23 กุมภาพันธ์ 2562
24 K
The Cloud x K Bank Live

 

คนรักช็อกโกแลตมารวมกันตรงนี้

ถ้าคุณเป็นแฟนช็อกโกแลตตัวจริง เราเชื่อว่าช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคุณคงได้เห็นช็อกโกแลตใหม่ๆ ชื่อยี่ห้อไม่คุ้นหูแต่อยู่ในแพ็กเกจจิ้งสวยงามผ่านตามาบ้าง เพราะเทรนด์ขนมที่กำลังมาแรงในปีนี้คือช็อกโกแลตสัญชาติไทยนี่เอง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเพิ่งมาฮอตเอาตอนนี้ ในเมื่อเรากินช็อกโกแลตกันมาหลายสิบปีแล้ว The Cloud Studio เปิดตัวครั้งแรกในช่วงก่อนวันวาเลนไทน์ เราจึงถือโอกาสพาทุกคนมาทำความรู้จักกับช็อกโกแลตสัญชาติไทยกันแบบครบรสและครบทุกกระบวนการ

The Cloud Studio 01 : Chocolatier เป็นกิจกรรมที่ The Cloud และ KBank Live ชวนผู้อ่านมาเปิดประสบการณ์และประสาทสัมผัสใหม่ ด้วยการการชิมและลงมือทำช็อกโกแลตวาเลนไทน์ด้วยตัวเองกับ ‘bean blah blah’ กูรูช็อกโกแลต และกาดโกโก้ (Kad Kokoa) แบรนด์ช็อกโกแลตไทยแท้ที่มีองค์ความรู้เรื่องช็อกโกแลตครบเครื่อง ตั้งแต่การปลูกต้นโกโก้จนถึงการแปรรูปช็อกโกแลตหลากหลายรูปแบบ

ช็อกโกแลต, โกโก้

ในฐานะคนที่มีช็อกโกแลตเป็นที่พึ่งทางใจยามเหนื่อยล้า และมอบตำแหน่งให้เป็นขนมหวานอันดับ 1 ในใจตลอดกาล เราตื่นเต้นมากที่จะได้เรียนวิชาช็อกโกแลตจริงๆ เป็นครั้งแรก เพราะถึงแม้ว่าจะคุ้นเคยกับช็อกโกแลตมาตั้งแต่เด็กจนโต มีช็อกโกแลตบาร์ติดตู้เย็นไว้ตลอดเวลา แต่สารภาพตามตรงว่าแทบไม่เคยอ่านฉลากเพื่อดูส่วนผสมหรือที่มาของช็อกโกแลตเลยสักครั้ง เวิร์กช็อปในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้พาทุกคนไปเปิดโลกวิชาช็อกโกแลตไปพร้อมๆ กัน

 

คาบที่ 1 : โฮมรูม

วันนี้เราจะได้รู้จักกับช็อกโกแลตตั้งแต่ยังเป็นผลจนกลายเป็นขนมหวาน เรียนรู้วิธีชิมช็อกโกแลต เปรียบเทียบรสชาติโกโก้จากแหล่งปลูกที่ต่างกัน ทั้งช็อกโกแลตไทยของกาดโกโก้และแบรนด์ช็อกโกแลตระดับโลก พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำช็อกโกแลตแบบ Bean to Bar หรือตั้งแต่กระบวนแรกสุดจนกลายเป็นช็อกโกแลตแท่ง และลงมือทำช็อกโกแลตวาเลนไทน์แท่งพิเศษด้วยตัวเอง

ช็อกโกแลต, โกโก้

คุณครูประจำวิชาที่มาให้ความรู้เราในครั้งนี้เป็นตัวจริงเรื่องโกโก้กันทุกคน เรียกได้ว่ามาคลาสเดียวได้ความรู้เรื่องโกโก้ไปทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็น bean blah blah หรือ เม-สโรชา คุรุพงศ์ สถาปนิกสาวชาวเชียงใหม่ที่หลงใหลในช็อกโกแลต สนใจวัฒนธรรมกาแฟ เมล็ดโกโก้ และการทำเกษตรแบบออร์แกนิก

ช็อกโกแลต, โกโก้ช็อกโกแลต, โกโก้

และยังมีเจ้าบ้านใจดีทั้งสามคนจากกาดโกโก้ พี่ต้น-ปณิธิ และ พี่ต้า-ณัฐญา ชุณหสวัสดิกุล สองทนายสามีภรรยาที่มีใจรักในโกโก้มากถึงกับไปเรียนการปลูกและกระบวนการทำโกโก้ถึงฮาวายด้วยตัวเอง เพื่อกลับมาปรับปรุงและพัฒนาโกโก้ไทยในสวนของตัวเองที่จังหวัดเชียงใหม่ และเริ่มต้นทำแบรนด์ช็อกโกแลตของตัวเอง และ Remy Janicot อดีตเชฟจากโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งเป็นผู้ดูแลเมนูขนมหวานและเป็นหุ้นส่วนของกาดโกโก้

รับรองว่าหลังจากเรียนวิชานี้จบแล้ว การกินช็อกโกแลตของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

คาบที่ 2 : วิชาเกษตร

‘โกโก้’ คือชื่อเรียกพืชซึ่งนำไปทำเป็นช็อกโกแลตที่เรากินกันอยู่ในทุกวันนี้ ภาพโกโก้ที่คนไทยคุ้นเคยมักจะอยู่ในรูปแบบผงสำหรับชงเป็นเครื่องดื่ม หรือช็อกโกแลตบาร์ที่แปรรูปมาแล้ว น้อยคนนักที่จะเคยเห็นผลสดๆ จากต้น หรือรับรู้ว่ารสชาติจากผลสดๆ ของโกโก้เป็นอย่างไร วันนี้กาดโกโก้จึงเตรียมผลสดเอาไว้ให้เราได้เรียนรู้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนกลายร่างเป็นช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต, โกโก้

