หนึ่งในข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการสนีกเกอร์เมืองไทยในช่วงต้นปีนี้ คือการที่ CARNIVAL ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ adidas ให้เป็นหนึ่งในร้านระดับสูงสุดหรือที่เขาเรียกว่า ‘adidas Consortium’

‘The most influential retailers around the world’ คือประโยคที่ทาง adidas ใช้นิยามร้านที่ได้รับคัดเลือก

ท่ามกลางร้านรองเท้าหลักพันหลักหมื่นร้านทั่วโลก มีร้านรองเท้าไม่ถึงหลักร้อยที่ได้รับเกียรตินี้ หรือหากเฉพาะเจาะจงลงไปที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงวันนี้ก็มีเพียง 3 ร้านเท่านั้น

Carnival

สำหรับคนที่สนใจวงการสตรีทแฟชั่นย่อมเห็นตรงกันว่านี่คือหมุดหมายสำคัญของวงการสนีกเกอร์บ้านเรา

จากร้านรองเท้าเล็กๆ ย่านสยามที่ขายเพียงแบรนด์เดียว จากวันแรกที่มีลูกค้าเข้าร้านเพียงคนสองคน อะไรกันที่พาให้ CARNIVAL เดินทางมาไกลขนาดนี้ วันที่กลายเป็นร้านรองเท้า Multibrand ที่ดีที่สุดในประเทศ วันที่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์ระดับโลก วันที่มีคนมาต่อคิวซื้อรองเท้าเกินครึ่งพัน

บางทีคำตอบนั้นอาจอยู่ในบทสนทนาของเรา

1.

บางอย่างคุณทำให้ตายแค่ไหน ถ้าไม่มีเรื่องของจังหวะเวลาที่ดีมันก็ไม่สำเร็จ”

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของร้าน CARNIVAL ในวันนี้ ส่วนสำคัญนั้นมากจากมุมมองของชายผู้ก่อตั้งโดยตรง แต่เมื่อผมชวนคุยถึงปัจจัยความสำเร็จ เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธและยกเครดิตให้กับเรื่องของจังหวะและโอกาส

หรือที่ใครบางคนเรียกมันว่า โชคชะตา

อนุพงศ์ คุตติกุล อนุพงศ์ คุตติกุล

“ผมจะไม่พูดว่าผมทำขึ้นมาได้ทุกวันเพราะความเก่งของผมอย่างเดียว เราต้องยอมรับก่อนว่ามันไม่ใช่ เพราะบางอย่างคุณทำให้ตายแค่ไหน ถ้าไม่มีเรื่องของจังหวะและเวลาที่ดีมันก็ไม่สำเร็จ ส่วนหนึ่งที่เราขึ้นมาได้ถึงทุกวันนี้ มันมีทั้งสิ่งที่เราพยายามทำ เป็นแพสชันของเรา ความพยายามของเรา ความตั้งใจของเรา แต่จังหวะเวลาในการทำก็สำคัญ”

ชายหนุ่มย้อนเล่าว่าในวันที่เริ่มต้นร้านเมื่อกว่า 7 ปีก่อนตลาดสนีกเกอร์บ้านเรายังเล็ก ผู้เล่นในตลาดยังน้อย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นมาจนวันที่สปอตไลท์สาดส่อง

“ณ วันที่เราทำยังไม่มีคนทำ ตลาดยังไม่ใหญ่อย่างทุกวันนี้ ถ้าคุณมาเริ่มธุรกิจ ณ เวลานี้มันก็ยากแล้ว เพราะมีผู้เล่นเข้ามามากมาย การดีลกับแบรนด์หรือการสร้างสิ่งต่างๆ มันไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสมมติ 5 ปีที่แล้วมีแบรนด์เสื้อผ้าไทยอยู่ 10 แบรนด์ แต่ ณ ตอนนี้มีอยู่ 50 แบรนด์ คุณจะทำยังไงให้คุณต่างจาก 50 แบรนด์นั้น และยิ่งนานไปยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้บริโภคมีความรู้ขึ้นเรื่อยๆ เลือกมากขึ้นเรื่อยๆ คุณจะทำยังไงให้คุณสามารถเข้าไปถึงใจผู้บริโภคได้

“ทุกวันนี้ถามว่าคุณจะเริ่มทำแบรนด์ของตัวเองทำได้มั้ย ทำได้นะ แต่คุณต้องมีความพยายามมากและคุณต้องมีความชัดเจนกับสิ่งที่คุณทำ คุณต้องรู้จริง คุณต้องแตกต่าง”

2.

เราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง

“เราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำ เป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง” ชายตรงหน้าบอกความฝันในวันที่ร้านเปิด ความฝันที่ฟังดูสั้นกระชับแต่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ง่าย

“เริ่มด้วยฝันอยากเป็นร้านชั้นนำ แล้ววันแรกร้านขายถล่มทลายเลยไหม” ผมสงสัย

“วันนั้นขายลูกค้าแค่คนสองคน” ปิ๊นตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะย้อนเล่าความยากลำบากในจุดเริ่มต้น “ตอนนั้นก็รอลุ้นอยู่ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง เราแค่คาดหวังให้มันดี แต่พอเปิดแล้วมันยังไม่ดีเราก็พยายามหาทางว่าทำยังไงให้ไปถึงจุดที่มันสามารถอยู่ได้”

ช่วงแรกนอกจากคนเข้าร้านน้อย อีกสิ่งที่เขาต้องเผชิญคือคำสบประมาทจากคนรอบข้าง ทั้งคนใกล้ตัวและไกลตัว

