1

ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด นักดนตรีสังกัดวงดนตรีโมเดิร์นด็อกที่เรารู้จักกันดีมานานกว่า 22 ปี เรียนจบคณะครุศาสตร์ เอกศิลปศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 1993 เขาชอบวาดภาพ ถ่ายภาพ เล่นดนตรี แต่งเพลง และร้องเพลง

เมื่อปี 1999 ระหว่างที่ตีบตันทางงานดนตรี ป๊อดไปพำนักอยู่ที่เมืองนิวยอร์ก และมีโอกาสได้พบกับ อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เขาทำงานเป็น Artist Assistant ให้กับอุดมศักดิ์ ต่อมาป๊อดเริ่มทำงานคอลลาจและสเกตช์เหมือนไดอารี่บันทึก ‘ช่วงเวลา’

ป๊อดแสดงงานเดี่ยวครั้งแรกเป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่ About Photography ปี 1997 ชื่องาน ‘Homonid’ ต่อมาเขาพบกับ สมยศ หาญอนันทสุข, วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ และ ชลิต นาคพะวัน ทั้งหมดทำงานร่วมกันในนิทรรศการชื่อ ‘Happy Accidents’ ปี 2013 ที่หอศิลป์ D Kunst ราชบุรี

ป๊อดเริ่มต้นการทำงานจิตรกรรม abstract สีอะคริลิกบนผ้าใบ ปี 2013 งานจิตรกรรมชิ้นแรกของเขาคือการวาดสีเทียนเป็นเส้นและรูปทรงนามธรรมบนฝากล่องกระดาษลัง

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

2

สีน้ำเงินเข้ม แดงอมชมพู จุดสีฟ้าอ่อน รวมกับสีเขียวสดๆ จากหลอด พาดทับซ้อนกันอยู่บนพื้นผิวที่ถูกระบายด้วยสีเหลือง สีขาว และสีดำ การประกอบกันของสีสันและร่องรอยฝีแปรงเหล่านี้ เราเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า ‘abstract’ เป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของจิตรกรรมนามธรรม (Abstract Painting)

ผู้ชมจำนวนมากต่างยอมจำนนให้กับคำว่า ‘abstract’ หมายความว่า ไม่อยากจะถือสาหาความหมายของมันให้ซับซ้อน เพราะคำตอบที่ได้รับกลับมา ก็จะวนเวียนอยู่กับเรื่องภววิสัย เช่น “มันคืออารมณ์ความรู้สึก” หรือ “มันคือจิตวิญญาณ” แม้กระทั่งยอมทุบกำปั้นว่า “มันเป็นศิลปะ” ความหมายของ abstract ไถลลงลึก ซับซ้อน และยากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลังของจิตวิญญาณใต้สำนึก เป็นศัพท์แสงสำนวนที่กันคนดูออกมาให้เป็นเพียงแค่ผู้ดู

‘abstract’ เป็นปรากฏการณ์ปกติในความคิดของมนุษย์ มันคือระบบของภาษาและการให้ความหมายสัญลักษณ์ต่างๆ หากลองนึกถึง ‘ความคิด’ ของตัวเราเอง มันไม่ได้มีอยู่เพียงแค่ตรรกะ หรือตัวความคิดล้วนๆ มันประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ประสบการณ์ที่ซ้อนทับกันของความทรงจำ อารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด จินตนาการ และการต่อเติมปรุงแต่ง ทั้งหมดของความคิดเป็นการซ้อนชั้นกันของภาพและสัญลักษณ์ต่างๆ

ความคิดเราไม่ได้วิ่งเรียงออกมาเป็นตัวอักษรภาษาไทยที่อ่านจากซ้ายไปขวาหรือแกรมมาร์ใดๆ แต่มันคือการประมวลผลอันสลับซับซ้อนของสมอง โดยความคิดที่ซับซ้อนทั้งหมดจะถูกตัวเราเองบีบอัด ตัดทิ้ง ออกมาให้เหลือเป็นเพียงแพ็กเกจของความคิด เพื่อจะเก็บบันทึกเฉพาะส่วนที่เราตัดแต่งแล้วเอาไว้ในความทรงจำ เป็นประสบการณ์ที่พร้อมจะผุดพรายขึ้นมาบนพื้นผิวของอารมณ์หรือการรับรู้ เมื่อเราประสบกับเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงหรือสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจ ซึ่งแพ็กเกจของประสบการณ์ที่ว่านี้จะทำให้เราเข้าใจอะไรบางอย่างในตัวของเราเอง

