ICONCRAFT X The Cloud

ฉันหยุดจับจ้องตุ้มหู แหวน และสร้อยคอ ของพวกเธอไม่ได้

ยิ่งหูได้ฟังเรื่องราวที่พวกเธอเล่า ก็ยิ่งรู้สึกเห็นค่ามันมากเข้าไปใหญ่

เครื่องเงินของพวกเธอทั้งดูเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีรูปทรงธรรมชาติอย่างของทำมือ ผสมเทคนิคชนเผ่ากะเหรี่ยงบนดอย คนไทยก็ใส่ได้ ชาวต่างชาติก็ใส่ดี

‘Stories of Silver and Silk’ เกิดจากการร่วมมือของผู้หญิงสองคนที่มีใจรักในงานคราฟต์เหมือนกัน นั่นคือ จอย-ฐิตาภา ตันสกุล และ ลูเซีย แปราโก หญิงสองคนนี้มีความรักในงานคราฟต์ และอยากจะทำอะไรดีๆ เพื่อสนับสนุนวงการนี้ในไทย บังเอิญว่ามีคนแนะนำ พี่เอก-เอกชัย แก้วเตี๊ยะ ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มาพอดี เลยลองเข้าไปทำงานร่วมกับเขาและชาวกะเหรี่ยงอีก 2 – 3 คนดู

ผ่านไป 8 ปี แบรนด์มีเครื่องประดับวางขายอยู่ร่วม 100 แบบ ขายดีในเว็บไซต์ออนไลน์ โดยมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั่วโลก จนล่าสุดได้ไปโชว์ใน Milan Design Week ที่อิตาลี

เรื่องราวระหว่างทางเป็นอย่างไร ต้องไปฟัง

เครื่องเงินชาวเขา

ขึ้นชื่อว่าเป็นงานเครื่องเงินกะเหรี่ยง คือทำด้วยมือตั้งแต่ต้นจนเสร็จ

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชิ้นไหน ก็จะเริ่มจากเม็ดเงินบริสุทธิ์ เป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายลูกปัด นำมาหลอมให้ละลาย ก่อนจะทำให้เป็นแผ่นหรือเป็นเส้นด้วยการผ่านเครื่องรีดต่างๆ แล้วดัดให้เป็นรูปทรงตามต้องการ

นี่คือเทคนิคที่พวกเขาสืบทอดกันมาเป็นร้อยปี พี่เอกแม้จะไม่ได้เป็นคนในหมู่บ้านนี้มาแต่กำเนิด แต่ก็มีความสามารถด้านนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ชาวกะเหรี่ยงทั่วภาคเหนือทำได้คล้ายกัน

เพราะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหวือหวา ทุกอย่างต้องทำด้วยมือ ชาวกะเหรี่ยงจึงทำเครื่องเงินที่มีความบริสุทธิ์มากถึง 96 – 98 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในอุตสาหกรรมทั่วไปจะประมาณ 92 – 93 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องบริสุทธิ์มาก เพราะเงินจะมีคุณสมบัตินุ่ม ดัดง่าย

และหากชิ้นไหนดัดแล้วไม่พอใจ ขายไม่ได้ ก็นำกลับมารีไซเคิลด้วยการหลอมใหม่ได้อีกด้วย

เห็นชีวิตเขา

คนทำงานคราฟต์อย่างพี่เอกชัยมีทั่วหมู่บ้าน แต่กลับขายผลิตภัณฑ์คราฟต์เป็นงานหลักไม่ค่อยได้

ลูเซียเล่าให้ฟังถึงตอนที่พวกเธอขึ้นไปหาพี่เอกชัย แล้วพบว่าวิถีการทำเครื่องเงินของกะเหรี่ยงในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายโรงงานขนาดย่อม นั่นคือทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบของตัวเอง ทำงานแบบเดียววนไป เสร็จแล้วก็ส่งต่อให้คนข้างๆ ทำส่วนอื่นต่อ ชิ้นงานที่ออกมาจึงเหมือนกันไปหมดทุกหมู่บ้าน ไม่มีกลิ่นอายของความคราฟต์ใดๆ ทั้งที่เป็นงานทำด้วยมือทั้งหมด