Carnival Carnival

“ทั้งญาติและพ่อแม่เขาไม่เชื่อว่าสิ่งที่เราจะทำมันจะไปได้ พ่อแม่ลุงป้าน้าอาบอกไปไม่รอดหรอก อย่าเปิดเลย เปิดทำไม ถ้าเปิดไม่รอดแล้วเดี๋ยวจะทำยังไง แต่คือเราเป็นคนที่ค่อนข้างพร้อมเสี่ยง เราไม่กลัวความเสี่ยง เราชอบที่จะตัดสินใจ ตัดสินใจเร็ว โดยที่ไม่ค่อยพะวงหลังเท่าไหร่ แต่ในขณะเดียวกัน ความกล้าเสี่ยงของเราเราไม่ได้ทำแบบซี้ซั้ว ผมศึกษาและทำเองทุกอย่างตั้งแต่วันแรกที่ร้านเปิด ตอนนั้นเราทำงานประจำอยู่ ตอนเย็นก็มาถ่ายรูปสินค้าลงเฟซบุ๊ก รีวิว ตอบคอมเมนต์ลูกค้า รับโทรศัพท์ ขายของ เพราะฉะนั้น หน้าที่ทุกหน้าที่ในร้านผมทำมาหมดแล้ว แม้กระทั่งพ่นสีเพื่อตกแต่งร้าน

“ตั้งแต่เราเปิดร้านมาเรายึดมาตลอดว่าเราจะทำอะไรต้องทำให้สุด ทำอะไรแล้วเราต้องตั้งใจทำ แล้วผลลัพธ์ออกมายังไงเราไม่เสียใจเพราะว่าเราตั้งใจแล้ว แต่เราจะรู้สึกเฟลถ้าเกิดมันล้มเหลวแล้วพอมองกลับไปเราเห็นตัวเองว่ากูยังไม่เต็มที่ ฉะนั้น จึงเป็นที่มาว่าทุกวันนี้เราทำอะไรเราทำสุดจริงๆ สุดจนกระทั่งถ้ามันเฟลเราก็ยอมรับได้ เราไม่เสียใจ เราทำสุดแล้ว”

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นและทำให้เกิดจุดเปลี่ยนคือเขาพร้อมปรับตัวเสมอ-หากการปรับและเปลี่ยนพาร้านให้ก้าวไปข้างหน้า

จากวันแรกที่ตั้งใจขายรองเท้าเพียงแบรนด์เดียวคือ Converse ประเทศไทย อันเป็นที่มาของชื่อร้าน ‘Converse Carnival’ เขาเปลี่ยนเกมมานำเข้า Converse จากต่างประเทศเพื่อสร้างความน่าสนใจและความแตกต่าง ก่อนจะขยับขยายกลายเป็นร้าน Multibrand อย่างทุกวันนี้

“ตอนแรกเราเปิดร้านเพื่อขายคอนเวิร์สไทย แต่พอเปิดไป 6 เดือนเราเริ่มเข้าใจว่ามันไม่ใช่ทางที่เราจะไป เราก็เขยิบไปขายคอนเวิร์สต่างประเทศที่นำเข้ามา จนกระทั่งพอผ่านไปปีหนึ่งคอนเวิร์สไทยเราไม่ขายแล้ว แต่มันก็นำพาเราไปสู่จุดอื่นที่มันไกลกว่านั้น

ปิ๊น Carnival

ในการทำธุรกิจมันมีโอกาสที่แบรนด์คุณจะเติบโต หรือความคิดคุณมันเปลี่ยนระหว่างทางได้ หรือมันมีก้าวที่พัฒนาไปในจุดที่มันดีกว่าก็ได้ ก็เหมือนร้าน CARNIVAL อย่างที่บอกว่าหลักยึดมั่นของเราตั้งแต่วันแรกคือเราต้องการเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับหนึ่ง เราต้องเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำ ซึ่งการเป็นร้านสนีกเกอร์ชั้นนำเราจะขายแค่แบรนด์เดียวไม่ได้ มันก็เลยทำให้จุดมุ่งหมายการเดินทางของเรามันนำไปสู่เป้าหมายที่ว่า ซึ่งเป้าหมายตรงนั้นก็ยังคงอยู่ทุกวันนี้ ทุกอย่างที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การถ่ายภาพสินค้า การสื่อสารกับลูกค้า ทุกอย่างมุ่งไปที่เป้าหมายนั้นหมดเลย”

จากวันแรกที่มีลูกค้าเข้าร้าน ‘คนสองคน’ อย่างที่เขาว่า ทุกวันนี้ร้านเขามีลูกค้าแวะเวียนเข้าร้านตลอดทั้งวันและกลายเป็นร้านสนีกเกอร์อันดับแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึง

“ตั้งแต่เปิดร้านมาวันที่ลูกค้าเยอะที่สุดก็น่าจะเป็นวันนี้มีการเข้าคิวซื้อรองเท้านี่แหละ น่าจะมีห้าหกร้อยคนภายในวันเดียว วันนั้นขายรองเท้าไป 1,500 คู่”

3.

ผมเป็นคนที่คิดเรื่องเงินน้อยมาก”

ไม่แปลกถ้าสื่อต่างๆ จะพยายามถอดบทเรียนทางธุรกิจจากชายผู้นี้ แต่จากบทสนทนาที่เราคุยกัน ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่ใช่นักธุรกิจในนิยามของนักธุรกิจที่เราเข้าใจ

เขาไม่มีเทคนิควิธีการทำการตลาดแสนซับซ้อนมาแชร์ หากมีเพียงแต่การตลาดแสนจริงใจมาแบ่งปัน

