ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ผมไม่แน่ใจว่าจะนิยามสิ่งที่ชายคนนี้ทำด้วยคำใดดี ระหว่างหาญกล้า หรือบ้าบิ่น

กับการที่ใครสักคนในวัย 33 มีหน้าที่การงานมั่นคง มีตัวตนในวงการที่ตัวเองอยู่อาศัย ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่ว่ามาเพื่อบินไปทำตามความฝันความเชื่อ หรือเฉพาะเจาะจงลงไปอีกก็ได้ว่า เขาบอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวก

ชายผู้นี้มีหมวกมากกว่า 1 ใบในชีวิต ผมหมายถึงทั้งหมวกในความหมายของเครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่ง และหมวกในความหมายของบทบาทที่รับผิดชอบ

ผมรู้จักชายหนุ่มผู้นี้ครั้งแรกในฐานะดีเจที่ใช้นามแฝงว่า ‘DJ Supersonic’ พบเห็นเขาตามงานปาร์ตี้สุดเก๋ยามราตรีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยทักทายเป็นการส่วนตัว ถึงอย่างนั้นผมก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งบนหัวของเขาจะมีหมวกสวมอยู่ อาจจะเปลี่ยนรูปทรงไปบ้างตามแต่วาระและโอกาส แต่หัวของเขาไม่เคยเว้นว่างแม้แต่วันเดียว

อาจกล่าวว่าผมไม่เคยเห็นทรงผมที่แท้จริงของเขาก็ไม่ผิดนัก

ความคลั่งไคล้หมวกของชายผู้นี้พัดพาให้ผมมาพบเขาอีกรอบในโลกออนไลน์ เมื่อเจอเพจที่ชื่อ Cult & Cut ซึ่งเป็นเพจที่เขาสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องหมวกล้วนๆ แบบลึกๆ และจากการนัดพบเจอกันทำให้ผมรู้ว่าอีกไม่กี่วันเขาจะไปอยู่นิวยอร์กปีครึ่งเพื่อเรียนทำหมวก ซึ่งกว่าที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะเผยแพร่ เขาคงอยู่ที่ใดสักแห่งในนิวยอร์ก

การพบกันของเราครั้งนี้ที่คอนโดมิเนียมย่านทองหล่อของเขาค่อนข้างแปลก เมื่อมันไม่ใช่ยามค่ำคืนและไม่มีเสียงดนตรีที่เขาเปิดคลอเคล้าบรรยากาศอย่างที่คุ้นเคย แต่ที่เหมือนเดิมเช่นทุกครั้งคุณเองก็คงพอเดาได้

ใช่, เขาสวมหมวกเดินลงมารับ

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 1 : คนชอบหมวก

เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือหมวกหลักสิบใบที่กองอยู่บนโซฟากลางห้อง นี่เป็นหมวกเพียงส่วนหนึ่งที่เจ้าบ้านคัดมาให้ผู้มาเยือนอย่างผมได้เห็นเป็นบุญตา

“บางคนอาจจะมองว่ามันต้องมีหมวกเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งอันนี้ก็ตอบยากเหมือนกัน” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อผมถามว่าหมวกเยอะขนาดนี้เคยมีคนทักท้วงไหมว่าจะมีไปทำไมเยอะแยะ หัวก็มีหัวเดียว

“ผมว่าสำหรับคนสะสมของ ง่ายที่สุดเลยมันคือความสุข บางคนอาจจะมองว่ากิเลสเยอะหรือเปล่า ก็จริงครับ เถียงไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้ผมรู้สึกมีความสุขในการทำงาน คนส่วนใหญ่อาจจะแฮปปี้ที่ทำงานได้เงิน แต่สำหรับผม บางงานจ้างผมไปเล่นแค่ให้หมวกผมสวยๆ สักใบผมก็โอเคแล้วนะ”

ชายหนุ่มหัวเราะสดชื่นเมื่อจบประโยค ในขณะที่ผมไล่สายตาดูหมวกที่บางใบก็รูปทรงคุ้นเคยดีอยู่แล้ว ในขณะที่บางใบก็รูปทรงแปลกตาชนิดนึกภาพตัวเองสวมใส่ไม่ออก

“หมวกสำหรับคุณสำคัญยังไง ทำไมทุกครั้งที่พบกันเราจะเห็นมันอยู่บนหัว” ผมถามในสิ่งที่ค้างคามาตั้งแต่ก่อนพบเจอ

“มันยังไม่เชิงว่าเป็นอวัยวะ แต่มันเหมือนทรงผม สมมติให้ผมไปตัดผมทรงโมฮอว์ก หรือตัดทรงอะไรประหลาดๆ ผมก็คงเขินตอนเดินออกจากบ้าน ซึ่งผมเป็นคนซีเรียสเรื่องหมวกอย่างนั้นเลย ผมรู้สึกว่ามันเหมือนทรงผมของเรา มันเป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่เราต้องใส่ออกมาทุกวัน มันก็เป็นเหมือนเสื้อผ้า เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว แต่ด้วยความที่ผมใส่มาเป็นสิบปี พอวันไหนไม่ใส่ก็จะรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ใส่กางเกงในหรือเปล่าวะเนี่ย คือมันจะรู้สึกแปลกๆ เขินๆ ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผมไปแล้ว

“หมวกมันเป็นเครื่องหัวอย่างหนึ่งที่บอกคาแรกเตอร์ มันสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง ในนิทานพระราชายังต้องมีมงกุฎเลย นักกีฬาก็มีหมวก เราเห็นแล้วรู้คาแรกเตอร์ชัดว่าใครเป็นยังไง ถ้าพูดในแง่แฟชั่น มันเป็นชิ้นส่วนที่ปะทะตาอันดับแรกเลยก่อนทั้งตัวเลย เพราะเรามองหน้าปุ๊บก็จะเห็นทันที”