ในอดีตโกโก้เคยเป็นพืชที่ได้รับการสนับสนุนให้ปลูกในประเทศไทย มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่หลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ ลำปาง จันทบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ น่าน เป็นต้น ส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อไปทำช็อกโกแลตในเชิงอุตสาหกรรม แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่เข้ามาแทน เกษตรกรไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ปลูกต่อ และไม่มีคนรับซื้อเมล็ดโกโก้มากเท่าที่ควร ทำให้สวนโกโก้หลายแห่งในไทยหายไป เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ได้รายได้มากกว่า ความยากลำบากในการตามหาช็อกโกแลตสัญชาติไทยจึงยากตั้งแต่เริ่มต้นตามหาสวนโกโก้เก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่

ช็อกโกแลต, โกโก้

กาดโกโก้เป็นแบรนด์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่พยายามปลุกกระแสโกโก้ไทยให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการพยายามเสาะหาแหล่งปลูกโกโก้ที่มีคุณภาพเพื่อทำช็อกโกแลต Single Origin ของท้องถิ่นนั้นๆ ปัจจุบันช็อกโกแลตของกาดโกโก้มาจาก 4 แหล่งปลูก คือ เชียงใหม่ ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และจันทบุรี

ความน่าสนใจของ Single Origin คือในแต่ละแหล่งปลูกจะทำให้ได้ผลโกโก้ที่มีรสชาติต่างกัน เมื่อนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปโดยที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดจะทำให้ได้ดาร์กช็อกโกแลตที่มีรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้าปลูกโกโก้ในสวนมะพร้าวก็จะทำให้ได้โกโก้ที่มีรสชาติหรือกลิ่นของมะพร้าว หรือปลูกในไร่สับปะรด ก็อาจจะมีความเปรี้ยวหรือกลิ่นคล้ายสับปะรดได้เช่นเดียวกัน

ช็อกโกแลต, โกโก้

ถ้าอยากรู้ว่าผลไหนสุกพร้อมเก็บมาทำช็อกโกแลตหรือยัง ให้ลองเขย่าเพื่อฟังเสียงดูว่าเมล็ดในผลนั้นสุกเต็มที่หรือยัง บางคนก็ใช้วิธีการสังเกตสี บางคนใช้วิธีการเอานิ้วขูด ถ้ามีเนื้อจากเปลือกติดเล็บขึ้นมาแสดงว่าโกโก้ผลนั้นสุกเต็มที่พร้อมจะกลายร่างเป็นช็อกโกแลตแล้ว

งานกลุ่มชิ้นแรกของเราวันนี้จึงเป็นการช่วยกันแกะเปลือกผลโกโก้สดสีเหลืองอมส้มให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ชิมรสชาติสดๆ จากผลที่มีทั้งความเปรี้ยวอมหวาน บางคนบอกว่าคล้ายน้อยหน่า บางคนก็บอกว่าเหมือนกระท้อน ซึ่งเป็นรสชาติของผลไม้เมืองร้อนเช่นเดียวกัน และเป็นรสชาติสำคัญที่ควรหลงเหลืออยู่ในช็อกโกแลตจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

ช็อกโกแลต, โกโก้

คาบที่ 3 : วิชาแปรรูป

หลังจากแกะเปลือกเอาเมล็ดโกโก้ออกมาแล้ว เราต้องดูให้ดีๆ ด้วยว่าเนื้อในของโกโก้เป็นสีอะไร เมล็ดโกโก้ที่ดีต้องเป็นสีขาว ขาวขุ่น ไปจนถึงสีน้ำตาลอ่อนๆ แต่ถ้ามีสีดำควรคัดทิ้งทันที เพราะอาจทำให้เชื้อราแพร่กระจายไปยังเมล็ดที่ดีได้ เมล็ดที่ดีคือเมล็ดอวบอ้วนที่มีเนื้อโกโก้ข้างในเยอะๆ ถ้าหากได้เมล็ดที่แบนเกินไปจะเอาไปทำช็อกโกแลตยาก

เมื่อควักเมล็ดโกโก้และแยกเส้นใยออกแล้ว เมล็ดโกโก้จะถูกนำไปหมัก 5 วัน จนกลายเป็นสีน้ำตาล ซึ่งในขั้นตอนนี้แค่เอาใบตองปิดไว้เพื่อให้ผลไม้ได้คายน้ำตาลออกมา ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำหรือส่วนผสมใดๆ ในการหมัก หลังจากนั้นจะนำไปตากในกระจาดประมาณ 7 วัน จะได้เมล็ดโกโก้ที่แห้ง มีความชื้นหลงเหลือแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเหมือนยีสต์ช็อกโกแลต, โกโก้

ช็อกโกแลต, โกโก้

จะสังเกตเห็นว่าทุกขั้นตอนในการทำโกโก้ ตั้งแต่แกะเปลือก หมัก ไปจนตาก ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเลยสักครั้ง เพราะการใช้น้ำจะทำให้โกโก้ชื้นและขึ้นราได้ง่าย ที่สำคัญคือ น้ำจะเป็นตัวทำลายรสชาติความเป็นผลไม้ของโกโก้ออกไป

