หนึ่งในข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการสนีกเกอร์เมืองไทยในช่วงต้นปีนี้ คือการที่ CARNIVAL ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ adidas ให้เป็นหนึ่งในร้านระดับสูงสุดหรือที่เขาเรียกว่า ‘adidas Consortium’

‘The most influential retailers around the world’ คือประโยคที่ทาง adidas ใช้นิยามร้านที่ได้รับคัดเลือก

ท่ามกลางร้านรองเท้าหลักพันหลักหมื่นร้านทั่วโลก มีร้านรองเท้าไม่ถึงหลักร้อยที่ได้รับเกียรตินี้ หรือหากเฉพาะเจาะจงลงไปที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงวันนี้ก็มีเพียง 3 ร้านเท่านั้น

Carnival

สำหรับคนที่สนใจวงการสตรีทแฟชั่นย่อมเห็นตรงกันว่านี่คือหมุดหมายสำคัญของวงการสนีกเกอร์บ้านเรา

จากร้านรองเท้าเล็กๆ ย่านสยามที่ขายเพียงแบรนด์เดียว จากวันแรกที่มีลูกค้าเข้าร้านเพียงคนสองคน อะไรกันที่พาให้ CARNIVAL เดินทางมาไกลขนาดนี้ วันที่กลายเป็นร้านรองเท้า Multibrand ที่ดีที่สุดในประเทศ วันที่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์ระดับโลก วันที่มีคนมาต่อคิวซื้อรองเท้าเกินครึ่งพัน

บางทีคำตอบนั้นอาจอยู่ในบทสนทนาของเรา

1.

บางอย่างคุณทำให้ตายแค่ไหน ถ้าไม่มีเรื่องของจังหวะเวลาที่ดีมันก็ไม่สำเร็จ”

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของร้าน CARNIVAL ในวันนี้ ส่วนสำคัญนั้นมากจากมุมมองของชายผู้ก่อตั้งโดยตรง แต่เมื่อผมชวนคุยถึงปัจจัยความสำเร็จ เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธและยกเครดิตให้กับเรื่องของจังหวะและโอกาส

หรือที่ใครบางคนเรียกมันว่า โชคชะตา

อนุพงศ์ คุตติกุล อนุพงศ์ คุตติกุล

“ผมจะไม่พูดว่าผมทำขึ้นมาได้ทุกวันเพราะความเก่งของผมอย่างเดียว เราต้องยอมรับก่อนว่ามันไม่ใช่ เพราะบางอย่างคุณทำให้ตายแค่ไหน ถ้าไม่มีเรื่องของจังหวะและเวลาที่ดีมันก็ไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งที่เราขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ มันมีทั้งสิ่งที่เราพยายามทำ เป็นแพสชันของเรา ความพยายามของเรา ความตั้งใจของเรา แต่จังหวะเวลาในการทำก็สำคัญ”

ชายหนุ่มย้อนเล่าว่าในวันที่เริ่มต้นร้านเมื่อกว่า 7 ปีก่อนตลาดสนีกเกอร์บ้านเรายังเล็ก ผู้เล่นในตลาดยังน้อย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นมาจนวันที่สปอตไลท์สาดส่อง

“ณ วันที่เราทำยังไม่มีคนทำ ตลาดยังไม่ใหญ่อย่างทุกวันนี้ ถ้าคุณมาเริ่มธุรกิจ ณ เวลานี้มันก็ยากแล้ว เพราะมีผู้เล่นเข้ามามากมาย การดีลกับแบรนด์หรือการสร้างสิ่งต่างๆ มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสมมติ 5 ปีที่แล้วมีแบรนด์เสื้อผ้าไทยอยู่ 10 แบรนด์ แต่ ณ ตอนนี้มีอยู่ 50 แบรนด์ คุณจะทำยังไงให้คุณต่างจาก 50 แบรนด์นั้น และยิ่งนานไปยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้บริโภคมีความรู้ขึ้นเรื่อยๆ เลือกมากขึ้นเรื่อยๆ คุณจะทำยังไงให้คุณสามารถเข้าไปถึงใจผู้บริโภคได้

“ทุกวันนี้ถามว่าคุณจะเริ่มทำแบรนด์ของตัวเองทำได้มั้ย ทำได้นะ แต่คุณต้องมีความพยายามมากและคุณต้องมีความชัดเจนกับสิ่งที่คุณทำ คุณต้องรู้จริง คุณต้องแตกต่าง”

2.

เราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง

“เราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำ เป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง” ชายตรงหน้าบอกความฝันในวันที่ร้านเปิด ความฝันที่ฟังดูสั้นกระชับแต่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ง่าย

“เริ่มด้วยฝันอยากเป็นร้านชั้นนำ แล้ววันแรกร้านขายถล่มทลายเลยไหม” ผมสงสัย

“วันนั้นขายลูกค้าแค่คนสองคน” ปิ๊นตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะย้อนเล่าความยากลำบากในจุดเริ่มต้น “ตอนนั้นก็รอลุ้นอยู่ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง เราแค่คาดหวังให้มันดี แต่พอเปิดแล้วมันยังไม่ดีเราก็พยายามหาทางว่าทำยังไงให้ไปถึงจุดที่มันสามารถอยู่ได้”

ช่วงแรกนอกจากคนเข้าร้านน้อย อีกสิ่งที่เขาต้องเผชิญคือคำสบประมาทจากคนรอบข้าง ทั้งคนใกล้ตัวและไกลตัว

Carnival Carnival

“ทั้งญาติและพ่อแม่เขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำมันจะไปได้ พ่อแม่ลุงป้าน้าอาบอกไปไม่รอดหรอก อย่าเปิดเลย เปิดทำไม ถ้าเปิดไม่รอดแล้วเดี๋ยวจะทำยังไง แต่คือเราเป็นคนที่ค่อนข้างพร้อมเสี่ยง เราไม่กลัวความเสี่ยง เราชอบที่จะตัดสินใจ ตัดสินใจเร็ว โดยที่ไม่ค่อยพะวงหลังเท่าไหร่ แต่ในขณะเดียวกัน ความกล้าเสี่ยงของเราเราไม่ได้ทำแบบซี้ซั้ว ผมศึกษาและทำเองทุกอย่างตั้งแต่วันแรกที่ร้านเปิด ตอนนั้นเราทำงานประจำอยู่ ตอนเย็นก็มาถ่ายรูปสินค้าลงเฟซบุ๊ก รีวิว ตอบคอมเมนต์ลูกค้า รับโทรศัพท์ ขายของ เพราะฉะนั้น หน้าที่ทุกหน้าที่ในร้านผมทำมาหมดแล้ว แม้กระทั่งพ่นสีเพื่อตกแต่งร้าน

“ตั้งแต่เราเปิดร้านมาเรายึดมาตลอดว่าเราจะทำอะไรต้องทำให้สุด ทำอะไรแล้วเราต้องตั้งใจทำ แล้วผลลัพธ์ออกมายังไงเราไม่เสียใจเพราะว่าเราตั้งใจแล้ว แต่เราจะรู้สึกเฟลถ้าเกิดมันล้มเหลวแล้วพอมองกลับไปเราเห็นตัวเองว่ากูยังไม่เต็มที่ ฉะนั้น จึงเป็นที่มาว่าทุกวันนี้เราทำอะไรเราทำสุดจริงๆ สุดจนกระทั่งถ้ามันเฟลเราก็ยอมรับได้ เราไม่เสียใจ เราทำสุดแล้ว”