จริงอย่างที่เขาว่า หมวกของเขาปะทะสายตาทันทีที่เราพบกัน แม้ยามสนทนากันก็เป็นเช่นนั้น ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเคยรู้สึกว่าหมวกจะมีความพิเศษใดๆ จนกระทั่งได้ฟังเขานั่งเล่าและเห็นแววตาของเขาขณะเล่า

บางสิ่งมันคงพิเศษเฉพาะเมื่ออยู่ในการครอบครองของคนที่มีสายตาพิเศษสำหรับมองเห็นความพิเศษนั้น-เท่านั้น

“เมื่อไหร่กันที่คุณเริ่มรู้สึกว่าหมวกเป็นสิ่งพิเศษจนคิดเก็บสะสม” ผมถามท่ามกลางหมวกที่รายล้อม ซึ่งผมเดาว่าหากพวกมันมีชีวิตคงอยากรู้คำตอบเช่นเดียวกัน

“เมื่อก่อนผมจะซื้อเฉพาะหมวกที่เราจะใส่ จนมีช่วงหนึ่งที่ไปญี่ปุ่นบ่อย แล้วไปเจอหมวกที่สวยมากแต่มันไม่เข้ากับหัวเราเลย ผมก็คิดว่าเสียดายเงินถ้าซื้อมาแล้วไม่ใส่ ก็เลยไม่ซื้อดีกว่า แล้วมีอยู่วันนึง แต่ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน เมื่อไหร่ แต่จำความรู้สึกนั้นได้ ตอนนั้นผมอยู่ในแกลเลอรี่ แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่าของทุกชิ้นมันก็เหมือนงานศิลปะนะ เหมือนเวลาเราซื้อรูปเพนติ้งกลับมา นั่นคือการที่เราชื่นชอบศิลปิน เราก็เลยซื้องานเขามาเก็บไว้ ซึ่งเราก็เอามาใส่ไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นมันก็คงไม่แย่มั้งถ้าเราจะซื้อหมวกมาแล้วใส่ไม่ได้ มันก็คงเหมือนงานศิลปะ ก็เลยรู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นว่าเริ่มเก็บดีกว่า”

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 2 : คนทำเพจหมวก

…ตลอดระยะเวลาที่ผมซื้อหมวกและใส่หมวกมาเป็นสิบๆ ปี ผมไม่เคยมานั่งนับเลยว่าตอนนี้มีกี่ใบ หมดกับมันไปเท่าไหร่ แต่กลับกัน มันเหมือนบันทึกความทรงจำที่บอกว่าแต่ล่ะใบที่ได้มานั้น ตอนนั้นอยู่ที่ไหน ทำอะไร ได้มาได้อย่างไร…

ในบทความชิ้นแรกของเพจที่อธิบายที่มาที่ไป ชายหนุ่มผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและแอดมินเพจเขียนไว้อย่างนั้น

อย่างที่เขาว่า หมวกทุกใบสำหรับเขามีเรื่องราว

หมายถึงทั้งเรื่องราวเบื้องหลังการได้มาและเรื่องราวในเชิงประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องราวในเชิงแฟชั่นและฟังก์ชัน ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นคือที่มาของเพจ Cult & Cut ที่เขาตั้งใจใช้เป็นพื้นที่ในการแชร์เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหมวก

“ผมเป็นแค่คนชอบ เราไม่ใช่เซียน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพจนี้จะเป็นเพจที่เราจะเรียนรู้ไปพร้อมคนอ่าน คือผมไม่ได้บอกว่าจะเอาองค์ความรู้ทุกอย่างของผมมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าผมจะเอาบางเรื่องที่ผมเพิ่งไปเจอมามาเล่า ตอนนี้ก็มีมิชชันแล้ว แทนที่เวลาสงสัยเราจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปหาข้อมูลตอนนี้เรารู้สึกว่าเรามีเรื่องต้องแชร์ให้คนอ่านแล้ว เราจะได้ทำการบ้านไปในตัว ซึ่งน่าจะสนุกสำหรับผมด้วย

“เรื่องหมวกมันกว้างมาก เราหยิบยกเรื่องมาพูดได้เยอะมาก มันไม่จำเป็นต้องเป็นหมวกแฟชั่น มันอาจจะเป็นหมวกกันน็อกก็ได้ อย่างที่ผมเขียนไว้ในเพจ มันเป็นวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวตั้งแต่ในสงครามยันรันเวย์ หมวกอยู่กับคนมานานมาก มักจะมีคนบอกผมว่า หมวกไม่ใช่วัฒนธรรมคนไทย ซึ่งก็จริง หมวกเป็นวัฒนธรรมฝรั่งสมัยก่อน แต่ลองมองดูรอบๆ ตัวดีๆ ผมว่าคนใส่หมวกเยอะมากนะทุกวันนี้ คนขายหมูปิ้งก็ใส่หมวก คนงานก่อสร้างก็ใส่หมวก ทุกคนใส่หมวกหมด แต่แค่เราอาจจะไม่ได้สนใจ”

เล่าถึงตรงนี้เขาก็แอบเล่าถึงเรื่องๆ หนึ่งที่กำลังจะเขียน ว่าด้วยเรื่องงอบของชาวนา ซึี่งจากการรีเสิร์ชทำให้เขาค้นพบข้อมูลสนุกสนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของคำที่ใช้เรียกในแต่ละพื้นที่ หรือสถานะของหมวกชนิดนี้ในนานาประเทศ แค่ฟังทีเซอร์ผมก็อยากอ่านเต็มทีแล้ว