เมื่อก่อนตอนเป็นผู้ซื้อโหยหาอะไร อยากได้อยากเห็นอะไร-ก็ทำอย่างนั้น

“ผมเรียนรู้จากการที่เราเป็นคนที่บ้าคลั่งในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราบ้าในการซื้อสินค้า ตั้งแต่เด็กเราเล่นเกม เราสะสมของเล่น เราซื้อของ เรารู้ว่าผู้บริโภคเวลาซื้อของเขาอยากได้กล่องสวยนะ เขาอยากได้ของลิมิเต็ดนะ เขาอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ดูมีคุณค่านะ เพราะฉะนั้นมันคือประสบการณ์เราตั้งแต่เด็ก จากการเป็นผู้บริโภคนี่แหละ แล้วเราใช้ประสบการณ์จากการเป็นผู้บริโภคมาทำแบรนด์ของเราเอง

ผมมองว่าร้านหรือแบรนด์มันคือคน แบรนด์ CARNIVAL คือผม คือตัวตนของผมที่จะสื่อออกไป เราเป็นคนสนุกสนาน ชอบช้อปปิ้ง ชอบรองเท้า รักแฟชั่น นี่คือตัวตนที่สื่อความเป็น CARNIVAL เพราะฉะนั้นสินค้าที่มาวางขายที่นี่จะได้รับความเป็นตัวตนของเราไป ด้วยวิธีการนำเสนอ วิธีการพูด วิธีการถ่าย Lookbook วิธีการทำวิดีโอ วิธีการวางสินค้า

อย่างที่เขาว่า, ความแตกต่างของ CARNIVAL กับร้านรองเท้าอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดคือการสื่อสารถึงสินค้าในร้านอย่างผู้รู้และดูออกว่ามีแพสชันกับสิ่งที่กำลังขาย หาใช่พ่อค้าที่รับมาขายไปเพื่อหวังกำไรเพียงอย่างเดียว

ปิ๊น Carnival Carnival

“ผมเป็นคนที่คิดเรื่องเงินน้อยมาก” ปิ๊นบอกผมอย่างนั้นระหว่างผมชวนคุยเรื่องวิถีการสร้างแบรนด์

ซึ่งคำว่า ‘คิดเรื่องเงินน้อยมาก’ ในความหมายของเขาเป็นคนละความหมายกับการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่คิดหน้าคิดหลัง หากแต่มันหมายถึงการไม่ให้ตัวเลขกำไรมาเบียดเบียนลดทอนคุณภาพของงานที่ตัวเองอยากเห็น อยากพาไปให้ถึง

“มันอาจจะดูว่าพูดสวยหรูนะ แต่ว่าตั้งแต่เปิดร้านวันแรกมาถึงวันนี้ เรื่องเงินเป็นส่วนที่ผมคิดน้อยมากเลย ยกตัวอย่างผมเสียค่าถ่าย Lookbook กับการถ่ายวิดีโอคอลเลกชันที่คอลแลบกับ Star Wars ไป 3 แสน ผมตกลงที่จะถ่ายก่อนที่ผมจะคำนวณด้วยซ้ำว่าคอลเลกชันนี้ผมจะกำไรเท่าไหร่ ผมไม่เคยมานั่งคิดว่าจ่ายเป็นแสนแล้วพอหักจากกำไรค่าขายเสื้อผ้าแล้วผมจะเหลือกำไรเท่าไหร่ บริษัทอื่นเขาอาจต้องคิด เขาอาจต้องวางแผนก่อนว่าคุณโปรโมตหรือจะทำสิ่งเหล่านี้แล้วสุดท้ายคุ้มเงินมั้ย”

Carnival

“แล้วถ้าให้ย้อนมอง สิ่งที่คุณเลือกทำมันคุ้มมั้ย” ผมชวนเขาทบทวน

“สำหรับเรา ผมมองมันเป็นการสร้างแบรนด์ แล้วผมว่ามันคุ้มทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไป เพราะทุกวันนี้คนก็มองภาพแบรนด์ CARNIVAL จากสิ่งที่เราทำนั่นแหละ เราลงทุนไปถ่าย Lookbook เรานำเสนอแบรนด์ เราทำ collaboration กับต่างประเทศ ทุกๆ อย่างมันนำไปสู่คำตอบแรกที่เราบอกว่าเราอยากให้คนมองว่าร้านเราเจ๋ง มันอาจเป็นส่วนที่ทำให้เรากำไรน้อยลง แต่มันส่งเสริมให้แบรนดิ้งของเราดีขึ้น เมื่อแบรนดิ้งดีขึ้น ภาพลักษณ์ดีขึ้น สินค้าอื่นๆ ของเราก็ขายได้

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมเคยเล่าคือช่วงแรกที่เปิดร้าน เราวางขายคอนเวิร์สรุ่น Mamafaka ร้านเราได้มา 100 คู่ แต่ ณ ตอนนั้นมีคนมาต่อคิวที่หน้าร้านประมาณ 150 คนแล้ว หรือถึง 200 คนด้วยซ้ำ ถือเป็นรุ่นแรกที่มีคนมาต่อคิวที่ร้านเรา ตอนนั้นเราอยากให้คนได้ของจากร้านเราเยอะที่สุด แต่เราก็ไม่รู้จะทำยังไง

“ตอนนั้นผมรู้ว่ารองเท้ารุ่นนี้มันมีขายที่ร้านอื่นด้วยแต่คนไม่รู้ เช่นที่ร้านคอนเวิร์สสาขาที่อยู่ในสยามหรือโตคิว เพราะเมื่อก่อนคอนเวิร์สเขาไม่ทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก สิ่งที่ผมตัดสินใจทำก็คือ ผมเดินไปเพื่อไปซื้อราคาเต็มที่โตคิว แล้วเอามาใส่เป็นสต็อกร้านเราเพื่อขายให้ลูกค้าในราคาเท่าเดิม เราไม่ได้กำไรเลย แต่สิ่งที่เราได้คือลูกค้ารู้ว่าที่นี่มีของเยอะ เราคิดแค่นั้น

“เราไม่จำเป็นต้องกำไรเป็นเงิน เรากำไรจากการที่คนคิดว่าร้านเราเจ๋ง ร้านเราดี แค่นั้นเลย”

4.