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

3

อิสรภาพก็เหมือนหัวใจของเด็กๆ บางครั้งกล้าหาญไร้เหตุผล บางครั้งก็หวั่นกลัว การเผชิญหน้ากับผ้าใบว่างเปล่าเหมือนเจอคนแปลกหน้าที่หน้าแปลก เหมือนการผจญภัย ป๊อดได้สร้างบรรยากาศของการทำงานที่พร้อมจะยอมรับข้อผิดพลาด เริ่มสังเกตสิ่งต่างๆ สงสัยและเปิดกว้าง

ถ้าเข้าใจความคิด ก็จะทราบว่าการอธิบายถึงมันเป็นสิ่งที่ยากเพียงใด ถ้าพูดถึง ‘สิ่งหนึ่ง’ สิ่งอื่นก็ถูกละเลย เช่นเดียวกัน หากพูดถึง ‘สิ่งอื่น’ จะมีสิ่งหนึ่งถูกละเลยไปด้วย เราไม่สามารถพูดถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และไม่มีการสื่อสารใดที่สมบูรณ์แบบ เราไม่จำเป็นต้องพยายามทำความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ความพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อน คือการทำให้สิ่งนั้น ‘ง่าย’ สำหรับเรา เราจึงไม่เคยเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อนอย่างที่มันเป็นความซับซ้อน ทุกครั้งที่เราพูดออกไป เราอยากจะให้คนฟังเห็นด้วยกับเรา แต่บางครั้งการพูดออกไปโดยปราศจากเจตนาที่จะยัดเยียดความคิดนั้นก็เหมือนกับ ‘การฟัง’ อย่างตั้งใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยากลำบาก

‘abstract’ คืออะไร? เราเข้าใจมันได้จริงๆ หรือไม่? หรือไม่มีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราเห็นและสงสัย? คงไม่มีคำตอบใดจะครอบคลุมทุกประเภทของงาน abstract ได้ทั้งหมด ที่แน่ๆ คือ สิ่งที่ถูกเรียกว่า abstract ในงานศิลปะนั้นมีอยู่จริง เกิดขึ้น และมีพัฒนาการ

ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก ป๊อด โมเดิร์นด็อก

4

เอาเข้าจริงงานของป๊อดง่ายกว่านั้นเยอะ ป๊อดเปิดพื้นที่สำหรับการทดลองใหม่เพื่อหาอิสรภาพใหม่ๆ ในการแสดงออก นอกไปจากดนตรีที่เขาถนัดและคุ้นเคย งานของป๊อดจงใจละทิ้งการให้ความหมายที่เฉพาะเจาะจงในงาน มันจึงดู ‘abstract’ เขาสนใจความไม่สมบูรณ์แบบ สนใจการเผชิญหน้าและการยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น หลายคนที่เป็นแฟนของป๊อดจะทราบว่าเขาสนใจพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย ป๊อดได้ย่อยสิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ที่เขาพบเจอให้มันเป็นสิ่งที่ง่าย หมายความว่าไม่พยายามจะไปปรุงแต่งมันต่อ เพียงแต่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาด้วยการวาด ระบายสี โดยปราศจากการให้ความหมายหรือแผนการใดๆ การพูดผ่านการทำงานจิตรกรรมนามธรรมนั้นเปิดกว้างต่อการตีความ และกว้างพอที่จะไม่จำเป็นต้องตีความใดๆ

ป๊อดทำงานวันต่อวัน ลักษณะของผลงานสัมพันธ์อย่างยิ่งกับประสบการณ์ในแต่ละวัน ไม่ได้ทำงานจากความคิด แต่ทำงานจากความรู้สึก ถ้าเราฟังเพลงของป๊อดและดูภาพวาดของป๊อดไปด้วย เราอาจจะบอกได้ว่า ‘ความคิดถูกร้องเป็นเพลง ความรู้สึกถูกวาดเป็นภาพ’ มีเพียงความคิดเท่านั้นที่ย้อนกลับไปมาในอดีตและอนาคต ลมหายใจของเราเท่านั้นที่อยู่กับปัจจุบัน จังหวะของสีและรูปทรงที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง บันทึกปัจจุบันขณะของศิลปิน และเราเรียกสิ่งนี้ว่า POD ART