เมล็ดโกโก้ตอนยังไม่คั่วจะมีกลิ่นของผลไม้ (Fruity) อยู่ แต่เมื่อคั่วเสร็จแล้วจะมีกลิ่นหอมมากขึ้นและดึงรสชาติความอร่อยมามากขึ้นเช่นกัน วิธีการคั่วของแต่ละที่จะแตกต่างกัน ที่กาดโกโก้จะคั่วระดับกลางเพื่อให้เก็บรสชาติความเป็นผลไม้เอาไว้ด้วย เพื่อให้ได้รสชาติช็อกโกแลตที่ไม่เข้มข้นจนกินยากเกินไป

ช็อกโกแลต, โกโก้

เมื่อได้เมล็ดที่คั่วจนได้ที่แล้วต้องนำมาแกะเปลือกออก สิ่งที่ได้หลังจากแกะเปลือกแล้วจะเรียกว่า Cocoa Nibs (โกโก้นิบส์) เป็นช็อกโกแลต 100 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถกินได้เลยทันที และเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางสารอาหารเยอะมาก ซึ่งโกโก้นิบส์นี่เองที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำช็อกโกแลตของกาดโกโก้ เปลือกที่แกะออกมายังสามารถนำไปทำ Chocolate Brew และชาได้เพื่อให้มีของเหลือทิ้งจากการผลิตน้อยที่สุด

 

คาบที่ 4 : วิชาคหกรรม

ช็อกโกแลต, โกโก้

เมื่อได้โกโก้นิบส์มาแล้วจะถูกนำเอาไปใส่ในเครื่องโม่ที่หมุนตลอด 40 ชั่วโมงไม่มีหยุด เพื่อทำให้โมเลกุลของช็อกโกแลตละเอียดและเนียนมากที่สุด (ความละเอียดต่ำกว่า 20 ไมครอน) เมื่อเราหมุนและขยายโมเลกุลของช็อกโกแลตไปเรื่อยๆ จะทำให้รสชาติของช็อกโกแลตเข้มข้นมากขึ้น กรดความเปรี้ยว (Acidity) ระเหยออกไป ในขั้นตอนนี้จะขึ้นอยู่กับสูตรของแต่ละคน ถ้าชอบเนื้อหยาบและเปรี้ยวมากก็ไม่ต้องโม่นานถึง 40 ชั่วโมงก็ได้

แต่สูตรดาร์กช็อกโกแลตของกาดโกโก้นั้นจะใส่แค่ 2 อย่าง คือโกโก้นิบส์ 70 เปอร์เซ็นต์ และน้ำตาลออร์แกนิก 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ได้โกโก้ลิควิด (Cocoa Liquid) ที่มีไขมันดีจากเมล็ดโกโก้อยู่แล้วโดยไม่ต้องใส่น้ำมันชนิดใดๆ เพิ่มเติม และในทุกขั้นตอนจะไม่แยกส่วนสำคัญของโกโก้ออกไปเลย ทำให้ได้ช็อกโกแลตที่มีรสชาติความเป็นผลไม้อยู่ ไม่หวานเลี่ยนเหมือนช็อกโกแลตทั่วไป และไม่มีรสชาติของส่วนประกอบอื่นๆ มากลบรสชาติจากเมล็ดโกโก้

ช็อกโกแลต, โกโก้

ช็อกโกแลต, โกโก้

เมื่อได้โกโก้ลิควิดสีน้ำตาลเหนียวหนืดแบบเข้มข้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ Tempering เป็นการนำโกโก้ลิควิดมาผัดไปเรื่อยๆ บนโต๊ะหินอ่อนเพื่อดึงอุณหภูมิของโกโก้ที่ร้อนจัดให้ลดลงเหลือ 27 องศาเซลเซียส แล้วดึงขึ้นมาถึง 32 องศาเซลเซียสเพื่อให้สามารถใส่ในพิมพ์และแช่ตู้เย็นได้

 

คุณสมบัติของช็อกโกแลตเมื่อปรับอุณหูมิลงแล้วมี 3 ข้อ คือ

  1. เมื่อช็อกโกแลตเซ็ตตัวแล้วให้ลองหักดูจะได้เสียงดังป๊อก เพราะไขมันมันจับกันแน่นมาก ทำให้ตอนหักได้เสียงที่ดี ไม่เหมือนกับช็อกโกแลตทั่วไปที่มีส่วนผสมหลายอย่าง พอหักแล้วจะโค้งงอ ไม่มีเสียง (ถ้าไม่เชื่อลองกลับไปหักช็อกโกแลตที่มีอยู่ที่บ้านได้)
  2. หลังจากแกะออกจากพิมพ์ช็อกโกแลตจะมีความเงา ไม่มีรอยริ้วขาวๆ ของไขมันที่เรียกว่า Fat Bloom
  3. สามารถวางในอุณหูมิห้องได้เลยโดยที่ไม่ละลาย ถ้าเป็นดาร์กช็อกโกแลตจะทนได้ถึง 30 องศาเซลเซียส

หลังจากเทใส่พิมพ์แล้วให้เคาะไล่อากาศออก ตกแต่งหน้าตาช็อกโกแลตของตัวเองได้ตามใจชอบ แล้วแช่ตู้เย็นไว้ 20 นาทีให้ช็อกโกแลตเซ็ตตัว

ช็อกโกแลต, โกโก้

กว่าจะได้ช็อกโกแลตสักแผ่นเหมือนเรากำลังดูกระบวนการทำงานคราฟต์หรืองานศิลปะสักชิ้นอยู่ เพราะกาดโกโก้ยังใช้แรงงานคนในการทำช็อกโกแลตจนแทบจะเป็นงานแฮนเมดในทุกขั้นตอน คุณภาพที่ได้ออกมาจึงแปรผันไปตามความประณีตของคนทำด้วยเช่นกัน

 

คาบที่ 5 : วิชาทดสอบประสาทสัมผัส

ตั้งแต่รู้จักกับช็อกโกแลตมา มีช็อกโกแลตแบรนด์ไหนบ้างที่เราจำรสชาติได้ขึ้นใจ?