จอยเสริมว่า เมื่อเทียบกับเครื่องเงินในภูมิภาคอื่นๆ เช่นของสุรินทร์ที่เน้นลวดลายดอกไม้วิจิตรแล้ว เธอชอบสไตล์เครื่องเงินกะเหรี่ยงที่เน้นผิวสัมผัสเก๋ไก๋และการประทับตราเล็กๆ มากกว่า มันจึงน่าเสียดายเมื่อไม่มีรูปแบบใหม่ๆ ออกมาให้เลือกซื้อเลย “เราเห็นของที่ขายในเชียงใหม่ ที่จตุจักร แล้วเราไม่พอใจ เพราะไม่รู้จะซื้อใส่ในโอกาสแบบไหน จริงๆ เทคนิคดั้งเดิมมันดี แค่ปรับดีไซน์นิดเดียวก็เอามาใช้ได้แล้ว”

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาระบบการขายเครื่องเงินของกะเหรี่ยง ใช้ชั่งขายเป็นกรัม ได้เพียง 250 บาทต่อกรัมเท่านั้น เทียบกับราคาเม็ดเงินดิบที่ซื้อมาแล้ว ไม่ได้เพิ่มมูลค่าเท่าที่ควร

รายได้หลักของหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มจึงมาจากการทำเกษตร หรือให้เฉพาะเจาะจงก็คือการปลูกลำไยที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 3-12 บาทเท่านั้น แถมลำไยก็มีอายุสั้นและมีฤดูของมัน ไม่อาจจะสร้างรายได้สม่ำเสมอทั้งปี

แล้วพี่เอกชัยที่ต้องหาเงินส่งลูกไปเรียนจะอยู่ได้อย่างไร

ออกแบบจากเขา

เมื่อเห็นคุณค่าและปัญหาแล้ว จอยและลูเซียก็เริ่มมองหาทางออก

สิ่งที่คนเมืองอย่างพวกเธอจะพอช่วยช่างฝีมือชาวกะเหรี่ยงได้ ก็คงเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่กล้าจะทดลอง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง รวมถึงความเข้าใจในกลุ่มลูกค้า ว่าชอบงานแบบไหน ปรับดีไซน์อย่างไรคนถึงจะซื้อ โดยให้มีทั้งกลิ่นอายความพื้นเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็โมเดิร์นพอจะใช้งานได้จริง

“เขาเก่งเรื่องการทำลวดลายบนพื้นผิวเงิน เราเลยลองใช้วัสดุใหม่ๆ ในการสร้างพื้นผิว เช่น ใช้ฝักหางนกยูง มีต้นหางนกยูงอยู่ในหมู่บ้าน ฝักหางนกยูงมันก็ตกอยู่ตามบ้าน ก็ลองหยิบขึ้นมาทาบบนเงินตอนเข้าเครื่องรีดดู หรือไม้ไผ่ ซึ่งเขาใช้หุงต้ม ทำข้าวหลามอยู่แล้ว ก็ลองผ่าไม้ไผ่ออกมา เผาให้เป็นลาย แล้วเทเงินลงไปให้เย็นตัว” จอยเล่าแนวทางการต่อยอดให้ฟัง

แต่ถ้ามีเทคนิคดั้งเดิมอันไหนที่ยังเหมาะสมอยู่ พวกเธอก็พยายามจะนำมาใส่ในเครื่องประดับ และขับเน้นให้เด่นขึ้น เช่นการนำลวดลายก้นหอยซึ่งเป็นลายอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวกะเหรี่ยงมาเป็นองค์ประกอบการออกแบบ หรือการทำตัวล็อกสร้อยด้วยดีไซน์ที่ทั้งเก๋และเวิร์กมากๆ ซึ่งเดิมเป็นของชาวกะเหรี่ยงอยู่แล้ว