ป๊อด โมเดิร์นด็อก

ขอขอบคุณ: อาภา

Writer

Avatar

อังกฤษ อัจฉริยโสภณ

ศิลปิน และคิวเรเตอร์ ผู้รักการแวะไปคุยกับศิลปินตามสตูดิโอ พอๆ กับรักการวิ่ง เขาก่อตั้งอังกฤษแกลลอรี่ที่เมืองเชียงราย และเพิ่งขยายมาเปิด Artist+Run Gallery ที่กรุงเทพฯ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

“ผมเคยฝันว่า ผมวาดรูปไม่ได้ วาดรูปไม่เป็น เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เฮ้ย เราวาดรูปไม่ได้จริง ๆ หรอวะ มาลองวาดก็รู้ว่ามันเป็นความฝันนี่นา เรายังจับปากกาวาดรูปได้อยู่เลย มันเลยกลายเป็นว่าตื่นเช้ามาก็ต้องฝึกวาด”

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความโชคดีหนึ่งของอาชีพสื่อ คืออยากไปคุยกับใครก็ได้คุย วันนี้โชคดีที่อาจารย์เมืองมนต์เสียสละเวลาช่วงเช้าที่อาจวาดเรือนได้หลายเรือน วาดวัดได้หลายวัด มานั่งคุยกับเรา

เมืองมนต์ เคหารมย์ เป็นนักวาดรูปสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในหมู่คนวาดภาพด้วยกัน ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายคนที่สิงอยู่ตามกลุ่มต่าง ๆ ในเฟซบุ๊กก็จะเห็นผลงานอันมีเส้นสายเป็นเอกลักษณ์และละเอียดลออของอาจารย์บ่อย ๆ 

ด้วยพื้นฐานจากการเป็นสถาปนิก เมืองมนต์หลงใหลการวาดเรือน วัดวา เมืองต่าง ๆ จนรวมภาพวาดออกขายได้หลายเล่ม และที่เป็นกระแสฮือฮาก็คือการวาดแผนที่แผ่นใหญ่ มีตั้งแต่แผนที่กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาเก็บข้อมูลและคลุกคลีกับพื้นที่ถึง 10 ปี และแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคก่อนเสียกรุงซึ่งตัวเขาเองก็เกิดไม่ทัน แต่มีแรงวาดขึ้นมาเมื่อติดละคร บุพเพสันนิวาส

ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘อาจารย์’ เพราะเขาทั้งสอนวาดรูปทางออนไลน์ ทั้งเปิดคอร์สสอนผู้คนหลากหลายวัยทางออฟไลน์ สำหรับเราที่รู้จักเขาฝ่ายเดียวตั้งแต่มัธยม ไม่เคยได้คุยกันสักคำ แต่การเสพผลงาน รวมไปถึงการลงทุนปรินต์มานั่งวาดตาม ก็ทำให้รู้สึกเหมือนเขาเป็นอาจารย์อีกท่านของเรา

ชายผู้มีการวาดรูปเป็นชีวิต มีปากกาเป็นอวัยวะที่ 33 และยังกลัวฝันร้ายว่าจะวาดรูปไม่ได้ แม้จะผ่านไปถึง 30 ปี อยู่กับเราในคอลัมน์ Studio Visit แล้ว

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดบนพื้นทราย

เราต่อสายไปคุยกับเขาถึงนครพนม เมืองที่เขาสนใจและขลุกตัวอยู่ในช่วงปีหลัง ๆ เขาว่านครพนมเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในแง่วัฒนธรรม เชื้อชาติที่หลากหลาย และประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขง จนถึงตอนนี้ เมืองมนต์วาดมุมต่าง ๆ ของนครพนมจนใกล้จะรวมเล่มเป็น ‘ออนซอนสะออนนครพนม’ ได้แล้ว

เมืองมนต์ เคหารมย์ หรือ อ๊อด จบจากวิทยาลัยเทคนิคดุสิต ภาควิชาสถาปัตยกรรม เคยทำอาชีพผู้ช่วยสถาปนิกและสถาปนิก ก่อนออกจากบริษัทมาเป็นศิลปินอิสระไม่นานมานี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ใช้ชีวิตด้วยการวาดรูปมาตั้งแต่จำความได้ราวคาบปากกามาเกิด