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นและทำให้เกิดจุดเปลี่ยนคือเขาพร้อมปรับตัวเสมอ-หากการปรับและเปลี่ยนพาร้านให้ก้าวไปข้างหน้า

จากวันแรกที่ตั้งใจขายรองเท้าเพียงแบรนด์เดียวคือ Converse ประเทศไทย อันเป็นที่มาของชื่อร้าน ‘Converse Carnival’ เขาเปลี่ยนเกมมานำเข้า Converse จากต่างประเทศเพื่อสร้างความน่าสนใจและความแตกต่าง ก่อนจะขยับขยายกลายเป็นร้าน Multibrand อย่างทุกวันนี้

“ตอนแรกเราเปิดร้านเพื่อขายคอนเวิร์สไทย แต่พอเปิดไป 6 เดือนเราเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่ทางที่เราจะไป เราก็เขยิบไปขายคอนเวิร์สต่างประเทศที่นำเข้ามา จนกระทั่งพอผ่านไปปีหนึ่งคอนเวิร์สไทยเราไม่ขายแล้ว แต่มันก็นำพาเราไปสู่จุดอื่นที่มันไกลกว่านั้น

ปิ๊น Carnival

ในการทำธุรกิจมันมีโอกาสที่แบรนด์คุณจะเติบโต หรือความคิดคุณมันเปลี่ยนระหว่างทางได้ หรือมันมีก้าวที่พัฒนาไปในจุดที่มันดีกว่าก็ได้ ก็เหมือนร้าน CARNIVAL อย่างที่บอกว่าหลักยึดมั่นของเราตั้งแต่วันแรกคือเราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง เราต้องเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำ ซึ่งการเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำเราจะขายแค่แบรนด์เดียวไม่ได้ มันก็เลยทำให้จุดมุ่งหมายการเดินทางของเรามันนำไปสู่เป้าหมายที่ว่า ซึ่งเป้าหมายตรงนั้นก็ยังคงอยู่ทุกวันนี้ ทุกอย่างที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การถ่ายภาพสินค้า การสื่อสารกับลูกค้า ทุกอย่างมุ่งไปที่เป้าหมายนั้นหมดเลย”

จากวันแรกที่มีลูกค้าเข้าร้าน ‘คนสองคน’ อย่างที่เขาว่า ทุกวันนี้ร้านเขามีลูกค้าแวะเวียนเข้าร้านตลอดทั้งวันและกลายเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึง

“ตั้งแต่เปิดร้านมาวันที่ลูกค้าเยอะที่สุดก็น่าจะเป็นวันนี้มีการเข้าคิวซื้อรองเท้านี่แหละ น่าจะมีห้าหกร้อยคนภายในวันเดียว วันนั้นขายรองเท้าไป 1,500 คู่”

3.

ผมเป็นคนที่คิดเรื่องเงินน้อยมาก”

ไม่แปลกถ้าสื่อต่างๆ จะพยายามถอดบทเรียนทางธุรกิจจากชายผู้นี้ แต่จากบทสนทนาที่เราคุยกัน ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่นักธุรกิจในนิยามของนักธุรกิจที่เราเข้าใจ

เขาไม่มีเทคนิควิธีการทำการตลาดแสนซับซ้อนมาแชร์ หากมีเพียงแต่การตลาดแสนจริงใจมาแบ่งปัน

เมื่อก่อนตอนเป็นผู้ซื้อโหยหาอะไร อยากได้อยากเห็นอะไร-ก็ทำอย่างนั้น

“ผมเรียนรู้จากการที่เราเป็นคนที่บ้าคลั่งในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราบ้าในการซื้อสินค้า ตั้งแต่เด็กเราเล่นเกม เราสะสมของเล่น เราซื้อของ เรารู้ว่าผู้บริโภคเวลาซื้อของเขาอยากได้กล่องสวยนะ เขาอยากได้ของลิมิเต็ดนะ เขาอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ดูมีคุณค่านะ เพราะฉะนั้นมันคือประสบการณ์เราตั้งแต่เด็ก จากการเป็นผู้บริโภคนี่แหละ แล้วเราใช้ประสบการณ์จากการเป็นผู้บริโภคมาทำแบรนด์ของเราเอง

ผมมองว่าร้านหรือแบรนด์มันคือคน แบรนด์ CARNIVAL คือผม คือตัวตนของผมที่จะสื่อออกไป เราเป็นคนสนุกสนาน ชอบช้อปปิ้ง ชอบรองเท้า รักแฟชั่น นี่คือตัวตนที่สื่อความเป็น CARNIVAL เพราะฉะนั้นสินค้าที่มาวางขายที่นี่จะได้รับความเป็นตัวตนของเราไป ด้วยวิธีการนำเสนอ วิธีการพูด วิธีการถ่าย Lookbook วิธีการทำวิดีโอ วิธีการวางสินค้า

อย่างที่เขาว่า, ความแตกต่างของ CARNIVAL กับร้านรองเท้าอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดคือการสื่อสารถึงสินค้าในร้านอย่างผู้รู้และดูออกว่ามีแพสชันกับสิ่งที่กำลังขาย หาใช่พ่อค้าที่รับมาขายไปเพื่อหวังกำไรเพียงอย่างเดียว

ปิ๊น Carnival Carnival

“ผมเป็นคนที่คิดเรื่องเงินน้อยมาก” ปิ๊นบอกผมอย่างนั้นระหว่างผมชวนคุยเรื่องวิถีการสร้างแบรนด์

ซึ่งคำว่า ‘คิดเรื่องเงินน้อยมาก’ ในความหมายของเขาเป็นคนละความหมายกับการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่คิดหน้าคิดหลัง หากแต่มันหมายถึงการไม่ให้ตัวเลขกำไรมาเบียดเบียนลดทอนคุณภาพของงานที่ตัวเองอยากเห็น อยากพาไปให้ถึง

“มันอาจจะดูว่าพูดสวยหรูนะ แต่ว่าตั้งแต่เปิดร้านวันแรกมาถึงวันนี้ เรื่องเงินเป็นส่วนที่ผมคิดน้อยมากเลย ยกตัวอย่างผมเสียค่าถ่าย Lookbook กับการถ่ายวิดีโอคอลเลกชันที่คอลแลบกับ Star Wars ไป 3 แสน ผมตกลงที่จะถ่ายก่อนที่ผมจะคำนวณด้วยซ้ำว่าคอลเลกชันนี้ผมจะกำไรเท่าไหร่ ผมไม่เคยมานั่งคิดว่าจ่ายเป็นแสนแล้วพอหักจากกำไรค่าขายเสื้อผ้าแล้วผมจะเหลือกำไรเท่าไหร่ บริษัทอื่นเขาอาจต้องคิด เขาอาจต้องวางแผนก่อนว่าคุณโปรโมตหรือจะทำสิ่งเหล่านี้แล้วสุดท้ายคุ้มเงินมั้ย”