ทำงานร่วมกับเขา

กว่าจะได้เครื่องประดับหน้าตาโมเดิร์นออกมาสักชิ้นไม่ใช่ง่ายๆ

พี่เอกชัยทำงานแบบเดิมมาตลอดชีวิต การจะให้เขาปรับสไตล์การทำงานให้เป็นแบบที่ธรรมชาติขึ้น มีความทำมือมากขึ้น คือไม่ถนัดเลย และที่ยากไปกว่านั้นคือ แม้จะต้องดูคราฟต์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคงเส้นคงวาด้วย ว่าง่ายๆ คือถ้าลูกค้าเห็นรูปในเว็บไซต์แล้วอยากได้ เขาก็ต้องได้งานหน้าตาไม่ผิดแผกไปจากที่เห็นมากนักนั่นเอง

พวกเธอเลยต้องขึ้นดอยไปเจอเอกชัยปีละสองสามครั้ง ครั้งละสัปดาห์ ซึ่งอาจฟังดูเป็นเวลาสั้นๆ แต่นั่นคือสัปดาห์แห่งการทำงานอย่างหนัก นั่งพื้นหลังขดหลังแข็งตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก กว่าจะได้ชิ้นงานต้นแบบออกมา

ลูเซียเล่ากระบวนการทำงานให้ฟังว่า “เราเคยพยายามร่างแบบบนกระดาษไปก่อนเยอะๆ แต่สุดท้ายพบว่าก็ต้องมาดู มาปรับแบบกันหน้างานอยู่ดี ทำมาหลายปีเราถึงเข้าใจว่าต้องออกแบบโดยคำนึงให้มันขับเน้นเทคนิคของชาวกะเหรี่ยงออกมาที่สุด”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อไปถึงขั้นตอนการทำแล้ว ชิ้นที่เหมือนจะเรียบๆ ไม่มีรายละเอียดกลับทำยาก เพราะต้องระวังเรื่องข้อต่อ ในขณะที่ชิ้นลวดลายเยอะๆ กลับทำง่ายกว่าและแข็งแรงกว่า ยิ่งไปกว่านั้น บางชิ้นที่ทำขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ เช่นแหวนที่มีลักษณะคล้ายเส้นเชือกถักทอกัน เมื่อวางขายแล้วกลับกลายเป็นของ Best Seller ไปเสียอย่างนั้นก็มี

ผลงานทุกชิ้นคือการทดลองร่วมกันระหว่างหญิงทั้งสองและพี่เอกชัย

การเติบโตของชาวเรา

ผ่านมา 8 ปี แบรนด์ยังมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่เข้ามาสั่งซื้อมีทั้งลูกค้าที่เป็นคนไทย ซึ่งมักจะกลับมาซื้อใหม่อยู่เรื่อยๆ และลูกค้าชาวต่างชาติจากทั่วโลก เมื่อมีระบบขายออนไลน์ก็จะสั่งซื้อจากมุมไหนของโลกก็ได้ โดยลงขายใน Etsy ซึ่งเป็นเว็บไซต์รวมงานคราฟต์นานาชาติ Pinkoi เว็บไซต์ของไต้หวัน และ Discovered เว็บไซต์ของฝั่งยุโรป

ปัจจุบัน Stories of Silver and Silk ยังมีของวางขายอยู่ที่ ICONCRAFT ตลาดขายสินค้าดีไซน์จากนักออกแบบท้องถิ่นทั่วไทย บน ICONSIAM ชั้น 4 ด้วย เผื่อใครอยากแวะเวียนไปเลือกดู

เมื่อมีการสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ แปลว่าพี่เอกก็มีงานเรื่อยๆ และแปลว่าเขาจะมีรายได้อยู่เรื่อยๆ ถามว่าแต่ละชิ้นได้เท่าไร พวกเธอปล่อยให้พี่เอกชัยประเมินเอง ตามเวลาและปริมาณเงินดิบที่ใช้ไปกับงานนั้น