“ตอนนี้หายจากเป็นสถาปนิกแล้วครับ แต่ยังหายไม่ขาด มีรับงานบ้าง ยังต้องกินยาต่อเนื่องอยู่” เมืองมนต์ระเบิดหัวเราะขณะตอบคำถามเรื่องอาชีพ

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

เมืองมนต์ไม่ใช่คนนครพนมอย่างที่เราเข้าใจตอนแรก เมื่อเขานัดช่างภาพของเราที่หอนาฬิกาอนุสรณ์เวียดนาม จ.นครพนม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนอุบลราชธานี ก่อนจะย้ายตามพ่อแม่มาหาชีวิตที่ดีขึ้นที่กรุงเทพฯ ตอนอายุได้ 2 ขวบ โดยที่แม่มาขายส้มตำ พ่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง หลังจากอยู่กรุงเทพฯ หลายสิบปี เขาก็ย้ายกลับไปอยู่อีสาน คราวนี้ไม่ใช่อุบลฯ แต่เป็นกาฬสินธุ์บ้านภรรยา

“ตอนเด็ก ๆ ปิดเทอม นั่งรถไฟกลับมาที่บ้านเกิดเมืองนอน ไม่มีอะไรทำ ใต้ถุนบ้านมีดินทรายละเอียด ๆ เราก็เอานิ้วไปวาด” เขาเล่าอย่างสนุกสนาน “ตอนนั้นไม่มีตำรา เราก็เอาสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงนั้นมาเป็นครูผู้สอน อยากวาดใบไม้ก็หยิบใบไม้มาวาด เจอวงกลม เจอสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ก็วาดไปเรื่อย ๆ จนประกอบเป็นรูปร่างต่าง ๆ”

จุดหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของเขาคือการได้พบ ‘อาจารย์สมชาย’ อาจารย์ศิลปะชั้นมัธยมต้นที่เขาชื่นชมว่า ‘เก่งมาก’ และขลุกตัวอยู่กับอาจารย์ตลอด แม้เพื่อน ๆ จะรวมตัวเตะฟุตบอลกันอยู่ อาจารย์สเก็ตช์ เด็กชายเมืองมนต์ก็เสิร์ฟน้ำบ้าง ช่วยเหลาดินสอให้บ้าง อาจารย์ก็ใจดีช่วยแนะนำวิธีการวาดภาพให้เด็กชายลองขีดตาม จนกระทั่งได้เป็นครูผู้ช่วยตั้งแต่วัยมัธยมต้น

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

แปลว่าอาจารย์เพิ่งมาเริ่มวาดแนวสถาปัตย์ตอนที่ต่อเฉพาะทางเหรอ?

“ใช่ครับ ผมไปเจอเทคนิคการวาดรูปแบบ Isometric แล้วก็ Perspective การจะสร้างภาพภูมิทัศน์ วาดภาพเมือง หลักวิชานี้อธิบายได้ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เรียนสถาปัตย์และได้เปิดโลกทัศน์อะไรบางอย่าง” เขาพูดเสียงจริงจัง 

“ผมชอบวิชาพวกนี้มาก เพราะมันทำให้วาดรูปสถานที่ต่าง ๆ ได้มีสัดส่วน มีสเกล มีความชัดลึกของสภาพแวดล้อม มันตอบโจทย์ผมหมดเลยจริง ๆ”

ถ้านี่เป็นการ์ตูนโชเน็น นี่ก็คงเป็นฉากที่พระเอกค้นพบพลังของตัวเอง และตื่นเต้นที่จะได้รู้ว่าตัวเองจะได้ทำอะไรยิ่งใหญ่อีกมากมายในอนาคต

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดไร้ดินสอ

อาจารย์ชอบวาดรูปมากกว่าออกแบบรึเปล่า?