Carnival

“แล้วถ้าให้ย้อนมอง สิ่งที่คุณเลือกทำมันคุ้มมั้ย” ผมชวนเขาทบทวน

“สำหรับเรา ผมมองมันเป็นการสร้างแบรนด์ แล้วผมว่ามันคุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไป เพราะทุกวันนี้คนก็มองภาพแบรนด์ CARNIVAL จากสิ่งที่เราทำนั่นแหละ เราลงทุนไปถ่าย Lookbook เรานำเสนอแบรนด์ เราทำ collaboration กับต่างประเทศ ทุกๆ อย่างมันนำไปสู่คำตอบแรกที่เราบอกว่าเราอยากให้คนมองว่าร้านเราเจ๋ง มันอาจเป็นส่วนที่ทำให้เรากำไรน้อยลง แต่มันส่งเสริมให้แบรนดิ้งของเราดีขึ้น เมื่อแบรนดิ้งดีขึ้น ภาพลักษณ์ดีขึ้น สินค้าอื่นๆ ของเราก็ขายได้

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมเคยเล่าคือช่วงแรกที่เปิดร้าน เราวางขายคอนเวิร์สรุ่น Mamafaka ร้านเราได้มา 100 คู่ แต่ ณ ตอนนั้นมีคนมาต่อคิวที่หน้าร้านประมาณ 150 คนแล้ว หรือถึง 200 คนด้วยซ้ำ ถือเป็นรุ่นแรกที่มีคนมาต่อคิวที่ร้านเรา ตอนนั้นเราอยากให้คนได้ของจากร้านเราเยอะที่สุด แต่เราก็ไม่รู้จะทำยังไง

“ตอนนั้นผมรู้ว่ารองเท้ารุ่นนี้มันมีขายที่ร้านอื่นด้วยแต่คนไม่รู้ เช่นที่ร้านคอนเวิร์สสาขาที่อยู่ในสยามหรือโตคิว เพราะเมื่อก่อนคอนเวิร์สเขาไม่ทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก สิ่งที่ผมตัดสินใจทำก็คือ ผมเดินไปเพื่อไปซื้อราคาเต็มที่โตคิว แล้วเอามาใส่เป็นสต็อกร้านเราเพื่อขายให้ลูกค้าในราคาเท่าเดิม เราไม่ได้กำไรเลย แต่สิ่งที่เราได้คือลูกค้ารู้ว่าที่นี่มีของเยอะ เราคิดแค่นั้น

“เราไม่จำเป็นต้องกำไรเป็นเงิน เรากำไรจากการที่คนคิดว่าร้านเราเจ๋ง ร้านเราดี แค่นั้นเลย”

4.

สิ่งที่เราทำมันเป็นบันไดให้เราขึ้นมาถึงได้ทุกวันนี้”

ในแต่ละวงการย่อมมีหมุดหมายสูงสุดที่ตัวละครต่างๆ ในวงการนั้นอยากพาตัวเองไปให้ถึงฝั่งฝัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าเป็นนักฟุตบอล อาจขอให้ได้ไปสัมผัสการแข่งขันฟุตบอลโลกสักครั้ง หรือถ้าเป็นเชฟ อาจขอให้ได้รับเลือกเป็นเชฟมิชลิน 3 ดาว

ในวงการร้านสนีกเกอร์ทั่วโลกก็มีหมุดหมายที่เป็นคล้ายความฝันของผู้ก่อตั้งร้านทุกคน คือการได้รับการคัดเลือกเป็นร้านระดับสูงสุดของทั้งฝั่ง adidas และ Nike สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก

ซึ่งท่ามกลางร้านรองเท้าหลักพันหลักหมื่นร้านทั่งโลก มีร้านไม่ถึงหลักร้อย ที่สามารถไปถึงฝั่งฝันนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นร้านที่อยู่ในประเทศซึ่งวงการสตรีทแฟชั่นแข็งแรง อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป

KITH, Undefeated, Patta, Footpatrol, Mita Sneakers, Solebox, JUICE ฯลฯ คือตัวอย่างรายชื่อร้านสนีกเกอร์ระดับโลกที่สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ว่า โดยร้านที่ได้รับคัดเลือกนี้จะได้รับสิทธิ์ในการวางขายผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญ

และหนึ่งในข่าวใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการสนีกเกอร์เมืองไทยในช่วงต้นปีนี้ คือการที่ CARNIVAL ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ adidas ให้เป็นหนึ่งในร้านระดับสูงสุดหรือที่เขาเรียกว่า ‘adidas Consortium’ เคียงข้างร้านดังระดับโลก

Carnival Carnival

“ยากเหมือนทีมชาติไทยได้ไปบอลโลก”

ผู้ก่อตั้งร้าน CARNIVAL บอกอย่างนั้นเมื่อผมชวนคุยถึงความสำเร็จล่าสุดของร้าน “ณ ตอนที่เราเริ่มต้นทำร้านเราคิดอยู่แล้วแหละว่าเราอยากได้ แต่แบรนด์เขาเคยบอกผมเหมือนกันว่าขนาดที่ญี่ปุ่นมี 8 ร้านยังโดนลดเหลือ 5 ร้านเลย คือขนาดญี่ปุ่นที่ประเทศเขาแข็งแรงกว่าเราในเรื่องนี้คูณไป 20 เท่ายังโดนลดจำนวนเลย ผมเลยมองว่าโอกาสที่เราจะได้มันยากมาก

“ผมเองมองว่าโอกาสที่จะได้มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แล้วผมเชื่อว่าถ้าคุณสร้างแบรนด์ใหม่ ณ ตอนนี้ ผมว่าอีก 5 ปี 10 ปีก็ยากมากที่จะได้ เพราะมันอยู่ที่จังหวะเวลาและนโยบายของทางแบรนด์ด้วย อย่างปีนี้ที่เราได้ ทั้งโลกมีที่ว่างเพียงตำแหน่งเดียว adidas เขาจะรับแค่ร้านเดียวในปีนี้ ซึ่งคุณต้องแข่งกับตัวเลือกประเทศอื่นอีกไม่รู้กี่ร้อยประเทศ แล้วมันไม่ใช่การส่งรายชื่อไปด้วยนะ คือเขาไม่ได้มีการประกาศรับสมัคร มันมาจากการที่แบรนด์เขามองเห็นเราเอง แล้วประเทศไทยคือประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในแผนที่โลก มองง่ายๆ ร้านในยุโรปอีกกี่ประเทศ แต่เขาเลือกเรา”

“คิดว่าอะไรทำให้เขาเลือกร้านในประเทศเล็กๆ อย่างที่คุณว่า” ผมถาม

“ผมคิดว่าเขาดูแบรนด์ดิ้ง เขาดูการนำเสนอของร้าน ว่าถ้าเขาเอาสินค้ามาวางขายที่ร้านคุณ ภาพลักษณ์ของแบรนด์เขาจะเป็นยังไง เหมาะสมมั้ยกับการที่ร้านคุณจะได้รับประกาศว่าเป็น Consortium คล้ายการได้รับประกาศเป็นเชฟมิชลินเหมือนกัน ถ้าสมมติมิชลินซี้ซั้วให้ 3 ดาวกับใครไม่รู้ ถ้าคนไปกินแล้วห่วย สุดท้ายมันก็เสียภาพลักษณ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องมองว่าภาพลักษณ์ของเราเป็นยังไง Position ของเราอยู่ตรงไหน ณ ตอนนี้