สิ่งที่เราทำมันเป็นบันไดให้เราขึ้นมาถึงได้ทุกวันนี้”

ในแต่ละวงการย่อมมีหมุดหมายสูงสุดที่ตัวละครต่างๆ ในวงการนั้นอยากพาตัวเองไปให้ถึงฝั่งฝัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าเป็นนักฟุตบอล อาจขอให้ได้ไปสัมผัสการแข่งขันฟุตบอลโลกสักครั้ง หรือถ้าเป็นเชฟ อาจขอให้ได้รับเลือกเป็นเชฟมิชลิน 3 ดาว

ในวงการร้านสนีกเกอร์ทั่วโลกก็มีหมุดหมายที่เป็นคล้ายความฝันของผู้ก่อตั้งร้านทุกคน คือการได้รับการคัดเลือกเป็นร้านระดับสูงสุดของทั้งฝั่ง adidas และ Nike สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก

ซึ่งท่ามกลางร้านรองเท้าหลักพันหลักหมื่นร้านทั่งโลก มีร้านไม่ถึงหลักร้อย ที่สามารถไปถึงฝั่งฝันนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นร้านที่อยู่ในประเทศซึ่งวงการสตรีทแฟชั่นแข็งแรง อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป

KITH, Undefeated, Patta, Footpatrol, Mita Sneakers, Solebox, JUICE ฯลฯ คือตัวอย่างรายชื่อร้านสนีกเกอร์ระดับโลกที่สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ว่า โดยร้านที่ได้รับคัดเลือกนี้จะได้รับสิทธิ์ในการวางขายผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญ

และหนึ่งในข่าวใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการสนีกเกอร์เมืองไทยในช่วงต้นปีนี้ คือการที่ CARNIVAL ได้รับการคัดเลือกจากแบรนด์ adidas ให้เป็นหนึ่งในร้านระดับสูงสุดหรือที่เขาเรียกว่า ‘adidas Consortium’ เคียงข้างร้านดังระดับโลก

Carnival Carnival

“ยากเหมือนทีมชาติไทยได้ไปบอลโลก”

ผู้ก่อตั้งร้าน CARNIVAL บอกอย่างนั้นเมื่อผมชวนคุยถึงความสำเร็จล่าสุดของร้าน “ณ ตอนที่เราเริ่มต้นทำร้านเราคิดอยู่แล้วแหละว่าเราอยากได้ แต่แบรนด์เขาเคยบอกผมเหมือนกันว่าขนาดที่ญี่ปุ่นมี 8 ร้านยังโดนลดเหลือ 5 ร้านเลย คือขนาดญี่ปุ่นที่ประเทศเขาแข็งแรงกว่าเราในเรื่องนี้คูณไป 20 เท่ายังโดนลดจำนวนเลย ผมเลยมองว่าโอกาสที่เราจะได้มันยากมาก

“ผมเองมองว่าโอกาสที่จะได้มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แล้วผมเชื่อว่าถ้าคุณสร้างแบรนด์ใหม่ ณ ตอนนี้ ผมว่าอีก 5 ปี 10 ปีก็ยากมากที่จะได้ เพราะมันอยู่ที่จังหวะเวลาและนโยบายของทางแบรนด์ด้วย อย่างปีนี้ที่เราได้ ทั้งโลกมีที่ว่างเพียงตำแหน่งเดียว adidas เขาจะรับแค่ร้านเดียวในปีนี้ ซึ่งคุณต้องแข่งกับตัวเลือกประเทศอื่นอีกไม่รู้กี่ร้อยประเทศ แล้วมันไม่ใช่การส่งรายชื่อไปด้วยนะ คือเขาไม่ได้มีการประกาศรับสมัคร มันมาจากการที่แบรนด์เขามองเห็นเราเอง แล้วประเทศไทยคือประเทศเล็กๆ ที่อยู่ในแผนที่โลก มองง่ายๆ ร้านในยุโรปอีกกี่ประเทศ แต่เขาเลือกเรา”

“คิดว่าอะไรทำให้เขาเลือกร้านในประเทศเล็กๆ อย่างที่คุณว่า” ผมถาม

“ผมคิดว่าเขาดูแบรนด์ดิ้ง เขาดูการนำเสนอของร้าน ว่าถ้าเขาเอาสินค้ามาวางขายที่ร้านคุณ ภาพลักษณ์ของแบรนด์เขาจะเป็นยังไง เหมาะสมมั้ยกับการที่ร้านคุณจะได้รับประกาศว่าเป็น Consortium คล้ายการได้รับประกาศเป็นเชฟมิชลินเหมือนกัน ถ้าสมมติมิชลินซี้ซั้วให้ 3 ดาวกับใครไม่รู้ ถ้าคนไปกินแล้วห่วย สุดท้ายมันก็เสียภาพลักษณ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องมองว่าภาพลักษณ์ของเราเป็นยังไง Position ของเราอยู่ตรงไหน ณ ตอนนี้

คือสินค้าลิมิเต็ดต่างๆ คุณไปตั้งขายที่ข้างถนนก็ขายได้ ขายตรงไหนก็ขายได้ เพราะตัวสินค้ามันขายได้อยู่แล้ว แต่การที่คุณผลิตสินค้าอย่างหนึ่งขึ้นมา คุณจะไปวางขายที่ไหนก็สำคัญ เพราะมันส่งผลถึงภาพลักษณ์ของสินค้าของคุณ ซึ่งถ้าเป็นคุณ คุณก็ต้องเลือกที่ที่ดีที่สุดถูกไหม ซึ่งแบรนด์เขามองว่าสถานที่ดีที่สุดในการขายคือ CARNIVAL เขาถึงเลือกเรา

