งอัน ถอดเสื้อโชว์ความแข็งแกร่ง เกี่ยวข้าว สงฟาง ฯลฯ แน่นอนทุกงานมีวิดีโอถ่ายไว้ แล้ววิดีโอเหล่านี้ละที่นำเอาไปฉายตามโรงหนังหรือชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้คนเชื่อว่าการปกครองแบบนี้แสนดีหนักหนา ผู้นำก็แสนจะเข้มแข็งอบอุ่น เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย อะไรประมาณนั้น

ภาพ : www.udinetoday.it

ย้อนไปยังปณิธานที่หาญมุ่งของมุสโสลินี เขาบอกว่าจะให้อิตาลีเกรียงไกรเหมือนอาณาจักรโรมัน ก็จะเป็นอาณาจักรได้อย่างไรหากไม่ขยายอาณาเขต อย่ากระนั้นเลย จำเราจะต้องไปบุกเอธิโอเปียดีกว่า ซึ่งก็ได้มาเป็นเมืองขึ้น แต่แลกด้วยทั้งเงินทั้งชีวิตของทหารที่หมดไปกับสงครามซึ่งไม่ควรจะเกิดเลย

การกระทำของมุสโสลินีเป็นที่เฝ้าสังเกตของผู้นำจากหลายประเทศ บ้างก็มองด้วยความชื่นชม หนึ่งในนั้นคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้เฝ้าเพียรติดต่อขอมาดูงานที่อิตาลี ในที่สุดมุสโสลินีก็ให้มาอย่างเสียไม่ได้ ฮิตเลอร์ประทับใจในการปกครองของมุสโสลินีมาก และได้นำแนวคิดหลายอย่างกลับไปใช้ที่เยอรมนีของตน ที่เห็นเด่นชัดคือ ท่าทักทายแบบนาซี ซึ่งก็เอามาจากท่าทักทายของพวกฟาชิสต์นั่นเอง

ภาพ : www.britannica.com

แต่ในขณะที่กองทัพเยอรมันเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ กองทัพของมุสโสลินีกับย่ำแย่ลงทุกที ไปรบที่ไหนก็หนีญญ่ายพายจแจ้น (แตกกระจัดกระจายจากหมู่) ไปเสียหมดสิ้น ในที่สุดวันหนึ่ง มุสโสลินีก็ไปเยือนเยอรมนีแล้วก็หน้าตึงกลับมา เพราะเมื่อเห็นแสนยานุภาพของกองทัพเยอรมันแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองไม่ใช่พระเอกของมหากาพย์เรื่องนี้แล้ว

รวบรัดตัดความ เยอรมันทำสงครามโลกครั้งที่ 2 อิตาลีเงื้อง่าราคาแพงอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เข้าร่วมจนได้ทั้งที่ไม่พร้อมอะไรเลย ผู้กุมบังเหียนของการศึกคือฮิตเลอร์ ส่วนมุสโสลินีได้แต่เป็นผู้ตาม ในที่สุดเมื่อฝ่ายพันธมิตรอันมีสหรัฐอเมริกาบุกเข้าอิตาลี รัฐบาลอิตาลีก็ต้องตัดสินใจคิดการใหญ่แล้ว นั่นคือ คนในพรรคพร้อมใจกันปลดมุสโสลินีออกจากตำแหน่ง แล้วส่งตัวแทนไปเซ็นสัญญาสงบศึกในปี 1943 นับเป็นจุดสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของฟาชิสต์และมุสโสลินี

ไม่ เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ ตายเหรอ ยัง มุสโสลินีถูกนำไปกักตัวยังที่ลับ แต่เยอรมันบุกไปชิงตัวได้ (ลับยังไง) แล้วก็ให้มุสโสลินีตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดโดยมีฮิตเลอร์เป็นเบื้องหลัง ความปั่นป่วนนี้มีอยู่ได้สัก 2 ปี ในที่สุดมุสโสลินีก็ถูกพวกต่อต้านฟาชิสต์จับ และสำเร็จโทษโดยการยิงแล้วนำศพไปยังมิลาน ภาพจำสุดท้ายของคนอิตาเลียนที่มีต่อมุสโสลินีคือ การถูกแขวนห้อยหัวลงมากลางจัตุรัสแห่งหนึ่งในเมือง และข่าวนั้นเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮิตเลอร์ตัดสินใจยิงตัวเองตาย

ภาพ : www.britannica.com

ถามว่ามีอะไรบ้างไหมที่มุสโสลินีทำไว้นอกเหนือจากการพาคนไปตาย ก็ต้องบอกว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เขาทำไว้ ก็คือการให้วาติกันเป็นรัฐอิสระนั่นเอง

ภาพ : www.wikiwand.com

ปัจจุบัน ฟาชิสต์และมุสโสลินีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึง กระนั้น ณ บ้านเกิดของเขา ที่เมืองเปรดัปปิโย (Predappio) ก็ยังทำเป็นพิพิธภัณฑ์ คนอิตาเลียนไม่กลบประวัติศาสตร์ อะไรเกิดก็ต้องเรียนรู้กับมัน การฝังกลบไม่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้

สำหรับคนอิตาเลียนในปัจจุบันนี้ เมื่อนึกถึงมุสโสลินี ก็มักจะพูดออกมาอย่างขำ ๆ ว่า 

“อ้ะ อย่างน้อยรถไฟตอนนั้นก็ตรงเวลา”

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load