“เราไม่เน้นทำสต๊อก เพราะเรามีสไตล์เยอะมาก เลยใช้วิธีทำต้นแบบไว้ก่อน 1 ชิ้น แล้วหลังจากนั้นมีคนสั่งมากี่ชิ้นก็สั่งต่อไปที่เขา ถ้างานชิ้นไหนขายได้ดี เขาก็จะรู้เองจากยอดสั่งซื้อ และจากบัญชีธนาคารของเขา เพราะเราจ่ายเขาโดยตรง” ลูเซียอธิบาย

เมื่อทำงานด้วยกันมานานๆ ลูเซีย จอย และพี่เอกชัย ต่างก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น เวลาหญิงทั้งสองเดินทางไปนำเสนอแบรนด์ในเวทีต่างประเทศ เช่นล่าสุดที่ได้ไปอวดโฉมผลงานที่ Milan Design Week ไกลถึงประเทศอิตาลี ก็จะกลับมาเล่าให้พี่เอกชัยฟังว่าชาวต่างชาติประทับใจในความละเอียดอ่อนของงานทำมือของพี่เอกชัยแค่ไหน และเข้าใจผลงานของแบรนด์อย่างไรบ้าง

“เวลาเราไปต่างประเทศ เราไม่ได้แค่ขายของ แต่เราได้ไปพบเจอคนที่ปกติสั่งกับเราแค่ออนไลน์ ไม่เคยเจอหน้ากัน ได้คุยกับคนที่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน แล้วได้ฟังเสียงตอบรับ คำแนะนำ จากลูกค้าโดยตรง ไปๆ มาๆ หลายคนก็กลายเป็นเพื่อนเราไปเลย” จอยเล่า

นอกจากนั้น พวกเธอก็ใช้กำไรจากแบรนด์มาส่งเสียลูกพี่เอกชัยเรียนอีกด้วย

ความเติบโตของแบรนด์เห็นเป็นรูปธรรมจากแบรนด์ย่อย ‘Silvertales’ ที่ไม่ได้เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรักงานคราฟต์ ผู้ซื้อไม่ต้องรู้เรื่องราวก็ได้ เพียงชอบเครื่องเงินเรียบๆ ดีไซน์มินิมอล ก็ถูกใจได้แล้ว

เรื่องของเงิน + ไหม

หลังจากทำงานกับพี่เอกสำเร็จผลอย่างงดงามออกมาเป็นงานกว่าร้อยชิ้น พวกเธอก็เริ่มอยากขยับไปทำกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านดู โดยเฉพาะงานเชิงลูกปัดและการทอเสื้อผ้าที่มีชาวบ้านเจ๋งๆ ทำอยู่แล้วมากมาย เพราะที่มาของชื่อแบรนด์ Stories of Silver and Silk หมายความถึงเรื่องราวของเส้นไหมและสายเงิน ว่ากว่าจะเป็นผ้าแต่ละผืน เครื่องประดับแต่ละชิ้น ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ตอนนี้แบรนด์อาจมีเพียงด้าน Silver แต่หากมีจังหวะที่เหมาะสม แบรนด์ก็อยากขยับขยายไปทำผลิตภัณฑ์ด้าน Silk ด้วยเช่นกัน

ส่วนในระยะยาว พวกเธอฝันว่าจะทำ Concept Store ที่รวมชุมชนชาวคราฟต์จากหลายสาขาวิชาทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และช่วยกันผลักดันวงการคราฟต์ไทยให้กว้างไกลขึ้น

ช่างฝีมือทั่วประเทศจะได้มีโอกาสยืดอกภูมิใจในงานที่ตัวเองทำ

website :   storiesofsilversilk.com
facebook :   storiesofsilversilk

ไปเลือกชมและครอบครองตุ้มหู สร้อยคอ และแหวนเงินที่ทำโดยชาวกะเหรี่ยงแท้ๆ ได้ที่โซน ICONCRAFT ของ ICONSIAM