นอกจากรสขมอ่อนๆ หวานมากๆ หรือมีส่วนผสมคล้ายๆ กัน เช่น นม ถั่ว น้ำมัน หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่แล้ว มีรสชาติไหนที่เราประทับใจเป็นพิเศษบ้าง

ถ้านึกไม่ออกถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะช็อกโกแลตที่วางจำหน่ายทั่วไปมักจะมีส่วนผสมที่หลากหลายจนทำลายรสชาติแท้ๆ ของโกโก้ไปจนหมดสิ้น แทบไม่มีช็อกโกแลตยี่ห้อไหนที่มีกลิ่นเปรี้ยวของผลไม้จากผลโกโก้สดที่เราได้ลองดมและลองชิมไปในช่วงแรกเลย ระหว่างรอให้ช็อกโกแลตเซ็ตตัว เราจึงมาทดสอบประสาทสัมผัสด้วยการดมและการชิม เพื่อให้จำแนกได้ว่ากลิ่นและรสชาติแบบไหนคือช็อกโกแลตที่ดี

ช็อกโกแลต, โกโก้

วิธีการดมกลิ่นช็อกโกแลต เราจะมีกลิ่นของจริงและกลิ่นที่ใช้เทียบเคียงเอาไว้ให้ลองดม

กลิ่นที่ดีที่พบได้ในช็อกโกแลต ได้แก่ กลิ่นน้ำผึ้งป่า กลิ่นพืชตระกูลถั่ว เช่น เฮเซลนัท พีนัท วอลนัท กลิ่นผลไม้ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ลูกเกด มะพร้าว และกลิ่นเหมือนดอกไม้สดหรือดอกไม้แห้ง

ส่วนกลิ่นไม่ดีที่พบได้ในช็อกโกแลต คือ กลิ่นเหมือนพลาสเตอร์ยาปิดแผล และกลิ่นยีสต์ที่เกิดขึ้นเมื่อการหมักไม่สมบูรณ์ เป็นกลิ่นเปรี้ยวเหมือนบูดเน่า สามารถแก้ปัญหาด้วยการตากและการรมควัน

ขั้นตอนต่อไปคือการลองชิมรสชาติรสชาติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำช็อกโกแลต เรายังคงใช้ของจริงและของเทียบเคียงเหมือนเดิมเพื่อให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียงมากที่สุด เช่น ความเปรี้ยวจาก Cream de Tatar ซึ่งเป็นผงทำเบเกอรี่มาให้ลองเทียบกับรสเปรี้ยวแบบ Fruity ที่พบได้ในผลไม้ ถ้าหากเปรี้ยวมากจนคล้ายกับน้ำส้มสายชูแสดงว่าไม่ใช่รสเปรี้ยวที่ดี ความฝาดคล้ายกับรสชาติของไวน์แดง หรือความขมของช็อกโกแลตที่เราใช้ยาขมตราใบห่อมาเทียบเคียงรสชาติ เพื่อให้รู้ว่าช็อกโกแบตที่ดีไม่ควรมีทั้งความขมและไม่ความฝาด

ขั้นตอนสุดท้ายเราจะให้ชิมรสชาติช็อกโกแลตจริงๆ ทั้งคราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยของกาดโกโก้ และคราฟต์ช็อกโกแลตแบรนด์ดังของต่างประเทศ เพื่อเปรียบเทียบเอกลักษณ์ของแต่ละแหล่งปลูก

ช็อกโกแลต, โกโก้

ช็อกโกแลต, โกโก้

เทคนิคในการเทสต์ช็อกโกแลตไม่ใช่แค่เคี้ยวแล้วกลืนเลย แต่ต้องทิ้งไว้ให้มันละลายในอุณหูมิของร่างกายสักครู่ หรือหลับตาแล้วลองจินตนาการดูว่าช็อกโกแลตที่เข้าไปอยู่ในปากเรานั้นได้รสชาติอะไรบ้าง และก่อนจะเปลี่ยนไปชิมรสชาติอื่นให้กินแคร็กเกอร์ล้างปากเสียก่อน เพื่อให้ต่อมรับรสทำงานได้อย่างเต็มที่

หลังจากชิมเสร็จแล้ว เรามีงานเดี่ยวเป็นแบบทดสอบสั้นๆ ให้ทุกคนทำก่อนจบหลักสูตรวิชาช็อกโกแลตในวันนี้ เราจะให้กรอกคะแนนความรู้สึกที่ได้จากการชิมช็อกโกแลตแต่ละชนิด และระบุให้ได้ว่าช็อกโกแลตที่เราชิมเข้าไปมีรสชาติหรือกลิ่นอะไรบ้าง เช่น ความเปรี้ยว ความฝาด ความขม หรือมีกลิ่นของดอกไม้ กลิ่นถั่ว กลิ่นผลไม้ มากแค่ไหน