ว่าแต่ทำไมเราต้องรู้เรื่องหมวก ทำไมคนทั่วไปต้องสนใจมัน-ผมสงสัย

“จริงๆ มันไม่ใช่แค่หมวก หลายอย่างในชีวิตประจำวันมันมีเรื่องราว แต่เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจ อย่างหมวกนี่อยู่เหนือคิ้วขึ้นไปนิดเดียวเองนะ เราใส่กันตั้งแต่เด็ก ถ้าถามถึงหมวกใบแรกบางคนอาจจะจำไม่ได้ว่าพ่อแม่เคยซื้อให้ เราอยู่กับมันมาโดยไม่รู้ตัว ผมมองว่ามันใกล้ชิดกับเรามาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ไอเทมที่จะอยู่กับเราทุกวัน ก็เลยคิดว่าเราอยากจะแชร์แพสชันตรงนี้ด้วย

“บางทีมันน่าจะเป็นประตูทำให้ผมไปเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน และทำให้คนที่ชอบอะไรเหมือนกันได้เจอกัน นี่คือสิ่งที่สนุกที่สุดสำหรับผม”

ซึ่งแน่นอนว่า แม้ผมจะไม่ได้ชอบหมวกเช่นเขา แต่มันก็ทำให้เราโคจรมาเจอกัน

เป็นการเจอกันก่อนที่ไม่กี่วันเขาจะก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางใหม่ที่ไม่มีอะไรการันตีว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

หมวกใบที่ 3 : คนทำหมวก

ตอนนี้เขาอายุ 33 ปี

เราคาดหวังสิ่งใดจากคนในวัยนี้ มีหน้าที่การงานมั่นคง ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัว มีเงินเก็บจำนวนหนึ่งพอที่จะไว้ใช้รักษาเนื้อรักษาตัวในวันข้างหน้า

ชายผู้นี้ทำตรงกันข้ามแทบทั้งหมด

เมื่อความบ้าหมวกเข้าเส้น ปีที่ผ่านมาเขาตัดสินใจใช้เงินเก็บที่มีหมดไปกับการบินไปอยู่ที่นิวยอร์ก 6 เดือนเพื่อหาความเป็นไปได้ในการสร้างแบรนด์หมวกของตัวเอง และการไปอยู่ในบ้านเมืองที่วัฒนธรรมหมวกแข็งแรงทำให้ภาพเลือนรางในหัวของเขาเริ่มชัดเจน เขาใช้เวลาในแต่ละวันเข้าออกร้านหมวกในมหานครแห่งแฟชั่น

“ตอนไปนิวยอร์กรอบแรก ผมอยากไปดูว่ามีตลาดหรือเปล่า แล้วเราจะอยู่ได้มั้ย เรื่องตลาดผมไปดูแล้วเห็นคนใส่หมวกโคตรเยอะเลย ผมไปร้านหมวกทุกร้านในนิวยอร์ก ถือเป็นภารกิจประจำวันของผม ไปดูหมวก ไปคุยกับเจ้าของร้าน ลามถึงขั้นไปดูโรงงานที่ทำ มีอยู่ร้านนึงผมเดินเข้าไปคุยกับเขา แล้วผมแอบมองทะลุม่านไปเห็นเขาผลิตกันในนั้น ก็เลยถามเขาว่าที่นี่เป็นโรงงานหมวกเหรอ เขาบอกว่าใช่ เป็นโรงงานที่อายุเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เราก็ตาโต บอกเขาว่าเราชอบหมวกมากเลย มาจากเมืองไทย เขาก็ยิ้มๆ แล้วบอกว่าอยากเข้าไปดูมั้ย แล้วเขาก็พาเข้าไป

“พอเข้าไปดูข้างใน บรรยากาศมันขลังมาก คือหมวกพวกนี้ฝรั่งเขามีวัฒนธรรมกันมาก่อน โรงงานในนิวยอร์กจึงมีแค่ 2 ประเภท คือโรงงานเก่าที่ยังอยู่ได้ กับเป็นโรงงานที่คนรุ่นใหม่อย่างผมไปเทกโอเวอร์โรงงานเก่ามา เพราะฉะนั้น อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เขาใช้ในโรงงานอายุเป็นร้อยปีเกือบหมด ไม่ว่าจะโมที่ใช้ซึ่งเป็นไม้แกะสลักที่เขาตกทอดกันมา บ้านเรามันไม่มีโรงงานอย่างนั้น ถ้าเราอยู่เมืองไทยเราไม่รู้จะไปหาความรู้แบบนี้จากไหน หมวกผ้าเราอาจจะหาโรงงานเย็บได้ หาครูให้เราได้ แต่ครูที่จะสอนการทำหมวกแบบนี้ต้องเป็นที่นิวยอร์กจริงๆ”

และนั่นทำให้ชายวัย 33 ตัดสินใจออกผจญภัยบนเส้นทางที่เขาเองก็ไม่รู้ไม่เห็นปลายทาง

แม้จะดูเข้าใจยากเพียงใด แต่เขาก็มีคำตอบให้ตัวเองชัดเจนว่าไปทำไม แต่ที่ยากคือคำตอบที่ต้องอธิบายกับคนรอบข้างซึ่งมองด้วยสายตาที่มีเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ

“ผู้ใหญ่บางคนเขาก็ถามผมว่า อะไรนะ ไปเรียนทำหมวก แล้วกลับมาจะทำอะไร คือมันเสี่ยงมาก แล้วผมไม่เคยเรียนตัดเย็บมาก่อน ผมแค่ชอบแฟชั่น แต่นี่ผมกำลังจะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมที่จริงจังแล้ว เรากำลังจะเข้าไปอยู่ในหมวดที่ลงแล้วถอยไม่ได้แล้ว เราเอาเงิน เอาทุกอย่าง ลงทุนเวลา อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว เพื่อที่จะไปเรียนทำหมวก ซึ่งเอาจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ผมกลัวมากตอนนี้ด้วยซ้ำ เป็นความกลัวที่น่าจะใหญ่สุดแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเราต้องถอย ผมแค่คิดว่าเราต้องทำให้สุด มนุษย์ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน แต่ความบ้าไม่เท่ากัน ความรักไม่เท่ากัน แพสชันไม่เท่ากัน ผมว่าคนที่ประสบความสำเร็จ ถ้าไม่นับเรื่องเงินทอง มันคือเรื่องของใจ อันนี้เป็นสิ่งที่เรารักมาก เลยคิดว่าน่าจะลองกับมันสักทีนึง”

“แล้วอธิบายกับคนรอบข้างยังไงเวลาเขาถาม” ผมย้อนถาม

“ผมมี 2 คำตอบ คำตอบแรกคือยิ้ม เพราะว่ามันอธิบายยาก ถ้าเขาไม่เข้าใจแพสชัน เขาก็จะมองแล้วว่าบ้าหรือเปล่า ลาออกจากงาน ทิ้งทุกอย่างไปเรียนทำหมวก แล้วทำไปขายใคร ใครใส่ คือผมก็เข้าใจนะว่ามันยังไม่มีใครใส่ เราก็ยังอยากนำเสนอสิ่งนี้ วัฒนธรรมมันมีวันแรกของมันในการกำเนิด ถ้ามองย้อนกลับไปทุกเรื่องราวมีวันแรก ใช่ วันนี้บ้านเราอาจจะยังไม่มีวัฒนธรรมการใส่หมวก แต่เราสตาร์ทวัฒนธรรมได้ ในความคิดผมอีก 20 ปีให้หลัง มันอาจจะกลายเป็นวัฒนธรรมของเราแล้วก็ได้

“ส่วนอีกคำตอบนึง คือผมบอกไปเลยว่าผมอยากทำสิ่งที่ผมรัก ย้อนกลับไปตอนผมเรียนศิลปะเพื่อจะเอนทรานซ์เข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ พี่ติวเขาเคยถามผมว่า มึงแน่ใจใช่มั้ยว่าจะเรียน เพราะคนที่ชอบกับคนที่ทำไม่เหมือนกันนะ คนที่ชอบแต่งตัวไม่ใช่ว่าจะดีไซน์เสื้อผ้าได้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราจะข้ามเส้นนั้นไปได้ ข้ามเส้นจากคนชอบไปสู่คนทำ คำถามนี้แหละอยู่ในหัวผมมาตลอด ว่าเราจะทำได้หรือเปล่า ผมบ้าพอที่จะพัฒนาเป็นคนทำหรือเปล่า หรือที่จริงผมแค่ชอบซื้อ ซึ่งวันที่ผมไปอยู่ที่นั่น ผมรู้ตัวแล้วว่าระดับความอินมันเลยคนซื้อไปแล้ว เราอยากไปสู่กระบวนการผลิต การขาย การสร้างแบรนด์แล้ว ก็เลยคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำไมต้องไปเรียน

“ซึ่งน่าจะเป็นโค้งท้ายๆ ของผมแล้วที่จะไปเรียนได้ ตอนแรกผมเกือบไม่ไปแล้วเหมือนกัน จนได้คุยกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า จำได้เลยวันนั้นนั่งกินเบียร์กัน พี่ตุลย์บอกว่า ‘มึงไป เชื่อกู คนเราแต่ละช่วงอายุไม่เหมือนกันนะ มึงไปตอนอายุ 20 ก็เป็นแบบนึง มึงไปตอนนี้ก็เป็นแบบนึง ถ้ามึงแต่งงานแล้วมีเมียมีลูก หรือวันที่มึงรวยแล้วมึงไป ก็จะไม่ใช่แบบนี้นะ ไทม์มิ่งตอนนี้คือไทม์มิ่งท้ายๆ แล้วของความเป็นวัยรุ่น ถ้าไปก็ต้องตัดสินใจไปเลย’ เราก็คิดว่าจริง บางคนเขาบอกว่า เดี๋ยวรอมีเงินก่อนค่อยไป ถึงเวลานั้นผมว่ามุมมองชีวิตผมก็อาจจะเป็นอีกแบบแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้าจะไปต้องไปแล้ว”

และอย่างที่ว่าไว้, ตอนที่คุณกำลังอ่านบรรทัดนี้ บางที ไปป์-ธวิศรุต บุรพัฒน์ อาจกำลังเดินอยู่ในร้านหมวกสักแห่งในนิวยอร์ก หรือไม่เขาอาจจะกำลังนั่งเรียนวิชาออกแบบหมวกอยู่เคียงข้างเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ

ตอนนี้ผมกำลังเฝ้ารอ 2 อย่าง

หนึ่ง-เฝ้ารออ่านคอนเทนต์เกี่ยวกับหมวกในเพจ Cult & Cut

สอง-เฝ้ารอชมหมวกแบรนด์ Attack and Release ของเขา

“แบรนด์หมวกของคุณจะต่างจากแบรนด์อื่นๆ ยังไงคิดไว้หรือยัง” วันนั้นผมถามทิ้งท้ายก่อนจากเขามาโดยไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน

“เรื่องทรงคงฉีกกันยาก เพราะว่าหมวกก็ถูกพัฒนาจากทรงไม่กี่ทรง แต่สิ่งที่ต่างน่าจะเป็นเรื่องรายละเอียด เพราะว่าเราเป็นคนบ้าดีเทล เพราะฉะนั้นหมวกผมทุกใบจะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันแม้จะเป็นหมวกทรงเดียวกัน

“บางคนเคยถามผมว่า มันจะมีคนเห็นเหรอ พวกรายละเอียด ซึ่งผมชอบบทสัมภาษณ์นึงของ Daft Punk มาก ตอนนั้นที่ทำอัลบั้มใหม่เขาใช้ไมโครโฟน 2 ตัว ไมโครโฟนตัวนึงทำในยุค 80 ไมโครโฟนอีกตัวนึงทำในยุค 70 เพลงที่ดนตรีไดเรกชันไปทางดิสโก้เซเวนตี้เขาจะใช้ตัวที่ทำในยุค 70 อัด ส่วนเพลงที่มีความเป็นอิเล็กทรอนิกเขาจะใช้ไมค์อีกตัวอัด ซึ่งจำได้เลย ตอนนั้นพิธีกรถามว่า ‘ใครฟังออก’ ผมเองก็ฟังไม่ออก มันต่างกันยังไงวะ ไมโครโฟน 2 ตัว

“ซึ่งเขาตอบสั้นๆ เลยว่า ‘เขาฟังออก’ มันจบเลย จริง  ถึงจะไม่มีใครเห็นเลยก็ตาม แต่ผมเห็น”

ใช่, แม้บางสิ่งคนอื่นจะยังมองไม่เห็น แต่เขาเห็น

ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความถึงเฉพาะรายละเอียดของหมวก แต่กินความไปไกลถึงอนาคตของชีวิต

ไปป์ ธวิศรุต ดีเจสุดคูลผู้บอกลาความมั่นคงไปเรียนทำหมวกถึงนิวยอร์ก

Facebook : Cult & Cut

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

เรารู้จัก Lauren Yates ผ่านเว็บไซต์ Ponytail Journal ของเธอเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน เธอเป็นนางแบบลูกครึ่งไทย-จีน-ออสเตรเลียที่สร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องศิลปะ ความสนใจ แฟชั่น และการใช้ชีวิตของตัวเอง

“เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชาย” เธอให้คำจำกัดความสไตล์ของตัวเองไว้แบบนั้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

จึงไม่แปลกเลยที่ตู้เสื้อผ้าของเธอจะเต็มไปด้วยเสื้อและกางเกงผู้ชายมือสอง และเรามักเห็นเธอในชุดหลวมๆ ดูเท่แปลกตาไปจากนางแบบคนอื่นที่อายุไล่เลี่ยกัน จนได้รับฉายาจากนิตยสาร GQ ว่า ‘The Hottest Thing in Menswear’ และในฐานะคนตัวเล็กที่ชอบเสื้อผ้าทรงโคร่งๆ ก็แอบหวังว่าวันหนึ่งเธอจะทำแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงของตัวเองออกมา

แล้วเธอก็ทำ…

W’menswear เกิดขึ้นจากความบังเอิญและความโชคดีเมื่อราวๆ 5 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเดียว ขยับขยายมาเป็นหน้าร้านออนไลน์ และในทุกๆ ปี ลอเรนต้องเดินทางไปเทศกาลแฟชั่นวีกที่นิวยอร์กและปารีส เพื่อเอาสินค้าไปแสดงบายเออร์จากทั่วโลก จนตอนนี้มีสต็อกสินค้าอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เธอนำความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์มาใช้ในการทำแบรนด์ จุดเด่นของ W’menswear จึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายในไซส์ผู้หญิงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องราวข้างหลังเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสีสัน แพตเทิร์น หรือวัสดุที่ใช้ ตั้งแต่คอลเลกชันที่ได้แรงบันดาลใจจากสงครามเวียดนาม สงครามเย็น ไปจนถึงประวัติการต่อสู้ในสนามรบของชนเผ่าม้งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน 

ลอเรนตั้งใจให้ W’menswear เป็นแบรนด์ Slow Fashion ที่จะสร้างความสุขให้ทั้งคนทำและคนใส่ และหวังว่าเรื่องราวที่เธอแอบบอกผ่านเสื้อผ้าในแต่ละคอลเลกชันจะทำให้คนตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดในโลกมากขึ้น 

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เราเริ่มรู้จักคุณในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Ponytailjournal.com ก่อนหน้านั้นคุณทำอะไรมาบ้าง

ตอนเริ่มทำ Ponytail Journal เราเป็นนางแบบที่กรุงเทพฯ นี่แหละ เริ่มทำเว็บไซต์เพราะอยากใช้สมองอีกซีกมากขึ้น อยากใช้บล็อกเป็นที่แสดงออกแพสชันที่มี แสดงออกตัวตนผ่านการเขียน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียน Fine Art เอกถ่ายรูป แต่กลายเป็นว่าเราได้ใช้สกิลและประสบการณ์ที่มีในบล็อกนี้ ทีนี้ความสนใจในเรื่องสไตล์และแฟชั่นก็เข้ามาผ่านอาชีพนางแบบ

พอได้ทำบล็อกเราก็เริ่มได้ยินเสียงตัวเองมากขึ้น จากที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่ ก็เริ่มรู้จักความคิดตัวเองมากขึ้น 