อนุพงศ์ คุตติกุล

“เพราะฉะนั้น มันเป็นความภูมิใจของเราที่สิ่งที่เราทำทุกอย่างมา ที่ผมถ่าย Lookbook ไปเป็นแสน ที่ผมทำ Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก เช่น Bearbrick หรือ G-Shock มันคือบันไดที่ต่อยอดไปสู่สิ่งที่เราไม่มีวันรู้เลยว่าวันนึงมันจะกลายเป็นอะไร แต่ทุกอย่างมันเป็นบันได้ให้เราก้าวขึ้นมาถึงทุกวันนี้ได้”

แล้วการที่ร้าน CARNIVAL ได้รับขยับเป็นร้านระดับสูงสุดครั้งนี้จะเปลี่ยนวงการสนีกเกอร์เมืองไทยไปอย่างไรบ้างไหม-ผมถามคำถามท้ายๆ ก่อนเราแยกย้ายจากกัน

“หลังจากนี้คนไทยจะมีโอกาสเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่เจ๋งขึ้น ไม่ต้องหิ้วจากต่างประเทศอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องซื้อรีเซลล์อีกต่อไปแล้ว บางคนที่เขารอคอยมาเป็นสิบปีว่าอยากให้เมืองไทยมีซีรีส์เหล่านี้ขาย มีคอลเลกชันเหล่านี้ขาย เรามีขายแล้ว มันเหมือนเราได้เติมเต็มความฝันของเขา

“อีกอย่างคือเป็นความภูมิใจหรือเป็นมิชชันที่เราพยายามจะทำมาตลอด ตั้งแต่วันแรกเราพยายามพูดกับแบรนด์มาตลอดว่าประเทศไทยเจ๋งนะ ประเทศไทยเวลาบ้าอะไรเราบ้าสุดนะ เพราะฉะนั้นเวลาผมไปต่างประเทศ หรือไปพูดกับแบรนด์ ผมจะพยายามบอกตลอดว่า Culture ของสนีกเกอร์ในไทยมันไปไกลกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคแล้วนะ ผมพยายามพรีเซนต์ประเทศตัวเอง แล้วในขณะเดียวกัน คนในวงการก็พยายามช่วยกันสื่อสารเหมือนกันว่าคุณต้องมองประเทศไทยแล้วนะ พอเราได้รับตำแหน่งนี้ก็เหมือนเราเป็นทีมชาติไทย เราสามารถพรีเซนต์ประเทศไทยให้เขาเห็น และวันนี้เขายอมรับแล้ว”

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

เรารู้จัก Lauren Yates ผ่านเว็บไซต์ Ponytail Journal ของเธอเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน เธอเป็นนางแบบลูกครึ่งไทย-จีน-ออสเตรเลียที่สร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องศิลปะ ความสนใจ แฟชั่น และการใช้ชีวิตของตัวเอง

“เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชาย” เธอให้คำจำกัดความสไตล์ของตัวเองไว้แบบนั้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

จึงไม่แปลกเลยที่ตู้เสื้อผ้าของเธอจะเต็มไปด้วยเสื้อและกางเกงผู้ชายมือสอง และเรามักเห็นเธอในชุดหลวมๆ ดูเท่แปลกตาไปจากนางแบบคนอื่นที่อายุไล่เลี่ยกัน จนได้รับฉายาจากนิตยสาร GQ ว่า ‘The Hottest Thing in Menswear’ และในฐานะคนตัวเล็กที่ชอบเสื้อผ้าทรงโคร่งๆ ก็แอบหวังว่าวันหนึ่งเธอจะทำแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงของตัวเองออกมา

แล้วเธอก็ทำ…

W’menswear เกิดขึ้นจากความบังเอิญและความโชคดีเมื่อราวๆ 5 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเดียว ขยับขยายมาเป็นหน้าร้านออนไลน์ และในทุกๆ ปี ลอเรนต้องเดินทางไปเทศกาลแฟชั่นวีกที่นิวยอร์กและปารีส เพื่อเอาสินค้าไปแสดงบายเออร์จากทั่วโลก จนตอนนี้มีสต็อกสินค้าอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เธอนำความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์มาใช้ในการทำแบรนด์ จุดเด่นของ W’menswear จึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายในไซส์ผู้หญิงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องราวข้างหลังเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสีสัน แพตเทิร์น หรือวัสดุที่ใช้ ตั้งแต่คอลเลกชันที่ได้แรงบันดาลใจจากสงครามเวียดนาม สงครามเย็น ไปจนถึงประวัติการต่อสู้ในสนามรบของชนเผ่าม้งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน 

ลอเรนตั้งใจให้ W’menswear เป็นแบรนด์ Slow Fashion ที่จะสร้างความสุขให้ทั้งคนทำและคนใส่ และหวังว่าเรื่องราวที่เธอแอบบอกผ่านเสื้อผ้าในแต่ละคอลเลกชันจะทำให้คนตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดในโลกมากขึ้น 

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เราเริ่มรู้จักคุณในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Ponytailjournal.com ก่อนหน้านั้นคุณทำอะไรมาบ้าง

ตอนเริ่มทำ Ponytail Journal เราเป็นนางแบบที่กรุงเทพฯ นี่แหละ เริ่มทำเว็บไซต์เพราะอยากใช้สมองอีกซีกมากขึ้น อยากใช้บล็อกเป็นที่แสดงออกแพสชันที่มี แสดงออกตัวตนผ่านการเขียน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียน Fine Art เอกถ่ายรูป แต่กลายเป็นว่าเราได้ใช้สกิลและประสบการณ์ที่มีในบล็อกนี้ ทีนี้ความสนใจในเรื่องสไตล์และแฟชั่นก็เข้ามาผ่านอาชีพนางแบบ