คือสินค้าลิมิเต็ดต่างๆ คุณไปตั้งขายที่ข้างถนนก็ขายได้ ขายตรงไหนก็ขายได้ เพราะตัวสินค้ามันขายได้อยู่แล้ว แต่การที่คุณผลิตสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมา คุณจะไปวางขายที่ไหนก็สำคัญ เพราะมันส่งผลถึงภาพลักษณ์ของสินค้าของคุณ ซึ่งถ้าเป็นคุณ คุณก็ต้องเลือกที่ที่ดีที่สุดถูกไหม ซึ่งแบรนด์เขามองว่าสถานที่ดีที่สุดในการขายคือ CARNIVAL เขาถึงเลือกเรา

อนุพงศ์ คุตติกุล

“เพราะฉะนั้น มันเป็นความภูมิใจของเราที่สิ่งที่เราทำทุกอย่างมา ที่ผมถ่าย Lookbook ไปเป็นแสน ที่ผมทำ Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก เช่น Bearbrick หรือ G-Shock มันคือบันไดที่ต่อยอดไปสู่สิ่งที่เราไม่มีวันรู้เลยว่าวันนึงมันจะกลายเป็นอะไร แต่ทุกอย่างมันเป็นบันได้ให้เราก้าวขึ้นมาถึงทุกวันนี้ได้”

แล้วการที่ร้าน CARNIVAL ได้รับขยับเป็นร้านระดับสูงสุดครั้งนี้จะเปลี่ยนวงการสนีกเกอร์เมืองไทยไปอย่างไรบ้างไหม-ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนเราแยกย้ายจากกัน

“หลังจากนี้คนไทยจะมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เจ๋งขึ้น ไม่ต้องหิ้วจากต่างประเทศอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องซื้อรีเซลล์อีกต่อไปแล้ว บางคนที่เขารอคอยมาเป็นสิบปีว่าอยากให้เมืองไทยมีซีรีส์เหล่านี้ขาย มีคอลเลกชันเหล่านี้ขาย เรามีขายแล้ว มันเหมือนเราได้เติมเต็มความฝันของเขา

“อีกอย่างคือเป็นความภูมิใจหรือเป็นมิชชันที่เราพยายามจะทำมาตลอด ตั้งแต่วันแรกเราพยายามพูดกับแบรนด์มาตลอดว่าประเทศไทยเจ๋งนะ ประเทศไทยเวลาบ้าอะไรเราบ้าสุดนะ เพราะฉะนั้นเวลาผมไปต่างประเทศ หรือไปพูดกับแบรนด์ ผมจะพยายามบอกตลอดว่า Culture ของสนีกเกอร์ในไทยมันไปไกลกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคแล้วนะ ผมพยายามพรีเซนต์ประเทศตัวเอง แล้วในขณะเดียวกัน คนในวงการก็พยายามช่วยกันสื่อสารเหมือนกันว่าคุณต้องมองประเทศไทยแล้วนะ พอเราได้รับตำแหน่งนี้ก็เหมือนเราเป็นทีมชาติไทย เราสามารถพรีเซนต์ประเทศไทยให้เขาเห็น และวันนี้เขายอมรับแล้ว”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

เราจำกางเกงยีนส์ตัวแรกของเราไม่ได้ แต่จำกางเกงยีนส์ตัวล่าสุดได้ดี กางเกงยีนส์มือสองที่เรารับมาดูแลต่อจากงานการกุศลเพื่อระดมทุนอาหารกลางวันและทุนการศึกษาเด็ก ไม่ได้เป็นทรงยอดนิยม และไม่ได้มีสีสันที่สวยงาม แต่กลับถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก

เหมือนกับที่ใครบอกไว้ว่า เราไม่เลือกเสื้อผ้าหรอก เสื้อผ้าต่างหากที่เป็นคนเลือกเรา

แม้จะเผื่อเวลาล่วงหน้าประมาณหนึ่ง แต่การเดินทางที่คาดเดาไม่ได้ทำให้เราไปถึงที่นัดหมายทันเวลาพอดีแบบฉิวเฉียด แผนการที่จะขอลองกางเกงยีนส์สีสดก่อนเริ่มต้นสนทนาจึงต้องพับเก็บไป

เรามีนัดกับ ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ เจ้าของแบรนด์และนักออกแบบของ Indigo Skin ในวันที่แบรนด์กางเกงยีนส์สัญชาติไทยแบรนด์นี้ มีอายุครบรอบ 9 ปีพอดิบพอดี

 ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

จากโจทย์ตั้งต้นที่อยากทำกางเกงยีนส์คุณภาพเยี่ยมผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย Indigo Skin พาตัวเองไปไกลกว่านั้น

กางเกงยีนส์ที่เลือกใช้ผ้าคุณภาพดี สั่งทอจากเครื่องจักรโบราณสมัยสงครามโลกของญี่ปุ่น และด้วยความมุ่งมั่นทำให้เป็นแบรนด์ไทยที่ตีตรา Made in Japan ผลิตตรงจากญี่ปุ่น สร้างปรากฏการณ์ มีคนมากางเต็นท์นอนรอเข้าแถวเพื่อเป็นเจ้าของกางเกงยีนส์รุ่นพิเศษที่ Indigo Skin ทำร่วมกับ Momotaro Jeans แบรนด์เก่าแก่จากญี่ปุ่น ซึ่งหมดภายใน 3 ชั่วโมง เป็นแบรนด์ไทยที่เริ่มรู้จักในวงการสตรีทที่ญี่ปุ่น และแม้แต่คนญี่ปุ่นก็หลงรัก

ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่นเท่านั้น คนชาติอื่นๆ ก็รัก Indigo Skin สังเกตจากลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติที่แวะเวียนมาที่ร้านอย่างไม่ขาดสายตลอดบทสนทนา

ก่อนจะพาคุณไปฟังความรักที่มีต่อกางเกงยีนส์ของ ก้อ ธัชวีร์ เราอยากชวนคุณมาเดินชมผลจากความรักของเขากันก่อน

กางเกงยีนส์

กางเกงยีนส์ตัวนั้น ฉันเห็นมันสนุกสนานเหลือทน

“ตอนเริ่มต้นทำแบรนด์ผมเกือบจะตั้งชื่อว่า ‘กนกยีนส์’ แล้ว”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเราแสดงสีหน้าโล่งอกโจ่งแจ้งมากเกินไปหรือเปล่า ก้อจึงรีบชี้แจงที่มาของชื่อ Indigo Skin ให้เราฟัง

“แต่พอคิดไปคิดมา ชื่อ กนกยีนส์ อาจจะสร้างกรอบให้ตัวเองมากไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบชื่อไทยนะ เพียงแต่เรากลับมาคิดถึงเหตุผลที่เริ่มต้นแบรนด์ขึ้นมา เรารักกางเกงยีนส์ เราเป็นคนใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน เหมือนเป็นผิวหนังที่สองของเรา ผิวหนังสีคราม”