จากบล็อกเกอร์ก็มาเป็นนักเขียนคอลัมน์อย่างเต็มตัว

หลังจากนั้นประมาณปีหนึ่ง มีนิตยสารหลายหัวติดต่อมาให้เขียนคอลัมน์ อย่าง Condé Nast ในนิวยอร์ก หรือ Vogue ออสเตรเลีย ที่สุดท้ายเราตัดสินใจเซ็นสัญญาเขียนคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับสไตล์ให้ นั่นทำให้เรารู้จักดีไซเนอร์เก่งๆ หลายคน และทำให้คนในวงการแฟชั่นรู้จักเรามากขึ้น เพราะพอคุณเป็นนักเขียนของ Vogue ทุกคนจะค่อนข้างเชื่อคุณ (หัวเราะ)

มีใครบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น Nigel Cabourn ดีไซน์เนอร์ชาวอังกฤษ ครั้งหนึ่งเราไปร้านเขาที่ลอนดอน พีอาร์ของเขาบอกว่า ‘พรุ่งนี้ไนเจลจะมาที่ร้าน คุณอยากสัมภาษณ์เขาไหม’ เราตอบตกลงทันที พอได้คุยกันพบว่าไนเจลคือเด็กในร่างผู้ใหญ่ เขาขี้เล่น มีแพสชัน เราคุยกันถูกคอมาก มันเหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่าเป็นครั้งแรก จำได้ว่าตอนนั้นเราอายุประมาณยี่สิบห้า ยังดูเด็กมากในสายตาคนนอก แล้วพนักงานคนหนึ่งของไนเจลสังเกตว่าเราไม่มีสมุดจด และไม่ได้อัดเสียงขณะสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เข้าใจว่านั่นคือวิธีการทำงานของเรา เราจะอินไปกับสิ่งที่คุยจนไม่ต้องจดอะไร แต่พอบทสัมภาษณ์นั้นออกมา ไนเจลทึ่งกับข้อมูลที่เราจำได้จนส่งโน้ตมาขอบคุณ และเราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น Ponytail Journal เลยเป็นทั้งที่ที่เราสร้างคอนเนกชัน ความน่าเชื่อถือ และเป็นคำตอบว่าเรามองโลกยังไง

Lauren Yates

ซึ่งก็เป็นไนเจลนี่แหละที่ทำให้มี W’menswear ในวันนี้

วันหนึ่งไนเจลบอกเราว่า คุณควรทำแบรนด์ของตัวเองนะ ซึ่งเราไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ไม่รู้ต้องดีไซน์อะไรยังไง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องรู้หรอกว่าดีไซน์ยังไง คุณมีไอเดียและสไตล์ที่โดดเด่นของคุณอยู่แล้ว ที่เหลือผมจะสอนคุณเอง แล้วเขาก็สอนทุกอย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับการดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าหรือกระบวนการตัดเย็บ และเป็นช่วงเดียวกับที่แม่ให้เงินเรามาก้อนหนึ่งโดยมีข้อแม้ว่าต้องเอาไปทำธุรกิจเท่านั้น 

คำแนะนำของดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นในวันนั้นคืออะไร

เขาบอกให้เริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ก่อน มีแค่หกแบบ สามสี ใช้วัสดุเหมือนกันหมดคือคอตตอน และเอาเสื้อผ้าวินเทจของตัวเองที่ชอบมาพัฒนาเป็นแพตเทิร์น

ช่วงแรกๆ W’menswear ขายแค่ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการลองตลาด เพราะลูกค้าญี่ปุ่นพิถีพิถันที่สุดในโลก ละเอียดมาก แค่ข้อผิดพลาดนิดเดียว เขาก็ส่งสินค้าคืนแล้ว 

Lauren Yates
Lauren Yates

ในโลกที่ Fast Fashion ครองตลาดใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ทำไมคุณถึงอยากเปิดแบรนด์ Slow Fashion ที่มีความยั่งยืนมากกว่า

ตอนเราเริ่มเป็นโมเดล Fast Fashion ยังไม่นิยมเลยนะ มันน่าจะเข้ามาตอนประมาณปี 2005 เราเลยได้เห็นการเติบโตของมันมาเรื่อยๆ เหตุผลที่เราสนใจ Slow Fashion มากกว่าเพราะเราชอบศิลปะ ชอบตั้งแต่มัธยม มหาวิทยาลัย จนถึงวันนี้ ซึ่งความตั้งใจของศิลปินคือการได้โชว์สิ่งที่คนทั่วไปเห็นในทุกวัน แต่ไม่เคยคิดถึงมันจริงๆ อย่างในยุคอิมเพรสชันนิสม์ ศิลปินวาดภาพทุ่งหญ้า วาดภาพฟาร์ม ดอกไม้ เพราะผู้คนเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองมันอย่างตั้งใจจริงๆ ศิลปะทำให้เราได้คิดถึงสิ่งรอบตัว ช่วยให้เราคิดถึงจักรวาล และความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โลกเรากำลังถูกทำลาย เพราะคนไม่ได้นึกถึงโลก

เรารัก Slow Fashion เพราะทุกคนที่ทำเสื้อผ้าของเรารักในสิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการทำศิลปะ เราเรียกแบรนด์ของเราว่า Artisan Clothing เพราะทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นศิลปิน อย่างผ้าบางชนิดทำในจำนวนน้อยที่โรงงานเล็กๆ ในญี่ปุ่นด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่า ใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จแต่ละชิ้น ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกันเลย เพราะทุกคนมองว่าตำหนิเล็กๆ น้อยๆ เป็นความงาม ถ้าเหมือนกันทุกชิ้นคงน่าเบื่อแย่

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ถ้าอย่างนั้นแฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