พอได้ทำบล็อกเราก็เริ่มได้ยินเสียงตัวเองมากขึ้น จากที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่ ก็เริ่มรู้จักความคิดตัวเองมากขึ้น 

จากบล็อกเกอร์ก็มาเป็นนักเขียนคอลัมน์อย่างเต็มตัว

หลังจากนั้นประมาณปีหนึ่ง มีนิตยสารหลายหัวติดต่อมาให้เขียนคอลัมน์ อย่าง Condé Nast ในนิวยอร์ก หรือ Vogue ออสเตรเลีย ที่สุดท้ายเราตัดสินใจเซ็นสัญญาเขียนคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับสไตล์ให้ นั่นทำให้เรารู้จักดีไซเนอร์เก่งๆ หลายคน และทำให้คนในวงการแฟชั่นรู้จักเรามากขึ้น เพราะพอคุณเป็นนักเขียนของ Vogue ทุกคนจะค่อนข้างเชื่อคุณ (หัวเราะ)

มีใครบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น Nigel Cabourn ดีไซน์เนอร์ชาวอังกฤษ ครั้งหนึ่งเราไปร้านเขาที่ลอนดอน พีอาร์ของเขาบอกว่า ‘พรุ่งนี้ไนเจลจะมาที่ร้าน คุณอยากสัมภาษณ์เขาไหม’ เราตอบตกลงทันที พอได้คุยกันพบว่าไนเจลคือเด็กในร่างผู้ใหญ่ เขาขี้เล่น มีแพสชัน เราคุยกันถูกคอมาก มันเหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่าเป็นครั้งแรก จำได้ว่าตอนนั้นเราอายุประมาณยี่สิบห้า ยังดูเด็กมากในสายตาคนนอก แล้วพนักงานคนหนึ่งของไนเจลสังเกตว่าเราไม่มีสมุดจด และไม่ได้อัดเสียงขณะสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เข้าใจว่านั่นคือวิธีการทำงานของเรา เราจะอินไปกับสิ่งที่คุยจนไม่ต้องจดอะไร แต่พอบทสัมภาษณ์นั้นออกมา ไนเจลทึ่งกับข้อมูลที่เราจำได้จนส่งโน้ตมาขอบคุณ และเราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น Ponytail Journal เลยเป็นทั้งที่ที่เราสร้างคอนเนกชัน ความน่าเชื่อถือ และเป็นคำตอบว่าเรามองโลกยังไง

Lauren Yates

ซึ่งก็เป็นไนเจลนี่แหละที่ทำให้มี W’menswear ในวันนี้

วันหนึ่งไนเจลบอกเราว่า คุณควรทำแบรนด์ของตัวเองนะ ซึ่งเราไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ไม่รู้ต้องดีไซน์อะไรยังไง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องรู้หรอกว่าดีไซน์ยังไง คุณมีไอเดียและสไตล์ที่โดดเด่นของคุณอยู่แล้ว ที่เหลือผมจะสอนคุณเอง แล้วเขาก็สอนทุกอย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับการดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าหรือกระบวนการตัดเย็บ และเป็นช่วงเดียวกับที่แม่ให้เงินเรามาก้อนหนึ่งโดยมีข้อแม้ว่าต้องเอาไปทำธุรกิจเท่านั้น 

คำแนะนำของดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นในวันนั้นคืออะไร

เขาบอกให้เริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ก่อน มีแค่หกแบบ สามสี ใช้วัสดุเหมือนกันหมดคือคอตตอน และเอาเสื้อผ้าวินเทจของตัวเองที่ชอบมาพัฒนาเป็นแพตเทิร์น

ช่วงแรกๆ W’menswear ขายแค่ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการลองตลาด เพราะลูกค้าญี่ปุ่นพิถีพิถันที่สุดในโลก ละเอียดมาก แค่ข้อผิดพลาดนิดเดียว เขาก็ส่งสินค้าคืนแล้ว 

Lauren Yates
Lauren Yates

ในโลกที่ Fast Fashion ครองตลาดใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ทำไมคุณถึงอยากเปิดแบรนด์ Slow Fashion ที่มีความยั่งยืนมากกว่า

ตอนเราเริ่มเป็นโมเดล Fast Fashion ยังไม่นิยมเลยนะ มันน่าจะเข้ามาตอนประมาณปี 2005 เราเลยได้เห็นการเติบโตของมันมาเรื่อยๆ เหตุผลที่เราสนใจ Slow Fashion มากกว่าเพราะเราชอบศิลปะ ชอบตั้งแต่มัธยม มหาวิทยาลัย จนถึงวันนี้ ซึ่งความตั้งใจของศิลปินคือการได้โชว์สิ่งที่คนทั่วไปเห็นในทุกวัน แต่ไม่เคยคิดถึงมันจริงๆ อย่างในยุคอิมเพรสชันนิสม์ ศิลปินวาดภาพทุ่งหญ้า วาดภาพฟาร์ม ดอกไม้ เพราะผู้คนเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองมันอย่างตั้งใจจริงๆ ศิลปะทำให้เราได้คิดถึงสิ่งรอบตัว ช่วยให้เราคิดถึงจักรวาล และความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โลกเรากำลังถูกทำลาย เพราะคนไม่ได้นึกถึงโลก

เรารัก Slow Fashion เพราะทุกคนที่ทำเสื้อผ้าของเรารักในสิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการทำศิลปะ เราเรียกแบรนด์ของเราว่า Artisan Clothing เพราะทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นศิลปิน อย่างผ้าบางชนิดทำในจำนวนน้อยที่โรงงานเล็กๆ ในญี่ปุ่นด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่า ใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จแต่ละชิ้น ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกันเลย เพราะทุกคนมองว่าตำหนิเล็กๆ น้อยๆ เป็นความงาม ถ้าเหมือนกันทุกชิ้นคงน่าเบื่อแย่