และถ้าอยากลงมือประดิษฐ์เครื่องประดับทองเหลืองด้วยตัวเอง สมัครเวิร์กช็อป สารพัดช่าง 03 : The Smith ได้ที่นี่ เพื่อไปฝึกเป็นช่างฝีมือด้วยกันกับแบรนด์นี้และ Stories of Silver and Silk งานนี้รับเพียง 30 คนเท่านั้นนะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ICONCRAFT x The Cloud

ศาสตร์แห่งกลิ่นของไทยนั้นหอมฟุ้งมาช้านาน

ไทยเรามีวิชาความรู้ด้านการทำน้ำอบน้ำปรุงที่พิเศษไม่ซ้ำใคร ส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบจากพืชพรรณสมุนไพรที่ชาวต่างชาติแค่ได้ยินชื่อก็เอียงคอสงสัย อีกส่วนคือภูมิปัญญาในการร่ายเวทย์ดึงกลิ่นหอมจากการนำวัตถุดิบไปผ่านกระบวนการ หรือไม่ก็ผสมผสานกับกลิ่นอื่น

หนึ่งในหลักฐานกลิ่นไทยที่ยังหลงเหลือเก็บอยู่ในขวดน้ำหอมของแบรนด์ Butterfly Thai Perfume น้ำหอมกลิ่นไทยๆ อย่างกฤษณากำยาน กุหลาบมอญ ข้าวเหนียวมะม่วง และโคลนสาบควาย ที่ใช้แล้วติดใจกันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนขยายสาขาไปถึงเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และล่าสุดกำลังจะจดลิขสิทธิ์ในมาเลเซีย

ผู้อยู่เบื้องหลังกลิ่นเหล่านี้คือ ชิน-สุชิน แก้วอุดร จอมเวทย์นักปรุงน้ำหอม

Butterfly Thai Perfume

ชินเริ่มชีวิตจากการเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนวิศวกรรมโยธาฯ ตามความต้องการของพ่อแม่ แต่ในใจมีความรักให้งานแฟชั่นอย่างเปี่ยมล้น แรงนั้นผลักดันให้เขาขวนขวายจนกลายเป็นดีไซเนอร์ที่เดินสายประกวดทั่วโลก จนล่าสุด เครื่องแต่งกายที่เขากำลังปักใจหลงใหลอย่างยิ่งคือ น้ำหอม

วิธีการพูด ความกระตือรือร้น และสายตาเป็นประกาย ของเขาทำให้เราเชื่อว่าชินรักธุรกิจนี้จริงๆ ไม่ใช่ทำเพียงเพราะเม็ดเงิน

แล้วเรื่องราวการสร้างสรรค์กลิ่นที่เขาเล่าก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยัน

Butterfly Thai Perfume

01

กลิ่นที่จำได้จากวัยเด็ก

ชินเติบโตมาด้วยการเป็นเด็กเลี้ยงวัวที่ชัยภูมิ

นิสัยวัยเด็กของเขาฉายแววการเป็นนักแยกแยะกลิ่นโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว ชินชอบดม ดม และดม ตั้งแต่กลิ่นที่ว่าหอมอย่างอาหารในครัว ไปจนถึงกลิ่นถุงเท้าเก่าไม่ได้ซัก

“ในกลิ่นถุงเท้ามันเหมือนขยะ บวกกับกลิ่นเลือด กลิ่นความอับ ถ้าดมดีๆ จะมีกลิ่นดอกมะลิด้วยนะ” ชินเล่าถึงสิ่งที่เด็กชายคนนั้นแยกแยะได้

ในชนบท เขาได้ดมกลิ่นของธรรมชาติอย่างไทย เช่น กลิ่นขี้วัวที่เขาเลี้ยงทุกวัน หรือกลิ่นกล้วยไม้ป่า ที่จะออกดอกปีละครั้งในเดือนเมษายน และจะปล่อยกลิ่นเฉพาะเวลา 2 ทุ่ม ทำให้เขาต้องปีนต้นไม้ขึ้นไปรอดมกลิ่นมัน พอดมจน 3 ทุ่มกลิ่นหมดเขาก็กลับบ้าน