คือการแสดงออกตัวตนและคุณค่าของแต่ละคน สิ่งที่เจ๋งคือเกือบทุกคนบนโลกนี้สนใจแฟชั่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะเขาสนใจที่จะแสดงออกคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยผ่านเสื้อผ้าที่เลือกสวมใส่ในแต่ละวัน

เราเห็นคำว่า W’menswear ครั้งแรกจากชื่อแบรนด์คุณ

W’menswear มาจากตอนที่เราเป็นนักเขียนแฟชั่น เวลาไม่มีคำอธิบายคอนเซปต์ที่เราอยากจะพูด เราจะคิดคำขึ้นมาใหม่ อย่างคำนี้คือคำอธิบายสไตล์ของเรา เราชอบใส่เสื้อผ้าวินเทจของผู้ชาย หรือกิจกรรมที่ชอบทำก็เป็นสิ่งที่ผู้ชายทำ ไม่ว่าจะตกปลาหรือถ่ายรูป แล้วสมัยนั้นมันยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำเสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ตอนตัดสินใจจะทำแบรนด์ มันก็ต้องเป็นคำนี้แหละ 

สนุกดีที่คอนเซปต์ของแต่ละคอลเลกชันมักเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เสมอ มันเริ่มมาจากอะไร

เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ตอนเริ่มทำแบรนด์นี้ก็เพิ่งรู้สึกว่า เห้ย มันมีผู้หญิงเก่งๆ ในประวัติศาสตร์ที่ทำเรื่องยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ เราต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเธอบ้าง แต่ละคอลเลกชันจึงได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ผ่านผู้หญิงเก่งที่สร้างอะไรดีๆ ในช่วงเวลานั้นๆ เรื่องของบางคนอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก แต่เราอยากส่งต่อเรื่องราวของพวกเธอ มันน่าจะมาจากตอนเขียนคอลัมน์เยอะๆ อ่านหนังสือเยอะ ชอบดูข่าว ก็เลยสนใจเรื่องเหล่านี้

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คอลเลกชันล่าสุดที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องของใคร

ตอนนี้กำลังจะปล่อยคอลเลกชัน spring/summer 20 คอลเลกชันนี้เราได้แรงบันดาลมาจากนักวิทยาศาสตร์หญิงกลุ่มแรกที่ได้ใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรบริเวณหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามเย็น คือระหว่างที่เกิดสงครามเย็น ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเรือดำน้ำ ขีปนาวุธ อาวุธนิวเคลียร์ พอสงครามจบเลยกลายเป็นว่าวงการวิทยาศาสตร์ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านั้นมากที่สุด มีการทำแผนที่มหาสมุทร ทำให้เราค้นพบส่วนที่ลึกของมหาสมุทรในร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา 

กลับมาที่กลุ่มผู้หญิงที่เล่า พวกเธอเป็นนักชีววิทยาทางทะเล และเป็นผู้หญิงกลุ่มแรกที่ได้รับมอบหมายงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ พวกเธอใช้เวลาสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรในห้องปฏิบัติการใต้น้ำ มันอาจจะไม่ใช่โปรเจกต์ใหญ่โตอะไร แต่พวกเธอเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นบุกเบิกที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ โปรเจกต์นี้ชื่อ Tektite II ผู้นำโครงการคือ Sylvia Earle ซึ่งตอนนี้น่าจะอายุแปดสิบกว่าได้ และก็ยังเป็นนักชีววิทยาทางทะเลอยู่ ยังทำงานหนักเพื่อการรักษามหาสมุทร ยังดำน้ำ และทำวิจัยสำคัญๆ อยู่

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คุณตีความเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ออกมาเป็นเสื้อผ้าได้ยังไง

เวลาต้องคิดคอนเซปต์ใหม่ เราจะไปอ่านเรื่องราวของใครสักคน หรือเวลามีข่าวเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เรามักจะอยากรู้ว่าทำไมมันถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น อย่างคอลเลกชันก่อนหน้านี้ เราตั้งคำถามว่าทำไมจึงเกิดสงครามเวียดนาม ส่วนคอลเลกชันนี้เราเริ่มจากคำถามเกี่ยวกับสงครามเย็นจนได้มาเจอเรื่องราวของผู้หญิงกลุ่มนี้ เรารีเสิร์ชข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง มีทั้งรูปถ่ายและเรื่องราว ปกติใช้เวลาทำรีเสิร์ชอย่างน้อยประมาณสามเดือนถึงได้ mood board หลังจากนั้นก็นำมาประยุกต์ใช้ในแง่ของดีไซน์ ถ้าสังเกตจะมีสีสันที่คล้ายกัน สีฟ้าของมหาสมุทร สีแดง สีเหลืองที่ใช้กับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เรียกว่า safety yellow วัสดุที่เลือกใช้ก็จะคล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกเธอใส่มากที่สุด

ส่วนคอลเลกชันถัดไป autumn/winter 20 จะเป็นเรื่องของสงครามในประเทศลาวที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินเลย เป็นเรื่องในยุคของประธานาธิบดี John F.Kennedy ที่เซ็นอนุสัญญาเจนีวาว่าจะไม่ส่งทหารไปประเทศลาวในช่วงสงครามเวียดนาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐฯ ใช้ชาวม้งต่อสู้แทนตัวเอง เมื่อสงครามจบลง พรรคคอมมิวนิสต์ในลาวฆ่าชาวม้งจำนวนมาก โทษฐานที่พวกเขาต่อสู้ให้อเมริกา บางส่วนหนีข้ามแม่น้ำโขงมาค่ายผู้ลี้ภัยในไทย ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ 