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ถ้าอย่างนั้นแฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

คือการแสดงออกตัวตนและคุณค่าของแต่ละคน สิ่งที่เจ๋งคือเกือบทุกคนบนโลกนี้สนใจแฟชั่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะเขาสนใจที่จะแสดงออกคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยผ่านเสื้อผ้าที่เลือกสวมใส่ในแต่ละวัน

เราเห็นคำว่า W’menswear ครั้งแรกจากชื่อแบรนด์คุณ

W’menswear มาจากตอนที่เราเป็นนักเขียนแฟชั่น เวลาไม่มีคำอธิบายคอนเซปต์ที่เราอยากจะพูด เราจะคิดคำขึ้นมาใหม่ อย่างคำนี้คือคำอธิบายสไตล์ของเรา เราชอบใส่เสื้อผ้าวินเทจของผู้ชาย หรือกิจกรรมที่ชอบทำก็เป็นสิ่งที่ผู้ชายทำ ไม่ว่าจะตกปลาหรือถ่ายรูป แล้วสมัยนั้นมันยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำเสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ตอนตัดสินใจจะทำแบรนด์ มันก็ต้องเป็นคำนี้แหละ 

สนุกดีที่คอนเซปต์ของแต่ละคอลเลกชันมักเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เสมอ มันเริ่มมาจากอะไร

เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ตอนเริ่มทำแบรนด์นี้ก็เพิ่งรู้สึกว่า เห้ย มันมีผู้หญิงเก่งๆ ในประวัติศาสตร์ที่ทำเรื่องยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ เราต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเธอบ้าง แต่ละคอลเลกชันจึงได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ผ่านผู้หญิงเก่งที่สร้างอะไรดีๆ ในช่วงเวลานั้นๆ เรื่องของบางคนอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก แต่เราอยากส่งต่อเรื่องราวของพวกเธอ มันน่าจะมาจากตอนเขียนคอลัมน์เยอะๆ อ่านหนังสือเยอะ ชอบดูข่าว ก็เลยสนใจเรื่องเหล่านี้

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คอลเลกชันล่าสุดที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องของใคร

ตอนนี้กำลังจะปล่อยคอลเลกชัน spring/summer 20 คอลเลกชันนี้เราได้แรงบันดาลมาจากนักวิทยาศาสตร์หญิงกลุ่มแรกที่ได้ใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรบริเวณหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามเย็น คือระหว่างที่เกิดสงครามเย็น ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเรือดำน้ำ ขีปนาวุธ อาวุธนิวเคลียร์ พอสงครามจบเลยกลายเป็นว่าวงการวิทยาศาสตร์ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านั้นมากที่สุด มีการทำแผนที่มหาสมุทร ทำให้เราค้นพบส่วนที่ลึกของมหาสมุทรในร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา 

กลับมาที่กลุ่มผู้หญิงที่เล่า พวกเธอเป็นนักชีววิทยาทางทะเล และเป็นผู้หญิงกลุ่มแรกที่ได้รับมอบหมายงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ พวกเธอใช้เวลาสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรในห้องปฏิบัติการใต้น้ำ มันอาจจะไม่ใช่โปรเจกต์ใหญ่โตอะไร แต่พวกเธอเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นบุกเบิกที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ โปรเจกต์นี้ชื่อ Tektite II ผู้นำโครงการคือ Sylvia Earle ซึ่งตอนนี้น่าจะอายุแปดสิบกว่าได้ และก็ยังเป็นนักชีววิทยาทางทะเลอยู่ ยังทำงานหนักเพื่อการรักษามหาสมุทร ยังดำน้ำ และทำวิจัยสำคัญๆ อยู่

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คุณตีความเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ออกมาเป็นเสื้อผ้าได้ยังไง

เวลาต้องคิดคอนเซปต์ใหม่ เราจะไปอ่านเรื่องราวของใครสักคน หรือเวลามีข่าวเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เรามักจะอยากรู้ว่าทำไมมันถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น อย่างคอลเลกชันก่อนหน้านี้ เราตั้งคำถามว่าทำไมจึงเกิดสงครามเวียดนาม ส่วนคอลเลกชันนี้เราเริ่มจากคำถามเกี่ยวกับสงครามเย็นจนได้มาเจอเรื่องราวของผู้หญิงกลุ่มนี้ เรารีเสิร์ชข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง มีทั้งรูปถ่ายและเรื่องราว ปกติใช้เวลาทำรีเสิร์ชอย่างน้อยประมาณสามเดือนถึงได้ mood board หลังจากนั้นก็นำมาประยุกต์ใช้ในแง่ของดีไซน์ ถ้าสังเกตจะมีสีสันที่คล้ายกัน สีฟ้าของมหาสมุทร สีแดง สีเหลืองที่ใช้กับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เรียกว่า safety yellow วัสดุที่เลือกใช้ก็จะคล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกเธอใส่มากที่สุด

ส่วนคอลเลกชันถัดไป autumn/winter 20 จะเป็นเรื่องของสงครามในประเทศลาวที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินเลย เป็นเรื่องในยุคของประธานาธิบดี John F.Kennedy ที่เซ็นอนุสัญญาเจนีวาว่าจะไม่ส่งทหารไปประเทศลาวในช่วงสงครามเวียดนาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐฯ ใช้ชาวม้งต่อสู้แทนตัวเอง เมื่อสงครามจบลง พรรคคอมมิวนิสต์ในลาวฆ่าชาวม้งจำนวนมาก โทษฐานที่พวกเขาต่อสู้ให้อเมริกา บางส่วนหนีข้ามแม่น้ำโขงมาค่ายผู้ลี้ภัยในไทย ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ 