ก้อเล่าว่า ความเป็นไทย หรือหัวใจสำคัญที่ Indigo Skin สื่อสารตั้งแต่ต้น อย่าง Quality of Siam ไม่ได้หมายความถึงลายกนก หรือการอนุรักษ์นิยมผ้าไทยในทุกรายละเอียดเท่านั้น แต่หมายรวมถึงกางเกงยีนส์ที่เกิดจากมันสมองและจริตแบบคนไทย

“เราคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้กางเกงยีนส์และความเป็นไทยอยู่ด้วยกันแล้วสวย ทำยังไงให้ออกมาแล้วเราอยากใส่ ผมอยากลบคำครหาว่าลายไทยมันเชย ผมจะทำให้ดู ทำให้รู้ว่าศิลปะไทย ผ้าไทย รายละเอียดต่างๆ แบบไทยๆ นั้นมีเสน่ห์มากแค่ไหน”

เริ่มต้นจาก ลายกนกที่ปักอยู่กระเป๋าหลังด้านซ้าย อันเป็นลายเซ็นของแบรนด์ ซึ่งหากเป็นรุ่นพิเศษจะมีลายกนกเล็กๆ ปักอยู่ที่ประเป๋าหลังด้านขวา โดยลายกนกเป็นดีไซน์ที่ลดทอนจากยอดลายกนกไฟบนธงของนักรบสมัยก่อน

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

สีเหลืองของด้ายที่ปักลาย เป็นสีเหลืองย้อมเองที่มีเฉพาะแบรนด์ Indigo Skin

กระดุมที่ลงรักปิดทองด้านใน กระดุมสามกษัตริย์สีทอง นาก เงิน ที่ออกแบบให้เป็นลายกนก รวมไปถึงเย็บขอบเอวด้านหลังแบบ triple ด้วยด้ายสีทอง นาก และเงิน หรือทำริมผ้ายีนส์เป็นสีสามกษัตริย์นี้ หาไม่ได้จากแบรนด์ไหนในโลกแน่นอน

และยังมีรายละเอียดลูกเล่นต่างๆ ในกางเกงยีนส์มากมายที่มองด้วยตาไม่เห็น เช่น tag คำว่า Indigo Skin ที่ซ่อนคำว่า ‘ยีนส์สยาม’ เพราะอยากให้มีภาษาไทยบนกางเกงยีนส์ทุกตัว เลขเก้าปักสีทองที่ซ่อนในกระเป๋าหลังด้านขวาของกางเกงยีนส์รุ่น Lot 9 หรืออย่างผ้าชั้นในกระเป๋ากางเกง ที่มีทั้งผ้าพิมพ์ลายไทยของโรงงานโขมพัสตร์ ในแบบที่เป็นแพตเทิร์นและสีเฉพาะของแบรนด์ หรือผ้าลินินของ Jim Thompson

กางเกงยีนส์

และทันทีที่เราเห็นผ้ารุ่นพิเศษที่แบรนด์พัฒนาร่วมกับช่างทอผ้าในจังหวัดสกลนครและเชียงใหม่ ซ่อนในกระเป๋ากางเกง เราก็เข้าใจความกรี๊ดของผู้ชายแล้ว

“ใช่ครับ ผมบ้ารายละเอียด” ก้อบอกพร้อมชี้ลายผ้าปะที่รองรอยขาดของกางเกง ก่อนจะเล่าว่าเหล่านี้เป็นความสนุกของการทำแบรนด์ Indigo Skin ที่เขาก็อยากให้ลูกค้าที่ซื้อไปสนุกกับการจับพลิกตะเข็บหาลูกเล่นที่ซ่อนอยู่

Win Detail

“แล้วรายละเอียดเหล่านี้มีที่มาจากไหน” เราถาม

“ช่วง ม.5 เรามีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เนเธอร์แลนด์ อยู่กับโฮสต์แฟมิลี่ที่ชอบแต่งตัวและบ้าแฟชั่นมาก เราก็เห็นเขาเป็นไอดอล อยากใส่กางเกงยีนส์สวยๆ บ้าง กางเกงยีนส์แฟชั่นตัวแรกที่เราเก็บเงินซื้อคือ Levi’s Engineered Jeans ไอเทมสุดฮิตของยุคนั้น เป็นกางเกงยีนส์ Levi’s ที่ทำเป็นขาบิด นั่นคือแทนที่ตะเข็บจะอยู่ด้านข้างมันจะบิดไปข้างหน้า” ก้อเล่าย้อนไปถึงวันที่เขาเริ่มทำความรู้จักและหลงใหลกางเกงยีนส์ ผ่านการสัมผัสแบรนด์ต่างๆ เรื่อยมา เช่น แบรนด์ G-Star ที่ดังมากในเนเธอร์แลนด์

จนเมื่อกลับมาเมืองไทย ก้อเริ่มหาทุนสนับสนุนกางเกงยีนส์ตัวใหม่ด้วยการเปลี่ยนมือกางเกงยีนส์ที่มี เริ่มใส่แบรนด์ Diesel ของอิตาลี ก่อนจะขยับความสนใจไปที่กางเกงยีนส์ผ้าดิบ (raw denim) หรือกางเกงยีนส์ผ้าสีเข้มที่ไม่ผ่านการฟอก raw denim ตัวแรกของก้อคือ Denime ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาสนใจผ้ายีนส์ญี่ปุ่น ก่อนตามมาด้วยแบรนด์ Nudie ของสวีเดน Samurai Jeans และ Momotaro Jeans

เมื่อซื้อแบรนด์ญี่ปุ่นมากๆ เข้า เขาก็เริ่มพบเสน่ห์ของกางเกงยีนส์จากญี่ปุ่นเหล่านี้ เพราะดูข้างนอกอาจจะเรียบเท่ไม่ต่างจากกางเกงยีนส์ของชาติต้นแบบอย่างอเมริกา แต่มีรายละเอียดอย่างเอกลักษณ์วัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นผสมผสานอยู่ในกางเกงยีนส์ เช่น ผ้าพิมพ์ลายกิโมโน กระดุมลายก้านบอนไซ หรือลายดอกซากุระ

“วันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมไม่มีแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยที่เอาเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม มาผสมผสานในกางเกงยีนส์บ้าง”

ผ้าไทยมันเชย? ผ้าไทยสำหรับคนแก่?