“ใช่” อาจารย์เมืองมนต์ตอบรวดเร็ว “ชอบเพราะว่าผมมีอิสระ จะวาดอะไรก็ได้ มันเรื่องของผม ผมคิดว่างานศิลปะเป็นงานที่ทำตามใจตัวเองได้มากที่สุด ไม่มีใครบังคับเราได้ และถ้ามีคนชอบก็ดีใจ

เอกลักษณ์ของเมืองมนต์ คือการใช้ปากกาวาดสด ๆ ไม่มีการร่างด้วยดินสอก่อน แต่ถึงอย่างนั้นสัดส่วนต่าง ๆ ก็ออกมาถูกต้องไม่ขัดตา

“แล้วทำไมคุณถึงใช้ดินสอก่อน” อาจารย์ถามกลับแทนการตอบคำถามที่ว่า ทำไมถึงไม่ใช่ดินสอ

กลัวไม่เป๊ะ – เราตอบ

“งานศิลปะมันมีอะไรเป๊ะ” เมืองมนต์หัวเราะเสียงดัง

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

“ผมใช้ปากกาวาดเพราะไม่กลัวที่จะผิด ผมไม่ชอบความเป๊ะ มนุษย์เป็นอะไรที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว สองมือคุณยังขนาดไม่เท่ากันเลย ตาก็ยังเอียงข้าง มือก็มีถนัดซ้ายถนัดขวา เราไม่สามารถทำอะไรสมบูรณ์แบบได้”

พูดไปก็เหมือนจะง่าย จริง ๆ แล้วเขาเองก็เคยเป๊ะมาก่อนเหมือนกัน แต่มาวันหนึ่ง เมื่อเขาหลุดจากความเป๊ะที่เคร่งเครียดนั้นมาแล้ว อาวุธของเขาก็เหลือแค่ปากกาด้ามเดียวกับกระดาษ และเขาก็ชื่นชอบร่องรอยเส้นร่างด้วยปากกาที่ปรากฏให้เห็นเสียด้วย “จะได้รู้ที่มาที่ไปของงาน” เขาว่า

เมืองมนต์วาดไปทั่วเมือง บางทีก็เป็นวัดวาอารามที่มีดีเทลเยอะ ๆ ทั้งช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บางทีก็เป็นสถาปัตยกรรมอื่น ๆ บ้านเรือนบ้าง อาคารเก่าบ้าง โรงเรียนบ้าง แล้วแต่ว่าสายตาจะเห็นความงามของ Perspective ที่ไหน และจะประทับใจกับแสงเงาจากพระอาทิตย์เมื่อไหร่ ซึ่งโดยปกติแล้วก็ไม่ได้เลือกล่วงหน้านักว่าจะวาดอะไร

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา
เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

สำหรับสถานที่วาดภาพ เขาบอกว่าหากตรงนั้นนั่งวาดได้สะดวก ๆ คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป สภาพดินฟ้าอากาศเป็นใจ เขาก็นั่งวาดที่นั่นได้เลย (เรียกว่า On Location) แต่หากไม่สะดวกอย่างนั้น ก็อาจจะเก็บภาพมานั่งวาดที่ร้านกาแฟหรือที่บ้านก็ได้

“ผมเป็นคนที่ไม่ทรมานตัวเอง และแทบจะไม่ยืนวาดเลย การวาดภาพควรจะมีความสุข ดูรูปแล้วเจ๋งแต่ร่างกายไม่ไหวก็ไม่ดี” เขาเผย “ถ้าไปยืนพิงกำแพงวาดร้อน ๆ เหงื่อแตก แล้วเส้นออกมาไม่เป็นตัวเรา ยอมถ่ายภาพไว้แล้วเดินไปหาร้านกาแฟนั่ง สั่งกาแฟ สั่งเค้กสักชุดดีกว่า ภาพจะได้ดีขึ้น”

หากไปส่องเฟซบุ๊กเมืองมนต์ จะเห็นว่าบางรูปอาจารย์ก็วาดคร่าว ๆ เหมือนเป็นการสเก็ตช์ไว ๆ แต่บางรูปก็มีเส้นสายละเอียดลออมาก ๆ ตรงนี้อาจารย์บอกว่า “แล้วแต่ความอยากมัน” หากรู้สึกว่าอยากใช้วิชา อยากอยู่กับภาพไหนนาน ๆ อาจารย์ก็จะใช้สมาธิฝนเส้นละเอียด ๆ คม ๆ นับพันเส้น จนออกมาเป็นภาพที่มีความชัดลึก

เมืองมนต์ นักวาดไร้ดินสอผู้หลงมนต์เมือง วาดตั้งแต่เรือนอีสานไปถึงแผนที่กรุงศรีอยุธยา

ความเป็นอีสานส่งผลอะไรต่อความชอบด้านสถาปัตยกรรมหรือการวาดรูปของอาจารย์ไหม?