เมื่อโตมาเขาก็ค้นพบว่า ความหลงใหลในกลิ่นของเขานำมาใช้งานได้

Butterfly Thai Perfume

Butterfly Thai Perfume

02

หาเรียนรู้กับคนไปทั่ว

วันที่ชินตัดสินใจจะลองทำน้ำหอม เขาเริ่มต้นจากการแสวงหาความรู้

ในแง่หนึ่ง เขาไปศึกษาศาสตร์น้ำหอมแบบสากลด้วยการลงคอร์สเรียนต่างๆ แต่ในอีกด้าน เขาก็พยายามเก็บหอมรอมริบความรู้เรื่องกลิ่นแบบไทยๆ โดยการถามไปทั่ว หากใครดูมีแววจะรู้ เขาก็จะสืบเสาะไปคุยมาจนได้ แล้วเก็บความรู้และแนวคิดต่างๆ ที่ได้มาไว้ในสมุดจด 1 เล่ม

ชินเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า “เราถามทุกคน เราเรียนในห้องเรียนไม่ได้ ต้องศึกษาจากถาม เช่นไปเจอคุณลุงคุณป้าที่ร้านขายยาในเยาวราช เราก็ถามว่า คุณลุงคุณป้าทำน้ำหอมได้มั้ยครับ คุณป้าตอบว่าได้ คุณป้าจะไปสำเพ็งต่อ ผมขอขึ้นแท็กซี่ไปด้วยได้มั้ยครับ ทำยังไงบ้างครับป้า นั่งคุยกันบนแท็กซี่ เขาแนะนำอะไร แนะนำใคร เราก็จดไว้ พอถึงสำเพ็งก็ลง”

การศึกษาตามหามอบทริกเจ๋งๆ ให้ชินหลายประการ เช่น ไขชะมดเช็ดที่มีกลิ่นเหม็นกลายเป็นสิ่งที่หอมได้ด้วยการผสมน้ำมันสกัดจากดอกจำปี ใบเนียมปกติจะไม่มีกลิ่น แต่เมื่อนำไปปิ้งไฟจะมีกลิ่นหอม การใช้กลิ่นไม้กฤษณาจะช่วยเปลี่ยนความเหม็นของกลิ่นประจำเดือนให้กลายเป็นกลิ่นที่เซ็กซี่ได้ เป็นต้น

ด้วยวิธีนี้ ชินก็ได้ศาสตร์กลิ่นแบบไทยๆ มา

Butterfly Thai Perfume Butterfly Thai Perfume

03

อ่านหนังสือเพื่อแรงบันดาลใจ

นอกจากการหาความรู้ด้วยวิธีคุยกับคนแล้ว ชินอ่านหนังสือ

ชินนำเอาสิ่งที่เรียนรู้เช่นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทย มาตีความต่อจนกลายเป็นกลิ่นต่างๆ เพราะเขามองว่ากลิ่นคือการเก็บความทรงจำ เก็บห้วงเวลาที่เราอาจหลงลืมไป เมื่อได้ดมกลิ่นนั้นอีกครั้งก็จะระลึกถึงมันอีก
เช่น กลิ่นโคลนสาบควาย ที่ชินเก็บบรรยากาศของหญ้าที่กำลังโดนควายเล็ม โคลนที่ติดอยู่บนตัวควาย น้ำคลองและท้องนา เมื่อดมแล้วจะเห็นภาพชีวิตชนบทก็จะกระแทกเต็มตา