“เราคิดว่า ไม่นะ เราคิดว่าเราทำมันได้”

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

ตื่นกนก

“เราชอบซื้อเสื้อลายกนกที่ขายตามจตุจักรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

แล้วอะไรทำให้เข้ามั่นใจว่าคนอื่นๆ จะชอบลายกนกไทยๆ เหมือนกัน

“มีช่วงหนึ่งเรากลับไปที่เนเธอร์แลนด์ เราก็ใส่เสื้อลายทะเลที่มีปลาไทย มีลายกนก ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ฝรั่งเศส เชื่อไหมว่าวันนั้นมีฝรั่งเดินมาถามเราทั้งวันว่าซื้อเสื้อตัวนี้มาจากที่ไหน จนมีคนหนึ่งเดินมาบอกว่าขอซื้อเสื้อตัวนี้ได้ไหม เดี๋ยวซื้อตัวอื่นมาเปลี่ยนให้”

เป็นจุดที่ทำให้ก้อเริ่มต้นสเกตช์แบบกางเกงยีนส์ที่มีลายไทยคร่าวๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีพื้นฐานการออกแบบเสื้อผ้ามาก่อน ก่อนจะหยิบแบบร่างกลับมาทำกางเกงยีนส์ตัวแรกในเวลาต่อมา

ยีนส์

ความรัก ความรู้ และคุณ-นะ-ทำ

“ข้อแรก เรารู้สึกว่ายีนส์เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ง่าย ใส่กับเสื้อยืดดูสบาย ทางการขึ้นได้ด้วยเสื้อเชิ้ต ใส่กับรองเท้าหนังก็ดูสุภาพ เปลี่ยนเป็นสนีกเกอร์ก็ดูลุยๆ จะเห็นว่าแต่งตัวไม่ยากเลย ข้อสอง มีเสื้อผ้าไม่กี่อย่างบนโลกที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งเกิดรอยยับ รอยเฟด รอยขาดตามกาลเวลา เรารู้สึกว่านี่เป็นเสน่ห์ เป็นเสื้อผ้าที่มหัศจรรย์ เราแทบจะใส่กางเกงยีนส์ทุกวัน”

ในแง่ของการสะสมกางเกงยีนส์นั้น ถ้าไม่นับแบรนด์ของตัวเอง เขามีกางเกงยีนส์ทั้งหมด 60 – 70 ตัว ซึ่งมีมูลค่ารวมเท่ากับรถยนต์หรู 1 คัน โดยนอกจากเหตุผลทางการศึกษาเนื้อผ้าและแนวทางการตัดเย็บที่มีคุณภาพแล้ว เขายังคงสนุกกับการแต่งตัว

“เรายังซื้อกางเกงยีนส์แบรนด์อื่นๆ เรายังเป็นคนรักกางเกงยีนส์อย่างที่เคยเป็นมา ยังทำตัวเป็นผู้บริโภค รับรู้ความต้องการที่เปลี่ยนไป มองหาอะไรใหม่ๆ เป็นแรงผลักให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ติดอยู่ใน comfort zone ไม่รู้สึกว่าตัวเราเจ๋งที่สุด”

ก้อเล่าย้อนไปถึงช่วงที่สะสมความรู้เกี่ยวกับกางเกงยีนส์ให้ฟังว่า กว่า 90% ของความรู้ที่เขาเริ่มต้นนั้นมาจากอินเทอร์เน็ต

“พอเราเริ่มรู้ตัวว่าหลงเสน่ห์กางเกงยีนส์เข้าให้แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นหาข้อมูลจากใคร

เราจึงตั้งต้นด้วยโจทย์ว่า กางเกงยีนส์ตัวละ 700 – 800 กับ 7,000 – 8,000 แตกต่างกันอย่างไร กางเกงยีนส์ตัวนี้ใช้ผ้าที่ไหน ผ้าที่นี่ดีอย่างไร ผ้าวินเทจคืออะไร ผ้าริมแตกต่างจากผ้าไทยอย่างไร จนเมื่อเริ่มต้นทำแบรนด์ ก็มีโอกาสพบเจอและเรียนรู้โดยตรงจากช่างทำกางเกงยีนส์ ช่างทอผ้ายีนส์ ผมชอบเข้าไปที่โรงงาน ไปนั่งคุยกับคนเย็บ เข้าไปดูและอธิบายรายละเอียดกับคนทำด้วยตัวผมเอง เข้าไปจับผ้าและลงมือทำแบบขึ้นมาด้วยกัน ไม่ใช่แค่การร่างบนกระดาษและส่งอีเมลไปที่โรงงาน”

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน คงแทบไม่มีใครยอมจ่ายเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อกางเกงยีนส์สักตัว

กางเกงยีนส์

ซึ่งหากมองย้อนตามประวัติศาสตร์แฟชั่นประเทศเราแล้วนั้น กางเกงยีนส์ไม่ใช่ของที่ทุกคนจะยินยอมพร้อม (จะเข้า) ใจว่าทำไมเราต้องการกางเกงยีนส์ที่ดี เราถามเขาว่าอะไรทำให้เขายืนยันที่จะทำกางเกงยีนส์ต่อไป

“เราแค่อยากทำความฝันให้เป็นจริง นั่นคือทำกางเกงยีนส์คุณภาพดีที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย และเมื่อเห็นว่าพอมีความเป็นไปได้ เราก็มีความฝันต่อไปคืออยากพา Indigo Skin ออกไปสู่ระดับโลก”

Indigo Skin เป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ไทยแบรนด์แรกที่กล้าขายในราคาตัวละ 6,900 บาท

หลังจากลงมือร่างแบบและเปิดรับ pre-order ที่เว็บไซต์ Soul4Street.com ในช่วงปลายปี 2008 Indigo Skin มียอดรายการสั่งซื้อจำนวน 60 ตัว ภายใน 2 สัปดาห์แรก

อะไรทำให้ 60 คนแรกที่ไม่ได้รู้จักก้อเป็นการส่วนตัว ไม่เคยเห็นและสัมผัสกางเกงยีนส์มาก่อน เชื่อใจและยอมจ่ายเงินสั่งจองในราคาที่สูงพอๆ กับกางเกงยีนส์แบรนด์ดังจากต่างประเทศ

“หลายคนบอกว่าเขามั่นใจในเราจากการที่เห็นเราตอบคำถามเรื่องกางเกงยีนส์ตามกระทู้ต่างๆ และหลายคนก็บอกว่า ชอบตั้งแต่ที่เห็นในร่างตัวอย่าง เพราะถูกใจลายกนกที่ไม่หาไม่ได้จากที่ไหน ในเมื่อเขาเชื่อใจเรา เราก็ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง

“ยังจำได้ดี ถึงวันแรก ที่โต๊ะหัวมุมในร้านสตาร์บัคส์ชั้น 3 สยามพารากอน ลูกค้าทยอยมารายงานตัวและรับกางเกงยีนส์นั้นไปทีละคน ก่อนจะเดินเข้าไปเปลี่ยนใส่เดี๋ยวนั้น ปลื้มมากนะ ความกังวล ความเหนื่อย ที่เคยมี มันหายไปหมดเลย” ก้อเล่าย้อนกลับไปถึงวันที่ 17 มกราคม 2009 งานวันแรกเกิดของ Indigo Skin

โชคดี ที่ปัจจุบันคนกล้าใช้เงินและสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น จึงถือสัญญาณที่ดีที่ทำให้แบรนด์ไทยกล้านำเสนอสินค้าคุณภาพดีที่เท่าเทียมแบรนด์ระดับโลก สร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภค ซึ่งเรื่องราวความสำเร็จของ Indigo Skin สร้างแรงบันดาลใจแก่แบรนด์กางเกงยีนส์ของคนรุ่นใหม่หลายแบรนด์ในประเทศอินโดนีเซียด้วย

Indigo Skin

ผจญภัยผ้ายีนส์กับเครื่องจักรโบราณ

นอกจากความแตกต่างของเส้นด้ายที่ทำให้ต้นทุนของผ้ายีนส์แตกต่างกันแล้ว วิธีการทอที่ต่างกันก็สร้างคุณค่าและมูลค่าแตกต่างไปด้วย