“ส่งผลนะ เรารักถิ่นฐาน รักความเป็นชาวอีสาน และภูมิใจในสภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ก่อนจะรู้เรื่องรู้ราวที่เป็นบ้านเพิงไม้ของชาวไทดำ” เขาตอบ “คนอีสานมีเชื้อสายที่แตกแขนงลงไปเป็นลาวซ่ง ภูไท ลาวพวน ลักษณะบ้านก็แตกต่างกัน ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กเลยชอบครับ

“ผมทำอาชีพสถาปนิก อยู่กับบ้านก่ออิฐถือปูน ผ่านกระบวนการสวย ๆ งาม ๆ มานาน ก็เกิดความเบื่อ ผมชอบเส้นสายที่ชาวบ้านเขาออกแบบ มีไม้ทับเกล็ด ไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงจาก นี่แหละคือครูที่ดีในการสอนผมวาดลายเส้น”

นักวาดแผนที่

หลักจากชวนคุยเรื่องการวาดเส้นไปได้สักพัก เราก็ไม่พลาดที่จะถามถึงการวาด ‘แผนที่เมือง’ บนกระดาษเยื่อไผ่ของเมืองมนต์ จนถึงตอนนี้เขาวาดมา 7 สถานที่ 8 แผ่น ได้แก่ แผนที่กรุงเทพฯ กรุงศรีอยุธยา (2 ภาพ) เชียงใหม่ เพชรบุรี หลวงพระบาง นครศรีธรรมราช นครพนม โดยมีนครปฐมและเวียงจันทน์กำลังต่อคิว

“เราวาดเพราะไม่เคยวาด” เมืองมนต์เล่าอย่างอารมณ์ดี “เราเป็นศิลปินก็ต้องสร้างงานใหม่ ๆ ออกมานำเสนอคนอื่น พอทำงานเดิม ๆ ก็ลองเปลี่ยนสไตล์การทำงาน ใช้วิชาชีพสถาปัตยกรรมผังเมืองลองวาดบ้าน วาดนู่นนี่นั่นเข้าไป จนเกิดมาเป็นงานแผนที่

“อีกประเด็นหนึ่งคือ ผมอยากอยู่กับลายเส้นนาน ๆ ก็เลยอยากทำแผนที่” เขาเสริม

สำหรับเมืองมนต์แล้ว การทำแผนที่ให้ดี ไม่ใช่แค่การเปิด Google Maps มาวาด หากเขาใช้วิธีเดียวกับตอนฝึกวาดรูปสมัยมัธยมต้น ก็คือการเอาตัวลงไป ‘ขลุก’ ลงไป ‘คลุกคลี’ กับสิ่งที่ต้องการศึกษา อย่างหลวงพระบาง กว่าจะวาดจนเสร็จ เขาก็เทียวไปเทียวมา 5 – 6 ครั้ง สร้างความผูกพัน วาดมุมนั้นมุมนี้ของเมืองจนรวมได้เป็นหนังสือ ‘The Spirit of Lungprabang ดินแดนแห่งบรรพชน’ แล้วค่อยออกมาเป็นแผนที่หลวงพระบางจริง ๆ

ส่วนแผนที่กรุงศรีอยุธยาที่เขาตั้งชื่อเล่นให้ตามละครที่ติดว่า ‘ออเจ้า’ เขาใช้วิธีศึกษาแผนที่โบราณ รีเสิร์ชสถานที่สำคัญ ๆ และเดินทางไปดู ไปวาดรูป ถ่ายรูปอยุธยาจนพรุน เช้านั่งรถไฟไป เย็นนั่งรถไฟกลับ วันรุ่งขึ้นก็ไปใหม่ แม้สถานที่จะเปลี่ยนไป แต่โครงเดิมก็ยังอยู่

“นอกนั้นก็ยอมรับว่ามโนเอานะ” นักวาดพูด “ภาพวาดทุกภาพเกิดจากการมโนเยอะเลยนะ มันไม่มีทางที่จะทำทุกอย่างให้เป๊ะ เมื่อไหร่ที่คุณคิดอยากวาดภาพให้เหมือน มันก็ไม่เหมือนแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่คุณวาดตามสไตล์ตัวเองนั่นแหละ มันจะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมา

“เราขายจินตนาการของเรา เหมือนกับคนแต่งเพลงที่รักที่สื่อสารความรักออกมา แต่เราสื่อสารด้วยภาษาของศิลปะ เพราะศิลปะเป็นการสื่อสารแรก ๆ ของมนุษย์

แผนที่กรุงเทพฯ
แผนที่กรุงศรีอยุธยา

นักวาดเพื่อชีวิต

ผมวาดรูปของผมไปเรื่อย จนกระทั่งคนจำลายมือลายเส้นเราได้ จำสไตล์งานเราได้ การได้สไตล์งานเนี่ยมันมากกว่าถูกรางวัลที่หนึ่งอีกนะ” การหาสไตล์ไม่ใช่เรื่องง่าย และกว่าจะกลายเป็นภาพจำ ‘สไตล์อาจารย์เมืองมนต์’ ของคนหัดวาดหลาย ๆ คน อาจารย์เองก็ผ่านการฝึกฝนมาหลายสิบปี

ในทางกลับกัน เมืองมนต์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเจ้าของสไตล์การวาดแบบนี้แต่อย่างใด แต่เขาชื่นชอบงานของนักเดินทางชาวอังกฤษ-ชาวฝรั่งเศสสมัยก่อน และนำมาตีความใหม่เป็นเส้นสายของตัวเอง ซึ่งหากใครจะหัดวาดแบบที่เขาวาดบ้าง เขาก็ยินดีมาก

“ทุกวันนี้ผมวาดรูปเพื่อเติมเชื้อไฟ ผมใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตก็จะหาลายเส้นของตัวเองได้ เราก็ไม่อยากจะทิ้ง ผมจะวาดไปจนกว่าจะไม่มีแรง โลกนี้ยังมีอะไรเป็นพันเป็นหมื่นที่ผมยังไม่ได้วาด มัน Never die เลย” เมืองมนต์เล่าด้วยน้ำเสียงที่มีพลังแรงกล้า ทำเอาเราที่ตั้งใจจะถามต่อว่าเขาจะทำยังไงหากรู้สึกหมดไฟพับเก็บคำถามนั้นไป

ที่สำคัญอีกอย่าง ด้วยบทบาท ‘อาจารย์’ เมืองมนต์ได้ส่งต่อความรู้และทักษะการวาดรูปไปให้คนมากมาย ทั้งไลฟ์สอนวาดในเฟซบุ๊ก เปิดคอร์สเรียนโดยมีเด็ก 4 ขวบเป็นลูกศิษย์ซึ่งอ่อนวัยที่สุด และมีคุณลุงอายุ 90 เป็นลูกศิษย์ที่สูงวัยที่สุด

“ยอมรับเลยว่าการวาดรูปเป็นชีวิตของผม ผมมีกินมีใช้เพราะวาดรูป มีชื่อเสียง มีอะไรทุกอย่างก็เกิดจากการวาดรูป ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าวาดรูปไม่เป็น เราจะต้องทำอะไรวะ อาจจะเดินเรื่อยเปื่อยละมั้ง” 

เขาบอกว่าการวาดรูปนั้นต่อยอดไปได้มากมาย รูปวาดเป็นตั้งทั้งหมดก็เป็นลิขสิทธิ์ของเขา อยากจะทำเป็นผลิตภัณฑ์อะไรก็ยังทำได้ หากเด็ก ๆ คนไหนอยากเรียนศิลปะแต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน เพราะกลัวชีวิตจะไม่มั่นคง ก็สืบค้นแนวทางการประกอบอาชีพในอนาคตไปนำเสนอให้ผู้ปกครองฟังก่อนได้

“คนที่กำลังฝึกวาดรูปอยู่ อ่านเสร็จแล้วก็ไปวาดนะ” ชายผู้กลัวฝันร้ายหัวเราะอีกครั้ง “วาดรูปให้มันเสร็จ แล้วจะดีต่อตัวคุณเอง นี่คือสิ่งที่ผมฝากไว้ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ไม่มีคำคมหรือปรัชญาอะไรทั้งสิ้น”

ภาพ : เมืองมนต์ เคหารมย์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

เจษฎาภรณ์ บัวสาย

ช่างภาพอาชีพ สารคดีท่องเที่ยว อีเวนท์ และ เวดดิ้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load