หรือกลิ่นกฤษณากำยาน กลิ่นสุดฮิตที่เกิดมาจากเมื่อ 200 ปีก่อนไม้กฤษณาคือทองคำของชาวไทย เพราะเป็นของหายาก จะออกกลิ่นแรงให้ตามหาในคืนพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ไม้ชนิดนี้มีมูลค่าสูงมาก จะมีแต่กษัตริย์ ราชวงศ์ และชนชั้นสูง เท่านั้นที่ได้ใช้ จนชินอยากนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าให้คนชนชั้นกลางและชนชั้นล่างได้ฟังบ้างผ่านการลองใส่น้ำหอมนี้ดู

หรืออย่างกลิ่นกุหลาบมอญที่ดูเผินๆ แล้วอาจคล้ายกลิ่นกุหลาบทั่วไป แต่มีความพิเศษ เพราะมันเก็บเรื่องราวของครั้งที่สยามไปตีเมืองพม่า และนำกุหลาบนี้กลับมา กุหลาบนี้จะเล็กมาก และหอมหวานกว่ากุหลาบของฝรั่ง
ผลของการอ่านทำให้น้ำหอมไม่ได้แค่หอม แต่มีเรื่องราว

Butterfly Thai Perfume Butterfly Thai Perfume

04

เล่นแร่แปรธาตุจากจินตนาการ

แน่นอนว่าการเสกกลิ่นแบบกุหลาบมอญ หรือโคลนสาบควาย หรือข้าวเหนียวทุเรียน ไม่ได้ทำง่ายๆ
เคล็ดลับของการทำน้ำหอม คือการเลียนแบบกลิ่น

ชินเล่ากระบวนการสร้างกลิ่นว่า ต้องเริ่มจากการจินตนาการแยกแยะว่าถ้าอยากได้กลิ่นแบบนี้จะต้องผสมกลิ่นอะไรลงไปบ้าง โดยชินใช้คำว่าการเลียนแบบองค์ประกอบทางเคมี คือใช้วัตถุดิบอย่างหนึ่ง แต่ผสมจนหลอกให้มีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายวัตถุดิบอีกอย่าง เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ใช้มะพร้าวแก่ไปคั่วไฟให้กลิ่นเหมือนข้าวเหนียวมูน แล้วก็ใช้กลิ่นกล้วยเจือจางและแต่งกลิ่นจนออกมาคล้ายมะม่วง รวมออกมาแล้วดมเผินๆ จึงเหมือนข้าวเหนียวมะม่วงเลย

การผสมกลิ่นเช่นนี้ช่วยลดราคาต้นทุนได้ด้วย เช่น การน้ำมันแฝกหอมมาผสมกับมะนาว กลายเป็นกลิ่นกุหลาบมอญ ซึ่งหากใช้กุหลาบมอญจริงๆ กิโลกรัมหนึ่งก็ 4 แสนกว่าบาทแล้ว

ชินนำภูมิปัญญาไทยที่ได้จากการสอบถาม หนุนด้วยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ มาผสมกลิ่นน้ำหอม ผสมแล้วดม ผสมแล้วดมซ้ำๆ อยู่ 300 – 500 ครั้ง กว่าจะได้กลิ่นที่ใช่ที่สุดสักกลิ่นหนึ่ง

“มันคือวิทยาศาสตร์ ผสมกับศิลปะแห่งจินตนาการ” ชินบอก

Butterfly Thai Perfume Butterfly Thai Perfume

05

คนไทยก็ชอบ คนต่างชาติก็ถูกใจ

“จริงๆ น้ำหอมทำเล่นๆ ไม่คิดจะขายเลย” ชินสารภาพให้เราฟังในช่วงท้ายบทสนทนา

แบรนด์นี้เริ่มมาจากการทดลองนั่งทำที่ปลายเตียงและในครัวหลังบ้าน ด้วยบีกเกอร์และถ้วยกาแฟ ก่อนจะมอบให้เพื่อนเป็นของขวัญวันเกิด แล้วเพื่อนแนะนำให้ลองขายดู ขายไปขายมา จากร้อยเป็นพัน รู้ตัวอีกทีก็นำเงินมาซื้อรถได้ 1 คันแล้ว และเมื่อเดินทางไปเปิดบูทที่ฮ่องกง ของทั้งหมดที่หิ้วไปก็ขายหมดเกลี้ยงทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะขายเลยด้วยซ้ำ