ช็อกโกแลต, โกโก้

รสชาติจากช็อกโกแลตทั้งหมด 9 ชนิดจะแตกต่างกันไปตามแหล่งที่ปลูกโกโก้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ อากาศ และกรรมวิธีในการแปรรูป เช่นเดียวกันกับวิธีการทำกาแฟ Specialty ที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน จึงมักจะผลิตในปริมาณน้อยหรือเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กเท่านั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่จำนวนแบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตที่มีอยู่ในตลาดจะมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับช็อกโกแลตทั่วไป แต่เราเชื่อว่าถ้าผู้บริโภคหันมาสนใจโกโก้ไทยกันมากขึ้น วันหนึ่งเกษตรกรและผู้ผลิตโกโก้ไทยก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

คาบที่ 6 : วิชาออกแบบบรรจุภัณฑ์

คาบสุดท้ายของวันนี้คือการเอาช็อกโกแลตวาเลนไทน์ที่ตกแต่งด้วยความตั้งใจมาบรรจงลงใส่ห่อ เรียกได้ว่าประณีตตั้งแต่ขั้นตอนแกะเปลือกไปจนถึงลงกล่องเลยทีเดียว

ช็อกโกแลต, โกโก้ ช็อกโกแลต, โกโก้

นอกจากกาดโกโก้จะเป็นแบรนด์ช็อกโกแลตที่ใช้โกโก้ที่ปลูกในประเทศไทยเท่านั้น ความเป็นไทยในสายเลือดของกาดโกโก้ยังแฝงอยู่ในทุกอณูของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นห้องเวิร์กช็อปที่ใช้ไม้เก่าจากยุ้งฉางจากชาวบ้านทางภาคเหนือ ไปจนถึงลวดลายบนแพ็กเกจที่ดึงเอาเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลายผ้าทอและลายผ้าถุงมาใช้บนโลโก้และกระดาษห่อช็อกโกแลตอีกด้วย ภาพที่ปรากฏอยู่บนกล่องยังมาจากภูมิประเทศของแหล่งที่ปลูกโกโก้ทั้งสี่จังหวัด เช่น ชุมพรเป็นรูปหน้าผา เชียงใหม่เป็นรูปภูเขา จันทบุรีเป็นรูปน้ำตกพลิ้ว ส่วนประจวบคีรีขันธ์เป็นรูปภูเขาและทะเล

เรียกได้ว่าคราฟต์ทั้งไอเดียและคราฟต์ทั้งคุณภาพมาแล้วทุกขั้นตอน ถ้าเอาช็อกโกแลตจากที่นี่ไปมอบให้ใครในวันวาเลนไทน์รับรองว่าต้องหัวใจพองโตทุกคน

ครั้งหน้าเราจะไปเปิดประสบการณ์ใหม่เรื่องอะไร ติดตามกิจกรรมเวิร์คช็อปจาก The Cloud Studio และ KBank Live ได้ที่ เว็บไซต์ readthecloud.co และ Instagram @kbanklive

ช็อกโกแลต, โกโก้

 

 

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Cloud Studio

กิจกรรมชวนผู้อ่านเปลี่ยนเวลาว่างมาเวิร์กช็อปสนุกๆ และได้ความรู้ไปด้วย

ถ้าคุณเป็นคนรักดอกไม้ ลองหลับตาแล้วนึกตามดูว่า คุณเคยมีดอกไม้ที่ได้รับจากคนสำคัญ ดอกไม้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ หรือดอกไม้ที่น่ารักจนอยากเก็บมันไว้นานๆ บ้างไหม?

เชื่อว่าเกินครึ่งของผู้อ่านคงมีบ้าง ไม่มากก็น้อย

แล้วจะดีไหมถ้าเราสามารถเก็บดอกไม้ที่รักในวันนี้ ให้อยู่เป็นเพื่อนสนิทไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าได้

งานนี้ The Cloud ร่วมกับภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมสนุกๆ อย่าง The Cloud Studio 05 : Herbarium ที่ช่วยกระชับมิตรคนรักดอกไม้ให้รักดอกไม้กว่าที่เคย โดยมี อ.ดร.ภญ. เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร หรือ อาจารย์เตย อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มาเป็นวิทยากรพาทุกท่านสร้างพิพิธภัณฑ์พืชขนาดย่อมอายุยืน ในกิจกรรม ‘ทำแผงอัดพรรณไม้’ ที่หยิบดอกไม้สีสันสดใสมาทำงานศิลปะส่วนตัวที่โชว์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชได้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีกิจกรรมตกแต่งโปสการ์ดโดยใช้สีธรรมชาติจากดอกไม้ กินเมนูรสเลิศจากดอกไม้และพืชสมุนไพร ชงชาเบญจเกสรชุ่มชื้นหัวใจ บอกเคล็ด (ไม่) ลับทำกระเจี๊ยบโซดาดับกระหาย เข้าห้องนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล และปิดท้ายด้วยการ นั่ง เดิน ชม เพิ่มพูนความรู้ในสวนสมุนไพรของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

ศาสตร์ศิลป์บนตัวดอก

ก่อนไปเรียนวิธีทำแผงอัดพรรณไม้ หรือ Herbarium Specimen ที่ช่วยให้ดอกไม้ตัวน้อย มีอายุไม่น้อยตามขนาดได้ ผศ.ดร.ภก. ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน หรืออาจารย์ป๋อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ ขออุ่นเครื่อง แชร์ความรู้ เพิ่มพูนความเข้าใจให้ทุกคนรู้จักสิ่งนี้มากขึ้น

Herbarium หรือ พิพิธภัณฑ์พืช เป็นสถานที่เก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาด้านพฤกษศาสตร์ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของพืช ที่มี Herbarium Specimen หรือ ตัวอย่างพรรณไม้แห้งถูกจัดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก

ทำไมต้องพรรณไม้แห้ง เก็บมันให้อยู่สดๆ ไม่ได้เหรอ? (รู้นะ ว่าสงสัย)

อาจารย์ป๋อมอธิบายว่า สวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ประเทศอังกฤษ เป็น Herbarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีจำนวนตัวอย่างพรรณไม้กว่า 7 ล้านชิ้น รวมไปถึง Herbarium ของทางมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีตัวอย่างพรรณพืชอยู่ 2 หมื่นกว่าชิ้น จำนวนที่มากมายขนาดนี้ หากไม่ทำให้แห้งและแบน จะจัดเก็บได้ยาก การจัดเก็บในรูปแบบนี้นอกจากสะดวกแล้ว ยังช่วยยืดอายุพรรณไม้ให้อยู่ได้นานหลายร้อยปีอีกด้วย!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะอาจารย์ป๋อมแอบกระซิบกับเราว่า ตนเคยทำวิจัยตัวอย่างพรรณพืชที่มีอายุประมาณ 300 กว่าปีมาแล้ว

“ถ้าเราเอาดอกไม้วางไว้บนโต๊ะ ผ่านไปอาทิตย์นึงมันก็จะเหี่ยวและร่วงได้ แต่ Herbarium Specimen หรือตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ไม่มีปัญหาแบบนั้น เพราะตอนที่มันสดๆ อยู่ เราจะทำการบีบให้มันแบนก่อน หลังจากนั้นเอาเข้าตู้อบหรือตากแดด พอแห้งก็อยู่ได้นานเพราะมันไม่ชื้น เชื้อราก็ไม่มี” อาจารย์ป๋อมเสริม

การจัดเก็บพืชใน Herbarium นั้น อาจารย์ป๋อมบอกว่าช่างคล้ายกับห้องสมุดซะเหลือเกิน เพราะห้องสมุดมักจัดหมวดหมู่ชัดเจนว่า ถ้าเป็นหนังสือเล่มนี้จะวางอยู่ที่ตู้นี้ ชั้นนี้ ตำแหน่งนี้ ซึ่งง่ายต่อการไปหยิบมาใช้ Herbarium ก็เช่นกัน ที่หากเอามาวางคละกันก็ยากต่อการจัดการ และไม่รู้สักทีว่าต้นที่เราจะศึกษาอยู่ตรงไหนกันแน่

สำหรับการจัดหมวดหมู่พืชใน Herbarium ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของนักอนุกรมวิธาน (Taxonomists) ที่จับพืชทุกต้นแยกเป็นกลุ่มๆ โดยแบ่งเป็น วงศ์ (Family) สกุล (Genus) และ ชนิด (Species) 

เพื่อลดความสับสนให้ผู้อ่าน อาจารย์ป๋อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ด้วยการเปรียบ ‘วงศ์’ แทนจังหวัด ซึ่ง 1 จังหวัดจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นอำเภอนั่นคือ ‘สกุล’ และ 1 อำเภอ แบ่งย่อยออกไปอีกเป็นตำบลที่แทนด้วย ‘ชนิด’

ที่นี้หากใครจะไปศึกษาค้นคว้า แค่หาว่าพืชที่สนใจอยู่ในจังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน จะง่ายขึ้นเยอะเลยแหละ

การอัดพรรณไม้นอกจากจะให้ความรู้กับผู้ศึกษาได้แล้ว ยังสามารถให้ความรื่นรมย์และทำเป็นงานอดิเรกได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปในสมัยจักรวรรดิบริติช (British Empire) ประเทศอังกฤษ กิจกรรมการทับดอกไม้ หรือ การอัดพรรณไม้ (ที่เรากำลังจะเริ่มทำในอีกสักครู่) ถือเป็นกิจกรรมยามว่างของสตรีชนชั้นสูงที่นำดอกไม้สีสันสวยงามมาอัดให้แบน และนำไปใส่ในสมุดหรือทำเป็นโปสการ์ดให้คนรัก

ดอกไม้บนแผงอัด

หากตอนนี้กังวลว่าจะยาก ขอให้จินตนาการถึงภาพฉากในหนังโรแมนติกที่นางเอกเก็บดอกไม้ที่พระเอกให้ไว้ในสมุดจนแบนราบ นั่นแหละทฤษฎีเดียวกัน!

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. กระดานไม้อัด ขนาด A4 2 ชิ้น 
  2. กระดาษลูกฟูก  2 แผ่น
  3. กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชิ้น
  4. กรรไกร
  5. เชือก
  6. ดอกไม้สดหลากชนิด 
  7. กระดาษสำหรับจดบันทึก
  8. เทปกาว