กางเกงยีนส์ผ้าริม หรือยีนส์ selvage คือผ้ายีนส์ที่ได้จากเครื่องจักรทอผ้าโบราณหน้าแคบ กว้างเพียง 31 นิ้ว ทำให้การตัดเย็บกางเกงยีนส์ 1 ตัวจะใช้ผ้า 2 – 3 หลา ขณะที่ผ้ายีนส์ที่ทอด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ทั่วไปอาจจะมีหน้ากว้าง 60 นิ้ว ทำให้ผ้าที่ใช้ตัดกางเกงยีนส์ต่อตัวนั้นน้อยกว่า

จังหวะการทอช้าๆ ของเครื่องจักรโบราณทำให้ผ้าที่ได้มีลักษณะเหมือนผ้าทอมือ ซึ่งอาจจะแยกไม่ออกในคราวแรกแต่เมื่อใช้ไปสักพักจะเห็นลวดลายที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวคนใส่ ที่มาของรอยย่นยับและการสะดุดของเส้นด้ายซึ่งสวยกว่าผ้าที่ทอเนี้ยบจากเครื่องจักรสมัยใหม่มากๆ

กางเกงยีนส์ กางเกงยีนส์

“แล้วทำไม Indigo Skin จึงเลือกใช้ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่น แทนชาติอื่น” เราถาม

“เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก” ก้อยิ้มก่อนจะเล่าให้เราฟัง

ผ้ายีนส์จากญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนขั้นต่ำในการสั่งผลิต (small quantity) ผู้ผลิตในญี่ปุ่นรับฟังและพร้อมที่จะพัฒนาผ้าตามความต้องการของลูกค้าได้ แต่นั่นก็มาพร้อมราคาต้นทุนที่สูงที่สุดในบรรดาแหล่งผลิตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นตำหรับอย่างสหรัฐอเมริกา และแหล่งผลิตคุณภาพในอิตาลี ตุรกีและจีน

ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เริ่มต้นทำแบรนด์ Indigo Skin ก้อไม่กล้าคิดจะใช้ผ้าญี่ปุ่นเพราะรู้สึกไกลตัวและเกินเอื้อมที่คนหนึ่งคนจะเดินเข้าไปในโรงงานและติดต่อขอซื้อผ้าญี่ปุ่น เขาจึงคิดจะใช้ผ้าไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นโรงงานในประเทศที่ปฏิเสธรายการขอซื้อผ้าสั่งผลิตผ้าริม หรือ selvage denim สไตล์วินเทจ เพื่อผลิตกางเกงยีนส์ 100 ตัวของเขา เพราะขัดกับจำนวนขั้นต่ำ 1 แสนหลา

หากกางเกงยีนส์ผ้าริม 1 ตัวใช้ผ้า 2 – 3 หลา

นั่นแปลว่าผ้า 1 แสนหลาจะผลิตกางเกงยีนส์ 30,000 ตัว

ก้อจึงกลับมาคิดหาวิธีการใหม่ พร้อมๆ กับค้นหาโรงงานคุณภาพดีในต่างประเทศ บริษัทแรกที่เขาติดต่อไปชื่อ Kaihara ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ฮ่องกง ก้อเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์บอกเล่าความปรารถนาของตัวเองอย่างครบถ้วน แต่ไม่มีเสียงตอบกลับจากฮ่องกง

“พ่อบอกให้ส่งไปอีก ส่งไปเรื่อยๆ อีก 10 ครั้ง 20 ครั้ง จนกว่าเขาจะตอบกลับมาว่า yes หรือ no” โชคดีที่ Kaihara ตอบกลับมาในครั้งที่ 4 เพราะเห็นความตั้งใจแน่วแน่ โดยหลังจากพูดคุยรายละเอียดและความต้องการผ้าซึ่งพอดีกับที่โรงงานมีและสามารถแบ่งขายได้ Indigo Skin จึงถือกำเนิดขึ้น

จนเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ก้อได้พบกับโรงงานที่ทอผ้าให้กับแบรนด์ Momotaro Jeans ที่ Okayama เขาจึงเริ่มส่งอีเมลไปติดต่อ พร้อมระบุในอีเมลที่เขียนหาเป็นครั้งที่ 2 ว่าหากไม่ได้รับคำตอบใดๆ จะบินไปหาถึงออฟฟิศที่โตเกียว

เสื้อยีนส์

“ตัดภาพมา ผมกำลังถือผ้าม้วนแรกที่ซื้อจากโรงงานนี้จำนวน 10 หลาขึ้นเครื่องบินกลับมากรุงเทพฯ” ก้อเล่า พร้อมสายตาที่บอกความอิ่มเอมใจ เพราะว่าแม้ตอนนั้นจะไม่แน่ใจในแง่ธุรกิจว่าจะไปได้สวยมั้ย เพราะราคาต้นทุนผ้าที่สูงกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ด้วยคุณภาพที่ดีมาก สามารถเลือกคุณสมบัติเนื้อผ้าและผิวสัมผัสอย่างที่ต้องการได้ เพียงเท่านี้ก็สานฝันคนรักกางเกงยีนส์อย่างเขามากที่สุดแล้ว

กางเกงยีนส์ 3 ตัวแรกจากผ้าม้วนนั้นเรียกความสนใจจากทุกคนที่พบเห็น เพราะสีเข้มสวยเป็นพิเศษกว่าที่เห็นทั่วไป ก้อจึงตัดสินใจทำรุ่นพิเศษ 100 ตัวขึ้นมา ก่อนที่โรงงานแห่งนี้จะกลายมาเป็นโรงงานหลักที่ทอผ้าให้กับ Indigo Skin โดยเจ้าของโรงงานเป็นคนเดียวเจ้าของแบรนด์ Momotaro Jeans เป็นที่มาของโปรเจกต์พิเศษที่ทำร่วมกันในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันมีการ collaboration มาถึงครั้งที่ 4 แล้ว

Collaboration ในฝัน

หากคุณพอจะติดตามแฟชั่นญี่ปุ่นอยู่บ้าง ย่อมรู้ดีว่าการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากแค่ไหน

“มีช่วงหนึ่งที่ผมฝันว่าผมอยาก collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นที่เราติดตามในนิตยสารแฟชั่นญี่ปุ่น แต่เมื่อถึงวันที่เรามีโอกาสร่วมทำโปรเจกต์พิเศษกับแบรนด์นั้น ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่อยู่ในนิตยสารเหล่านั้น เรากลับพบว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น เรายังไปได้ไกลกว่านี้อีก พัฒนาและพาแบรนด์ไปไกลได้มากกว่านี้อีก” ก้อเล่า ก่อนจะเสริมว่าเขามองว่านี่เป็นกระบวนเป็นการประชันไอเดีย ‘ผมเรียนรู้คุณ คุณเรียนรู้ผมนะ’  ซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นจะทำ collaboration กับแบรนด์ที่เขา respect เท่านั้น โดยที่เรื่องการตลาดและยอดขายเป็นเรื่องรอง