คอนเซปต์พวกนี้ต้องใช้เวลาในการรีเสิร์ช มันใหญ่กว่าการตามเทรนสไตล์และสีของแต่ละซีซั่นไปมาก ทำไมต้องเล่าเรื่องเหล่านี้

เราชอบเรียนรู้ มีแพสชันกับเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เรายังทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์แม้จะเปิดแบรนด์มาห้าปีแล้ว เราไม่ได้พยายามเล่าเรื่องแทนพวกเขา แค่อยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันน่ากลัวมากที่ได้รู้ว่าในประวัติศาสตร์มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่เราไม่เคยรู้เลย เราถูกสอนให้ไม่ตั้งคำถาม แต่ถ้าไม่หัดถามว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

แม้รู้ว่าลูกค้าอาจจะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม

เราเข้าใจแหละว่าบางคนอาจจะแค่อยากซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีๆ ใส่ ซึ่งไม่เป็นไรเลย แต่บางทีอาจจะมีเด็กรุ่นใหม่สนใจคอนเซปต์ของคอลเลกชัน ซึ่งเราเขียนไว้ทั้งบนเว็บไซต์และ lookbook แล้วไปศึกษาข้อมูลต่อก็ได้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว

คุณบอกในตอนแรกว่า คนที่ทำเสื้อผ้า W’menswear ในทุกกระบวนการต้องรักสิ่งที่เขาทำ

หัวใจสำคัญของธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า คือความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับคนเย็บและซัพพลายเออร์ เรานับถือคนที่ทำเสื้อผ้าให้ W’menswear ถ้าเราไม่มีเขาหรือเขาไม่รักงานที่เขาทำ แบรนด์ของเราคงไม่มีความหมายเลย เราอยากทำงานกับคนที่ต้องการสร้างสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้วัสดุที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และเย็บออกมาอย่างตั้งใจที่สุด เพราะเขานับถือเราและงานของตัวเอง ความสัมพันธ์นี้เลยเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือเหตุผลที่เราเดินทางตลอด เพราะอยากไปเยี่ยมคนทำเสื้อผ้า โรงงาน และซัพพลายเออร์ 

เราใช้โรงงานผ้าแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ที่ทำมาเป็นร้อยปีแล้ว เขายังทำผ้าด้วยเครื่องจักรเครื่องเดิม โรงงานสมัยใหม่ทำวัสดุแบบนี้ไม่ได้แล้วเพราะมันไม่เหมาะกับ mass production ถ้าดูผ้าจะสังเกตเห็นว่ามันมีตำหนิที่ไม่เหมือนกันเลยแต่ละผืน เพราะเส้นใยที่มาจากธรรมชาติและการทอจากเครื่องจักรเก่า ธรรมชาติไม่เหมือนกันทั้งหมด บางอย่างต้นสูง บางอย่างต้นเล็ก แต่มันเป็นความงดงามนะ ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ของเราจึงอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นเห็นความสวยงามในความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในญี่ปุ่นเลยมีคนทำสินค้าแบบนี้เยอะมาก ในไทยเราก็เคยใช้ผ้าทอสีย้อมธรรมชาติของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีคุณยายอายุเก้าสิบปีเป็นหนึ่งในทีมผลิต

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ทุกวันนี้ คุณทำ W’menswear บนความเชื่อแบบไหน

เคยได้ยินมาจากพอดแคสต์ เขาบอกว่าการเดินทางของชีวิตคือการค่อยๆ เข้าใจตัวเองขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบๆ ตัว อย่าง W’menswear เติบโตขึ้นมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่เหมือนการทำแบรนด์ Fast Fashion ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่มันทำลายโลก มันไม่ยั่งยืน

อาทิตย์ก่อนเราอ่านบทความที่บอกว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นคือต้นเหตุของสภาวะโลกร้อนอันดับสาม รองจากพลาสติกและน้ำมัน เพราะแบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เมื่อปี 2005 แบรนด์ส่วนใหญ่มีแค่สองคอลเลกชันต่อปี แต่ตอนนี้แบรนด์ Fast Fashion มีถึงสิบเอ็ดคอลเลกชันในปีเดียว แบบนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องซื้ออีกๆ จากที่เคยซื้อเสื้อสเวตเตอร์ปีละสองตัว ก็อาจจะต้องมีหกตัว ใส่ได้แป๊บเดียวก็เลิกแล้ว ซึ่งพอราคาถูกลง คนก็ซื้อบ่อยขึ้น ใครจะรู้ในอีกห้าปีมันอาจจะเพิ่มเป็นยี่สิบคอลเลกชันต่อปีก็ได้

แล้ว W’menswear เตรียมตัวยังไงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าจะร้ายแรงขึ้นในอนาคต

เราไม่มีคำตอบหรอก เราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่สำหรับเรา ศิลปะช่วยให้เราเห็นใจโลกและคนรอบตัวมากขึ้น เราว่าการทำให้คนรู้สึกผิดไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะการซื้อผ้าบ่อยๆ ก็ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภคเสียทีเดียว มันเกี่ยวข้องกับนโยบายและการดำเนินงานของแบรนด์ใหญ่ๆ ที่กระตุ้นให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน ถ้าจะแก้ปัญหาอาจจะต้องมองที่ภาพใหญ่ด้วย 

เราเลยทำในส่วนที่ทำได้ พยายามทำโปรเจกต์ศิลปะที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการขายเสื้อผ้าเลย แต่มันมีจุดร่วมกันอยู่ คือพยายามแสดงให้เห็นความสวยงามของโลก เพื่อที่คนจะได้หันกลับมาดูแลโลกมากขึ้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load