คอนเซปต์พวกนี้ต้องใช้เวลาในการรีเสิร์ช มันใหญ่กว่าการตามเทรนสไตล์และสีของแต่ละซีซั่นไปมาก ทำไมต้องเล่าเรื่องเหล่านี้

เราชอบเรียนรู้ มีแพสชันกับเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เรายังทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์แม้จะเปิดแบรนด์มาห้าปีแล้ว เราไม่ได้พยายามเล่าเรื่องแทนพวกเขา แค่อยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันน่ากลัวมากที่ได้รู้ว่าในประวัติศาสตร์มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่เราไม่เคยรู้เลย เราถูกสอนให้ไม่ตั้งคำถาม แต่ถ้าไม่หัดถามว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

แม้รู้ว่าลูกค้าอาจจะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม

เราเข้าใจแหละว่าบางคนอาจจะแค่อยากซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีๆ ใส่ ซึ่งไม่เป็นไรเลย แต่บางทีอาจจะมีเด็กรุ่นใหม่สนใจคอนเซปต์ของคอลเลกชัน ซึ่งเราเขียนไว้ทั้งบนเว็บไซต์และ lookbook แล้วไปศึกษาข้อมูลต่อก็ได้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว

คุณบอกในตอนแรกว่า คนที่ทำเสื้อผ้า W’menswear ในทุกกระบวนการต้องรักสิ่งที่เขาทำ

หัวใจสำคัญของธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า คือความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับคนเย็บและซัพพลายเออร์ เรานับถือคนที่ทำเสื้อผ้าให้ W’menswear ถ้าเราไม่มีเขาหรือเขาไม่รักงานที่เขาทำ แบรนด์ของเราคงไม่มีความหมายเลย เราอยากทำงานกับคนที่ต้องการสร้างสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้วัสดุที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และเย็บออกมาอย่างตั้งใจที่สุด เพราะเขานับถือเราและงานของตัวเอง ความสัมพันธ์นี้เลยเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือเหตุผลที่เราเดินทางตลอด เพราะอยากไปเยี่ยมคนทำเสื้อผ้า โรงงาน และซัพพลายเออร์ 

เราใช้โรงงานผ้าแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ที่ทำมาเป็นร้อยปีแล้ว เขายังทำผ้าด้วยเครื่องจักรเครื่องเดิม โรงงานสมัยใหม่ทำวัสดุแบบนี้ไม่ได้แล้วเพราะมันไม่เหมาะกับ mass production ถ้าดูผ้าจะสังเกตเห็นว่ามันมีตำหนิที่ไม่เหมือนกันเลยแต่ละผืน เพราะเส้นใยที่มาจากธรรมชาติและการทอจากเครื่องจักรเก่า ธรรมชาติไม่เหมือนกันทั้งหมด บางอย่างต้นสูง บางอย่างต้นเล็ก แต่มันเป็นความงดงามนะ ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ของเราจึงอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นเห็นความสวยงามในความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในญี่ปุ่นเลยมีคนทำสินค้าแบบนี้เยอะมาก ในไทยเราก็เคยใช้ผ้าทอสีย้อมธรรมชาติของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีคุณยายอายุเก้าสิบปีเป็นหนึ่งในทีมผลิต

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ทุกวันนี้ คุณทำ W’menswear บนความเชื่อแบบไหน

เคยได้ยินมาจากพอดแคสต์ เขาบอกว่าการเดินทางของชีวิตคือการค่อยๆ เข้าใจตัวเองขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบๆ ตัว อย่าง W’menswear เติบโตขึ้นมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่เหมือนการทำแบรนด์ Fast Fashion ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่มันทำลายโลก มันไม่ยั่งยืน

อาทิตย์ก่อนเราอ่านบทความที่บอกว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นคือต้นเหตุของสภาวะโลกร้อนอันดับสาม รองจากพลาสติกและน้ำมัน เพราะแบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เมื่อปี 2005 แบรนด์ส่วนใหญ่มีแค่สองคอลเลกชันต่อปี แต่ตอนนี้แบรนด์ Fast Fashion มีถึงสิบเอ็ดคอลเลกชันในปีเดียว แบบนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องซื้ออีกๆ จากที่เคยซื้อเสื้อสเวตเตอร์ปีละสองตัว ก็อาจจะต้องมีหกตัว ใส่ได้แป๊บเดียวก็เลิกแล้ว ซึ่งพอราคาถูกลง คนก็ซื้อบ่อยขึ้น ใครจะรู้ในอีกห้าปีมันอาจจะเพิ่มเป็นยี่สิบคอลเลกชันต่อปีก็ได้

แล้ว W’menswear เตรียมตัวยังไงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าจะร้ายแรงขึ้นในอนาคต

เราไม่มีคำตอบหรอก เราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่สำหรับเรา ศิลปะช่วยให้เราเห็นใจโลกและคนรอบตัวมากขึ้น เราว่าการทำให้คนรู้สึกผิดไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะการซื้อผ้าบ่อยๆ ก็ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภคเสียทีเดียว มันเกี่ยวข้องกับนโยบายและการดำเนินงานของแบรนด์ใหญ่ๆ ที่กระตุ้นให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน ถ้าจะแก้ปัญหาอาจจะต้องมองที่ภาพใหญ่ด้วย 

เราเลยทำในส่วนที่ทำได้ พยายามทำโปรเจกต์ศิลปะที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการขายเสื้อผ้าเลย แต่มันมีจุดร่วมกันอยู่ คือพยายามแสดงให้เห็นความสวยงามของโลก เพื่อที่คนจะได้หันกลับมาดูแลโลกมากขึ้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load