ขั้นตอนการทำ

  1. วางกระดานไม้อัด 1 แผ่น ไว้บนโต๊ะ เพื่อเป็นฐานสำหรับการอัด
  2. นำกระดาษลูกฟูกวางทับลงบนกระดานไม้อัดเพื่อเป็นชั้นระบายอากาศ
  3. ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้ไม่เกินกระดานอัดและกระดาษลูกฟูกที่เตรียมไว้ และทับลงบนกระดาษลูกฟูกเพื่อเป็นชั้นรองดอกไม้
  4. นำดอกไม้สดที่เตรียมมาวางบนกระดาษหนังสือพิมพ์ตามใจชอบ หากดอกไหนยาวเกินแผ่นกระดาษหนังสือพิมพ์ให้หักก้านดอกไม้เป็นตัวอักษร M U หรือ N 
  5. วางกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดเท่าเดิมลงบนดอกไม้อย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่ของดอกไม้ที่จัดไว้แล้ว
  6. นำกระดาษลูกฟูกวางทับลงบนกระดานไม้อัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความชื้น
  7. วางกระดานไม้อัดทับลงอีก 1 แผ่น เพื่อเพิ่มแรงกดทับ
  8. ผูกเชือกให้แน่น
  9. นำไปตากแดดร้อนๆ 3 – 7 วัน เพื่อให้ดอกแห้งสนิท
  10. จัดดอกไม้ที่แห้งแล้วบนกระดาษ จดบันทึกตามใจชอบ และติดด้วยเทปกาว
  11. เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานศิลปะชิ้นนี้ อาจระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อภาษาอังกฤษ ชื่อภาษาไทย วงศ์ สถานที่ที่เก็บดอกไม้ ชื่อผู้ทำ วันที่ทำ และข้อมูลอื่นๆ ที่อยากบรรยาย เช่น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่ดอกไม้แห้งแล้ว ทั้งรูป ทรง กลิ่น สี ไว้มุมด้านซ้ายของกระดาษ เป็นอันเสร็จ!

ทริคเล็กๆ เพิ่มความดีงาม

  1. ดอกไม้ที่นำมาควรเป็นดอกไม้สดที่ตัดมาจากลำต้น ไม่ควรเลือกดอกที่ตกลงพื้น เพราะยิ่งสดจะยิ่งอยู่ได้นาน
  2. หากเป็นไม้ล้มลุก ต้องเก็บทั้งราก ใบ และดอก มาให้ครบ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักพฤกษศาสตร์
  3. ควรเลือกดอกไม้หลากหลายชนิดเพื่อความสวยงามของงาน และควรเลือกที่มีสีสด เพราะเมื่อนำมาอัดให้แห้ง สีจะคงอยู่ได้นาน เช่น หญ้าลิ้นเป็ด ประทัดจีน หรือไฮเดรนเยีย 
  4. พยายามอัดดอกไม้ให้แบนที่สุด ด้วยการเลือกพรรณที่มีความหนาเท่ากันๆ หากไม่เท่าจะไม่สมดุลและไม่มีประสิทธิภาพได้

ระบายดอกบนโปสการ์ด

สำหรับใครที่ยังไม่จุใจ ยังอยากทำงานศิลปะต่อ เตรียมพู่กันให้พร้อม แล้วไปใช้สีจากดอกไม้ธรรมชาติมาระบายความสุขลงบนโปรการ์ด ในคลาสของ บุญญาณี ศรีโพธิ์ช้าง หรือคุณนะโม นักวิชาการช่างศิลป์ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำดอกไม้ในสวนมาสกัดเป็นสีน้ำ ทั้งกรรณิการ์แทนสีเหลือง อัญชันแทนสีน้ำเงิน และแก่นฝางแทนสีแดง แถมยังนำดอกไม้แห้งจากการทำ Herbarium Specimen ที่สอนไปข้างต้น มาตกแต่งเสริมความสนุกให้โปสการ์ด มีทั้งหางนกยูงไทย หางนกยูงฝรั่ง อินทนิลน้ำ ดอกเข็มใหญ่ และดอกเข็มเล็ก 

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. สีที่สกัดจากดอกไม้
  2. พู่กัน
  3. ดอกไม้แห้ง
  4. ฟอร์เซป 
  5. กาวใส
  6. โปสการ์ดของตัวเอง
  7. แสตมป์

ขั้นตอนการทำ

  1. นำดอกไม้มาต้มกับน้ำเพื่อให้เกิดสีจากธรรมชาติ
  2. ใช้พู่กันจุ่มสีและระบายสีบนโปสการ์ดตามใจชอบ (ไม่ควรผสมน้ำเพิ่ม เพราะสีที่ได้จะจางลงกว่าเดิม)
  3. ใช้ฟอร์เซปคีบดอกไม้ จุ่มกาวเล็กน้อย และแปะลงบนโปรการ์ดตามที่ต้องการ (สามารถใช้นิ้วแตะกาวแล้วมาแตะดอกไม้ได้)
  4. ติดแสตมป์ลายที่ชอบ พร้อมส่งหาคนที่คุณรัก

พักกินดอก ก้าน ใบ 

หลังจากใช้เวลาไปกับงานศิลปะมาพักใหญ่ ทีมนักวิทยาศาสตร์ชำนาญการของภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ก็ใจดี ขออาสาสวมบทแม่ครัว ควงตะหลิวทำเมนูออร์แกนิกที่มีส่วนผสมของดอกไม้และพืชสมุนไพรภายในอุทยานให้เรากิน

เมนูแรก ‘แกงส้มผักรวม’ ที่มีดอกแค ไชเท้า กวางตุ้ง และผักกาดขาว 

เมนูที่สอง ‘น้ำพริกกะปิ’ ที่มีกระเทียมและพริกซึ่งเป็นยารสเผ็ดร้อน ออกฤทธิ์ช่วยขับลมและกระตุ้นการเจริญอาหาร ยิ่งกินคู่กับชะอมชุบไข่และผักลวกที่มีฤทธิ์เป็นยารสจืด ทั้งดอกขจร ดอกสโน ยอดแค ผักบุ้งไทย ผักปลัง ถั่วพลู และแตงกวา ยิ่งได้ความอร่อยแถมเสริมสร้างกากใยให้ร่างกายได้อีก