ครั้งแรกที่ก้อชวนเพื่อนจากแบรนด์ Momotaro Jeans ทำ collaboration กัน หลังจากที่ Indigo Skin ติดต่อซื้อผ้าสนิทสนมกันกว่า 2 ปี เขาตอบกลับก้อมาว่า อย่าเพิ่งใจร้อน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยาก แต่เขาอยากให้ก้อทำแบรนด์ Indigo Skin ให้เขาเห็นว่าขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกัน

“ฟังดูเป็นคำพูดที่แรงมากนะ แต่นั่นเป็นแรงผลักดันที่ดีมากๆ จากความคิดที่ว่าหากได้ร่วมงานกับ Momotaro Jeans คงจะช่วยทำให้โปรไฟล์เราดูดีระดับโลก เรากลับรู้สึกว่านี่เป็นคำเรียกสติให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้ได้”

หลังจากนั้น ก้อก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเพื่อนอีกเลย จนผ่านไป 2 ปี ทาง Momotaro Jeans ก็เริ่มเอ่ยปากชวน ด้วยเพราะมั่นใจจากสิ่งที่เห็น ไอเดียแปลกๆ และพัฒนาการใหม่ๆ ในการผลิตผ้าทอ จนกระทั่ง Indigo Skin สามารถสั่งผลิต Made in Japan ด้วยเพราะต้องการเรียนรู้จากช่างฝีมือของญี่ปุ่น ว่าสามารถตัดเย็บหรือมีวิธีการตัดเย็บไปได้ถึงขั้นไหน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า Indigo Skin สามารถผลิตกางเกงยีนส์ที่มีคุณภาพและใส่ไอเดียที่ดีและตัวตนของที่มีลงไปได้

หลังจากเปิดตัว collaboration แรกระหว่าง Momotaro Jeans x Indigo Skin ก็ขายหมดทั้ง 80 ตัวภายใน 3 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่ลูกค้ามากางเต็นท์นอนหน้าห้าง Terminal 21 เพื่อรอซื้อกางเกงยีนส์

 G-Shock  G-Shock

นอกจากนี้ยังมีการ collaboration กับแบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ รวมถึงแบรนด์ไทยเจ๋งๆ ด้วยมากมายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสิ่งที่ต่างไม่ถนัด เช่น การ collaboration กับนาฬิกากับ G-Shock ผลิตเพียง 300 เรือน แต่มีคนมาเข้าแถวจับสลากซื้อนาฬิกาถึง 800 คนที่ห้างเซนทรัลเวิลด์

“ผมมองว่าความสนุกของ collaboration คือไม่มีขอบเขตเลย ยอดขายและชื่อเสียงเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับความน่าสนใจของการร่วมงานกันครั้งนั้นมากกว่า”

Heart Sale

แฟนตัวจริงจะรู้ว่า Indigo Skin เป็นแบรนด์ที่เปลี่ยนผ้ายีนส์ทุกปี ไม่มีแบรนด์ไหนในโลกทำขนาดนี้ ทุกแบรนด์จะมีเนื้อผ้าพื้นฐาน

“มันจำเป็นแค่ไหน ที่คุณต้องใส่รายละเอียดลงไปในกางเกงยีนส์มากมายขนาดนี้” เราถาม

“ผมคิดบนพื้นฐานที่ว่า สิ่งที่ผมทำออกมามันต้องทำให้ผมอยากจะซื้อใส่เองเสียก่อน ธุรกิจ เรื่องต้นทุนกำไรเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องคิดถึง แต่นั่นไม่ใช่ first priority ของการคิดงาน ผมไม่สามารถพูดสวยหรูว่า ‘ทำของให้เจ๋งเข้าไว้ ราคาเท่าไหร่คนก็ซื้อ’ การทำธุรกิจไม่ได้โรแมนติกขนาดนั้น อย่าเพ้อฝันว่าดีที่สุด แพงที่สุดจะตอบโจทย์ เราเพียงต้องสมดุล”

เพราะวิธีคิดงานสนุกๆ ที่มีพร้อมไอเดียและเทคนิคใหม่ๆ ของ Indigo Skin จึงไม่แปลกใจที่แฟนกางเกงยีนส์ในบ้านเราและอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคนี้จะรู้สึกเซอร์ไพรส์ในทุกครั้งที่ Indigo Skin ประกาศเปิดตัวสินค้าใหม่

“เราไม่ได้เรียนออกแบบมา เราไม่ใช่คนกำหนดเทรนด์ เราเรียนจบโฆษณา เป็นนักสร้างสรรค์ นักการตลาด แต่เราใช้ศาสตร์การตลาดที่เรียนมามาช่วยในการออกแบบ Indigo Skin เราถามลูกค้า ถามเพื่อนสนิท ถามนักสะสมกางเกงยีนส์ที่เรารู้จัก ถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่ารู้สึกกับกางเกงยีนส์ของเราอย่างไร”

ทุกอย่างเริ่มต้นมาจากความคิดสมัยที่เขาเป็นเพียงคนรักกางเกงยีนส์ที่ชอบคิดว่าถ้ากางเกงตัวนี้ไม่เป็นแบบนี้ แต่มีทรงแบบนี้ด้วยผ้านี่คงจะดีเนอะ หรือถ้าเพิ่มส่วนนี้เข้าไปน่าจะดีเนอะ ก้อบอกว่าเขายังคิดอยู่เลยว่าถ้านักออกแบบกางเกงยีนส์ตัวนั้นฟังสิ่งเหล่านี้และนำไปทำจริงๆ ลูกค้าก็จะรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกางเกงยีนส์ตัวนั้นด้วย คงเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

กางเกงยีนส์

ก่อนจะขอตัวไปลองกางเกงยีนส์ Indigo Patchwork Vintage Chino ที่แขวนอยู้หน้าร้าน เราถามทิ้งท้ายถึงคำแนะนำของการทำสิ่งที่รักด้วยความตั้งใจ

“พ่อสอนผมตลอดเวลาถึงความกล้าทั้งหก กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะวางแผน กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะยอมรับผิด ผิดแล้วแก้ไข และจงระลึกเสมอว่าผลงานที่ดีที่สุดของคุณอยู่ที่งานครั้งหน้า คุณมีความสุขกับความสำเร็จครั้งนี้ได้ แต่อย่าจมอยู่กับมัน งานครั้งหน้าของคุณต้องดีกว่านี้เสมอ

“คนเราถ้าตั้งใจจะทำ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ 10 ปีที่แล้ว ถ้าผมบอกใครว่าจะทำกางเกงยีนส์ลายไทยขายตัวละเป็นหมื่น คนคงหัวเราะให้กับความฝันนี้ แต่ตอนนี้ผมพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมทำได้” ก้อตอบ ก่อนจะบอกเราว่าเขาไม่มีเทคนิคใดๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ ทำการบ้านให้หนัก ความตั้งใจทำและรู้จริงในสิ่งที่รักจะสะท้อนออกมาผ่านผลงาน น้ำเสียงและประกายตาระหว่างตอบคำถามข้อนี้ก็เช่นกัน

ก้อ-ธัชวีร์ สนธิระติ

www.indigoskinjeans.com
facebook: indigoskinjeans

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load