เมื่อพบว่าสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นมูลค่า เลี้ยงคนจำนวนหนึ่งได้และเลี้ยงครอบครัวตัวเองได้ เขาจึงเริ่มขยายกิจการไปยังต่างประเทศ โดยทำแบรนด์ Butterfly Collection ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีกว่า ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ราคาแพงกว่า
ในขณะเดียวกัน แบรนด์ Thai Perfume ที่อาจทำกำไรไม่ได้มากเท่าเขาก็จะยังคงทำอยู่ เพราะอยากให้ชาวไทยด้วยกันได้ใช้ และเราเชื่อแบบนั้นจริงๆ เมื่อมองเห็นพนักงานในห้างเดินแวะเวียนมาซื้อน้ำหอมของเขาไปใช้

“ความตั้งใจดั้งเดิมของเราคือ เราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสมัน ไม่ว่าจะจนหรือจะรวยก็หยิบมันไปใช้ได้ เป็นน้ำหอมที่ทำให้ญาติใช้ ให้เพื่อนใช้ ให้คนจับต้องมันได้ เท่านั้นเอง” ชินบอก

Butterfly Thai Perfume

Butterfly Thai Perfume

06

หอมไกลไม่สิ้นสุด

‘กลิ่นผี’ คือกลิ่นต่อไปที่ชินตั้งใจจะทำ

“เวลาเราคิดถึงผี จะได้กลิ่นอะไรล่ะ ต้องแทนด้วยอะไร เราสื่อสารด้วยกลิ่นศพเหรอ กลิ่นธูป กลิ่นน้ำอบที่เจืออยู่ มันเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ”

เมื่อเราทำหน้าสงสัยว่าจะมีใครใช้กลิ่นที่ว่ามาเหรอ ชินก็รีบอธิบายต่อ

“น้ำหอมก็เหมือนเสื้อผ้า คือเรามี Haute Couture กับ Ready to Wear กลิ่นบางกลิ่นเราทำเพื่อให้ขายแล้วใช้ได้กับทุกคน แต่ก็มีกลิ่นที่แสดงตัวตนเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เราด้วย”

ชินเชื่อว่าชาวต่างชาติหลายคนที่ซื้อกลิ่นแบบข้าวเหนียวมะม่วงหรือโคลนสาบควายกลับไป เขาต้องการใช้กลิ่นเหล่านั้นในช่วงเวลาที่อยากระลึกถึงความสุขที่เขามีในเมืองไทย เมื่อได้กลิ่นเหล่านี้ก็จะจดจำได้ว่าเมืองไทยมอบอะไรให้แก่พวกเขาบ้าง

“กลิ่นไทยมันไปได้อีกเยอะมาก มันอาจมีกลิ่นราชประสงค์ เป็นกลิ่นของธูปผสมกลิ่นของควันรถ หรืออาจมีกลิ่นของเชียงใหม่ กลิ่นของภูเก็ต

“มันไม่มีจุดจบ มีอะไรให้เล่นอีกเยอะมาก” นักปรุงกลิ่นบอกด้วยความหวัง

Butterfly Thai Perfume

Website: www.butterflythaiperfume.com/
Facebook: Butterfly Thai Perfume

หากอยากไปลองดมกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง โคลนสาบควาย และพวงมาลัย ของ Butterfly Thai Perfume น้ำหอมมีวางขายอยู่ในหมวด Therapist ของโซน ICONCRAFT ชั้น 4 ของ ICONSIAM

และถ้าสนใจเรียนเรื่องการทำน้ำอบน้ำปรุงและศาสตร์กลิ่นไทยๆ เพิ่มเติม สมัครมาที่เวิร์กช็อป สารพัดช่าง 01 : The Therapist ได้เลย โดยในงานนี้ชินจะไปร่วมบรรยายด้วยนะ

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load