ปิดท้ายด้วยคุณประโยชน์ของมื้ออาหารในวันนี้ด้วย เมนู ‘ดอกไม้ทอด’ ที่ประกอบไปด้วย ดอกขจร ดอกอัญชัน สโน ผักปลัง แครอท และกระเจี๊ยบมอญ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

“ถ้าทุกคนกินสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่แรก เราจะไม่ต้องไปหาสมุนไพรอะไรมาต้มยากินเลย” ทีมแม่ครัวกล่าว

เบญจเกสร

ชาดอกไม้ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก 

ต้องขอปรบมือให้คนสมัยก่อนที่คิดค้น ‘ชาเบญจเกสร’ หรือชาเกสรทั้ง 5 ขึ้นมา เพราะนอกจากจะช่วยให้ผ่อนคลายจากกลิ่นของพวกมันได้แล้ว ยังแก้กระหายน้ำ แก้วิงเวียน และชุ่มชื้นหัวใจไปตามๆ กัน

วันนี้อาจารย์เตยจึงไม่พลาดพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับชาเบญจเกสร ที่ประกอบด้วยเกสรทั้ง 5 ได้แก่ พิกุล บุนนาค สารภี มะลิ และ เกสรบัวหลวง ซึ่งการที่ชาในตำหรับไทยมีส่วนประกอบของดอกไม้เยอะ ทำให้ได้กลิ่นหอมผ่อนคลายจากน้ำยาหอมระเหยในดอกไม้ และยังมีสารสำคัญอย่าง ฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย

สำหรับวิธีการชงชา เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ แค่มีกาชงชาและเกสรแห้งของดอกไม้ทั้ง 5 โดยเริ่มจากการหยิบดอกไม้ชนิดละหนึ่งหยิบมือ (สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความชอบของกลิ่น) ใส่ในกา เทน้ำร้อน ดันดอกไม้ให้ไปอยู่ข้างล่าง ทิ้งไว้ 3 – 5 นาที และรอดอกไม้บาน ก็สามารถดื่มได้เลยง่ายๆ ยิ่งกินคู่กับขนมกลีบลำดวนหอมๆ แล้วล่ะก็ บอกเลยว่า ละมุนมาก

ปล. ถ้าอยากเพิ่มความสนุก ลองเอาชาเบญจเกสรชงคู่กับชาเขียวเซนฉะดู จะได้กลิ่นหอมหวานที่ต่างจากเดิมไปอีก

กระเจี๊ยบซ่าดับกระหาย

มาถึงเมนูดับร้อนที่ทั้งเย็น สดชื่น ซาบซ่า และเข้ากับอากาศบ้านเราตอนนี้สุดๆ กับเมนู ‘กระเจี๊ยบแดงโซดา’ รสเปรี้ยวชุ่มคอ ที่มีส่วนช่วยลดอาการแก้ไอ ลดการเกิดนิ่ว แถมเป็นยาระบายได้ด้วย 

คนสมัยก่อนจะนำกระเจี๊ยบแดงมาบดละเอียดจนเป็นผงและชงดื่มร้อนๆ กัน แต่ในสมัยนี้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ดับกระหายแทน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันว่าส่วนประกอบของกระเจี๊ยบแดงที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มนั้นน่าจะมาจากดอก แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่ เพราะมันคือ ‘กลีบเลี้ยง’ ที่ให้รสเปรี้ยวและมีสารต้านอนุมูลอิสระต่างหาก

ส่วนผสม

  1. กระเจี๊ยบแดงสดหรือแห้ง 20 กลีบ
  2. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
  3. น้ำตาลทราย 4 ช้อนกลาง
  4. น้ำโซดา 1 ขวด
  5. น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบโซดา

  1. นำกระเจี๊ยบแห้งล้างน้ำให้สะอาดใส่ลงหม้อ เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน
  2. นำมาตั้งไฟ รอให้น้ำเดือดแล้วต้มต่ออีก 20 นาที
  3. เติมน้ำตาลทราย ปรุงรสตามใจชอบ
  4. ตั้งไว้ให้เย็นในอุณหภูมิปกติ หรือนำไปแช่เย็นเพิ่มความสดชื่นก็ได้เหมือนกัน
  5. เมื่อต้องการจะดื่มให้ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว
  6. เติมน้ำกระเจี๊ยบลงไปประมาณครึ่งแก้ว
  7. เทน้ำโซดาไปอีกครึ่งแก้วเพื่อให้ได้รสชาติที่บาลานซ์ แถมได้สีสวยงามสไตล์อิตาเลียนโซดาด้วยนะ
  8. วางกระเจี๊ยบสดหรือแห้งบนผิวน้ำเพิ่มความสวยงาม ก็ยกดื่มได้เลย

ความรู้รอบสวน

ก่อนปิดกิจกรรม อาจารย์เตยก็ไม่ลืมพาเราเดินชมห้องนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล เพื่อทำความรู้จักความดีงามของรสยาทั้ง 10 และปิดท้ายด้วยการนั่งรถรางชมสวนสมุนไพรอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติที่มีวิทยากรให้ความรู้ตลอดทาง แถมได้ลงเดิน เด็ด ชิม สมุนไพรชื่อแปลกในสวนที่รับรองความสะอาด ปลอดภัย ด้วยหลัก ‘การออกแบบเพื่อมวลชน’ (Universal Design) เป็นตัวรับประกัน ถ้าอยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง ขอชวนทุกท่านอ่านต่อในบทความ ‘อุทยานธรรมชาติแห่งใหญ่ที่สอนวิชาสมุนไพรไทยหายากด้วยแนวคิด Universal Design’ กันได้เลย

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load